แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง เผย ‘โรคกระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677660

วันที่ 09 มี.ค. 2565 เวลา 09:15 น.แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง เผย 'โรคกระดูกสันหลังเสื่อม' รู้เร็ว รักษาได้

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากความเสื่อมของร่างกายย่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น “กระดูกสันหลังเสื่อม” นับเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทรมานในผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นภาระให้กับผู้ดูแลอย่างมาก

เรื่องนี้ นพ.ศรัณย์ ก่อวุฒิกุลรังษี แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ และกระดูกสันหลัง ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อ โรงพยาบาลนวเวช ให้ข้อมูลอธิบายผ่านบทความเรื่อง “โรคกระดูกสันหลังเสื่อม” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การใช้ชีวิตในสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ

โรคกระดูกสันหลังเสื่อมคืออะไร?

โรคกระดูกสันหลังเสื่อม คือความเสื่อมของโครงสร้างร่างกายที่ช่วยให้มนุษย์สามารถยืนหรือนั่งตัวตรงได้ ประกอบไปด้วย ปล้องกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูก ข้อต่อ เอ็นยึดข้อต่อ และกล้ามเนื้อข้างเคียง มักพบในตำแหน่งที่มีการเคลื่อนไหวเป็นประจำ เช่น กระดูกสันหลังส่วนคอ และกระดูกส่วนเอว โดยส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยอายุ 40 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเราพบผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากลักษณะการทำงานที่นั่งหรือยืนในท่าเดิมนานๆ และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป รวมถึงไม่มีเวลาออกกำลังกายเท่าที่ควร

โครงสร้างของกระดูกสันหลัง

กระดูกสันหลัง (Spine) เป็นโครงสร้างตามธรรมชาติของร่างกายที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องระบบประสาทส่วนกลาง ในที่นี้คือไขสันหลัง และเส้นประสาท และในมนุษย์จะมีรูปร่างแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ๆ เพราะสามารถยืนตั้งตัวตรงได้ และช่วยในการเคลื่อนไหว โดยกระดูกสันหลัง ประกอบไปด้วย

1. ปล้องกระดูกสันหลัง (Vertebra)

2. หมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral disc)

3. ข้อต่อระหว่างกระดูก (Facet joint)

4. เอ็นยึดข้อต่อ (Ligament)

นอกจากนี้ ยังมีกล้ามเนื้อข้างเคียงที่ช่วยพยุงและยึดโยงกระดูกสันหลังชิ้นต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวของร่างกายอีกด้วย

สาเหตุของโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

  1. อายุที่มากขึ้น
  2. น้ำหนักตัวที่มากเกินไป
  3. การอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ เช่น นั่งทำงาน หรือยืน
  4. การทำงานใช้งานหลังที่ไม่เหมาะสม เช่น ทำงานในท่าก้มเป็นประจำ เช่น ช่างซ่อมรถยนต์ หรือการแบกของหนัก ๆ เกินเกณฑ์เป็นเวลานาน ๆ
  5. วิถีชีวิตที่ใช้งานกระดูกคอมากขึ้น เช่น การก้มดูโทรศัพท์มือถือ การใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

เมื่อเกิดการใช้งานซ้ำ ๆ เหล่านี้ หมอนรองกระดูกจะเริ่มมีร่องรอยความเสียหาย จากนั้นก็จะเริ่มมีการสูญเสียน้ำ และมีการยุบตัวลง เกิดการไม่มั่นคงของโครงสร้างเกิดขึ้น กล้ามเนื้อข้างเคียงพยายามพยุงโครงสร้างเหล่านี้ และร่างกายตอบสนองด้วยการสร้างกลุ่มกระดูกงอก เพื่อรองรับโครงสร้างที่ไม่มั่นคงดังกล่าว ผู้ป่วยจะเริ่มปวดเมื่อมีการคลอนของโครงสร้างเกิดขึ้น ถ้าหมอนรองกระดูกที่ยุบและกลุ่มกระดูกที่งอกนี้ไปกดเส้นประสาทข้างเคียงก็จะทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท

อาการของโรคกระดูกสันหลังเสื่อมแบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ

1. อาการที่เกี่ยวกับระบบโครงสร้าง ได้แก่ อาการปวดคอ อาการปวดหลัง มักจะเป็น ๆ หาย ๆ อาจปวดเวลานั่งนาน ๆ หรือปวดเวลาขยับตัว หากผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ ก็อาจจะมีอาการปวดร้าวไปที่ท้ายทอย หรือบริเวณไหล่ได้ ผู้ป่วยบางรายที่มีการแข็งตัวของกระดูกสันหลัง ก็จะเกิดการก้มเงยได้ลำบาก ขยับตัวได้ลำบาก

2. อาการที่เกี่ยวกับระบบประสาท ซึ่งเกิดจากโครงสร้างของกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง ได้แก่ การปวดร้าวไปที่แขนหรือขา อาจมีอาการชา หรือการอ่อนแรงร่วมด้วย ซึ่งอาการจะเป็นข้างเดียว หรือเป็นทั้งสองข้างก็ได้ อาการทางระบบประสาทก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของรอยโรคที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยที่มีไขสันหลังถูกกดทับ นอกจากอ่อนแรงแล้ว ก็อาจมีอาการเดินลำบาก การใช้มือหยับจับของได้ไม่ถนัด หรือมีการกลั้นปัสสาวะและอุจจาระไม่ได้

การวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

หลังจากแพทย์ซักประวัติอาการปวด ลักษณะการใช้งาน และประวัติอื่น ๆ และตรวจร่างกาย ทั้งการเคลื่อนไหวกระดูกและข้อ และระบบประสาทแล้ว แพทย์จะส่งทำเอ็กซเรย์กระดูกสันหลังส่วนที่เกี่ยวข้อง หากได้ข้อมูลไม่ชัดเจน จำเป็นต้องทำ MRI เพื่อดูลักษณะของโครงสร้างที่เราสงสัย นอกจากนี้ อาจจำเป็นต้องตรวจการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อด้วยกระแสไฟฟ้า (EMG) ในผู้ป่วยบางราย สำหรับการเจาะเลือดเพื่อดูค่าผลเลือดที่เกี่ยวข้องนั้นจะทำในกรณีที่ต้องการวินิจฉัยแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน

การรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

1. การรักษาแบบอนุรักษ์

-การให้ยาลดปวดหรือยาต้านอักเสบ

-การให้ยาลดปวดเส้นประสาท

-การทำกายภาพบำบัด เช่น การใช้ความร้อน การดึงหลังหรือคอ

-การฉีดยาสเตียรอยด์ เพื่อลดปวดตามข้อบ่งชี้

2. การรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งรูปแบบการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยโรคที่ผู้ป่วยเป็น เช่น การผ่าตัดเพื่อยกจุดกดทับ หรือการผ่าตัดเพื่อเสริมความมั่นคง โดยการใส่เหล็กดาม

การป้องกันโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

  1. การใช้งานหลังให้ถูกวิธี เช่น เวลาเรานั่ง เราควรจะต้องตัวตรง หลังชิดกับพนักพิง อาจจะมีหมอนเล็ก ๆ รองที่บริเวณหลังกับพนักพิง สำหรับเก้าอี้ที่ดี พนักพิงควรจะสูงถึงบริเวณไหล่ ส่วนเรื่องคอ บางครั้งเราก็จะเผลอในการที่จะก้มคอดูโทรศัพท์ หรืออ่านหนังสือ หรือดูจอโน๊ตบุ๊ค เราจะต้องคอยรู้ตัวตลอดเวลา ว่าคอเราควรจะตั้งตรง ตามองตรง และมองสิ่งที่เราจะมองลงไปประมาณ 15-20 องศา ก็จะช่วยทำให้อาการปวดคอลดลงได้
  2. ไม่ควรใช้หลังในท่าเดิม ๆ นานเกินไป คววรหยุดพักยืดเส้นยืดสาย เช่น การนั่งเกิน 45 นาที ควรมีเวลาพักเปลี่ยนอิริยาบถประมาณ 10-15 นาที
  3. ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรง และเสริมความยืดหยุ่น เช่น การฝึกเกร็งหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลัง ทั้งในเวลาที่มีการใช้งาน หรือจัดเวลาการออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกลางลำตัว เช่น Planking นอกจากนี้ก็ยังต้องมีการออกกำลังเพื่อเสริมความยืดหยุ่นให้กับร่างกายด้วย
  4. ลดการใช้งานหลังที่ไม่เหมาะสม งดการยกของหนัก หรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงบาดเจ็บที่บริเวณหลัง
  5. การควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากเกินเกณฑ์
  6. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

Covid warning, advice for pregnant women, those with newborns

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40013198


Pregnant women and those in the postpartum period are more likely to be infected with Covid-19 as 87 per cent have not been vaccinated, the Department of Health warned on Tuesday.

Covid warning, advice for pregnant women, those with newborns

Director-general Dr Suwanchai Wattanayingcharoenchai said 224 Covid-19 patients from February 27 to March 5 were pregnant women and women six months after pregnancy.

There were a total of 7,210 patients in the infected group and 110 deaths. They gave birth to 4,013 children, 319 of whom were infected while 67 died.

Some 6,292 of them, or 87 per cent, were unvaccinated, he said, while 398, or 5 per cent, received only a first dose. Another 550, or just 8 per cent, got a second dose.

According to available information, the fatality rate decreases by 10 times for patients who have received two doses of vaccines.

In total, 117,385 pregnant women have received the first dose of vaccines while 105,094 have received a second dose. Some 17,361 have got a booster dose, Suwanchai said.

The Public Health Ministry aims to fully vaccinate 240,000 pregnant women.

Deputy director-general Dr Ekachai Piansriwatchara said infected pregnant women with mild or no symptoms can isolate at home.

They should not come into contact with anyone and be separated from elders and children. They need to have separate utensils, open their room windows for better ventilation and avoid sleeping with other family members in an air-conditioned room.

Ekachai advised isolated pregnant patients to monitor symptoms of vaginal bleeding and fluid leak as well as preeclampsia.

They must lie on their left side for better blood circulation and should not lie on their back if they are just about to give birth.

Infected pregnant women who have difficulty breathing, feel unusually tired, have pneumonia or have a tight chest or chest pain should go to hospital immediately.

Ekachai said infected pregnant patients do not have to undergo a caesarean section as it takes four to five hours to prepare for this. He advised normal childbirth except for special cases.

Infected women who have just given birth and have mild or no symptoms can hold their uninfected newborns, but they need to wear a mask and wash their hands regularly, he advised.

According to Ekachai, breast milk cannot be infected with Covid-19 so new mothers can go ahead and feed their newborns after cleaning their breasts using a cloth and warm water.

However, the doctor warned infected pregnant women not to use Favipiravir or Fah Talai Jone because this could affect their newborns.

Published : March 09, 2022

By : THE NATION

เมื่อแฟชั่นรวมกับเทคโนโลยี ส่อง realme บทเวที PARIS FASHION WEEK 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677551

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 10:35 น.เมื่อแฟชั่นรวมกับเทคโนโลยี ส่อง realme บทเวที PARIS FASHION WEEK 2022

realme ชูคอนเซ็ปต์ Light Shift Design เทรนด์ใหม่ของการออกแบบสมาร์ทโฟน สู่เวที PARIS FASHION WEEK 2022

realme (เรียลมี) แบรนด์เทคโนโลยีเพื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก นำเสนอผลิตภัณฑ์ครั้งแรกในงาน Paris Fashion Week 2022 เปิดตัว realme 9 Pro Series และกระเป๋าคาดหน้าอกรุ่นเอ็กซ์คลูซีฟซึ่งร่วมออกแบบกับดีไซเนอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก

ด้วยปรัชญา “Dare to Leap” ทำให้ realme โดดเด่นท่ามกลางแบรนด์สมาร์ทโฟนในท้องตลาด ซึ่งไม่ได้จำกัดเพียงแค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการออกแบบและแนวทางการสื่อสารกับผู้ใช้งาน realme ด้วย สำหรับกระเป๋าคาดหน้าอกรุ่นนี้ถูกออกแบบมา เพื่อใส่สมาร์ทโฟน realme 9 Pro Series โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนกลุ่ม Hero Product ของแบรนด์ โดย realme 9 Pro+ ได้ถูกนำเสนอในเรื่องเซ็นเซอร์กล้อง Sony IMX766 OIS เป็นรุ่นแรกในเซกเมนต์นี้ พร้อมลำโพงสเตอริโอคู่ที่มาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos โดดเด่นด้วยฝาหลังเปลี่ยนสีได้กับ Light Shift Design จอแสดงผลคุณภาพเยี่ยมด้วยอัตรา Refresh Rate สูง และประสิทธิภาพเร็วแรงด้วยชิปเซ็ต Dimensity 920 5G

เมื่อแฟชั่นมารวมกับเทคโนโลยี

เมื่อแบรนด์เสื้อผ้าของคนรุ่นใหม่มาพบกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัย การร่วมมือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่จึงเกิดขึ้น เช่นเดียวกับที่แบรนด์ HELIOT EMIL จากกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งได้ทุ่มเทให้กับการออกแบบและเทคนิคการผลิตแนวใหม่ เพื่อผสานรูปลักษณ์และประโยชน์ใช้สอยไว้ในผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าของแบรนด์ ซึ่งสิ่งนี้สอดคล้องกับปรัชญาด้านการออกแบบของ realme design studio ได้อย่างลงตัว

ด้วยเหตุนี้ HELIOT EMIL และ realme Design Studio จึงได้ร่วมมือกันออกแบบกระเป๋าคาดหน้าอกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคอนเซ็ปต์ Light Shift Design ของ realme 9 Pro Series เพื่อคนที่หลงรักแฟชั่นและเทคโนโลยี โดยแบรนด์ HELIOT EMIL ได้นำเสนอเรื่องราวของการร่วมมือครั้งสำคัญนี้ ผ่านผลงานกระเป๋าคาดหน้าอกรุ่นเอ็กซ์คลูซีฟอย่างเป็นทางการในงาน Paris Fashion Week 2022

กระเป๋าคาดหน้าอกสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นแรกกับการออกแบบ Light Shift Design

กระเป๋าคาดหน้าอก realme 9 Pro Series ที่ร่วมกันออกแบบรุ่นนี้ ช่วยปกป้องเลนส์ สวมใส่ง่ายเหมาะสำหรับชีวิตในเมืองที่ต้องการความคล่องตัวในการหยิบจับสมาร์ทโฟน พร้อมโชว์ดีไซน์ Light Shift Design เมื่อออกไปสัมผัสแสงแดด ฝาหลังของสมาร์ตโฟนจะเปลี่ยนสีจากสีฟ้าเป็นสีแดง ราวกับการเปลี่ยนสีของท้องฟ้าในยามพระอาทิตย์ขึ้น

“แสงดาว (Starlight)” ได้กลายมาเทรนด์หลักของหลายแบรนด์ดัง ตัวอย่างเช่น Coca Cola Starlight ที่สร้างเอ็กเฟ็กต์ดาวระยิบระยับในลักษณะเดียวกัน โดยเปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งเครื่องประดับคอลเลกชั่น Starlight ของ Louis Vuitton ไปจนถึงแบรนด์ Maison Margiela และ Island Stone ก็เปิดตัวสินค้าที่มีดีไซน์นี้เช่นกัน

แบรนด์ผู้นำด้านเทคโนโลยีที่นำเทรนด์ด้านการออกแบบ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ realme ก้าวสู่โลกแห่งการออกแบบ เพราะ realme ได้ก่อตั้ง realme Design Studio ขึ้นในปี 2020 ซึ่งประกอบด้วยทีมนักออกแบบอิสระที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและการออกแบบเชิงสุนทรียภาพ และในฐานะสตูดิโอการออกแบบสมาร์ตโฟนแห่งแรกของวงการ realme Design Studio ได้ร่วมงานกับนักออกแบบชั้นนำมากมาย อาทิ เอ็ดดี โอพารา หัวหน้าทีมนักออกแบบแห่ง Pentagram, นาโอโตะ ฟุกาซาวะ มาสเตอร์ด้านการออกแบบอุตสาหกรรมร่วมสมัยแห่งญี่ปุ่น และ โจส เลวี ดีไซเนอร์แห่ง Hermès ซึ่งได้นำความเชี่ยวชาญมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ผ่านการร่วมมือกับ realme

ครั้งนี้ ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ HELIOT EMIL ได้ร่วมเป็นนักออกแบบรับเชิญของ realme Design Studio เพื่อสร้างคลื่นลูกใหม่ในโลกการออกแบบระดับสากล ผ่านการผสานเทคโนโลยีสุดล้ำและไฮแฟชั่นเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน โดยชู Light Shift Design ของ realme 9 Pro Series ให้เป็นหนึ่งในผู้นำเทรนด์การออกแบบสมาร์ทโฟนแนวใหม่

ในฐานะแบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นตามความต้องการของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ realme จึงไม่ใช่แค่ผู้นำเทรนด์ผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังสร้างวัฒนธรรมการเป็นผู้นำเทรนด์ของตัวเอง เพราะนอกจากนำเสนอผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงภายใต้ดีไซน์ที่ล้ำสมัย realme ยังมีส่วนร่วมในสร้างสรรค์เพลงต้นฉบับ การออกแบบแฟชั่น และการออกแบบอุตสาหกรรมใหม่ ด้วยการผสานวัฒนธรรมของคนหนุ่มสาวเข้ากับเทคโนโลยี ทำให้ realme สามารถสร้างภาพลักษณ์ของตนเองและได้มอบค่านิยมของแบรนด์สู่ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ทั่วโลก นั่นก็คือ จงกล้าที่จะมุ่งไปข้างหน้าและก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

เป็นเจ้าของ realme 9 Pro Series กับโปรโมชั่นพิเศษ ได้แล้ววันนี้ realme 9 Pro Series นำเสนอ 2 สี ได้แก่ Sunrise Blue และ Arora Green พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ และรับของสัมนาคุณพิเศษมากมาย พร้อมพบโปรโมชั่นพิเศษ และของสัมนาคุณ ดูรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage : realmeTH

SABINA คอลเลคชั่นใหม่ Friendly Earth ตอบโจทย์สายแฟชั่นรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677547

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 10:18 น.SABINA คอลเลคชั่นใหม่ Friendly Earth ตอบโจทย์สายแฟชั่นรักษ์โลก

SABINA เปิดตัวชุดชั้นในคอลเลคชั่น ‘เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ” (Friendly Earth) เน้นวัตถุดิบ-กระบวนการผลิต ‘เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ ตอบโจทย์ลูกค้าสายแฟชั่นรักษ์โลก

งานนี้คนรักแฟชั่นหัวใจรักษ์โลกยิ้มแก้มปริกันเลยทีเดียว เมื่อ SABINA เดินหน้าเปิดตัวสินค้ากลุ่มยั่งยืน (Sustainable Product) วางขายคอลเลคชั่น “Friendly Earth” (เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ) ที่ใส่ใจตั้งแต่วัตถุดิบที่ผลิตจากเส้นใยรีไซเคิล (Recycled Yarn) ลดการใช้วัตถุดิบที่สร้างขึ้นใหม่ ขณะที่กระบวนการผลิตเลือกใช้วิธีย้อมแบบประหยัดน้ำ (Light on Water) ลดการขาดแคลนน้ำและลดปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นในขั้นตอนย้อม และเลือกใช้สีพิมพ์รักษ์โลก (Eco Printing) ในขั้นตอนการพิมพ์ ลดโอกาสเกิดน้ำเสียจากสารเคมี มั่นใจตอบโจทย์ลูกค้าสายแฟชั่นที่รักษ์โลก และความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม วางเป้าเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มยั่งยืนให้ได้ 5% ในปี 2566 พร้อมเชิญชวนลูกค้าร่วมอนุรักษ์โลกได้ที่ซาบีน่า ช็อป และเคาน์เตอร์ ซาบีน่า รวมทั้งช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป

นางสาวพิชชา ธนาลงกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดชั้นในแบรนด์ “ซาบีน่า” เปิดเผยว่า  “ซาบีน่า” แบรนด์ชุดชั้นในของคนไทยมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนให้ความใส่ใจในการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกการสวมใส่ ช่วยลดการสร้างผลกระทบต่อโลกใบนี้ ภายใต้คอนเซ็ปต์  We care for your EVERYWEAR  จากความมุ่งมั่นดังกล่าวได้เผยโฉมให้เห็นครั้งแรกในรูปแบบแคปซูล คอลเลคชั่นในชื่อ “เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ” (Friendly Earth) ซึ่งเป็นคอลเลคชั่นพิเศษที่ใช้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังคงคุณภาพ ความสบาย และดีไซน์ ซึ่งเป็นจุดเด่นของซาบีน่า

“ต้องยอมรับว่าหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมคืออุตสาหกรรมเสื้อผ้าแฟชั่น ที่ถึงแม้จะมาไวไปไวแต่กลับทิ้งร่องรอยผลกระทบ และขยะบนโลกมหาศาล ซาบีน่าในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในรายใหญ่ในประเทศไทย จึงมองหาแนวทางในการบรรเทาผลกระทบจากการผลิต พร้อมหยิบยกความยั่งยืนเป็นวาระสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ทำการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาซึ่งชุดชั้นในที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องของวัสดุเท่านั้นที่เราให้ความสำคัญ แม้แต่ขั้นตอนการผลิตเราก็ไม่ได้ละเลย ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบที่ผลิตมาจากเส้นใยรีไซเคิล โดยนำเส้นด้ายที่เป็นวัตถุดิบเหลือใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอมารีไซเคิลเป็นผ้า นำมาผลิตเป็นชุดชั้นในเพื่อลดการใช้วัตถุดิบที่สร้างขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ เรายังดูแลถึงขั้นตอนการผลิต เพราะเราตระหนักถึงความสิ้นเปลืองทั้งทรัพยากรและพลังงานจากการย้อมสีผ้า เนื่องจากต้องใช้น้ำในปริมาณมาก และยังเต็มไปด้วยสารเคมีหลายชนิด ดังนั้น ในคอลเลคชั่น “เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ” (Friendly Earth) ทางแบรนด์จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการย้อมผ้าที่เรียกว่า Light on Water หรือกระบวนการย้อมแบบประหยัดน้ำ เพื่อลดการสูญเสียน้ำสะอาด และลดการสร้างมลพิษจากการย้อมผ้า ขณะที่อีกหนึ่งขั้นตอนที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การใช้ “สีพิมพ์รักษ์โลก” ที่เรามั่นใจว่า ไม่มีการปล่อยน้ำเสีย หรือสารเคมีใด ๆ ที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยในทุกขั้นตอน ซาบีน่ามุ่งมั่นที่จะใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกๆ กระบวนการผลิตสินค้าแฟชั่น เพื่อก่อให้เกิดการผลิตแบบยั่งยืน (Sustainable Production) และเพื่อให้ชุดชั้นในคอลเลคชั่น “เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ” (Friendly Earth) เป็นชุดชั้นในที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ลูกค้าสายแฟชั่นที่รักษ์โลกอย่างแท้จริง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด SABINA

ทั้งนี้ SABINA ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มที่เน้นความยั่งยืน (Sustainable Product) ให้มีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 5% ของสินค้าทั้งหมด โดยมีเป้าหมายจะทำให้สำเร็จภายในปี 2566 เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งบริษัทฯ และลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการดูแลโลกไปด้วยกัน

สำหรับคอลเลคชั่น Friendly Earth เป็นสินค้ากลุ่มรักษ์โลกที่สามารถเพิ่มความมั่นใจให้ผู้สวมใส่ มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ผู้สนใจสามารถร่วมส่วนหนึ่งในการสนับสนุนคอลเลคชั่นที่สวย สวมใส่สบาย และดีต่อโลก จาก “ซาบีน่า” ได้แล้ววันนี้ ที่ซาบีน่า ช็อป รวมถึงเคาน์เตอร์ซาบีน่า ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ และซาบีน่าออนไลน์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทาง Facebook : SabinaThailand  | Line@: @SabinaThailand |  Instagram : Sabina_ig  หรือ www.sabina.co.th

กลเม็ดเคล็ดไม่ลับช่วยให้ลูกน้อยทานอาหารมากขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677522

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 20:52 น.กลเม็ดเคล็ดไม่ลับช่วยให้ลูกน้อยทานอาหารมากขึ้น

คลายกังวลเรื่องปัญหาการกินของลูกน้อย จินนี่ย์ (JINNY) ตัวช่วยพ่อแม่ยุคใหม่ สารอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ

พ่อแม่ต้องเจอ!! ปัญหาการกิน หนึ่งในเรื่องที่กังวลโดยเฉพาะเด็กเล็กในช่วงปฐมวัย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการเลือกกิน การปฏิเสธการรับประทานอาหารมื้อหลัก ซึ่งอาจส่งผลต่อโภชนาการที่เป็นพื้นฐานของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้น หลายบ้านจึงมีกลเม็ดเคล็ดไม่ลับแตกต่างกันไปในการช่วยให้ลูกน้อยรับประทานอาหารมากขึ้น ด้วยการรังสรรค์เมนูอาหารใหม่ ๆ ปรุงแต่งรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น จินนี่ย์ (JINNY) ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็ก จึงเป็นหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่เลือกใช้ ช่วยให้การปรุงอาหารเป็นเรื่องง่าย มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยขั้นตอนการผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% ปราศจากผงชูรสและวัตถุกันเสีย สะดวกปลอดภัย ครบถ้วนด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ ให้ทุกมื้ออาหารเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับครอบครัว  

ยศสรัล แต้มคงคา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม.เอส.กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ในวันที่ลูกสาว ‘น้องไอย’ เริ่มมีพฤติกรรมเลือกรับประทานอาหารและทานยากในแต่ละมื้อ ผมลองหาข้อมูลและพบว่าเป็นหนึ่งปัญหาใหญ่ของหลายครอบครัว ความคิดที่จะทำผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นตัวช่วยให้ลูกทานอาหารง่ายขึ้นและครบถ้วนด้วยสารอาหารจึงผุดขึ้นมา โดยใช้ประสบการณ์จากธุรกิจเกี่ยวกับอาหารของครอบครัว คิดค้นและพัฒนาเป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กตามช่วงวัย ผลิตภัณฑ์ จินนี่ย์ (JINNY) จึงกำเนิดขึ้นเพื่อเจาะตลาดคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่มักประสบปัญหาการทานอาหารของลูก โดยเฉพาะเด็กในวัย 6 เดือนที่เปลี่ยนจากการดื่มนมสู่อาหารมื้อแรก พ่อแม่ต่างกังวลกับเมนูอาหาร อยากให้ลูกได้รับสารอาหารเหมาะสมตามวัย และเมื่อถึงวัย 1 ขวบเด็กจะเริ่มคุ้นชินกับรสชาติ บางรายมีพฤติกรรมในการต่อต้านอาหารบางประเภท เช่น ไม่ทานผัก ไม่เคี้ยวข้าว เลือกทานและทานยากมากขึ้น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเริ่มปรุงแต่งรสชาติอาหารให้ลูกบ้าง แต่เครื่องปรุงที่มีอยู่ตามท้องตลาดทั่วไปอาจจะมีส่วนผสมที่มีสารปรุงแต่งที่ไม่เหมาะสมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว จินนี่ย์ (JINNY) นับเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% ไม่ใส่ผงชูรส ไม่มีวัตถุกันเสีย ไม่แต่งสีและกลิ่น ผลิตจากถั่วเหลืองอินทรีย์ และโซเดียมต่ำ สะดวกปลอดภัย ครบถ้วนด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ ช่วยให้ลูกน้อยทานอาหารได้มากยิ่งขึ้น มีสุขภาพที่ดีเหมาะสมตามวัย จินนี่ย์ (JINNY) มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ ซอสผัด ซอสปรุงรส และซอสเทอริยากิ ช่วยเสริมรสให้อาหารกลมกล่อม หอมอร่อย ข้าวผักรวม 3 สี และพาสต้าผสมผักหลากสีสัน ที่อุดมไปด้วยวิตามิน รวมทั้งแซลมอนหยอง 3 รสชาติ ให้มื้ออาหารของลูกน้อยอร่อยมากยิ่งขึ้น”

ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์เจ้าของเพจเฟสบุ๊ค “เลี้ยงลูกตามใจหมอ” กล่าวถึงปัญหาพฤติกรรมการกินตั้งแต่การเริ่มอาหารมื้อแรกไว้ว่า “อาหารตามวัยที่เหมาะสมจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะกินเพื่ออิ่มและเติบโตได้ รวมถึงยังได้เรียนรู้อาหารชนิดต่าง ๆ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ มองเห็น ได้กลิ่น ได้สัมผัส ได้เคี้ยวและลิ้มรส รวมถึงได้ยินเสียงการเคี้ยวของคนในครอบครัวบนโต๊ะอาหารร่วมกัน จะช่วยให้เด็กเปิดรับอาหารได้มากขึ้นและกล้าที่จะกิน รวมถึงสร้างพฤติกรรมเลียนแบบการกินของผู้ใหญ่บนโต๊ะอาหารที่เขาได้เห็นอีกด้วย ซึ่งอาหารตามวัยที่ดี เริ่มได้เมื่ออายุราว 6 เดือนเพราะก่อนหน้านั้นเด็กจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอแล้วจากนมแม่ สามารถเริ่มอาหารได้ทุกชนิดโดยแบ่งออกเป็น 4 หมวดหลักได้แก่ ข้าว เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ และไขมัน โดยเริ่มอาหาร 1 มื้อ เพิ่มเป็น 2 มื้อ เมื่ออายุราว 7-8 เดือน และ 3 มื้อเมื่ออายุ 9-12 เดือน ควรจัดให้กินเป็นเวลาและกินร่วมกับผู้ใหญ่ พออายุ 1 ขวบ คุณพ่อคุณแม่สามารถปรุงอาหารได้อ่อน ๆ เพื่อให้มีรสชาติมากขึ้นได้ การวางพื้นฐานของพฤติกรรมการกินที่ดี มีวินัย กินเป็นเวลา ไม่กินจุกจิก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยเปิดรับความหลากหลายของชนิดอาหาร และทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้สมวัย”

ด้าน โอบอุ้ม-รัสรินทร์ ชุมสาย ณ อยุธยา เซเลบสาวคนดังตัวแทนคุณแม่ยุคใหม่ กล่าวว่า “โอบอุ้มทุ่มเทเวลาทั้งหมดในการดูแลลูกชายน้องไอออนวัย 3 ขวบด้วยตัวเองค่ะ ดังนั้นการเข้าครัวเพื่อปรุงอาหารให้ลูกถือเป็นสิ่งสำคัญ เน้นเสริมสร้างโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ สะอาดและถูกหลักอนามัย จินนี่ย์ (JINNY) คือแบรนด์ที่โอบอุ้มไว้วางใจ และเป็นตัวช่วยที่ดีในทุกมื้ออาหารของลูกค่ะ เพราะนอกจากจะปลอดภัย มีมาตรฐานรับรอง และมีรสชาติอร่อยถูกปากน้องไอออนแล้ว ยังช่วยให้น้องทานอาหารได้มากขึ้นอีกด้วย เมนูประจำที่ทำบ่อยและอยากแนะนำ คือ ข้าวไก่ย่างค่ะ แค่นำจินนี่ย์ซอสผัดอเนกประสงค์ผสมปลาทูน่าญี่ปุ่น 2 ช้อนโต๊ะผสมคลุกเคล้ากับเนื้อไก่เท่านั้น และแช่ตู้เย็นหมักไว้ประมาณ 1 ชม. นำไก่มาย่างให้สุกแล้ววางบนข้าวผักรวม แค่นี้ก็พร้อมเสริฟแล้วค่ะ เรียกว่าเป็นเมนูโปรดของน้องไอออน ทำง่ายเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่อย่างอุ้มมากค่ะ” 

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่สนใจในผลิตภัณฑ์แบรนด์จินนี่ย์ (JINNY) เฟซบุ๊กแฟนเพจ Jinny 4kids

Negative news reports can hurt us mentally, physically, warns psychologist

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40013171


Keeping track of local and world news, especially the ongoing Russia-Ukraine war and economic damage or deaths caused by the Covid-19 pandemic, can affect people’s mental health, a psychology professor said last week.

Negative news reports can hurt us mentally, physically, warns psychologist

On the Facebook page Mahidol Channel, Asst Prof Wanlop Atsariyasing said if people follow too much depressing news, they are likely to suffer from “Headline Stress Disorder”. Though this problem has not been recognised as a disease, it can be considered a psychological disorder.

Wanlop lectures on Child and Adolescent Psychiatry.

He said bad news can affect people both mentally and physically, via symptoms like palpitation, tight chest, insomnia, anxiety, depression and anger.

In the long term, these problems can develop into diseases like hypertension, anxiety disorder and depression.

The professor said people who already suffer from anxiety or depression, those who spend a lot of time online and lack judgement when following the news are likely to suffer from this disorder. The Headline Stress Disorder may also affect those who suffer from physical and mental exhaustion.

To avoid developing this disorder, Wanlop advised people to:

  • Limit the time spent on consuming news
  • Avoid news media and social media if you are stressed
  • Do not believe every headline you read
  • Check facts first and always consume news from reliable sources
  • Wait for more facts and developments

Wanlop also advised people to consume positive news as well, and avoid reading news reports before going to bed. He also said people should opt for more relaxing activities and fun conversations with friends and family.

He added that people who are overcome with stress and anxiety can call the Department of Mental Health’s 1323 hotline, talk to its chatbot or consult a psychologist or psychiatrist.

Published : March 08, 2022

By : THE NATION

รวมแฟชั่นรองเท้าหน้าร้อนคอลเลคชั่นใหม่ ซัมเมอร์นี้มีหรือยัง!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677398

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 14:55 น.รวมแฟชั่นรองเท้าหน้าร้อนคอลเลคชั่นใหม่ ซัมเมอร์นี้มีหรือยัง!!

ส่องรองเท้าคอลเลคชั่นใหม่ ดีไซน์ที่ใช่ ในหลากหลายความต่าง

KEEN UNEEK MIMOSA รองเท้ารุ่นพิเศษฉลองวันสตรีสากล

สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำทางด้านความคิดสร้างสรรค์ที่ล้ำสมัย พร้อมให้ทุกคนเข้ามาค้นพบ (Experiment), สร้างสรรค์ (Create) และพัฒนา (Cultivate) ได้อย่างไม่รู้จบ พร้อมนำเสนอความพิเศษมอบให้กับทุกคน โดยเฉพาะช่วงเวลาพิเศษอย่างวันสตรีสากล โดย KEEN แบรนด์รองเท้าที่ตอบโจทย์ปกป้องเท้าได้อย่างมั่นใจ ออกรุ่นใหม่ UNEEK MIMOSA เพื่อร่วมฉลองวันสตรีสากล ที่ Element 72 ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่

รองเท้ารุ่น KEEN UNEEK MIMOSA ได้รับแรงบันดาลใจจากดอก MIMOSA เป็นดอกไม้ตัวแทนสำหรับวันสตรีสากล มาพร้อมลวดลายของดอกไม้ที่อยู่ด้านในและด้านข้างรองเท้า เชือกถักสีทอง ทำให้รองเท้ามีความพิเศษเหนือใคร

มาพบกับความพิเศษนี้ได้ที่ Element 72 ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

Arizona New Shades of Summer

ฤดูร้อนปีนี้ Birkenstock (เบอร์เคนสต๊อก) นำเสนอโทนสีใหม่อย่าง สี Lavender Fog และ Dusty Blue มารับร้อนนี้ โดยมาพร้อมรุ่นคลาสสิกประจำแบรนด์อย่าง Arizona มีทั้งแบบ Footbed (พื้นรองเท้า) พื้นไม้ค็อกวีแกน และแบบโฟมยาง EVA คุณภาพสูง ให้สาวๆ ได้เลือกแมทช์กับเสื้อผ้าในสไตล์ที่เป็นตัวเอง

Arizona BFBC Earthy VEG Lavender Fog (ราคา 4,290 บาท)

ดีไซน์สายคาดสองเส้นในตำนานอย่างรุ่น Arizona นำความเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นเคยมาพร้อมโทนสีม่วงลาเวนเดอร์นำ    เทรนด์และความสวมใส่สบายของ Footbed ในรูปแบบวีแกน พร้อมด้วยอัปเปอร์ทำจากผ้าใยสังเคราะห์

Arizona EVA Dusty Blue (ราคา 2,290 บาท)

ดีไซน์สายคาดสองเส้นในตำนานอย่างรุ่น Arizona รองเท้าแตะรุ่นนี้นำต้นแบบมาจากรุ่นออริจินัลที่ทำจากไม้คอร์ก ทว่าเลือกใช้วัสดุหลักในการผลิตจาก EVA น้ำหนักเบาพิเศษและมีความยืดหยุ่นสูงแทน รองเท้าแตะเหล่านี้ดูดซับแรงกระแทก กันน้ำ และไม่ทำลายผิวยามสวมใส่ สามารถแมทช์กับลุคสบายๆ ริมชายหาด ในสวน หรือหลังการออกกำลังกายก็ยังได้

รีบจับจองเป็นเจ้าของ Birkenstock รุ่นล่าสุดนี้ได้ บนเว็บไซต์ www.ikonthailand.com และร้านเบอร์เคนสต๊อกทุกสาขา

เรียบง่ายสไตล์ธรรมดาครั้งแรกกับ นันยาง ซาฟารี

อีกขั้นกับแรงบันดาลใจครั้งใหม่ที่ไม่เคยหยุดของ นันยาง กับการพัฒนา “ตำนานบทใหม่” นันยาง ไวท์ ซาฟารี (Nanyang White Zafari) โดยได้นำสไตล์รองเท้านันยางในยุค 60’s รุ่น 121 มาพัฒนาใหม่สู่เจนเนอเรชั่นที่ 5 ในปี 2022 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผลิตเป็นสีขาว ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘การผลิตแบบดั้งเดิม’ ที่กระบวนการผลิตกว่า 95% ถูกทำขึ้นด้วยมืออย่างมีศิลปะด้วยความปราณีต และใช้กาวสูตรเฉพาะ ‘นันยาง-07’ ที่มีคุณสมบัติเหนียวพิเศษ ทำให้รองเท้ามีความทนทาน พิถีพิถันในการเลือกใช้วัถตุดิบ วัสดุทุกชิ้นผลิตขึ้นในประเทศไทย 100%

นันยาง ไวท์ ซาฟารี (Nanyang White Zafari) ราคา 299 บาท มีให้เลือกตั้งแต่เบอร์ 35-45 มีให้เลือก 3 สี 3 สไตล์ ขาว ดำ โกโก้ วางจำหน่ายที่ร้านรองเท้าใกล้บ้าน และ ออนไลน์ https://linktr.ee/NanyangLegend

รองเท้านันยาง ซาฟารี รุ่นแรก 121 ได้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1961 จนเกิดเป็นเทรนด์รองเท้าผ้าใหม่รูปแบบใหม่ในไทย และได้รับการพัฒนาอีกครั้งในปี 1990 กับรุ่น 121-S ก่อนจะปรับโฉมอีกครั้งในปี 1998 รุ่น 121-N และเพื่อให้ได้รองเท้าที่ใช่สำหรับผู้ที่รักและชื่นชอบ นันยาง ซาฟารี โดยในปี 2018 นันยางได้ทำการสำรวจความต้องการของลูกค้าเพื่อปรับโฉมนันยาง ซาฟารี อีกครั้งกับรุ่น 2018 จนกลายเป็นผ้าใบยอดนิยมของคนทุกวัยที่มีไลฟ์สไตล์เป็นของตนเอง

TRIPLE STITCHTM  รองเท้าผ้าใบสุดไอคอนนิค : Anytime, Anywhere, Anyplace

อาร์ทิสติคไดเร็คเตอร์ Alessandro Sartori สรรค์สร้างจินตนาการใหม่ให้รองเท้าผ้าใบสุดไอคอนนิค Zegna Triple Stitch ด้วยการเสริมมุมมองที่แปลกใหม่ขึ้นมาในแต่ละซีซั่นและยังคงครองตำแหน่งไอเท็มขายดีสุดคลาสสิคสำหรับเสื้อผ้าสุภาพบุรุษอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มีการพัฒนาออกแบบสีสันใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งและยังคงเป็นรองเท้าผ้าใบที่ขายดีที่สุด และยังคงเป็นไฮไลท์หลักๆ ประจำตู้เสื้อผ้าของคนรุ่นใหม่จาก Zegna นับตั้งแต่ได้มีการเปิดตัวมา รองเท้าผ้าใบ Triple Stitch เน้นการใช้งานได้จริง มีประสิทธิภาพ และสามารถใช้ได้หลากหลายสถานการณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมและเส้นทางแห่งวิวัฒนาการที่ก้าวหน้ามาอย่างยาวนานถึง 112 ปีของ Zegna ซึ่งตอบสนองความต้องการของผู้ชายที่มีต้องการความคลาสสิคและความทันสมัยในเสื้อผ้าลักชัวรี่

รองเท้าผ้าใบ Triple Stitch Sneaker ก้าวข้ามการแต่งกายและการจัดหมวดหมู่ที่ท้าทาย เป็นสัญลักษณ์ของสไตล์ทันสมัย สร้างมาเพื่อทุกช่วงเวลา ดีไซน์โดดเด่นด้วยซิลลูเอทเพรียวบางที่มอบความรู้สึกที่สวยงามและเรียบหรู ผลิตจากวัสดุชั้นสูงที่คัดสรรคุณภาพตั้งแต่หนังแท้ไปจนถึงผ้าใบและหนังกลับเนื้อนุ่ม ตกแต่งด้วยสายรัดยางยืดที่ทำให้การสวมถอดกลายเป็นเรื่องง่าย Triple Stitch รองเท้าผ้าใบรุ่นนี้ถูกดีไซน์มาเพื่อรองรับความสะดวกสบายในทุกครั้งที่สวมใส่ นำเสนอโครงสร้างรองเท้าที่สามารถยืดหยุ่นได้อย่างน่าทึ่งและพื้นยางรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา

ออกแบบตามแนวทางการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน รองเท้าผ้าใบรุ่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแบบไดนามิกของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเผชิญสภาพแวดล้อมและสถานที่ใหม่ๆอย่างไร้กังวลเพราะได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสำหรับสวมใส่ในวันสบายๆ หรือสำหรับการเดินทางที่สะดวกสบาย รองเท้าผ้าใบรุ่นนี้ผสานประโยชน์อเนกประสงค์ได้อย่างแท้จริงสามารถเข้ากับเสื้อผ้าทางการและเสื้อผ้าลำลอง สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์กับกางเกงขายาวที่เรียบหรูหรือว่าจะเป็นลุคสปอร์ต รองเท้าผ้าใบ Triple Stitch จาก Zegna ก็สามารถทำได้ดีและกลายเป็นไอคอนหลักสุดฮิตสำหรับผู้ชายที่มีสไตล์อย่างแท้จริง เพราะพร้อมสวมใส่ได้ทุกที่ทุกเวลา

 

 

กลับมาอีกครั้งกับ TRIPLE STITCH SNEAKER รักษ์โลกจาก ZEGNA

กลับมาอีกครั้ง Triple Stitch Sneaker รองเท้าสุดฮิตที่นอกจากจะมีดีไซน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์แล้วยังรักษ์โลกอีกด้วย ด้วยสีสันและวัสดุที่ร่วมสมัย โดยรวมถึงเวอร์ชัน #UseTheExistingTM ที่เป็นการลดรอยเท้าทางนิเวศวิทยา (ecological footprint) ของ Zegna โดยรองเท้าผ้าใบ #UseTheExistingTM ถือเป็นขั้นต่อไปของมรดกแห่งความยั่งยืนและวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องของ @Zegnaofficial

ครอบคลุมไปถึงวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมของแบรนด์สำหรับอนาคตใน 2 เส้นทางของโครงการ #UseTheExistingTM ที่ถูกนำไปใช้ในเวอร์ชันปรับปรุงและเวอร์ชันใหม่ของ Triple Stitch Sneaker มาพร้อมกับอัปเปอร์ผ้าขนสัตว์เนื้อนุ่มซึ่งทำจากเส้นใย 14MILMIL14 ที่นำกลับมาใช้ใหม่ อีกทั้งด้ายและผ้าที่ใช้ในทุกขั้นตอนการผลิตอีกด้วย ในขณะเดียวกันซับในและพื้นรองเท้าทำมาจากผ้าฝ้ายและยางรีไซเคิลบางส่วน ถือเป็นการเข้าใกล้ถึงเป้าหมายของ Zegna ไปอีกขั้นที่จะลดขยะเหลือทิ้งให้เป็นศูนย์

#UseTheExistingTM เป็นพันธะสัญญาแห่งวิวัฒนาการของแบรนด์และเป็นหลักการในการชี้นำที่รวบรวมความพยายามของเราทั้งหมดในการปรับปรุงกระบวนการผลิตที่แทรกอยู่ในคอลเลกชันของแบรนด์ทั้งหมด เปิดตัวโดยอาร์ทิสติกไดเรกเตอร์ของแบรนด์อย่าง Alessandro Sartori ที่ร่วมพัฒนาด้วยความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมของแผนกสิ่งทอของกลุ่มแบรนด์ Zegna โดย #UseTheExistingTM เป็นสิ่งที่แสดงถึงคำมั่นสัญญาที่เป็นรูปธรรมของ Zegna ที่จะลดขยะในขั้นสุดท้ายให้เหลือศูนย์

โมเดล #UseTheExistingTM นี้ได้ร่วมกับคอลเลกชันรองเท้า Triple Stitch Sneaker ที่ขายดีระดับโลกของ Zegna ออกแบบมาสำหรับความคิดสมัยใหม่และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย รองเท้ารุ่นนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่มีความคงทนโดยผสมผสานสไตล์และความเอนกประสงค์ให้เข้ากับโครงสร้างที่ยืดหยุ่นและน้ำหนักที่เบาอย่างน่าทึ่ง

รองเท้า Triple Stitch Sneaker ที่มาในเวอร์ชัน #UseTheExistingTM ซึ่งถูกจินตนาการออกมาใหม่พร้อมวางจำหน่ายแล้ว โดยใช้วัสดุที่ยกระดับขึ้น ได้แก่ หนังกลับเนื้อนุ่ม หนังลูกวัว หนังกวาง และผ้าใบ ตกแต่งสายรัดยางยืดด้วยโลโก้ XXX อันเป็นเอกลักษณ์ จึงสามารถสวมใส่และถอดออกได้อย่างสะดวกสบาย เข้ากันได้กับทั้งเสื้อผ้าสั่งตัดและเสื้อผ้าลำลอง ถือว่ารองเท้าอันทันสมัยคู่นี้คือนิยามของความเอนกประสงค์และถูกสร้างขึ้นเพื่อทุกช่วงเวลา

ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการสร้างทีมงานเชิงรุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677431

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 09:35 น.ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการสร้างทีมงานเชิงรุก

โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ นำมาซึ่งความท้าทาย อีกทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้นบนฐานของเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ธุรกิจจึงมีความเสี่ยง องค์กรจึงต้องปรับตัว แต่เราขาดบุคลากรที่มีคุณภาพ และดูเหมือนจะ “ติดกับดัก” ของศักยภาพที่ตีบตัน จึงไม่สามารถก้าวข้ามพ้นขีดจำกัดของตนเองได้ ไม่สามารถสร้างการนำตนเอง จึงไม่อาจเล่นชิงรุกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องพิจารณาภาพรวม และต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างทีมงานเข้มแข็งและนำองค์กรให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อพิจารณาถึงการสร้างการนำตนเองเพื่อเล่นเชิงรุก มันคือการระเบิดศักยภาพจากภายใน เมื่อพูดถึงศักยภาพภายใน เราลองพิจารณาชีวิตผีเสื้อ วงจรชีวิตของมันมี 4 ระยะ เริ่มด้วยระยะเป็นไข่ จากนั้นจะเป็นตัวหนอน ในช่วงนี้ หากนกเห็น มันจะกลายเป็นเหยื่อแน่นอน แต่หากมันรอด มันจะขับใยเหนียวๆ ออกมาห่อหุ้มตัวมันเอง กลายเป็นดักแด้ จากนั้นไม่นาน มันจะใช้ขาดันเปลือกให้แตกออก กลายเป็นชีวิตใหม่ เรียกว่า ผีเสื้อชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นนี้แตกต่างจากสภาพเดิมอย่างสิ้นเชิง และสามารถแสดงศักยภาพที่แตกต่างและสูงกว่าเดิม สามารถบินหลบหลีก ซ่อนเร้นจากศัตรูได้ สามารถบินหาน้ำหวานเพื่อยังชีพและดำรงเผ่าพันธุ์เพื่อความอยู่รอดจะเห็นได้ว่า ศักยภาพใหม่ที่ว่านี้ต้องระเบิดจากภายใน

มนุษย์เราก็เช่นกัน แรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่น แรงขับเคลื่อนชีวิต ย่อมต้องมาจากภายใน เมื่อมาจากภายใน นั่นแสดงว่ามันอยู่ในอำนาจของตนเอง เมื่อตนมีอำนาจเหนือมัน นั่นคือ เราสามารถจัดการกับมันได้ นั่นคือ เราสามารถนำตนเองได้

การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเอง ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกตอบสนอง นั่นคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าเราจะโต้ตอบอย่างไร เพราะการตอบสนองใดๆ มันล้วนมาจากกรอบความคิดตนเอง

กรอบความคิดเปลี่ยนได้ และตนมีอำนาจเหนือมัน ดังนั้น การตอบสนองใดๆ ในรูปของพฤติกรรม มันจึงมาจากการเลือกของตนเองทั้งสิ้น ความสามารถในการเลือกนี้เองคือ อำนาจ

อำนาจดังกล่าวคือ ความเป็นอิสระ คืออิสระจากแรงกดดันภายนอก อิสระจากข้อจำกัดภายนอก บุคคลประเภทนี้จะไม่บ่น จะไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย ไม่โทษโน่นนี่นั่น หรือโทษใคร หรืออ้างเหตุภายนอกว่าเป็นสาเหตุ นั่นคือ เขาจะไม่เอาข้อจำกัดภายนอกมากำหนดชะตาชีวิตตนเอง เพราะถ้าทำอย่างนั้น นั่นเท่ากับว่าตนพาเอาตนเองไปอยู่ภายใต้เงื่อนไขบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนแอ ความอ่อนด้อย ความไร้สมรรถภาพ แต่จะตระหนักว่า ตนอยู่เหนือสถานการณ์นั้นๆ เพราะเรามีอำนาจเหนือมัน ตนจึงไม่กวัดแก่วงไปตามกระแส จะไม่ยอมให้มันมามีอิทธิพลเหนือตนเอง แต่จะดูว่าตนมีทางเลือกอะไรบ้างที่พอจะทำได้ในสถานการณ์ดังกล่าว และไม่ว่าจะเกิดผลอะไรที่ตามมา ตนก็พร้อมที่จะรับผิดชอบ

ภาวะนี้เองคือ ศักยภาพสูงสุด มันคือ ความสามารถในการนำตนเอง เพราะนำตนเองได้ จึงปรับตัวได้และด้วยสามารถในการคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ตนจึงสามารถสร้างทางเลือกได้หลากหลาย เพื่อรองรับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ความสามารถในการปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นล่วงหน้านี้เอง บุคคลจึงเล่นเชิงรุกได้ และด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง หากว่าผลที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่คาด ตนก็รู้ว่ามันพลาดที่ตรงไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมองว่านั่นคือ กระบวนการเรียนรู้ แล้วจะหาทางปรับแก้ไขอย่างไร เพื่อทางออกที่ดีกว่า ดังนั้น ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ ด้วยข้อจำกัดอย่างไรก็ตาม ขอให้เข้าใจว่า ตนมีศักยภาพในการนำตนเอง นั่นคือ เรามีอำนาจในการเลือกที่จะเล่นเชิงรุก เล่นเชิงบวกได้

การนำตนเองเชิงรุกจึงเป็นภาวะที่บุคคลสามารถระเบิดศักยภาพภายในออกมา เพื่อขับเคลื่อนตนเองได้อย่างเต็มที่ สามารถปรับฟื้นคืนสภาพตนเองได้ แม้ในภาวะที่ยากลำบาก สามารถควบคุม กำหนดทิศทาง และจัดการตนเองได้ นั่นคือ รู้ว่าจะเลือกตอบสนองอย่างไรให้เหมาะสม เมื่อมีความท้าทายผ่านเข้ามาในชีวิต

ภาวะที่บุคคลเลือกได้นี้เองสะท้อนถึงศักยภาพภายใน และต้องเกิดจากการปรับกรอบความคิด (Mindset) เพราะกรอบความคิดเป็นของตนเอง บุคคลจึงสามารถเลือกตอบสนองได้ การที่บุคคลตระหนักว่าชีวิตมีทางเลือก จึงสามารถนำตนเองได้ เมื่อนำตนเองได้ ก็เล่นเชิงรุกได้ สามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ การที่บุคคลสามารถเลือกที่จะนำตนเองเพื่อเล่นเชิงรุกนี้เองเป็นรากฐานสำคัญของความยั่งยืนขององค์กร

คำถามสำคัญคือ ท่านในฐานะผู้นำ ท่านมีวิธีการอย่างไรที่จะเหนี่ยวนำทีมงานให้เกิดการปรับกรอบความคิด ออกจากกรอบความคิดเดิมๆ ออกจากภาพความสำเร็จเก่าๆ สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองและทีมงานให้กลับมาเข้มแข็ง มีความเชื่อมั่น มีความมั่นคงภายใน ไม่หวั่นไหว มีภูมิต้านทาน มีทัศนคติเชิงบวก มองปัญหาเป็นความท้าทาย มองความพลาดพลั้งเป็นกระบวนการเรียนรู้ ปลูกฝังการเรียนรู้ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ตลอดชีวิต สร้างแรงขับเคลื่อนภายในให้สามารถนำตนเองได้ เพื่อเล่นเชิงรุก และมีความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ ให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ

รวบตึงอาหารบุฟเฟ่ต์ฝั่งธนฯ เพื่อพลพรรคนักกิน @All I Need is BUFFET

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677419

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 08:28 น.รวบตึงอาหารบุฟเฟ่ต์ฝั่งธนฯ เพื่อพลพรรคนักกิน @All I Need is BUFFET

พลพรรคนักกินมีฟิน! ไอคอนสยาม สนับสนุนชุมชนจัดงาน “All I Need is BUFFET” ชวนมาอร่อยแบบจัดเต็มกับร้านบุฟเฟ่ต์เจ้าดังย่านฝั่งธน ฯ ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 ณ ชั้น UG

ด้วยความห่วงใยพร้อมความตั้งใจส่งเสริมสนับสนุนชุมชน ไอคอนสยาม จัดงาน “All I Need is BUFFET” เปิดพื้นที่ให้พันธมิตรร้านค้าผู้ประกอบการและร้านค้าจากชุมชนชาวฝั่งธนบุรี มาจำหน่ายอาหารคาว อาหารหวาน เบเกอรี่ ผลไม้ และเครื่องดื่ม แบบจัดเต็มในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ งานนี้พลพรรคนักกินต้องฟิน! รวบตึงอาหารบุฟเฟ่ต์ มาไว้ที่นี่ที่เดียว ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 ณ โซน ICON AROI (ไอคอนอร่อย) ชั้น UG ไอคอนสยาม

ภายในงาน “All I Need is BUFFET” สายบุฟเฟ่ต์ จะได้ชิมอาหารทั้งคาว หวาน แบบเต็มอิ่มจากร้านค้าย่านคลองสาน มาจัดจำหน่ายในรูปแบบของบุฟเฟ่ต์ แบบจัดเต็ม ที่มีมาให้เลือกทานกว่า 17 ร้านค้ายอดนิยม อาทิ ก๋วยเตี๋ยวไก่บุฟเฟ่ต์ จากร้านพอร์ชโภชนา @อยุธยา ขนมจีนบุฟเฟ่ต์ จากร้านขนมจีน 4 ภาค ตักได้ไม่อั้น บุฟเฟต์ผัดไทย & ยำแซ่บ ร้านผัดไทยอาฉัน (ผัดไทย & ยำแซ่บ) บุฟเฟ่ต์ไข่เจียวทรงเครื่อง ที่มีท้อปปิ้งให้เลือกหลากหลาย ราดข้าวร้อน ๆ จากร้านคุณเล็กข้าวไข่เจียวบุฟเฟ่ต์

อิ่มอร่อยจากอาหารจานหลักแล้ว ก็ยังมีขนมเบเกอรี่มาให้สายหวานได้ลิ้มรส อาทิ ร้านบัวลอยเจ๊หมวย ที่จัดสรรบัวลอยรสชาติหวานมัน ร้านขนมฝรั่งกุฎีจีน ผลไม้และเค้ก จากร้านสวนบ้านเราเอง น้ำสมุนไพร จากร้าน Bangkok Hub รวมไปถึงร้านน้ำอ้อยหลักทรัพย์ และร้านอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ขนทัพความอร่อยเต็มอิ่มในรูปแบบบุฟเฟ่ต์มาให้ทานกันอีกด้วย

มาลิ้มรสความอร่อย จัดเต็มแบบบุฟเฟ่ต์ ที่คัดสรรอาหารสุดพิเศษมาให้ลิ้มลองได้ พร้อมทั้งช่วยอุดหนุนชุมชน ที่งาน “All I Need is BUFFET” ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 ณ โซน ICON AROI (ไอคอนอร่อย) ชั้น UG ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร โดยงานนี้จัดขึ้นภายใต้มาตรการสุขอนามัยและความปลอดภัยในทุกมิติอย่างสูงสุด เพื่อให้ทุกท่านได้รับประทานอาหารและเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ http://www.iconsiam.com

หยิน-หยาง กินสร้างสมดุลผ่านเมนูพิเศษโดยเชฟบรูซ ฮุย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677395

วันที่ 06 มี.ค. 2565 เวลา 16:58 น.หยิน-หยาง กินสร้างสมดุลผ่านเมนูพิเศษโดยเชฟบรูซ ฮุย

เย่า เรสเตอรองท์ ชวนปรับสมดุลให้ร่างกายตามทฤษฎีหยิน-หยาง ปรัชญาชาวจีน ผ่านเมนูพิเศษจากวัตถุดิบล้ำค่า ‘ไข่หอยเม่นญี่ปุ่น’ ปรุงโดยเชฟชาวจีน บรูซ ฮุย ตลอดเดือน มี.ค. และ เม.ย.นี้

ห้องอาหารจีน เย่า เรสเตอรองท์ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ชวนทุกคนปรับสมดุลให้ร่างกายตามทฤษฎีหยิน-หยาง ปรัชญาของชาวจีน ผ่านอาหารจีนเมนูพิเศษโดยมีวัตถุดิบล้ำค่า ‘ไข่หอยเม่น’ จากญี่ปุ่นผ่านการรังสรรค์โดยเชฟชาวจีนมาประสบการณ์ เชฟบรูซ ฮุย ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่เลือกวัตถุดิบและวิธีทำที่หลากหลาย

ซึ่งทฤษฎีหยิน-หยาง เป็นแนวคิดปรัชญาของชาวจีนที่มีมาแต่โบราณกาล จากความเชื่อที่ว่าของทุกอย่างในธรรมชาติประกอบด้วย 2 ด้านที่ขัดแย้งกันแต่พึ่งพากัน และไม่สามารถแยกจากกันได้ เช่น มีกลางวันก็ต้องมีกลางคืน มีความร้อนก็ต้องมีความเย็น แม้แต่ในหลักการแพทย์และการปรุงอาหาร เราก็สามารถใช้ทฤษฎีหยิน-หยางมาประกอบเพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกายได้

สำหรับ “หยิน” เปรียบได้กับธาตุเย็นในร่างกาย ในทางกลับกัน “หยาง” นั้นก็เป็นเสมือนธาตุร้อน การรักษาสมดุลของร่างกายอย่างง่ายๆ ก็คือ การเลือกรับประทานอาหารที่สมดุลหยินหยาง ข่มความร้อนและเย็นให้เป็นปกติ อาหาร “หยิน” อาหารเสริมธาตุเย็น นั้น มักจะเป็นอาหารที่รสชาติเค็ม เปรี้ยว และขม ลักษณะชุ่มฉ่ำ อาทิเช่นเต้าหู้ เป็ด แครอท ยังไม่เพียงเท่านั้น การปรุงโดยการต้มและนึ่งก็จัดว่าเป็น ‘หยิน’ เช่นเดียวกัน ส่วนอาหาร ‘หยาง’ เสริมธาตุร้อนมักมีรสหวานและเผ็ด มีสีสว่างอย่างเช่นสีส้มหรือสีแดง ลักษณะแห้งและมักกำเนิดจากดิน เช่นพริก มันฝรั่ง และเนื้อแกะ รวมถึงการปรุงโดยการผัด การอบก็ถือว่าเป็น ‘หยาง’

ตลอดเดือนมีนาคมและเมษายนนี้ เชฟบรูซ ฮุย นำเสนอเมนูพิเศษที่คัดสรรมาอย่างดีเพื่อปรับสมดุลร่างกายและปรุงจากวัตถุดิบพรีเมียมอย่างไข่หอยเม่นจากญี่ปุ่น ผนวกกับส่วนผสมที่หลากหลายเพื่อความสมดุลของธาตุร้อนเย็น เพิ่มสารอาหาร และรสชาติที่กลมกล่อม อาทิ

เต้าหู้หยินทอดราดซอสไข่หอยเม่น
ติ่มซำไข่หอยเม่นและกุ้ง
ซุปกระเพราะปลาสดและไก่ดำตุ๋นเก๋ากี้
กุ้งมังกรบอสตันราดซอสไข่หอยเม่นเสิร์ฟพร้อมไข่ปลาคาร์เวียร์
โจ๊กสีทองเสิร์ฟพร้อมกระเพราะปลาสดและไข่หอยเม่น
ปลาเก๋าแดงเสิร์ฟพร้อมซอสหยินหยาง

มาพิสูจน์ความอร่อยของเมนูหยิน หยาง เพื่อปรับสมดุลร่างกายปรุงโดยไข่หอยเม่น จัดเสิร์ฟทั้งในแบบเซตเมนูราคา 3,580++บาทต่อเซต  และแบบเมนูตามสั่ง ให้บริการในมื้อกลางวัน และมื้อค่ำ ตลอดเดือนมีนาคม และเมษายนนี้ ที่ห้องอาหารจีนเย่า เรสเตอรองท์ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.yaobangkok.com สำรองโดยตรงบนเว็บไซต์ http://sevn.ly/x5bHV2dd ไลน์ (LINE) @marriottsurawongse หรือโทร 02 088 5666