Q&A แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรม ผ่าทุกประเด็นศัลยกรรมที่คนอยากรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677423

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 08:57 น.Q&A แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรม ผ่าทุกประเด็นศัลยกรรมที่คนอยากรู้

สัมภาษณ์พิเศษ นพ.สุรสิทธิ์ อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลบางมด สมาชิกสมาคมศัลยกรรมตกแต่ง–เสริมสวย แห่งอเมริกา ญี่ปุ่น และนานาชาติ

Q : ศัลยกรรมยอดฮิตที่คนไทยนิยมทำกันมาก คือศัลยกรรมประเภทใด?

A : ปัจจุบันคนไทยใส่ใจดูแลตัวเองกันมาก ทำให้เห็นการเติบโตของสถานเสริมความงามกันอย่างแพร่หลาย เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์กันไปแล้ว โดยศัลยกรรมยอดฮิต 5 อันดับแรกของคนไทย คือ

1. ทำตา

2. ทำจมูก

3. ทำหน้าอก

4. ดึงหน้า

5. เสริมสะโพก-ก้น 

ด้วยเพราะเทคนิคทางการแพทย์ที่ทำให้การผ่าตัดศัลยกรรมเป็นเรื่องที่ปลอดภัยและทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน ความเจ็บปวดน้อยลง แผลมีขนาดเล็ก รวมทั้งการดูแลหลังการผ่าตัด ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยาก จึงทำให้การตัดสินใจทำศัลยกรรมของคนไทยเป็นเรื่องง่าย และนิยมทำกันมากขึ้น

Q : เพราะเหตุใดในปัจจุบัน คนจึงมองเรื่องการทำศัลยกรรมเป็นเรื่องปกติ และกล้าเปิดเผยมากขึ้น

A : เนื่องด้วยค่านิยมการทำศัลยกรรมในประเทศไทยเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ผู้คนต่างชื่นชอบการมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม และให้ความสำคัญกับการดูแลตนเอง แตกต่างจากเมื่อก่อน ที่หากมีคนทำศัลยกรรมจะถูกมองในแง่ลบ แต่ปัจจุบันการทำศัลยกรรม แสดงถึงการดูแลเอาใจใส่ตัวเอง ซึ่งสังคมก็จะมองในแง่บวกมากขึ้น  ทำให้ผู้ที่มาทำศัลยกรรมกล้าที่จะพูด กล้าเปิดเผย รวมทั้งบอกต่อเรื่องการทำศัลยกรรมมากขึ้น เพราะค่านิยมของสังคมเรื่องการทำศัลยกรรมที่เปลี่ยนไปในทางบวก ผู้ที่ทำศัลยกรรมจะมีความมั่นใจ และมีความสุขในชีวิตอย่างมาก ทุกครั้งที่ได้รับคำชื่นชม หรือส่องกระจกเห็นใบหน้า รูปร่างของตนเองที่ดูดีขึ้น ส่งผลต่อการใช้ชีวิต โอกาสที่ดีในการทำงานต่าง ๆ ที่ล้วนมาจากความมั่นใจในตัวเองทั้งสิ้น

นอกจากนี้ อีกประการหนึ่งที่ทำให้คนสนใจทำศัลยกรรมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน คือเทคนิคและเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ดีขึ้น สมัยก่อนถ้าทำศัลยกรรมแต่ละครั้งจะบวมช้ำนาน แผลผ่าตัดก็ยาว ทำไปแล้วผลลัพธ์ก็ไม่เป็นธรรมชาติ แต่ปัจจุบันเทคนิคการผ่าตัดทำศัลยกรรมความงามแผลเล็กมาก เจ็บน้อย หายเร็ว และให้ความเป็นธรรมชาติมา คนก็เลยนิยมหันมาทำศัลยกรรมมากขึ้น

Q : เมื่อพูดถึงเรื่องปลอดภัยในการทำศัลยกรรม ควรพิจารณาถึงปัจจัยใดบ้าง

A : การทำศัลยกรรมเมื่อเป็นการผ่าตัดขนาดใหญ่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เนื่องจากการผ่าตัดต้องอาศัยความชำนาญการเฉพาะทางจึงจะมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ มีที่พักฟื้นและการดูแลที่ดี ซึ่งหากเป็นการผ่าตัดขนาดใหญ่ที่ต้องดมยาสลบ ก็จำเป็นต้องมีวิสัญญีแพทย์ที่ชำนาญการคอยดูแล ต่อมาควรพิจารณาเรื่องคุณภาพ ดูผลลัพธ์จากการผ่าตัด ซึ่งต้องศึกษาดูเคสตัวอย่างประกอบ แต่วิธีที่ดีที่สุดอาจจะพิจารณาจากประสบการณ์ตรงจากคนใกล้ชิด เช่น ญาติ พี่น้อง คนในครอบครัว หรือเพื่อน ที่อาจจะทำศัลยกรรมมาแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี ก็ย่อมมีความน่าเชื่อถือได้ ซึ่งหากเมื่อพิจารณาจากความปลอดภัย และคุณภาพแล้วค่อยมาดูเรื่องความเหมาะสมของของราคากันอีกที

Q : แนะนำวิธีการเลือกแพทย์และสถานพยาบาลอย่างไรให้ปลอดภัย

A : สามารถเช็กได้โดยการนำชื่อศัลยแพทย์ ไปเช็กจากฐานข้อมูลบนเว็บไซต์แพทยสภา ที่ดูได้ว่ามีประสบการณ์กี่ปี เรียนจบเฉพาะทางด้านใด

สำหรับสถานพยาบาลสามารถเช็กจากเว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อความมั่นใจ ก่อนการตัดสินใจเพื่อทำศัลยกรรม

Q : การเตรียมตัว สำหรับผู้ที่สนใจทำศัลยกรรม

A : เมื่อมีความมั่นใจและตั้งใจที่จะทำศัลยกรรมแล้ว การเตรียมความพร้อมก่อนการทำศัลยกรรมก็เป็นเรื่องสำคัญผู้ที่จะเข้ารับการทำศัลยกรรมควรเตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เต็มที่ ไม่เครียด ไม่กังวล สำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันสูง ก็ต้องควบคุมความดันให้ปกติเสียก่อน หรือหากมีโรคประจำตัวหรือประวัติการใช้ยาใด ก็ควรแจ้งประวัติให้แพทย์และพยาบาลทราบ เนื่องจากยาบางตัวอาจส่งผลกระทบต่อการผ่าตัด และควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกออฮอล์และบุหรี่อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกออฮอล์และบุหรี่มีผลต่อหลอดเลือดและการแข็งตัวของเลือด ทำให้แผลหายช้าและบวมช้ำได้นาน โดยเฉพาะการผ่าตัดใหญ่ เช่น การผ่าตัดดึงหน้า หรือการตัดไขมันหน้าท้อง การสูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดเลือดของผิวหนังและเกิดผิวหนังตายได้

Q : มองทิศทางวงการศัลยกรรมในประเทศไทย เป็นอย่างไร

A : ในอนาคตประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผ่าตัดศัลยกรรมความงามอย่างแน่นอน เนื่องจากคุณภาพ เทคนิคการผ่าตัดและฝีมือศัลยแพทย์ไทยทัดเทียมและไม่เป็นรองประเทศใด โดยเน้นการทำศัลยกรรมให้น้อยแต่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งสำคัญมากที่ต้องให้ศัลยแพทย์วิเคราะห์อย่างละเอียดก่อนการผ่าตัด 

อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมาและในปัจจุบันจะยังอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แต่ศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ก็มีโอกาสได้ดูแลผู้เข้ารับบริการศัลยกรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่ให้ความเชื่อมั่นและเลือกเข้ามาผ่าตัดศัลยกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เล็งเห็นถึงพฤติกรรมของการใส่ใจดูแลตัวเองของคนในปัจจุบัน โดยศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ยึดมั่นในการดูแลคนไข้ด้วยมาตรฐานความปลอดภัย และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เพื่อคลายความกังวลใจ พร้อมสร้างความมั่นใจให้คนไข้จากการผ่าตัดศัลยกรรม

Q : ความคิดเห็นเกี่ยวกับ “ศัลยกรรมเจนใหม่ ไม่จำกัดเพศ”

A : เมื่อตลาดศัลยกรรมปัจจุบันเปิดกว้างมากขึ้นและได้รับความสนใจจากทุกเพศ ทุกวัย จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิง เพศชาย หรือกลุ่ม LGBT เพศทางเลือกก็หันมาสนใจทำศัลยกรรมเพื่อเสริมจุดด้อยให้สวยงาม เสริมจุดเด่นให้ยิ่งโดดเด่น สร้างบุคลิกและความมั่นใจให้กับตนเอง จากที่ผ่านมาอาจจะเห็นว่าการศัลยกรรมอยู่ที่เพศหญิงวัยเริ่มทำงาน หรือกลุ่ม LGBT เพศทางเลือก แต่ปัจจุบันจะเห็นการทำศัลยกรรมเสริมความงามในผู้ชายก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้น หรือแม้กระทั่งในผู้สูงอายุก็ตัดสินใจมาทำศัลยกรรม เพราะเทคนิคทางการแพทย์มีความปลอดภัย ใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน ดูสวยขึ้น และผลลัพธ์ของการทำศัลยกรรมที่ให้ความเป็นธรรมชาติอีกด้วย

เมื่อ 1 ใน 10 ของประชากรทั่วโลกมีภาวะไตเรื้อรัง สังเกตอาการ ส่องกลุ่มเสี่ยง เลี่ยงไตวาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677384

วันที่ 06 มี.ค. 2565 เวลา 13:33 น.เมื่อ 1 ใน 10 ของประชากรทั่วโลกมีภาวะไตเรื้อรัง สังเกตอาการ ส่องกลุ่มเสี่ยง เลี่ยงไตวาย

นพ.โสฬส จาตุรพิศานุกูล อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ชวนเสริมสร้างภูมิความรู้ควบคู่การดูแลไต ห่วงคนไทยมีภาวะไตเรื้อรังซ่อนอยู่

โรคไตเรื้อรัง เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั้งของประเทศไทยและทั่วโลก ประมาณการณ์กันว่า 1 ใน 10 ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกนั้นมีภาวะไตเรื้อรัง แม้ปัจจุบันจะมีการรักษาไตเรื้อรังระยะสุดท้ายด้วยการบำบัดทดแทนไตวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนไต การฟอกไตทางช่องท้องและการฟอกเลือดก็ตาม แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้และยังไม่มียาตัวใด ๆ ที่สามารถฟื้นการทำงานของไตเรื้อรังให้กลับมาสู่ภาวะปกติ ดังนั้น การรักษาโรคไตเรื้อรังที่ดีที่สุดในปัจจุบันจึงเป็นการป้องกันและการชะลอไตเสื่อมไม่ให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายนั่นเอง

ถึงแม้โรคไตเรื้อรังจะเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญ แต่ผู้ป่วยจำนวนมากนั้นไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะไตเรื้อรังซ่อนอยู่ เนื่องจากอาการเริ่มต้นของโรคไตเรื้อรังมักจะไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีปัสสาวะตอนกลางคืน หรือมีปัสสาวะเป็นฟอง

การคัดกรองโรคไตเรื้อรังในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงจึงมีความสำคัญเพื่อทำให้สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคไตเรื้อรังได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงของโรคดังต่อไปนี้ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เก๊าท์ โรคแพ้ภูมิตนเอง ผู้ป่วยที่มีเรื่องนิ่วหรือติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหลายครั้ง คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไตเรื้อรัง และผู้ป่วยที่รับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ เป็นต้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วยการตรวจเลือดดูการทำงานของไตและตรวจดูความผิดปกติของปัสสาวะอย่างน้อยปีละครั้ง

เมื่อตรวจพบโรคไตเรื้อรังแล้ว การรักษาจะมุ่งเน้นเพื่อชะลอการเสื่อมของไตไม่ให้ผู้ป่วยเข้าสู่ไตวายระยะสุดท้ายและเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคไต การรักษาจะมีทั้งการรักษาสาเหตุและการควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้ไตเสื่อมได้ไวขึ้น ส่วนใหญ่แล้วยาของแพทย์เพียงอย่างเดียวนั้นอาจจะไม่สามารถทำให้ถึงเป้าหมายของการรักษาได้ ผู้ป่วยที่มีความรู้ในการดูแลตนเองและสามารถปฏิบัติตนให้ถูกต้องจะทำให้ผลของการรักษาดีขึ้น โดยสามารถทำได้ ดังนี้

1. รับประทานยาครบตามกำหนด เพื่อควบคุมความดันโลหิตและภาวะเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

2. งดสูบบุหรี่ เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองและทำให้ไตเสื่อมไวขึ้น

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด ยาลูกกลอน ยาสมุนไพรที่ไม่ได้มีการรับรอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนซื้อยามารับประทานเองทุกครั้ง

4. ลดอาหารรสเค็มและรับประทานสารอาหารประเภทโปรตีน, อาหารที่มีโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสในปริมาณที่เหมาะสม โดยอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตอาจจะมีความแตกต่างแต่ละระยะของโรค จึงควรรับประทานอาหารตามที่แพทย์หรือนักกำหนดอาหารแนะนำ

5. ควบคุมน้ำหนักให้ดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ BMI (18.5-25) และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

6. หลีกเลี่ยงความเครียดและมาพบแพทย์ตามกำหนด

การรักษาโรคไตเรื้อรังมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับโรคไตเรื้อรัง การปฏิบัติตัว ผลการศึกษาวิจัยใหม่ ๆ เป็นต้น การเสริมสร้างภูมิความรู้เหล่านี้ของผู้ป่วยและญาติจะทำให้การดูแลโรคไตเรื้อรังทำได้ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผู้ป่วยและญาติก็ควรจะต้องระวังข้อมูลที่ผิดหรือการโฆษณาเกินจริงซึ่งสามารถแฝงเข้ามาตามช่องทางเหล่านี้ได้เช่นกัน นอกจากจะทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็นแล้วยังอาจจะมีผลเสียต่อโรคไตที่เป็นอยู่ด้วย ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับมาจึงควรนำไปปรึกษากับทีมแพทย์ผู้รักษาก่อนเสมอเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและนำมากำหนดวางแผนการรักษาร่วมกัน

และเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้เรื่องโรคไต สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมจัดกิจกรรมวันไตโลก ในปี 2565 ขึ้น ภายใต้คำขวัญ “เสริมสร้างภูมิความรู้ ควบคู่การดูแลไต” โดยในปีนี้กิจกรรมสัปดาห์วันไตโลกจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6- 13 มีนาคม 2565 และจะจัดงานวันไตโลก ในวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2565 ในรูปแบบออนไลน์(Facebook live/zoom) ผ่านเพจเฟซบุ๊ก สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 10.00 – 13.30 น.ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.nephrothai.org

Jelly Bunny ฉลอง 10 ปี ปล่อยคอลเลคชั่นสุดเก๋ The Longest Ride พร้อมเซอร์ไพรส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677338

วันที่ 05 มี.ค. 2565 เวลา 11:35 น.Jelly Bunny ฉลอง 10 ปี ปล่อยคอลเลคชั่นสุดเก๋ The Longest Ride พร้อมเซอร์ไพรส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ฉลองครบรอบ 10 ปี Jelly Bunny เผยคอลเลคชั่นสุดเก๋ The Longest Ride ครองคู่ใจแบรนด์มาอย่างยาวนาน แถมเซอร์ไพรส์พิเศษของ Jell Bunny x Painterbell

Jelly Bunny (เจลลี บันนี) ฉลองครบรอบ 10 ปี กับคอลเลคชั่น The Longest Ride คอลเลคชั่นที่บอกเล่าถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแสนอบอุ่นของพี่น้องฝาแฝด ที่ทั้งคู่ต่างถูกพิสูจน์ และผ่านบททดสอบการเดินทางอันยาวนานมาด้วยกัน การจัดงานฉลองนี้เปรียบเสมือนแทนคำขอบคุณไปยังลูกค้าทุกท่าน ด้วยความสัมพันธ์ไมตรีที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันผูกพันกว่า 10 ปี ทุกการสนับสนุนนั้นล้วนมาจากลูกค้าทั้งสิ้น และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่สาวกแบรนด์เจลลี บันนีไม่ควรพลาด คือดิจิทัลแฟชั่นแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์ และด้วยมนตร์เสน่ห์ของเหล่าตัวการ์ตูนน่ารักขี้เล่น เสริมให้งานฉลองมีกลิ่นอายความคลู ความเท่ ความสนุกสนานอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เข้าด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์

คีย์ดีไซน์หลักประจำคอลเลคชั่นใหม่นี้ โดดเด่นในเรื่องลวดลายโมโนแกรม JB (Seasonal Monogram) ลายพิมพ์กระต่ายเจเรมี เสริมความมีเอกลักษณ์ตั้งแต่รองเท้าแพลตฟอร์มพิมพ์ลายโมโนแกรมสีสันสดใส, รองเท้าแตะปักลายตัวอักษร, หมวกทรงถัง, กระเป๋าโท้ทพิมพ์ลายกระต่ายสุดซ่า โดดเด่นไปจนถึงเสื้อผ้า ตั้งแต่เสื้อยืดแขนสั้นพิมพ์ลายเจเรมี, เสื้อกันหนาวแขนยาวปักลายดอกไม้, ฮู้ดทรงแขนเสื้อยาว และกางเกงขาสั้นเอวสูง ในทุกคอลเลคชั่นถูกประดับด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคอลเลคชั่น The Longest Ride กันอย่างลงตัว

ความพิเศษไม่เพียงเท่านี้ งานฉลอง 10 ปีทั้งที เราได้จัดความตื่นเต้นอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ให้ทุกท่าน นั่นคือการร่วมงานครั้งพิเศษของ Jell Bunny x Painterbell แบบ Exclusive ร่วมกับนักวาดการ์ตูนชื่อดัง คุณเบล เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล หรือ Painterbell จะมาช่วยรังสรรค์ลายพิมพ์และแพทเทิร์นสุดน่ารักในคาแรคเตอร์ตัวการ์ตูน “เอมิลี” และ “ฟูฟู่แลนด์” โดยได้แรงบันดาลใจจากลูกค้าเก่า และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมการแต่งกายแนวสตรีท มอบกลิ่นอายความน่ารัก ขี้เล่นของเจ้ากระต่ายน้อยจอมซนที่จะมาชักชวนให้ออกไปผจญภัยในทุ่งดอกไม้ วาดภาพระบายสีไปจนถึงการจัดปาร์ตี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์จนกลายเป็นเพื่อนสนิท

ในฤดูกาลอันแสนพิเศษนี้มาพร้อม Limited Item ประจำซีซั่นที่ไม่ควรพลาด ด้วยคอลเลคชั่นรองเท้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่หาที่ไหนไม่ได้ ด้วยดีไซน์รองเท้าที่แตกต่างจากแพทเทิร์นเดิม อย่าง รองเท้าแพลตฟอร์มพิมพ์ลายคาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนเอมิลี, รองเท้าสวมส้นแบนพร้อมลายปักกระต่าย, รองเท้ารัดส้น, และรองเท้าแตะ และพบความเอ็กซ์คลูซีฟเช่นเดียวกันจากไลน์สินค้าเครื่องประดับ อาทิ กระเป๋าโท้ท, หมวกเบสบอลที่โดดเด่นด้วยลายพิมพ์ และลายปัก และอีกหนึ่งคอลเลคชั่นที่สายแฟชั่นห้ามพลาดกับความลิมิเต็ดของไลน์สินค้าเสื้อผ้า อาทิ เสื้อฮู้ดแขนยาวมาพร้อมดีเทลสีผ้ามัดย้อมสุดชิค, กางเกงขาสั้นเอวสูง ไปจนถึงเสื้อยืดแขนสั้นพิมพ์ลาย

Jelly Bunny ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมฉลองครบรอบ 10 ปี ไปด้วยกันกับคอลเลคชั่นสุดพิเศษ The Longest Ride และ Jelly Bunny x Painterbell ได้ที่เจลลี บันนี ทุกสาขา และเว็บไซต์ jellybunny ติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นต่าง ๆ ได้ที่ Website: jellybunny Facebook: BunnyThailand/ Instagram: jellybunnykh/

ฉลองแบรนด์อายุครบ 100 ปี DICKIES เปิดแฟลกชิพสโตร์แห่งใหม่ใจกลางเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677290

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 13:50 น.ฉลองแบรนด์อายุครบ 100 ปี DICKIES เปิดแฟลกชิพสโตร์แห่งใหม่ใจกลางเมือง

DICKIES เปิดแฟลกชิพสโตร์แห่งใหม่ใจกลางเมือง ฉลองแบรนด์อายุครบ 100 ปี ปรับภาพลักษณ์จาก เวิร์คแวร์ (Workwear) สู่แบรนด์ ไลฟ์สไตล์สตรีทแวร์!

คนรักสินค้าแนวไลฟ์สไตล์สตรีทแวร์เจนเนอร์เรชั่นในไทยได้ช้อปรัวๆ เมื่อบริษัท ไทย เอาท์ดอร์ สปอร์ต จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์ DICKIES แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ประกาศเปิด DICKIES FLAGSHIP STORE คอนเซ็ปต์ใหม่แห่งแรกยิ่งใหญ่ฉลองครบรอบ 100 ปี ของแบรนด์สัญชาติอเมริกา และเป็นการปรับภาพลักษณ์จากเวิร์คแวร์สู่การเป็นแบรนด์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่ยังคงได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบในสไตล์เวิร์คแวร์ผสมผสานเข้ากับสไตล์สตรีทแวร์ ตอบโจทย์ ต่อความต้องการของกลุ่มเจนเนอเรชั่นใหม่ โดยสาขาแห่งใหม่ปักหลักอยู่ที่ชั้น M ศูนย์การค้า สยามเซ็นเตอร์ บนพื้นที่กว่า 100 ตร.ม.

สำหรับ DICKIES FLAGSHIP STORE สาขานี้ได้มีการพัฒนารูปแบบการตกแต่งร้านแบบใหม่ในสไตล์โมเดิร์นผสมอินดัสเตรียลที่ยังคงกลิ่นอายของความเป็น DICKIES เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน มีความผสมผสานลงตัวกับสินค้าคอนเซ็ปต์ดีไซน์ใหม่ในรูปแบบ WI(Work Inspire) Lifestyles ที่ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็นเวิร์คแวร์ไว้ และตีความในบริบทใหม่ของการเป็น “ผู้สร้างสรรค์” (MAKERS) เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้แบรนด์มีความร่วมสมัย พร้อมที่จะก้าวเดินไปกับเหล่า MAKERS และผู้ชื่นชอบสินค้าแนวไลฟ์สไตล์ สตรีทแวร์เจนเนอร์เรชั่นใหม่ๆ

DICKIES เป็นที่จับตามองในกลุ่มคนแฟชั่นนับตั้งแต่ช่วงปี 1980 เริ่มจากกลุ่ม SKATER ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมของสเก็ตบอร์ด ที่เป็นอีกหนึ่ง SUB CULTURE สำคัญที่มีอิทธิพลสำคัญต่อแฟชั่นสายสตรีทแวร์ ไปจนกระทั่งเหล่าเซเลบริตี้อย่าง KANYE WEST, JUSTTIN BIEBER, LADY GAGA, JUSTIN TIMBERLAKE และอีกมายมายต่างให้ความสนใจและเลือกสวมใส่ DICKIES จนกลายเป็นไอเท็มชิ้นสำคัญที่ทุกคน “ต้องมี” ทำให้ปัจจุบัน DICKIES เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่มีชื่อชั้นในแวดวงสตรีทแฟชั่น ซึ่งมีรูปแบบการดีไซน์สินค้าที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใคร นำเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอ รวมถึงการทำโปรเจคพัฒนาการสินค้าร่วมกับแบรนด์ดังต่างๆ (COLLABORATION PROJECT) จนเป็นที่ต้องการของกลุ่มคนที่ชื่นชอบการแต่งตัวสไตล์สตรีทแวร์ในปัจจุบัน

สำหรับคอลเลกชั่นล่าสุด ได้แก่ Spring/summer 2022 ที่ประกอบไปด้วย ไลน์สินค้าใหม่ทั้งกางเกงทรงหลวม, เสื้อสไตล์ Oversized, Jacket ที่มีกลิ่นอายของความเป็น Streetwear ผสมผสานดีเทลในสไตล์ Workwear, หมวกและกระเป๋าที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงสินค้า A-must-have Item ระดับตำนานอย่างกางเกงรุ่น 874 และสินค้าอื่นๆ อีกมากมายที่สามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทช์ได้กับทุกไลฟ์สไตล์ และคอลเลคชั่นครบรอบ 100 ปี ที่ออกแบบและผลิตขึ้นพิเศษสำหรับโอกาสนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเหล่าสาวก DICKIES ไม่ควรพลาด!

พบกับสินค้า DICKIES จากผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้แล้ววันนี้ที่ DICKIES FLAGSHIP STORE รูปแบบใหม่แห่งแรกของประเทศไทยที่ ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ และเตรียมพบกับสาขาลำดับที่ 2 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าวในช่วงเดือนเมษายน รวมถึงพบกับสาขาอื่นๆ ได้เร็วๆ นี้ ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: Dickies Thailand Instagram: dickies_thai

เลือกยีนส์ตัวเก่งรับซัมเมอร์แบบอินฟลูเอนเซอร์สายแฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677289

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 13:35 น.เลือกยีนส์ตัวเก่งรับซัมเมอร์แบบอินฟลูเอนเซอร์สายแฟ

ยูนิโคล่ชวนเลือกยีนส์ตัวเก่งรับซัมเมอร์ พร้อมคำแนะนำจากอินฟลูเอนเซอร์สายแฟในการเลือกยีนส์อย่างยั่งยืน

ไอเทมต้อนรับหน้าร้อนที่สดใสคงหนีไม่พ้นกางเกงยีนส์ที่หลายคนชอบหยิบมามิกซ์แอนด์แมชในสไตล์ใหม่ๆ ตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์ทุกวัน และตอบรับทุกทริปที่ไปไหนไปกัน แน่นอนว่ากางเกงยีนส์จาก ยูนิโคล่   แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลก เป็นไอเทมที่ใครหลายคนมีติดตู้ จนเรียกว่าเป็นไอเทมชิ้นโปรดที่ใส่ได้ ทุกเทศกาล หยิบมาใส่กับเสื้อตัวไหน หรือจะจัดสไตล์ลิ่งยังไงก็ชนะทุกลุค เต็มที่ทั้งซัมเมอร์นี้

แต่สำหรับใครที่ยังคงมองตู้เสื้อผ้ากับกางเกงยีนส์ยูนิโคล่แล้วคิดไม่ออกว่าจะแต่งตัวแบบไหน เลือกกางเกงยีนส์ทรงไหน หรืออยากลงทุนกับกางเกงยีนส์ตัวใหม่สักตัว ยูนิโคล่ได้ชวนอินฟลูเอนเซอร์ที่มีสไตล์ที่น่าติดตามอย่าง ธนิน ศรีธวัชพงษา และ ปลื้ม–ณัฐรดา ธรรมปัญญา มาอัพเดทกางเกงยีนส์ยูนิโคล่ซีซั่นส์ Spring/Summer 2022 พร้อมทิปส์ในการเลือกกางเกงยีนส์ให้แมชไม่มีพลาด แถมยังรักษ์โลกอีกด้วย

Urban Casual

เปิดลุคแรกในสไตล์แคชชวลกับ Slim Fit Jeans กางเกงยีนส์ทรงเข้ารูป ทำจากผ้าเดนิมแท้ที่ยืดหยุ่นสวมใส่สบาย มีกลิ่นอายความวินเทจเล็กๆ จับคู่กับเสื้อ Denim Work Jacket ที่ช่วงนี้ธนินกำลังชื่นชอบการแต่งตัวลุคที่เรียบๆ แต่ก็สามารถใส่ลำลองได้

“ช่วงนี้ผมชอบการแต่งตัวสไตล์เรียบๆ แต่ยังสามารถออกไปเที่ยวเล่น และเป็นลุคลำลอง ที่ใช้ชีวิตในประจำวันได้ ถ้าที่ชอบมากและแมทช์ง่ายกับทุกลุคคือกางเกงยีนส์ยูนิโคล่ Slim Fit Jeans ที่สวมใส่ได้หลากหลายโอกาส อีกอย่าง สำหรับซัมเมอร์นี้ ผมรู้สึกว่ายีนส์เป็นส่วนผสมที่ลงตัว ชิลล์ๆ ใส่ลำลองก็ได้ แล้วสียีนส์ก็ยังสามารถนำมาเพิ่มสีสันในการแต่งตัว ทำให้ซัมเมอร์นี้ดูรีแลกซ์มากขึ้นได้ด้วยครับ”

Landscape Adventurer

ส่วนไอเทมติดตู้ที่ต้องคู่กับยีนส์ยูนิโคล่ สำหรับสายแอดแวนเจอร์ ธนินก็แชร์วิธีการแต่งตัวที่เน้นความคล่องตัว สะดวกสบายอย่าง Ultra Stretch Skinny Fit Jeans กางเกงยีนส์ผ้ายืดพิเศษทรงสกินนี่ ที่เนื้อผ้าสามารถยืดได้มากถึง 90% ถือเป็นกางเกงยีนส์ที่เนื้อผ้ายืดหยุ่นที่สุดของยูนิโคล่ มาพร้อมกับผิวสัมผัสผ้าเดนิมขนานแท้ “แบบที่ผมใส่อยู่ก็ดีเหมือนกัน มีความคล่องตัวสูง เดินไปไหนมาไหนก็สะดวก เหมาะกับคนที่อยากไปเที่ยวลุยๆ ในลุคดูสบายๆ”

แนะนำแมทช์ Ultra Stretch Skinny Fit Jeans กับเสื้อเชิ้ต Extra Fine Cotton Broadcloth ลายทาง ยิ่งเพิ่มมิติการแต่งตัวนี้สนุกขึ้น เห็นทีต้องมีติดตู้ตามธนินไว้ใส่ทุกเทศกาล ไม่ต้องใส่แค่ซัมเมอร์แล้ว

แม้สาวๆ หลายคนจะขึ้นชื่อเรื่องการมิกซ์แอนด์แมทช์แบบไม่ซ้ำใคร สาวปลื้มก็มีสไตล์ลิ่งใหม่ๆ ที่อยากมาแชร์ให้ทุกคนสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น

Daily Comfort & Stylish

”ปลื้มชอบกางเกงยีนส์ทรงหลวม ขาม้า ขาตรง แล้วก็ขาบาน และจะชอบใส่กางเกงยีนส์ที่เน้นให้ขาเราดูเพรียวมากขึ้น” และยีนส์ที่ปลื้มใส่อยู่คือ Peg Top High Rise Jeans กางเกงยีนส์เอวสูง เนื้อผ้าเดนิมผสมผ้าฝ้าย ในแพทเทิร์นหลวมๆ สวมใส่อย่างสะดวกสบาย กระบวนการแต่งผิวผ้าด้วยเลเซอร์ถูกนำมาใช้ทดแทนกระดาษเพื่อสร้างกลิ่นอายวินเทจและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งจับคู่กับเสื้อทรงครอป และเสื้อเชิ้ตแจ็คเก็ตผ้าเดนิม ก็เพิ่มลูกเล่นให้วันสบายๆ พิเศษแบบไม่ซ้ำใคร

ส่วนไอเทมติดตู้สำหรับซัมเมอร์นี้ของสาวปลื้มก็หนีไม่พ้นยีนส์ยูนิโคล่ที่มีทรงและสไตล์ที่ไม่เหมือนกัน ผ่านไป 10-20 ปี ก็ยังสวมใส่ได้ “สำหรับคนที่กำลังหากางเกงยีนส์ ปลื้มไม่อยากให้ทุกคนไปโฟกัสว่าหุ่นเราต้องใส่ยีนส์เฉพาะแบบเท่านั้น ปลื้มอยากให้ทุกคนไปลองดูก่อนว่าชอบหรือไม่ สวมใส่สบายหรือเปล่า ใส่ตัวไหนแล้วดูดี เพิ่มความมั่นใจ ไม่ว่าจะหุ่นทรงไหนก็ใส่ยีนส์ได้หมด” ปลื้มพูดมาแบบนี้ เดี๋ยวเคลียร์คิวไปลองยีนส์เลยดีกว่า

Relaxing Summer

อีกหนึ่งลุคเรียบง่าย ใส่ลุยทริปขึ้นเหนือลงใต้ เดินเล่นสวนสาธารณะสบายๆ กับ Loose Cropped Jeans ยีนส์ขาสี่ส่วน ที่เน้นความสบายจากทรงที่หลวมหน่อยๆ ในผ้าคอตตอนเดนิม 100% ที่เนื้อผ้าไม่ยืดคงผิวสัมผัสธรรมชาติ และเป็นการร่วมพัฒนากับ Kaihara (ไคฮาระ) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องยีนส์จากประเทศญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพยีนส์มาอย่างยาวนาน เหมาะกับทริปเดินทางต่างจังหวัดหรือใส่ลำลองเดินเล่นในชีวิตประจำวันก็สะดวก ใครกำลังมองหายีนส์ที่ใส่สบาย เพิ่มความรีแลกซ์ในชีวิตประจำวัน ก็ต้องมีติดตู้ไว้บ้างแล้ว

นอกจากสไตล์มินิมอลที่ปลื้มชอบสุดๆ แล้ว ปลื้มยังเป็นแฟนคลับของนวัตกรรมการผลิตยีนส์อันยั่งยืนของยูนิโคล่ที่ใช้น้ำน้อย และลดสารเคมีในการผลิตยีนส์อีกด้วย “ตอนปลื้มรู้ว่ายีนส์ยูนิโคล่มีนวัตกรรมในการผลิตที่ช่วยลดการใช้น้ำ ลดสารเคมี ปลื้มยิ่งรู้สึกเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตลอดการใส่อีกด้วย”

ก่อนจะลุกขึ้นไปแต่งตัวกับยีนส์ยูนิโคล่ ทำความรู้จักกับ BlueCycle Jeans นวัตกรรมแห่งความยั่งยืนของยูนิโคล่ที่ตั้งใจผลิตกางเกงยีนส์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยลดปริมาณการใช้น้ำในกระบวนการแต่งผิวผ้าลงถึง 99% ทำให้การแต่งผิวกางเกงยีนส์คงมาตรฐานได้ดังเดิมแต่ใช้น้ำเพียงหนึ่งถ้วยชาเท่านั้น ถือเป็นวิธีที่ช่วยสร้างสายการผลิตเสื้อผ้าที่สะอาดขึ้น เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอีกด้วย

ครบทั้งทรง คุณภาพ สไตล์ รวมถึงนวัตกรรมการผลิต BlueCycle Jeans เพื่อกางเกงยีนส์หนึ่งตัวที่ใช้ได้อย่างยั่งยืนที่สะท้อนหลักปรัชญา LifeWear สวมใส่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นอย่างครบองค์ประกอบแบบนี้ อย่าลืมแวะไปอัพเดทกางเกงยีนส์ ยูนิโคล่ Spring/Summer 2022 ไว้ในตู้เสื้อผ้ารับซัมเมอร์ที่ร้านยูนิโคล่สาขาใกล้บ้านคุณ หรือช้อปตลอด 24 ชั่วโมงทางออนไลน์สโตร์ Uniqlo.com/th แล้วเลือกทรงยีนส์ที่ถูกใจ มิกซ์แอนด์แมทช์ให้สนุกเหมือนสองอินฟลูเอนเซอร์ของเราได้เลย

ชิลเอาท์กับสเต๊กเฮ้าส์และซีฟู้ดสไตล์ยุโรป บนรูฟท็อฟใจกลางลาดพร้าว @Blue Sky

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677300

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 16:06 น.ชิลเอาท์กับสเต๊กเฮ้าส์และซีฟู้ดสไตล์ยุโรป บนรูฟท็อฟใจกลางลาดพร้าว @Blue Sky

โพสต์ทูเดย์กินเที่ยวชวนดินเนอร์นอกบ้าน สุขสำราญกับเครื่องดื่มชั้นดี ลิ้มรสชาติอาหารชั้นยอด พร้อมเสพสุขกับวิว ชิลเอาท์ง่ายๆ ได้ทุกวันที่ Blue Sky at Centara Grand at Central Plaza Ladprao Bangkok

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ 

เช็กอิน Blue Sky รูฟท็อปบาร์ใจกลางลาดพร้าว บนชั้น 24 ของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว ที่มาในคอนเซ็ปต์ “สเต๊กเฮ้าส์และซีฟู้ดสไตล์ยุโรป” อาหารและเครื่องดื่มแนวใหม่ที่พร้อมให้ทุกคนสามารถมาดินเนอร์นอกบ้านกับบรรยากาศสบายๆ  ไม่ว่าจะเลือกที่นั่งในห้องแอร์เย็นสบาย ห้องส่วนตัว หรือแบบอัลเฟรสโก้ไดนิ่งที่รูฟท็อปเทอเรซ

สำหรับไฮไลท์แรกของ Blue Sky ที่ทำให้หลายคนอยากมา คงหนีไม่พ้นวิวตระการตายามพลบค่ำที่สามารถทำให้ทุกคนดื่มด่ำกับบรรยากาศแสงสุดท้ายของวัน ชื่นชมความงดงามของเมืองกรุงแบบพาโนรามิค 360 องศา ซึ่งในช่วงเวลานี้ยังมี Happy Hour cocktails (17.00-19.00 น.) นำเสนอโปรโมชั่นน่าสนใจเอาใจนักดื่ม

ส่วนในด้านของอาหารที่ Blue Sky มีการโฉมใหม่ล่าสุด ซึ่งครั้งนี้มาในคอนเซ็ปต์สเต๊กเฮ้าส์และซีฟู้ตสไตล์ยุโรป พิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบชั้นดี ไม่ว่าจะเป็นเนื้อคุณภาพ ยูเอสดีเอไพร์มแบล็คแองกัส เนื้อ 35 วันดรายเอจเกรนฟีด เนื้อวากิว 400 วันชิลล์เกรนฟีดนำเข้าจากออสเตรเลีย และเนื้อไพร์มคัทเกรดพรีเมี่ยมอีกมากมาย เพิ่มท็อปปิ้งด้วยฟัวกราส์ หรือตับบดผสมคอนยัค และซอสสูตรเฉพาะของทางห้องอาหารกว่า 6 ชนิด ทั้งยังมีเกลือเมนูมากมายให้เลือกโรยตามชอบ โดยนอกจากสเต๊กแล้ว ยังมีซีฟู้ดคุณภาพเยี่ยม อาทิ

Gilled seafood tower อหารทะเลย่างรวม กุ้งล็อบสเตอร์ ขาปูยักษ์อะลาสก้า กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ หอยนางรมสด หรือแบบอบชีสผักโขม เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดและมายองเนสเลมอน

Fresh baby cos Caesar salad สลัดผักคอส เบคอนกรอบเคลือบน้ำเชื่อมเมเปิ้ล ขนมปังกระเทียมและพาร์เมซานชีส
Hokkaido scallop ceviche หอยเซลล์ฮอกไกโดเซวิชเช่ คลุกน้ำสลัดเกรฟฟรุตและไข่ปลาคาเวียร์
Grilled Iamb rack สเต๊กซี่โครงแกะออสเตรเลียเสิร์ฟพร้อมเห็ดย่างอาร์ติโชคดอง มะเขือม่วง และซอสแกะโรสแมรี่
Australian wagyu beef burger เบอร์เกอร์เนื้อวากิวออสเตรเลีย เสิร์ฟพร้อมหัวหอมผัดไวน์แดง เชดด้าชีส และมันฝรั่งทอด
Mont blanc parfait เกาลัดและวานิลลามูสครีม สอดไส้ราสพ์เบอร์รี่เจลลี่
Souffle cheesecake ซูเฟล่ชีสเค้ก โยเกิร์ตทรัฟเฟิลครีมและเบอรี่สด

อีกหนึ่งส่วนประกอบสำคัญคือเมนูค็อกเทลสุดคลาสสิคอย่าง “มาร์ตินี่” ที่ถือว่าเป็นเมนูเครื่องดื่มตัวชูโรงของห้องอาหาร ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายเมนู และยังสามารถเลือกส่วนผสมเองได้เพื่อให้เป็นมาร์ตินี่ในแบบเฉพาะ โดยส่วนผสมหลักของมาร์ตินี่คือจินและเวอร์มุดที่มาจากหลายประเทศทั่วโลก พร้อมทั้งยังมีไวน์พรีเมี่ยม และเครื่องดื่มยอดนิยม สปิริต และลิเคอร์ต่างๆ ไว้ให้บริการ โดยทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การรักษามาตรการปฏิบัติล่าสุดของทางรัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม

ตามมาสัมผัสประสบการณ์ดีๆ แบบนี้ ได้ที่ห้องอาหาร Blue Sky at Centara Grand at Central Plaza Ladprao Bangkok  ชั้น 24 เปิดให้บริการทุกวันเวลา 17.00 – 23.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองโต๊ะได้ที่ไลน์ @centaraladprao โทร. 02-541-1234 อีเมล fb_office@chr.co.th หรือเฟซบุ๊ก CentaraGrandLadpraoBangkok

ออน เดอะ เทเบิ้ล ฉีกกฎการลิ้มรส Plant-Based แบบเดิมๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677241

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 08:40 น.ออน เดอะ เทเบิ้ล ฉีกกฎการลิ้มรส Plant-Based แบบเดิมๆ

ออน เดอะ เทเบิ้ล ชวนสัมผัสประสบการณ์ ฉีกกฎการลิ้มรส Plant-Based แบบเดิมๆ กับ 4 เมนูใหม่ในสไตล์ฟิวชั่น

ออน เดอะ เทเบิ้ล ร้านอาหาร Tokyo Café สไตล์ฟิวชั่น ในเครือ ZEN Corporation Group หรือ ZEN Group คิดค้น 4 เมนูใหม่จาก Plant-Based หรือเนื้อจากพืช ที่พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในการลิ้มลอง ด้วยการนำมารังสรรค์ในรูปแบบอาหารฟิวชั่นที่เป็นเอกลักษณ์ของทางแบรนด์ เพื่อเอาใจผู้บริโภค รุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ หรือสายวีแกนที่ลดการบริโภคเนื้อสัตว์โดยเฉพาะ

คุณมยุรี จิตรกร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด Zen Corporation Group เปิดเผยว่า “ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มมองหาเมนูอาหารใหม่ๆ ที่จะช่วยดูแลและลดปัญหาเรื่องสุขภาพ ทางร้าน ออน เดอะ เทเบิ้ล ก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงได้มีการคัดสรรวัตถุดิบจาก Plant-Based นำมาคิดค้น 4 เมนูใหม่ ที่พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่และฉีกกฎความคิดเดิมๆ เกี่ยวกับวัตถุดิบชนิดนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ลองเปิดใจกับอาหารเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้ง 4 เมนูนี้ มาพร้อมกับรสชาติที่อร่อย รสสัมผัสที่ตอบโจทย์ และที่สำคัญคือดีต่อสุขภาพอีกด้วย”

โดย 2 เมนูแรกที่มีความจัดจ้านแบบไทย เลือกใช้วัตถุดิบหลักคือ “หมูกรอบจากพืช” ของแบรนด์ MEAT ZERO ในเครือ CPF ที่คงความเป็นหมูกรอบไว้ได้อย่างครบถ้วน ทั้งด้านรสสัมผัสและรสชาติ พร้อมคุณค่าทางโภชนาการที่มีโปรตีน ไฟเบอร์ และไม่มีคอลเลสเตอรอล

เริ่มที่เมนู ข้าวเต้าหู้หมูกรอบผัดพริกเกลือ (ราคา 219 บาท) ข้าวหน้าสไตล์ฟิวชั่น ไทย-ญี่ปุ่น แบบโฮมเมด ชวนลิ้มรสสัมผัสของเนื้อเต้าหู้ที่นุ่มละมุน และหมูกรอบ Plant-Based ที่มีความคล้ายหมูกรอบจริงๆ นำมาคลุกเคล้าด้วยพริกเกลือ เสิร์ฟเคียงกับผักกวางตุ้ง ครบรสในจานเดียว

เมนู สปาเก็ตตี้กะเพราหมูกรอบ (ราคา 249 บาท) สปาเก็ตตี้รสชาติไทยๆ ที่คุ้นเคย โดดเด่นด้วยรสชาติแบบจัดจ้าน เผ็ดร้อน ผสมกับหมูกรอบ Plant-Based ที่มีความฉ่ำเบาๆ ทานแกล้มกับมะเขือยาวย่าง ที่ช่วยเสริมกันได้อย่างลงตัว

และอีก 2 เมนู ที่เลือกใช้ “เนื้อปูจากพืช” ที่ให้ความรู้สึกสดใหม่และรสสัมผัสที่เหมือนเนื้อปูแท้ๆ เมนู สลัดแตงโมเนื้อปู (ราคา 269 บาท) สลัดจานใหญ่ที่จัดเต็มด้วยวัตถุดิบอย่าง แตงโม เต้าหู้คินุ ส้มซันคิสท์ ถั่วพีแคน และเนื้อปูจากพืช เนื้อแน่นๆ เสิร์ฟพร้อมกับน้ำสลัดยูซุ เติมความสดชื่นให้กับเมนูอาหารมื้อเที่ยงได้เป็นอย่างดี

และ คาเปลลินี่พิ้งค์ซอสปูและเห็ดพอร์โทเบลโล (ราคา 279 บาท) เห็ดพอร์โทเบลโล่ชิ้นโต เนื้อแน่น กับเนื้อปูจากพืชแบบจุใจคลุกเคล้ากับพิ้งซอสสูตรพิเศษของ ออน เดอะ เทเบิ้ล เรียกได้ว่าเป็นเมนูเปิดใจ สำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพ แถมยังได้สารอาหารครบถ้วนอีกด้วย

พร้อมสัมผัสประสบการณ์ใหม่บนโต๊ะอาหาร ด้วย 4 เมนูใหม่จาก Plant-Based ได้ที่ ออน เดอะ เทเบิ้ล ทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้ – 15 เมษายน 2565 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://www.facebook.com/OntheTableTokyoCafe หรือ Line @ZENGroupTH หรือ Call Center โทร.1376

Isan Creative Festival 2022 ม่วนซื่นแบบสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677176

วันที่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 11:18 น.Isan Creative Festival 2022 ม่วนซื่นแบบสร้างสรรค์

“Think Link Things วิเคราะห์เชื่อมโยง ทุกสรรพสิ่ง” สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) และจังหวัดขอนแก่น ร่วมจุดประกายสร้างสรรค์ รับแรงบันดาลใจใน เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565 (Isan Creative Festival 2022)

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับจังหวัดขอนแก่น ผนึกพลังหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัด “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565” (Isan Creative Festival 2022) ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “Think Link Things วิเคราะห์เชื่อมโยง ทุกสรรพสิ่ง” จากคำสร้อยในเพลงอีสาน สู่ธีมเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565 “ติง ลิ่ง ติง – Think Link Things” ที่สะท้อนการผสานสินทรัพย์ทางภูมิปัญญาเเละวัฒนธรรมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ เเละนวัตกรรม แสดงศักยภาพของบุคลากรและธุรกิจสร้างสรรค์ ผ่านผลงานที่เก็บเกี่ยวและได้รับแรงบันดาลใจจากสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม “อีสาน”

โดยมุ่งเน้นส่งเสริม 3 อุตสาหกรรมหลักที่ชูอัตลักษณ์ถิ่นอีสาน ได้แก่ อุตสาหกรรมความบันเทิงอีสาน (Isan Entertainment) การเชื่อมโยงและรวบรวมภาคีเครือข่ายนักสร้างสรรค์ทั่วภาคอีสาน (ISAN Regional) และโมเดลการสร้างมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) พบกับการจัดแสดงผลงาน และกิจกรรม กว่า 100 รายการ จากนักสร้างสรรค์และผู้ประกอบการจากทั่วภูมิภาคอีสานมากกว่า 300 ราย บนพื้นที่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ศรีจันทร์-กังสดาล ในจังหวัดขอนแก่น และทั่วภาคอีสาน ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2565

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “นับเป็นอีกความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้เข้ามามีส่วนในการขับเคลื่อนและผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาคอีสาน ผ่านเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565 หรือ ISAN Creative Festival 2022 ที่จัดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ต่อยอดจากปีก่อน ซึ่งประสบความสำเร็จและสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระหว่างจัดเทศกาลฯ รวมเป็นจำนวนสูงถึง 309 ล้านบาท ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งแบบ On-site และ online กว่า 276,069 โดยปีนี้ยังคงมุ่งเน้นเปิดพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ได้แสดงพลังความสร้างสรรค์ของศิลปวัฒนธรรมอีสานผ่านเครือข่ายกลุ่มสาขาอาชีพสร้างสรรค์ต่าง ๆ และสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจสร้างสรรค์ในภาคอีสาน นำเสนอจุดแข็งของภูมิภาคอีสาน ที่อุดมไปด้วยสินทรัพย์และทุนทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดให้เกิดธุรกิจใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคดิจิทัล ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศทั้ง 15 สาขา ซึ่งในปี 2563 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 1.19 ล้านล้านบาท

“นอกจากนี้ เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565 เป็นเทศกาลฯ ที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สาขาต่างๆ ในภาคอีสาน ที่สามารถแสดงศักยภาพด้านการออกแบบ ตลอดจนเชื่อมโยงการแก้ปัญหาและการพัฒนาเมืองในหลายมิติ ทั้งด้านสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม การศึกษา ที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มมูลค่าให้กับต้นทุนทางวัฒนธรรมพื้นถิ่นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น โครงการขนส่งสาธารณะเชื่อมเมือง (Khon Kaen Urban Transit) ต้นแบบรถไฟฟ้ารางเบาที่กำลังจะมาวิ่งให้บริการจริงในอนาคต โครงการ Co-Create: ปรับอากาศ ส่งเสริมการเติบโตของเมืองที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรฐกิจชุมชนดั้งเดิม ซึ่งเป็นแรงพลังที่จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจและสังคมไทยก้าวผ่านวิกฤตการณ์โรคโควิด-19”

ด้าน ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า “ในนามของจังหวัดขอนแก่น รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จังหวัดขอนแก่น ได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงาน “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565” อีกครั้ง กล่าวได้ว่าขอนแก่นเป็นจังหวัดที่่เปี่่ยมไปด้วยสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมและภููมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งยัังเป็นศูนย์กลางความเจริญทั้งด้านการค้า การลงทุน การบริการและการท่องเที่ยว การจัดงาน “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565” จึงไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของจังหวัดขอนแก่น และภูมิภาคอีสานที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ของชาวอีสานในการต่อยอดสินค้าและบริการ จากต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่ตอบสนองกับบริบทใหม่ของโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นอุุตสาหกรรมอาหาร ดนตรี งานหัตถกรรม และมรดกทางวัฒนธรรมของการทอผ้ามัดหมี่ ที่ทำให้ขอนแก่นได้รับการประกาศให้เป็นเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้ามัดหมี่สร้างชื่่อเสียงให้ประเทศไทยไปทั่วโลก เป็นอัตลักษณ์สร้างให้อีสานเป็นที่รู้จัก และสามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้ในอนาคตต่อไป”

นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น เปิดเผยว่า “เทศกาลความคิดสร้างสรรค์ฯ เป็นกิจกรรมที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง อันจะเห็นได้จากในหลายโครงการที่เทศบาลนครขอนแก่นร่วมกับ CEA ร่วมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในการส่งเสริมย่านสร้างสรรค์ศรีจันทร์และกังสดาลให้เกิดการพัฒนาเมือง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วยความคิดสร้างสรรค์ เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ จึงเปรียบเสมือนชุมทางของนักสร้างสรรค์ในการสร้างผลงานระดับสากล เป็นแหล่งเรียนรู้กระบวนการต่อยอดวัฒนธรรมของอีสานสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างประโยชน์ให้กลับคืนไปสู่พี่น้องชาวอีสานเองและเป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภูมิภาค”

ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปทุกกลุ่มวัย สามารถเข้าชมในพื้นที่จัดแสดงได้อย่างทั่วถึงและปลอดความกังวล คณะผู้จัดงานได้มีการจำกัดจำนวนการเข้าชมในพื้นที่ การลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนเข้าร่วมงาน และแพลตฟอร์ม Crowd Check ที่ให้ข้อมูลความหนาแน่นของการใช้งานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ให้ผู้เข้าร่วมงาoสามารถวางแผนการเดินทางได้ก่อนล่วงหน้าและบางกิจกรรมสามารถเข้าชมงานทางออนไลน์ เช่น เสวนา ผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ Isan Creative Festival เทศกาลฯ ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคให้เป็นไปอย่างปลอดภัยสูงสุด ตามมาตรฐานที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยผู้เยี่ยมชมงานทุกท่านจะต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน 2 เข็มขึ้นไป หรือแสดงผลตรวจ ATK ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อนเข้างาน

เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565 (Isan Creative Festival 2022) ผู้ที่มาชมงานจะได้พบกับกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้

1. ปลูก เด็ด เฮ็ด เฮียนฮู้ (Lunch & Learn Project: School Yard Lunch)

TCDC Khon Kaen

จากโครงการพัฒนาอาหารกลางวันเด็กนักเรียนประถมศึกษาภายใต้งบ 21 บาทต่อคน (Lunch & Learn) สู่การพัฒนาวัตถุดิบที่นำมาทำเป็นอาหารกลางวันของโรงเรียน ในปีนี้ โครงการจะทำงานร่วมกันกับเกษตรกร แม่ครัว บุคลากร และนักเรียนในโรงเรียน เพื่อพัฒนาเมนูอาหารกลางวันโดยคำนึงถึงการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและสารอาหารเป็นหลัก

2. ฉายฮูป หน้าฮ้าน กลางย่านศรีจันทร์ (Projection Mapping Show)

โรงแรมสวัสดี (Sawasdee Hotel)

การเเสดงเเสง สี เสียง ผ่านเทคนิค Projection mapping ที่เชื่อมโยงการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์เข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อนำเสนอศักยภาพ สินทรัพย์ เเละเรื่องราวของวัฒนธรรมเเละหมอลำ

3. มักหมัก Isan Flavour Library

TCDC Khon Kaen

ภูมิปัญญาการหมักดองของอีสานเป็นสิ่งที่อยู่ในวัฒนธรรมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ศาสตร์การ

ถนอมอาหารเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความซับซ้อนและความหลากหลายของรสชาติขึ้น ความลับของรสชาติอันความหลากหลายของการหมักดองอีสานจะถูกคลี่ออกมาเป็นนิทรรศการ “มักหมัก”

4. ตลาดดีคัก 2 แห่ง (D-KAK Market TCDC & D-KAK Market in the City)

TCDC Khon Kaen และสถานีปรับอากาศจังหวัดขอนแก่น (Khon Kaen Air-Conditioned Bus Terminal)

การออกร้านของบรรดาดีไซเนอร์และผู้ประกอบการสร้างสรรค์หน้าใหม่ จำนวนกว่า 65 ร้านค้า และ ตลาดที่เปิดพื้นที่ให้กับผู้ประกอบการในย่านศรีจันทร์ได้นำสินค้าที่น่าสนใจมาจำหน่าย เราได้คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีดีไซน์และคุณภาพจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยรวบรวมร้านค้าที่ผ่านการคัดเลือก สินค้าจึงมีเอกลักษณ์ มีคุณภาพ และใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

5. เล่นแร่ แปรผ้า (House of Fabric-Ation)

สถานีขนส่งปรับอากาศจังหวัดขอนแก่น (Khon Kaen Air-Conditioned Bus Terminal)

นิทรรศการเล่นแร่แปรผ้านำเสนอสิ่งทออีสานที่รังสรรค์ขึ้นจากการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาผสานเข้ากับการออกแบบ วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของภูมิภาค เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าทออีสานให้มีรูปแบบร่วมสมัยตามมาตรฐานสากล

6. เยี่ยมยามบ้านหมอลำ (Molam House Hopping)

กิจกรรมที่จะพาไปเก็บเกี่ยวความสนุกสนานและความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของหมอลำในยุคสมัยต่าง ๆ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอีสานที่สืบทอดมายาวนาน ณ ชุมชนแหล่งกำเนิดหมอลำคณะต่าง ๆ

7. อีสานบ้านเฮา Isan, Our Home (town)

1502 Creative Sharing Space

พื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ “บ้านเฮา” ที่ผสานสินทรัพย์ทางภูมิปัญญาเเละวัฒนธรรมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ เเละนวัตกรรม ผ่านเครือข่ายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยนำเสนอเรื่องราวของสองเมืองศักยภาพอย่างสกลนครและนครราชสีมา ที่นำสินทรัพย์และความคิดสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่มาปลุกปั้นให้เมืองก้าวสู่การเป็น “พื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์”

8. Future Paradise

หลังบ้านรวมทวี

นิทรรศการที่นำเสนอโดย Design and Objects Association (D&O) สมาคมที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนวงการออกแบบของดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ไทย นิทรรศการจะแสดงผลงานการออกแบบซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความออริจินอลผสานกับสัญลักษณ์ที่สะท้อนไอเดียของ Future Paradise และใช้หลักการไฮบริดคราฟต์ซึ่งผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับเทคนิคแฮนด์เมดที่คราฟต์ในแบบของไทยด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม

9. Khon Kaen Urban Transit: ขนส่งสาธารณะเชื่อมเมือง

ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน

นิทรรศการนี้นำเสนอต้นแบบรถไฟฟ้ารางเบาที่กำลังจะมาวิ่งให้บริการจริงในอนาคตมาเป็นสื่อกลางในการเล่าเรื่องระบบการขนส่งสาธารณะของเมืองขอนแก่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิ โครงการแทรมน้อยรอบสวนสาธารณะบึงแก่นนคร โครงการ LRT และโครงการ Smart สองแถว ฯ ซึ่งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงและโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

10. Thai swag: จ๊าบดี

TCDC Khon Kaen

โชว์เคสผ้าไทยโดย Pearypie: Make-up Artist/Theatrical Artist เมื่อ Modern Culture มาผสานเข้ากับรากเหง้าของความเป็นไทย ปรากฏการณ์ “ฉีกกฎ” No Limit, No boundaries! จึงเกิดขึ้น

ตามมาร่วมเปิดประสบการณ์สัมผัสการแสดงศักยภาพครั้งยิ่งใหญ่ของภาคอีสาน ใน “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2565” ถึงวันที่ 6 มีนาคมนี้ เทศกาลอีสานสร้างสรรค์จัดขึ้นภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด ติดตามความเคลื่อนไหว กิจกรรม โปรแกรม และตารางเวลาได้ที่ www.isancreativefestival.com, FB: isancreativefestival, Instagram: @isancreativefestival, Line@: isancf

#ISANCF2022

#isancreativefestival

#เทศกาลอีสานสร้างสรรค์

“โพรไบโอติก” จุลินทรีย์มีประโยชน์ ตัวช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677269

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 10:12 น.“โพรไบโอติก” จุลินทรีย์มีประโยชน์ ตัวช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน

สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายในระยะยาว “โพรไบโอติก” คือคำตอบ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ได้ออกมาเปิดเผยว่า อาการลองโควิด (Long COVID) หรือภาวะของคนที่หายจากโควิด-19 แล้วแต่ยังต้องเผชิญกับอาการที่หลงเหลืออยู่ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ 30-50% จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รักษาหายแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการป่วยรุนแรง ดังนั้น ผู้ป่วยลองโควิด-19 ควรดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงและสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของตนเองอยู่เสมอ*

โดยนอกจากการกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ นายแพทย์สุวรรณชัย ยังแนะนำให้บริโภคอาหารที่มีจุลินทรีย์สุขภาพ หรือโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ได้แก่ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว โดยควรเลือกชนิดที่มีนํ้าตาลน้อย และทานร่วมกับอาหารที่มีใยอาหารสูง เพื่อเป็นอาหารให้จุลินทรีย์สุขภาพ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายต่อสู้กับภาวะลองโควิดได้อย่างดีที่สุด เพราะโพรไบโอติกจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อฉวยโอกาสในร่างกาย เช่น โควิด เพราะหากร่างกายอ่อนแอ โควิดก็ทำร้ายเราได้ง่ายขึ้น

ในช่วงเวลาที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบนี้ การดูแลสุขภาพโดยเฉพาะการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอย่อมเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ นอกเหนือจากการเว้นระยะห่างทางสังคม การหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และการสวมหน้ากากเป็นประจำ สิ่งสำคัญที่ทุกคนพึงปฏิบัติก็คือการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายเป็นประจำ และการพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรปฏิบัติอยู่แล้วไม่ว่าจะมีโควิด-19 หรือไม่

และในเมื่อเรายังคงต้องใช้ชีวิตกับโควิด-19 ต่อไป จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่ทุกคนจะหันมาดูแลและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของตนเองให้แข็งแรงจนเป็นนิสัย เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำได้ง่ายที่สุดและสามารถทำได้ทุกวันก็คือ การรับประทาน “โพรไบโอติก” หรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เพราะโพรไบโอติกมีจุดเด่นในเรื่องการช่วยปรับสมดุลของลำไส้และมีส่วนช่วยในระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมทั้งช่วยให้การทำงานของทางเดินอาหารเป็นปกติ

ทางด้านจากข้อมูลของ ดัชมิลล์ ผู้นำสินค้านมเปรี้ยวและโยเกิร์ตที่ได้นำเข้าและพัฒนาโพรไบโอติกลิขสิทธ์เฉพาะของดัชมิลล์หลายสายพันธุ์ เช่น LGGTM ซึ่งมีผลการวิจัยรับรองมากที่สุดว่าสามารถช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันได้ และ Immulus สายพันธุ์ทีได้รับการยอมรับจากทั่วโลก  โดยข้อมูลบ่งชี้ว่า กว่า 70% ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนั้นอยู่ที่ลำไส้ เมื่อดูแลลำไส้ได้ดีก็เป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพที่ดีด้วยเช่นกัน ดังนั้น การรับประทานทานโพรไบโอติกเป็นประจำจะมีส่วนช่วยเรื่องระบบภูมิคุ้มกันและยังช่วยลดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารและลำไส้อีกด้วย

โพรไบโอติกคือจุลินทรีย์สุขภาพ พบได้ในอาหารที่เราบริโภคกันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ต นมเปรี้ยว กิมจิ ผักดอง เต้าเจี้ยว ฯลฯ ซึ่งเมื่อรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยเสริมจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่ ก่อให้เกิดประโยชน์ดี ๆ ต่อร่างกาย จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการใช้โพรไบโอติกในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารร่วมในการรักษาโรค เช่น อาการท้องเสียจากการไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม ท้องเสียจากยาปฏิชีวนะ อาหารเป็นพิษ ลำไส้แปรปรวน ท้องผูก และภูมิแพ้ เป็นต้น

คำถามต่อมาก็คือ แล้วปริมาณโพรไบโอติกที่เราควรรับประทานนั้น แค่ไหนจึงจะเรียกว่าพอเหมาะ?

คำตอบก็คือ ทานได้ทุกวัน ทุกคนสามารถเลือกรับประทานนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต เช่น ดัชมิลล์พลัส ดัชชี่ไบโอ นมเปรี้ยวดีไลท์ และโปรบิแล็คได้ทุกวันเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างง่าย ๆ ในราคาที่เข้าถึงทุกคนเพียง 10-15 บาทต่อวันเท่านั้น เพื่อเป็นการเสริมโพรไบโอติกและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงได้อย่างสม่ำเสมอ เพิ่มเติมจากการเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ การออกกำลังกายเป็นประจำ และการพักผ่อนให้เพียงพอ ทั้งนี้ ดัชมิลล์ อยากเห็นคนไทยเข้าถึงสุขภาพที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน ยังคงนำนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตที่มีโพรไบโอติกไปมอบให้แก่ชุมชนและโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับคนไทยทั้งในสถานการณ์โควิดและในชีวิตประจำวันต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

พวกเราทุกคนยังต้องใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 ไปอีกนานแค่ไหนไม่มีใครกำหนดได้ แต่สิ่งที่กำหนดได้แน่ ๆ ก็คือการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของเราเองให้แข็งแรงอยู่เสมอในทุก ๆ วัน และหากเป็นเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายในช่วงเวลาของการแพร่ระบาดแบบนี้ “โพรไบโอติก” ย่อมเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่เลือกได้ไม่ยากเลยสำหรับทุกเพศทุกวัยในทุก ๆ วัน

* อ้างอิงข้อมูลจาก ข่าวสาร กรมอนามัย 16 กุมภาพันธ์ 2565 https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/160265/

Clarion call for people to ACT NOW as world marks obesity day on Mar 4

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40013028


World Obesity Day is marked on March 4 every year and aims to raise awareness about obesity and the health impacts it can have.

Clarion call for people to ACT NOW as world marks obesity day on Mar 4

The World Health Organisation (WHO) defines obesity as “abnormal or excessive fat accumulation that presents a risk to health”. It is commonly measured through Body Mass Index (BMI), which if taken into account with waist and height ratios, can give more accurate results. A BMI of over 25 is considered overweight and above 30 is categorised as obese. The BMI is calculated by dividing weight in kilograms with height in metres squared.

This year’s World Obesity Day, marked on Friday, follows the theme “Everybody Needs to Act”.

The World Obesity Federation named March 4 as World Obesity Day in 2015 in a bid to create a system where obesity is prioritised as a health issue. It calls on people living with obesity to come forward and share their experiences, and also aims to put an end to the shame and stigma associated with obesity.

Obesity leads to an increased risk of diseases such as diabetes, cardiovascular diseases and cancer, and those living with obesity are twice as likely to be hospitalised when hit by Covid-19.

According to the federation, more than 800 million people across the world are obese and it is estimated that treating their medical conditions will cost more than US$1 trillion by 2025.

Childhood obesity is also on the rise and is expected to affect at least 250 million children by 2030.

This issue is not limited to rich countries anymore, as it is rising fast in middle- and low-income countries, many of which are also tackling the problem of malnutrition.

Published : March 04, 2022

By : THE NATION