ดีอี – ดีป้า ประกาศความสำเร็จโครงการ Coding Thailand 2026 ปั้นเยาวชน-ครูทั่วประเทศสู่นวัตกรดิจิทัลรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนอนาคตด้วย Coding และ AI

9 กันยายน 2569 เวลา 15:54 น.

กระทรวงดีอี – ดีป้า ประกาศความสำเร็จโครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน Coding และ AI สำหรับเยาวชนไทยจากทั่วประเทศ เผยมีเยาวชนและครูจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 12,000 คน ผ่านการเรียนและทดสอบความรู้จนได้ตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรม 3,224 คนจาก 806 ทีมร่วมกิจกรรมการแข่งขันระดับภูมิภาค ก่อนคัดเลือก 210 ทีมเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะและพัฒนาผลงานในระดับประเทศ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมบนเวที National Coding & AI Competition รอบชิงชนะเลิศ รับ 112 รางวัล พร้อมทุนการศึกษา และทุนสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ทักษะดิจิทัล รวมมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพเยาวชนไทยในการนำ Coding และ AI มาสร้างสรรค์นวัตกรรม และประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาในสังคม

ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เป็นประธานงานแถลงความสำเร็จและมอบรางวัลแก่เยาวชนและทีมผู้ชนะการแข่งขัน National Coding & AI Competition รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ กิจกรรมการแข่งขันภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future โดยภายในงานมี ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ดีป้า และผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา เครือข่ายพันธมิตร ครู และนักเรียน เข้าร่วมโดยพร้อมเพรียง ณ MCC Hall ชั้น 3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

ดร.ศุภกร กล่าวว่า การพัฒนากำลังคนดิจิทัลถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ ดีป้า ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเยาวชนให้มีทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบัน Coding และ AI ไม่ได้เป็นเพียงทักษะเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียน การทำงาน การประกอบธุรกิจ ตลอดจนการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน โดยความสำเร็จของโครงการ Coding Thailand 2026 ไม่ได้วัดจากจำนวนผลงานหรือรางวัลเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่การมองเห็นปัญหา การตั้งโจทย์ การออกแบบแนวทางแก้ไข การเลือกประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ไปจนถึงการพัฒนาและนำเสนอผลงาน ซึ่งสามารถช่วยยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยี และทักษะสำคัญอื่น ๆ สำหรับโลกการทำงานในอนาคต

“ดีป้า ต้องการให้เยาวชนไทยมอง Coding และ AI เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์โอกาสและคุณค่า ไม่ใช่เพียงการเขียนโปรแกรมหรือการใช้งานเทคโนโลยี แต่สามารถนำองค์ความรู้มาต่อยอดเป็นนวัตกรรม แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมได้ พร้อมกันนี้ยังต้องการให้เยาวชนไทยเติบโตไปเป็นกำลังคนที่มีทั้งความรู้ด้านเทคโนโลยี ความคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในอนาคต” รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 มีนักเรียน-ครูสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 12,000 คน จากทั่วประเทศ ซึ่งมีกว่า 1,500 ทีม จาก 800 สถานศึกษา สมัครเข้าแข่งขันและได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้และต่อยอดผลงาน ตั้งแต่การเรียนรู้พื้นฐานด้าน Coding และ AI ผ่านหลักสูตรออนไลน์ CodingThailand.co กว่า 30 หลักสูตร ก่อนเข้าสู่กิจกรรม Regional Coding & AI Competition เพื่อคัดเลือกตัวแทนระดับภูมิภาคใน 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร อุบลราชธานี ขอนแก่น พิษณุโลก เชียงใหม่ ชลบุรี สงขลา และภูเก็ต โดยมีเยาวชนและครูจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรม 3,224 คนจาก 806 ทีม ซึ่งได้ผ่านเวิร์คช็อปเข้มข้น 3 วัน 2 คืน พร้อมพัฒนาผลงานต้นแบบ จากนั้นคัดเลือก 210 ทีมจากทุกภูมิภาคเข้าสู่กิจกรรม Coding & AI Incubation และ Coding & AI Mentoring เพื่อพัฒนาศักยภาพและผลงานอย่างเข้มข้น พร้อมรับคำแนะนำจากคณาจารย์มหาวิทยาลัยและผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรม

สำหรับทีมที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 210 ทีม จาก 167 สถานศึกษา 59 จังหวัด ได้นำความรู้ด้าน Coding, AI, AIoT และ Robotics รวมถึงทักษะด้านธุรกิจและ Soft Skills มาต่อยอดเป็นนวัตกรรมดิจิทัล ภายใต้กรอบแนวคิด 4 ด้าน ได้แก่ Smart Industry, Green Innovation, Health & Well-Being และ Creative Economy เพื่อนำมาประชันกันในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศในกิจกรรม National Coding & AI Competition โดยมีผู้ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 112 รางวัล ประกอบด้วย


• Best of the Best จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ ทีม SUN Kids จากโรงเรียนอนุบาลแสงอรุณ จังหวัดนครปฐม
• Platinum Prize จำนวน 15 รางวัล ได้แก่
ระดับประถมศึกษา
– ทีม Coding SF ST จากโรงเรียนแสงทองวิทยา จังหวัดสงขลา
– ทีม SUN Kids จากโรงเรียนอนุบาลแสงอรุณ จังหวัดนครปฐม
– ทีม alpha avenger จากโรงเรียนสอนดี (ประชารัฐอนุสรณ์) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
– ทีม IAB Al-Khwarizmi จากโรงเรียนอิบนูอัฟฟานบูรณวิทย์ จังหวัดปัตตานี
– ทีม ส้มสายน้ำผึ้งฝาง จากโรงเรียนวัดนันทาราม จังหวัดเชียงใหม่
ระดับมัธยมศึกษา
– ทีม AKAT NEXUS จากโรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา จังหวัดสกลนคร
– ทีม iHaveOngOr จากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
– ทีม dsdekerror จากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี กรุงเทพฯ
– ทีม อดีตคือบทเรียน จากโรงเรียนพระมารดานิจจานุเคราะห์ กรุงเทพฯ
– ทีม JaJyJu จากโรงเรียนโฮลี่เมรี่อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
ระดับอาชีวศึกษา
– ทีม ANT_TC67 จากวิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ
– ทีม AirStep จากวิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนา เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
– ทีม Hello world จากวิทยาลัยการอาชีพแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
– ทีม ทีมห์ จากสถาบันโคเซ็นแห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรุงเทพฯ
– ทีม WIC.AI_Gen จากวิทยาลัยการอาชีพวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับรางวัล Gold Prize, Silver Prize , Bronze Prize รวม 90 รางวัล รวมถึงPopular Vote และรางวัลพิเศษ รวม 6 รางวัล ครอบคลุมเยาวชนทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษาจากสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยผู้ที่ได้รับรางวัลในการแข่งขัน National Coding & AI Competition จะได้รับทุนการศึกษา และทุนสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ทักษะดิจิทัล รวมมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท

โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future ยังได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดย AIS ACADEMY ร่วมสนับสนุนหลักสูตรพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัด โดย บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมสนับสนุนโครงการอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมทุนสนับสนุนให้กับทีมที่คว้ารางวัล Best of the Best รางวัลระดับ Platinum รวมถึงรางวัลพิเศษ MCC Hall เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ สถานที่จัดงาน พร้อมสนับสนุนสื่อประชาสัมพันธ์สำหรับการแข่งขัน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมให้การสนับสนุนคูปองการเรียนรู้ ‘Leadership, Communication & Mindset in AI Projects’ จาก TRUE DIGITAL ACADEMY เอไอเอ ประเทศไทย สนับสนุนงบประมาณให้กับโรงเรียนในโครงการอย่างต่อเนื่อง และ Ericsson Thailand ร่วมสนับสนุนโครงการ พร้อมด้วยเครือข่ายภาคเอกชนและภาคการศึกษามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Arduino, Floino, Nowawise, Exdream, Intel, Meta, Microsoft, Pumpkin, SCB Academy และ Xtool ที่ร่วมสนับสนุนโครงการด้วยเป้าหมายเดียวกันคือ การส่งเสริมทักษะและความรู้ด้าน Coding และ AI แก่เยาวชนและสร้างกำลังคนดิจิทัล เพื่อเป็นกําลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เยาวชนที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันระดับประเทศ National Coding & AI Competition ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future ยังได้รับโอกาสต่อยอดสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล (CEDT) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , สาขาวิศวกรรมไอโอทีและสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง , คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา , วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ,คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยพะเยา ฯลฯ ได้ให้การยอมรับเวทีการแข่งขันระดับประเทศของโครงการ Coding Thailand 2026 ในฐานะเวที การันตีความสามารถของเยาวชนในระดับประเทศ เพื่อพิจารณาคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เป็นไปตามคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่แต่ละสถาบันการศึกษากำหนด

นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการต่อยอดศักยภาพของเยาวชนด้าน Coding และ AI สู่การศึกษาระดับอุดมศึกษา ต่อยอดการพัฒนาทักษะเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของประเทศ
ติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future ได้ที่ Facebook Page: depa Thailand และ CodingThailand by depa

รพ.พระรามเก้า ร่วม HMA 2026 Hospital Tour เปิดบ้านแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายโรงพยาบาลระดับภูมิภาค

9 กันยายน 2569 เวลา 15:43 น.

โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเจ้าภาพ จัดกิจกรรม Hospital Tour ภายใต้งาน Hospital Management Asia 2026 (HMA 2026) เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้บริหารจาก Singapore General Hospital (SGH) และผู้เข้าร่วม HMA 2026 จากประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ด้านการบริหารโรงพยาบาล การออกแบบบริการ ประสบการณ์ผู้ป่วย และเทคโนโลยี พร้อมเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงพยาบาลในพื้นที่จริง

Hospital Management Asia (HMA) เป็นเวทีด้านการบริหารจัดการโรงพยาบาลที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เชื่อมโยงผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากทั่วเอเชีย โดย HMA 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ในวาระครบรอบ 25 ปี ภายใต้แนวคิด “25 Years of Impact: Leading Change that Delivers” พร้อมกิจกรรม Hospital Tour ก่อนและหลังการประชุม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้แนวทางการดำเนินงานของโรงพยาบาลต่าง ๆ ผ่านประสบการณ์จริง

นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ  กรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและผู้เข้าร่วม Hospital Tour พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโรงพยาบาลพระรามเก้า นำโดย

      นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายพัฒนาธุรกิจและสำนักงานแผนยุทธศาสตร์,นพ.น๊อต เตชะวัฒนวรรณา รองกรรมการผู้อำนวยการ สายการแพทย์, ผศ.นพ.ก่อพงศ์ รุกขพันธ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายคุณภาพ และคุณขมาภรณ์ ธัมพิพิธ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายบัญชีและการเงิน ได้ร่วมถ่ายทอดภาพรวมการดำเนินงาน ทิศทางการพัฒนาองค์กร ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการแพทย์ ระบบบริการ คุณภาพ และเทคโนโลยี

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการแลกเปลี่ยน คือ PR9 Patient Experience Model ซึ่งนำแนวคิด Design Thinking มาพัฒนาเป็น Service Blueprint  โดยเริ่มนำร่องที่ศูนย์ Check Up ก่อนต่อยอดสู่ Smart Check-up และ Smart Hospital ภายใต้ 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ Decentralized, Personalized และ Seamless เพื่อเชื่อมการดูแลตั้งแต่ก่อนมาโรงพยาบาล ระหว่างรับบริการ ไปจนถึงการติดตามหลังการรักษา สะท้อนแนวคิดที่มอง Patient Experience เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพการดูแล ไม่ใช่เพียงประสบการณ์ด้านบริการ

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลพระรามเก้ายังได้นำเสนอทิศทางการพัฒนาองค์กรภายใต้ 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ Global Standard, World-class Hospitality, Efficiency with Collaboration และ Digital Transformation  พร้อมนำเสนอศักยภาพของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ผ่าน 3 สถาบันทางการแพทย์และ 29 ศูนย์การแพทย์ ตลอดจนประสบการณ์การพัฒนาโรงพยาบาลสู่ Smart Hospital ระบบดูแลผู้ป่วยตลอดเส้นทางการรักษา (Smart Patient Journey) การพัฒนาบริการสำหรับผู้ป่วยต่างชาติ (International Patient Services) และโครงการปลูกถ่ายไต (Kidney Transplant Program) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแล    ที่เชื่อมต่อและเหมาะสมกับความต้องการในแต่ละด้าน

นอกจากการแลกเปลี่ยนในห้องประชุม คณะผู้เข้าร่วมยังได้เยี่ยมชม Check-up Center ซึ่งนำ Service Design และระบบดิจิทัลมาใช้ ตั้งแต่ระบบบริหารการตรวจ ระบบคิวอัตโนมัติ ไปจนถึง Personal Health Record (PHR) เพื่อช่วยลดขั้นตอน ลดการใช้กระดาษ และลดความผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูลด้วยมือ รวมถึงเยี่ยมชมสถาบันรักษาความปวดและสร้างเสริมความเข้มแข็ง (Fix & Fit) ที่ให้บริการด้านการดูแลรักษาอาการปวดเรื้อรังที่พบบ่อยในแต่ละช่วงอายุของคนยุคปัจจุบัน ผ่านการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพและเทคโนโลยีด้านการฟื้นฟู

การเข้าร่วม HMA 2026 Hospital Tour ครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสของโรงพยาบาลพระรามเก้าในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายโรงพยาบาลในภูมิภาค พร้อมนำประสบการณ์และแนวคิดที่ได้รับมาต่อยอดการพัฒนาระบบบริการและคุณภาพการดูแลผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น

เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป ปั้น ‘The Secret Gems’ เรียลลิตี้เครื่องประดับ แซ่บไม่แพ้รายการอาหาร

9 กันยายน 2569 เวลา 15:07 น.

บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการคอนเทนต์ไทย ด้วยการผลิตรายการ “The Secret Gems เฟ้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องประดับไทย” รายการเรียลลิตี้ในรูปแบบการแข่งขัน ภายใต้แนวคิด “เปิดประกายคุณค่าที่ซ่อนอยู่ สู่เวทีโลก” มุ่งพัฒนาศักยภาพนักออกแบบ ช่างฝีมือ และผู้ประกอบการ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นโอกาสในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย เพื่อก้าวสู่ตลาดโลก

กิติกร เพ็ญโรจน์

นายกิติกร เพ็ญโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า รายการ The Secret Gems เฟ้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องประดับไทย เกิดจากความตั้งใจที่จะทำให้จิวเวลรี่เป็นเรื่องที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องความสวยงามหรือความหรูหรา แต่เต็มไปด้วยเรื่องของไอเดีย ดีไซน์ ความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสในการสร้างธุรกิจ เราจึงอยากให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า จิวเวลรี่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้เข้ามาโชว์ศักยภาพ ทั้งในฐานะนักออกแบบ ช่างฝีมือ หรือผู้ประกอบการ และสามารถนำไปสู่การสร้างอาชีพ สร้างแบรนด์ และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทางการตลาดให้กับธุรกิจไทย

สำหรับการผลิตรายการ เฮลิโคเนียได้นำความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ Reality Competition โดยเฉพาะรายการอาหารที่สร้างสีสันและความสนุกให้กับผู้ชม มาต่อยอดสู่โลกของแฟชั่นและจิวเวลรี่ เพื่อให้ “The Secret Gems” แตกต่างจากการนำเสนอเรื่อง  อัญมณีและเครื่องประดับในรูปแบบเดิม ๆ ที่อาจดูเฉพาะกลุ่มหรือเป็นสารคดีเชิงความรู้ แต่ครั้งนี้เฮลิโคเนียตั้งใจเติม “ความแซ่บ” และความเข้มข้นแบบเรียลลิตี้ลงไป ให้เรื่องจิวเวลรี่กลายเป็นคอนเทนต์ที่สนุก ลุ้น มีสีสัน มีการแข่งขัน และมีเซอร์ไพรส์ พร้อมถ่ายทอดทั้งความสามารถ คาแรกเตอร์ และมุมคิดของผู้เข้าแข่งขัน ให้ผู้ชมได้ร่วมลุ้นไปกับทุกโจทย์ ทุกการตัดสินใจ และทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามแข่งขัน

การแข่งขันจะเข้มข้นตั้งแต่ Main Challenge โจทย์สร้างสรรค์ประจำสัปดาห์ ไปจนถึง Mini Challenge ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชนะได้เข้าสู่ “Secret Room” เพื่อเลือกอัญมณีและวัสดุที่ต้องการก่อนคู่แข่ง เพิ่มความได้เปรียบและสร้างสีสันให้กับเกมการแข่งขัน ทำให้ผู้เข้าแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียงเรื่องฝีมือ แต่ต้องใช้ทั้งไอเดีย การวางแผน การแก้เกม และการตัดสินใจภายใต้ความกดดัน โดยผู้ที่สามารถเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นผลงานที่มีโอกาสไปต่อในตลาดระดับสากล จะเป็นผู้คว้าตำแหน่งสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องประดับไทย ร่วมเฟ้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องประดับไทยในรายการเรียลลิตี้ “The Secret Gems” ไปพร้อมกัน เริ่มออกอากาศวันที่ 20 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เวลา 17.00–18.00 น. ทางช่อง 7HD จำนวน 8 ตอน ผลิตโดยบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป

Miss International Queen® 2026 เปิดฉากฉลอง 20 ปี ต้อนรับ 27 สาวทรานส์จากทั่วโลก

9 กันยายน 2569 เวลา 15:03 น.

การเดินทางครั้งใหม่ของเวทีแห่งความเท่าเทียมระดับโลกเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อ Miss International Queen® 2026 เปิดฉากเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปี       พร้อมต้อนรับผู้เข้าประกวดสาวทรานส์เจนเดอร์จาก 27 ประเทศทั่วโลกเปิดโอกาสให้สู่ประเทศไทยในงาน THE WELCOME AND SASH CEREMONY ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความตื่นเต้น สีสัน และมิตรภาพจากตัวแทนสาวงามที่เดินทางมาพร้อมเรื่องราว ความฝัน และพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง

การประกวดในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Evolving Legacy: Empower Every Voice”  สะท้อนพัฒนาการตลอดกว่า 2 ทศวรรษของ Miss International Queen จากเวทีที่เริ่มต้นด้วยการสร้างพื้นที่แห่งการมองเห็นและการยอมรับให้กับผู้หญิงทรานส์ สู่แพลตฟอร์มระดับโลกที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าประกวดได้แสดงความสามารถ ถ่ายทอดเรื่องราว และใช้เสียงของตนเองขับเคลื่อนประเด็นที่มีความหมายต่อสังคม

อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน

อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน ประธานคณะกรรมการจัดการกองประกวด Miss Tiffany’s Universe และ Miss International Queen กล่าวว่า “ตลอดเวลากว่า 20 ปี Miss International Queen เติบโต     และพัฒนาไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม จากจุดเริ่มต้นของการสร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงทรานส์     ได้แสดงตัวตนและได้รับการยอมรับ วันนี้เราต้องการเปิดพื้นที่ให้พวกเธอได้รับการมองเห็นในมิติที่กว้างและลึกยิ่งขึ้น ทั้งในด้านความสามารถ ความคิด ศักยภาพ และคุณค่าที่แต่ละคนสามารถสร้างให้แก่สังคม แนวคิด ‘The Evolving Legacy: Empower Every Voice’ จึงเป็นการต่อยอดคุณค่าที่เรายึดมั่นมาตลอดให้สอดคล้องกับโลกในวันนี้ บนความเชื่อที่ว่าทุกคนล้วนมีเสียงที่ควรได้รับการรับฟัง  ในโอกาสนี้  Miss International Queen ยังมุ่งส่งต่อพลังแห่ง Thailand Pride สู่สายตาชาวโลก พร้อมสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางแห่ง Pride ระดับโลก ประเทศที่เปิดกว้าง ให้คุณค่ากับความแตกต่าง และพร้อมเป็นพื้นที่ที่ทุกตัวตนสามารถแสดงศักยภาพและเปล่งประกายได้อย่างภาคภูมิ”

ปัจจุบัน Miss International Queen® Organization เดินหน้าขยายเครือข่าย National Licensees  อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมประเทศไทย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และประเทศอื่น ๆ โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรในแต่ละประเทศเพื่อเปิดโอกาสให้สาวทรานส์เจนเดอร์ได้แสดงศักยภาพ ถ่ายทอดเรื่องราว และมีส่วนร่วมกับประเด็นทางสังคมภายใต้บริบทของแต่ละพื้นที่

วิทย์ ศิริเวชกุล

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมต้อนรับผู้เข้าประกวด  โดย ชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมต้อนรับผู้เข้าประกวดจาก 27 ประเทศสู่ประเทศไทย พร้อมชวนสัมผัสเสน่ห์ของประเทศไทย ผ่านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประสบการณ์การท่องเที่ยวตลอดเส้นทางการแข่งขัน

“ในนามของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านสู่ประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประกวด Miss International Queen 2026 ในฐานะหนึ่งในผู้สนับสนุนงาน เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปีของเวทีซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเท่าเทียม การยอมรับ และความมั่นใจในการเป็นตัวตนที่แท้จริงของทุกคน เราหวังว่าผู้เข้าประกวดและผู้มาเยือนจากทั่วโลกจะได้สัมผัสไมตรีจิตของคนไทย เอกลักษณ์ความเป็นไทย และประสบการณ์อันน่าประทับใจที่สะท้อนเสน่ห์ของ Amazing Thailand สำหรับผู้เข้าประกวดทุกท่าน ผมขออวยพรให้การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยประสบการณ์ใหม่ ๆ และความทรงจำอันงดงามจากประเทศไทย” ชูวิทย์  กล่าว

Midori Monét

อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของงาน คือการต้อนรับ Midori Monét จากสหรัฐอเมริกา ผู้ครองตำแหน่ง Miss International Queen 2025 กลับสู่เวทีอีกครั้งพร้อมมอบสายสะพายให้แก่ผู้เข้าประกวดทั้ง 27 คน อย่างเป็นทางการ ก่อนเตรียมส่งต่อมงกุฎและบทบาทของ Miss International Queen ให้กับผู้ครองตำแหน่งคนใหม่ในปีนี้ Midori Monét กล่าวว่า “หนึ่งปีที่ผ่านมาทำให้ได้เรียนรู้ว่า การเป็น Miss International Queen มีความหมายมากกว่าการได้รับมงกุฎ เพราะเป็นโอกาสให้ได้แบ่งปันเรื่องราวและสิ่งที่เชื่อ พร้อมสร้างกำลังใจให้กับผู้คน สำหรับผู้เข้าประกวดทั้ง 27 คนในปีนี้ อยากให้ทุกคนใช้โอกาสที่ได้รับสร้างเส้นทางในแบบของตัวเอง เชื่อมั่นในตัวตน และใช้เสียงของตัวเองเพื่อขับเคลื่อนสิ่งที่เชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากส่งต่อให้กับ Miss International Queen คนต่อไป”

The Reborn Crown สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงและการส่งต่อ

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ The Reborn Crown ผลงานการออกแบบโดย God Diamonds ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก “ผีเสื้อ” สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงและอิสรภาพ โดยเพชรบนมงกุฎสื่อถึงความแข็งแกร่งและพลังจากภายใน ขณะที่ไข่มุกสะท้อนถึงปัญญา ความสง่างาม และคุณค่าที่เกิดจากประสบการณ์ชีวิต

The Reborn Crown จึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของผู้ชนะ แต่ยังสะท้อนถึงคุณค่าของ Miss International Queen ที่ถูกส่งต่อจากผู้ครองตำแหน่งรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง โดยผู้ครองมงกุฎคนต่อไปจะเป็นผู้สานต่อบทบาทดังกล่าวผ่านเส้นทางและเรื่องราวในแบบของตัวเอง

หลังจาก The Welcome Ceremony ผู้เข้าประกวดทั้ง 27 ประเทศจะร่วมกิจกรรม The Journey of an Evolving Legacy ตลอดเดือนกันยายน เพื่อสัมผัสประเทศไทยผ่านศิลปะ วัฒนธรรม แฟชั่น หัตถศิลป์ และการเดินทาง รวมถึงร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเท่าเทียมและสังคม โดยรอบตัดสินจะมีขึ้นวันที่ 19 กันยายน – The Crowning Finale ณ โรงละครทิฟฟานี่โชว์ พัทยา

ร่วมชมการถ่ายทอดสดและติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ของ Miss International Queen 2026 ตลอดเดือนกันยายนได้ที่ Live Streams YouTube: https://www.youtube.com/c/MissInternationalQueen   เว็ปไซต์: https://missinternationalqueen.com เฟสบุ้ค :https://www.facebook.com/MissInternationalQueen อินสตราแกรม :https://www.instagram.com/missinternationalqueen   ติ๊กต็อก :https://www.tiktok.com/@official.miq

Happitat ชวนไปเทศกาลหนังสือ ‘Once Upon A Book’ เปิดโลกแห่งเรื่องราวผ่านหนังสือน่าอ่าน งานศิลปะ เสียงดนตรี อาหาร

9 กันยายน 2569 เวลา 14:38 น.

Happitat (แฮปปี้แทท) จุดหมายปลายทางแห่งความสุข โดย บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (CP AXTRA) ชวนทุกคนมาเปิดโลกแห่งเรื่องราวในงาน “Once Upon A Book” เทศกาลหนังสือที่พาทุกคนออกเดินทางไปไกลกว่าหน้ากระดาษ ผ่านหนังสือน่าอ่าน งานศิลปะ เสียงดนตรี อาหาร และกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ เปิดพื้นที่ให้คนรักหนังสือ ครอบครัว เด็กๆ รวมถึงคนรักงานอาร์ตและครีเอทีฟ ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ และค้นพบความสุขในแบบของตัวเอง ท่ามกลางธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวของ Happitat ระหว่างวันที่ 4–13 กันยายน 2569 เวลา 10.00–22.00 น. ณ ชั้น 2 อาคาร Festie Town ที่ Happitat เข้าร่วมงานฟรี พร้อมเปิดพื้นที่แบบ Pet-Friendly ให้ทุกคนในครอบครัว รวมถึงสัตว์เลี้ยงคู่ใจ ได้มาใช้เวลาร่วมกัน

ภายในงานพบกับหลากหลายโซนและกิจกรรมที่ออกแบบมาให้ทุกคนได้ใช้เวลาและค้นพบเรื่องราวในแบบของตัวเอง เริ่มจาก Curated Books พื้นที่รวบรวมสำนักพิมพ์และร้านหนังสือกว่า 30 บูธ ครอบคลุมตั้งแต่วรรณกรรม หนังสือภาพ หนังสือเด็ก งานแปล หนังสือศิลปะ ไปจนถึงผลงานจากสำนักพิมพ์อิสระ ให้นักอ่านได้เลือกค้นหาเล่มโปรด พร้อมเปิดโลกไปพบกับเรื่องราวและมุมมองใหม่ๆ

พบกับสำนักพิมพ์และร้านหนังสือที่น่าสนใจ และกิจกรรม Book Swap อาทิ MATICHON BOOKS ที่นำหนังสือด้านประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และความคิดร่วมสมัยมาให้เลือกสรร AVOCADO BOOKS กับหนังสือวรรณกรรม ชีวิต สังคม และจิตวิทยา 10 MILLIMETRES สำหรับคนรัก Illustration / Graphic Novel และ Art Book รวมถึง FULLSTOP BOOKS กับหนังสือภาพ บันทึกการเดินทาง และ Visual Diary ที่จะชวนสายอาร์ตและคนรักการเล่าเรื่องผ่านภาพมาใช้เวลาค้นหาแรงบันดาลใจไปด้วยกัน

สำหรับใครที่อยากให้หนังสือเล่มโปรดได้เดินทางต่อ พบกับ Book Swap พื้นที่แลกเปลี่ยนหนังสือที่เปิดโอกาสให้นักอ่านนำหนังสือที่รักมาส่งต่อให้กับเจ้าของคนใหม่ พร้อมเปิดบทสนทนา แลกเปลี่ยนเรื่องราว และสร้างมิตรภาพระหว่างเพื่อนนักอ่านผ่านหนังสือแต่ละเล่ม

Art & Craft Market พื้นที่รวบรวมผลงานจากศิลปินหลากหลายสาขา จากโลกของตัวอักษรเดินทางต่อสู่โลกแห่งงานสร้างสรรค์กับ Art & Craft Market ที่รวบรวมผลงานจากศิลปิน นักวาด นักออกแบบ และครีเอเตอร์หลากหลายสาขา ทั้ง Illustration / Art Print / Sticker / Postcard / Handmade / Lifestyle Goods ไปจนถึง Art Toy และของสะสม ให้ทุกคนได้เดินชม เลือกช้อป และนำงานสร้างสรรค์ชิ้นพิเศษกลับบ้าน

เติมเต็มอีกหนึ่งประสบการณ์ผ่านรสชาติที่ FOOD & CRAFT DRINKS  ซึ่งรวบรวมอาหาร ขนม เครื่องดื่ม และคราฟต์ดริงก์จากหลากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะคราฟต์เบียร์ที่หยิบวัตถุดิบท้องถิ่นจากหลายจังหวัดมาสร้างสรรค์เป็นรสชาติใหม่ๆ อาทิ Hop Zone จากสุรินทร์ ที่ผสานความหอมหวานของน้ำผึ้งธรรมชาติเข้ากับรสเปรี้ยวของมะขาม และ สละโสดจากตราด ที่นำสละ วัตถุดิบขึ้นชื่อประจำจังหวัด มาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มรสชาติเป็นเอกลักษณ์ พร้อมอีกหลากหลายแบรนด์ให้เลือกลองตลอดงาน

สายกินยังได้พบกับร้านอาหารจากอินฟลูเอนเซอร์หลากหลายวงการ อาทิ ชินชิน ติ่มซำ แบรนด์ของ ภาคิน ตั้งฐานประเสริฐ อาจารย์ ผู้กำกับ และนักแสดง ที่นำเมนูติ่มซำมาเติมพลังระหว่างเดินชมงาน รวมถึง ชอบหมี่ไก่ฉีก แบรนด์จากสอง
อินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยว เจ้าของช่องที่มีผู้ติดตามกว่า 300,000 คน กับเมนูหมี่ไก่ฉีกรับประทานง่าย จะนั่งพักรับประทานภายในงานหรือถือไปพร้อมเดินค้นหาเรื่องราวบทต่อไปก็ได้

Creative Workshop ที่หมุนเวียนตลอด 10 วัน ครอบคลุมกิจกรรมสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่เพียงแค่เดินชมและเลือกซื้อเท่านั้น Once Upon A Book ยังเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ลงมือสร้างเรื่องราวของตัวเองผ่าน Creative Workshop ที่หมุนเวียนตลอด 10 วัน ครอบคลุมกิจกรรมสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ตั้งแต่งานคราฟต์ งานเพ้นท์ การทำของใช้ ไปจนถึงการสร้างสรรค์กลิ่นหอม ให้ผู้ร่วมงานได้ปลดปล่อยจินตนาการ เรียนรู้สิ่งใหม่ และสร้างผลงานชิ้นพิเศษด้วยตัวเอง โดยมีทั้งกิจกรรมฟรีและ Paid Workshop ให้เลือกตามความสนใจ อาทิ เพ้นท์ถาดใส่ของจากปูนปลาสเตอร์ เพ้นท์แจกันดอกไม้จากขวดโซดา ทำนิทานคามิชิไบ รวมถึงถักที่นอนและทำปลอกคอสำหรับสัตว์เลี้ยง

Live Music & Stage เติมเต็มชีวิตชีวาด้วยดนตรีสดและกิจกรรมบนเวทีตลอดวัน พบกับกิจกรรมหลากหลายรูปแบบบริเวณเวทีหน้าลูมิส เธียเตอร์ ฮอลล์ ตั้งแต่ Reading Therapy, Storytelling, Family Reading, Book Talk, Writer Lab, Script Writing Workshop ไปจนถึงกิจกรรมเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กและครอบครัว

อีกหนึ่งสีสันสำคัญคือการพา “เรื่องราว” จากหนังสือมาพบกับ “เสียง” ผ่านกิจกรรม Classical Music & Reading, Jazz & Books และ Live Reading ที่จะชวนทุกคนสัมผัสการอ่านในบรรยากาศและมุมมองที่แตกต่างออกไป พร้อมวงสนทนาและคลาสสร้างสรรค์ที่หยิบหลากหลายเรื่องราวมาพูดคุย ตั้งแต่ Comedy / Illustration / Brand ไปจนถึง Culture รวมถึงกิจกรรมจาก Plan for Kids ที่ออกแบบมาเพื่อเด็กและครอบครัวโดยเฉพาะ

Reading in Nature พักผ่อนนั่งอ่านหนังสือเล่มโปรดใต้ร่มไม้ในป่า ชวนคนรักการอ่านออกจากความเร่งรีบมาพักใจกับ Reading in Nature หยิบหนังสือเล่มโปรดแล้วเลือกมุมสบายๆ ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวและธรรมชาติของ Happitat เปลี่ยนช่วงเวลาธรรมดาของการอ่านให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน พร้อมเชื่อมโยงเรื่องราว ผู้คน และธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

งาน Once Upon A Book จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–13 กันยายน 2569 เวลา 10.00–22.00 น. ณ ชั้น 2 อาคาร Festie Town, Happitat เข้าร่วมงาน ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมต้อนรับสัตว์เลี้ยงในบรรยากาศ Pet-Friendly พร้อมติดตามข่าวสารและไลน์อัปประสบการณ์ Immersive ใหม่ๆ ที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทั้งปี ได้ทาง Facebook Page: Happitat Thailand หรือเว็บไซต์ www.happitatthailand.com

‘ใหม่ ดาวิกา’สวยสะกด เปล่งประกายในชุดราตรีสีทอง ร่วมงาน ‘The Vogue Gala 2026’

10 กันยายน 2569 เวลา 11:54 น.

เรียกเสียงฮือฮาและแสงแฟลชได้ไม่น้อย สำหรับนางเอกสาวมากความสามารถ “ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” ที่ล่าสุดปรากฏตัวในงานสุดยิ่งใหญ่ “The Vogue Gala 2026” ณ Capella Bangkok ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Vogue Thailand งานนี้สาวใหม่จัดเต็มความสวย สง่า และเลอค่า สมฐานะแฟชั่นไอคอนระดับแนวหน้าของเมืองไทย

โดยในค่ำคืนพิเศษนี้ “ใหม่ ดาวิกา” สวมชุดราตรีเกาะอกสีทองอร่าม ที่สั่งตัดพิเศษ ดีไซน์เน้นสัดส่วนที่เป๊ะปัง ท่อนบนเป็นคอร์เซ็ตเข้ารูป เพิ่มความหรูหราด้วยรายละเอียดปักประดับที่ประณีต ช่วงเอวคาดด้วยผ้าสีบรอนซ์เงิน และมีดีเทลด้านหลังเป็นผ้าลากยาวสีดำ เสริมลุคให้ดูสง่างามดุจเจ้าหญิง พร้อมแมตช์เข้ากับถุงมือยาวสีขาว และเครื่องประดับเพชรสุดเลอค่า ทั้งสร้อยคอและต่างหูเข้าชุด เติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับลุคนี้ได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ “ใหม่ ดาวิกา” ยังได้โพสต์ภาพบรรยากาศในงานผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว @davikah เผยให้เห็นภาพคู่น่ารักๆ กับ “กุลวิทย์ เลาสุขศรี” บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue Thailand และภาพโพสท่าสวยๆ ในชุดสุดปัง ซึ่งมีแฟนๆ และเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงเข้ามาคอมเมนต์ชมความสวย และกดไลก์กันอย่างล้นหลาม ยืนยันความฮอตของเธอได้เป็นอย่างดี

‘ออฟโรด’ เปิดชีวิตสุดลำบาก เคยไม่มีเงินซื้อข้าว โดนญาติดูถูก ใช้ความพยายามเปลี่ยนชีวิตจนมีวันนี้

10 กันยายน 2569 เวลา 11:45 น.

บทเรียนชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร! “ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล” เปิดใจผ่าน WOODY TALK ชีวิตวัยเด็กสุดลำบาก บ้านล้มละลาย เดินขายแหนม 10 กิโลฯ เคยไม่มีเงินซื้อข้าว โดนญาติดูถูก จนหล่อหลอมเป็นพลังสู้ไม่ถอยใช้ความพยายามเปลี่ยนชีวิตจนมีวันนี้ พร้อมเบื้องหลังความผูกพัน 5 ปีกับ “ต้าห์อู๋” ที่ต่างขั้วแต่เติมเต็ม

ชีวิตที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง ?

ออฟโรด: เรียนรู้และเติบโตเยอะมาก คือผมไม่ใช่เป็นคนที่มาสายวงการตั้งแต่แรก ค่อนข้าง Introvert มาก ๆ แล้วก็จบ Finance เรียนแบบวิชาการมาตลอด ไม่เคยรู้เรื่องการร้องและเต้น แต่ตอนนี้ต้องมาอยู่ในเส้นทางการทำงานในวงการ ทั้งการร้อง การเต้น การแสดง เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ เริ่มเรียนใหม่ เรียนรู้ชีวิตใหม่หมดเลย ก็ค่อนข้างที่ทรหดอดทนเหมือนกันครับ

ระหว่าง Introvert กับ Extrovert คิดว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน ?

ออฟโรด: ผมเป็น Introvert

ระหว่าง Logic กับ Emotional ?

ออฟโรด: Logic

คุณเป็นมนุษย์ดินที่ข้อมูลสำคัญมาก ?

ออฟโรด: ผมชอบเรื่องของ Compound Interest ถึงเลือกเรียนไฟแนนซ์ เพราะว่าชีวิตของคน ๆ หนึ่งสามารถเปลี่ยนได้ด้วย Compound Interest เราอยากมั่งคั่งอยากรวยบ้าง อยากรู้ว่าต้องทำยังไงถึงไปสู่เส้นทางนั้นได้

Compound Interest คืออะไร ทำไมเราควรจะรู้ไว้ ชีวิตจะดีขึ้นเพราะสิ่งนี้ ?

ออฟโรด: เหมือนกับการเล่นเกม สมมุติมีเงินอยู่ 100 บาท แล้ววันนี้ได้เงินมา สมมุติดอกเบี้ย 2% ก็คือ 2 บาท ได้มาเป็น 102 บาท ณ วันนี้ทุนของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 102 บาท แล้วปีหน้า 2% เท่าเดิม ก็จะทบจาก 102 บาท ไปเป็นแบบ 104, 106, 108 บาทก็จะทบไปเรื่อย ๆ นี่แหละคือ Compound Interest แบบง่าย ๆ ครับ

ถ้าเกิดเราไม่ได้ศึกษาหรือไม่เข้าใจเรื่องนี้จะเกิดอะไรขึ้น ?

ออฟโรด: น่ากลัวมาก จะถูกเงินเฟ้อกินไป จะจนลงโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะคิดว่ามีเงิน 1 ล้านบาท วันนี้คิดว่ารวยแล้ว แต่จริง ๆ ไม่ใช่ ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ข้าวไข่เจียวอาจจะอยู่ที่ 20 บาท สมมุติมีเงิน 100 บาท สามารถซื้อไข่เจียวได้ 5 จาน แต่ ณ วันนี้อาจจะกินข้าวไข่เจียวได้แค่ 2 จาน ซื้อของน้อยลง ความรวยน้อยลง แล้วถ้าต่อไปถือเงิน 100 บาทซื้อไข่เจียวได้แค่จานเดียว หรือซื้อไม่ได้ คือความน่ากลัวเท่ากับเงิน 1 ล้านบาท ที่คุณมี คุณไม่ได้รวย แต่ถูกเงินเฟ้อกัดกินไปเรื่อย ๆ นี่แหละความน่ากลัว ถ้ายังไม่ได้ลงทุนวันนี้ ไม่มี Compound Interest เข้ามา ชีวิตในอนาคตน่ากลัวมาก ๆ

ในวันนี้กับสังคมไทยสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากเรื่องของการเงินคือเรื่องอะไร ?

ออฟโรด: เรื่องของความเหลื่อมล้ำในบ้านเรา ค่อนข้างที่จะน่ากลัวขึ้นทุก ๆ วัน เพราะมี Gap ที่กว้างขึ้นเยอะ ในเรื่องของ Data ที่ส่งไปไม่ถึง คนอาจจะเสพได้มากขึ้น แต่บางสิ่งบางอย่างมีข้อมูลที่เร็ว ข้อมูลที่ช้า บางทีการส่งไปสู่สิ่งนั้น ไม่เท่าเทียม

การเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย เล่าให้ฟังหน่อยว่าก้าวแรกที่กล้าท้าทายตัวเอง เริ่มต้นจากตรงไหน ?

ออฟโรด: เชื่อ Mindset ที่ดีจะทำชีวิตให้ดีขึ้น การที่จะ Beyond ขึ้นกว่าตัวเองในอดีต ต้องกล้าที่จะทำ ก้าวผ่านความกลัว ผมกลัวมาก เพราะเป็น Perfectionist มาก ๆ การที่จะไปทำอะไรที่ไม่ได้เก่งต่อหน้าคนเยอะ ๆ ผมไม่อยากทำรู้สึกเขินอาย แต่วันใดที่ต้องสู้ เราไม่มีทางเลือกมากก็จะทำให้กล้าที่จะลองทำ ลองสู้กับมัน พออยู่ได้รางวัลของสิ่งนั้นคุ้มค่ามากจริง ๆ หมายถึงการทำธุรกิจสักอย่างก็เสี่ยงมาก หรือการที่จะทำอะไรที่รู้สึกว่าตัวเองไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน แต่ทำแล้วสำเร็จ จะรู้สึกดีใจมากและ Fulfill ครับ

จากคนที่เคยกลัวจนไม่กล้าลงมือทำ อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กรอบความคิดค่อย ๆ เปลี่ยน และคุณผ่าน Step ไหนมาบ้างกว่าจะกล้าได้ขนาดนี้ ?

ออฟโรด: Step คือคนรอบข้าง บางสิ่งบางอย่างกลัวมาก ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ด้วยซ้ำ แต่คนอื่นเชื่อมั่นตัวผมในวันที่ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเอง สิ่งนี้ Lead ให้คนอื่นยังเชื่อมั่นในตัวเรา ทำไมเราถึงจะไม่เชื่อมั่น เราทำได้ เราทำได้ สิ่งนี้เหมือนหลอมให้ทำแล้วทำได้จริง ๆ คือ Mindset การที่ Manifest ตัวเอง ฉันทำได้ ฉันทำได้ แต่ Manifest ไม่ได้แค่คิด แต่ต้องทำด้วยอาศัยการฝึกฝน เพราะทุกครั้งในอดีตที่ขึ้นเวทีก็ต้องมีความกลัว มีคำถามสิ่งนี้ตลอดการทำงานใน 5 ปีที่ผ่านมา ตัวผมค่อนข้างโดนเปรียบเทียบเยอะ เพราะว่าคู่ Partner ของผมค่อนข้างที่จะเก่งมาก ๆ ในด้านนี้ แล้วผมอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็น Comment หรือว่าอะไร เราจะรู้ตัวเองอยู่กับความเป็นจริง แต่สิ่งนั้นบางอย่างก็ทำให้รู้สึกแย่ แต่ทำให้เปลี่ยนโฟกัสตัวเองใหม่ ทำไมต้องไปเทียบกับคนอื่น ไปเทียบกับเขาทำไม ทำไมไม่เทียบกับตัวเองในอดีตว่าที่ผ่านมาเก่งขึ้นไหม เราพัฒนาอยู่ ผมเชื่อว่าถ้าทำไปทุกวัน คนเราจะสามารถเก่งขึ้นได้

ที่บอกว่าต้องอยู่กับความเป็นจริงช่วยขยายความให้ฟังหน่อยได้ไหม?

ออฟโรด: โดน Comment ว่าร้องเพลงก็ไม่ดีหรือเต้นก็ไม่ได้ จะโดนเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ ในวงการ ก็จะรู้สึกแย่ แต่สิ่งนี้ผมเปลี่ยนมุมมองใหม่เป็นคนที่เรียนรู้อยู่ตลอด แล้วไม่ได้เป็นคนน้ำเต็มแก้ว ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งถ้ายังทำแบบนี้ต่อไป ในอนาคตก็จะเก่งขึ้นได้เหมือนกันโดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเร่งแล้วกดดันตัวเอง ผมการที่เร่งมากเกินไปก็เหมือน HYROX ที่ไปแข่งมา ถ้าเร่งมากก็คือ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 20 นาทีแข่งครั้งแรกกับพี่ต้าห์อู๋ เพราะต้องซ้อมต่อเนื่อง ผมเป็นคนชอบออกกำลังกายมาก ๆ ในอาทิตย์หนึ่ง อย่างน้อยออกได้สัก 3 วันเป็นอย่างต่ำ ใน Routine ของผม รู้สึกไม่ได้ยากมาก แต่แค่สิ่งที่เพิ่มไปก่อนที่จะไปแข่งจริง ๆ ก็คือการวิ่ง การเพิ่ม VO2 Max ให้ตัวเอง ประมาณ 58 ซึ่งค่อนข้างที่จะเยอะมาก ๆ ก็ไปดูค่าเฉลี่ยว่าอยู่เหนือคนทั่วไปประมาณหนึ่ง เพราะว่าผมเป็นคนชอบเตะบอล ชอบออกกำลังกายที่แบบใช้ Cardio อยู่แล้ว เวลาผมเทรนก็จะเป็น High-Intensity Interval Training เป็น Circuit แบบ Functional ซึ่งค่อนข้างที่จะเหนื่อยอยู่แล้วครับ

เสียงเปรียบเทียบจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือ Partner อะไรคือคำพูดที่ได้ยินแล้วสะกิดใจที่สุด จนเราต้องดึงสติตัวเองกลับมาอยู่กับความเป็นจริง ?

ออฟโรด: เรื่องของความสามารถในการร้อง การเต้น เป็นสิ่งที่โดนมาตลอด มีโดนพูดว่าเป็นตัว Nerf ความสามารถของคู่ผม คำนี้เป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยบอกว่าคุณต้องด้อยความสามารถตัวเองเพื่อเท่าผม ไม่เคยพูดคำนี้ ผมมีแต่เอาตัวเอง Push ให้เท่าเขา หมายถึงว่า ไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนเขา แต่เก่งในแบบของตัวเอง สิ่งที่ยากถามกับตัวเองว่ากลัวไหม ผมกลัว แต่อยากทำให้ได้เหมือนกันครับ

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาคุณมีวิธีจัดการกับปัญหาตรงนั้นยังไง ให้ตัวเองยังยืนหยัดและผ่านมันมาได้?

ออฟโรด: อย่างแรกคุยกับ Partner เยอะมาก ไม่อยากให้มีสิ่งนี้ ซึ่งก็จะคอยเช็คกันตลอดว่าโอเคเรามีสิ่งนี้อยู่ในหัวไหมหรือมีการเปรียบเทียบ เพราะถ้าอยู่กับสิ่งนี้จะไม่มีความสุข พอได้เคลียร์สิ่งนี้ออกไปเท่ากับว่าเข้าใจและเห็นภาพตรงกันว่าโอเคไม่มีสิ่งนี้ ทำให้ผมอยู่กับสิ่งนี้ได้ แต่สิ่งที่ผมอยู่กับสิ่งนี้ได้มาตลอด รับรู้รับทราบมา 5 ปีในวงการบันเทิงที่ผ่านมา การเปรียบเทียบมีให้เห็นอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบคือการที่ด้อยคุณค่าของอีกคน ในมุมของคนอื่นที่ไม่ใช่แค่ 2 คน รับสิ่งนี้ไม่ได้ ผมก็เลยออกมาแชร์สิ่งนี้ว่าไม่เคยให้คนอื่นด้อยความสามารถตัวเองเพื่อผม

การต้องยืนร้องเพลงข้างคนที่เสียงเหมือนมาจากสวรรค์อย่าง ต้าห์อู๋ กดดันเหมือนยืนข้าง Mariah Carey ในใจเรารู้สึกยังไง แล้ววันที่ตัดสินใจเปิดใจคุยกันตรง ๆ วันนั้นคุยอะไรกัน?

ออฟโรด: แต่ละคนมีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน เขาพูดกับผมว่าในวันนี้สิ่งที่ออฟโรดไม่มี ในขณะเดียวกันออฟโรดก็มีสิ่งที่เขาไม่มีเหมือนกัน เพราะสิ่งตรงนี้ไม่จำเป็นที่ความสามารถอย่างเดียว แต่องค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง สุดท้ายแล้วเสน่ห์ของคู่ที่เราอยู่ด้วยกันมาคืออะไร แล้วทำสิ่งนั้นมีความสุขไหม จะไม่ยัดเยียดสิ่งนั้นเข้าไป อย่างเช่นคุณต้องเป็นแบบนี้ ต้องเป็นตัวออฟโรด เป็นตัวต้าห์อู๋ แต่อยู่ตรงกันแล้วคือคู่ที่โอเคมีความสุขในการ Perform แค่นั้นครับ

มองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกอะไรคือการเปลี่ยนแปลงที่ชัดที่สุดที่คุณทั้งคู่เห็นในตัวของกันและกัน?

ออฟโรด: เยอะมากครับ เหมือนตอนแรก ๆ พี่ต้าห์อู๋เขาไม่ลงทุน ผมยัดสิ่งนี้ไปให้พี่ต้าห์อู๋ เรื่องการลงทุน จนทุกวันนี้ที่เขาเริ่มลงทุนผมก็ Happy ลงทุนได้ประสบความสำเร็จ นี่คือการซึมซับ เหมือนตัวเองเมื่อก่อนจะเป็นคนที่ Serious แล้วเครียดมากมองเป้าหมายอนาคตแล้วต้องมุ่งและพุ่งอย่างเดียว แต่เขาจะเป็นคนที่บอกว่า ระหว่างทางแวะมีความสุขได้ สมมุติจะเก็บเงินล้าน ไม่ต้องอดทุกอย่าง แวะซื้อน้ำอร่อยให้รางวัลตัวเองหน่อย รู้สึกว่าค่อนข้างเติมเต็มซึ่งกันและกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ในวันที่เห็นอีกคนหมดพลังหรือเริ่มสูญเสียความมั่นใจ ออฟโรดมีวิธีดูแลและเติมพลังใจให้เขายังไงบ้าง ?

ออฟโรด: สิ่งที่พี่ต้าห์อู๋ต้องการคือ กอด เขาเป็นคนที่ติด Skinship มาก วันไหนที่เขารู้สึกว่าเจอเรื่องแย่ ๆ มา แค่ไปกอดก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าเราอยู่ข้าง ๆ เขาในวันที่เขารู้สึกโดดเดี่ยว

แล้วในทางกลับกันวันที่เราหมดพลังบ้าง ต้าห์อู๋ เข้ามาฮีลเรายังไง ?

ออฟโรด: ในทางกลับกัน การฮีลของเขาคือการปกป้อง การที่รู้สึกว่าโอเคเขาอยู่ข้าง ๆ ในวันที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนกัน หรือวันที่รู้สึกโดนคนอื่นมองไม่ดี มีสัมภาษณ์ว่า “ลองมาเต้น ลองมาร้องเพลงกับผมดู ก่อนที่จะไปดูถูกคนอื่น ออฟโรดทำได้นะ” คำที่ออกมาปกป้อง หรือแม้กระทั่งชมเพื่อน ชมความสามารถ แต่เขาจะคอยอยู่ข้าง ๆ รู้สึกว่าโอเค อย่ามาทำร้ายคนนี้ คือวิธี Healing ที่ผมรับรู้ได้แล้วก็รู้สึกขอบคุณเขามาตลอดครับ

เวลาที่มีเรื่องไม่เข้าใจหรือความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งสองคนมีวิธีปรับความเข้าใจกันยังไง เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน?

ออฟโรด: เรา 2 คนก็มี Activity ที่ชอบคล้าย ๆ กัน ทำสิ่งที่สนุก ๆ อย่างเช่น ไปดูหนัง ไปออกกำลังกายหรือว่าไปใช้ชีวิตง่าย ๆ ล่าสุดก็เพิ่งไปเชียงใหม่อยาก Social Detox ไปทำบุญ ไปไหว้พระ ผมเป็นคนที่หายไปแล้วแฟนคลับบอกว่าออฟโรดหายไปไหนจากโซเชียล ไม่แตะ ไม่จับโทรศัพท์ คนโทรมาก็รับช้าหน่อยแต่รับนะ แต่เขากลัวว่าจะเป็นอะไรไป

ช่วงเวลาที่หยุดเชื่อมต่อกับโลกภายนอกช่วยให้คุณได้ยินเสียงในใจตัวเองชัดเจนขึ้นยังไงบ้าง?

ออฟโรด: ได้คุยกับตัวเอง เหมือนรีวิวชีวิตตัวเองที่ผ่านมาในแบบความวุ่นวาย ชีวิตฉันคืออะไร ยังมี Passion เหมือนเดิมไหม เป้าหมายเหมือนเดิมหรือเปล่า เหมือนการที่ได้รีวิวควรจะต้องยังไงต่อไป ผมจะ Social Detox ก็ต่อเมื่อรู้สึกว่า วันนี้อยาก Healing ตัวเอง รับสิ่งอื่นมากเกินไปแล้ว กลัวสูญเสียความเป็นตัวเอง ก็จะเริ่ม Social Detox แล้วช่วงนี้ชอบมากไป Ice Bath คนเดียว ไปทีหนึ่ง 2-3 ชั่วโมง

การต้องเป็นที่พึ่งและส่งต่อรอยยิ้มให้คนเป็นร้อยเป็นพัน จนบางทีกลายเป็นการกดดันตัวเองที่จะต้องดูแลทุกคน ในมุมของคนที่แคร์คนอื่นมาก ๆ แบบเรา มองและรับมือกับความท้าทายนี้ยังไง?

ออฟโรด: ผมแคร์แฟนคลับ แต่กลับมาโฟกัสที่ตัวเอง สมมุติแคร์ทุกคน จริง ๆ Level ของทุกคนกำหนดยากมากว่าเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ ผมแค่มาโฟกัสที่ตัวเอง วันนี้ตอนที่โชว์ โมเมนต์ตรงนั้น มีความสุขไหม ถ้ามีความสุข Emotional สิ่งนี้ส่งไปถึงคนรอบข้าง สมมุติถ้าคนหนึ่ง ผมเดินมาวันนี้ ผมเหนื่อยมาก ไม่อยากมาคุย ไม่อยากทำอะไร สามารถสื่อกันได้ แต่ถ้าวันนี้ผมมาด้วย Energy อยากคุย มีความสุขจะส่งออกได้เหมือนกัน เวลาผมไปขึ้น Concert จะโฟกัสให้ตัวเอง มีความสุข ตอนผมไปงาน K-2O กลัวและตื่นเต้นมาก เพราะว่าตอนนั้นไปเป็น Guest พี่ต้าห์อู๋เพื่อร้องเพลง  เป็นเวทีใหญ่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ กลัวคนจะร้องเพลงตามเราได้ไหม ต้องมันส์นิดหนึ่ง แต่ว่าวันนั้นเอาเพลง Closer ไปร้องแล้วคนร้องตามเยอะมาก พอกลับมาดูคลิป Full Fill กับตัวเอง

เคยมองภาพตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าไหม สำหรับเราแล้ว ภาพเส้นทางชีวิตที่กำลังจะก้าวไปชัดเจนแค่ไหน?

ออฟโรด: เห็นภาพชัดตัวเองตลอด เวลามีจำกัด แค่ว่าอาจจะยืมเวลาคนอื่นมาใช้ทำอะไรบางอย่าง ในวันที่มีเงินมาก ตอนนี้คือผมทำงานในวงการ เอาเวลาของตัวเองไปเยอะ ซึ่งตอนนี้กำลังจะสร้างสิ่งใหม่ ลงทุนใน Asset ที่ Generate รายได้มาให้เป็นกระแสเงินสด อยากทำสิ่งนี้มากแล้วเป็น Passion คือการมีบริษัทของตัวเอง ซึ่งตอนนี้เริ่มแล้วขายกล้วยฉาบ ธุรกิจสิ่งที่ยากที่สุดคือ “คน” ผมเพิ่งเริ่ม ถ้าจะพูดใน Chapter นี้ในชีวิต คือ “Baby Boss” ผมเองไม่เคยเป็นบอสใคร เรียนรู้ไปด้วย เติบโตไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้อง Handle บริษัทตัวเอง challenge ตัวเองเหมือนกัน เหมือนย้อนกลับไปใน 5 ปีที่แล้ว ที่ก้าวเข้ามาในวงการ สิ่งนี้เหมือนกับกำลังก้าวเข้ามาในการทำธุรกิจครับ

Mindset การมองโลกในแง่ที่ดีและพลังบวกที่สะสมมาขนาดนี้ คิดว่าได้ต้นแบบมาจากคุณพ่อคุณแม่เยอะไหม?

ออฟโรด: ผมเจอโลกมาเยอะมากเล่าเป็นละครเรื่องหนึ่งได้เลยคือ เกิดมาบ้านมีฐานะ ทุกคนรัก แฮปปี้ ญาติพี่น้องรักกันกลมเกลียว พอในวันหนึ่งธุรกิจล้มไม่ประสบความสำเร็จ ไปพึ่งพาจนเขารู้สึกรำคาญ ไม่ชอบ แล้วก็ไม่มีเงิน โดนดูถูกจากญาติตัวเองอยู่ในช่วงที่ตกต่ำ ไม่มีเงินจะกินข้าว อยากกินไก่ทอดก็ไม่ได้กินไม่มีเงินจะซื้อ ลำบากตั้งแต่ ป.4 จนขึ้นปี 4 หลายปีมากที่ลำบาก เกือบ 10 ปี

จำได้ไหมว่าวันที่ลำบากที่สุดที่ยังอยู่ในใจเลยคือเหตุการณ์อะไรที่เข้ามาในหัว?

ออฟโรด: การที่ผมขายแหนม ผมทอดแหนมปลากรายใส่กล่องโฟมที่หาดใหญ่ เดินน่าจะ 10 กิโลไปกับแม่ที่อุ้มน้อง เดินไปขายแหนมถือกล่องโฟมนั้น “เอาแหนมไหมครับ” จนเหนื่อย พอไปตั้งก็มีคนมาช่วยซื้อ รู้สึกว่าเหมือนคนที่ขายดอกไม้แล้วข้างทาง แล้วเราสงสารเขา ผมเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน ความรู้สึกที่ถูกปฏิเสธกลับมา “ไม่เอาครับ” ผมคือคน ๆ นั้นมาก่อนโดนปฏิเสธ โดนญาติพี่น้องดูถูก เอายายมาปล่อยด้วย ยายผมเป็นอัลไซเมอร์ อยู่ตรงข้ามบ้านกัน คนไม่อยากเลี้ยงอยู่แล้ว รำคาญ ก็เอายายมาให้แม่ผมเลี้ยง แล้วก็บอกว่า “เอาเชื้อโรคมาฝาก” อยู่กับการโดนดูถูกที่ว่า “สอบมหาลัยไม่ติดหรอก ชีวิตแกอยู่แค่นี้เหรอ” ผมอยู่กับความลำบาก ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนบ้านผมเคยช่วยเหลือจุนเจือเขามาตลอด ทำให้ผมคิดว่าสักวันหนึ่งจะทำสิ่งนี้ให้ครอบครัวสบายที่สุด

ตอนเด็ก ๆ ที่โดนคนปฏิเสธ เด็กคนนี้คุยกับตัวเองว่ายังไงเพื่อไม่ให้ร้องไห้ออกมา?

ออฟโรด: ความรู้สึกของผมรู้สึกเสียใจไหมที่ปฏิเสธ ในช่วงแรก ๆ ที่ทำเสียใจ แต่พอไปเรื่อย ๆ โอเค ไม่เป็นไร ก็แค่ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ต้องมีคนที่ซื้อของเรา เหมือนเรียนรู้ว่า สมมุติเอาไปขายคนที่ไม่ได้หิว เขาก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว แล้วทำไมไม่ไปตรงที่เขาหิวข้าวกัน อย่างเช่น ที่เตะบอล ไปออกกำลังกายที่เหนื่อย ๆ แล้วก็ไปขายตรงนั้นไหม ได้เรียนรู้เหมือนได้ลงสนามอย่างแท้จริง เข้าใจหลักการในชีวิตและในวันนั้นที่ขายแหนมก็นำมาทานด้วย ตอนนั้นบ้านผมไม่ได้จะมีเงินไปซื้อของอย่างอื่นกิน บางทีแหนมเหลือ เราก็ไม่อยากจะขายของซ้ำ ก็กินแหนมปลากรายทอด หรือแหนมตุ้มเอามาผัดไข่ กินสิ่งนี้ประทังชีวิต แล้วรู้สึกเสียดายด้วยไม่อยากทิ้ง

ก้าวออกจากห้วงนั้นของชีวิตยังไงทั้งบ้านเลย ?

ออฟโรด: แม่ผมกับผมค่อนข้างที่จะตีกันเยอะ เพราะค่อนข้างกลัวแล้วก็ Conservative แต่ผมเข้าใจได้ว่าเขาเจออะไรมาก็เป็นคนแบบนี้ แม่ผมมีเท่านี้ก็จะกินเท่านี้ สมมุติมีเงิน 100 บาท ทำยังไงก็ได้ให้ฉันพอ แม้กระทั่งจะหิวก็ตาม แต่ผมรู้สึกว่าไม่พอ ก็ต้องหาเพิ่ม และผมเชื่อว่าโอกาสสำคัญมาก ผมจะไม่หยุดอยู่กับที่ คือแม่ผมอยากให้อยู่ ม.อ. หาดใหญ่ แต่รู้สึกว่าโอกาสของผมก็จะถูกตีกรอบให้เล็กมาก ผมก็ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองมาเรียนกรุงเทพฯ ก็กู้ กยศ เรียน เข้าไฟแนนซ์ เป็นประธานรุ่น มีกิจกรรมทำหมด อาจารย์มีให้ไปแข่งไฟแนนซ์ผมก็ไป ทำทุกอย่างให้ได้เจอคน

ไปแข่ง HYROX ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?

ออฟโรด: ผมสนุกที่ได้ไปได้เจอคนที่ชอบการออกกำลังกายเหมือนกับเรา โดยส่วนตัวป็นคนชอบออกกำลังกาย เป็นนักกีฬาโรงเรียนตั้งแต่เด็ก บ้าพลัง พอได้ออกกำลังกายจะมีความสุขมาก ๆ แล้วอยาก challenge ตัวเองด้วยที่ออกกำลังกายมามี Six Pack อยากรู้ว่าจะทำเวลาได้เร็วแค่ไหน คือเป้าหมายของผม แต่ว่าจะไม่เอาความกดดันของผมไปใส่กับคู่ Partner คือพี่ต้าห์อู๋ ก็ต้องดูด้วยว่าเขาไหวแค่ไหน พี่ต้าห์อู๋เทรนไม่เหมือนกันจะเป็นอีกฟิลหนึ่ง พี่ต้าห์อู๋ Pace ตอนวิ่งอยู่ข้างหน้า ผมจะวิ่งตาม ส่วนฐานผมก็จะแบกมากกว่าเขา ช่วย ๆ กัน วันนั้นตะคริวก็ถามหาเหมือนกันช่วงฐานที่ 3 ก็มาแล้ว พี่ต้าห์อู๋มาตั้งแต่ฐาน 2 Sled push pull ก็ Challenge เป็นการแข่ง HYROX ครั้งแรกที่ท้าทาย แล้วอยากให้เก่งขึ้นอีก

อยากให้คนนึกถึงคำว่าอะไรเวลาได้ยินชื่อ Offroad?

ออฟโรด: ความพยายาม ผมไม่เคยทิ้งความพยายาม ทุกวันนี้ผมมีความคิดว่าคนที่พยายามทำสิ่งใด ถ้าสมมุติทำไปเรื่อย ๆ จะเก่งขึ้น บางคนพยายามแล้วกดดันจะถึงวันที่รู้สึกว่า ทำไมทำไม่ได้ ก็จะรู้สึกนอยด์ตัวเอง เลิกไปในเส้นทางนี้ แต่ผมเป็นคนที่ทนกับสิ่งนี้ได้นาน เพราะพยายามแล้วรอไปในอนาคต เพราะผมเป็น Value Investor อดทนวันนี้เพื่อที่จะรวยในอนาคตได้ หลักการเดียวกัน ณ วันนี้อดทนให้คนดูถูกผมไปก่อน ในอนาคตก็จะพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็นได้

‘สไมล์ ศศินา’ ชวนรอลุ้น’ทุกอณูฤทัย’โผล่แจมบทเซอร์ไพรส์แฟนละคร

10 กันยายน 2569 เวลา 11:43 น.

“ทุกอณูฤทัย” ทวีความเข้มข้น “สไมล์ ศศินา” ชวนลุ้นความสนุก กับบทรับเชิญ สุดเซอร์ไพรส์ ที่แฟน ๆ ช่อง 7HD ต้องห้ามพลาด!

เข้มข้นขึ้นทุกทีแล้วจ้า สำหรับละครแอ็กชั่น โรแมนติกดราม่า จากค่าย มุมใหม่ เรื่อง ทุกอณูฤทัย ทาง ช่อง 7HD โดยเฉพาะครึ่งหลังของเรื่อง ที่เดินเครื่องสนุก น่าลุ้นไม่ไหว เพราะตัวร้ายเริ่มเผยไต๋ ส่วนนางเอกอย่าง นรีรัตน์ ที่รับบทโดย ฮาน่า ลีวิส ก็พอจะเริ่มใจอ่อนกับพระเอก ม.จ.อธิธัช ที่รับบทโดย จิณณ์ จิณณะ ขึ้นมาบ้าง ไม่อย่างนั้นคงถูกแฟนละคร แห่คอมเมนต์ว่าจะไปเหมาแผงปลามาให้นางเอกกินเต็มโซเชียลแน่นอน

แต่บอกเลยว่าความสนุกน่าลุ้นของละคร ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ยังมีอีกหนึ่งนักแสดงรับเชิญที่เตรียมโผล่มาสร้างสีสัน ก็คือนางเอกสาว สไมล์-ศศินา พนมธรนิจกุล ที่จะมารับบทตัวละครสำคัญ ช่วยเพิ่มความสนุกให้เนื้อเรื่องกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น แต่จะรับบทเป็นใคร สไมล์ มาชวนรอชมว่า

“สไมล์ติดตามดูละคร ทุกอณูฤทัย และเห็นกระแสตอบรับจากแฟนละครช่อง 7HD มาตั้งแต่ต้น เห็นหลายคนชื่นชอบก็รู้สึกดีใจแทนทีมงาน และนักแสดงทุกคนค่ะ สำหรับเรื่องนี้ มีแฟนละครหลายคนพอจะรู้แล้วว่า สไมล์จะมาร่วมแสดงรับเชิญด้วย ซึ่งทุกคนก็ตั้งตารอว่าสไมล์จะออกมาตอนไหน และรับบทเป็นใคร เอาเป็นว่าแอบบอกใบ้ให้ทุกคนลุ้นนิดหน่อยแล้วกันค่ะ ว่าเป็นตัวละครสำคัญที่จะคลายปมบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เกี่ยวกับตัวนางเอก นรีรัตน์ (ฮาน่า) กับ ม.จ.ขวัญฤทัย (ฝ้าย-พีรญา มะลิซ้อน) แล้วก็จะมีเส้นเรื่อง ที่ต้องมาเชื่อมโยงกับ พศวัต (เวลล์-ดิษย์กรณ์ ดิษยนันทน์ กัลย์จาฤก) ด้วย แต่จะรับบทเป็นใคร และจะออกมาตอนไหน อยากให้มารอลุ้นกันดีกว่า แต่รับรองว่าจะเป็นอีกหนึ่งบทบาท ที่จะมาเป็นตัวช่วย ให้เรื่องราวกลมกล่อมมากขึ้นแน่นอน

ยังไงก็ขอฝากแฟน ๆ ให้กำลังใจ รอติดตามชม ทุกอณูฤทัย ด้วยนะคะ เป็นละครอีกหนึ่งเรื่องของ ช่อง 7HD ที่สนุก น่าติดตาม แล้วตอนนี้ก็กำลังเข้มข้นมาก ๆ เลย แล้วก็ฝากรอดูสไมล์ด้วยนะคะ (ยิ้ม)”

ติดตามความสนุกของละคร  “ทุกอณูฤทัย” ได้ทุกวันจันทร์ อังคาร เวลา 20.30 น. ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง Facebook, IG, X, TikTok, YouTube : Ch7HD  

3 หนุ่ม 3 ความเร้าใจ ‘นิกกี้–น็อต–แชมป์’ เปิดตัวตนอีกด้าน คว้า Friends of Triumph ครั้งแรกในไทย

10 กันยายน 2569 เวลา 11:38 น.

เมื่อ 3 หนุ่มต่างสไตล์ “นิกกี้ – ณฉัตร จันทพันธ์”, “น็อต – ณัฐสิทธิ์ ปัญญางาม” และ “แชมป์ – ชนาธิป โพธิ์ทองคำ” ขอมาเปิดอีกด้านของตัวเอง พร้อมโชว์ 3 นิยามไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ทั้งความสนุกจากการออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ ความเท่ที่สะท้อนผ่านดีไซน์และสไตล์ และความสุขจากการออกเดินทางค้นหาเรื่องราวระหว่างทาง ก่อนรวมตัวกันขึ้นแท่น “Friends of Triumph” ครั้งแรกในประเทศไทย ถ่ายทอดภาพของผู้ชายต่างคาแรกเตอร์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเหมือนกัน แต่มีสิ่งที่ตรงกันคือการกล้าออกไปสนุกกับสิ่งที่ตัวเองหลงใหล

เริ่มจาก นิกกี้ ณฉัตร ตัวแทนความสนุกและมุ่งมั่น ใช้ความหลงใหลทำในสิ่งที่รัก และนำทางในการออกไปเปิดโลกใหม่ ๆ เพราะเป็นคนที่ไม่ชอบหยุดอยู่กับที่ พร้อมลองสิ่งใหม่และท้าทายตัวเองอยู่เสมอ ขณะที่ น็อต ณัฐสิทธิ์ มาในมุมของหนุ่มนักเลือกสรรเพื่อแมตช์สไตล์ที่ใช่ ที่เชื่อว่าทุกสิ่งที่เลือก ตั้งแต่เสื้อผ้า รถจักรยานยนต์ ไปจนถึงเส้นทางที่ออกไป สามารถบอกตัวตนและรสนิยมได้โดยไม่ต้องพูด ส่วน แชมป์ ชนาธิป เป็นตัวแทนของความเร้าใจในการผจญภัยจากการเดินทาง ที่ไม่ได้วัดความสนุกจากการไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด แต่สนุกกับเส้นทาง ผู้คน และทุกประสบการณ์ที่ได้พบระหว่างทาง ซึ่งทั้งหมดเป็นคาแรกเตอร์ที่มีอยู่ในเรื่องราวของทั้งสามหนุ่ม

หนุ่มนิกกี้ ณฉัตร ตัวแทนของคนที่ชื่นชอบการเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ และมองว่าการขี่รถจักรยานยนต์เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเติมสีสันให้กับชีวิต โดยเจ้าตัวเผยถึงความหลงใหลในตัวตนของไทรอัมพ์ว่า

“ส่วนตัวผมชอบทุกอย่างที่เป็นอังกฤษอยู่แล้ว อย่างที่ทุกคนทราบกันดี เช่น ฟุตบอล ซึ่งไทรอัมพ์เองก็เป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์สัญชาติอังกฤษที่มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวมาอย่างยาวนาน ซึ่งไทรอัมพ์ Bonneville T100 คันนี้ ทำให้ผมรู้สึกตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ ทั้งความเป็น British Spirit และ DNA ของแบรนด์ที่มีความชัดเจนและเป็นตัวของตัวเองมาก ๆ

สำหรับผมการขี่รถจักรยานยนต์ไม่ใช่แค่เรื่องของการได้ขับขี่ แต่คือการได้พาตัวเองออกไปเปิดโลก เจออะไรใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ และได้ท้าทายตัวเองอยู่ตลอด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนความเป็นตัวผมเหมือนกัน เพราะผมเป็นคนที่ไม่ชอบหยุดอยู่กับที่ ชอบเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ผมเลยรู้สึกว่าการขี่ไทรอัมพ์เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ผมได้สนุกกับชีวิต ได้ทำในสิ่งที่ชอบ และที่สำคัญคือได้เป็นตัวเองในอีกด้านหนึ่ง”

ขณะที่ น็อต ณัฐสิทธิ์ เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่สะท้อนความหลงใหลผ่านเรื่องของดีไซน์และสไตล์ ที่เจ้าตัวให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะสำหรับน็อตความมีสไตล์ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเสื้อผ้าหรือการแต่งตัว แต่คือทุกสิ่งที่เราเลือกให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และสามารถบ่งบอกความเป็นตัวเองได้อย่างชัดเจน

โดยน็อตเผยว่า “สำหรับผมรถจักรยานยนต์เป็นมากกว่าพาหนะที่ใช้เดินทาง แต่เป็นเหมือนแฟชั่นไอเทมที่ช่วยเติมเต็มความเป็นตัวเอง คล้ายกับแฟชั่นที่แต่ละคนสามารถเลือก Mix & Match ให้เข้ากับบุคลิกและสไตล์ของตัวเองได้ ซึ่งผมชอบความเป็นตัวเองของไทรอัมพ์ Scrambler 900 เพราะมีดีไซน์และคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน ทำให้เราสามารถเลือกสไตล์ของเราเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว การแต่งรถ หรือแม้แต่เส้นทางที่เราเลือกออกไปค้นหา อีกทั้งผมรู้สึกว่ารถจักรยานยนต์ที่ดีจึงไม่ใช่แค่รถที่เราชอบ แต่ต้องเป็นรถที่ทำให้เรารู้สึกว่าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่เราอยากถ่ายทอดออกมา”

ปิดท้ายด้วย แชมป์ ชนาธิป ที่มองการขับขี่ในอีกมุมหนึ่ง โดยสำหรับเขาแล้ว การได้อยู่บนท้องถนนคือช่วงเวลาที่ได้พักจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน พร้อมเปิดโอกาสให้ตัวเองได้อยู่กับปัจจุบัน และออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชื่นชอบความท้าทายอย่างเขา ทุกเส้นทางจึงไม่ใช่เพียงการเดินทางไปให้ถึงจุดหมาย แต่คือโอกาสในการก้าวออกจาก Comfort Zone และสนุกกับสิ่งที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน

โดยแชมป์ได้กล่าวว่า “ในชีวิตประจำวันที่มีทั้งงานและเรื่องต่าง ๆ การได้ออกไปขี่รถทำให้เราได้หยุดพักและกลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง ได้สัมผัสบรรยากาศได้เจอผู้คน และได้เปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งผมเป็นคนที่ชอบความท้าทายอยู่แล้ว การได้ออกไปเจอเส้นทางใหม่ ๆ หรืออะไรที่เราไม่คุ้นเคย จึงเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกสนุกและตื่นเต้น สำหรับผมความสนุกของการขี่ไทรอัมพ์ Tiger 1200 Rally Pro ไม่ได้อยู่แค่ที่ปลายทาง แต่อยู่ในทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างทาง เพราะแต่ละเส้นทางมักมีเรื่องราวและประสบการณ์บางอย่างให้เราได้เรียนรู้อยู่เสมอ และนั่นคือเหตุผลที่ผมรู้สึกสนุกกับการได้เป็นหนึ่งใน Friends of Triumph”

การเปิดตัว “Friends of Triumph” ครั้งนี้ จึงเป็นการนำเสนออีกมุมของโลกการขับขี่ผ่านตัวตนของผู้คนที่แตกต่างกัน ตั้งแต่คนที่พร้อมออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ คนที่หลงใหลในดีไซน์และสไตล์ ไปจนถึงคนที่สนุกกับการออกเดินทาง โดยมีความหลงใหลเดียวกันภายใต้แนวคิด “For The Ride” ที่มองว่ารถจักรยานยนต์ไม่ได้มีความหมายเพียงเรื่องสมรรถนะหรือดีไซน์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าตัวตน ประสบการณ์ ไลฟ์สไตล์ และเรื่องราวที่แต่ละคนเลือกสร้างขึ้นในแบบของตัวเอง

จากนี้เตรียมติดตามกันต่อว่า Friends of Triumph “นิกกี้–น็อต–แชมป์” ทั้ง 3 คนจะพารถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ไปเปิดประสบการณ์ความเร้าใจในรูปแบบไหนอีก เพราะแม้จะมีความหลงใหลนำทางเหมือนกัน แต่เส้นทางและไลฟ์สไตล์ของทั้งสามก็ไม่จำเป็นต้องมีแค่คำตอบเดียว

สำหรับผู้สนใจติดตามข่าวสารด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมของ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ได้ที่เว็บไซต์ www.triumphmotorcycles.co.th  และ  www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand

มูลนิธิจำนง รังสิกุล ผนึกพลังภาครัฐ–อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย เปิดตัว ‘ชวนคนไทย ดูหนังไทย’

10 กันยายน 2569 เวลา 11:36 น.

มูลนิธิจำนง รังสิกุล ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการรับชมภาพยนตร์และคอนเทนต์ไทยทั่วประเทศ ภายใต้แคมเปญ“ชวนคนไทย ดูหนังไทย” มุ่งสร้างการรับรู้ ขยายฐานผู้ชม และเพิ่มโอกาสให้ภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์และคอนเทนต์ไทยเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง พร้อมสนับสนุนผู้ผลิตและบุคลากรในอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันคอนเทนต์ไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีผลงานที่ได้รับความสนใจและการยอมรับ
ในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันผู้ผลิตไทยยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากคอนเทนต์ต่างประเทศ แพลตฟอร์มที่หลากหลาย และพฤติกรรมการรับชมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การสร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่เป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะผลงานที่มีคุณภาพแต่ยังมีข้อจำกัดด้านการประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงผู้ชม

โครงการจึงมุ่งผนึกความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อประชาสัมพันธ์คอนเทนต์ไทยผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย เชื่อมโยง “คอนเทนต์ไทยกับผู้ชมไทย” กระตุ้นให้เกิดการรับชม ติดตาม และบอกต่อ ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผลงานไทยเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

โดยงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการฯ จัดขึ้นในวันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 14.00–15.00 น. ณ Plaza Club Siam Glowfish ชั้น 11 อาคารสยามปทุมวันเฮ้าส์ โดยได้รับเกียรติจาก

นางปรารถนา สินธุนาวา รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน จากนั้นพบกับการเสวนา  ในหัวข้อ “Partners Talk: ทำให้ไทยเห็น” ร่วมกับตัวแทนจากสื่อโฆษณานอกบ้าน Out-of-Home (OOH)  สื่อออนไลน์ Influencer และเครือข่ายพันธมิตร ก่อนต่อด้วย “Industry Talk: ทำให้ไทยดู” จากตัวแทนผู้ประกอบการโทรทัศน์ ผู้ประกอบการซีรีส์วาย และบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์

มูลนิธิจำนง รังสิกุล ขอเชิญชวนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ บุคลากรในอุตสาหกรรม สื่อมวลชนและประชาชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งต่อคอนเทนต์ไทย เพื่อให้ “คนไทยได้เห็น คนไทยได้ดู และคอนเทนต์ไทยเติบโตไปด้วยกัน”