อดีตผู้สมัคร สว.แฉยับ ขบวนการฮั้วสายสีส้ม กักตัว 400 ชีวิต ยึดมือถือ-แจกโพย จี้ กกต.ฟ้องยกเข่ง 14 ก.ย.นี้

9 กันยายน 2569 เวลา 15:39 น.

9 กันยายน 2569 จากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดลงมติในคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน ประกอบด้วย รัฐมนตรีและ สส. 21 คน, สว. 138 คน, ผู้สมัคร สว. 51 คน และเครือข่าย 19 คน ท่ามกลางความสนใจของประชาชน ล่าสุดมีเสียงสะท้อนจากอดีตผู้สมัคร สว.ออกมาเปิดโปงขบวนการฮั้วฝั่งตรงข้ามเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับข้อมูลจากอดีตผู้สมัคร สว.กลุ่มที่ 11 (กลุ่มการท่องเที่ยว) รายหนึ่ง ซึ่งเปิดเผยว่า ตนเคยได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “สว.ประชาชน” หรือ “สายสีส้ม” โดยระบุว่าพฤติกรรมการฮั้วไม่ได้เกิดขึ้นแค่ฝั่งสีน้ำเงินเท่านั้น แต่ฝั่งสีส้มก็มีการดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการและเป็นมืออาชีพเช่นกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 หรือก่อนวันเลือกระดับประเทศเพียง 1 วัน โดยเครือข่ายดังกล่าวได้นัดรวมตัวผู้สมัครเกือบ 400 คน เข้าไปในห้องประชุมจูปิเตอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมกับมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด ทั้งการยึดโทรศัพท์มือถือ บังคับใส่สายรัดข้อมือ และกักตัวไว้

จากนั้นมีแกนนำขึ้นเวทีบรรยายกดดันทางจิตวิทยาเป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง เพื่อบีบให้ผู้สมัครในห้องยอมเสียสละ ไม่ลงคะแนนให้ตนเอง แต่ให้เทคะแนนเลือก “แคนดิเดตเป้าหมาย 10 คนของแต่ละกลุ่ม” ตามตารางโพยลับ 19 กลุ่มอาชีพ รวม 190 คน โดยตั้งเป้าผลักดันให้ได้ สว.อย่างน้อย 100 คน เข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งสอดรับกับความเคลื่อนไหวในช่วงคืนเดียวกัน

อดีตผู้สมัครรายนี้ เปิดเผยต่อว่า ตนได้นำหลักฐานพฤติกรรมการสมยอมและตารางโพยทั้งหมด ยื่นคำร้องคัดค้านต่อ กกต.ภายในกรอบเวลา 3 วันตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ซึ่งทาง กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องมีมูลและหลักฐานแน่นหนา จึงได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน (คณะที่ 26) พร้อมเรียกตนเข้าให้ปากคำและบันทึกถ้อยคำอย่างละเอียดถึง 4 ครั้ง ส่งผลให้ปัจจุบันในสำนวนลับของ กกต.มีรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาฝั่งสีส้มพัวพันสูงถึง 202 คน ซึ่งมีทั้ง สว.ตัวจริง และตัวสำรองในปัจจุบัน

ในประเด็นข้อกฎหมายสำคัญคือ การสมยอมกันในการเลือก และความผิดฐานให้และรับผลประโยชน์ เนื่องจากการเช่าห้องจูปิเตอร์ 1-3 มีมูลค่าค่าเช่ารวมค่าดำเนินการไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท การมีผู้คอยออกค่าใช้จ่ายเรื่องสถานที่เพื่อให้ผู้สมัครใช้เป็นจุดสมยอมกัน จึงเข้าข่ายการให้และรับ “ประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้” เพื่อจูงใจให้เกิดการบล็อกโหวต ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 และ มาตรา 81 มีโทษทั้งตัดสิทธิทางการเมืองและมีโทษทางอาญา

ทั้งนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า กกต.อาจจะเร่งพิจารณาฟ้องเฉพาะฝั่งสีน้ำเงิน แต่เตรียมปัดตกสำนวนฝั่งสีส้มจำนวน 202 คนนี้เงียบๆ ทางผู้เสียหายจึงเตรียมยื่นหนังสือถึงประธาน กกต.อีกครั้ง เพื่อเรียกร้องให้มีการลงมติพร้อมกันในวันที่ 14 กันยายนนี้ หากเพิกเฉยอาจเข้าข่ายมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ครูวีระ สวน อ.วีระ ถามทำไมไม่ชงฟรีซเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ-ราคาน้ำมัน-สินค้าอุปโภคบริโภค

9 กันยายน 2569 เวลา 15:12 น.

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 นายวีระ สุดสังข์ หรือ “ฟอน ฝ้าฟาง” ศิลปินมรดกอีสาน ปี 2558 อดีตครูสอนภาษาไทย นักเขียนอิสระ ผู้ก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลและสโมสรนักเขียนภาคอีสาน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

“อาจารย์ วีระ ธีระภัทรานนท์

อาจารย์วีระชงให้ฟรีซเงินเดือนข้าราชการ 1-2 ปี แต่ไม่ได้ชงให้ฟรีซเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิด

ฟรีช คือ แช่แข็ง, ทำให้หยุดกับที่, เปรียบง่ายๆเหมือนขันเชนาะไว้หรือล่ามโซ่ตรวนไว้ เคลื่อนไหวไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ขณะเดียวกัน ไม่ได้ฟรีซเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ เงินเดือนนักการเมืองและโดยเฉพาะราคาน้ำมันและราคาสินค้า

หมายความว่า พวกข้าราชการทำอะไรไม่ได้ ส่วนราคาน้ำมันและราคาสินค้าจะเคลื่อนไหวอย่างไรก็ได้ เหมือนข้าราชการถูกจับทรมาน โดยอ้างเหตุผลเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ

เงินเดือนข้าราชการเริ่มต้นที่ 15,000 บาท พร้อมกับหนี้สินที่จะต้องชดใช้ พร้อมกับค่าใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ในชีวิตประจำวันกับเวลา 1 – 2 ปีที่สูญเสียเงินเดือนเพิ่ม เสมือนถูกลงโทษ เพราะกระทำผิดวินัยอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลงโทษโดยให้ลดเงินเดือนหรือหยุดการเพิ่มเงินเดือน ถามว่าข้าราชการมีความผิดอะไร?

ถ้าต้องเสียสละเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ ทำไมต้องเจาะจงที่ข้าราชการ บรรดานักการเมือง หน่วยงานอื่นๆ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนควรทำอย่างไรบ้าง ถ้าจะเสียสละช่วยเหลือประเทศชาติ ประชาชนทุกคนในประเทศชาติต้องมีส่วนรับผิดชอบและร่วมมือกันเสียสละ

อาจารย์วีระกล่าวว่า ข้าราชการคงจะไม่พอใจ ผมชื่ออาจารย์วีระเหมือนกันก็จะตอบว่า ข้าราชการไม่พอใจอย่างแน่นอน เพราะถือว่าเป็นการทุบหม้อข้าวหม้อแกงของเขา สกัดกั้นความเจริญก้าวหน้าของพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่มีความผิดอะไร

แต่บรรดาข้าราชการทั้งหลายอย่าเพิ่งตกใจเลย เชื่ออาจารย์วีระ สุดสังข์ เถอะว่า รัฐบาลและนักการเมือง ไม่กล้ากระทำอย่างที่อาจารย์วีระ ธีระภัทรานนท์เสนอแนะอย่างแน่นอน

สาทิตย์ จวกยับ งบฯ มท. เปิด 3 ปมโกงสอบเข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซุกเงินค่าสมัครสอบทั่วประเทศร้อยกว่าล้าน

9 กันยายน 2569 เวลา 14:35 น.

9 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายงบกระทรวงมหาดไทย มาตรา 20 ตอนหนึ่ง โดยตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ว่า เหตุใดจึงมุ่งปรับลดงบฯ เพียงแค่รายการครุภัณฑ์ทั่วไป แต่ละเลยการตรวจสอบกรณีการทุจริตและโกงสอบท้องถิ่นครั้งมโหฬารของกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่มีการทุจริตโดยแบ่งออกเป็น 3 ข้อหลัก คือ 1.งบฯ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 277 ล้านบาท ที่กรม สถ.ขอตั้งงบฯ ไซเบอร์และการปกป้องระบบไว้สูง แต่ในปี 2569 กลับมีการแฮกข้อมูลและเข้าไปแก้ไขไฟล์ดิจิทัลเกี่ยวกับการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นมากถึง 115 ครั้ง ที่ กมธ.ไม่ได้ซักถาม หรือประเมินประสิทธิภาพในส่วนนี้เลย

2.เหตุใดจึงตั้งงบฯ เบี้ยประชุมบอร์ดกลางและอนุกรรมการตรวจสอบไว้เกือบ 100 ล้านบาท แต่กลับไม่มีการตรวจสอบย้อนหลังว่า ในปีที่มีการโกงสอบเข้าเกิดขึ้น มีการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมไปกี่ครั้ง และรัฐบาลเรียกคืนงบเบี้ยประชุมที่จ่ายให้กับชุดที่เกิดการทุจริตหรือไม่ อย่างไร 3.คดีโกงสอบ สถ.ที่มีผู้สมัครสอบสูงถึง 438,277 ราย กรม สถ.จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 400 บาท เป็นเงินนอกงบประมาณกว่า 175.3 ล้านบาท แม้จะมีการว่าจ้างมหาวิทยาลัยจัดสอบในวงเงิน 133 ล้านบาท แต่ยังมีเงินส่วนต่างเหลืออีกมหาศาล กลับไม่เคยนำมาแสดงไว้ในรายงานงบประมาณแผ่นดินอย่างเปิดเผย

“การโกงสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นถือเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในระบบราชการไทยอย่างร้ายแรง ผมขอเรียกร้องให้ กมธ.ลุกขึ้นชี้แจง และเสนอให้ต่อไปนี้ เงินค่าสมัครสอบใดๆ และงบจัดสอบในส่วนของท้องถิ่นทั้งหมด ต้องนำกลับเข้ามาอยู่ในระบบเงินงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตรวจสอบได้ หาก กมธ.ไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างน่าผิดหวังมาก” นายสาทิตย์ กล่าว

‘พิพัฒน์’ นั่งหัวโต๊ะถก คกก.ควบคุมมลพิษครั้งแรก ถามหาผู้รับผิดชอบน้ำมันรั่วไหล

9 กันยายน 2569 เวลา 14:34 น.

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ถก คกก.ควบคุมมลพิษครั้งแรก จ่อ ต่ออายุผู้ทรงคุณวุฒิ-คกก.ชุดเดิม รับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุน้ำมัน-สารเคมี รั่วไหล รวบรวมผู้เสียหาย ส่งต่อหน่วยงานหาผู้รับผิดชอบ-ดูแล

เวลา 11.40 น.วันที่ 9ก.ย.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำ หลังเกิดเหตุน้ำมันรั่วบริเวณจุดท่อระบายน้ำ ใต้ทางด่วน ถ.เชื้อเพลิง พื้นที่คาบเกี่ยวเขตคลองเตย-ยานนาวา ว่า วันนี้เป็นการประชุมนัดแรกของการดูแลควบคุมมลพิษทางน้ำ ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกับคณะกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิม ที่จากนี้จะขอต่ออายุโดยทำเรื่องไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีอีก 2 ปี และยังมีเรื่องสำคัญคือการตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ด้าน โดยจะมีการนัดประชุมอีกครั้งในอีก 3 เดือนข้างหน้า

ส่วนกรณีที่มีน้ำมันรั่วไหล ได้ประสานไปยังกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้ได้ข้อมูลเรื่องน้ำมันที่รั่วไหลนั้นมาจากไหน รวมถึงที่มาว่าใครจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ และต้องไปตรวจสอบว่ามีการไหลซึมลงชั้นดินหรือไม่ ซึ่งหากลงใต้ดินจะเป็นอุปสรรค โดยวันนี้ตนจะลงพื้นที่ตรวจสอบ และติดตามความคืบหน้า และจากนั้นจะนัดแถลงข่าวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากพบว่าผู้ประกอบการรายใดเป็นผู้รับผิดชอบ

ส่วนกรอบระยะเวลา นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เราได้ตั้งคณะอนุกรรมการ มา 3 ด้านแล้ว ซึ่งคณะอนุกรรมการเหล่านี้จะพิจารณาทั้งในเรื่องของการเผชิญเหตุ การจ่ายค่าเสียหาย ค่าตอบแทนต่าง ๆ ซึ่งหลังจากการประชุมในคณะอนุฯ เสร็จแล้วจะนำเข้าที่ประชุมใหญ่เพื่อกำหนดกรอบและหน้าที่การทำงานที่ชัดเจน

สำหรับกรณีพื้นที่กรุงเทพชั้นใน ที่พบการสร้างตึก Data Center และการกักตุนน้ำมันถึง 2 แสนลิตร จะสามารถเข้าไปควบคุมหรือป้องกันในส่วนใดได้บ้าง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และ กทม.จะเข้าไปดูแลในส่วนนี้ แต่คณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำจะเป็นผู้กำกับดูแลหน่วยงานเมื่อเผชิญเหตุในแต่ละด้าน โดยจะรับผิดชอบเฉพาะเมื่อเกิดเหตุ

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า หากเกิดการรั่วไหลของปิโตเลียมหรือสารเคมี และก่อให้เกิดอันตรายรวมถึงความเสียหาย คณะกรรมการจะเป็นผู้รวบรวมผู้ที่ได้รับความเสียหายและดำเนินการในส่วนนี้

เปิดไทม์ไลน์ ร.ต.ต. ก่อเหตุสลดภรรยา ดับคาโรงเรียน สุดสะเทือนใจ เพิ่งจัดงานแต่งให้ลูกชายได้ไม่กี่วัน

9 กันยายน 2569 เวลา 14:26 น.

วันที่ 9 กันยายน 2569 จากกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง รับแจ้งเหตุยิงภายในโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลหนองปลาไหล ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อประกอบการสอบสวน

ขณะเกิดเหตุมีเด็กนักเรียนอยู่ภายในโรงเรียนจำนวน 44 คน โดยเด็กทั้งหมดปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม เด็กหลายคนอยู่ในอาการหวาดกลัวและร้องไห้ เจ้าหน้าที่ได้เร่งดูแลความปลอดภัยและประสานผู้ปกครองมารับเด็กออกจากพื้นที่

เบื้องต้นผู้ถูกระบุว่าเป็นผู้ก่อเหตุคือ ร.ต.ต. สามีของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจ หลังเกิดเหตุมีรายงานว่าได้ขับรถออกจากโรงเรียนไปยังบ้านพัก ซึ่งทางตำรวจและฝ่ายปกครองยังคงปิดล้อมบ้านพักของ ร.ต.ต. สามีของผู้เสียชีวิต พร้อมพยายามเจรจาเกลี้ยกล่อมให้มอบตัว หลังเหตุการณ์ผ่านไปประมาณ 3 ชั่วโมงยังไม่มีความคืบหน้า

ล่าสุด จากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดภายในโรงเรียน พบว่า ก่อนเกิดเหตุ ร.ต.ต. ซึ่งเป็นสามีของครูผู้เสียชีวิต ได้ขับรถเข้ามาจอดบริเวณด้านหน้าโรงเรียน ก่อนเดินเข้าไปภายใน

ภาพจากกล้องช่วงเวลาประมาณ 10.27 น. บันทึกภาพครูภายในโรงเรียนพยายามนำเด็กนักเรียนเข้าไปอยู่ภายในห้อง ขณะที่ชายซึ่งปรากฏอยู่ในภาพยืนอยู่บริเวณดังกล่าว

ต่อมาภาพวงจรปิดบันทึกชายสวมเสื้อสีขาว กางเกงขาสั้น เดินเข้ามา โดยที่มือขวามีลักษณะถือวัตถุคล้ายอาวุธปืน ก่อนที่ครูผู้เสียชีวิตจะเดินออกมาจากห้อง จากนั้นเกิดเหตุยิงขึ้น 1 นัด ครูผู้เสียชีวิตล้มลง ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะยืนอยู่บริเวณนั้นประมาณ 10 วินาที แล้วเดินออกจากโรงเรียน ขึ้นรถและขับออกไป

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ติดตามไปยังบ้านพักภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และปิดล้อมบริเวณบ้าน พร้อมพยายามเจรจาให้บุคคลภายในออกมามอบตัว โดยมีญาติและลูกชายเข้ามาช่วยเกลี้ยกล่อม

นอกจากนี้ มีข้อมูลว่า ระหว่างเดินทางกลับบ้านหลังเกิดเหตุ ร.ต.ต. ได้โทรศัพท์หาลูก โดยมีการกล่าวถึงเหตุที่เกิดขึ้นกับมารดาและการจะทำร้ายตัวเอง ซึ่งข้อมูลส่วนนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียด โดยทราบเบื้องต้นว่าได้มีปากเสียงกันตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา

จนถึงเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ยังคงปิดล้อมบ้านพักและใช้วิธีเจรจา โดยยังไม่มีการเข้าปฏิบัติการภายในบ้าน เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทุกฝ่าย

เพื่อนบ้านซึ่งรู้จักกับทั้งสองคน เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ร.ต.ต.ทัศพงษ์เคยมาพูดคุยปรึกษาเกี่ยวกับความเครียดและความต้องการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด โดยส่วนใหญ่จะพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องงานราชการ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าเคยทราบถึงปัญหาภายในครอบครัวหรือไม่ เพื่อนบ้านระบุว่าไม่แน่ใจ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้พูดคุยกันในประเด็นดังกล่าว พร้อมกล่าวว่า ทั้งสามีและภรรยาเป็นคนดี และจากที่รู้จักกัน ผู้ก่อเหตุเป็นคนใจเย็น จึงรู้สึกตกใจและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา เพียงไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุ ร.ต.ต. และครูผู้เสียชีวิต เพิ่งร่วมกันจัดพิธีมงคลสมรสให้กับลูกชาย ซึ่งรับราชการตำรวจ โดยมีญาติและแขกผู้ใหญ่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก ก่อนจะมาเกิดเหตุสลดขึ้นกับครอบครัว

หมอวรงค์ ชำแหละงบเยียวยาภัยพิบัติ ซัดรัฐบาลผลาญงบฯ ทำประกันแพงสุดในโลก

9 กันยายน 2569 เวลา 13:52 น.

“หมอวรงค์”ชำแหละงบเยียวยาภัยพิบัต สับ“นายกฯ”อ้างปีละ 4 หมื่นล้าน แต่จริงเฉลี่ย 9.8 พันล้าน ซัด รัฐบาลทำประกันภัยพิบัติ 1.55 หมื่นล้าน เบี้ยสูง 20% แพงสุดในโลก หวั่นมีคนหวังคอมมิชชั่น

วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 11.07 น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย โดย ขอตัดงบประมาณ 10% เน้นสื่อสารไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พร้อมระบุว่า ความรู้สึกของประชาชนไม่ได้ต้องการการเยียวยา แต่ต้องการไม่ให้เกิดภัยพิบัติ ดังนั้นภารกิจสำคัญของ ปภ.คือการป้องกันภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่ตนอยากสื่อสารคือ ข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายราชการต้องการทำ เพราะข้อมูลที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง อาทิเช่น ที่นายกรัฐมนตรีเคยระบุว่า เราเสียค่าเยียวยาปีละ 4 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมาดูเอกสารจริง ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมทั้งหมด 4 ปี เมื่อเฉลี่ยออกมาเหลือเพียงปีละ 9,877 ล้านบาท แต่การที่นายกรัฐมนตรีออกมาตรการทำประกันภัยพิบัติ วงเงิน 15,500 ล้านบาท ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล และไม่แฟร์กับประชาชน เพราะเป็นการอ้างอิงจากตัวเลขของปี 2569 ปีเดียว

นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตามหลักวิชาการในเรื่องสัดส่วนเบี้ยประกันต่อทุนประกัน วงเงิน 15,500 ล้านบาท สัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท คิดเป็น 20% เท่ากับว่า ภัยพิบัติใหญ่ของประเทศเฉลี่ยจะเกิด 5 ปีต่อ 1 ครั้ง ต้องถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยของทั่วโลก การทำประกันภัยพิบัติในแต่ละประเทศ รวมถึงธนาคารโลก มีค่าเฉลี่ยสัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 4-8% แต่รัฐบาลชุดนี้ปล่อยงบออกไป 20% ถือว่าแพงที่สุดในโลก ประเด็นคือ ไม่ควรนำภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมาคิดคำนวณ

นพ.วรงค์ เสนอว่า รัฐบาลควรทำตามมาตรฐานของหลายประเทศทั่วโลก โดยยกตัวอย่างว่า หากวงเงินประกัน 15,500 ล้านบาทเก็บเข้ากองทุน 5 พันล้านบาท ก็ทำประกันกับบริษัทประกัน จะกี่บริษัทก็ได้ หากเกิดความเสียหายในวงเงิน 1 หมื่นกว่าล้าน ก็ใช้เงินกองทุนดูแลได้ หลังจากนั้นค่อยให้บริษัทประกันต่างประเทศเข้ามาดูแล ดังนั้น หากยังเดินหน้าในรูปแบบเดิม ก็เท่ากับเอาภาษีประชาชนไปเสียเปรียบ และประชาชนจะมองว่า มีคนบางกลุ่มต้องการคอมมิชชั่นจากการทำประกัน

พิพัฒน์ โนคอมเมนต์ หลังโดนถาม ธรรมนัส เปิดทางร่วมพรรคน้ำเงิน

9 กันยายน 2569 เวลา 13:47 น.

“พิพัฒน์” โนคอมเมนต์ หลังโดนถาม “ธรรมนัส” เปิดทางร่วมพรรคน้ำเงิน

วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 11.40 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ตอบคำถามกรณีร.อ.ธรรมนัส.พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ระบุว่า พร้อมจะร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทบ ว่า “ไปถามท่านนาบกฯ”

เมื่อถามซักว่า ในฐานะเป็นแกนนำภท.มีความเห็นอย่างไร นายพิพัฒน์ ตอบว่า “ไม่มีความเห็นอะไรเลย”

‘บุญยอด’ โพสต์ถามชาวเน็ต รัฐบาลอนุทิน บริหารประเทศได้ 5 เดือน ไม่ให้เวลาเขาทำงานบ้างหรือ ?

9 กันยายน 2569 เวลา 13:36 น.

บุญยอด

จากกรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันของชาวโซเชียล และข่าวลือเรื่องเกมเปลี่ยนขั้วการเมือง

ล่าสุดวันนี้ 9 กันยายน 2569 นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก Boonyod Sooktinthai ด้วยข้อความว่า “รัฐบาล อนุทิน แถลงนโยบาย 9 เมษา 69 บริหารประเทศ 5 เดือน ต้องฝ่าวิกฤตน้ำมันทั่วโลก ไม่ให้เวลาเขา ทำงานบ้างหรือ???”

บุญยอด สุขถิ่นไทย

ไม่นานหลังจากที่โพสต์ของ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ได้มีชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ใช่ครับ”

“ยิ่งทำงานนาน ประเทศโดนขุดคุ้ย ยิ่งทำดีก็ต้องกำจัดค่ะ#นี้คือสันดานคน”

“ใช่ค่ะ”

“ให้มาแล้วตั้ง 5 เดือน เหมือน 5 ปี”

บุญยอด สุขถิ่นไทย
บุญยอด สุขถิ่นไทย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Boonyod Sooktinthai

คปท. บุกสภาฯ จี้ โสภณ เร่งส่งศาลฎีกาสอบ ป.ป.ช. คดีศักดิ์สยาม

9 กันยายน 2569 เวลา 13:21 น.

‘คปท.’ บุกสภาฯ จี้ ‘โสภณ’ ชง ’ประธานศาลฎีกา‘ ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ สอบปม ’ป.ป.ช.‘ ชี้มูล ’ศักดิ์สยาม‘ ตรงข้าม ’คำวินิจฉัยศาลรธน.’ ซัดตั้งคกก. ตรวจสอบพิเศษ ‘เตะถ่วงคดี – อุ้มช่วยเหลือ’ เชื่อเพิ่มน้ำหนักฮึ่มปลุกประชาชนลงถนน

วันที่ 9 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.20 น. ที่รัฐสภา นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) พร้อมคณะเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ผ่านพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา โดยนายพิชิต กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้ประธานรัฐสภา ส่งคำร้องของคปท. ที่ยื่นให้ผู้นำฝ่ายค้านและสว. ร่วมกันลงชื่อ เพื่อส่งผลคำวินิจฉัยของป.ป.ช. กรณีนายศักดิ์ สยามชิดชอบ ซึ่งตรงข้ามกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่เคยปรากฏแบบนี้มาก่อน ทั้งนี้การใช้สิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาร่วมกันในการลงชื่อเป็นเจตจำนงของรัฐธรรมนูญที่ให้สมาชิกรัฐสภาเข้ามาตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. ซึ่งสส.และสว. ได้ลงชื่อเรียบร้อยแล้ว และได้ยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งหน้าที่ของประธานรัฐสภาคือการตรวจสอบว่าลงชื่อครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ ก่อนที่จะส่งไปยังประธานศาลฎีกา ในการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ แต่ประธานรัฐสภา กลับไปตั้งกรรมการชุดพิเศษเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง การกระทำแบบนี้เท่ากับประธานรัฐสภา ทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเองโดย คปท. เห็นว่า การตั้งกรรมการของประธานรัฐสภาเท่ากับเป็นการถ่วงเวลา เป็นการทำลายเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภา ตรวจสอบองค์กรอิสระ

นายพิชิต กล่าวต่อว่า วันนี้คปท. จึงขอเรียกร้องไปยังประธานรัฐสภา ให้รีบส่งคำร้องของสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อให้ประธานศาลฎีกา ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระโดยเร่งด่วน และไม่ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวน โดยย้ำว่าเจตจำนงของสส. และสว. ควรจะมีอำนาจในการยื่นตรงไม่ควรมีกรรมการอำนาจพิเศษ ซึ่งคืออำนาจพิเศษที่ประธานรัฐสภากำลังถ่วงเวลา และเรากลัวว่ากรรมการพิเศษที่เป็นคนนอก จะตัดตอน บิดเบือนข้อเท็จจริงบางอย่าง ทำให้ข้อเท็จจริงเลือนหายก่อนไปสู่ประธานศาลฎีกา

ด้านพล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ตนจะแจ้งให้ประธานรัฐสภารับทราบ ซึ่งขณะนี้ประธานรัฐสภาได้พิจารณาคำร้องดังกล่าวและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในการ ช่วยพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อประกอบดุลพินิจของประธานรัฐสภา ดังนั้นอาจจะช้า แต่ขอยืนยันว่าช้าและถูกต้องถูกระเบียบดีกว่าเร็วแล้วอาจจะไม่ถูกต้องหรืออาจเกิดความเสียหายอาจเกิดความ

นายพิชิต กล่าวถึงกรณีของนายศักดิ์สยามว่า หลังจากที่ได้ฟังความคืบหน้าจากพลตำรวจตรี วิชัย เรื่องนี้แทบไม่มีความคืบหน้า เพราะสิ่งที่เรามายื่นในวันนี้เพื่อไม่อยากให้ประธานรัฐสภาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพราะมองว่าเป็นการเตะถ่วงเวลา ส่วนที่มีการอธิบายว่าเพื่อเป็นการพิจารณาที่รอบคอบ ซึ่งข้อเท็จจริงตนมองว่าเรื่องนี้มันมีความรอบคอบอยู่แล้วตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“ผมไม่ไว้วางใจกับคณะกรรมการชุดดังกล่าว รวมถึงประธานรัฐสภา เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย และมีความใกล้ชิดกับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ดังนั้นสังคมจึงตั้งคำถามว่าเป็นการฟอกผิดหรือการถ่วงเวลาเพื่อพวกตัวเองหรือไม่ รวมถึงเป็นการหมกเม็ด หรือช่วยเหลือนายศักดิ์สยามหรือไม่” นายพิชิต กล่าว

เมื่อถามถึงการตั้งกรอบระยะเวลาในการดำเนินการเรื่องนี้นั้น นายพิชิต กล่าวว่า เราจะเริ่มปฏิบัติการพร้อมกับการเคลื่อนไหวใหญ่ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่จะเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวเอาประเทศไทยคืนมา และเป็นการรวมพลังในทุกประเด็นและเราจะร่วมเปิดโปงข้อเท็จจริงในหลายประเด็น

เมื่อถามว่าเรื่องของนายศักดิ์สยาม จะมีน้ำหนักจนสามารถปลุกมวลชนออกมาเคลื่อนไหวได้หรือไม่ นายพิชิต กล่าวว่า จะเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ไปพ่วงกับอีกหลายประเด็น ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งโกงสอบท้องถิ่น ฮั้ว สว. ซึ่งหากเรื่องของนายศักดิ์สยาม อธิบายไม่ชัดเจนจะกลายเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับมวลชนได้ตั้งคำถามและขยับออกมาร่วมกับเราได้มากเพิ่มเติม

กรวีร์ มั่นใจถกงบ 70 ยังอยู่ในกรอบ 3 วัน ปัดทิศทางโหวต‘กล้าธรรม’เหมือน ‘ภูมิใจไทย’ ชี้ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่

9 กันยายน 2569 เวลา 12:09 น.

“กรวีร์” มั่นใจจบถกงบฯ 70 ทันกรอบ 3 วัน วอนทุกฝ่ายลดคนอภิปราย แจง ฝ่ายรัฐบาลไม่ดึงเวลายื้อรายงาน กกต. ยันไร้แผนจับมือ “พรรคกล้าธรรม” บอก ไม่เคยโหวตแนวทางเดียวกัน

9 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 ต้องขยายเวลาหรือไม่ ว่า ได้มีการประชุมและเลิกประชุมตี 1 มา 2 วันเต็ม ตอนนี้เข้าสู่วันที่ 3 ตามกรอบที่คุยกันไว้คือจะพิจารณาให้เสร็จภายใน 3 วัน ซึ่งเราพยายามคุมเวลาพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ คงต้องขอความร่วมมือโดยทางฝ่ายรัฐบาลเองเราได้ย้ำมาตั้งแต่วันแรกเรื่องของเวลาการอภิปราย เพราะรู้ว่าการใช้เวลาเพื่อนสมาชิกใช้เวลาอภิปรายค่อนข้างมาก อย่างในงบของกระทรวงมหาดไทยก็ยังมีจำนวนสมาชิกมาลงชื่ออภิปรายเยอะ

เมื่อวานนี้ได้พูดคุยกับฝ่ายค้านแล้วตกลงกันว่า ไม่อยากให้เลิกดึกมากให้ต่างฝ่ายต่างลดคน ทำให้เมื่อวานผ่านมาได้ด้วยดี วันนี้ก็เช่นเดียวกันก็ต้องขอความร่วมมือทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ให้พิจารณาผู้ที่มาอภิปรายให้ลดจำนวนคนได้หรือไม่เพื่อคุมกรอบระยะเวลา

ส่วนมีโอกาสลงมติในวันที่ 10 ก.ย. หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า วันนี้เปิดมาเป็นมาตรา 20 ของกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายรัฐบาลเองก็ได้พูดคุยกันและพิจารณา ปรับลดคนอภิปรายลงไปบางส่วนแล้ว แต่เนื่องจากเป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับประชาชน คงจะมีเพื่อนสมาชิกอยากอภิปรายกันมากพอสมควร ซึ่งเวลาทั้งหมดที่เราใช้ไปวันที่ 7-8 ก.ย. ใช้ไปวันละ 15 ชั่วโมงกว่า ทั้ง 2 วันฝ่ายรัฐบาล ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 9 ชั่วโมง 19 นาที ฝ่ายค้านใช้ไปทั้งหมด 13 ชั่วโมง 30 นาที กรรมาธิการใช้ไป 3 ชั่วโมงกว่า

” เราพยายามแบ่งเวลากัน เข้าใจว่าฝ่ายค้านมีประเด็นซักถามเยอะเราก็ให้เวลาในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และให้เวลาซักถามมากกว่าฝั่งรัฐบาล วันนี้ก็เช่นเดียวกันส่วนไหนที่รัฐบาล เราพอปรับลดจำนวนคนโดยเฉพาะในส่วนของพรรคภูมิใจไทย เราก็พยายามทำเพื่อให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ” นายกรวีร์กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าหากดูจากสถานการณ์ตอนนี้ จะต้องให้จบภายในวันนี้ไม่มีการขยายต่อใช่หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า จะพยายามให้เป็นแบบนั้น แต่วันนี้มีกระทรวงที่หลายคนสนใจอภิปรายเยอะ ก็ค่อนข้างยากที่จะลดคนอภิปราย ต้องขอความร่วมมือคุมเวลา ซึ่งในวาระ 2 ในการอภิปรายเป็นสิทธิ์ของคนที่แปรญัตติเอาไว้ ซึ่งเป็นสิทธิ์โดยชอบตามข้อบังคับ ซึ่งต้องรอในช่วงบ่ายอีกครั้งหนึ่งเพื่อพูดคุยเรื่องเวลา

เมื่อถามว่าหากต้องขยายเวลาไปจริง จะทำยังไงไม่ให้ถูกครหาว่ารัฐบาลไม่ต้องการอภิปรายรายงานของ กกต. นายกรวีร์ กล่าวว่า เราแสดงความชัดเจนตั้งแต่วันแรกว่าอยากให้เวลาในการติดตามสอบถามของเพื่อนสมาชิกอย่างเต็มที่

” ซึ่งเวลาส่วนใหญ่ไม่ใช่รัฐบาลมาดึงเวลาของฝ่ายค้าน ไม่ใช่ว่าเราตั้งใจแล้วก็ดึงเกมเพื่อที่จะให้เป็น 3 วัน 4 วัน ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำอย่างนั้นอยู่แล้ว ยืนยันว่าเราไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำแบบนั้น” นายกรวีร์กล่าว

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า ในระเบียบวาระวันพรุ่งนี้ประธานได้บรรจุเอาไว้แล้วว่าจะเป็นกระทู้ถาม ตามด้วยเรื่องรับทราบรายงานและเรื่องชายแดนภาคใต้ เรื่องของ กกต. ที่มีประเด็นก็อยู่ในระเบียบวาระ

เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับ สส. ในพรรคหรือไม่หลังที่ประชุมสภาเกิดเหตุประท้วงวุ่นและอาจกระทบภาพลักษณ์ นายกรวีร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา 2 วันเต็ม ๆบรรยากาศในห้องประชุมเป็นไปด้วยดีมาโดยตลอดถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จนเมื่อคืนนี้ช่วงดึก มันก็เกินไปจริง ๆ มาพาดพิงทำให้พรรคการเมืองและเพื่อนสมาชิกเกิดความเสียหาย สส. ฝั่งรัฐบาลจำเป็นต้องลุกขึ้นประท้วงและชี้แจงข้อเท็จจริง หวังว่าวันนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก เราต่างฝ่ายต่างตั้งเป้าหมายเดียวกัน ถ้าเสียเวลาประท้วงให้ยืดเยื้อในสภาก็จะเสียเวลาการประชุมทั้งสองฝ่า

เมื่อถามว่าถ้าพรรคกล้าธรรมโหวตทิศทางเหมือนพรรคภูมิใจไทยแบบนี้บ่งบอกอะไรได้หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเขาไม่ได้โหวตเหมือนพรรคภูมิใจไทย ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่พรรคกล้าธรรม ก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้านลุกขึ้นทวงติ่งให้ข้อเสนอแนะเป็นเอกสิทธิ์ของสส. แต่ละคนแต่ละพรรค

ส่วนไม่ได้หมายความว่าจะจับมือกันใช่หรือไม่ นายกรวีร์ ยืนยันว่าไม่มีๆ