ถกงบปี 70 วาระ 2-3 วันที่สาม เด็กส้มประเดิม! ข้องใจงบ ปค. ซื้อซอฟต์แวร์ตรวจข้อมูลมือถือ 100 ล้าน

9 กันยายน 2569 เวลา 11:42 น.

“ปชน.”ข้องใจกรมการปกครองซื้อซอฟต์แวร์ตรวจข้อมูลมือถือ 100ล้านบาท ไม่โปร่งใส สืบราคาจากบริษัทที่มีรายได้ 0บาท และจัดซื้อซ้ำซ้อนกับตำรวจที่มีระบบตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์มือถืออยู่แล้ว

วันที่ 9 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2570 วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท วาระ2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เริ่มต้นพิจารณามาตรา20 กระทรวงมหาดไทย วงเงิน 226,929ล้านบาท น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอเสนอตัดงบโครงการจัดหาระบบวิเคราะห์และสำเนาข้อมูลโทรศัพท์มือถือ เพื่อการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล วงเงิน 100ล้านบาท ของกรมการปกครอง เป็นโครงการสำหรับดึงและตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐาน แต่ไม่สามารถชี้แจงได้ว่า ซอฟต์แวร์ที่จะซื้อคือผลิตภัณฑ์อะไร แต่กำหนดราคากลางมาแล้ว 100ล้านบาท โดยไปสืบราคาจาก 2บริษัท โดยบริษัทแรกมีรายได้ 0บาท ที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และบริษัทที่สองมีรายได้ 480,000บาท ทั้งที่โครงการมีวงเงิน 100ล้านบาท ช่วงนี้คำว่า “ฮั้ว”เป็นคำที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนบางกลุ่ม จึงต้องชี้แจงให้ได้อย่างโปร่งใส

ขณะที่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทางโทรศัพท์ ที่ระบุว่า ข้อมูลต้องถูกส่งไปให้ผู้บริการภายนอกประเทศช่วยประมวลผล จึงเป็นห่วงการเข้าถึงข้อมูล เพราะช่วงที่ผ่านมากรมการปกครองมีกระแสข่าวว่ามีข้อมูลหลุด รวมถึงเรื่องความซ้ำซ้อนการทำงาน เพราะปัจจุบันตำรวจและหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานมีการตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์อยู่แล้ว เหตุใดกรมการปกครองต้องซื้อระบบของตัวเองอีก 100ล้านบาท งานที่กรมการปกครองทำ มีอะไรที่ระบบของตำรวจทำไม่ได้ หากต่างคนต่างซื้อ คนที่จ่ายเงินคือประชาชน

อธิบดีปกครองฮึ่ม! ลั่นต่างชาติเข้ามาต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย เผย เนรเทศ เป็นแค่มาตรการหนึ่ง ชี้มีแรงกว่านี้อีกมาก

9 กันยายน 2569 เวลา 11:22 น.

“อธิบดีปกครอง” ลั่น ต่างชาติเข้าไทยต้องปฏิบัติตามกม.ไทย เผย “เนรเทศ” เป็นแค่มาตรการหนึ่ง ชี้มีแรงกว่านี้อีกมาก บอก ภาพรวมอยู่กันสงบสุข ไม่มีปัญหาอะไร แนะ หากทำกิจกรรมต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ สร้างความเข้าใจต่อสังคม ลั่น หากพบ จนท.เอี่ยวรับผลประโยชน์ สุสานยิวแปดริ้ว ดำเนินคดีเต็มที่

วันที่ 9 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.50 น. ที่รัฐสภา นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งเนรเทศชาวต่างชาติที่เข้ามาสร้างปัญหาให้กับประเทศไทยว่า เป็นการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 ซึ่งเราพยายามทำความเข้าใจกับทุกคนที่เข้ามาในประเทศไทย เรายินดีต้อนรับ แต่เมื่อเข้ามาแล้วต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย หากใครมีพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม กระทบความเป็นอยู่หรือความสงบสุขของประชาชนก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต่อไปนี้หากชาวต่างชาติคนใดเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้กับคนไทย จะใช้วิธีเนรเทศอย่างเดียวเลยหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ความจริงมีหลายความผิดอยู่ ซึ่งกฎหมายระบุไว้แล้ว เมื่อถามว่า มีชาวต่างชาติจำนวนมากหรือไม่ ที่เข้ามาสร้างความวุ่นวาย นายนฤชา กล่าวว่า เท่าที่รับรายงานเข้ามายังไม่มีอะไร ส่วนที่เป็นข่าวนั้นทราบกันดีอยู่แล้วว่า มีพฤติกรรมอย่างไร ส่วนรายอื่นยังไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่า กรณีชาวอิสราเอลที่เข้ามาถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าเป็นห่วงหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ต่างชาติที่เข้ามาแล้วอยู่อย่างสงบสุขมีเยอะแยะ จึงต้องดูเป็นราย ๆ ไป เราต้องดูในภาพรวม เห็นอยู่กันปกติดี เพียงแต่ในช่วงที่เขาทำกิจกรรม ต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า กิจกรรมเหล่านี้จะมีรูปแบบการแสดงออกอย่างไร หากไม่สร้างความเข้าใจกับสังคมจะทำให้เกิดปัญหาได้ บางพื้นที่เห็นอยู่ร่วมกับคนไทยได้อย่างสงบสุข ไม่เห็นมีอะไร
อย่างไรก็ตาม หากจะทำกิจกรรมเขาจะแจ้งเจ้าหน้าที่อยู่แล้วว่า เป็นงานอะไร จะทำกิจกรรมแบบไหน แต่ที่เป็นประเด็นอาจจะเป็นเพราะว่าอยู่ในช่วงนี้หรือไม่ เพราะมีข่าวต่างๆ ออกมา พอเขาจะจัดกิจกรรมอะไรประชาชนเลยตื่นตัว ตนมองว่า การจัดกิจกรรมของเขาถือเป็นเรื่องปกติ และไม่ใช่เขาเพิ่งเข้ามา บางคนเข้ามาโดยถูกต้องตามกฎหมายและเข้ามาตั้งรกรากอยู่นานแล้ว

เมื่อถามว่า กระทรวงมหาดไทยต้องกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สอดส่องดูแลในพื้นที่นั้น ๆ หรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า มีการสอดส่องทุกพื้นที่ในประเทศไทยอยู่แล้ว ไม่น่าที่จะมีปัญหาอะไร อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้การทำความเข้าใจกับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ เราไม่อยากให้ไปรบกวนบรรยากาศต่างๆ อยากให้ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข และ สื่อมวลชนเองต้องช่วยกันทำความเข้าใจด้วย ไม่ใช่ประเด็นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะออกไปทางลบทั้งหมด เรื่องในเชิงบวกก็มี ทั้งนี้สำหรับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 ที่ออกมาตนเห็นว่า เป็นมาตรการที่ชัดเจน และใช้ในการควบคุมความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่ของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า มาตรการเนรเทศถือเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดแล้วใช่หรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า มีกฎหมายรุนแรงกว่านี้อีกมากมาย การเนรเทศเป็นเพียงมาตรการหนึ่งเท่านั้นในการที่จะทำให้สังคมสงบสุข

เมื่อถามถึงกรณีชาวยิวเข้ามาแล้วสร้างสุสานที่ จ.ฉะเชิงเทรา นายนฤชา กล่าวว่า เขาขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นตาม พ.ร.บ.สุสานและฌาปนกิจ พ.ศ.2528 ซึ่งเขาทำกันมาโดยตลอด
เมื่อถามถึงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราให้เจ้าหน้าที่เอาเอกสารไปที่สุสานแต่ไม่พบเจ้าของที่ดิน กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร นายนฤชา กล่าวว่า เรื่องของการอนุญาต ต้องย้อนกลับไปที่ผู้ที่ให้อนุญาตเบื้องต้น ถ้าเป็นในเขตเทศบาล หรือ อบต. จะเป็นอำนาจของทางท้องถิ่น ส่วนที่ จ.ฉะเชิงเทรา ถ้าไม่พบเจ้าของพื้นที่ ถึงอย่างไรก็ต้องหาให้พบ เจ้าของพื้นที่ไม่มีตัวตนมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เรื่องนี้เดี๋ยวเจ้าหน้าที่คงจะมีวิธีการในการแจ้งของที่ดิน เอกสารราชการมีวิธีการแจ้งแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ยอมรับ โดยจะมีหมายออกไป เขาอาจจะยังไม่ยอมรับในตอนนี้ แต่ถึงอย่างไรคดีที่ จ.ฉะเชิงเทรา ตอนนี้เขาใช้สิทธิทางศาล เพราะเราไม่รับอุทธรณ์ให้มีการใช้พื้นที่ต่อไป เมื่อมันผิดหลักเกณฑ์กับปัจจุบัน ส่วนการอนุญาตที่ผ่านมาที่สงสัยว่าทำไมถึงอนุญาตนั้น ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าอนุญาตภายใต้หลักเกณฑ์อะไร แต่หลักเกณฑ์ปัจจุบันมันมีทั้งเรื่องของสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และความถูกต้องในการจัดการพื้นที่ตรงนั้น ซึ่งจะนำมาพิจารณาทั้งหมด จึงไม่ได้ต่อใบอนุญาตมา ทำให้พื้นที่ตรงนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ในปัจจุบัน ทั้งนี้ หากสิ่งที่ทำมาก่อนหน้านี้ผิดเราก็ต้องไปแก้

เมื่อถามย้ำว่า หากพบเจ้าหน้าที่เข้าไปเอื้อหรือรับผลประโยชน์ จะดำเนินการอย่างไร นายนฤชา กล่าวว่า ถ้าไปเอื้อหรือรับผลประโยชน์ถือว่าผิดกฎหมายล้านเปอร์เซ็นต์ ต้องดำเนินการกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ เมื่อถามว่า ความจริงกฎหมายเข้มข้นอยู่แล้วหรือไม่

นายนฤชา กล่าวว่า กฎหมายเราเข้มข้นอยู่แล้ว มีหลักเกณฑ์ หลักปฏิบัติครอบคลุมอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องมาปรับปรุงกฎหมายใหม่ เพราะเรื่องอย่างนี้ ที่อื่นก็ไม่มีปัญหาอะไร กรณีนี้เป็นสุสานของเอกชน สุสานของศาสนาอื่น หรือของสัญชาติอื่นที่อยู่ในเมืองไทย เขาก็อยู่กันเยอะแยะไปหมด ก็อยู่ได้ด้วยความปกติสุข ไม่เห็นมีปัญหาอะไร

ลุ้นบ่ายนี้! พิพัฒน์ นัด รฟท.-ประธานบอร์ด ถกหาข้อยุติ ปมเดินรถ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์

9 กันยายน 2569 เวลา 10:59 น.

“พิพัฒน์” คุยผู้ว่ารฟท.-บอร์ดการรถไฟ บ่ายนี้ หาข้อยุติ ยื้อซีพีแอร์พอร์ตลิ้งต่อ 4 เดือน

วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา09.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม สัมภาษณ์กรณีบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด(ในเครือซีพี) ได้ส่งหนังสือขอใช้สิทธิ์ยุติสัญญาโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้ง ในวันที่ 30 กันยายนนี้ได้ส่งหนังสือมาแล้วหรือยัง ว่า แอร์พอรต์ลิ้งได้ส่งจดหมายมาแล้ว เดี๋ยวช่วงบ่ายวันนี้จะมีการหารือกันที่กระทรวงคมนาคม โดยจะเชิญนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟฟ้า แห่งประเทศไทย(รฟท.) และประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ประธานบอร์ดการรถไฟ)มาหารือ ซึ่งเขาก็มีการยื่นเงื่อนไขมาพอสมควร โดยเราต้องมาดูว่าเงื่อนไขอะไรที่เราพอรับได้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่เราต้องหาวิธีให้เขาเดินรถต่อ ซึ่งเงื่อนไขบางข้อ เขาพร้อมที่จะเดินรถต่อ แต่มีเงื่อนไขบางส่วน ที่พวกเราจะต้องรับ

เมื่อถามว่า รฟท.เสนอขยายเอ็มโอยูให้ซีพีเดินรถแอร์พอร์ตลิงค์อีก 4 เดือน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เขาพร้อมเดินตามเงื่อนไขถึงสิ้นปี คือประมาณ 4 เดือน

เมื่อถามย้ำว่า เงื่อนไขพอที่จะพูดคุยกันได้หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ก็น่าจะคุยกันได้อยู่ แต่ยังไงขอหารือในบ่ายวันนี้ก่อน ซึ่งเราต้องพยายามหาข้อสรุปให้ได้ ไม่อย่างนั้นความมั่นใจของประชาชนคนเดินทาง ก็จะไม่มีความมั่นใจ ยังไงก็จะต้องมีข้อสรุปเบื้องต้นว่าเราจะสรุปอย่างไร เพื่อตอบไปยังผู้ประกอบการ

ถามอีกว่าจะมีแผนสำรองหรือไม่หากการพูดคุยไม่ลงตัว นายพิพัฒน์กล่าวว่า เราก็ต้องเตรียมความพร้อม ว่าเราต้องดำเนินการด้วยตัวเราเองให้ได้ ซึ่งทางรฟท.บอกแล้วว่าจะให้บริษัทลูกรับช่วงต่อ และเราก็ต้องเตรียมการ แต่การที่เราจะให้ซีพี เดินรถให้เราจนถึงสิ้นปีก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง

เมื่อถามอีกว่า มีการมองกันว่าช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างซีพี กับบริษัทลูกของรฟท.จะมีปัญหาหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่าไม่มีปัญหา เพราะในอดีตก่อนหน้านี้ บริษัทลูกของรฟท. เดินรถอยู่แล้วก่อนที่ภาคเอกชนจะเข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งถ้าหากเขาจัดส่งคืนเราก็รับช่วงต่อกลับไปบริหารเหมือนเดิม ขณะที่บุคลากรส่วนหนึ่งไปอยู่กับผู้ประกอบการภาคเอกชน ส่วนที่ขาดเราก็จัดเติมเข้าไป

ผมรักเมืองไทย ไม่น้อยไปกว่าใคร ‘สันติสุข’ลั่นขอเฝ้าดูไม่เปลี่ยนไป กางข้อมูลป้องอนุทิน เบรกเกมเปลี่ยนขั้วการเมือง

9 กันยายน 2569 เวลา 08:52 น.

วันที่ 9 กันยายน 2569 นายสันติสุข มะโรงศรี พิธีกรและผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ผมคิดอย่างนี้นะครับ

ทักษิณ เป็นนายกฯ เดือน กพ 44 เป็นนายกฯ อยู่กว่า 4 ปี

จากนั้น คุณสนธิเริ่มจัดเมืองไทยสัญจร แฉรัฐบาล เดือน กย 48

จากนั้น พธม ชุมนุมครั้งแรก กพ 2549 หลังทักษิณอยู่ในอำนาจรัฐต่อเนื่อง 5 ปีเต็ม

ผู้คนเข้าร่วมมากมาย เพราะตลอด 5 ปีในฐานะผู้นำรัฐบาลนั้น สำแดงให้รู้เช่นเห็นชาติ และรู้เท่าทันชัดเจนแล้วว่า ระบอบทักษิณมีการทุจริตชัดเจนอย่างไรบ้าง (คดีทุจริตมีหลักฐานชัดเจน ต่อมา ถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก ยึดทรัพย์ร่ำรวยผิดปกติ)

ปัจจุบัน นายอนุทินเป็นนายกฯ ครั้งแรก 8 กย 68! ครั้งที่สอง 20 มีค 69 (นับรวมสมัยรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วย กับสมัยปัจจุบัน ) รวม 1 ปี กับอีกไม่กี่วัน

ถ้านับอายุรัฐบาลปัจจุบัน เริ่มแถลงนโยบายเมื่อ 9 เม.ย 69 ทำงานมา 5 เดือนเศษ !

ถ้าล้มอนุทินพ้นนายกฯ ขั้วอำนาจเปลี่ยนมือ พรรคส้มก็ครองเมือง เพราะจะเป็นแกนนำแทน (+แดง+เขียว+ฟ้า จึงจะเป็นรัฐบาลได้) แล้วนโยบายพรรคส้มเป็นอย่างไร รัฐบาลผสมสีเช่นนี้ เอาอะไรมาเชื่อว่า หน้าครม และฝีมือ จะดีกว่าปัจจุบัน!?!?!

ถ้าบอกว่า รบ.นี้มีแดง รบ.ใหม่ก็ต้องมีแดงอยู่ดีครับ แถมเขียวด้วย 555

แต่ตอนนี้ พอน้ำเงินนำ จะเห็นว่า ปัญหาการเมืองจำพวกนิรโทษคดีโกง นิรโทษ112 แก้112 เปิดกาสิโนในเอนเตอร์เทนเม้นท์ จะเอาทุนสำรองมาลงทุน ฯลฯ ถูกสะกดไว้หมด

ส่วนปัญหาบ้านเมืองในปัจจุบัน รัฐบาลอนุทินก่อขึ้นมาเอง หรือกำลังแก้ปัญหาวิกฤติระดับโลก+ปัญหาที่หมักหมมมายาวนาน กันแน่?

ดาต้าเซนเตอร์ เปิดตั้งแต่เมื่อไหร่ อนุมัติสร้างเมื่อไหร่ ปัจจุบันเพิ่งมี กก ดาต้าเชนเตอร์ครั้งแรกยุคนี้ วางแนวทางรับมือการลงทุนให้สมดุล น้ำ ไฟ สิงแวดล้อม ชุมชน ผลได้ทาง ศก. คำขอใหม่ชะลอไปก่อน
ต่างด้าวเข้าครองไทย นอมินีเข้ามาเมื่อไหร่ อิสราเอล-จีนเทามาเมื่อไหร่ ยุคนี้เป็นยุคลดฟรีวีช่าจาก 60 วัน เหลือ30วัน ยกเครื่องการเนรเทศ ยึดทรัพย์นอมินี ยึดที่ดิน ดำเนินคดีมากเป็นประวัติการณ์

ยุคนายกฯคนก่อน เบน สมิธยืนข้าง รมต หราเลย แต่ยุคนี้ ต้องหนีหัวซุกหัวซุน โดนยึดทรัพย์กว่า 2 หมื่นล้าน

ยิ่งสงครามกับฮุนเซน เอาแผ่นไทยคืนหลายหมื่นไร่ ปิดพรมแดนจนปัจจุบัน ท่ามกลางไส้ศึก เซาะกร่อนทำลายกองทัพ ปั่นให้แตกแยก ด้อยค่าทหารมีไว้ทำไม

เจอสงครามการค้าของสหรัฐ ใช้กำแพงภาษี เดินสายหามิตร ดุลอำนาจโลกใหม่ จีน สหรัฐ ฝรั่งเศส อิหร่าน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเชีย เมียนมา ลาว สิงคโปร์ ฯลฯ คบหมด

เจอสงครามสหรัฐ-อิหร่าน วิกฤติพลังงานทั่วโลก บั่นทอน ศก ภายในประเทศ ต้องกู้เงินมาพยุงกำลังซื้อ ช่วยคนรายได้น้อย คนจนจริงๆที่ไม่เคยได้บัตรสวัสดิการฯกำลังจะได้เป็นล้านคน สินค้าเกษตรไม่ได้แย่ทุกตัว ยาง ปาล์ม มัน ข้าวโพด ฯลฯ ตัวไหนไม่ดี ก็เห็นศุภจีทำงานอยู่ ดีกว่าอดีต รมต หลายคนเลยล่ะ ฯลฯ

หวยยังเกิน 80 บาท มีโควต้าทิพย์ นอมินี กำลังจี้ให้จัดการ ไม่งั้นก็ 157

คดีเขากระโดง ก็มีมากี่ปีแล้ว ถ้ามันง่าย คงเอาคืนมาหมดนานแล้ว แต่คดี รฟท ฟ้อง อยู่ในศาลแล้ว รอศาลตัดสิน

คดีฮั้ว สว กกต ถือเผือกร้อน อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมาย จะเป็นเหมือนสามหนาห้าห่วงมั้ย รอดูสิ สมัย กกต ทำคดียุบพรรค ปชป เราก็เรียกร้องอย่ากดดันคุกคาม กกต (ล่าสุด เท้งชวนลงถนนเดินกดดัน กกต เลยนะ555)

ขี้เกียจเขียนต่อละ

เอาเป็นว่า วันนี้ ใครว่านักการเมืองก็ว่าไป แต่ใครโจมตีระบอบสีน้ำเงิน ลากเอาสถาบัน ลากลุงตู่มาถล่มด้วย ใครเข้าร่วมก็แล้วแต่ ผมขอเฝ้าดู ไม่เปลี่ยนไป

ผมก็รักเมืองไทยนะครับ รักประเทศไทย รักความสงบสุข รักถิ่นฐานบ้านเรา ไม่น้อยไปกว่าใครหรอกครับ

สันติสุข มะโรงศรี

8 กย 2569

ผอ.JIC ไม่ทิ้งทหารแนวหน้า จัดหมูกระทะเติมพลังใจ กำลังพลขอบคุณ ย้ำพร้อมปกป้องแผ่นดินไทยเต็มกำลัง

9 กันยายน 2569 เวลา 07:55 น.

“ผอ.JIC ” ไม่ทิ้งทหารแนวหน้า จัดหมูกระทะเติมพลังใจ กำลังพลขอบคุณ ย้ำพร้อมปกป้องแผ่นดินไทยเต็มกำลัง

วันที่ 9 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 8 กันยายน พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ. JIC) ลงพื้นที่ จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด เพื่อจัดเลี้ยงหมูกระทะแก่กำลังพลทหารแนวหน้า เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามฐานปฏิบัติการต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของไทยตามแนวชายแดน

การลงพื้นที่ของ ผอ. JIC เพื่อต้องการส่งกำลังใจถึงทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่แนวหน้าโดยตรง พร้อมจัดอาหารให้กำลังพลได้รับประทานร่วมกัน ท่ามกลางภารกิจสำคัญในการดูแลความมั่นคงและปกป้องอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ผอ. JIC ได้กล่าวขอบคุณทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง พร้อมเดินทางมาให้กำลังใจแก่กำลังพลถึงพื้นที่ และยืนยันว่าทหารไทยทุกนายยังคงมีขวัญและกำลังใจที่ดีเยี่ยม

ทั้งนี้ การจัดเลี้ยงดังกล่าวนอกจากช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายและความอบอุ่นแก่กำลังพลแล้ว ยังเป็นการย้ำถึงการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ทหารแนวหน้าพร้อมปฏิบัติภารกิจดูแลความมั่นคงและปกป้องผืนแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง

‘ดร.สุวินัย’ กาง 7 End Game ม็อบ ‘สนธิ’ จะพาคนเหล่านั้นไปจบตรงไหน ?

9 กันยายน 2569 เวลา 07:41 น.

ดร.สุวินัย

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์ แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ล่าสุดวันนี้ 9 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ภาพพร้อมข้อความวิเคราะห์ถึงของ สนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยข้อความทั้งหมดระบุว่า “สนธิจะพาประชาชนไป End Game ตรงไหน?

สุวินัย ภรณวลัย

////
การเริ่มม็อบไม่ใช่เรื่องยากที่สุด
สิ่งที่ยากกว่าคือ
จะจบม็อบอย่างไร?
นี่เป็นคำถามที่ผู้เขียนคิดว่า
คุณสนธิ ลิ้มทองกุล
ควรตอบให้ชัดเสียตั้งแต่วันนี้
เพราะหลังจากประกาศ
“เอาประเทศไทยของเราคืนมา”
จะเดินสายทั่วประเทศ
จะเปิดแนวรบกับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”
และจะเริ่มพาคนออกจากโลกของสื่อเข้าสู่โลกของถนน
คำถามทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่
จะระดมคนได้กี่คน
แต่คือ
ถ้าระดมได้สำเร็จแล้ว จะพาคนเหล่านั้นไปจบตรงไหน? (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..
ผู้เขียนลองตั้งสมมติฐานให้คุณสนธิอย่างดีที่สุดว่า
ประชาชนจำนวนมากคล้อยตามเรื่องเล่าของคุณสนธิทุกอย่าง เหมือนช่วงสมัยพีคของพันธมิตรฯ ระหว่างปี พ.ศ. 2549-2551
ทำให้การเคลื่อนไหวของม็อบสนธิขยายตัวขึ้นจริง ในระดับเดียวกับม็อบกปปส. ปี พ.ศ. 2557
ต่อให้ม็อบสนธิไปถึงจุดนั้น
ผู้เขียนก็มองเห็น End Game ที่เป็นไปได้อยู่ไม่กี่แบบเท่านั้น
…..
End Game ที่หนึ่ง
กดดันรัฐบาลให้แก้ปัญหา โดยรัฐบาลยังอยู่ต่อ
นี่คือ End Game ที่เบาที่สุด
คุณสนธิไม่จำเป็นต้องล้มรัฐบาลตามที่กล่าวอ้างแต่แรก
เพียงสร้างแรงกดดันมากพอให้รัฐบาล
เร่งคดีบางคดี
จัดการทุนเทา
แก้ปัญหาต่างชาติ
ทบทวนนโยบายบางเรื่อง
เปิดเผยข้อมูล
หรือจัดการคนบางกลุ่ม
หากเป้าหมายเป็นเช่นนี้
การเคลื่อนไหวของม็อบสนธิสามารถประกาศชัยชนะเป็นเรื่อง ๆ ได้
รัฐบาลยอมเรื่องหนึ่ง
ม็อบก็เก็บแต้มหนึ่ง
แล้วกลับบ้าน
นี่เป็น End Game ที่ม็อบสนธิมีทางลงง่ายที่สุด
และน่าสังเกตว่า
คำพูดล่าสุดของคุณสนธิที่ว่า
“ไม่ไล่รัฐบาล แต่ให้อยู่ไม่เป็นสุข”
ดูจะใกล้กับฉากทัศน์นี้มากที่สุด
แต่มีปัญหาหนึ่ง
ถ้าเป้าหมายของม็อบสนธิเพียงต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาเป็นเรื่อง ๆ
แล้วเหตุใดเรื่องเล่าจึงต้องขยายใหญ่ไปถึง
“ระบอบสีน้ำเงิน” และ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา”?
เพราะยิ่งม็อบสนธิชูคำขวัญเรื่องเล่าเสียใหญ่โต
End Game แบบแก้ปัญหาทีละเรื่อง
ก็ยิ่งดูเล็กลงเมื่อเทียบกับสิ่งที่ปลุกระดมเอาไว้
…..
End Game ที่สอง
กดดันจนอนุทินลาออก แต่รัฐบาลผสมเดิมยังอยู่
สมมติแรงกดดันของม็อบสนธิพุ่งตรงไปที่ตัวนายกรัฐมนตรี
จนในที่สุดคุณอนุทินต้องลาออก
คำถามคือแล้วใครขึ้นแทน?
เพราะการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี
ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทั้งหมด
พรรคร่วมอาจเจรจากันใหม่
หานายกรัฐมนตรีคนใหม่
จัดสมการในสภาใหม่
แล้วรัฐบาลก็ดำเนินต่อ
หากเป็นเช่นนั้น
คุณสนธิอาจชนะ “อนุทิน”
แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่า
สิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” หายไปแล้ว
จึงเกิดปัญหาทันทีว่า
ชัยชนะเหนือบุคคล
จะถือเป็นชัยชนะเหนือระบอบได้อย่างไร?
…..
End Game ที่สาม
ยุบสภา เลือกตั้งใหม่
นี่เป็น End Game ที่ชัดเจนที่สุดในระบบรัฐสภา
ถ้าคุณสนธิเชื่อว่า
รัฐบาลนี้หมดความชอบธรรม
ประชาชนไม่เอาแล้ว
ระบอบสีน้ำเงินไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม
ก็คืนไพ่ทั้งหมดให้ประชาชน
เลือกตั้งใหม่
แล้วให้คนไทยทั้งประเทศตัดสิน
ปัญหาคือ
ผลการเลือกตั้งอาจไม่ได้ออกมาตามที่ผู้ชุมนุมต้องการ
พรรคที่คุณสนธิไม่ชอบ
อาจกลับมาอีก
พรรคภูมิใจไทยอาจได้มากกว่าเดิมก็ได้
หรือพรรคประชาชนอาจกลายเป็นผู้ชนะ
ไม่มีใครรู้
นี่คือธรรมชาติของการคืนอำนาจให้ประชาชน
คืนแล้วต้องยอมรับด้วยว่า
ประชาชนอาจเลือกสิ่งที่เราไม่ชอบ
ม็อบสนธิพร้อมรับผลแบบนั้นหรือไม่
End Game นี้ก็มีตรรกะในตัวเอง
…..
End Game ที่สี่
เกิดพันธมิตรต่อต้าน “ระบอบสีน้ำเงิน” ขนาดใหญ่
ฉากนี้น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้เขียน
เพราะวันนี้ไม่ได้มีเพียงคุณสนธิที่กำลังเคลื่อนไหว
ฝ่ายพรรคส้มเองก็กำลังเคลื่อนไหวเรื่อง ส.ว. และ กกต.
วันนี้สองขบวนยังเดินแยกกัน
ฐานมวลชนต่างกัน
ประวัติศาสตร์ต่างกัน
วัฒนธรรมการเมืองต่างกัน
แต่มีพื้นที่หนึ่งเริ่มซ้อนทับกันคือ
การต่อต้านสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”
ถ้าวันหนึ่งสองกระแสบรรจบกัน
สนามการเมืองจะเปลี่ยนทันที
เพราะฐานสนธิเพียงลำพังอาจมีข้อจำกัดในการขยายมวลชน
แต่ถ้าฐานพรรคส้มเข้ามาร่วมด้วย
มันอาจกลายเป็นแนวร่วมข้ามรุ่น ข้ามสี
และข้ามประวัติศาสตร์การเมืองเดิม
ปัญหาก็คือ รวมกันเพื่ออะไร?
ล้มอนุทิน?
ยุบสภา?
แก้รัฐธรรมนูญ?
จัดการ ส.ว.?
หรือเพียงมีศัตรูร่วมกันชั่วคราว?
การมีศัตรูร่วมกันสามารถทำให้คนเดินถนนสายเดียวกันได้
แต่ไม่ได้หมายความว่า
พวกเขามองเห็นประเทศไทยหลังชัยชนะเป็นประเทศแบบเดียวกัน
ดังนั้นยิ่งแนวร่วมใหญ่
คำถามเรื่อง End Game ยิ่งใหญ่ตามไปด้วย
…..
End Game ที่ห้า
ม็อบสนธิขยายใหญ่ แต่ไม่มีใครสามารถปิดเกมได้
นี่ต่างหากที่ผู้เขียนคิดว่าน่ากังวลที่สุด
สมมติ Trigger เกิดขึ้นจริง ม็อบจุดติดจริง
ประชาชนจำนวนมากรู้สึก “รับไม่ได้”
มวลชนไม่ได้ออกมาเพราะคุณสนธิเรียกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
คนส้มออก
คนกลางออก
ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ออก
ต่างจังหวัดเริ่มเคลื่อน
ถึงจุดหนึ่ง
คลื่นอาจใหญ่กว่าเจ้าของเวที
ตอนนั้นคำถามจะเปลี่ยนจาก
“คุณสนธิจะพามวลชนไปไหน?”
เป็น
“ยังมีใครพามวลชนไปไหนได้อยู่หรือไม่?”
นี่คือสิ่งที่การเมืองบนถนนมีความเสี่ยงเสมอ
คนจุดไฟ
ไม่ได้หมายความว่าจะควบคุมทิศทางของไฟได้ตลอดไป
ข้อเรียกร้องสามารถขยายตัว
กลุ่มใหม่สามารถเข้ามา
เป้าหมายสามารถเปลี่ยน
ความคาดหวังสามารถสูงขึ้น
จนไม่มีข้อเสนอใดพอจะประกาศชัยชนะและพาคนกลับบ้านได้อีก
นี่คือ Movement without Exit
เคลื่อนไหวได้
ขยายได้
แต่หาทางลงไม่ได้
…..
End Game ที่หก
วิกฤตถูกผลักจนกลไกนอกระบบเข้ามาเป็นผู้ปิดเกม
หากเกิดพร้อมกันทั้ง
รัฐบาลอ่อนแรง
สภาติดล็อก
ม็อบขยายตัว
ความชอบธรรมของสถาบันการเมืองตกต่ำ
และไม่มีฝ่ายใดสร้างทางออกในระบบได้
สุญญากาศทางการเมืองจะเกิดขึ้น
และเมื่อเกิดสุญญากาศ
ประวัติศาสตร์ไทยสอนเรามาแล้วหลายครั้งว่า
อาจมีผู้เล่นที่ไม่ได้มาจากสนามเลือกตั้ง
เสนอตัวเข้ามา “แก้ปัญหา”
ปัญหาคือ
เมื่อถึงตรงนั้น
ประชาชนที่ออกมาชุมนุม
อาจไม่ได้เป็นคนกำหนด End Game อีกต่อไปแล้ว
…..
End Game ที่เจ็ด
ไม่มี End Game เพราะม็อบแป๊กเสียก่อน
นี่คือฉากทัศน์ที่ง่ายที่สุด
และบางทีอาจเป็นฉากทัศน์ที่คนวิเคราะห์การเมืองมักมองข้ามที่สุด
เพราะเราชอบจินตนาการว่า
เมื่อแกนนำประกาศศึก
มวลชนจะต้องออกมา
เมื่อเดินสายทั่วประเทศ
มวลชนจะต้องเพิ่มขึ้น
เมื่อโจมตีรัฐบาลหนักขึ้น
แรงกดดันจะต้องสูงขึ้น
และเมื่อแรงกดดันสูงขึ้น
รัฐบาลจะต้องเข้าสู่วิกฤต
แต่ในโลกจริง
ลูกศรเหล่านี้ไม่ได้เชื่อมกันโดยอัตโนมัติ
…..
คุณสนธิอาจจัดกิจกรรมได้
เดินสายได้
ปราศรัยได้
เปิดประเด็นใหม่ทุกสัปดาห์ได้
มีคนฟัง
มีคนแชร์
มีคนเห็นด้วย
และอาจมีคนออกมาร่วมกิจกรรมเป็นครั้งคราว
แต่ทั้งหมดนั้น
ยังไม่จำเป็นต้องกลายเป็น Movement (ขบวนการมวลมหาประชาชน)
…..
เพราะจากคนเห็นด้วย
ไปสู่คนยอมออกจากบ้าน
มีช่องว่างอยู่
จากคนออกจากบ้านหนึ่งครั้ง
ไปสู่คนกลับมาอีกครั้ง
ก็มีช่องว่างอีก
และจากคนกลุ่มเดิม
ไปสู่การขยายออกนอกฐานมวลชนเดิม
ยิ่งมีช่องว่างใหญ่กว่าเดิม
ดังนั้นเส้นทางที่คุณสนธิต้องผ่านจริง ๆ คือ
Mobilization
→ Expansion
→ Retention
→ Movement
ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง
ขบวนการก็อาจหยุดอยู่กลางทาง
…..
ม็อบสนธิจึงไม่จำเป็นต้อง “แพ้”
เพราะรัฐบาลปราบ
ไม่จำเป็นต้องแพ้
เพราะแกนนำถูกจับ
และไม่จำเป็นต้องแพ้
เพราะมีใครออกมาสกัด
มันสามารถจบลงอย่างเงียบ ๆ ได้ด้วยเหตุผลง่ายที่สุดว่า
<< คนส่วนใหญ่ไม่ออกจากบ้าน >> (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
…..
นี่คือ End Game ที่น่าสนใจมาก
เพราะไม่มีฉากจบอันยิ่งใหญ่
ไม่มีชัยชนะ
ไม่มีความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์
ไม่มีรัฐบาลล้ม
ไม่มีการยุบสภาเพราะแรงม็อบ
ไม่มีอำนาจนอกระบบออกมาปิดเกม
มีเพียงกิจกรรมที่ยังจัดได้
รายการที่ยังพูดได้
การเดินสายที่ยังเดินได้
ผู้สนับสนุนเดิมที่ยังปรบมือ
แต่จำนวนคนใหม่ไม่เพิ่ม
และพลังทางการเมืองไม่สามารถสะสมจากกิจกรรมหนึ่ง
ไปสู่อีกกิจกรรมหนึ่งได้
…..
ในที่สุด
สิ่งที่ประกาศใหญ่โตว่า
“เอาประเทศไทยของเราคืนมา”
อาจค่อย ๆ ลดรูปลงเหลือเพียง
Campaign ที่มีผู้ติดตาม
แต่ไม่เคยเปลี่ยนสถานะเป็น
Movement ที่สามารถเปลี่ยนสมการอำนาจ
…..
และนี่ต่างหาก
คือความหมายของคำว่า “แป๊ก”
ที่ผู้เขียนใช้
มันไม่ได้หมายความว่า
วันที่ 10 กันยายนต้องมีคนเพียงหลักร้อย
หรือวันที่ใดวันหนึ่งมีคนออกมาน้อยกว่าที่คาด
ต่อให้วันหนึ่งมีคนออกมาหลักหมื่น
ก็ยังตัดสินไม่ได้
เพราะคำถามไม่ใช่
“วันนี้มากี่คน?”
แต่คือ
“มันขยายตัวและรักษามวลชนจนกลายเป็นขบวนการทางการเมืองที่ต่อเนื่องได้หรือไม่?”
…..
ดังนั้น เมื่อกางกระดานทั้งหมดแล้ว
End Game ของคุณสนธิจึงอาจไม่ได้มีเพียง
รัฐบาลยอม
นายกรัฐมนตรีออก
ยุบสภา
ส้มกับเหลืองบรรจบกัน
วิกฤตไร้ทางลง
หรืออำนาจนอกระบบเข้ามาปิดเกม
ยังมีฉากสุดท้ายที่ธรรมดากว่านั้นมาก
คือ
<< ไม่มีใครต้องมาปิดเกม
เพราะเกมค่อย ๆ ปิดตัวมันเอง >>
…..
เสียงกลองยังดัง
รายการยังออก
เรื่องเล่ายังดำเนินต่อ
ผู้ศรัทธายังอยู่
แต่คนที่อยู่นอกโลกของสื่อสนธิ
ไม่ได้เดินตามออกมามากพอ
และถ้าเป็นเช่นนั้น
End Game ที่เจ็ด
ก็มีชื่อสั้น ๆ เพียงสองพยางค์ว่า
“แป๊ก”
…..
คิดว่าอีกไม่นานเกินรอ คำตอบน่าจะออกมาเองว่า
เป็น End Game แบบไหน
~ สุวินัย ภรณวลัย

สุวินัย ภรณวลัย

หลังจากที่โพสต์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ม็อบจุดไม่ติดแน่นอนครับ”

“แฟนคลับแกหมดแล้ว แป้ก100%”

“End Game ที่เจ็ด ก็ควรเป็นได้ ขอบคุณมากครับ “

“เลข 7 มักจะเป็นเบอร์ประจำตัวของนักกีฬาประเภททีมที่โดดเด่นและมีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ เช่น เบคแฮม โรนัลโด้ และอย่างเมื่อคืนก็มีดาวรุ่งทีมวอลเลย์บอลสาว น้องออมทรัพย์ก็เบอร์ 7 เรื่องนี้ก็เหมือนกันครับ เบอร์ 7 นำมาแบบไม่เห็นฝุ่นแน่นอนครับ”

“End game แบบที่ 1-6 คือมรณกรรมของประเทศ ขอเลือก End game แบบที่ 7 ค่ะ หรือไม่ก็ End game แบบ 6 ให้ผู้เล่นนอกระบบเข้ามาเหมือน สมัยกปปส จากนั้นผู้เล่นนอกระบบไปเชิญลุงตู่กลับมาเป็นนายก แล้วสื่อค่อยถล่มลุงตู่ใหม่ วนเวียนเป็น never ending story แบบเดิมๆ ค่ะ ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ…จุด จุด จุด”

“เลือกข้อ คนไม่อยากออกจากบ้านค่ะ เพราะเศรษฐกิจช่วงนี้ไม่ค่อยดี ปกติคนก็มักออกจากบ้านน้อยลงอยู่แล้ว เพราะการออกมาที มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นค่ะ”

“#ความพยายามเป็นของมนุษย์แต่ความสำเร็จเป็นของฟ้า”

“ขอบคุณค่ะอาจารย์”

สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

สภาฯถกงบปี 70 วาระ 2 วันที่ 2 ผ่านทั้งหมด 19 มาตรา ใช้เวลา 31 ชม.

9 กันยายน 2569 เวลา 07:36 น.

ถกงบฯปี70สองวัน! ผ่านไป19มาตรา ใช้เวลาไปกว่า31ชั่วโมง ยังเหลืออีก22มาตรา ลุยต่อเช้าเก้าโมง ด้าน ‘อภิสิทธิ์’ อัด ‘งบ ก.พลังงาน’ ไม่ตรงปกตามที่โฆษณา โวแก้ ‘น้ำมันแพง’ ทำรัฐบาลเก็บเงินหน้าโรงกลั่น สุดท้าย ปชช.แบกภาระเอง

วันที่ 8 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 22.20น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระ2 เข้าสู่การพิจารณามาตรา 18 กระทรวงพลังงาน

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ที่ตนได้ปรับลดร้อยละ 10 ของกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะด้านพลังงานไม่ได้ทำหน้าที่เพียงพอในการปกป้องผลประโยชน์ประชาชนและประเทศ โดยเรื่องที่เราพูดกันมาตลอดเป็นเรื่องของพลังงานน้ำมัน และค่าไฟ ซึ่งตนจะขอเป็นคนให้ความเป็นธรรมเอง แต่ทราบว่าวิกฤตพลังงานไม่ได้ขึ้นหรือเริ่มต้นจากรัฐบาล หรือเรื่องภายในประเทศ แต่สิ่งตนยืนยันมาตลอดรัฐบาลไม่บริหารตรงนี้อย่างจริงจัง จนส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้นเราต้องใช้เงินอย่างมหาศาลในการที่จะมาเยียวยากำลังซื้อประชาชน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนหยิบทั้งเรื่องของน้ำมันและไฟฟ้ามานั้น โดยค่าน้ำมันแพงสูงนั้นเราไม่ได้เพิ่งมาเผชิญ ในอดีตเราเผชิญสูงกว่านี้แต่รัฐบาลสามารถจัดการน้ำมันดีเซลได้ดีกว่านี้ และวันนี้สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดคือจากเดิมเมื่อรัฐมนตรีบอกกับพวกเราว่าครั้งนี้จะปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ และพร้อมที่จะให้นายทุนหรือกลุ่มทุนพลังงาน ธุรกิจใหญ่ต้องมาแบกรับภาระเผชิญกับรัฐบาล และจะนำมาช่วยประชาชนครั้งแรก แต่ที่ตนเห็นผ่านครึ่งปีไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมในแบบโครงสร้าง แต่รัฐมนตรีจะมาบอกว่าเป็นครั้งแรกที่ไปเอาเงินจากโรงกลั่นประมาณ 10,000 กว่าล้านบาท แต่ต้องอย่าลืมไปดูว่าข้อเท็จจริงในวันนี้โรงกลั่นกำไรเท่าไหร่ และสูตรที่พยายามคิดมานั้นตนดูตารางทุกวัน ตนรู้ว่าท่านก็ยังใช้หลักผลตอบแทนของโรงกลั่นต้องไม่ลดลง ใช้สูตรแบบนี้ไม่คิดที่จะให้รวมกันธุรกิจมาเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขกับประชาชนหรือไม่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า แบบมีหนี้ที่เพิ่มขึ้นและทำให้รัฐบาลต้องออกกฎหมายและกระทบกับการการคลัง ตนจึงมองว่านี่เป็นข้อบกพร่องอย่างชัดเจน ส่วนค่าไฟชัดเจนเช่นเดียวกันว่าในภาวะราคาผันผวนต้องปรับเปลี่ยนสูตรค่าไฟ แต่ก็ยังไม่เป็นรูปธรรมที่สำคัญที่รัฐบาลพยายามดำเนินตามที่หาเสียงไว้นั้นก็ยังไม่มีคำตอบให้กับสังคม ว่าเอาเงินมาจากไหนที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืนเข้าใจว่าในที่สุดจะไปเฉือนกำไรจากรัฐวิสาหกิจทั้งหลาย ซึ่งนั่นก็เป็นของประชาชน และในที่สุดประชาชนเท่านั้นที่แบกรับภาระ นี่คือเหตุผลที่ตนยอมรับไม่ได้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า อีกประการคือเรื่องของการเปลี่ยนผ่าน อภิปรายเงินกู้ 2 แสนล้านก็แล้ว เงินซ้ำซ้อนในงบกลางก็แล้วสิ่งที่เราเห็นชัดเจนก็ยังไม่มีที่ชัดเจนไม่มีคำตอบโครงการที่จะผ่านการกลั่นกรองจะสามารถทำได้จริง เมื่อพิจารณารวมกับหน้าที่ของกระทรวงแล้ว ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายอื่น เช่น ดาต้า เซ็นเตอร์ รีบทำให้มองไม่เห็นเลยว่าอะไรคือนโยบายอะไรคือยุทธศาสตร์ ตนไม่เชื่อว่าการปล่อยดาต้า เซ็นเตอร์ แบบนี้แล้วจะสามารถเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ ดังนั้นจึงทำให้ตนไม่สามารถยอมรับว่าในการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงาน ที่ไม่ได้มีการทำแผนยุทธศาสตร์ เพื่อให้ประชาชนมองเห็นอนาคต แต่ไม่ต้องคิดถึงอนาคต แค่หลายเดือนที่ผ่านมาในการบริหารประชาชนคือผู้ที่แบกภาระไม่ตรงกับปกที่ประกาศว่าจะปฏิรูปครั้งใหญ่ ทำให้ผู้ที่มีผลกำไรใหญ่มาเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกับพวกเรา

จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติในมาตรา18 เห็นชอบกับกมธ.เสียงข้างมากให้มีการแก้ไข ด้วยคะแนน275 ต่อ 118 งดออกเสียง58

ต่อมาเวลา00.09น. วันที่9ก.ย. ได้เข้าสู่การพิจารณาในมาตรา19 งบประมาณกระทรวงพาณิชย์ โดยท้ายที่สุด ที่ประชุมเห็นชอบตามที่กรรมาธิการฯเสียงข้างมากแก้ไข ด้วยมติ 274 ต่อ 115 งดออกเสียง 52 จากนั้น น.ส.มัลลิกา จิระพันธ์ุวาณิช รองประธานสภาฯ คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้สั่งพักการประชุมในเวลา00.40น. และนัดประชุมใหม่ในวันนี้(9ก.ย.) เวลา09.00น. ซึ่งจะเริ่มที่ มาตรา 20 งบประมาณกระทรวงมหาดไทย รวมเวลาอภิปรายตลอดทั้ง 2 วัน กว่า 31 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม การอภิปรายฯ ผ่านไปได้เพียง 19 มาตรา จากทั้งหมด 41 มาตรา ยังเหลือการอภิปรายอีก 22 มาตรา

สภาเดือดกลางดึก ‘ภูมิใจไทย-ปชน.’ ปะทะกันนัว-สาดวิวาทะปมงบน้ำบาดาล 1.5 พันล้าน

9 กันยายน 2569 เวลา 07:26 น.

ถกงบฯปี70วันที่สองเดือดหัวดึก! ‘ภูมิใจไทย-ปชน.’ ปะทะกันนัว ‘งบฯน้ำบาดาล’ 1.5 พันล้าน ด้าน ‘พท.-กมธ.’ รุมจี้ถามปมกระจุกตัว-ผิดพื้นที่ ขณะที่ ‘ไอซ์ รักชนก’ โกรธจัดจนตัวสั่นเทาของขึ้นหวิดรุนแรง เพื่อนพรรคส้มต้องเดินมาเบรคอารมณ์

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 21.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระ2 ต่อเนื่องเป็นวันที่2 ในระหว่างพิจารณาในมาตรา 17 งบประมาณกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชี้แจงว่า เป็นประเด็นที่ตนต้องตอบ เพราะเป็นคำถามจากกรรมาธิการเสียงข้างน้อย นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คำถามนี้เคยถามในห้องประชุมกรรมาธิการงบประมาณแล้ว ก็ชี้แจงคิดว่าจะเข้าใจกัน เมื่อมีประเด็นกรมทรัพยากรน้ำบาดาล งบประมาณปี 70 ตั้งไว้ 1.5 พันล้านบาท เพื่อจะดำเนินการขุดบ่อน้ำบาดาลให้กับประชาชน แต่บ่อน้ำบาดาลมาอยู่ในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทยมากกว่าพรรคประชาชน ซึ่งจะมีการเจาะน้ำบาดาลประมาณ 281 โครงการ อยู่ในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทย 141 โครงการ

นายบุญจง กล่าวต่อว่า พวกเราเป็น สส. รู้ดีว่าปัญหาของประชาชนเรื่องน้ำเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะผู้แทนราษฎรที่อยู่ในเขตเลือกตั้ง ลงพื้นที่ก็จะมีเรื่องน้ำบาดาลไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค ไม่มีน้ำสำหรับทำเกษตร นี่เป็นเสียงสะท้อนมายัง สส. แต่ประเด็นที่เป็นคำถามคือ ทำไมโครงการน้ำบาดาลเหล่านี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จึงบรรจุอยู่ในพื้นที่ที่บอกว่าอยู่ในพื้นที่ของ สส. พรรคภูมิใจไทย มากกว่า สส. พรรคประชาชน เราต้องยอมรับความจริงว่า สส.เขต พรรคภูมิใจไทย มีทั้งหมด 172 เขต ส่วนพรรคประชาชนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง และที่สำคัญ สส.เขต พรรคภูมิใจไทยส่วนใหญ่อยู่ทุกภาค เป็นพื้นที่ชนบท เวลาลงพื้นที่พบปัญหาก็ประสานไปยังหน่วยงานราชการ ส่วนพื้นที่ใดจะขุดเจาะได้ไม่ได้ ก็อยู่ที่กระบวนการวิธีการของหน่วยงานราชการนั้นๆ

”ขอให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อย นายณัฐชา โปรดเข้าใจไว้ด้วย นี่คือข้อเท็จจริง เพราะพื้นที่ชนบทอยู่ในพื้นที่พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชนมี สส.กทม. ทั้งจังหวัด จะไปเจาะตรงไหน ต้องเอาความจริงมาอธิบายกัน ไม่ได้เอาเปรียบ แต่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยสั่งลูกพรรคเสมอว่า เราคือขี้ข้าประชาชน เวลาลงพื้นที่พบปัญหาเดือดร้อนต้องประสานกับหน่วยงานราชการ สส. ไม่มีอำนาจที่จะเอางบลงตรงนั้นตรงนี้ หวังว่าประเด็นนี้คงจะเป็นที่เข้าใจของประชาชนว่าทำไมน้ำบาดาลจึงอยู่ในพื้นที่ สส. พรรคภูมิใจไทย มากกว่าพรรคประชาชน“ นายบุญจง กล่าว

ด้านนายณัฐชา ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า จากที่บอกว่าเรื่องนี้คุยกันในคณะกรรมาธิการแล้ว และจะเข้าใจกันนั้น ตนเองเข้าใจว่า ท่านน่าจะเข้าใจกันในสถานการณ์ที่ตนเองถามในวันนั้น คือถามกรมทรัพยากรน้ำบาดาลว่า ในงบกลางปี 2569 จำนวน 5 พันกว่าล้านบาท ทำไมถึงเป็นในเขตภูมิใจไทยถึง 3 พันกว่าล้านบาท และทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ก็มีการตอบ และให้เอกสารมาหนึ่งชุด ซึ่งในเอกสารดังกล่าว เป็นข้อมูลใหม่ ที่ระบุชัดเจนว่า เป็นงบประมาณใหม่ ไม่ได้เกี่ยวกับ 5 พันล้านบาทเดิมนั้น ซึ่งถือเป็นความผิดครั้งเก่า แต่ที่ถามในที่ประชุมแห่งนี้ คือความผิดครั้งใหม่ ว่างบประมาณ 1.5 พันกว่าล้าน ไปอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย 861 ล้านบาท 141 โครงการ จาก 281 โครงการ บอกว่า เรื่องนี้อธิบายไปแล้ว ถือว่าไม่ใช่ สิ่งที่ตนมาถาม และมากล่าวในการพิจารณาครั้งนี้ เพราะบอกว่าในแผนที่ที่บอกมาทั้งหมด เอารายละเอียดที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลส่งให้นั้น ไปลงในแผนที่ และปรากฏว่าเป็นเขตพรรคภูมิใจไทย สิ่งที่รู้อยีกอย่าง คือไม่ตรงกับแผนที่เรื่องพื้นที่เสี่ยงการเกิดภัยแล้ง 8 ปี นี่คือแผนที่ตั้งแต่ปี 2560-2567 ไปเจาะบาดาลในที่ไม่แล้ง และที่แล้งนั่งมองตาปริบ ๆ ท่านทำได้อย่างไร

“ประเด็นที่สองที่บอกว่า สส.พรรคภูมิใจไทยมีจำนวนมากกว่า จึงมีผลงานและมีการขอการขุดเจาะน้ำบาดาลในพื้นที่กันดาร เรื่องจำนวน สส. นั้น ที่ผ่านมาจะชอบใช้วิธีการนี้ พรรคมี สส. มากกว่า แต่เมื่อดูพรรคร่วมรัฐบาล ก็ไม่เกรงใจกันเลยหรือไม่ เพื่อนอุตส่าห์ยกมือให้เป็นนายกฯ ไปอยู่ร่วมรัฐบาลกัน ไม่เห็นหัวเขาเลย ให้เขา 57 บ่อ กล้ำกลืนฝืนทน นั่งเอามือกุมไว้ ไม่อยากกดไมค์ เพราะเกรงใจอยากร่วมรัฐบาลต่อ นี่ท่านประธานลองดู ตนเองพูดทุกพรรคการเมือง พรรคท่านประธานด้วย นั่งมองตาปริบ ๆ ได้อย่างไร ปล่อยให้เขาเอาไป 141 โครงการ พรรคเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้อยู่ 57” นายณัฐชา กล่าว

จากนั้น นายเลิศศักดิ์ กล่าวตักเตือนว่า ท่านกำลังพาดพิงพรรคการเมืองอื่นอยู่ ทำให้ นายณัฐชา ระบุว่า ”ผมกำลังพาดพิงทวงสิทธิ์ให้พรรคร่วมรัฐบาล ไม่งั้นท่านยกมือให้เขาเป็นรัฐบาลอย่างเดียว แล้วเขาก็ฟาดเรียบ นี่แหละระบอบสีน้ำเงิน ที่บอกว่าฟาดเรียบ แดกไม่เหลือ“

จากนั้น ได้มีเสียงประท้วงจาก สส.พรรคภูมิใจไทยหลายคน โดยนายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า “ท่านเองก็รู้ในเหตุผลว่าท่านเลือกตั้งได้น้อย แล้วพื้นที่ของท่านก็อยู่ในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ ท่านจะมีพื้นที่ที่ไหน เพราะตัวท่านก็เป็นปาร์ตี้ลิสต์ ไม่ได้ตากดินตากหญ้าลุยเหมือนพวกผม ฉะนั้น ท่านใส่ร้ายส่อเสียด ผมก็เป็นกรรมาธิการ ท่านบอกว่าผิด ท่านเอาอะไรมาบอกว่าผิด คนที่ผิดคือท่าน ไม่รู้จักข้อบังคับ ท่านประธานช่วยควบคุมด้วยครับ“

ด้านนายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร พรรคภูมิใจไทย ประท้วงว่า “ผมยกมือตั้งนานแล้ว ยกตั้งแต่ปลาหมอคางดำแล้ว ผมอยากรู้ว่าเป็นไอดอลอย่างไร ปลาหมอคางดำเต็มประเทศแล้ว ยังปราบไม่หมด ไม่เอาใครก็ได้“ พร้อมท้วงติงประธานว่า “ปล่อยให้เขาเสียดสีตลอด ปล่อยให้ว่าพรรคภูมิใจไทยมาตลอด ตั้งแต่พื้นที่ อย่าคิดว่าเสียงดังฟังชัด ผมก็เสียงดังเหมือนกัน สิ่งที่เป็นอนุสรณ์ สิ่งที่เป็นศักดิ์ศรีของ สส.ทั้งหมด มีศักดิ์ศรีเท่ากัน จะด่าเพื่อนคนเดียวไม่ได้ ฉะนั้น ขอให้ท่านช่วยวินิจฉัยหน่อยว่าพูดผิดหรือถูก”

ทำให้นายณัฐชา ตอบโต้ว่า “ผมเสียดสีอะไร เมื่อสักครู่ผมเสียดสีอะไร เอาให้ชัดที่ท่านประท้วง ให้ผมเสียดสีอะไร ต้องระบุให้ชัด“

จากนั้น ได้มีการโต้เถียงกันไปมา จนทำให้นายเลิศศักดิ์ ประธานในขณะนั้น ต้องปิดไมค์ทุกฝ่าย แต่ยังมีเสียงเล็ดลอดเข้ามา ก่อนที่นายเลิศศักดิ์จะกล่าวว่า ตนทราบถึงการประท้วงของนายวิชัยแล้ว ขอให้พอแล้ว แต่นายวิชัยกล่าวว่า ตนอยากรู้ว่าสองสีคือสีอะไร ตนเชื่อว่าสีเดียวกัน มาสีดำเหมือนกัน

ต่อมา นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ประท้วงว่า ขอให้ประธานควบคุมการประชุมให้ดีให้อยู่ในกฎเกณฑ์ และอยากให้มีการถอนคำว่าระบอบน้ำเงิน เนื่องจากเป็นคำที่เสียดสี ระบอบน้ำเงินไม่มีจริง มีแต่สีน้ำเงินคือพวกตนพรรคภูมิใจไทย แล้วท่านมาปรักปรำว่าเป็นระบอบน้ำเงิน

“ท่านยังกล่าวเท็จว่าเราเอาเปรียบพรรคร่วมรัฐบาล เรามี สส. 190 กว่าคน ได้ 141 บ่อ แล้วถามทางนี้ว่าได้ 57 บ่อ ท่านคูณสามไปเท่ากันหรือไม่ เอาเปรียบอย่างไร ท่านตกเลขหรือไม่ ท่านจบวุฒิอะไรมา“ นายอัครเดช กล่าว ทำให้นายณัฐชาทักท้วงว่า แบบนี้ไม่จบ

นายเลิศศักดิ์ จึงปิดไมค์ทุกฝ่ายอีกครั้ง ก่อนจะวินิจฉัยว่า ได้มีการชี้แจงและใช้สิทธิ์พาดพิงไปแล้ว ส่วนคำว่าระบอบสีน้ำเงินที่ท่านบอกว่าไม่มีจริง ตนถือว่าไม่มี ฉะนั้นถือว่าจบ ดังนั้น ตนจะดำเนินการต่อเพื่อลงมติ

ทำให้นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประท้วงว่า การดูถูกว่าจบอะไรมา ดูถูกว่าคำนวณเลขเป็นหรือไม่ ในฐานะที่ท่านเป็นประธานในที่ประชุมนี้ จะปล่อยผ่านถ้อยคำนี้ได้หรือไม่ ขอให้ถอนคำพูดออกไป

ก่อนที่นายเลิศศักดิ์จะชี้แจงว่า นายอัครเดชอภิปรายว่าคำนวณอย่างไร ไม่ได้เป็นการดูถูก แต่นายรังสิมันต์ประท้วงอีกครั้งว่า ตกลงจะอภิปรายในสภานี้ต้องดูคุณวุฒิใช่หรือไม่

นายอัครเดชจึงลุกยืนยันว่า “ผมพูดว่าจบอะไรมาจริง เป็นคำถาม ท่านก็ตอบสิ เสียดสีตรงไหน” ทำให้นายเลิศศักดิ์ตักเตือนว่า การพูดเช่นนี้จะเป็นลักษณะของการเสียดสี และขอให้ถอนคำพูดนี้ สุดท้ายนายอัครเดชจึงยอมถอนคำพูดดังกล่าว

ด้านนางพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชี้แจงนายณัฐชาตอนหนึ่งว่า ที่ท่านบอกว่าพรรคไหนได้ พรรคโน้นได้ พรรคท่านไม่ได้นั้น มาดูสัดส่วนของเพื่อนสมาชิกที่รัก ท่านมี สส.เขตทั้งหมด 88 ท่าน เป็น สส.ใน กทม. 33 ท่าน สส.ปริมณฑล 32 ท่าน และ สส.ในเขตเมืองต่างๆ 9 ท่าน รวม 74 ท่าน พวกท่านใช้ประปานครหลวง ประปาภูมิภาค ท่านไม่รู้หรอกว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ตามเขา ตามชายแดนพื้นที่ต่างๆ นั้น เขาใช้ประปาหมู่บ้าน ประปาภูเขา ซึ่งเขามีความจำเป็นต้องของบประมาณจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล พอจะเข้าใจหรือยังว่าทำไมท่านไม่ได้ เพราะท่านอยู่ในเมือง ท่านใช้ประปานครหลวง ท่านใช้ประปาภูมิภาค หากท่านจะขอก็ขอได้

นางพิมพ์ภัทรา กล่าวต่อว่า กลับมาที่เพื่อนสมาชิกอีกฟากหนึ่ง ทำไมสัดส่วนถึงไม่เท่ากัน ที่ตนต้องอธิบายเพราะเรื่องนี้ไม่ได้จบแค่ในห้องประชุมนี้ มันเริ่มมาตั้งแต่ห้องประชุมกรรมาธิการ ก่อนหน้าหน้านั้นมีการประชุมงบประมาณ เป็นเรื่องเดิม คำถามเดิม อธิบายแบบเดิม ตอบแบบเดิม แต่มาทำการเมืองซ้ำๆ อย่างนี้ เน้นคอนเทนต์ไม่ได้ค่ะ

“สส.แต่ละพรรคไม่เท่ากัน สัดส่วนจึงไม่เท่ากัน หากไปดูในส่วนของพรรคกล้าธรรมในส่วนของงบกลาง พรรคกล้าธรรมได้มากที่สุดหากเทียบกับสัดส่วนของ สส. แต่เราไม่ได้พูดอะไร เพราะประโยชน์ไปตกกับประชาชนที่รออยู่ รอโอกาสที่จะได้ใช้น้ำสะอาด น้ำประปาดื่มได้ น้ำกินน้ำใช้ที่ถูกสุขลักษณะและได้มาตรฐาน” นางพิมพ์ภัทรา ระบุ

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอใช้สิทธิ์พาดพิงในฐานะประธานกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ทำให้มี สส. ในที่ประชุมประท้วงประธานในที่ประชุม ทำให้นายเลิศศักดิ์ กล่าวว่า การจะประท้วงโดยใช้สิทธิ์พาดพิงนั้นทำไม่ได้ และการประท้วงประธานนั้น จะประท้วงในสิทธิ์อะไร ซึ่งประธานวินิจฉัยว่ายังไม่ใช่การพาดพิง และไม่ให้หารือในที่ประชุม พร้อมย้ำว่า ประธานวินิจฉัยแล้ว และคงมีโอกาสที่ท่านจะได้พูดอยู่

ซึ่ง น.ส.รักชนก กล่าวว่า อยากให้สมาชิกในที่ประชุมรักษามารยาท

นายเลิศศักดิ์ จึงวินิจฉัยว่า อย่าเพิ่งประท้วง ตนวินิจฉัยแล้ว อยากให้น.ส.รักชนกเชื่อในคำวินิจฉัยของประธาน

กระทั่ง สส.หลายคนยังคงลุกขึ้นประท้วงต่อเนื่อง พร้อมบอกว่าการจะหารือนั้น จะหารือได้ในวันพฤหัสบดี แต่น.ส.รักชนก ยังยืนยันว่า ท่านประธานให้เพื่อนสมาชิกลุกมาพล่ามหลายคน ทำให้นายเลิศศักดิ์ปิดไมค์ ก่อนจะกล่าวตักเตือนว่า ตนได้วินิจฉัยแล้วว่าให้หยุด ไม่ให้ประท้วงต่อ ซึ่งการที่น.ส.รักชนกใช้คำว่าพล่ามนั้น ขอให้ถอนคำพูดดังกล่าว

น.ส.รักชนก ยอมถอนคำว่าพล่าม และประท้วงในที่ประชุม เช่นเดียวกับนายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย ที่ลุกขึ้นประท้วง และขอให้ดำเนินการในการลงมติต่อไปได้

ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า แม้จะไม่มีการเอ่ยถึงชื่อพรรคโดยตรง แต่ก็เอ่ยว่าเป็นพรรคในเมือง เป็นเรื่องปกติที่จะไม่ได้มีการจัดสรรงบประมาณในการขุดบ่อบาดาลในพื้นที่ที่ สส.เขตเราสังกัด

ซึ่งนายเลิศศักดิ์ ได้กล่าวว่า ตนอนุญาตให้นายณัฐพงษ์พูด แต่ให้นางสาวรักชนกปิดไมค์และนั่งลง

ก่อนที่นางสาวรักชนกจะกล่าวว่า “ท่านประธานจะมาละเมิดสิทธิการยืนของดิฉันไม่ได้” ระหว่างนั้นมีเสียงเฮมาจากในห้องประชุม

จากนั้นนายณัฐพงษ์ จึงกล่าวต่อว่า หากติดตามฟังคำชี้แจงเมื่อสักครู่ ตีความได้ตรงกันว่าสิ่งที่ได้คำชี้แจงสำหรับตนคือการตีความเพื่อบิดเบือน สิ่งที่นายณัฐชาอภิปรายตั้งแต่ช่วงแรกและชี้แจงนั้น นายณัฐชาไม่เคยเปรียบเทียบระหว่างการจัดสรรงบประมาณส่วนนี้ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน แต่สิ่งที่แสดงข้อมูลให้เห็นคือความกระจุก ซึ่งเป็นการตั้งข้อสังเกต และประเด็นที่สำคัญคือการจัดสรรงบประมาณที่ผิดพื้นที่ กลายเป็นพื้นที่ที่ไม่มีปัญหา แต่กลับไปจัดสรรงบประมาณในพื้นที่ที่ไม่ได้มีปัญหา ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่ามีการกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ของบางพรรคหรือไม่

“อยากฝากถึงประธานเตือนไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ลุกขึ้นมาอธิบายบิดเบือน รับข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นเรื่องปกติที่งบประมาณไปลงในพื้นที่ อย่าลืมว่าในสภาแห่งนี้เคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา 144 คำพูดของท่านเป็นบันทึกในที่ประชุม และอาจผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 144” นายณัฐพงษ์​ กล่าว

จากนั้น นายเลิศศักดิ์ได้เปิดให้ที่ประชุมลงมติในมาตราดังกล่าว และดำเนินการประชุมต่อทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวรักชนกมีอาการโกรธจัดจนตัวสั่น ทำให้เพื่อน สส.ในพรรคประชาชนต้องเดินมาเบรกอารมณ์

หงายไพ่จับมือไอลอว์ เท้งปลุกม็อบ กดดันกกต.ฟันฮั้วสว.

9 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หงายไพ่จับมือไอลอว์ เท้งปลุกม็อบ กดดันกกต.ฟันฮั้วสว. นัดระดมพล13กันยา สุชาติโต้สนธิลงถนน พาชาติถอยหลัง20ปี

พรรคประชาชนมาแล้ว! “เท้ง”นัดรวมพล 13 กันยายนเดินเท้า 11 กิโลเมตร จาก iLaw ถึงหอศิลปฯ กดดัน กกต.ฟันคดีฮั้วสว. “สมชัย”เตือนกกต.พิจารณาคดีด้วยความรอบคอบ หากยกคำร้องนักการเมือง 21 คน เสี่ยงเจอ ม.157 “สนธิญา” ให้ปากคำ กกต.ยุบพรรคประชาชน ชี้พฤติกรรม สส. ใช้คำพูด-เอกสารดึงสถาบันพระมหากษัตริย์โยงประเด็นฮั้ว สว. เข้าข่ายเซาะกร่อนบ่อนทำลาย พร้อมเตือนกกต.อย่าส่งเรื่องฟ้องศาล ตามเกมพรรคการเมือง เสี่ยงโดนฟ้องกลับ“สุชาติ”ย้อน “สนธิ” ปลุกม็อบอกไม่ใช่เรื่องสนุก พาประเทศถอยหลังไป 20 ปี มั่นใจ ไม่กระทบรัฐบาล เหตุเข้ามาอย่างชอบธรรม ไม่มีทุจริต

เมื่อวันที่ 8กันยายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – NatthaphongRuengpanyawutระบุว่าวันที่ 13กันยายนนี้ ก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติคดีโกง สว.ชวนทุกคนร่วมเดิน11กิโลเมตร กดดัน กกต.จากหน้า iLaw 10โมงถึงหอศิลป์ฯช่วงเย็น

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว จะเป็นการจัดกิจกรรมที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ประกาศนัดหมายภายใต้แคมเปญสั่งฟ้องสว.ก่อนที่ กกต.จะลงมติและแจ้งผลในวันที่ 14 กันยายน โดยเรียกร้องให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน โดยกำหนดนัดหมายกิจกรรมหลักที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน ระหว่างเวลา 16.00-18.00 น. มีการแสดงดนตรีและจัดแสดงบอร์ดนิทรรศการเกี่ยวกับคดี แต่จะไม่เน้นการปราศรัยหรือปักหลักยืดเยื้อ พร้อมย้ำข้อเรียกร้องให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด

‘สมชัย’เตือนกกต.ต้องรอบคอบ

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กล่าวถึงกรณีคดีฮั้ว สว.ของ กกต.ในการพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาในวันที่ 14กันยายนว่า กกต.ควรจะใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการพิจารณาสำนวนให้รอบคอบที่สุด แม้จะมีการสรุปความเห็นกับผู้ใต้บังคับบัญชามาแล้วก็ตาม แต่ก็ควรพิจารณาแต่ละกรณีว่าเป็นอย่างไร

เท่าที่ตนประเมินจากรายละเอียดมติของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 และความเห็นของเลขาธิการ กกต. เชื่อว่าแนวโน้มในวันดังกล่าวจะมีการสั่งฟ้องไปยังศาลฎีกาเฉพาะ สว.จำนวนหนึ่ง และบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง แต่คงไม่มีการฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคเลยแม้แต่รายเดียว จึงอยากเตือนว่าควรพิจารณาให้รอบคอบ มิเช่นนั้นภัยจะกลับมาที่ กกต.เอง

เชื่อไม่สั่งฟ้องฝ่ายการเมือง

“ส่วนเหตุผลที่ผมเชื่อว่า กกต.จะไม่สั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 21 คนนั้น เพราะหากดูจากมติของคณะชุดที่ 26 เห็นว่าทั้ง 21 คน ซึ่งมีทั้ง สส. รัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรค มีความผิดทั้งหมด แต่พอมาถึงชั้นความเห็นของเลขาธิการ กกต. กลับยกคำร้องทั้งหมดทั้ง 21 คน ขณะที่คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ก็มีความเห็นยกคำร้องทั้งหมดอยู่แล้ว จึงมีแนวโน้มสูงมากที่จะยกคำร้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 21 คน จึงอยากแนะนำ กกต. ในฐานะที่เคยทำงานที่นี่มาก่อนว่าขอให้พิจารณาให้ดี หากจะยกคำร้องบางคนก็ไม่มีปัญหา แต่ขอให้ดูคนที่มีหลักฐานการกระทำความผิดชัดเจน เพราะไม่อย่างนั้นเกิดเรื่องแน่ จึงอยากให้ทำงานอย่างละเอียดรอบคอบและสามารถชี้แจงต่อประชาชนได้”นายสมชัย กล่าว

เชื่อมีคนเตรียมแจ้ง ม.157เพียบ

เมื่อถามว่าจะมีการแจ้งความดำเนินคดีตามมาตรา 157 หรือไม่ นายสมชัยกล่าวว่า มีคนเตรียมจะแจ้งความอยู่จำนวนมากแล้ว และเชื่อว่าคนที่มีเอกสารการประชุมมีมากกว่า 100 คน ไม่ใช่มีตนเพียงคนเดียว

ส่วนกรณีที่มี สว. บางคนอ้างว่าไม่ได้เห็นหรือไม่ได้อยากเป็น สว. แต่มีคนช่วยนั้น นายสมชัยกล่าวว่า เป็นการตีกรอบความเห็นของคณะชุดที่ 36 ซึ่งเป็นการตีความที่ผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย หาก กกต.ยึดแนวทางนี้ก็จะต้องรับผิดชอบ และคณะอนุฯชุดที่ 36 ที่ลงมติก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

ไม่สนับสนุนม็อบลงถนน

สำหรับกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเตรียมจัดการชุมนุมหากมติการสั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. เป็นไปตามแนวทางของคณะชุดที่ 36 นั้น นายสมชัยกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับมวลชนว่าถึงคราวจำเป็นหรือไม่ แต่ตนไม่ได้สนับสนุนให้ลงถนนเพราะอาจเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงและควบคุมไม่ได้ หากอยู่ในขอบเขต เช่น ทำภายใต้กรอบกฎหมายโดยสงบที่สุด ไม่มีเวทีหรือเครื่องเสียงก็น่าจะดีกว่า อย่างการเคลื่อนไหวของไอลอว์ที่จะเดินขบวนในวันที่ 13 ก.ย. จากลาดพร้าวมามาบุญครอง ก็เป็นการเคลื่อนไหวโดยสงบ

‘สนธิญา’ให้ปากคำกกต.ยุบปชน.

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือและให้ปากคำเพิ่มเติมต่อ กกต.ตามคำสั่งเรียกสอบสวนกรณีที่ตนเคยยื่นร้องเรียนให้พิจารณายุบพรรคประชาชน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยนายสนธิญา เปิดเผยก่อนเข้าให้ปากคำว่า กกต. ได้เรียกตนมาสอบเพิ่มเติมในประเด็นที่ตนขอให้ตรวจสอบ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กรณีกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง โดยนำสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับประเด็นการกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ผ่านการใช้คำพูดและโพสต์ข้อความลงสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อันนำไปสู่การร้องขอให้ยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรคต่อไป

เตือนกกต.อย่าส่งเรื่องฟ้องศาล

นอกจากนี้ นายสนธิญา ยังได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กกต. ไม่ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตามเอกสารของกลุ่ม iLawหรือพรรคประชาชนที่นำมากล่าวหาเรื่องการฮั้ว สว. เนื่องจากเห็นว่าเป็นเอกสารทางราชการที่ไม่ถูกต้อง และกระบวนการสรรหา สว. ได้ล่วงเลยมานานกว่า 2 ปี 3 เดือนแล้ว หาก กกต. รับเรื่องฟ้องต่อแล้วศาลยกฟ้อง กกต. อาจเสี่ยงต่อการถูกฟ้องกลับ จึงขอให้ กกต. ยึดตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องฯ ชุดที่ 36 และยึดหลักตามรัฐธรรมนูญเพื่อความปลอดภัยขององค์กรอิสระ

ขู่ฟ้อง iLawหากชุมนุมสกายวอล์ก

พร้อมกันนี้ นายสนธิญา ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยัง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLawและประชาชนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมบริเวณสกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 13 กันยายน 2569 โดยระบุว่า หากมีการจัดชุมนุมจริง ตนจะเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ปทุมวัน ทันที เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมักถูกใช้จัดกิจกรรมทางกฎหมาย และเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 ที่ห้ามชุมนุมในรัศมี 150 เมตร จากเขตพระราชฐาน ซึ่งใกล้กับวังสระปทุม อีกทั้งในอดีตศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษาจำคุกแกนนำผู้จัดชุมนุมในจุดดังกล่าวมาแล้ว จึงขอเตือนผู้ที่จะเข้าร่วมชุมนุมให้ระมัดระวังเรื่องข้อกฎหมายดังกล่าวด้วย

‘สุชาติ’ซัดม็อบจะพาปท.ถอยหลัง20ปี

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการที่นายสนธิ ประกาศทวงคืนประเทศไทย ว่า ตนได้รับทราบข่าวผ่านทางสื่อ และช่วงที่ผ่านมาพึ่งจะมีการผ่านกฎหมาย นิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุม ปล่อยตัวบางคนที่อยู่ในเรือนจำออกมา โดยตนมาเป็นผู้แทนครั้งแรกเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่มีสถานการณ์ชุมนุมทุกสีทุกเหล่า ขณะนั้น ประเทศมีความสับสนมาก ซึ่งเราผ่านจุดนั้นมาแล้ว และเราจะย้อนกลับไปแบบ 20 ปีก่อน ก็ให้ประชาชนช่วยตัดสินใจ

รัฐบาลเข้ามาด้วยความชอบธรรม

นายสุชาติ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่มีโหวตเตอร์ จำนวน 5,200,000 คน แต่พรรคการเมืองอื่น อาทิ พรรคประชาชน มี 8.1 ล้านคน ส่วนพรรคเพื่อไทย มี 4.6 ล้านคนรัก ก็ต้องถามกลับว่า คนที่รักและเป็นโหวตเตอร์ของพรรคภูมิใจไทย ก็มีเพียงเท่านี้ ส่วนที่เหลือที่ไม่ใช่ โหวตเตอร์ พรรคภูมิใจไทย ที่มีจำนวนมากกว่า เพราะฉะนั้นจะให้คนที่รักเราหมดก็คงไม่ใช่ และเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ต้องอยู่อยู่ในหลักกฎหมายและประชาธิปไตย ต้องยอมรับเสียงข้างมาก พร้อมย้ำว่า รัฐบาลอนุทิน ตั้งโดยความชอบธรรม มีผู้แทนราษฎร มากที่สุด รวมกับพรรคร่วมอื่น ๆ ที่ รวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ

“ทุกคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง เมื่อหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของเราแต่ละคน รักใครชอบใคร ไม่มีใครรู้ได้ ตราบใดที่เราเลือกพรรคที่ชอบมาเป็นรัฐบาลแล้ว แล้วเกิดมีคนที่ไม่ชอบ ซึ่งมันมีมากกว่าอยู่แล้วถ้าหากรวมกัน มาพูดทำนองแบบนี้ แล้วประเทศไทยจะต้องมีเลือกตั้งทุกปี หรือทุก 6 เดือนหรือครับ ก็ต้องให้โอกาสการทำงานด้วยครับ อย่าลืมว่ารัฐบาลเรามาด้วยความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง” นายสุชาติ กล่าว

นายสุชาติ กล่าวว่า การทำงานวันนี้ ต้องแยกเป็น 2 เรื่อง 1.เลือกตั้งโดยหลักของประชาธิปไตย และมีเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล 2.การเลือกตั้งเพิ่งจะผ่านพ้นมาเพียงไม่กี่เดือน รวมทั้งการจัดตั้งรัฐบาล เราก็ทำกันทุกวัน

ชี้กระทบบรรยากาศการลงทุน

เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ จะกระทบรัฐบาลหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องของบรรยากาศการลงทุนมากกว่า เพราะรัฐบาลไม่ได้มีปัญหาเรื่องการทุจริตหรือการบริหารราชการแผ่นดินโดยผิดพลาดอย่างร้ายแรง แต่จะเป็นเรื่องของบรรยากาศการลงทุน ทั้งที่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคนเดินสายไปต่างประเทศ ในการดึงนักลงทุนเข้ามาในประเทศ ซึ่งทั่วโลกขณะนี้ต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาของการระบาดของโควิด เพราะไทยได้เปรียบมากกว่าเพื่อนบ้าน เราฟื้นตัวเร็วกว่า และวันนี้เราจะนำปัญหาความไม่พอใจในประเทศเข้ามา แล้วบรรยากาศการลงทุนจะเป็นอย่างไร

“ใครจะคิดอะไรก็เป็นสิทธิ แต่ผมในฐานะที่เป็น สส. ที่พึ่งผ่านพ้นการเลือกตั้งมา และเคยผ่านบรรยากาศที่จะต้องลาประชุมสภาสมัยประชุมที่รัฐสภาเก่า ที่เวลาประชุมก็จะต้องฟังเสียงว่าจะมีใครบุกเข้ามาหรือไม่ หรือต้องดูประตูทางออกตลอดเวลา บรรยากาศแบบนี้มันสนุกหรือ ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมต้องนอนที่สภาจนเช้า แล้วต้องตื่นมาแปรงฟันเพื่อที่จะโหวต บรรยากาศแบบนั้นมันจะกลับมาอีกหรือมันไม่ใช่เรื่องสนุก” นายสุชาติ กล่าว

‘วราวุธ’ขอให้ชุมนุมภายใต้กฎหมาย

ที่รัฐสภา นายวราวุธศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายสนธิ ระบุว่าระบอบสีน้ำเงินเลวร้ายกว่าระบอบทักษิณ ว่า ตนคิดว่าไม่มีระบอบสีน้ำเงินและระบอบทักษิณ มีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องยอมรับว่าแต่ละพรรคการเมืองมีผู้นำแต่ละห้วงเวลา มีลักษณะสไตล์การทำงานที่แตกต่างกัน และมีแนวทางและเทคนิคใหม่ๆ ในการทำงาน ส่วนการที่ระบุว่าระบอบนั้นระบอบนี้ คนไทยอยู่ภายใต้ระบอบเดียว

เมื่อถามว่า มีอะไรฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะลงถนนหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ขออย่าให้ก่อความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน ท่านจะออกมาใช้สิทธิ ใช้เสียง แสดงความคิดเห็นอย่างไร ขอให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย อย่าทำให้มีความเดือดร้อนต่อผู้คนที่อยู่รอบข้าง

เด้งปลัดอุตฯ เข้ากรุสำนักนายกฯ ‘พณ.’ย้ายลอตใหญ่

9 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

เด้งปลัดอุตฯ เข้ากรุสำนักนายกฯ ‘พณ.’ย้ายลอตใหญ่

ครม.ไฟเขียว แต่งตั้งโยกย้าย ขรก.ระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ 9 ตำแหน่ง ส่วนกระทรวงแรงงานขยับ 2 ตำแหน่ง เด้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้ากรุ “วราวุธ” ย้ำสเปกต้องมีความรู้ความสามารถ เน้นคนใน

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 9 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้ 1.นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ 2.นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 3.นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

4.น.ส.กนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 5.นางมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ ที่ปรึกษาการพาณิชย์ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ 6.นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟิลด์ เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ 7.นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ 8.นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายใน และ 9.น.ส.จิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ในวันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมครม.ว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติตามที่ รมว.แรงงานเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 2 ราย ประกอบด้วย 1.น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เป็นอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และ 2.น.ส.จีระภา บุญรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม การแต่งตั้งดังกล่าวเป็นการทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการและตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

มีรายงานด้วยว่า ที่ประชุมครม.ยังมีมติเห็นชอบให้รับโอนนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ (บริหารระดับสูง) สังกัดสำนักนายกฯ โดยยังไม่มีการเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เนื่องจากต้องรอให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม คนเก่าพ้นตำแหน่งโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายก่อน

ส่วนนายวราวุธศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงการเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ครม.มีมติ และสำนักนายกรัฐมนตรีรับโอนนายณัฐพล ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ เนื่องจากวันที่ 30 กันยายนนี้ จะครบวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี ต้องรอโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติงานอื่น การที่จะดำเนินการทั้งหลายทั้งปวง คงต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ มีพระบรมราชโองการเสียก่อน ถึงดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า ต้องเป็นคนมีความรู้ความสามารถ ผ่านงานด้านอุตสาหกรรมมาพอสมควร ก็อยากได้คนใน จะได้รู้จุดอ่อน จุดที่ต้องแก้ไข และสานงานอย่างไร้รอยต่อเมื่อถามว่า วางสเปกไว้หรือไม่นายวราวุธ กล่าวว่า ได้พิจารณาไว้พอสมควร พอมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมคงนำเรื่องเสนอต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป

เมื่อถามอีกว่าเรื่องอายุราชการของปลัดกระทรวงหลายๆ คน หลายๆ กระทรวง ถูกมองว่าอายุราชการเหลือเยอะเหมือนวางตัวข้าราชการไว้เผื่ออนาคตหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า เรามองถึงความต่อเนื่องในการทำงาน บางท่านก็อาจมีแนวทางการวางตัวข้าราชการระดับสูงแตกต่างกันไป นายกฯ ให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องในการทำงาน หากท่านมีอายุราชการเหลือ 1-2 ปีกับ 4-6 ปีการอยู่ดำรงตำแหน่งข้าราชการระดับสูงต่อเนื่อง จะทำให้มีความต่อเนื่องทั้งเรื่องนโยบาย การทำงานกับหน่วยงานอื่น