‘พลพีร์’เอาจริง! สั่งปูพรมตรวจสุสาน 1,200 แห่ง ทั่วประเทศ ขยายผลเครือข่าย ‘กาน ชาบาด’

8 กันยายน 2569 เวลา 13:43 น.

“พลพีร์” เผยลุยสอบสุสานยิวเจริญกรุงถูกต้องหรือไม่ พร้อมขยายผลเครือข่ายนอมินีอิสราเอล 

วันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 11.45น. ที่รัฐสภา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีสุสานชาวยิวที่จ.ฉะเชิงเทรา ที่ล่าสุดผวจ.ฉะเชิงเทรา มีคำสั่งให้นำร่างผู้ที่ถูกฝังออกช่วงที่สุสานไม่ได้รับอนุญาติออกจากพื้นที่ ว่า ในสุสานดังกล่าวมีการฝังทั้งหมด 4 ร่าง ชัดเจนว่าจำนวน 3 ร่างมีการฝังช่วงที่สุสานไม่มีใบอนุญาต จึงต้องย้ายร่างออก ขณะนี้กำลังพิสูจน์ว่าอีก 1 ร่างฝังอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยที่แปลงนั้นจะไม่สามารถใช้เป็นสุสานได้อีกเพราะองค์ประกอบเรื่องระยะห่างจากถนนและแหล่งน้ำผิดองค์ประกอบสุสานอย่างชัดเจน สำหรับสุสานชาวยิวที่ ถ.เจริญกรุง ตรวจสอบแล้วพบมีร่างชาวยิวฝังอยู่ทั้งหมด 49 ร่าง โดยเชื่อมกับอีกหนึ่งสุสานที่มีกำแพงกั้น ตอนนี้ได้ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบว่าการเชื่อมกันเช่นนั้นสามารถทำได้หรือไม่ เพราะกำแพงที่กั้นนั้นจะแบ่งเป็นสองแปลงหรือไม่ เพราะหนึ่งแปลงอาจมีใบอนุญาตแต่อีกหนึ่งแปลงอาจไม่มี

นอกจากนี้ตนยังให้ไปตรวจสอบสุสานทั่วประเทศ จากรายงานเบื้องต้นทราบว่า สุสาน โบสถ์ฌาปนกิจ ทั่วประเทศมี 1,200 แห่ง ซึ่งไม่ใช่ของชาวยิวทั้งหมดเป็นของทุกศาสนา และกำลังขอรายละเอียดว่าแต่ละที่มีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ หมดอายุแล้วหรือยัง และใครเป็นคนขออนุญาต ซึ่งวันที่ 10 ก.ย. ตนจะลงพื้นที่ฉะเชิงเทราด้วยตัวเองเพื่อติดตามความคืบหน้า 

นายพลพีร์ กล่าวว่า สำหรับข้อสงสัยของหลายคนว่าทำไมชาวต่างชาติสามารถจดทะเบียนสุสานได้นั้น บริษัท กาน ชาบาด ผู้ก่อตั้งมี 3 คนเป็นชาวอิสราเอลที่มีสัญชาติไทยทั้งหมด และเขาก็เป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้ และอีกหลายๆแปลงรวมถึงชาบาดที่จ.ภูเก็ตด้วย ตอนนี้ตนและรมว.ยุติธรรม ได้ขยายเครือข่ายชาวอิสราเอลที่คาดว่าจะเป็นนอมินีหรือทำผิดกฎหมายอยู่แล้ว โดยสถานที่เราสงสัยคือที่ จ.ฉะเชิงเทรา รวมถึงแปลงที่กำลังสร้างชาบาด ที่ ถ.สุขุมวิทด้วย ตอนนี้กำลังต่อจิ๊กซอว์ให้เป็นภาพใหญ่ ตรงไหนผิดกฎหมายก็จะดำเนินการทีเดียว นอกจากนี้ยังมีข้อมูลด้วยว่ามีชาวอิสราเอลไปซื้อที่ไว้ในจังหวัดชายแดนใต้ ตนได้คุยกับสส.ในพื้นที่หลายคน โดยตนจะลงไปดูว่าพฤติกรรมเป็นอย่างไร สิ่งที่กังวลคือพื้นที่ภาคใต้มีอีกศาสนาที่คนนับถือมาก หากมีอีกศาสนาลงไปอาจจะเป็นข้อถกเถียงในสังคมหรือไม่ โดยเบื่องต้นทราบว่าขณะนี้เป็นการซื้อที่ดินเปล่ายังไม่ได้สร้างอาคารหรือทำธุรกิจอะไร ส่วนเรื่องสัญชาติตนไม่ได้วิตกอะไรเพราะเป็นชาวต่างชาติที่มีสัญชาติไทยที่กฎหมายไทยควบคุมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะยึดทรัพย์หรือดำเนินคดี แต่ถ้าหากเลวร้ายมากเราก็สามารถถอนสัญชาติและเนรเทศได้ด้วย แต่ขอทำทีละขั้นตอนทำเรื่องโครงข่ายธุรกิจให้สมบูรณ์ก่อนแล้วค่อยดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยวันที่ 15 ก.ย. ตนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหารือวิธีการเชื่อมโยงหลังบ้านเรื่องนอมินีทุนเทาต่างๆแล้วรายงานนายกฯต่อไป 

เมื่อถามว่ามีกลุ่มการเมืองนำประเด็นชาวยิวออกมาเคลื่อนไหวทวงคืนประเทศ นายพลพีร์ กล่าวว่า ตนเห็นการขับเคลื่อนทางการเมืองในเรื่องนี้ แต่พอไปฟังเนื้อหาเป็นเรื่องการเมืองส่วนอื่นๆด้วย อยากบอกประชาชนว่าไม่ต้องกังวลใจ เพราะเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยและนายกฯจริงจังมากและพิสูจน์อยู่แล้วในทุกภารกิจที่ออกไป เราไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ชาติใดชาติหนึ่งเราทำหมดเลย 

ศุภจี เผย เจรจาภาษีสหรัฐฯ เป็นไปได้ดี อีก 1 สัปดาห์ชัดเจน เชื่อ ได้ตามดีลเดิม

8 กันยายน 2569 เวลา 11:48 น.

ศุภจี เผย เจรจาภาษีสหรัฐฯ เป็นไปได้ดี มั่นใจ อีก 1 สัปดาห์ชัดเจน เชื่อ ได้ตามดีลเดิม เผย หากลงตัว พร้อมต่อสาย “อนุทิน” คุย “ทรัมป์” ทันที

เมื่อเวลา 09.55 น. วันที่ 8 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีสหรัฐฯ ว่า การเจรจาเป็นไปได้ด้วยดีมาก เราสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ทุกประเด็น ขณะนี้เหลือรอขั้นตอนรายละเอียดเรื่องตัวอักษร และภาษา ซึ่งคาดว่าจะจบได้ภายในเร็ววันนี้

ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมมือกันเป็นทีมประเทศไทย ทำให้เราสามารถเจรจาหาข้อสรุปได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรื่องนี้เป็นนโยบายโดยตรงจากนายกรัฐมนตรี ที่ให้แนวทางในการไปเจรจา คิดว่าไม่น่าติดปัญหาอะไร จบในสาระสำคัญทุกประเด็น

เมื่อถามว่า หลังพูดคุยกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ คาดว่าจะจบเมื่อไหร่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่น่าเหลืออะไร เพราะประเด็นสำคัญจบแล้ว เหลือแค่รายละเอียด คาดว่าภายใน 1 สัปดาห์จะเสร็จสมบูรณ์ และจากนั้นจะเสนอรายละเอียดไปยังคณะผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เพื่อส่งให้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เมื่อถามย้ำว่า จะชัดเจนภายในเดือนนี้หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่มีปัญหาอะไร และไม่มีความกังวล ซึ่งน่าจะสรุปได้เป็นปกติ

เมื่อถามว่า ตัวเลขส่งออกจะอยู่ที่เท่าไหร่ นางศุภจี กล่าวว่า หากสรุปได้ การส่งออกของเรา ก็น่าจะเป็นไปได้ปกติ ซึ่งตัวเลขภาษีเป้าหมาย จะอยู่ตามข้อตกลงที่เคยตกลงกันไว้ ตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านี้

นางศุภจี เปิดเผยอีกว่า เมื่อขั้นตอนการเจรจาลงตัวเรียบร้อย จะนัดหมาย ให้นายอนุทินพูดคุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อปิดการเจรจา

ครม.ไฟเขียว ‘เอกภพ เพียรพิเศษ’ นั่งโฆษกรัฐบาลคนใหม่

8 กันยายน 2569 เวลา 11:13 น.

วันที่ 8 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (8 กันยายน 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอจำนวน 1 ตำแหน่ง ได้แก่

1. นาย เอกภพ เพียรพิเศษ ดำรงตำแหน่ง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

ประวัติและเส้นทางของ นาย เอกภพ เพียรพิเศษ

ข้อมูลส่วนตัวและการศึกษา

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2519 (ปัจจุบันอายุ 50 ปี) สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จบแพทย์เฉพาะทาง (เวชศาสตร์ครอบครัว)ในปี พ.ศ. 2544

และได้ปริญญาเอก วุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (วว.) สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว แพทยสภา

เส้นทางสายวิชาชีพแพทย์และวงการกีฬา

ก่อนเข้าสู่สนามการเมือง นพ.เอกภพ เริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นแพทย์ในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเริ่มนำระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) มาใช้เป็นปีแรก จึงทำให้มีประสบการณ์บริหารจัดการระบบโรงพยาบาลและนโยบายสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้จักในวงการกีฬา จากการทำหน้าที่ดูแลความพร้อมทางร่างกายให้นักกีฬาในฐานะแพทย์ประจำสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และก้าวขึ้นเป็นแพทย์ประจำทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทยชุดใหญ่ โดยเฉพาะในทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่างศึกชิงแชมป์อาเซียน AFF Suzuki Cup 2018

ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ

เส้นทางการเมืองเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 โดยได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดเชียงราย เขต 1 ในนามพรรคอนาคตใหม่ ต่อมาเมื่อพรรคถูกยุบ จึงได้ย้ายไปสังกัดพรรคก้าวไกล อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2565 ได้มีการเปลี่ยนแปลงสู่สังกัดพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

ภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทย นพ.เอกภพ ได้รับบทบาทสำคัญในการเป็นคณะทำงานด้านสาธารณสุข โดยเป็นกระบอกเสียงหลักในการอธิบายและผลักดันนโยบาย “ยกระดับระบบบัตรทองรักษาทุกที่” แม้ในการเลือกตั้งครั้งต่อมาจะไม่ได้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. แต่ก็ยังคงทำงานการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยมักออกมาแสดงวิสัยทัศน์และตรวจสอบการทำงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อย่างตรงไปตรงมา

ก่อนหน้านี้ นพ.เอกภพ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ปฏิบัติงานช่วยเหลือนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ล่าสุดได้ปรับเปลี่ยนให้ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของภราดรแทน และสลับให้ นพ.เอกภพ เป็น “โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” คนใหม่ เพื่อรับไม้ต่อในการปรับทัพทีมสื่อสารของรัฐบาลให้มีความคล่องตัว ชัดเจน และสามารถอธิบายนโยบายต่างๆ ให้เข้าถึงประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในด้านฐานะทางการเงิน จากการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินล่าสุด นพ.เอกภพ มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้นกว่า 13.79 ล้านบาท และได้แจ้งสถานะไว้อย่างชัดเจนว่าไม่มีหนี้สินแต่อย่างใด

‘รุทธพล’ เผย ดีเอสไอ จ่อออกหมายเรียกรอบ 3  ‘สมชาติ’ สส.ภูเก็ต ปชน. แจงปมถือหุ้นนอมินี

8 กันยายน 2569 เวลา 10:51 น.

“รุทธพล”เผย กรมสอบสวนคดีพิเศษ เตรียมออกหมายเรียกรอบ 3 สส.สมชาติ ปชน. แจงปม ถือหุ้นนอมินี หลังพบพิรุธ ทยอยปิดบริษัท – ขายที่ดินราคาต่ำผิดปกติ ชี้ หากไม่มาส่อขัด มาตรา 24 พรบ.ดีเอสไอ.

วันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส. ภูเก็ต พรรคประชาชนขอเลื่อนการให้ปากคำ เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ในฐานะพยาน ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ครั้งที่ 2 ในคดีตรวจสอบการถือหุ้น บริษัทเอกชน ในฐานะเป็นกรรมการถือหุ้นบริษัทเอกชนซึ่งถูกมองว่าเป็นนอมินี ร่วมกับชาวต่างชาติ ว่า การเชิญครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสมชาติแจ้งว่าไม่ได้รับหมาย ในระบบไปรษณีย์ ครั้งที่ 2 นัดวันที่ 7 กันยายน มีการแจ้งเลื่อนและขอเข้าพบในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งดีเอสไอมองว่าเป็นระยะเวลาที่นาน ทางพนักงานสอบสวนจึงนัดอีกครั้งในวันที่ 14 กันยายน ถือเป็นการเรียกครั้งที่ 3 เพราะต้องเร่งดำเนินการนิดนึง เนื่องจากในพื้นที่ได้รายงานมาว่า ขณะนี้มีการปิดบริษัทแล้วหลายบริษัท และมีการนำที่ดินออกไปขายในราคาผิดปกติไม่สมจริง ซึ่งต่ำกว่าราคาจริงอย่างมากๆ และเจ้าหน้าที่ก็ได้สืบสวนพบว่ามีที่ดินอีกหลายแปลงในภาคอีสาน จึงอยากให้นายสมชาติรีบเข้ามาชี้แจง เพราะถ้าหากไม่มาก็จะมีเรื่องของข้อกฎหมายตามพ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา24 ในเรื่องของการขัดหมายเรียก

เมื่อถามว่า หากครั้งที่ 3 ยังไม่มาจะต้องออกหมายจับหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า มีเหตุผลที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินการ ในมาตรา 24

ถามต่อว่า เนื่องจากยังอยู่ในสมัยประชุมสภา สส.สามารถอ้างติดภารกิจ แล้วไม่มาตามหมายเรียกได้หรือไม่
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นการเรียกเข้ามาชี้แจงในสถานะพยาน ซึ่งตนคิดว่าไม่เสียหายอะไร หากมีการขาดเหลือเรื่องเอกสารอะไรก็จะสามารถนำเข้ามาเพิ่มเติมได้ ถือว่าเป็นกระบวนการยุติธรรมที่สุด

ถามย้ำว่า กรณีการขายที่ดินแล้วปิดบริษัทบ่งบอกพฤติกรรมความผิดอะไร ได้หรือไม่
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า โดยปกติทั่วไปการขายลักษณะนี้ เช่นการปิดบริษัทหลายบริษัท และขายที่ดินราคาต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก บ่งบอกว่าเป็นการสละการครอบครอง ส่วนรายละเอียดในคดีก็ต้องมาดูกันอีกที

เมื่อถามว่าการกระทำดังกล่าวถือว่าความผิดสำเร็จแล้วหรือยัง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในเรื่องต่างๆเป็นของนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งทางดีเอสไอเก็บรายละเอียดมาหมดแล้ว หนังสือสัญญาหรือเอกสารต่างๆถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลง ก็เก็บรายละเอียดไว้หมดแล้ว

ไอซ์ รักชนก บอก 44 อดีตสส.ก้าวไกล ขึ้นศาลแล้ว ถาม 229 รายพร้อมไปศาลหรือยัง?

8 กันยายน 2569 เวลา 09:45 น.

วันที่ 8 กันยายน 2569 จากกรณีที่ประชุมสภากำลังพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระ 2 สส.พรรคประชาชนบางคนได้ติดป้ายสี่เหลี่ยมไซต์นามบัตรที่หน้าอก และระบุเลข “229” พื้นหลังของป้ายเป็นสีน้ำเงิน และทำป้ายตั้งโต๊ะข้อความเดียวกัน ซึ่งคาดว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขของ สว. และ สส.ของพรรคภูมิใจไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย มีการขึ้นป้ายตัวเลข 44 โดยมีพื้นหลังเป็นสีส้ม โต้กลับ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวน อดีต สส. พรรคก้าวไกล 44 คน ที่อยู่ในคดีที่เสนอแก้ไขมาตรา 112

ล่าสุด น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความกลางดึกทื่ผ่านมาว่า 44 สส. เดินอย่างสง่าผ่าเผยไปศาลมาแล้ว 229 คนที่เอี่ยวโกง สว. พร้อมจะไปศาลกันหรือยัง?

ขอบคุณสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่เรียงหน้ากันออกมาเด้งรับว่าตัวเลข 229 เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทยจริงๆ คนเขาจะได้เลิกสับสนและหายสงสัยค่ะ

ปล. ความกล้าหาญเพื่อยืนหยัดอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติต่อกฎหมายที่มีปัญหา กับความหน้าด้านในความพยายามจะกินรวบประเทศ มันเป็นสิ่งที่แตกต่างกันมากอยู่นะคะ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ไทวุฒิ ขันแก้ว ปลัดกทม. คนใหม่ พร้อมข้าราชการระดับสูง 10 ราย

8 กันยายน 2569 เวลา 08:36 น.

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายไทวุฒิ ขันแก้ว ข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ พ้นจากตำแหน่ง รองปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ สังกัดกรุงเทพมหานคร พ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย ดังนี้

1. นางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

2. นายเจษฎา จันทรประภา พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

3. นางสาวกาญจนา ภูพิพัฒน์ผล พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

4. นายปิยะ พูดคล่อง พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

5. นายสิทธิพร สมคิดสรรพ์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ สังกัดกรุงเทพมหานคร ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย ดังนี้

1. นางสาวปัญชพัฒน์ หลักดี ผู้ช่วยปลัดกรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

2. นางสาวผุสดี พรหมายน ผู้ช่วยปลัดกรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

3. นางสาวจรัสศรี รัตตะมาน รองผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลกรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

4. นางสาวรุจิรา อารินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

5. นางพีระยา สมชัยยานนท์ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

ถกงบปี70 วาระ2 วันแรก จบ 13 มาตรา ‘ศุภชัย’ ลุกอภิปรายงบ อว. บอกขอ celebrate anniversary ถึง ’อนุทิน‘ ครบรอบ 1 ปีนั่งนายกฯ

8 กันยายน 2569 เวลา 07:51 น.

สภาฯถกงบปี70วาระสองวันแรกผ่าน! จบ 13 มาตรา ถกรวม 15ชั่วโมงครึ่ง ด้าน ‘ศุภชัย’ ก็ไม่เว้น ลุกอภิปราย ’งบฯอว.‘ หยอกขอ celebrate anniversary ถึง ’อนุทิน‘ ครบรอบ 1 ปีนั่งนายกฯ บอก อีก 7 วันจะวันที่ 14 และเลข 36 คือเลขที่ถูกต้องแล้ว

วันที่ 8 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระ2 เป็นวันแรก จบลงที่มาตรา 13 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และหน่วยงานในกำกับบ วงเงิน 47,524 ล้านบาท

โดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายงบมาตรา 13 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ช่วงหนึ่งว่า “เหตุผลที่ผมต้องอภิปรายกระทรวงนี้ เพราะผมเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในรัฐบาลอนุทิน 1 ซึ่งวันนี้นับได้ก็ 1 ปีที่นายอนุทินได้ไปเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน 1 ซึ่งหากไม่มีอนุทิน 1 ผมก็คงไม่ได้ไปเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีในกระทรวงนั้น ฉะนั้น วันนี้จึงขอโอกาส celebrate anniversary between two of us“

ทั้งนี้ ในช่วงสุดท้ายของการอภิปราย นายศุภชัย กล่าวด้วยว่า ”สุดท้ายนี้ขอฝากว่าวันนี้วันที่ 7 อีก 7 วันคือวันที่ 14 และเลข 36 คือเลขที่ถูกต้องแล้ว“

สำหรับตัวเลข 36 ที่นายศุภชัยกล่าวถึงนั้นคาดว่าน่าจะหมายถึงคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งชุดที่ 36 ที่มีความเห็นว่า ไม่ควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคดี ฮั้วสว.ทั้งหมด 229 คน

หลังจากสมาชิกอภิปรายเสร็จสิ้นลง ที่ประชุมลงมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แก้ไข ด้วยคะแนน 277 ต่อ120 งดออกเสียง 51เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1

ทั้งนี้น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้สั่งพักการประชุมในเวลา 00.39 น. และนัดประชุมใหม่อีกครั้งในวันนี้(8ก.ย.) เวลา 09.00 น. โดยเป็นการเริ่มต้นพิจารณางบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงิน 53,732 ล้านบาท รวมเวลาอภิปรายวันแรก 15ชั่วโมง 30 นาที

ฝ่ายไทยนำAOT ดูฐานโอร์เสม็ด ผงะสแกมเมอร์ ตบหน้ากัมพูชา

8 กันยายน 2569 เวลา 06:02 น.

ผอ.JIC-กต. นำคณะ AOT สื่อไทย-เทศ ลงพื้นที่สำรวจฐานสแกมเมอร์เมืองโอร์เสม็ด กัมพูชา ย้ำไทยไม่คิดยึดดินแดนกัมพูชา ชี้เป็นภัยคุกคามทั่วโลก แถมถูกใช้เป็นฐานทหารโจมตีไทย แฉทหารเขมรปลอมเป็นชาวบ้าน เนียนย่องเข้าพื้นที่ก่อนถูกจับ ด้านกระทรวงการต่างประเทศ จัดเวทีคู่ขนานแก้ปัญหาสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 7 กันยายน พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วย ผบ.ทอ.ในฐานะ ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ประกอบด้วย ประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย พร้อมด้วยสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน ได้เห็นสถานการณ์จริง รับฟังข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยไทยเชื่อว่าความโปร่งใสและข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เป็นพื้นฐานสำคัญของความน่าเชื่อถือ

สำหรับพื้นที่สำคัญที่ต้องการให้สื่อมวลชน ได้เห็น คือบริเวณเมืองโอว์เสม็ด–ช่องจอม รวมถึงสิ่งปลูกสร้างและร่องรอยต่างๆ ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ที่ผ่านมา เพื่อให้สื่อมวลชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ สามารถนำข้อมูลจากพื้นที่ ไปประกอบการรายงานข่าว และประเมินสถานการณ์ได้อย่างเป็นอิสระ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มาในนามรัฐบาล และกระทรวงกลาโหม เพื่อสื่อสารความจริง ว่าเราไม่ได้ต้องการยึดดินแดนของกัมพูชา เพราะเหตุผลสแกมเมอร์ เพียงแต่กัมพูชา ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวโจมตีทหารไทย เช่น เป็นที่ตั้งโดรน และอาวุธ รวมถึงศูนย์บัญชาการอื่นๆ มากมาย ซึ่งก็เห็นแล้วว่า สแกมเมอร์ เป็นภัยคุกคาม และเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่ใช่แค่ประชุมแล้วตกลงกันว่าจะทำ 1-2-3 ต้องมีการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจ เข้าไปตรวจสอบ และประเทศเจ้าบ้านต้องให้ความร่วมมือ เพื่อไม่ให้พื้นที่ของกัมพูชา เป็นที่ตั้งของสแกมเมอร์ หรือที่เรียกว่า “Scambodia” ต่อไปในอนาคต

 “ที่ผ่านมามีหลายหน่วย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ เข้ามาเก็บข้อมูลแล้ว เพื่อดำเนินการต่อในเรื่องของการยึดทรัพย์ การตัดเส้นทางการเงิน ไม่ให้มีการลงทุน ซึ่งเป็นหลักฐานของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโซนยุโรป เอเชีย หรือหลายๆ ประเทศ ที่จะนำไปขยายผลการดำเนินการต่อ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวและว่า ได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชา พยายามบุกเข้ามาในพื้นที่ มีการตัดรั้วลวดหนามประมาณ 2-3 จุด แต่เราสามารถจับเชลยที่พยายามแฝงตัวเป็นชาวบ้าน แต่ความจริงเป็นทหารกัมพูชา เกิดขึ้น 2-3 ครั้ง ทหารไทยต้องปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง เพราะหากไม่ดำเนินการ ทหารกัมพูชาจะตั้งฐานบริเวณนั้น

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม กองทัพอากาศ มีความพร้อม หากทหารกัมพูชาเข้ามาโจมตี ทำลายรั้วลวดหนาม และเข้ามาทำร้ายทหารไทย แสดงว่าเปิดแล้วใช่หรือไม่ เราก็จะต้องตอบโต้เต็มรูปแบบ ทั้งกำลังภาคพื้น ทางอากาศ และปืนใหญ่ ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์เหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะระยะใกล้กันมาก ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดควรต้องลดระดับการยั่วยุ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และมาพูดคุยผ่านทวิภาคี ขณะที่เวทีต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ก็พยายามจะชี้แจงข้อเท็จจริง และไทม์ไลน์เหตุการณ์ ที่ฝ่ายกัมพูชา นำไปบิดเบือน แต่เชื่อว่าชาวโลกจะเข้าใจ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องจริง

ส่วนการที่ผู้นำกัมพูชา อ้างว่าประเทศไทย ใช้เรื่องสแกมเมอร์ มาอ้างในการยึดครองพื้นที่ดังกล่าวนั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า สแกมเมอร์คือภัยคุกคามทั่วโลก แม้แต่องค์กรระหว่างประเทศ ก็ระบุว่าเป็น Scambodia การที่เขาไปพูดลักษณะเช่นนั้น เพื่อหวังโจมตีประเทศไทย ซึ่งตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปอยเปต ที่ติดกับ จ.สระแก้ว หรือจังหวัดไพลิน ที่ติดอยู่กับ จ.จันทบุรี หรือทมอดา ที่ติดกับ จ.ตราด มีสแกมเมอร์ กาสิโนที่เรียกว่า เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ตลอดแนวอยู่แล้ว ยืนยันว่า เราไม่ได้ใช้เรื่องนี้เพื่อหวังควบคุมพื้นที่ของกัมพูชา เราก็ไม่รู้มาก่อนว่ามีเรื่องสแกมเมอร์ในพื้นที่นี้ เพียงแต่ฝ่ายกัมพูชา ใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหารโจมตีประเทศไทย จึงจำเป็นต้องเข้าควบคุมพื้นที่ และหากมีการเจรจาผ่านทวิภาคี และบรรยากาศมีความเอื้ออำนวย ถึงจะมาพูดคุยกันได้

เมื่อถามว่ารัฐบาลกัมพูชา ถือเป็นน้ำหล่อเลี้ยงสแกมเมอร์ใช่หรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ก็พูดเองอยู่แล้วนี่ เพราะพื้นที่กว่า 500 ไร่ มีหลาย 100 อาคาร หากส่วนราชการของกัมพูชาไม่รู้ ก็ไม่รู้ว่าจะว่าอย่างไรแล้ว คนที่มาดำเนินการ น่าจะเป็นนายทุนมาจากที่อื่น การนำคณะ AOT ลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อให้เห็นพื้นที่ซึ่งเราควบคุม ซึ่งไม่ใช่การลากเส้นเขตแดน และย้ำว่า AOT แค่สังเกตการณ์ เข้ามาดูพื้นที่การปะทะ และคณะ AOT ก็เป็นทหาร หากไม่เข้าพื้นที่ แสดงว่ากังวลกับบางสิ่งบางอย่าง

ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ลงพื้นที่บริเวณฐานสแกมเมอร์เมืองโอร์เสม็ด จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ชายแดนช่องจอม จ.สุรินทร์ ว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้มีความสำคัญและมีประโยชน์ เพราะจากการลงพื้นที่เมื่อครั้งก่อน เรามีรายละเอียดเพิ่มเติมที่จะสะท้อนให้กับสื่อต่างประเทศเป็นการเฉพาะ รวมทั้งสะท้อนกลับประชาคมระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปีที่แล้วกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดประชุมสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เมื่อเดือนธันวาคม 2568 เป็นเวทีคู่ขนาน ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ประชุมกับประเทศอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรป และยังมีอีกหลายวงประชุมระหว่างประเทศ

สำหรับการลงพื้นที่ในวันเดียวกันนี้ ได้ข้อมูลการปฏิบัติการของกลุ่มสแกม เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าฝ่ายรัฐไม่รับผิดชอบในการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ดังกล่าว โดยในเดือนกันยายนนี้ กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยมีคณะผู้แทนไทยถาวรประจำกรุงเจนีวา จัดกิจกรรมคู่ขนาน เพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นความรับผิดชอบของรัฐ ในการแก้ปัญหาออนไลน์สแกม

รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวย้ำว่าการหยุดยิง ไม่ได้หมายความว่าแนวชายแดนจะมีความมั่นคง เราต้องเก็บกู้ทุนระเบิด พร้อมทั้งการต่อต้านออนไลน์สแกม ตามถ้อยแถลงร่วม ซึ่งยังมีอีกหลายข้อที่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ส่วนกรณีที่กัมพูชาจะใช้เวทีที่ฝรั่งเศส พูดถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทางเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศส ได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่า ไทยไม่มีการล็อบบี้ ไม่มีการบังคับ ไม่มีการโน้มน้าวประเทศที่ 3 ที่เป็นสมาชิกของกรอบ OIF หรือประเทศที่พูดภาษาฝรั่งเศส ห้ามหยิบยกประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ขึ้นมาพูดบนเวทีดังกล่าว

อีกทั้งตอนที่ผู้นำของไทยและกัมพูชาพบกันในการประชุมอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ได้พูดคุยกัน ซึ่งในถ้อยแถลงร่วมฯ จะต้องหยุดการยั่วยุ ผ่านการพูดบนเวทีระหว่างประเทศที่ไม่ได้เป็นเป้าหมาย หรือวาระของการประชุมของเวทีนั้นๆ ดังนั้นทูตไทย จึงไม่จำเป็นต้องไปล็อบบี้ประเทศอื่น รวมถึงประเทศไทย ก็ไม่ได้เป็นสมาชิก OIF แต่เป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ ซึ่งจะติดตามแน่นอน พร้อมย้ำว่าคนไทยไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ว่าจะเวทีใดก็ตามที่มีการกล่าวหาประเทศไทย ถ้าไทยเป็นสมาชิก และสามารถใช้เวทีนั้นชี้แจงได้ ก็จะทำตอนนั้นเลย แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ ก็จะออกข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

เนรเทศฝรั่งเศสพ้นไทย ตะเพิดคนที่2 เป็นภัยต่อความสงบ มท.ลุยสอบยิวแปดริ้ว

8 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

นายกฯ เนรเทศชาวฝรั่งเศส พบเป็นต่างชาติ รายที่ 2 พ้นประเทศไทย หลังจากศาลฯมีคำพิพากษาคดีข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ชี้พฤติการณ์เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย ลั่นมีกฎหมายก็ต้องใช้ ด้าน“พลพีร์”เผยสุสานชาวยิว ที่ฉะเชิงเทรา ไร้ใบอนุญาต เร่งตรวจสอบทั่วประเทศ ในทุกข้อกังวล

เมื่อวันที่ 7 กันยายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2354/2569 เรื่อง เนรเทศ นายเควิน ดิมิโน (MR. KEVIN DIMINO) สัญชาติฝรั่งเศส ออกนอกราชอาณาจักร ด้วยปรากฏว่า นายเควิน ดิมิโน มีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายร่างกาย ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น สร้างความแตกแยกทางเชื้อชาติและศาสนา รวมถึงในหมู่นักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ทั้งยังมีพฤติกรรมคึกคะนองอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่นอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ประกอบกับศาลจังหวัดเกาะสมุย มีคำพิพากษาว่า นายเควิน ดิมิโน มีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), (8) และมาตรา 158/1 วรรคสอง พิพากษาปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30พร้อมริบของกลาง

ทั้งนี้ พฤติกรรมดังกล่าว ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นต้องเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.การเนรเทศ พ.ศ. 2499 ประกอบข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 รมว.มหาดไทย จึงมีคำสั่งเนรเทศ นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส ออกนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หากนายเควิน ดิมิโน ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกฯ เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.การเนรเทศ พ.ศ. 2499 ภายใน 7 วัน นับแต่วันซึ่งทราบคำสั่งนี้

นายกฯ กล่าวว่า การเนรเทศชาวฝรั่งเศส เป็นชาวต่างชาติรายที่ 2 ที่ถูกให้ออกนอกประเทศ จากระเบียบใหม่ของกระทรวงมหาดไทย พร้อมระบุว่า “กฎหมายมีแล้วก็ต้องใช้”

มีรายงานข่าวว่า คำสั่งเนรเทศชาวต่างชาติรายนี้ เป็นคำสั่งที่ 2 ต่อจากคำสั่งเนรเทศนายยาคอฟ โอยะยอน (MR.YAACOV OHAYON) ชาวอิสราเอล ออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งนายยาคอฟ มีพฤติกรรมส่งข้อความข่มขู่ผู้เสียหาย ว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความตกใจกลัว เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ประกอบกับศาลจังหวัดเกาะสมุย มีคำพิพากษาว่านายยาคอฟ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 ฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจกลัว โดยการขู่เข็ญ พิพากษาจำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

ผู้สื่อข่าวถามว่าชาวต่างชาติที่ถูกเนรเทศ มีการยื่นอุทธรณ์หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่เห็นหนังสืออุทธรณ์ เมื่อถามต่อว่าจะมีรายอื่นๆ ที่อยู่ในรายชื่อถูกเนรเทศอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใครทำความประพฤติไม่ดี ก็ถือว่าประเทศไทย ไม่ประสงค์ให้คนเหล่านี้อยู่ในประเทศ

ต่อข้อถามว่าได้รับรายงานเรื่องสุสานชาวยิว ใน จ.ฉะเชิงเทรา แล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ยืนยันว่าไม่มีและไม่ต่อใบอนุญาต เมื่อถามว่าสามารถสร้างสุสานชาวต่างชาติบนแผ่นดินไทยได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มั่นใจในรายละเอียด ส่วนปัญหาชาวต่างชาติในประเทศไทย เริ่มกลับมาเยอะขึ้นใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่เยอะ แก้ไขหมดแล้ว

ขณะที่นายพลพีร์ กล่าวถึงกรณีพบสุสานชาวต่างชาติ ใน จ.ฉะเชิงเทรา ว่าจากการตรวจสอบพบว่าได้ขออนุญาตตั้งแต่ปี 2564 และได้อนุญาตในปีเดียวกัน แต่เมื่อปี 2566ใบอนุญาตได้หมดอายุ เขาก็มีเจตนารมณ์จะมายื่นขอต่อใบอนุญาต จากนั้นนายอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงไปสำรวจ พบว่าเป็นการก่อสร้างที่ผิดมาตรฐาน หรือข้อบังคับที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น เรื่องของระยะห่างจากถนน และแม่น้ำ เขาก็ทำไม่ถึงเพราะฉะนั้นจึงไม่มีการต่อใบอนุญาตให้ แม้เขายื่นอุทธรณ์ถึง รมว.มหาดไทย ยุคนั้น ก็ไม่ได้รับคำอุทธรณ์ ก่อนที่จะยื่นศาลปกครอง ซึ่งอยู่ระหว่างรับพิจารณาอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ณ นาทีนี้ถือว่าไม่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นสุสาน หรืออะไรก็แล้วแต่

ต่อข้อถามว่าปัญหาที่เกิดจากชาวอิสราเอล ได้ลุกลามบานปลายไปทั่วประเทศ นายพลพีร์ กล่าวว่า เรื่องคนสัญชาติอิสราเอล เป็นประเด็นในประเทศไทยมาโดยตลอด ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งเฉย อย่างที่ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน ที่เราไปจับ อาจบังเอิญหรือไม่ ตนไม่ทราบ ที่เป็นของชาวอิสราเอล แต่เรียน รมว.ยุติธรรม แล้ว หลังจากนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังพิจารณาว่าจะนำเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษหรือไม่ เพราะมีมูลค่าความเสียหายเกินกว่า 300 ล้านบาท

เมื่อถามย้ำว่า ตอนนี้คิดว่าปัญหาของชาวต่างชาติในประเทศไทยเยอะหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ชาวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายก็เยอะ มีทั้งบริษัทนิติบุคคล ที่ถือครองที่ดินผิดกฎหมาย กว่า 1,500 บริษัท และยังมีบริษัทต่างชาติ ที่เราสงสัยอีกประมาณ 14,000 บริษัท ถือครองที่ดินประมาณ 5,800 กว่าแปลง มูลค่าประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านบาท ได้เน้นย้ำไปที่กรมที่ดิน และกระทรวงพาณิชย์ ว่าต้องทำงานร่วมกันในส่วนที่บริษัทที่กระทำผิดกฎหมายกว่า 1,500 แห่งนั้น จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ทำเรื่องบังคับจำหน่ายออกทันที ส่วนบริษัทที่ต้องสงสัยนั้นขอเวลาตรวจสอบประมาณ 15 วัน ถ้าพบว่าผิดจะต้องดำเนินคดีเช่นเดียวกัน

‘วปอ.’ชงยาแรงรัฐบาล รื้อที่มาสภาสูง จี้กางปฏิทินแก้ไขรธน. ‘นครินทร์’ชี้เลือกกันเอง คือความผิดพลาดที่สุด สนธิเปิดแผนปลุกม็อบ ลั่นเอาคืนประเทศไทย

8 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายกฯนำครม.-เหล่าทัพ ฟังข้อเสนอ วปอ.68 Resilient Thailand ชู 3 หลักคิด “เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ-ปฏิรูประบบราชการ-พัฒนาคน” ปลุกวปอ. หลายปท.สร้างอาวุธเอง ต้องหายใจด้วยจมูกตัวเอง ลั่นปัญหาชายแดน พร้อมสู้กลับหากโดนเปิดก่อน ด้านนักศึกษา วปอ.68 แถลงข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ ชง “สว.เลือกตั้ง-ยุบอบจ.-เพิ่มอำนาจประชาชน” ด้าน“สนธิ”ประกาศ“ทวงคืนประเทศไทย” 10 ก.ย.บุกสถานทูตยิว จับตากกต.จะมีมติ 5 ต่อ2 ปมฮั้ว สว.ขีดเส้น 14 ก.ย. หากมีตัดตอน เตรียมยกระดับชุมนุม“จตุพร”ชี้ลงถนนช่วงนี้ยังไม่สุกงอม ลุ้น 2วันชี้ชะตา 14 ก.ย.กกต. ลงมติคดีฮั้ว สว.รวมถึง 28 ก.ย. ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินคดีบัตรเลือกตั้ง อาจถูกกวาดทั้งกระดาน

เมื่อเวลา 08.30  น. วันที่ 7 กันยายน 2569  ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร   นายอนุทิน  ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย  เป็นประธานในกิจกรรม NDC’68 Symposium  ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68  โดยมีพล.ท.อดุลย์   บุญธรรมเจริญ  รมว.กลาโหม  นายเอกนัฏ   พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน   พล.อ.ธราพงษ์   มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม   พล.อ.อุกฤษฏ์   บุญตานนท์   ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหาร ทหารบก(ผบ.ทบ.)พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)พล.อ.สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พร้อมด้วย พล.ท.อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ให้การต้อนรับ

ดีใจวปอ.68กับรัฐบาลคิดตรงกัน

โดยนายกฯ กล่าวว่า ตนยินดีและดีใจมากที่ได้กลับมาวปอ.ในอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะเกือบไม่ได้มาเพราะกำหนดการช่วงนี้เดินทางมาก วปอ.รุ่นที่ 68 ถือว่าเป็นเพราะรุ่นแรกที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดตนเป็นผู้ลงนาม  ส่วน “Resilient Thailand” ภายใต้แนวคิดนี้ ตนดีใจว่าโจทย์ที่ตั้งตรงกับโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลกำลังทำงานอยู่ คือในวันที่โลกจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยอยู่รอด และสามารถก้าวหน้าต่อไปได้ด้วยความมั่นคง แข็งแกร่ง คำว่า Resilient ไม่มีสปีชของผู้นำ ซึ่งได้วางกรอบไว้ “Resilient” ก็คือไม่ใช่แค่ล้มแล้วลุก แต่เมื่อลุกแล้วจะต้องวิ่ง วิ่งไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งกว่าเดิม ตนอยากให้ใส่วงเล็บ.”Moving Forward” หลังจากที่มีปัญหามีการล้ม หยุดนิ่ง อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดการชะงักงัน ของความก้าวหน้าต่างๆซึ่งเกิดได้ตลอดเวลา แต่เมื่อเราผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปแล้ว เราต้องเอาอุปสรรคเหล่านั้นเปลี่ยนมาเป็นเชื้อเพลิง ทำให้เราขับเคลื่อน ไปด้วยความรวดเร็ว ที่สูงขึ้นและด้วยประสบการณ์ที่แข็งแกร่งด้วยความรอบรู้ที่เราได้ผ่านมา

ชู3หลักคิดเปลี่ยนประเทศ

นายกฯ กล่าวด้วยว่า หากถามถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในของรัฐบาลอย่างไรนั้น เรามองอยู่ 3 อย่าง คือเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบราชการ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเราเห็นตรงกัน โดยการเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยราย 10 ปีที่ผ่านมา เติบโตจากการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเครื่องยนต์เหล่านี้ ปัจจุบันก็ยังมีความสำคัญ แต่ก็ต้องหาคนไกลที่ทำให้เกิดความแข็งแรงขึ้น แต่ครึ่งเดือนนี้พาเราไปถึงโลกอนาคตไม่ได้ ต้องส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตดิจิทัล เอไอ เซมิคอนดักเตอร์ หากดูในอนาคตพลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารและการแพทย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ปลุกสร้างอาวุธเอง

นายกฯ กล่าวช่วงหนึ่งว่าในอดีตที่เราพูดถึงความมั่นคงเราจะพูดถึงการจัดหาหรือซื้ออาวุธอะไรให้ประเทศมีความพร้อม วันนี้หลายประเทศผลิตอาวุธได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าวันไหนเขาจะอยู่ข้างไหนหรือเขาจะเลือกว่าจะให้อาวุธนี้กับใคร เราไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้จมูกของใคร แต่เราต้องหายใจด้วยตัวเอง ซึ่งทุกวันนี้นักศึกษาวปอ.หลายคน ที่อยู่ในแวดวงความมั่นคง คงจะได้เห็นว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีการพัฒนาไปมากพอสมควร แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่ คือการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทย ซึ่งรมว.กลาโหมได้พยายามสร้างความมั่นใจให้กับตน ว่าอุตสาหกรรมป้องกันในประเทศ ถือว่าสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง และจะเป็นสิ่งที่ ทำให้ได้รับความยำเกรง จากผู้ที่คิดจะมาต่อกรกับเราได้ในระดับที่เรียกว่าวางใจได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ตนได้รับการป้อนมา เนื่องจากรัฐบาลที่ตนเข้ามาในช่วงที่ทุกท่านก็คงทราบว่า มีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ค่อนข้างรุนแรง แต่สิ่งที่ทำให้เรามีความมั่นใจมาตลอดเวลา ก็คือความพรั่งพร้อม ของกองทัพ

หากถูกกระทำก็ต้องสู้กลับ

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดตรงตะเข็บชายแดน อาจจะมีความรู้สึกมากกว่าเรา เพราะท่านไม่รู้ว่าวันไหนจะมีเสียงระเบิดตกใส่ มีหลายครั้งตกกลางหลังคาบ้าน ซึ่งอาวุธที่เขาถล่มเข้ามามีความรุนแรง มีกำลังมีพลัง และมีน้ำหนักมาก ด้วยความเร็วและทิศทางที่กำกับไม่ได้ และไม่ได้ตกในพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ เขามีอยู่ 10,000 ลูกใช้ไป 7,000ลูกเข้ามาในประเทศไทย ถ้าจะบอกว่าไม่เป็นไร บอกว่ารับได้ เราก็ไม่ใช่คนไทย สิ่งที่เราถูกกระทำมาแล้วมีคำตอบเดียว คือ ต้องสู้กลับไม่มีทางเลือกอื่น และต้องให้เห็นว่าอย่าทำอีก นี่เป็นเรื่องสำคัญหากทำอีก เราก็พร้อมที่จะตอบสนองให้รู้ว่าเขาตัดสินใจผิดที่คิดจะมาวุ่นวายมารุกรานประเทศไทย

‘นครินทร์’อดีต ปธ.ศาลรัฐธรรมนูญ บรรยายหลักสูตร วปอ.68ชี้อำนาจ สว. ความชอบธรรมต่ำ เผยมี’กรธ.ปี60’สารภาพ ระบบการเลือก ‘สว. 67’เป็นความผิดพลาดที่สุด แต่ต้องรับชะตากรรม ย้ำรธน.ใหม่ ต้องเป็นของทุกสี ไม่ใช่สีใดสี หนึ่ง เตือนแม้ให้ผู้เชี่ยวชาญร่าง อาจพาลงเหวได้เหมือนกัน

‘นครินทร์’ชี้สว.ความชอบธรรมต่ำ

ขณะที่ นายนครินทร์  เมฆไตรรัตน์   อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ  บรรยายพิเศษในหัวข้อ “การเมืองและสังคมไทยสำหรับอนาคต” ให้กับนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ในกิจกรรมเสวนาวิชาการ NDC’68 Symposium 2026 ภายใต้แนวคิด ‘Resilient Thailand’ โดยบรรยายไล่เลียงพัฒนาการทางการเมืองไทยในช่วงต่างๆ ตามประวัติ ศาสตร์ดยชี้ว่า ช่วงปี 2540 เป็นจุดเปลี่ยนของการปฏิรูปการเมืองใหม่ที่นำมาสู่ฝ่ายบริหารที่มีความเข้มแข็ง มีการปฏิรูประบบรัฐสภา การเลือกตั้ง และออกแบบการเมืองใหม่ตลอดเวลา มีรัฐธรรมนูญปี 2540, 2549, 2550, 2557, 2558 และ 2560 ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประเทศ ไทยมีปัญหาเรื่องระบอบการปกครองประเทศ เราสร้างบ้านแล้ว ไม่ตกลงปลงใจว่าจะใช้โครงสร้างเดิมไปโดยตลอด มีการรีโนเวทตลอดเวลา หรือต่อเติมบ้านตามอำเภอใจ

 “การใช้อำนาจของวุฒิสภามีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ ผมอาจจะพูดแรงเกินไป แต่ถ้าเราไม่ปิดหูปิดตาก็จะเห็นได้ว่า (ความชอบธรรม) ไม่สูงมาก เนื่องจากระบบที่มาคือการเลือกกันเอง ที่เราคิดกันเอง ใช้กันเอง โดยไม่เคยมีใครใช้” นายนครินทร์ กล่าว

สังคมไทยคาดหวัง-ข้อเรียกร้องสูง

นายนครินทร์ กล่าวว่า ตนมองว่าสังคมไทยในเวลานี้มีความคาดหวังและข้อเรียกร้องสูงมากในทุกเรื่อง แต่ขณะเดียว กันก็มีความขัดแย้ง (cleavages) ที่เกิดจากความหลากหลายมิติทั้งเรื่องชนชั้น การทำงาน รสนิยม การศึกษา ทัศนคติ นำมาสู่การไม่ยอมรับอำนาจการปกครองในหลายลักษณะ เช่น ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตนเองเชื่อว่าไม่น่าจะจบในช่วงชีวิตของตนเอง

นายนครินทร์ ระบุว่ารัฐธรรมนูญ สถาบันการเมือง และสถาบันสังคมต่างๆ มีความชอบธรรม อำนาจในการดำเนินการต่างๆ ต้องได้รับการยอมรับจากประชาชน เช่นเดียวกับความไว้วางใจซึ่งเป็นคุณค่าอย่างสูงมากในทางการเมือง ปัญหา คือรัฐธรรมนูญไทย มีทั้ง 2 ประการอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เช่น ความไว้วางใจต่อการจัดการเลือกตั้งค่อนข้างต่ำ รวมถึงการทำประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรม นูญฉบับใหม่ 2 ครั้งก่อนหน้า เพื่อให้ประชาชนยอมรับ

อนาคตการเมืองไทยยังไม่แน่นอน

สำหรับอนาคตของการเมืองไทย นายนครินทร์ มองว่ายังมีความพร่ามัวไม่แน่นอนและคาดเดาได้ยาก ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันในลักษณะหนึ่งลักษณะใดก็ได้ หรืออาจไม่เกิด แต่สะสมความคับข้องใจ ความอึดอัด ความอิหลักอีเหลื่อ เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ ความคาดหวังของคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงก็จะยกระดับขึ้น แต่การยกระดับนั้นจะไม่มีทิศทาง กระจัดกระจาย เพราะคนไทยความหวังไม่ตรงกัน

 “หากเรากระจัดกระจายแบบไม่มีทิศทาง จะเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาสำหรับทิศทางทางการเมืองในอนาคตเลย” นายนครินทร์ กล่าว

เราทุกคนคือส่วนหนึ่งของปัญหา

นอกจากนี้ นายนครินทร์ ยังกล่าวถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ หนี้สาธารณะ ที่จะเหนี่ยวรั้งการพัฒนาของการเมืองไทย จนมีการวิเคราะห์กันโดยผู้เชี่ยวชาญว่า ต่อไปก็จะถดถอยลงไปเรื่อยๆ. รวมถึงการมีสังคมย่อยๆ อยู่ภายในสังคมไทยโดยรวม แบ่งแยกคนออกเป็นหลายชนชั้นอย่างตายตัว ปัญหาที่ตามมาจะชัดมาก เพราะการขยับข้ามสังคมจะมีความยากลำบากได้ การศึกษาก็คาดหวังไม่ได้ ต้องอาศัยอำนาจมืด อำนาจใต้ดิน หรืออำนาจพิเศษ ในการขยับเคลื่อนสถานะ

 “พวกเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา สังคมและการเมืองไทยพัฒนาไปตามนิสัยใจคอของคนไทย หรือพูดแบบหยาบๆ ก็คือ สันดานของคนไทยเอง”

จากนั้นได้เปิดโอกาสให้นักศึกษา วปอ. 68 สอบถาม โดย รศ.ดร. ธนพร ศรียากูล ตั้งคำถามว่า มีแนวคิดของนักวิชาการอาวุโสมองว่า การเมืองไทยเป็นการเมืองแบบคุมเชิง ตั้งแต่สมัยโบราณมาจนปัจจุบัน ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคในการเปลี่ยนผ่านสังคมไทยไปด้วย มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังคงคุมเชิงกันอยู่หรือไม่ คือไม่มีใครมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และในวันหน้าอาจยังคุมเชิงกันอยู่แบบนี้ เราจะอยู่กันอย่างไร

ยังต้องคุมเชิงกันไปเรื่อยๆ

นายนครินทร์ ตอบว่า เราอยู่กันแบบนี้เพราะเราอุปนิสัยใจคอเป็นแบบนี้ เราก็คงต้องคุมเชิงกันไปเรื่อยๆ และช่วงชิงโอกาส จังหวะ หากช่วงไหนทำได้ก็ทำ แต่เวลาทำต้องคำนึงว่า คนอื่นยอมรับหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อทำแล้วยั่งยืนหรือไม่ มีสัมฤทธิผลหรือไม่ ประโยชน์สุขตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ หรือตกอยู่กับเพียงพวกพ้อง ซึ่งยังคงเป็นปัญหาของการเมืองไทยในระยะยาว

 “ผมก็สงสัยว่าจะคุมเชิงอยู่ได้อีกกี่ปี สุดท้ายเราจะแพ้ภัยอายุขัยของตนเอง เรื่องนิสัยใจคออาจจะพอเปลี่ยนกันได้บ้าง เพราะผู้นำที่มีบารมีจะส่งต่ออำนาจให้กับลูกหลาน เช่นเจ้าพ่อที่ส่งต่ออำนาจให้กับรุ่นลูก ซึ่งจะนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงขององค์กรหรือหน่วยงาน”นายธนพร กล่าว

พร้อมกันนี้ นายธนพร ตั้งคำถามอีกว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทำให้เกิดข้อกังวลว่า จะได้ผลลัพธ์เป็นรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นของสีน้ำเงิน หรือสีน้ำเงินเข้มหรือไม่

รัฐธรรมนูญต้องเป็นของทุกสี

นายนครินทร์ย้ำว่า รัฐธรรมนูญต้องเป็นของทุกสี ทุกสีต้องมีพื้นที่แสดงออกเหมือนกัน และได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แต่ปัญหาคือกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่เรายังไม่แน่ใจว่าจะทำจริงหรือไม่ หรือให้ใครยกร่าง ที่ผ่านมามักให้ผู้เชี่ยวชาญมาร่าง แต่บางครั้งผู้เชี่ยวชาญพารัฐธรรมนูญลงเหวได้เหมือนกัน

นายนครินทร์ กล่าวด้วยว่า เคยได้รับฟังจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับปี 2560 ที่ระบุว่า มีความเสียใจมากที่สุด ไม่รู้จะทำอย่างไร เป็นความผิดพลาดของ กรธ. คือระบบการเลือก สว. ถือเป็นความผิดพลาดที่สุด เราทำมาแบบนี้ ก็ต้องรับชะตากรรมแบบนี้ ปัญหาคือเราจะยอมรับต่อไปหรือจะปรับปรุงแก้ไข พร้อมย้ำว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ของสีใดสีหนึ่ง แต่รัฐธรรมนูญควรเป็นของทุกคน

นศ.วปอ.แถลงข้อเสนอเชิงนโยบาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติของนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร วปอ.รุ่นที่ 68 ภายใต้กรอบแนวคิด “Resilient Thailand” พลิกฟื้นประเทศไทยสู่อนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานรับฟังข้อเสนอ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการเหล่าทัพ

โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อแวดวงการเมืองไทยอย่างมากคือข้อเสนอต่อรัฐบาลในส่วนของ “การสร้างการเมืองแห่งพื้นที่เสรีภาพ การต่อรอง และรับผิดชอบต่อเจตจำนงของทุกคน” (Resilient Institutionalization of Political Power)ซึ่งระบุว่า “การเมืองคือพื้นที่แห่งเสรีภาพในการต่อรอง และความรับผิดชอบต่อเจตจำนงของทุกคน ภายใต้กติกาที่เสมอภาค”

ผ่า4สภาพปัญหาที่ฉุดรั้งประเทศ

คณะศึกษา วปอ.รุ่นที่ 68 ได้ฉายภาพปัญหาสำคัญของการเมืองไทยในปัจจุบันออกเป็น 4 มิติหลัก ประกอบด้วย

  1. กติกาสูงสุด : ปัญหาจากการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 ซึ่งประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
  2. สถาบันนิติบัญญัติ : ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกเปลี่ยนจากระบบเลือกตั้งสู่ระบบผสม (ปี 2550) และระบบเลือกกันเอง (ปี 2560) จนกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่ปัญหาด้านความชอบธรรมทางการเมือง
  3. การกระจายอำนาจ : โครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ที่มีความซ้ำซ้อนกันในเชิงพื้นที่ระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กับ เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อีกทั้งการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางยังคงไม่มีความชัดเจน
  4. การมีส่วนร่วมของประชาชน : ภาคประชาชนถูกลิดรอนอำนาจในการตรวจสอบและถอดถอน ในขณะที่กระบวนการจัดทำประชาคมในปัจจุบันกลายสภาพเป็นเพียงแค่ “พิธีกรรม” ที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ

ยื่น‘ข้อเสนอตามกรอบ 3R’

เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว วปอ.รุ่นที่ 68 ได้นำเสนอแนวทางขับเคลื่อนผ่านสูตร 3R อย่างเป็นระบบ คือ RETHINK (คิดโจทย์ใหม่ – 4 หมุดหมาย) -จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามเจตจำนงร่วมที่ผ่านประชามติ พร้อมสถาปนาอำนาจการตรวจสอบถอดถอนให้เป็นของประชาชน -ปฏิรูปวุฒิสภาให้มีความอิสระ โดยกำหนดให้ที่มาของสมาชิกยึดโยงใกล้ชิดกับประชาชน -ขจัดความซ้ำซ้อนของ อปท. ให้อำนาจและงบประมาณไหลตรงสู่ อปท. ฐานราก -เปลี่ยน “พิธีกรรมประชาคม” ให้กลายเป็นอำนาจที่ยั่งยืนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ

REBOOT(ปรับปรุงระบบเดิม) -จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมติมหาชน เพื่อสร้างข้อตกลงทางสังคมที่มั่นคง -สร้างวุฒิสภาให้มีความชอบธรรมทางการเมือง และสามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ -ยุบ อบจ. เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนเชิงพื้นที่ แล้วทำการถ่ายโอนอำนาจ งบประมาณ และบุคลากรลงสู่เทศบาล และ อบต. โดยตรง -เปลี่ยนผ่านระบบประชาคมแบบเดิม สู่ระบบคราวด์ซอร์สซิง (Crowdsourcing) ออกกฎหมายให้ประชาชนเข้าชื่อยับยั้งได้ง่ายขึ้นและมีผลผูกพันหน่วยงานรัฐ

REINVENT(พลิกโฉมกลไก) -สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน –กำหนดให้การถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณจากส่วนกลางลงสู่ท้องถิ่นเป็น “มาตรการที่ต้องปฏิบัติ” -สถาปนาอำนาจประชาชนในการตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ รวมถึงยับยั้งการดำเนินนโยบายสาธารณะของรัฐ

มาตรการด่วนที่สุดที่ต้องเริ่มทันที

สิ่งที่ วปอ.68 เน้นย้ำว่าเป็น “สิ่งสำคัญที่ต้องเริ่มทำทันที” เพื่อพลิกโฉมการเมืองไทย มี 2 ข้อเสนอหลัก คือ  1. แก้รัฐธรรมนูญ – สว.ต้องเลือกตั้ง : ให้รัฐบาลและพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลประกาศ “ปฏิทินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” อย่างเป็นทางการ พร้อมเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 เพื่อเปลี่ยนให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนโดยทันที

  1. ติดเบรกโครงการรัฐ : เร่งยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานของประชาชนในการ “ยับยั้งโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่” โดยกำหนดให้ผลการคัดค้านนั้น มีผลผูกพันในทางกฎหมาย ต่อหน่วยงานรัฐเจ้าของโครงการ หรือผู้ออกใบอนุญาตทันที

ทั้งนี้ รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมแนวคิดของนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 68 พร้อมยืนยันว่าจะรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายชุดนี้ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาอย่างละเอียด เพื่อนำไปต่อยอดปฏิบัติจริงในการปฏิรูประบบราชการและขับเคลื่อนประเทศต่อไป

‘สนธิ’ประกาศ‘ทวงคืนประเทศไทย’

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และ นายนิธิธร ล้ำเหลือ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมจับตาการทำงานของรัฐบาลและองค์กรอิสระ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.และข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว.

โดยนายสนธิ กล่าวว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากเหตุการณ์ทางการเมืองเฉพาะหน้า แต่ต้องการให้สังคมย้อนกลับไปดูต้นเหตุของปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน เพราะมองว่าการเมืองไทยมีการเปลี่ยนขั้วและเปลี่ยนรัฐบาล แต่เครือข่ายอำนาจและผลประโยชน์ยังคงเชื่อมโยงกันอยู่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ถ้าสิ่งที่เราต่อต้านในอดีตคือการฉ้อราษฎร์บังหลวง การทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม วันนี้ถ้ามันเกิดขึ้นกับฝ่ายที่เราเคยสนับสนุน เราก็ต้องกล้าตรวจสอบเหมือนกัน

นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา( สว.)ซึ่งมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้ว สว.ว่า ต้องจับตาการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.อย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะกรณีที่ กกต.อาจจะมีมติ 5 ต่อ2ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว หากกระบวนการตรวจสอบเดินหน้าไปในลักษณะที่มีการตัดตอนบุคคลบางกลุ่ม หรือดำเนินคดีเฉพาะผู้ที่อยู่ระดับล่าง โดยไม่สาวไปถึงผู้ที่มีอำนาจหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็อาจทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมและความเป็นอิสระขององค์กรที่เกี่ยวข้อง

นัดบุกสถานทูตอิสราเอล10ก.ย.

นายสนธิ ยังเปิดเผยกำหนดการเบื้องต้นว่า ในวันที่ 10 ก.ย.2569 เวลา 09.30น.จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล เพื่อขอให้ดำเนินการเนรเทศบุคคลสัญชาติอิสราเอลที่เข้ามาสร้างปัญหาในประเทศไทยและหลังจากนั้นจะจับตาสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะวันที่ 14 กันยายน ซึ่งอาจเป็นจุดสำคัญต่อทิศทางการเคลื่อนไหว ต้องการวัดให้เห็นว่าประชาชนไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลมากแค่ไหน ไม่ใช่เวทีของการชกต่อย แต่เป็นเวทีที่ประชาชนจะบอกว่าต้องการเห็นรัฐบาล มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ มีความกล้าหาญ และยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม

 “ผมต้องการเอาประเทศไทยของเราคืนมา ประเทศไทยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกลุ่มทุน กลุ่มบ้านใหญ่ หรือเครือข่ายอำนาจใด ๆ และหากประชาชนเห็นด้วยกับอุดมการณ์และสิ่งที่ตนทำก็ขอให้ออกมาแสดงพลังกันให้มากขึ้น ผมขอท้านายอนุทินให้ไลฟ์สดทุกวัน ถ้าแน่จริง และผมก็จะไลฟ์ชนกับนายอนุทินทุกวัน คนหนึ่งไลฟ์สดโกหก อีกคนเข้าไปจับผิด”นายสนธิกล่าวย้ำ

‘อนุทิน’ไม่ได้ฟัง‘สนธิ’ทวงคืนปท.

เวลา 14.10 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีได้ฟังนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงประกาศทวงคืนประเทศไทยในวันเดียวกันนี้หรือไม่ว่า “ ไม่ได้ฟังครับ”

เมื่อถามว่า นายสนธิระบุว่าหลังวันที่ 14 กันยายนจะยกระดับ หากประเด็นการฮั้วสว. มีความเคลื่อนไหว นายกฯ ที่กำลังเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าได้หันมาพยักหน้า พร้อมกล่าวว่า”อ๋อครับ”เมื่อถามว่านายสนธิได้ท้าให้นายกฯดีเบตด้วยผ่านทางโซเชียล นายกฯ พยักหน้าพร้อมกล่าวว่า”ครับ” และเดินเข้าตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที

‘จตุพร’ชี้ลงถนนช่วงนี้ยังไม่สุกงอม

วันเดียวกัน  นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ให้สัมภาษณ์ ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ถึงกรณีนายสนธิ ประกาศทวงคืนประเทศไทยว่า มองการลงถนนในสถานการณ์ขณะนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นในลักษณะคล้ายๆกับเมืองไทยรายสัปดาห์สมัยนายทักษิณ ชินวัตร เพราะนายสนธิ ก่อนหน้านี้ไม่ได้มาไล่รัฐบาล ไม่ได้มาเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก แต่มาจัดการเรื่องสีเทา ยิวเทา รัสเซียเทา อินเดียเทา และไทยเทา และจะไปสถานทูตอิสราเอล ทำเนียบรัฐบาล ยังไม่ได้เปิดค่ายเต็ม และจะเรียงลูกระนาดตามลำดับ การไปยื่นหนังสือที่สถานทูตอิสราเอล หรือทำเนียบรัฐบาล จะมีคนจำนวนหนึ่งไปร่วม แต่ไม่ใช่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เหมือนสงครามสีเสื้อช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา

จับตา14ก.ย.แง้มอาจฟันเกิน100

 “และต้องดูผลของวันที่ 14 ก.ย. ที่กกต.จะลงมติคดีฮั้ว สว. ผมยังเชื่อว่า กกต.จะไม่เลือกทั้งแนวทางคณะอนุฯชุดที่ 26 และ 36 การข่าวของผมเขาน่าจะสั่งฟ้องเกิน 100 คน เพียงแต่ว่าเอกสารมันหลุดทั้ง 2 ชุดนั้น ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ก็ล้วนแต่มีผลข้างเคียงทุกรูปแบบ”

เมื่อถามว่าทำไมประเมินว่า กกต. จะส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฎีกาเกิน 100 คน นายจตุพร กล่าวว่า “เนื่องจากเอกสารทั้งคณะอนุฯชุดที่ 26 และ 36 และ กกต.ปล่อยเอกสารหลุด ก็มีเจตนาพิเศษอยู่แล้ว ไม่ว่า กกต.ชุดนี้จะมีที่มาอย่างไรก็ตาม แต่สุดท้ายเขาก็รักตัวกลัวคุกกันทั้งนั้น ถ้าจัดการอะไรที่มันผิดกฎหมาย 157 อย่างชัดเจนเขาก็คงเห็นเส้นทาง กกต.ก่อนหน้านี้ชุดที่มีเสียชีวิต 2 ติดคุก 2 ลาออก 1 ว่าบั้นปลายนั้นไม่มีใครสามารถไปคุ้มครองใครได้”

อาจไม่ถึงนักการเมืองตัวเป้ง

เมื่อถามว่า ยอดที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน เป็น สว.100 กว่าคน ถ้าส่งศาลฎีกาเกิน 100 คน คาดว่าส่วนที่ส่งศาลฎีกาน่าจะเป็น สว.ทั้งหมดไหม หรือมีเครือข่ายพรรคการเมืองผสมด้วย นายจตุพร กล่าวว่า ณ ขณะนี้ยังไม่เห็นว่าจะถึงคนในรัฐบาล หรือคนที่เป็นนักการเมืองตัวเป้ง แต่ในส่วนของ สว.และกระบวนการที่เกี่ยวข้องบางคน ไม่ครบทุกคน เกิน 100 คน แต่จะเกินไปเท่าไหร่ขึ้นกับ กกต.จะตัดสินใจสุดท้าย เพราะถ้าเอกสารไม่หลุดออกมา เขาจะเดินวิธีการอย่างไรก็ได้ แต่พอเอกสารหลุดออกมาทั้ง 2 ฉบับ มันเป็นเรื่องที่ยากที่สุดที่จะให้หลุดทั้งหมด

ปูดคนที่ปล่อยเอกสารคนในกกต.

เมื่อถามว่า ถ้าตัดสินใจแบบนั้นจะไม่กระทบกับฐานอำนาจของบางพรรคการเมืองหรือ เพราะส่วนหนึ่งปักหลักอยู่ในรัฐสภา นายจตุพร กล่าวว่า ในการทำสำนวนสั่งฟ้อง ท้ายที่สุดก็ทำเฉพาะสายสีน้ำเงิน 229คน ไม่ไปแตะการเมืองอีก 3 สาย ซึ่งอนุฯชุดที่ 26 ถ้ามีสติดีเอสไอทำให้ครบทุกสายการเมืองและพิจารณาทีเดียว แต่ก็ปล่อยเลยเถิดจนมติคณะอนุฯชุดที่ 26 ออกมา แล้วใช้วิธีเป่าโดยคณะอนุฯชุดที่ 36 มันก็ถึงคราววินาศ

 “คนที่ปล่อยเอกสารเป็นคนใน กกต. แหล่งข่าวผมก็เป็นตัวการสำคัญ แต่เขาใช้วิธีมาวางเอกสารเอง เป็นคนใน กกต.ที่ใครๆก็รู้จัก”

เมื่อถามว่าเขาปล่อยเอกสารหลุดทำไม นายจตุพร กล่าวว่า “เพราะมันเดินไปไม่ไหวแล้ว และท้ายที่สุดอย่างที่ผมบอก ก็รักตัวกลัวคุกกันทั้งสิ้น มีลักษณะไถ่โทษหรือแสดงเจตนาบางอย่าง คนมองเพียงแค่ที่มาอย่างไร แต่ว่าแต่ละคนมองว่าที่ไปอย่างไร”

28ก.ย.อาจจะกระทบสส.500คน

นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งที่จับตาดูคือ วันที่ 28 ก.ย. ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องบัตรเลือกตั้ง บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ผมมองว่ายัง 50 – 50 ซึ่งเป็นประเด็นที่ใครไม่คิดว่า จะกวาดเกลี้ยงทั้ง 500 คน ลองดูลีลาของศาลรัฐธรรมนูญที่เดินเกมเรื่องนี้อย่างแยบยลที่สุด แม้กระทั่งวันที่ไต่สวนพยาน 5 ปาก ประธาน กกต.ซึ่งไม่ได้อยู่ในฐานะพยาน ศาลให้เข้าฟังด้วย หลังจากนั้น เดินเผชิญสืบครั้งแรก คนทั่วไปมองว่าเรื่องไม่มีอะไร แต่ผมตามและเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา โอกาสที่จะพลิกคว่ำเท่าๆกับรอด

เตือน“สีน้ำเงิน”อย่าใหญ่เกินไป

เมื่อถามว่า สีน้ำเงินเป็นความหวังเดียวของอนุรักษ์นิยม จะยอมให้รีเซ็ตหรือ นายจตุพร กล่าวว่า “ลองศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมือง ผมเชื่อว่าสีน้ำเงินเขาต้องคิดระมัดระวังว่า ประวัติศาสตร์ไม่มีอะไรจีรัง มันขึ้นกับสถานการณ์บ้านเมืองในแต่ละเหตุการณ์ ประวัติศาสตร์สอนให้รู้ว่าไม่มีอะไรผูกขาดและมีความเชื่อเด็ดขาด เพราะฉะนั้นก็ขึ้นกับบริบทและสถานการณ์ ณ ขณะนั้น”