โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “นายพลตำรวจ” 131 ราย เช็กรายชื่อที่นี่!

7 กันยายน 2569 เวลา 21:56 น.

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา (7 ก.ย.) เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อยและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่ทางราชการ จำนวน 131 ราย โดยมีรายนามสำคัญ อาทิ

Facebook

วีระ ชงฟรีซเงินเดือน ขรก. 1-2 ปี รับข้าราชการอาจไม่พอใจ แต่พูดความจริง ประเทศกำลังวิกฤต ต้องเสียสละ

7 กันยายน 2569 เวลา 21:40 น.

7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระ 2 เป็นวันแรก

โดย นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะ กมธ.วิสามัญฯ กล่าวว่า ตอนที่พิจารณางบรายจ่ายมีรายการที่ไม่สามารถตัดทอนได้เยอะมาก ทั้งรายการที่เป็นค่ารักษาพยาบาลพนักงานลูกจ้างรัฐก้อนใหญ่ประมาณ 90,000 กว่าล้านบาท รายการเงินเบี้ยวัดบำเหน็จบำนาญ ประมาณ 389,000 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคม และรองรับจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน 12,000 ล้านบาท ทุกคนรู้ว่าเป็นรายการที่ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท

นายวีระ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากการสอบถามพบว่า สำนักงบประมาณเป็นผู้ของบประมาณก้อนนี้ วัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานราชการที่ขอใช้งบกลาง 12,000 ล้านบาท เอาเงินนอกงบประมาณของตัวเองมาสมทบ ซึ่งในแง่ไอเดียถือว่าดีที่เอาเงินนอกงบประมาณมาใช้ แต่การเลือกโครงการที่ทำคิดว่าเป็นปัญหา เพราะทำซ้ำกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท จึงเป็นที่มาของเหตุผลที่ตนเสนอตัดทั้งก้อน

นายวีระ กล่าวอีกว่า ส่วนเงินเลื่อนเงินเดือน และเงินปรับวุฒิข้าราชการ 13,000 ล้านบาท ตนเข้าใจว่าไม่สามารถตัดได้จริง เพราะข้าราชการมีระบบการคิดเงินเดือนและการปรับวุฒิ ซึ่งสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางต้องตั้งงบเผื่อเอาไว้ในการขึ้นเงินเดือนและปรับวุฒิตามเกณฑ์ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติเหมือนปีที่ผ่านๆ มา จะไม่มีปัญหาเลย แต่ที่เสนอตัดทั้งก้อน 13,000 ล้านบาท บวกกับเสนอตัดรายการที่สำนักงบประมาณเสนอมา 12,000 ล้านบาท รวม 25,000 ล้านบาท ในงบกลาง เพราะเห็นว่าเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ฝ่ายราชการก็ควรใช้หลักร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน

“ตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2527 และปี 2540 หน่วยราชการหรือคนที่เกี่ยวข้องกับราชการที่รับเงินเดือนกับงบประมาณไม่เคยได้รับผลกระทบ แต่ครั้งต่อไปที่อาจจะเกิดขึ้น ผมคิดว่าถ้าหน่วยราชการจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ปีหน้าถ้าเป็นไปได้ผมเสนอให้ฟรีซการขึ้นเงินเดือนของข้าราชการสัก 1-2 ปี เพื่อให้เหลือพื้นที่ที่จะใช้เงินที่มีน้อยอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ที่สุด เมื่อผมพูดแบบนี้ข้าราชการคงไม่พอใจ แต่ผมพูดความจริง รัฐบาลที่กำลังจะมีปัญหาค่อนข้างวิกฤต คนที่อยู่ในหน่วยราชการก็ต้องเสียสละ เชื่อตอนลงมติท่านก็เอาตามกรรมาธิการเสียงข้างมากอยู่ดีซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัญหาของเราเหมือนกัน” นายวีระ กล่าว

“สีหศักดิ์” ดันสร้างรั้วความมั่นคงร่วมมาเลเซีย รอลุ้นเปิดตัวผู้อำนวยความสะดวกเจรจาสันติสุข

7 กันยายน 2569 เวลา 21:17 น.

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของมาเลเซีย เพื่อต่อยอดข้อตกลงระดับผู้นำประเทศเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นมาตรการตอบโต้เหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ผ่านความร่วมมือหลัก ได้แก่

  • บูรณาการแนวรั้วความมั่นคง ผสานแผนก่อสร้างรั้วชายแดนของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกันเพื่อลดความซ้ำซ้อน โดยพุ่งเป้าไปที่การสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติและยาเสพติดในพื้นที่จุดเสี่ยง
  • เจาะลึกงานข่าวกรอง เน้นแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำและฉับไว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจและระงับเหตุ
  • การลาดตระเวนร่วม มอบหมายให้ฝ่ายทหารขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการชายแดน (RBC และ GBC)

เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

เพื่อสร้างเสถียรภาพอย่างยั่งยืน รัฐบาลเตรียมนำแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบราง สะพาน และถนน เข้าหารือในเวทีคณะกรรมการร่วม (JC) ช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ เป้าหมายหลักคือการลดความซ้ำซ้อนของโครงการ และเชื่อมโยงเส้นทางการค้าชายแดนให้ลื่นไหลไร้รอยต่อ

ทิศทางกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข

สำหรับการเจรจาสันติภาพ ฝ่ายไทยยืนยันความพร้อมเต็มที่โดยมีผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติเป็นผู้นำคณะ ขณะที่ทางการมาเลเซียกำลังเร่งคัดเลือก “ผู้อำนวยความสะดวก” (Facilitator) ท่านใหม่เข้ามาทำหน้าที่

  • เงื่อนไขสำคัญของไทย การพูดคุยจะเดินหน้าได้ก็ต่อเมื่อสถานการณ์ในพื้นที่สงบลง โดยเรียกร้องให้กลุ่ม BRN ทุกฝ่ายมีเอกภาพในการยุติความรุนแรง
  • ขยายการมีส่วนร่วม เตรียมเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีเสียงบนโต๊ะเจรจามากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดเหตุรุนแรงภายในปี 2570
  • คำมั่นจากมาเลเซีย มาเลเซียส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้กลุ่มก่อความไม่สงบใช้พื้นที่ของตนเป็นฐานปฏิบัติการบั่นทอนความมั่นคงของไทยอย่างเด็ดขาด

นโยบายรัฐบาลกับการแก้ปัญหาระยะยาว

นายสีหศักดิ์ เน้นย้ำว่ารัฐบาลยังคงยึดมั่นในหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยบูรณาการทุกมิติ ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ การศึกษา และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สำหรับข้อเสนอเรื่องการปกครองตนเองนั้น แม้รัฐบาลจะเปิดกว้างรับฟังแนวคิดระยะยาว แต่เป้าหมายเร่งด่วนในขณะนี้คือการสร้างความมั่นใจ คืนความปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่เป็นอันดับแรก

ฝ่ายค้าน ฮึ่มปรับลดงบฯ กลาโหม ขอไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจ สร้าง สถูปเจดีย์-ทำถนน-ทำเกษตร

7 กันยายน 2569 เวลา 19:18 น.

ฝ่ายค้าน ฮึ่มปรับลดงบฯ กลาโหม ขอไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจ สร้าง สถูปเจดีย์-ทำถนน-ทำเกษตร ซัดซ้ำซ้อนหน่วยงานอื่น

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่กรรมาธิการฯพิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระ2 วันแรก ในส่วนของมาตรา 8 งบกระทรวงกลาโหม ซึ่งกมธ.แก้ไข ปรับลดงบประมาณเหลือ 9.07หมื่นล้านบาท

โดยน.ส.เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ขอปรับลดงบกระทรวงกลาโหม ที่เอาไปทำงานในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจ เช่น กองทัพอากาศ มีรายการสร้างสถูปเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นรายการผูกพันใหม่ งบประมาณปี2570 วงเงิน 41.7ล้านบาท และปี2571 ขอรับการจัดสรรอีก 236.2ล้านบาท รวมทั้งหมด 277.9ล้านบาท รวมถึงมีโครงการกองบัญชาการกองทัพไทย อีก 3โครงการที่แย่งงานหน่วยงานอี่นทำคือ 1.โครงการก่อสร้างปรับปรุงทางชนบท 466รายการ วงเงิน 850ล้านบาท อ้างเป็นภารกิจในพื้นที่ชายแดน แต่พบเป็นการใช้วิธีประสานแผนงานร่วมกับแผนพัฒนาจังหวัด และบูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ต่างจากการทำงานของกรมทางหลวงชนบท 2.โครงการส่งเสริมด้านการเกษตร ปศุสัตว์ และสหกรณ์ วงเงิน 22.88ล้านบาท ให้ทหารไปผลิตพันธ์พืช พันธุ์สัตว์ รีดน้ำเชื้อปศุสัตว์ เป็นภารกิจทหารหรือไม่ 3.โครงการประมงหมู่บ้าน 3.6ล้านบาท เอาทหารไปเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ เป็นต้น

ด้านน.ท. กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนเห็นด้วยที่กองทัพบกต้องพัฒนาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ แต่ตนขอปรับลดงบโครงการจัดหาระบบจรวดหลายลำกล้อง วงเงินผูกพัน 4,200 ล้านบาท โดยงวดแรก ใช้งบประมาณปี 2570 วงเงิน 420 ล้านบาท เพื่อจัดหากระสุนเพิ่มเติมแต่การจัดซื้อกระสุนและองค์ประกอบยังอยู่ภายใต้การอนุมัติของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้หากเกิดวิกฤติจะได้ของในจำนวนและเวลาที่ต้องการหรือไม่ ต่อให้ประเทศไทยมีเงินพร้อมซื้อ แต่ไม่หมายความว่าประเทศไทยจะสามารถเพิ่มกำลังรบได้ทันทีในวันเวลาที่ที่ต้องการ

“ไทยกำลังจะซื้อจรวดหลายลำกล้องหรือซื้อขีดความสามารถเพราะ HIMARS เป็นเพียงฐานยิง และการซื้อมาพร้อมกับจรวดประเภทใดมีระยะยิงไกลเท่าไหร่มีเงื่อนไขในการใช้งานอย่างไรที่กองทัพบกจะต้องชี้แจง ทั้งนี้ประเทศไทยมีทางเลือกอื่นที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ร่วมกับกองทัพบกและบริษัทเอกชนพัฒนาจรวดหลายลำกล้องเอนกประสงค์ D11A ที่สามารถยิงได้ไกลสุด 300 กิโลเมตร ซึ่งหากเทียบกับ HIMARS แทบไม่เห็นความแตกต่าง และไม่แน่ชัดว่าสหรัฐอเมริกาจะอนุมัติจรวดยิงระยะใดให้กับประเทศไทย แต่เมื่อเปรียบเทียบ จรวดหลายลำกล้อง D11A มีราคาถูกกว่าหลายเท่าตัว” น.ท. กิตติพงษ์ อภิปราย

ขณะที่นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า กองบัญชาการกองทัพไทย มีงบประมาณที่ทำภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เช่น เครื่องกรองน้ำ งานปศุสัตว์ ทำสื่อประชาสัมพันธ์ สื่อละ 3 แสนบาท ทั้งนี้ในชั้นอนุกมธ. พบคำขู่ ว่าหากไม่ทำจะมีปัญหา และเมื่อตรวจสอบซื้อครุภัณฑ์ พบว่าจัดซื้อเครื่องจักรใหม่ในการก่อสร้าง มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท เช่น รถบด เป็นต้น

เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ วอนสภาฯ เดินหน้า พ.ร.บ.คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว

7 กันยายน 2569 เวลา 19:01 น.

เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย พบ “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” ประธานวิปรัฐบาล วอนสภาฯ เร่งเดินหน้า ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว และเรียกร้องพรรคร่วมรัฐบาลเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ฉบับภาคประชาชน เปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมแก้กฎหมายให้ครอบคลุม  คุ้มครองผู้เสียหายได้จริง ขณะที่ “กรวีร์” รับลูก พร้อมหนุน เร่งนำกฏหมายพิจารณาให้เร็วที่สุด

วันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ ‘เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย’ กว่า 30 คน เข้าพบนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (ประธานวิปรัฐบาล) และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับภาคประชาชน ในชั้นรับหลักการวาระ 1 และขอให้ สส. ของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทย ให้การสนับสนุนและลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ฉบับภาคประชาชน ให้เข้าสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนฯ เพื่อให้มีสัดส่วนของกรรมาธิการจากภาคประชาชนเข้าร่วมในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวต่อไป ทั้งนี้ มีทางสส.ภูมิใจไทยมาร่วมรับหนังสือ 17 คน

ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้ประสานงานเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทยกล่าวว่า เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงฯ ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฉบับภาคประชาชน โดยมีประชาชนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายดังกล่าวเป็นจำนวน 23,989 คน และเครือข่ายฯ ได้ยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวต่อสภาผู้แทนฯ ตั้งแต่ปลายปี 2568 และได้รับการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมของสภาผู้แทนฯ แล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา และขณะนี้ทั้งคณะรัฐมนตรีและพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็ได้เสนอร่างกฎหมายเรื่องเดียวกันนี้ของแต่ละฝ่ายต่อสภาผู้แทนฯ แล้วเช่นกัน สภาผู้แทนฯ จึงควรเร่งรัดให้มีการพิจารณากฎหมายดังกล่าวโดยเร็ว

พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับปี พ.ศ. 2550 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เป็นกฎหมายที่ไร้ประสิทธิภาพ เพราะไปเน้นไกล่เกลี่ยให้คู่กรณียอมความและคืนดีกันแทนที่จะเน้นคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ และดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำความรุนแรงอย่างจริงจัง เป็นการผลักให้ผู้ถูกกระทำต้องกลับเข้าสู่วงจรความรุนแรง โดยรัฐไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายอย่างจริงจังการแก้ไขกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำและหยุดยั้งความรุนแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน

“ที่ผ่านมากระบวนการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้มีความล่าช้าในหลายขั้นตอน วันนี้ ร่างกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวของฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งร่างของภาคประชาชน มาอยู่ในมือของสภาผู้แทนฯ แล้ว เราจึงขอเรียกร้องให้วิปรัฐบาลเร่งนำร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนฯ โดยเร็ว และขอให้ สส. พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่มีเสียง สส. มากที่สุดในฝั่งรัฐบาล ให้การสนับสนุนโหวตรับหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับภาคประชาชนด้วย เพื่อให้ภาคประชาชนได้มีส่วนเข้าไปร่วมพิจารณาปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อให้กฎหมายที่จะผ่านออกมามีความรัดกุม รอบคอบ สอดคล้องกับหลักสากล และคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวได้จริง” ดร. วราภรณ์ กล่าว

ด้าน นางสาวอังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวปัจจุบันมีความร้ายแรงมากขึ้น ทั้งในแง่จำนวนเหตุการณ์และระดับความร้ายแรงของปัญหา โดยข้อมูลการศึกษาข่าวความรุนแรงในครอบครัวของมูลนิธิฯ พบว่า ในปี 2568 มีข่าวความรุนแรงในครอบครัวสูงถึง 1,021 ข่าว ในจำนวนนี้ เป็นกรณีการฆ่ากันตายถึง 383 ข่าว หรือร้อยละ 37.51 ซึ่งถือว่าสูงมาก และความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคู่สามีภรรยาเท่านั้น แต่ข่าวความรุนแรงที่กระทำโดยแฟนหรือคู่รักก็มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 25.53 หรือหนึ่งในสี่ของข่าวความรุนแรงทั้งหมด

“จริง ๆ แล้ว ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้มีแต่เฉพาะ ‘เหตุสะเทือนขวัญ’ ที่ปรากฏเป็นข่าวเท่านั้นในการทำงานกับผู้ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัวของมูลนิธิฯ เราพบว่าความรุนแรงในครอบครัวมักเริ่มจากระดับที่ไม่ร้ายแรงมาก แต่เมื่อไม่มีมาตรการทางสังคมหรือกฎหมายเข้าไปคุ้มครองผู้ถูกกระทำและหยุดยั้งพฤติกรรมความรุนแรงในช่วงต้น ความรุนแรงก็จะไต่ระดับขึ้นจนกลายเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างที่เราเห็นในข่าว ในฐานะคนทำงาน เรามองว่าการมีกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่มีประสิทธิภาพและใช้บังคับได้จริง จะช่วยหยุดยั้งความรุนแรงได้ตั้งแต่ในช่วงต้นก่อนที่เหตุการณ์จะลุกลาม และจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวให้ได้ผลจริง จึงอยากวิงวอนให้สภารับร่าง พ.ร.บ.ของภาคประชาชน ตั้งกรรมาธิการให้ภาคประชาชนที่ทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ได้เข้าไปร่วมกันพิจารณา ให้กฎหมายมีประสิทธิภาพ ป้องกันและแก้ไขปัญหาได้จริง” นางสาวอังคณา กล่าว

ขณะที่ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยภายหลังรับหนังสือว่า วิปรัฐบาลขานรับข้อเรียกร้องจากเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้ายื่นร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว โดยกฎหมายดังกล่าวมีค้างอยู่ในระเบียบวาระของสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว และทุกพรรคการเมืองมีความเห็นตรงกันที่จะเร่งผลักดันเพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในสังคม ทั้งนี้ วิปรัฐบาลเตรียมหารือเพื่อจัดลำดับและหยิบยกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาโดยเร็วที่สุด ขณะที่ฝ่ายบริหารทั้งคณะรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย นำโดยนายนิกร จำนง ได้ร่วมกับ สส.สตรีของพรรค เร่งยกร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อเสนอประกบคู่กัน  ตอกย้ำความตั้งใจในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและสร้างความสงบเรียบร้อยในครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม 

“การออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิคนในครอบครัวเพื่อยุติความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราเห็นตรงกัน ทุกพรรคการเมืองอยากเห็นความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะ ความรุนแรงในครอบครัวลดลงหรือหมดไป ในฐานะที่ผมเป็นประธานวิปรัฐบาลขอรับเรื่องนี้และไปหารือกับวิปรัฐบาลเพื่อจัดระเบียบวาระเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว ก็ต้องบอกว่าเราดีใจที่ได้เห็นความเข้มแข็งของเครือข่ายและภาคประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิต่างๆรวมถึงการนำเสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมทั้งหมด” นายกรวีร์  กล่าว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์

7 กันยายน 2569 เวลา 18:20 น.

7 กันยายน 2569 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนพระองค์ เข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ โดยมีกำหนดเดินทางไปราชอาณาจักรนอร์เวย์ ในค่ำวันนี้ (7 ก.ย.2569) โดยพระราชพิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 9 ก.ย.2569 เวลา 13.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ณ อาสนวิหารกรุงออสโล

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า จากภารกิจในครั้งนี้ ทำให้นายกรัฐมนตรีในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถร่วมพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระ 2 และ 3 ได้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับร่างงบประมาณปี 2570 และติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะรัฐมนตรี ชี้แจงประเด็นสำคัญต่อสภาฯ อย่างต่อเนื่องและครบถ้วน

สิริพงศ์ ไม่ขัด สนธิ จ่อลงถนน ไม่ปิดกั้นคนเห็นต่าง ยันเอาจริงปราบทุนเทา โต้ข้อครหาเขากระโดง-ฮั้ว สว. ย้ำ รบ.ไม่ได้ประวิงเวลา ทุกอย่างทำเต็มที่

7 กันยายน 2569 เวลา 17:34 น.

7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าวถึงทิศทางการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” ในส่วนของการดำเนินงานของรัฐบาลว่า การชุมนุมการเห็นแตกต่างทางความคิดเห็นเป็นเรื่องปกติเป็นสิทธิที่สามารถทำได้แต่ตนในฐานะเป็นรัฐมนตรี ต้องขอทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในภาพรวมว่าในปัจจุบันรัฐบาลมีการดำเนินการในประเด็นเรื่องทุนเทาตนคิดว่าคนไทยทุกคนสร้างกันดีว่าการมีทุนเทาไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แต่เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว สิ่งที่ประชาชนได้เห็นคือรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินดำเนินการปราบปรามทุนเทาวันนี้เราได้เนรเทศชาวต่างชาติที่อยู่ในไทยไปแล้วสองรายคือชาวอิสราเอลและชาวฝรั่งเศส แต่การเนรเทศเป็นเรื่องส่วนตัวปัจเจกบุคคลจะไปเหมารวมประเทศไม่ได้ ทุกๆ ประเทศล้วนมีคนไทยไปทำงานอยู่ทั้งสิ้น ดังนั้นเรื่องการดำเนินการจึงเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจัง

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นคลาสสิกที่ในทุกครั้งถ้ารัฐบาลกำลังมีผลงานอยู่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาประจำคือเรื่องเขากระโดงและฮั้ว สว. ในกรณีเขากระโดงตอนนี้การรถไฟได้ดำเนินการฟ้องศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้งสิ้น 24 คดี จำนวน 108 แปลง ประมาณ 800 ไร่ ซึ่งล้วนเป็นแปลงใหญ่ส่วนแปลงที่ยังไม่ได้ฟ้องคือประเภท น.ส.3 เป็นที่แปลงเล็กยิบย่อย ซึ่งศาลจะนัดต่อไปในวันที่ 22 ก.ย.นี้

“นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้มีการประวิงเวลาหรือว่าเอื้อในกรณีที่รัฐบาลมีหน้าที่กำกับดูแล เราทำงานอย่างเต็มที่ ” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นเรื่อง ฮั้ว สว. นั้น วันนี้ในการวินิจฉัยต่างๆเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ หน้าที่ของเราเมื่อถูกกล่าวหา ก็มีหน้าที่ชี้แจงเพิ่มเติมในกรณีที่ กกต.ขอข้อมูลเพิ่มเติม แต่ในหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 หรือ36 ก็เป็นการรวบรวมเอกสารหลักฐาน โดย กกต.เองทั้งสิ้น เรายังไม่มีโอกาส แม้กระทั่งตนที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา ก็ยังไม่เคยถูกเรียกเข้าไปแล้วให้ถ้อยคำอะไรเลย แม้แต่ครั้งเดียว ฉะนั้นในการดำเนินการคิดว่าเป็นเรื่องของกกต. ที่เป็นองค์กรอิสระ

“แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องฝากวิงวอน คือเมื่อเราหวังให้เขาทำงานอย่างอิสระ ก็อย่าไปกดดันในการทำงาน ในส่วนของรัฐบาลในส่วนพรรคภูมิใจไทยไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรในทุกคดีเราพร้อมยอมรับหมด” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ก็ขอให้ติดตามในการทำงานของรัฐบาลที่พยายามขับเคลื่อนอยู่ เช่น กรณีการโกงสอบท้องถิ่น ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคที่นายอนุทิน มาเป็นนายกฯ แต่การสอบท้องถิ่นมีการดำเนิน มาเป็นระยะเวลานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2562 ด้วยซ้ำ สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ตอนนี้คือให้อำนาจหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปตามจับ ซึ่งจะเห็นว่าวันนี้มีตัวแปรใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา และยืนยันว่าไม่มีการตัดตอน

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลหลังจากเลือกตั้งเสร็จเราเพิ่งทำงานมาสู่เดือนที่ 5 หลายอย่างที่เราพยายามเร่ง ทำผลงานให้กับประชาชนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ เช่น วันที่ 14 ก.ย.ที่จะถึงนี้ให้ลองดูในบิลค่าไฟว่าถูกลงหรือไม่ ที่เป็นนโยบายของรัฐบาลว่า 200 หน่วยแรก ค่าไฟ 3 บาท จะลดลงอีก 10 สตางค์ หลังหักค่าใช้จ่ายไฟสาธารณะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลพยายามเร่งดำเนินการอยู่ ขอยืนยันว่าในการกล่าวหาหรือให้ร้ายรัฐบาล เป็นสิ่งที่คนมีความเห็นต่างสามารถดำเนินการได้

“การชุมนุมต่างๆ ก็เป็นสิทธิ์ของเขา ถ้าถามว่ามีความกังวลหรือไม่ก็ต้องบอกว่ามีความกังวลอย่างเดียวคือกังวลว่าประชาชนจะได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน จึงเป็นหน้าที่ที่ผมต้องออกมาทำความเข้าใจกับประชาชนให้รับทราบข้อมูลในอีกมุมหนึ่ง” นายสิริพงศ์ กล่าว

ภราดร แจงงบกลาง เพื่อแก้วิกฤตพลังงาน 1.2 หมื่นล้าน ไม่ซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ยันจำเป็นต้องคงไว้

7 กันยายน 2569 เวลา 17:12 น.

7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระ 2 เป็นวันแรก

โดย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ. คนที่ 1 ชี้แจงกรณีงบกลางในส่วนค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมและรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน 12,000 ล้านบาท จะซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทหรือไม่ ตามที่มีสมาชิกหลายคนอภิปรายแสดงข้อกังวลว่า งบดังกล่าว 12,000 ล้านบาท จะเป็นงบลงทุนทั้ง 100% หมายความว่าหากตัดออกไปอีก งบลงทุนยังไม่ถึงตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด จึงจำเป็นที่ต้องคงไว้ ส่วนเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ยังไม่สามารถใช้ได้เนื่องจาก ระเบียบของคณะกรรมการกระจายอำนาจ ที่กำหนดเอาไว้ค่อนข้างแน่นหนานั้นเห็นด้วย และได้หารือกับนายวรสิทธิ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ว่าจะต้องจำเป็นปลดล็อคให้ท้องถิ่น ส่วนงบประมาณข้อกังวลว่าอาจจะไม่ถึงในจำนวนที่กำหนดไว้เนื่องจากจะต้องกันเอาไว้เป็นเงินเดือน ที่ไม่สามารถนำมาใช้ กว่า 200,000 ล้านบาทจากจำนวน 600,000 ล้านบาททำให้เหลือ 400,000 ล้านบาทสามารถใช้ได้ ต้องไปศึกษาเนื้อหาในระเบียบของคณะกรรมการกระจายอำนาจ

นายภราดร ชี้แจงเรื่องเบี้ยเงินกองทุนประกันภัย วงเงิน 15,500 ล้านบาท ที่รัฐบาลจะจ่ายให้กับประชาชนทั้งประเทศ หากเอกชนมองว่าคุ้มค่าก็เข้ามารับ รัฐบาลไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเอกชนจะได้ความคุ้มค่าหรือไม่ แต่ในจำนวนดังกล่าวนั้นเป็นการบริหารความเสี่ยงรัฐบาลคาดการณ์ไว้ว่าในแต่ละปีจะใช้เงินในการเยียวยาปัญหาน้ำท่วม ปัญหาวาตภัย ปัญหาแผ่นดินไหว หรือสึนามิได้แบบใดและต้องจ่ายเท่าไหร่ ส่วนทุนประกัน 75,000 ล้าน ซึ่งมองว่าเงินที่จ่ายในแต่ละปีคุ้มค่าที่จะซื้อความเสี่ยงให้กับประชาชนทั้งประเทศ

“ส่วนสาเหตุที่รัฐบาลใช้งบกลางในการเยียวยาประชาชนปีที่ผ่านมาจำนวนมากกว่าปีก่อนๆ เนื่องจากวงเงินในการเยียวยาแตกต่างกัน เพราะพึ่งเพิ่มวงเงิน 9,000 บาท ในยุครัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และต่อเนื่องถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงทำให้ตัวเลขสูงขึ้นกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา และไม่มีรัฐบาลใดจะลดเงินเยียวยาให้ประชาชน โดยกรรมาธิการยืนยันการปรับแก้ใน มาตรา6 ตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก” นายภราดร กล่าว

พิชิต แจง คปท.จับมือสนธิ เข้าร่วมเชิงยุทธศาสตร์ ย้ำจุดยืนตรวจสอบรัฐบาล ใครไม่พร้อมหยุดก่อนได้

7 กันยายน 2569 เวลา 16:33 น.

7 กันยายน 2569 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Pichit Chaimongkol ระบุว่า คปท.ก็เดินเสมอ

ที่ผ่านมา คปท.เดินทางการเมืองภาคประชาชน ตรวจสอบทุกรัฐบาล ร่วมมือกับหลายภาคส่วนประชาชน มาโดยตลอด

เราแสดงให้เห็นถึงจุดยืนในการตรวจสอบทุกรัฐบาลมาแล้ว

เราแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ต้องการปราบปรามการทุจริต การคอร์รัปชัน ของนักการเมือง

เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การผดุงไว้ซึ่งการให้ประเทศมีความยุติธรรม นิติรัฐ นิติธรรม และความยุติธรรม

สถานการณ์ปัจจุบันเป็นบททดสอบหนึ่งที่เราจำเป็นต้อง “ใส่รองเท้าผ้าใบ พร้อมใจถึงๆ” เดินบนถนนภาคประชาชนตรวจสอบรัฐบาลกันต่อไป

จุดยืนเราไม่เคยเปลี่ยนในเรื่องนี้

เราเดินหน้ามาหลายประเด็น ทั้ง ฮั้ว สว. โกงสอบท้องถิ่น ชั้น 14 กรณี ปปช.สวนทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องพลังงานน้ำมัน จีนเทา อิสราเอลเทา ต่างชาติเทาและไทยเทา

เส้นทาง คปท. ปีนี้มาตรงกับเส้นทางที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล พูดและทำ

คปท. จึงเข้าร่วมในเชิงยุทธศาตร์ ตามประเด็นที่ คปท. ทำมาตลอด กับเส้นทางที่คุณสนธิกำลังจะเดิน

คปท.พูดเสมอว่า “ใครพร้อมก็เดินไปกับเรา ใครไม่พร้อมก็หยุดก่อนได้”

แต่ คปท.ไม่หยุด เราเดินเช่นนี้ทุกรัฐบาล เพราะเรามองบ้านเมืองเป็นประเทศชาติ ไม่ใช่มอง นักการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งเป็นที่ตั้ง

ถ้าพร้อมก็จงเชื่อมั่นว่าเราจะไม่ทิ้งเส้นทางการเมืองภาคประชาชนเพื่อปฎิรูปประเทศไทย

พิชิต ไชยมงคล
คปท.

แก้วตา จี้ใจเจ็บ พรรคส้ม เปรียบเลือกน้ำเงินเหมือนมีคนมาสั่งสินค้า แต่ลืมขอมัดจำ บอกไม่เรียกโง่ไม่รู้เรียกอะไร

7 กันยายน 2569 เวลา 16:16 น.

แก้วตา จี้ใจเจ็บ พรรคส้ม เปรียบเลือกน้ำเงินเหมือนมีคนมาสั่งสินค้า แต่ลืมขอมัดจำ ทำขาดทุน บอกไม่เรียกโง่ไม่รู้เรียกอะไร

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2569 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ “แก้วตา” อดีต สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ที่ส้มเลือกน้ำเงินเอาจริงแล้วไม่ได้อะไรกลับมา แม่งเหมือนตัวเองเป็นผู้ประกอบการ แล้วมีคนมาสั่งสินค้าจำนวนมากให้ผลิตให้ สุดท้ายเสียต้นทุนค่าผลิตไปทั้งหมดแล้วลูกค้าเบี้ยวไม่จ่ายเงิน เพราะลืมขอมัดจำต้นทุนการผลิต (30%) ก่อนสั่งผลิตสินค้า ซึ่งในบริบทการเมืองควรเป็นการยึดอำนาจรัฐ (เช่นยึดกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งที่สำคัญ เช่นมหาดไทยเป็นต้นให้โยกย้ายข้าราชการไม่ได้ ฝังรากลึกไม่ได้) 55555555555 ไม่เรียกโง่ไม่รู้เรียกอะไร”