จรัล ดิษฐาอภิชัย ประกาศข้ามทวีป หนุน สนธิ-นกเขา-พิชิต my old friends ทวงคืนประเทศไทย

7 กันยายน 2569 เวลา 16:06 น.

7 กันยายน 2569 นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานสมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งปัจจุบันลี้ภัยในฝรั่งเศสในคดีอาญามาตรา 112 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jaran Ditapichai ระบุว่า “ผมมีท่าทีบวก เข้าร่วมหรือสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนกลุ่มต่างๆเสมอมา ไม่ขึ้นกับใครเป็นผู้นำ แต่จากความคิดอุดมการณ์ โดยดูเป้าหมาย คำชวัญเป็นหลัก คราวสนธินำไล่ทักษิณชูคำขวัญ “สู้เพื่อในหลวง ” ผมไม่เข้าร่วม ครั้งนี้ ทวงคืนประเทศไทย พอรับได้ ครับ คุณสนธิ นกเขา ชัยพิชิต my old friends”

ผอ.JIC แฉ ทหารเขมร ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน เนียนเข้าพื้นที่ 2-3 ครั้ง ก่อนถูกจับตัวได้

7 กันยายน 2569 เวลา 15:52 น.

“ผอ.JIC” เผยนำ AOT–สื่อไทย-ต่างชาติ ลงสำรวจพื้นที่ “ช่องจอม” ย้ำไทยไม่คิดยึดดินแดน “กัมพูชา” ชี้เป็นพื้นที่ “Scambodia” ภัยคุกคามทั่วโลก แถมถูกใช้เป็นฐานทหาร–โดรนโจมตีไทย แฉ “ทหารเขมร” ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน เนียนเข้าพื้นที่ 2-3 ครั้ง ก่อนถูกจับตัวได้ เลี่ยงตอบรัฐบาลกัมพูชา เป็นน้ำหล่อเลี้ยง “สแกมเมอร์” แต่สงสัยส่วนราชการจะไม่รู้เรื่องได้หรือ ?


วันที่ 7 กันยายน 2569 ที่ พื้นที่โอร์เสม็ด ใกล้กับจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อําเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย–กัมพูชา (JIC) ให้สัมภาษณ์ภายหลังได้นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT และคณะสื่อมวลชนทั้งสื่อไทย และต่างประเทศ ลงพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม จ.สุรินทร์ เพื่อสำรวจอาณาจักรสแกมเมอร์ว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้มาในนามของรัฐบาล และกระทรวงกลาโหม เพื่อสื่อสารความจริงว่า เราไม่ได้ต้องการที่ยึดดินแดนของกัมพูชา เพราะเหตุผลสแกมเมอร์ เพียงแต่กัมพูชาได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวในการโจมตีทหารไทย เช่น เป็นที่ตั้งโดรน และอาวุธ รวมถึง ศูนย์บัญชาการอื่น ๆ มากมาย ซึ่งได้เห็นแล้วว่า สแกมเมอร์ เป็นภัยคุกคาม และเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่ใช่แค่ประชุม แล้วตกลงกันว่า จะทำ 1-2-3 ต้องมีการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจเข้าไปตรวจสอบ และประเทศเจ้าบ้านต้องให้ความร่วมมือ เพื่อไม่ให้พื้นที่ของกัมพูชา เป็นที่ตั้งของสแกมเมอร์ หรือที่เรียกว่า “Scambodia” ต่อไปในอนาคต ซึ่งไม่ใช่การกล่าวอ้าง เพราะมีหลายหน่วย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศเข้ามาเก็บข้อมูลแล้ว เพื่อดำเนินการต่อในเรื่องของการยึดทรัพย์ การตัดเส้นทางการเงิน ไม่ให้มีการลงทุน ซึ่งเป็นหลักฐานของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโซนยุโรป เอเชีย หรือหลาย ๆ ประเทศ ที่จะนำไปขยายผลการดำเนินการต่อ

พลอากาศเอก ประภาส ยังระบุอีกว่า จากการได้รับรายงานในพื้นที่ ฝ่ายกัมพูชาพยายามจะบุกเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งมีการตัดรั้วลวดหนามประมาณ 2-3 จุด แต่ด้วยความเข้มแข็ง เราสามารถจับเชลยได้ด้วย ที่มีความพยายามในการแฝงตัวมาเป็นชาวบ้าน แต่ความจริงคือ เป็นทหารกัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ 2-3 ครั้ง ทำให้ทหารไทยต้องปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง เพราะหากไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทหารกัมพูชาจะตั้งฐานบริเวณนั้น

พลอากาศเอก ประภาส กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามกองทัพอากาศที่อยู่ข้างหลังก็มีความพร้อม หากทหารกัมพูชาเข้ามาโจมตี ทำลายรั้วลวดหนาม และเข้ามาทำร้ายทหารไทย หลังจากนั้น แสดงว่า เปิดแล้วใช่หรือไม่ และถ้าเปิดแล้ว เราก็ต้องตอบโต้เต็มรูปแบบ ซึ่งทั้งกำลังภาคพื้น, ทางอากาศ และปืนใหญ่ก็อัดเต็ม ซึ่งต้องยอมรับว่า เหตุการณ์เหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะระยะใกล้ชิดกันมาก ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดควรต้องลดระดับการยั่วยุ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และมาพูดคุยผ่านทวิภาคี ในขณะที่เวทีต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศก็พยายามจะชี้แจง เรื่องข้อเท็จจริง และไทม์ไลน์เหตุการณ์ ที่ฝ่ายกัมพูชานำไปบิดเบือน แต่เชื่อว่า ชาวโลกจะเข้าใจเองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องจริง

นอกจากนี้ยังได้ไปสำรวจพื้นที่โดยรอบกว่า 10 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ล่อแหลม แต่ขอให้มั่นใจว่า ทหารไทยมีการวางระบบป้องกันไว้อย่างดี ซึ่งรถถังกัมพูชาก็เข้าไม่ได้ เพราะเราได้วางคูเลตป้องกันรถถังเอาไว้แล้ว ส่วนพื้นที่ที่เรียกว่า “ช่องปลิง” ไทยสามารถยึดคืนพื้นที่ได้โดยใช้ทหารเพียงกองพันเดียว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เก็บวัตถุระเบิด และกระสุน โดยเฉพาะ RPG โดยปัจจุบันไทยได้ทำลายทั้งหมดแล้ว และได้มีการขนอาวุธของกัมพูชา เพื่อนำไปเป็นหลักฐานจำนวน 1 คันรถ ซึ่งนี่คือ สิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายกัมพูชามีเจตนา มีการเตรียมการ เพื่อดำเนินการอะไรสักอย่าง

พลอากาศเอก ประภาส ยังย้ำว่า แนวการวางกำลังของทหารไทยปัจจุบันนี้ ไม่ใช่การมุ่งหวังในการวางแนวเส้นเขตแดน เราไม่ได้รุกราน เพื่อยึดพื้นที่กัมพูชามาเป็นของไทย แต่เราแค่การตามแผนจักรพงษ์ภูวนารถเพื่อป้องกันชายแดน และประเทศ รวมถึงการประสานงานระหว่าง 3 เหล่าทัพ ซึ่งขอย้ำว่า แผนจักรพงษ์ภูวนารถ ไม่ใช่แผนการเพื่อไปยึดพื้นที่ของกัมพูชา

“ถ้าจะยึดพื้นที่กัมพูชา ก็ต้องรบกันทั้งประเทศ และจะกลายเป็นสงครามที่ใหญ่พอสมควร ซึ่งต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ถ้าเขายังไม่หยุดยั้ง และไม่ยุติ ซึ่งทราบมาว่า ทหารผีในกัมพูชามีมาก ยอดไม่ตรงกับที่แจ้ง เนื่องจากบางส่วนก็มีความกลัว ซึ่งอยากให้ประชาชนมั่นใจว่า เราไม่ได้นิ่งดูดาย เรามีแนวป้องกันเอาไว้อย่างดี และมียุทโธปกรณ์พร้อมที่จะป้องกันประเทศ“ พลอากาศเอก ประภาส กล่าว

ส่วนที่ผู้นำกัมพูชาอ้างว่า ประเทศไทยใช้เรื่องสแกมเมเยอร์ เพื่อมาอ้างในการยึดครองพื้นที่นั้น พลอากาศเอก ประภาส กล่าวอีกว่า สแกมเมอร์คือ ภัยคุกคามของทั่วโลก แม้แต่องค์กรระหว่างประเทศก็ระบุว่า เป็น Scambodia การที่เขาไปพูดในลักษณะเช่นนั้น เพื่อหวังโจมตีประเทศไทย ซึ่งตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปอยเปต ที่ติดจังหวัดสระแก้ว, จัดหวัดไพลิน ที่ติดอยู่กับจังหวัดจันทบุรี หรือทมอดา ที่ติดอยู่กับจังหวัดตราด มีสแกมเมอร์, กาสิโน ที่เรียกว่า เอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ตลอดแนวอยู่แล้ว ยืนยันว่า เราไม่ได้ใช้เรื่องนี้ เพื่อหวังควบคุมพื้นที่ของกัมพูชา ซึ่งเราก็ไม่รู้มาก่อนว่า มีเรื่องสแกมเมอร์ในพื้นที่นี้ เพียงแต่ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พื้นที่นี้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร โจมตีประเทศไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าควบคุมพื้นที่ และหากมีการเจรจาผ่านทวิภาคี และบรรยากาศมีความเอื้ออำนวย ถึงจะมาพูดคุยกันได้ เพราะไม่มีประเทศไหน ชี้ว่า คนไทยต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้

พลอากาศเอก ประภาส ย้ำอีกว่า เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว เป็นเหตุการณ์ระดับประเทศ มีผลประโยชน์ มีเรื่องเศรษฐกิจ แต่ควรต้องตระหนักว่า สิ่งที่ทำส่งผลกระทบต่อประเทศไทย และประเทศทั่วโลกมาก

เมื่อถามว่า รัฐบาลกัมพูชาถือเป็นน้ำหล่อเลี้ยงสแกมเมอร์ใช่หรือไม่ พลอากาศเอก ประภาส กล่าวว่า ”ก็พูดเองอยู่แล้วนี่“ เพราะพื้นที่กว่า 500 ไร่ มีหลาย 100 อาคาร หากส่วนราชการของกัมพูชาไม่รู้ ก็ไม่รู้ว่า จะว่าอย่างไรแล้ว ซึ่งคนที่มาดำเนินการ น่าจะเป็นนายทุนมาจากที่อื่น

พลอากาศเอก ประภาส กล่าวอีกว่า การที่คณะลงวันนี้ ได้จัดเลี้ยงหมูกระทะทั้งกองพัน เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจที่ทำงานกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อย

พลอากาศเอก ประภาส กล่าวอีกว่า การนำคณะ AOT ลงพื้นที่วันนี้ เพื่อให้เห็นพื้นที่ที่เราควบคุม ซึ่งไม่ใช่การลากเส้นเขตแดน และต้องย้ำว่า AOT แค่สังเกตการณ์ ซึ่งต้องเข้ามาดูพื้นที่ที่มีการปะทะ และคณะ AOT ก็เป็นทหาร หากไม่เข้าพื้นที่แสดงว่า กังวลกับบางสิ่งบางอย่าง

ด้านพันโท คญากร โชติพนัส ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 25 กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนช่องจอม จ.สุรินทร์ ว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า พี่น้องทหารทุกคน ยืนหยัดพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตย ตลอดเวลา ส่วนยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เราพร้อมรบ ซึ่งผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นได้มาตรวจตลอด สิ่งใดที่ขาดเหลือ ก็ได้รับการสนับสนุนเต็มที่

เมื่อถามว่า มีเหตุยั่วยุจากฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ หลังสถานการณ์คลี่คลายไปแล้ว พ.ท.คญากร กล่าวว่า ปัจจุบันฝ่ายตรงข้ามมีการยิงยั่วยุตลอดแนวที่เราดูแล

เมื่อถามถึงความต้องการของหน่วยในพื้นที่ได้แจ้งไปยังหน่วยเหนือมีสิ่งใดบ้าง พันโท คญากร กล่าวว่า หน่วยได้รับการสนับสนุนยุทโธปกรณ์ รวมถึงเครื่องมือพิเศษครบถ้วน พร้อมปฎิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขวัญและกำลังใจของกำลังพลดีมาก

ไม่เลื่อน-ไม่ล้ม จุลพันธ์ เคลียร์ชัด เดินหน้าเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 ก.ย. แน่นอน

7 กันยายน 2569 เวลา 15:37 น.

7 กันยายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงข้อเท็จจริงหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อเรียกร้องต่อการทำหน้าที่ของกระทรวงแรงงาน สำนักงานประกันสังคม และคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยกล่าวยืนยันว่า การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) จะยังคงจัดขึ้นในวันที่ 27 กันยายน นี้ ตามกำหนดการเดิมอย่างแน่นอน ทั้งตนและกระทรวงแรงงานไม่มีแนวคิดที่จะชะลอ เลื่อน หรือเตะถ่วงวันลงคะแนนออกไปแต่อย่างใด ทุกกลไกกำลังเร่งรัดเตรียมการเพื่อให้วันเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมที่สุด

สำหรับกรณีการยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองนั้น นายจุลพันธ์ ชี้แจงว่าไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเพื่อหวังจะสกัดกั้นหรือล้มการเลือกตั้งในช่วงเวลานี้ แต่เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมายตามปกติที่ได้ยื่นไปแล้วก่อนหน้านี้ เพื่อความรอบคอบและรัดกุมในแง่ของข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นการปฏิบัติราชการตามกรอบหน้าที่ แต่ในเชิงนโยบายตนได้กำชับชัดเจนว่าเป้าหมายสูงสุดคือการจัดการเลือกตั้งให้สำเร็จตามกำหนดวันที่ 27 กันยายน จึงไม่ใช่การพูดอย่างทำอย่างตามที่มีการกล่าวหา

ส่วนข้อกังวลเรื่องเอกสารและหนังสือมอบอำนาจของนายจ้างนิติบุคคล ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นการสร้างภาระหรือเงื่อนไขเพื่อขัดขวางการใช้สิทธิ แต่จำเป็นต้องยึดหลักความรัดกุมเพื่อยืนยันตัวตนของผู้มีอำนาจกระทำการแทนอย่างถูกต้อง ป้องกันการสวมสิทธิ์ และอุดช่องโหว่ทางกฎหมายไม่ให้เกิดข้อพิพาทจนนำไปสู่การฟ้องร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในภายหลัง

ด้านความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง ทั้งคู่มือการปฏิบัติงานของกรรมการประจำหน่วย แนวทางวินิจฉัยบัตรดีและบัตรเสีย ตลอดจนระบบป้องกันการลงคะแนนซ้ำ คณะกรรมการการเลือกตั้งฯ และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสรุปรายละเอียดในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งจะมีการประชุมเคาะความชัดเจนและจัดทำคู่มือเผยแพร่เสร็จสิ้นทันตามกรอบเวลาอย่างแน่นอน ขอให้มั่นใจว่าบุคลากรทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ในฐานะคนกลางเพื่อรองรับการเลือกตั้งให้ราบรื่นที่สุด

นายจุลพันธ์ ย้ำว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไม่เคยลอยตัวเหนือปัญหาและติดตามการทำงานของสำนักงานประกันสังคมอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด หน้าที่สำคัญคือการดูแลประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน และทำให้เกิดการเลือกตั้งโดยที่ไม่มีช่องโหว่ทางกฎหมายให้ใครสามารถร้องเรียนว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะได้ภายหลัง พร้อมขอให้ทุกฝ่ายมองเรื่องนี้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันโดยไม่ต้องนำไปเชื่อมโยงเป็นประเด็นทางการเมือง

ศิริกัญญา ชงตัดงบกลาง 5 หมื่นล้าน ชี้งบฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม-รองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

7 กันยายน 2569 เวลา 15:31 น.

7 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระ 2 ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันแรก

โดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในมาตรา 6 เกี่ยวกับงบกลาง มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท โดยเสนอขอปรับลด 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ก้อน คือ ก้อนแรก ปรับลดในส่วนเงินสำรองจ่ายฉุกเฉิน และจำเป็น จำนวน 38,000 ล้านบาท และก้อนที่ 2 คือ รายการค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน จำนวน 12,000 ล้านบาท

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวถึงงบกลางในส่วนก้อนที่ 2 ว่า หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลหลายรัฐบาลมีการให้กำเนิดรายการใหม่ในงบกลางเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ในช่วงที่มีวิกฤตเศรษฐกิจ และโควิด ที่มีการแตกรายการในลักษณะแบบนี้ และมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ซึ่งเริ่มมีการทำลักษณะซ้ำๆ กันมาหลายปี จึงทำให้เกิดปัญหาเพราะในหมวดที่อยู่ในงบกลาง สามารถโยกย้ายในระหว่างรายการได้ ไม่จำเป็นต้องขอจากสภาอีกรอบหนึ่ง และที่สำคัญก่อนที่เราจะมาพิจารณาในวาระที่ 2 เราเพิ่งพิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไป ซึ่งเราได้มีการจัดสรรงบประมาณตามหลักที่จะใช้ในการเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจอยู่ในก้อนนั้นแล้ว จึงคิดว่าอาจจะเกิดความซ้ำซ้อนกันหรือไม่กับเงิน 12,000 ล้านบาท ของเงินแก้ไขฟื้นฟูเศรษฐกิจของแผนการนี้

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า สำหรับวัตถุประสงค์ของแผนงาน 1.2 หมื่นล้านบาท กับเหตุผลแนบท้ายของ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ว่า มีการพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งมีความใกล้เคียงกันมาก และกังวลว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น จะถูกนำไปใช้อย่างไร ซึ่งในชั้นกรรมาธิการฯ สำนักงบประมาณ ก็ได้เข้ามาชี้แจงแต่ไม่ได้บอกชัดเจนว่าจะนำไปใช้ทำอะไร บอกเพียงแค่ว่ามีแนวทางที่จะจัดสรร และบอกว่าจะเป็นการออกกันคนละครึ่ง ระหว่างรัฐบาลที่เป็นส่วนกลาง กับหน่วยรับงบประมาณอื่นๆ ที่มีเงินสะสมของตนเอง ถือเป็นไอเดียที่ดี แต่ตนไม่เข้าใจทำไมต้องมาจัดสรรไว้ในงบกลาง ซึ่งเราสามารถทำให้เป็นโครงการอยู่ในหน่วยรับงบประมาณอื่นๆ และเปิดให้มีการเข้ามาสนับสนุนได้เช่นกันโดยที่ไม่ต้องอยู่ในงบกลาง หรือการแตกรายการใหม่

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ด้วยเหตุผลและความจำเป็นที่มีความซ้ำซ้อนของตัวงบประมาณ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่เราเพิ่งจะอนุมัติผ่านสภา เราจะต้องตัดอันใดอันหนึ่ง ฉะนั้นตนขอปรับเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านไป 12,000 ล้านบาท ได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ตนขอตัดลดงบประมาณของงบกลางในก้อนที่ 2 นี้ จำนวน 12,000 ล้านบาท และอีกอีก 38,000 ล้านบาทที่เป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น ที่ได้มีการพูดถึงในมาตรา 4 ในภาพรวมไปแล้ว

นายกฯ มอบรางวัล อปท. ลั่นโชคดีในนี้ไม่มีคนโกงข้อสอบ ยันเดินหน้าเอาผิดไม่มีละเว้น

7 กันยายน 2569 เวลา 15:23 น.

นายกฯ​ มอบรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ปีงบประมาณ 69​ ลั่น โชคดี นายกอบจ.ในห้องนี้ ไม่มีคนโกงข้อสอบ​ ยัน​ เดินหน้าเอาผิดไม่มีละเว้น​ ชี้​ หากทำผิดก็ไม่ต่างจากโจร​ ขอท้องถิ่นร่วมคือความเชื่อมั่น​ -​ เป็นที่พึ่งพาให้ปชช.

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2569 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนายทรง​ศักดิ์​ ทอง​ศรี​ รองนายก​รัฐมนตรี​ นายวรศิษ​ฎ​์​ เลียง​ประสิทธิ์​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ และข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วม

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนขอแสดงความยินดีกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 240 แห่งที่ได้รับรางวัลในวันนี้ รางวัลนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องหมายของความสำเร็จในการบริหารงาน แต่เป็นการยืนยันว่า การทำงานที่ดี มีประสิทธิ โปร่งใสและยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง เป็นสิ่งที่เราต้องให้คุณค่าและควรได้รับการยกย่อง ให้เป็นแบบอย่าง และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเราเชื่อว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้มแข็งคือ รากฐานของประเทศที่มั่นคง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ประสิทธิภาพการทำงานคือ ความเชื่อมั่นจากประชาชนจากพวกเรา

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนขอใช้โอกาสนี้พูดในเรื่องที่สำคัญที่สุดในเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรของรัฐทุกองค์กรย่อมมีช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับคำถามหรือเกตุการณ์กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่ เราจะตอบคำถามเหล่านั้นอย่างไร​ แต่อยู่ที่ว่าเราจะทำให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นในองค์กรของเราได้อย่างไร ตนเชื่อว่าคำตอบที่ดีที่สุด​ไม่ได้อยู่ที่คำพูด แต่คือการกระทำ ซึ่งเราต้องทำให้ประชาชนได้เห็นว่า บุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น​ และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับท้องถิ่นทั่วประเทศ​ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ตั้งใจทำงาน​ มีความซื่อสัตย์ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และเมื่อมีคนทำดี​ เราก็ต้องช่วยกันยกย่อง เชิดชู​ ทำให้คนเหล่านั้นกลายเป็นแบบอย่างขององค์กร​ เป็นที่พึ่งพาได้ของประชาชน

นายก​รัฐมนตรี​ กล่าวย้ำว่า​ รางวัลที่ได้รับในวันนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการประกาศว่าองค์กรใด​บริหารจัดการได้ดี​ แต่เป็นการบอกกับสังคมว่า มาตรฐานที่เราต้องการเห็นในระบบราชการของไทย​คืออะไร และคนแบบไหนที่เราต้องการให้เติบโตขึ้นในระบบของเรา

“คนเหล่านั้น​ต้องไม่ซื้อข้อสอบ ต้องไม่ขี้โกงข้อสอบ ต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ทำร้ายประเทศไทย มันเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะอยู่รอดได้ ถ้าข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง​ข้าราชการท้องถิ่น​ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด​ เป็นส่วนแรกที่จะเข้าถึงประชาชน​ เป็นที่พึ่งพาของประชาชน ถ้าคนเหล่านั้นเข้ามาด้วยวิธีการอันเป็นการกระทำที่ทุจริต ประเทศไทยของเราคงไม่มีอนาคตที่ดีได้​ ดังนั้นพวกเราทุกคนที่อยู่ในที่นี้ โชคดีเหลือเกิน​ไม่มีนายกอบจ. เกี่ยวข้องซักคนเดียว แต่เป็นคนนอกทั้งนั้น ที่ผมได้รับทราบมาจากการสืบสวนสอบสวนในเบื้องต้น​ ในหน่วยงานที่ผมรับผิดชอบอยู่“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งนี้ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ติดตามสอบสวนสืบสวนเรื่องนี้อยู่ เป็นหน่วยงานที่พึ่งพา​ได้ ไว้เนื้อเชื่อใจได้​ และที่สำคัญคือ เป็นหน่วยงานที่ปราศจากอิทธิพลใดๆ ของรัฐบาล หรือของหน่วยงานใดในราชการที่จะไปกำกับดูแล หรือไปสั่งการเขาได้ เช่น​ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ​ ป.ป.ช.​เป็นต้น เรื่องนี้หากไม่มั่นใจจริง เราคงไม่สามารถมานั่งรับรางวัลตรงนี้ได้ เพราะคนที่ตรวจสอบ คนที่สอบสวนสืบสวน คนที่จะลากตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ ตามสิ่งที่เขาได้กระทำไว้ คือ ป.ป.ช.​ ที่ถือว่าเป็นหน่วยงานอิสระ​ ส่วนของเรามีหน้าที่ที่จะให้ข้อมูล หรือให้หลักฐานต่างๆ ที่จะหาได้ในส่วนราชการกำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนอยู่

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอให้เชื่อมั่นว่าเราจะไม่ละเว้นผู้ใดแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะมีอิทธิพล​ มีความรู้​ ความสามารถ​ หรือเก่งกาจขนาดไหนก็ตาม​ ถ้าเขาทำผิดกฎหมาย เขาก็ไม่มีอะไรต่างไปจากโจร จึงขอให้ทุกท่านได้มั่นใจ​ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนด้วยว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของพวกเขาทั่วประเทศไทย​ ยังเป็นหน่วยงาน เป็นองค์กรที่ประชาชนให้ความเชื่อถือได้​ เชื่อมั่นได้ว่า เรามีภารกิจอย่างเดียวคือ​ ให้บริการรับใช้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั่วประเทศ​ เราไม่มีหน้าที่อื่น เพราะเรามาได้จากการคัดสรร​ คัดเลือก​ การตัดสินใจของประชาชน เพราะฉะนั้นตนจึงขอให้องค์กรที่ได้รับรางวัลทุกแห่ง เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเชื่อมั่นด้วยผลงานที่ประชาชนได้เห็น​ และสัมผัสได้จริง ชื่อเสียงขององค์กรไม่ได้เกิดจากตราสัญลักษณ์ หรือรางวัลที่ท่านได้รับ หรือชื่อของหน่วยงานของท่าน แต่ชื่อเสียงเหล่านี้​ ความเชื่อมั่นเหล่านี้​ จะมาได้ก็จากการกระทำของคนในองค์กร​ทุกคนที่มาจากประชาชน​ ที่เราจะทำประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน​ และให้เขาได้รับประโยชน์และการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ขอให้ความสำเร็จในวันนี้เป็นที่ภาคภูมิใจเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่จะร่วมกันยกระดับมาตรฐานในการทำงาน เพื่อประชาชนและเพื่อประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราสืบต่อไป

อนุทิน บอกไม่ได้ฟัง สนธิ ประกาศทวงคืนประเทศ ตอบสั้นๆ ครับ หลังถูกท้าดีเบตออกโซเชียล

7 กันยายน 2569 เวลา 14:55 น.

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีได้ฟังนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงประกาศทวงคืนประเทศไทยในวันเดียวกันนี้หรือไม่ว่า “ไม่ได้ฟังครับ”

เมื่อถามว่า นายสนธิ ระบุว่าหลังวันที่ 14 ก.ย.นี้ จะยกระดับ หากประเด็นการฮั้วสว. มีความเคลื่อนไหว นายกฯ ที่กำลังเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าได้หันมาพยักหน้า พร้อมกล่าวว่า “อ๋อครับ”

เมื่อถามว่านายสนธิได้ท้าให้นายกฯ ดีเบตด้วยผ่านทางโซเชียล นายกฯ พยักหน้าพร้อมกล่าวว่า “ครับ”

จากนั้นนายกฯ เดินเข้าตึกไทยคู่ฟ้าโดยผู้สื่อข่าวพยายามถามอีกว่า นายกฯ ไม่ตอบคำถามหรือ โดยนายกฯ ไม่ได้หันมาตอบเพียงแต่เดินเข้าตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที

วธ. ประกาศยกย่อง 12 ศิลปินแห่งชาติ ปี 2568 อังคนางค์-วิชัย-ศุภพล คว้าเกียรติยศสูงสุด

8 กันยายน 2569 เวลา 10:45 น.

ศุภจี

รองนายกฯ “ศุภจี” แถลงผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ ๓ สาขา (สาขาทัศนศิลป์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง)

วันจันทร์ที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๒.๓๐ น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เป็นประธานการแถลงข่าวผลการคัดเลือกศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ โดยมีนาวาตรีวรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายเอกวัฒน์ พิริยะวรสกุล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายนนทกร โรจน์อุ่นวงศ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายพรชัย สุทธิวิรัชชัย คณะทำงานของรองนายกรัฐมนตรี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายปารเมศ โพธารากุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

นางปรารถนา สินธุนาวา รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุม ๑ ชั้น ๘ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ว่าคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ มายกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ใน ๓ สาขา ได้แก่ สาขาทัศนศิลป์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง เป็นประจำทุกปี

สำหรับปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ มีจำนวนศิลปินที่มีผู้เสนอชื่อเข้ารับการพิจารณาเป็นศิลปินแห่งชาติทุกสาขา รวมทั้งสิ้น ๕๙๕ คน และมีบุคคลที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ จำนวน ๑๒ คน รายนามดังต่อไปนี้

สาขาทัศนศิลป์
๑. นายพีระพงษ์ ดวงแก้ว (ประติมากรรม)
๒. นายชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล (ภาพถ่าย)
๓. นายพรธรรม ธรรมวิมล
(ภูมิสถาปัตยกรรม)
๔. นายวีรธรรม ตระกูลเงินไทย
(การออกแบบประณีตศิลป์)

สาขาวรรณศิลป์
๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิวกานท์ ปทุมสูติ
๖. นายไมตรี ลิมปิชาติ
สาขาศิลปะการแสดง
๗. นายสมศักดิ์ ทัดติ
(นาฏศิลป์ไทย-โขน)
๘. นายตรึก ปลอดฤทธิ์
(ลิเกป่า)
๙. นางอังคนางค์ ศิริมณี
(หมอลำ-ลำเพลิน)
๑๐.นายวิชัย ปุญญะยันต์
(ดนตรีไทยสากล)
๑๑. นายณัฐ ยนตรรักษ์
(ดนตรีสากล)
๑๒. ศาสตราจารย์กิตติคุณสุรพล วิรุฬห์รักษ์
(ภาพยนตร์และละคร)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กล่าวต่อว่า ศิลปินแห่งชาติทุกท่าน จะได้รับสวัสดิการ คือ (๑) ค่าตอบแทนรายเดือน ๆ ละ ๒๕,๐๐๐ บาท (สองหมื่นห้าพันบาท) ตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ (๒) ค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลโดยอนุโลม เว้นแต่มีสิทธิเบิกจากหน่วยงานอื่น ให้เบิกจากหน่วยงานนั้นก่อน ถ้าเบิกจากหน่วยงานนั้นได้ต่ำกว่าสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ให้มีสิทธิเบิกในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อีกภายในวงเงินไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนบาท) ต่อปีงบประมาณ (๓) เงินช่วยเหลือประสบสาธารณภัยเท่าที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท (ห้าหมื่นบาท) ต่อครั้ง (๔) ค่าของเยี่ยมในยามเจ็บป่วยหรือในโอกาสสำคัญเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท (สามพันบาท) ต่อครั้ง สำหรับกรณีเสียชีวิต จะได้รับเงินช่วยเหลือบำเพ็ญกุศลศพ รายละ ๒๐,๐๐๐ บาท (สองหมื่นบาท) และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริง รายละไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท)

สุดท้ายนี้ รองนายกฯ ศุภจี กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสนำศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ทั้ง ๑๒ คน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี รับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติ ในวัน เวลา ตามแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ข้อมูลปัจจุบัน นับตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๒๘-๒๕๖๗ มีผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นสิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ จำนวน ๑ พระองค์ เป็นศิลปินแห่งชาติ จำนวน ๓๗๗ คน และพุทธศักราช ๒๕๖๘ มีผู้ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ จำนวน ๑๒ คน ทั้งหมด แบ่งเป็น สาขาทัศนศิลป์ จำนวน ๑ พระองค์ และ ๑๑๖ คน สาขาวรรณศิลป์ จำนวน ๖๗ คน สาขาศิลปะการแสดง จำนวน ๒๐๖ คน ปัจจุบันมีผู้ได้รับการยกย่องเป็นสิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ จำนวน ๑ พระองค์ และศิลปินแห่งชาติ จำนวน ๓๘๙ คน

จากลำธารต้นน้ำกาญจนบุรี สู่การค้นพบ ‘แมลงชีปะขาวเทพรัตน์’ สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก

8 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นิสิตปริญญาเอก ม.เกษตรศาสตร์ ค้นพบ “แมลงชีปะขาวเทพรัตน์” ชนิดใหม่ของโลก สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของต้นน้ำไทยและคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพสู่การอนุรักษ์เพื่ออนาคต

ในสายน้ำใสของ “ห้วยเขย่ง” อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งไหลผ่านผืนป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นทราย ได้เปิดเผยเรื่องราวสำคัญที่ช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของโลก โดย เสฏฐวุติ ขวัญบุญ นิสิตระดับปริญญาเอก ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ศึกษาวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับความหลากหลายของแมลงชีปะขาววงศ์ Polymitarcyidae ในประเทศไทย ได้ค้นพบ ตัวอ่อนแมลงชีปะขาวชนิดใหม่ของโลก จากลำธารต้นน้ำแห่งนี้

การค้นพบดังกล่าวเป็นผลงานวิจัยที่ได้รับทุนการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเพื่อการตีพิมพ์ผลงานวิทยานิพนธ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Tropical Natural History ร่วมกับผลงานการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกจากประเทศไทย เนื่องในโอกาสมหามงคลที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 70 พรรษา เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2568

งานวิจัยครั้งนี้ดำเนินการภายใต้การดูแลของ รศ.ดร.บุญเสฐียร บุญสูง ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีผู้ร่วมวิจัย ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชลกรานต์ อวยจินดา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร , อาจารย์ ดร.ชนาพร สุทธินันท์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แมลงชนิดใหม่ได้รับพระราชทานชื่อสามัญภาษาไทยว่า “แมลงชีปะขาวเทพรัตน์” และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ephoron debaratana Kwanboon, Auychinda, Suttinun & Boonsoong, 2025 โดยคำระบุชนิด debaratana ตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 70 พรรษา โดยแมลงชีปะขาวชนิดใหม่นี้อยู่ในวงศ์ Polymitarcyidae ซึ่งเป็นกลุ่ม แมลงชีปะขาวขุดรู ที่อาศัยอยู่ในพื้นทรายของลำธารต้นน้ำ มีลักษณะเด่นแตกต่างจากชนิดอื่นในสกุลเดียวกันอย่างชัดเจน ได้แก่ ลำตัว สีน้ำตาลอมแดง , อาศัยอยู่ใน ทรายบริเวณลำธารต้นน้ำ , แผ่นตรงกลางหัว (frontal process) มีรูปร่าง สามเหลี่ยม , เหงือกบริเวณท้องด้านหลังมี การแตกแขนงของท่อเหงือกจากแผ่นเหงือก , กรามด้านขวามี หนามขนาดใหญ่ระหว่างเขี้ยวด้านนอกและด้านใน และเขี้ยวกราม (mandibular tusk) มีหนาม 19–20 อัน

การยืนยันว่าเป็นชนิดใหม่ของโลก อาศัยทั้งการศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาและการวิเคราะห์ข้อมูลอณูชีวโมเลกุลจาก ยีน COI ในไมโทคอนเดรีย ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญในการจำแนกชนิดสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน

แมลงชีปะขาวเป็นหนึ่งในกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศลำธาร และมักถูกใช้เป็น ดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำ เนื่องจากตัวอ่อนของแมลงกลุ่มนี้ต้องอาศัยอยู่ในน้ำที่สะอาด มีออกซิเจนละลายสูง และมีสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างสมบูรณ์

การพบแมลงชีปะขาวเทพรัตน์ในลำธารห้วยเขย่ง จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนว่า พื้นที่ต้นน้ำแห่งนี้ยังคงมีคุณภาพดีมาก และมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นที่มีความละเอียดอ่อนต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม การค้นพบครั้งนี้จึงไม่เพียงเพิ่มรายชื่อสิ่งมีชีวิตใหม่ของโลกเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึง คุณค่าของการอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำและผืนป่า ซึ่งเป็นรากฐานของความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายของระบบนิเวศสูง ทั้งป่าดิบเขา ป่าชายเลน แม่น้ำ ลำธาร และพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาล แต่ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการสำรวจหรือศึกษาทางอนุกรมวิธานอย่างละเอียด

การค้นพบ Ephoron debaratana แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ในลำธารต้นน้ำที่ดูเงียบสงบ ก็ยังอาจมีสิ่งมีชีวิตที่โลกไม่เคยรู้จักซ่อนอยู่ และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ทั้งในด้านการย่อยสลายอินทรียวัตถุ การหมุนเวียนธาตุอาหาร และการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหารในแหล่งน้ำธรรมชาติ

การค้นพบ “แมลงชีปะขาวเทพรัตน์” เป็นตัวอย่างที่สะท้อนพลังของ นักวิจัยรุ่นใหม่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่สามารถสร้างผลงานระดับนานาชาติจากการศึกษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย และตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในฐานะสถาบันชั้นนำด้านการวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

เหนือกว่าการค้นพบแมลงชนิดใหม่ของโลก ข่าวดีครั้งนี้คือการที่ธรรมชาติไทยยังคงส่งสัญญาณถึง ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศต้นน้ำ และยืนยันว่า การอนุรักษ์ป่าและแหล่งน้ำ ไม่ได้เป็นเพียงการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือการรักษา “คลังชีวิต” ที่อาจนำไปสู่องค์ความรู้ นวัตกรรม และประโยชน์ต่อมนุษยชาติในอนาคต

เพราะบางครั้ง สิ่งมีชีวิตที่มีความหมายต่อโลก อาจมีขนาดเล็กเพียงไม่กี่เซนติเมตร และกำลังซ่อนตัวอยู่ใต้เม็ดทรายในลำธารต้นน้ำที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย

เอกสารอ้างอิง : Kwanboon, S., Auychinda, C., Suttinun, C. & Boonsoong, B. 2025. Ephoron debaratana sp. nov., A New Species of Burrowing Mayfly (Ephemeroptera: Polymitarcyidae) from Thailand. Tropical Natural History 25(8): 227–237.

BDI ปักหมุดอนาคต ‘มนุษย์–AI’ ชู 3 มิติ ‘ปั้นคน–เชื่อมข้อมูล–เสริมธรรมาภิบาล’ หนุนไทยทรานส์ฟอร์มสู่ Data-Driven Nation

8 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เดินหน้ายกระดับศักยภาพด้านดิจิทัลของประเทศ จัดงานสัมมนา “BDI Seminar 2026 : Human-AI Synergy ค้นหาสมดุลของมนุษย์และ AI” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองเชิงนโยบาย และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ พร้อมชู 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับทุนมนุษย์ การเสริมวิสัยทัศน์ด้าน AI และการสร้างธรรมาภิบาล AI เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทุกภาคส่วนสามารถประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และรับผิดชอบ พร้อมเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Data-Driven Nation อย่างยั่งยืน

ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI กล่าวเปิดงานในหัวข้อ “Resilient Thailand: Data Stories” ว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI กำลังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานทั่วโลก ประเทศไทยจึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมทั้ง Data Capability และ Human Capability เพื่อสร้าง ‘Thailand Resilience’ ให้ประเทศรับมือกับความท้าทายได้อย่างยืดหยุ่น โดย BDI ได้เดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง D2 (Data Integration and Intelligence Platform) เพื่อทลายไซโลข้อมูลภาครัฐ ด้วยกลไกการเชื่อมโยงแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) โดยไม่ดึงฐานข้อมูลมาเก็บไว้ส่วนกลาง เพื่อลดความซ้ำซ้อน พร้อมขับเคลื่อนร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. …. ซึ่ง ครม. มีมติเห็นชอบหลักการแล้วและอยู่ระหว่างรอประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกทางกฎหมายในการอำนวยความสะดวกและกำหนดกรอบการทำงานร่วมกันของภาครัฐ

“เพื่อขับเคลื่อน Ecosystem นี้อย่างเป็นรูปธรรม BDI ได้ประเดิมแผนเร่งด่วนด้วยการนำร่องเชื่อมโยง 118 ชุดข้อมูลด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติธรรมชาติจาก 52 หน่วยงานภาครัฐ ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนหลังระเบียบฯ ประกาศใช้ ก่อนจะขยายผลสู่ชุดข้อมูลมูลค่าสูง (High Value Data) ในประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองทางสังคม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลของ BDI เข้าไปสนับสนุนภาครัฐในการวิเคราะห์และเปลี่ยนข้อมูลให้ใช้ซ้ำได้ เพื่อให้คน ข้อมูล และ AI สามารถผสานพลังทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน”

Mr.Oleksiy Sluchynsky, Senior Economist, World Bank Group กล่าวว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยสนับสนุนงานบริหารอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการทำงานของภาครัฐ โดยมีกรณีศึกษาจากหลายประเทศ อาทิ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ และเนเธอร์แลนด์ ที่สะท้อนแนวทางการนำข้อมูลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบาย การจัดสรรทรัพยากร และการให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการยกระดับ ระบบคุ้มครองทางสังคม ซึ่งประสบการณ์จากกรณีศึกษาเหล่านี้สามารถเป็นบทเรียนสำหรับประเทศไทยในการต่อยอดการใช้ข้อมูลและ AI เพื่อพัฒนานโยบายและโครงการภาครัฐให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน การนำ AI มาใช้ในบริการสาธารณะจำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและความปลอดภัย รวมถึงคุณภาพของข้อมูล ระบบ และกรอบธรรมาภิบาลที่เหมาะสม เพื่อให้ AI สามารถสร้างประสิทธิภาพ นวัตกรรม และประโยชน์ต่อประชาชนได้ในระยะยาว

ดร.ยุทธศาสตร์ นิธิไพจิตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มดิจิทัล บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การนำ AI มาใช้ในภาครัฐไม่ใช่เพียงเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ต้องมาพร้อมกับการวางกรอบกำกับดูแลตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การใช้ AI มีความปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ดังนั้น AI Governance และ Data Governance ต้องพัฒนาไปควบคู่กัน ตั้งแต่การกำหนด Use Case การประเมินความเสี่ยง การเตรียมความพร้อมของข้อมูล ไปจนถึงการติดตามและตรวจสอบการทำงานของระบบ ขณะเดียวกัน ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความเสี่ยง การบูรณาการระบบและการทำงานร่วมกัน เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร โดยมีหลักสำคัญคือ Data First และ AI Governance From Day 1 เพื่อให้การพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI สามารถขยายผลได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเจาะลึกประเด็นสำคัญครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการเตรียมความพร้อมด้าน Sovereign AI ของประเทศไทย, Roadmap การยกระดับทักษะแรงงานในยุค AI, การสำรวจกรอบกฎหมาย จริยธรรม และความรับผิดชอบในการใช้ AI, เทรนด์และการสาธิตการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย AI , ตลอดจนการถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากบุคลากร BDI ในการนำ AI มาพลิกโฉมการทำงานในหลากหลายสายงานองค์กร เช่น ทรัพยากรบุคคล กฎหมาย งานเลขาฯ และนโยบายและแผน ปิดท้ายด้วย Workshop การประยุกต์ใช้ AI Agent เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและค้นหา Insight เชิงลึก เป็นต้น

ม.สยาม คิดนอกกรอบตำราเรียน ปั้นนักศึกษาสู่ ‘นักสร้างสรรค์นวัตกรรม’ คว้าแชมป์รอบภาคกลาง เวที ‘Enactus Thailand 2026’

8 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยสยาม เดินหน้าตอกย้ำจุดยืนการเป็นพื้นที่แห่งการบ่มเพาะ และส่งเสริมการเรียนรู้นอกกรอบตำรา ภายใต้แนวคิดการสร้างสภาพแวดล้อมที่ผลักดันให้นักศึกษา “คิดนอกกรอบ ลงมือทำจริง และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆได้ตลอดเวลา” เพื่อมุ่งสร้างบัณฑิตให้เป็น “นักสร้างสรรค์” ที่พร้อมขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

ล่าสุด ความมุ่งมั่นดังกล่าวได้รับการพิสูจน์อีกครั้งบนเวทีระดับประเทศ เมื่อทีมนักศึกษาข้ามศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสยาม คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘1st Place – Early Stage League, Central Region’ จากการประกวดนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม ‘Enactus Thailand National Exposition 2026’ รอบภูมิภาคภาคกลาง ซึ่งจัดโดยมูลนิธิรากแก้ว เพื่อเฟ้นหาตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันต่อบนเวทีระดับโลก Enactus World Cup 2026 ณ เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล

ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากโครงงาน “Diffusing Jewelry” (นวัตกรรมเครื่องหอมไล่ยุงเพื่อเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน) ซึ่งเป็นการบูรณาการความรู้ร่วมกันอย่างลงตัวระหว่างนักศึกษา คณะเภสัชศาสตร์ (นายศิรสิทธิ์ รักทอง, น.ส.นัชฟ้า เพลินคู่ธรรม , น.ส.ณิขาภา สมิตนันท์, นายเรวัติ พุ่มทอง) และ วิทยาลัยนานาชาติ/คณะบริหารธุรกิจ (BBA) (น.ส.วีรยา อินทมาตย์) โดยมี ผศ.ดร.ภญ.นฤมล โพธิ์ศรีทอง และ ดร.ขวัญชล คำพรรณ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ

ผลงานดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่โครงงานส่งอาจารย์ แต่เป็นนวัตกรรมที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริง ด้วยการนำองค์ความรู้ทางเภสัชศาสตร์มาพัฒนาเป็นเครื่องหอมไล่ยุงที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง ผสานกับการออกแบบดีไซน์ให้อยู่ในรูปแบบเครื่องประดับและบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการวางโมเดลธุรกิจเพื่อกระจายรายได้และสร้างอาชีพเสริมให้แก่คนในชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากเวทีนี้แล้ว ผลงานดังกล่าวยังเพิ่งคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 2 และรางวัล Popular Vote จากเวทีระดับประเทศอย่าง RISE+ Storyteller Awards 2026 เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาอีกด้วย

ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดี ม.สยาม เปิดเผยว่า ที่มหา’ลัย เราไม่ได้สอนให้นักศึกษาจดจำแค่สิ่งที่อยู่ในหนังสือ แต่เราเชื่อว่านวัตกรรมเกิดจากอิสระในการคิดและการลองผิดลองถูก เรามุ่งเน้นการเรียนรู้แบบ Active Learning และ Cross-Disciplinary ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างคณะ ต่างสายวิชา ได้มารวมตัวกัน แลกเปลี่ยนมุมมอง และดึงศักยภาพสูงสุดของตัวเองออกมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ รางวัลในวันนี้คือเครื่องยืนยันว่า นักศึกษาของเราไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่พวกเขาคือ ‘นักสร้างสรรค์’ ที่พร้อมจะเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม