ศธ.แจ้งด่วนทุกสังกัด สกัดวงจรพฤติกรรมเลียนแบบในสถานศึกษา ย้ำเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง-ดูแลจิตใจ-ใช้กฎหมายจริงจัง

7 กันยายน 2569 เวลา 20:26 น.

“กระทรวงศึกษาธิการ”มีหนังสือด่วนที่สุด แจ้งไปยังทุกสังกัดที่มีสถานศึกษาในกำกับ ให้เร่งดำเนินมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงในสถานศึกษา หลังพบการส่งต่อเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรง ภาพอาวุธปืน ข้อความข่มขู่ หรือข้อความที่สร้างความหวาดกลัว ผ่านแอปพลิเคชัน LINE และช่องทางออนไลน์ในกลุ่มนักเรียนหลายพื้นที่ ซึ่งสร้างความตื่นตระหนก กระทบต่อสภาพจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา และมีความเสี่ยงพัฒนาไปสู่การก่อเหตุจริง

7 กันยายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามกำหนดมาตรการดังกล่าว พร้อมแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ถ่ายทอดแนวปฏิบัติไปยังสถานศึกษาทุกแห่งโดยเร่งด่วน

มาตรการสำคัญประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่

1. ยกระดับการเฝ้าระวังในสถานศึกษา ให้ครูประจำชั้น ครูที่ปรึกษา ครูแนะแนว ครูฝ่ายปกครอง และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ติดตามพฤติกรรมและสัญญาณบ่งชี้ความเสี่ยง รวมถึงการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์และกลุ่มสนทนาที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา โดยดำเนินการอย่างเหมาะสม เคารพสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นส่วนตัวของนักเรียน

2. จัดระบบแจ้งเหตุและรายงานเหตุเร่งด่วนตลอด 24 ชั่วโมง กำหนดขั้นตอนตั้งแต่การรับแจ้ง คัดกรอง ประเมินระดับความเสี่ยง และส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง พร้อมพิจารณาใช้ระบบที่มีอยู่ เช่น Traffy EDU เพื่อให้การรับแจ้งและติดตามเหตุเป็นมาตรฐานเดียวกัน

3. สร้างความเข้าใจถึงผลทางกฎหมาย ให้นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาตระหนักว่า การเผยแพร่ ส่งต่อ หรือส่งข้อความ ภาพ หรือข้อมูลที่มีลักษณะข่มขู่ คุกคาม หรืออาจก่อให้เกิดอันตราย โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืนและความรุนแรง อาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หากพบการกระทำเข้าข่ายความผิด ให้ประสานตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการโดยเร็ว

4. ป้องกันการลอกเลียนแบบและการผลิตซ้ำของความรุนแรง กำหนดแนวทางสื่อสารเหตุการณ์อย่างรับผิดชอบ หลีกเลี่ยงการนำเสนอรายละเอียดที่อาจเอื้อต่อการเลียนแบบ เช่น วิธีการก่อเหตุ ขั้นตอนการเตรียมการ หรือข้อมูลที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุซ้ำ รวมถึงไม่นำเสนอในลักษณะที่ทำให้ผู้ก่อเหตุได้รับความสนใจเกินสมควร พร้อมขอความร่วมมือสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องร่วมกันลดการแพร่กระจายเนื้อหาที่เป็นอันตราย

5. คุ้มครอง ดูแล และช่วยเหลือนักเรียนอย่างเหมาะสม ให้สถานศึกษาคัดกรองและดูแลนักเรียนที่มีพฤติกรรมส่งต่อข้อความ ภาพ หรือเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงและการข่มขู่เป็นรายบุคคล ประสานผู้ปกครอง นักจิตวิทยา ครูแนะแนว หรือบุคลากรด้านสุขภาพจิต พร้อมติดตามพฤติกรรมการล้อเลียน ดูหมิ่น เหยียดหยาม ข่มขู่ คุกคาม และกลั่นแกล้งผ่านสื่อออนไลน์อย่างใกล้ชิด

รมช.ศธ.กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการเน้นย้ำว่าพฤติกรรมที่เริ่มต้นจากการล้อเล่น การส่งต่อข้อความ หรือการเลียนแบบบนโลกออนไลน์ อาจสร้างความหวาดกลัว กระทบสิทธิและความปลอดภัยของผู้อื่น รวมทั้งนำไปสู่ผลทางกฎหมายและเหตุรุนแรงในชีวิตจริงได้ ทุกสังกัดจึงต้องดำเนินการทั้งด้านการป้องกัน การเฝ้าระวัง การช่วยเหลือ และการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กันอย่างเป็นระบบ

“ความรุนแรงไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติหรือถูกผลิตซ้ำด้วยการเลียนแบบ ทุกสัญญาณเตือนต้องได้รับการตรวจสอบ ทุกเหตุแจ้งต้องได้รับการตอบสนอง และนักเรียนทุกคนที่กำลังเผชิญปัญหาต้องเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง” รมช.ศธ.กล่าว

กรมวังผู้ใหญ่ฯ เป็นประธานเปิดโครงการ บูรณาการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน สนง.อัยการสูงสุด ตามแนวพระราชดำริพระองค์ภา

7 กันยายน 2569 เวลา 17:24 น.

กรมวังผู้ใหญ่ ประจำสมเด็จพระบรมราชินี เป็นประธานเปิดโครงการ “บูรณาการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จัดโดยสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด : เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสานฝันเด็กและเยาวชน” ตามแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

7 กันยายน 2569 เวลา 08.30 น. พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “บูรณาการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในฐานะผู้กระทำผิดและผู้เสียหายด้วยความเสมอภาค : การสร้างภูมิคุ้มกัน สานฝันเด็กและเยาวชน” ซึ่งสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 9 กันยายน 2569 ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนระยอง ตำบลเนินพระ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

นายบัญชา เขียวต่าย เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการตามแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งมีการ บูรณาการหน่วยงานหลักในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง, สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง, กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันดำเนินงานด้านการแก้ไข บำบัด และฟื้นฟูเด็กและเยาวชน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กและดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกันด้วยความเสมอภาค เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

สำหรับการจัดโครงการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมได้เรียนรู้การสอนกระบวนการคิดเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง และเสริมสร้างทักษะในการดำเนินชีวิต ได้แก่ ทักษะการสื่อสาร การสร้างสัมพันธภาพที่ดี, การกำหนดเป้าหมายในชีวิต, การปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนมีทัศนคติเชิงบวก สามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องกระทำความผิดหรือใช้ความรุนแรงในการยุติปัญหา รวมถึงการพัฒนาทัศนคติและวิธีคิด โดยเรียนรู้จากบุคคลต้นแบบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ ตลอดจนได้รับการแก้ไข บำบัด และฟื้นฟูด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุขและไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก โดยมีเด็กและเยาวชนจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนระยอง ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านบึง สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรี เข้าร่วมโครงการ จำนวน 88 คน

BOYY ฉลองครบรอบ 20 ปีบนเส้นทางแฟชั่นระดับโลก เดินหน้าขยายธุรกิจ ตั้งเป้าเติบโต 150% ในปี 2569

8 กันยายน 2569 เวลา 14:19 น.

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ของ BOYY แบรนด์แฟชั่นที่ท้าทายขีดจำกัดของแฟชั่นและดีไซน์ จากคอลเลกชั่นกระเป๋า ไปสู่วิวัฒนาการที่ครอบคลุมทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า การสร้างสรรค์พื้นที่ และโปรเจกต์พิเศษต่างๆ โดย บอย-วรรณศิริ คงมั่น และ เจสซี่ ดอร์ซี่ (Jesse Dorsey) สองผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ จากจุดเริ่มต้นของแบรนด์ ตลอดสองทศวรรษ BOYY ยังคงรักษาจุดยืนด้านการออกแบบที่กล้าท้าทายกรอบเดิม พร้อมเอกลักษณ์สำคัญอย่างดีไซน์ Buckle ที่เปิดตัวในปี 2015 และกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของแบรนด์

ในวาระครบรอบ 20 ปี BOYY เตรียมเดินหน้าสู่บทใหม่ของการเติบโต โดยมุ่งขยายการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น ผ่านการพัฒนาสินค้าและดีไซน์ใหม่ รวมถึงการเพิ่มหมวดหมู่สินค้าให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย รวมไปถึง Boyyish โปรเจกต์ภายใต้ BOYY ที่ต่อยอดโลกของแบรนด์ผ่านสินค้าและความร่วมมือสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ ๆ ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายขึ้น โดยปัจจุบันฐานลูกค้าของ Boyyish แบ่งเป็นลูกค้าใหม่ประมาณ 50% และลูกค้าเดิมของ BOYY อีก 50% สะท้อนถึงศักยภาพในการขยายฐานลูกค้าใหม่ ควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์กับฐานลูกค้าเดิม

สำหรับปี 2569 BOYY Group ตั้งเป้าการเติบโตของธุรกิจโดยรวมที่ 150% โดยมีปัจจัยสำคัญจากการขยายสาขาและพัฒนาหมวดหมู่สินค้าใหม่ ๆ นอกเหนือจากธุรกิจหลักอย่างกระเป๋าและเครื่องประดับ ขณะที่ Boyyish ถูกวางบทบาทให้เป็นมากกว่ากลุ่มสินค้า แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับทดลองและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ทั้งการร่วมสร้างสรรค์กับแบรนด์อื่น ๆ และการพัฒนาสินค้า ตลอดจนความร่วมมือระหว่างธุรกิจ อีกทั้งการสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ผ่านไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Food & Hospitality, Running, Sport Clubs หรือ Wellness ซึ่งแต่ละ Community มีความเหนียวแน่นและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยแบรนด์ตั้งเป้าให้ BOYY เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของกลุ่มเป้าหมาย

BOYY ยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มกระเป๋าและเครื่องประดับ โดยเฉพาะคอลเลกชั่น Buckle ซึ่งเป็นจุดแข็งหลักของแบรนด์ ควบคู่ไปกับการขยายหมวดหมู่สินค้าและประสบการณ์ใหม่เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างการรับรู้ในตลาด USA และ Europe และขยายธุรกิจในต่างประเทศผ่านการเปิด Pop-Up ในตลาดสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งเป้ารายได้ของ Boyyish ไว้ที่ 150 ล้านบาท

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญคือการเปิด Paris Pop-Up ในช่วงเดือนกันยายน 2026 เพื่อขยายการรับรู้และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในตลาดต่างประเทศ อาทิ มิลาน-อิตาลี, ปารีส-ฝรั่งเศส, นิวยอร์ก-สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ขณะที่ในประเทศไทย ปัจจุบัน BOYY มีร้านทั้งหมด 4 สาขา ได้แก่ Central Embassy, Gaysorn Village, Siam Paragon และ Central Park รวมไปถึง Pop-Up Store ที่ MEGA Bangna และมีแผนปรับโฉมร้านแฟลกชิปที่ Central Embassy ในเดือนพฤศจิกายน 2026 เพื่อยกระดับประสบการณ์ภายในร้านให้สอดคล้องกับทิศทางของแบรนด์มากขึ้น

อีกหนึ่ง Model จากความร่วมมือระหว่างธุรกิจ กับโปรเจกต์ Rally x BOYY ซึ่งเกิดจากการนำจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันของทั้งสองแบรนด์มาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบใหม่ โดยคอลเลกชั่นที่ 2 The Final Chapter สามารถจำหน่ายหมดภายในเวลาเพียง 25 วินาที สะท้อนถึงกระแสตอบรับและความสนใจของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน BOYY ไม่ได้มองการร่วมสร้างสรรค์ในลักษณะนี้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างยอดขายระยะสั้น แต่เป็นพื้นที่สำหรับทดลอง เรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้า และค้นหาแนวทางใหม่ในการพัฒนาสินค้าและสร้างฐานผู้ติดตามของแบรนด์ ภายใต้แนวคิดแฟชั่นที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและการบริโภคอย่างยั่งยืน

ปีที่ 20 จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองระยะเวลาของ BOYY ในอุตสาหกรรมแฟชั่น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของอีกบทในการขยายธุรกิจ ผ่านสินค้า การร่วมสร้างสรรค์กับพันธมิตร และการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้บริโภค พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมตัวตนของ BOYY มาตลอดสองทศวรรษ  

สามารถติดตามข่าวสาร คอลเลกชั่น และผลงานล่าสุดจาก BOYY ได้ที่ BOYY.com

“ทุ่งสงโฮมทาวน์” คว้า Gold Award CP ทุกคำใส่ใจ Film Awards 2026 ด้วยหนังสั้นบอกรักแม่ผ่านร้านหมูกระทะ

8 กันยายน 2569 เวลา 12:08 น.

ในยุคที่ความเร่งรีบอาจทำให้หลายคนหลงลืมความสุขใกล้ตัว คำถามง่ายๆ อย่าง “จำได้ไหม…แม่ชอบกินอะไร?” ได้กลายมาเป็นหมุดหมายสำคัญในการจุดประกายความคิดและส่งต่อความรู้สึกผูกพันในครอบครัว บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จึงได้จัดโครงการประกวดภาพยนตร์สั้นแนวตั้งสำหรับเยาวชน “CP ทุกคำใส่ใจ Film Awards 2026” สร้างปรากฏการณ์เชื่อมโยงสถาบันครอบครัวเข้ากับภาษาภาพยนตร์ผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่บนแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ของซีพีเอฟที่เชื่อมั่นว่า “อาหารที่ดี” คือจุดเริ่มต้นของสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงของทุกคนในครอบครัว

อนรรฆวี ชูรัตน์

อนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวคิดของโครงการว่า ซีพีเอฟต้องการสนับสนุนการแสดงออกถึงความรักและความกตัญญูผ่านมื้ออาหาร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคำว่า ‘ความใส่ใจ’ ที่แบรนด์ยึดถือมาโดยตลอด การเลือกจัดประกวดหนังสั้นแนวตั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสื่อวิดีโอรูปแบบใหม่ที่เข้าถึงง่ายและส่งต่ออารมณ์ได้อย่างลึกซึ้ง

“ผลตอบรับในปีนี้เกินความคาดหมายอย่างมาก ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพผลงาน เราได้เห็นการเล่าเรื่องที่หลากหลายวัฒนธรรมและหลากหลายภาษา สะท้อนว่าแม้วิธีการแสดงออกของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่จุดร่วมที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ ‘ความใส่ใจ’ สำหรับโจทย์ ‘จำได้มั้ย…แม่ชอบกินอะไร?’ แม้จะฟังดูเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เรียบง่าย แต่หลายคนกลับมองข้าม การนำเรื่องอาหารมาเป็นสื่อกลางช่วยกระตุ้นให้คนหันกลับมาใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ และใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น” อนรรฆวี กล่าว

สำหรับไฮไลต์ในพิธีมอบรางวัล ผลงานที่คว้ารางวัลชนะเลิศ Gold Award ได้แก่ ทีม “ทุ่งสงโฮมทาวน์” จากภาพยนตร์สั้นที่สะท้อนความผูกพันระหว่างแม่กับลูกผ่านบรรยากาศร้านหมูกระทะ โดยถ่ายทอดเรื่องจริงของความรักสไตล์แม่ ที่มักเลือกคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ ส่วนตนเองนั้นจะอย่างไรก็ได้

ตัวแทนจากทีมทุ่งสงโฮมทาวน์ กล่าวถึงแรงบันดาลใจว่า “เรื่องราวทั้งหมดมาจากชีวิตจริงของคุณแม่พวกเรา ที่พร้อมจะเสียสละเพื่อให้ลูกได้อิ่มท้อง ขณะเดียวกันพวกเราก็ตระหนักว่า ความสุขที่แท้จริงของลูกไม่ใช่แค่การได้กินของอร่อยอยู่คนเดียว แต่คือการได้นั่งทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับแม่”

กิตติภัค ทองอ่วม (เติ้ล)

ด้าน กิตติภัค ทองอ่วม (เติ้ล) ผู้กำกับภาพยนตร์และซีรีส์ชื่อดัง ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการตัดสิน กล่าวชื่นชมผลงานของเยาวชนรุ่นใหม่ว่า มีความโดดเด่นในการหยิบยกเรื่องใกล้ตัวมาเล่าด้วยมุมมองที่สดใหม่ ผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลและการใช้เสียงบรรยากาศจริงได้อย่างมีเสน่ห์ พร้อมให้กำลังใจผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกคนให้ใช้ประสบการณ์ครั้งนี้เป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาฝีมือต่อไป

โครงการ “CP ทุกคำใส่ใจ Film Awards 2026” ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของซีพีเอฟ ในการรณรงค์ให้สังคมเห็นคุณค่าของความรักและความผูกพันที่เริ่มต้นจากสถาบันครอบครัว ผ่านมื้ออาหารที่ตั้งใจจัดเตรียมให้แก่กัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อคุณค่าแห่งความกตัญญูให้คงอยู่ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ผู้ที่สนใจสามารถรับชมคลิปวิดีโอจากทีมผู้ชนะได้ที่ https://vt.tiktok.com/ZS4g2Baht/

อโกด้าเผย ‘กรุงเทพฯ’ ติดอันดับหนึ่งในสามจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางกลับมาเยือนซ้ำมากที่สุดเป็นปีที่สองติดต่อกัน

8 กันยายน 2569 เวลา 12:03 น.

อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เผยผลการจัดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่นักเดินทางเลือกกลับมาเยือนซ้ำมากที่สุด 10 อันดับในเอเชีย โดยอ้างอิงจากข้อมูลการจองที่พักในช่วงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2569 สำหรับปีนี้ กรุงเทพฯ ยังคงอยู่ใน 3 อันดับแรกเป็นปีที่สองติดต่อกัน ตามหลังเพียงโตเกียวที่ครองอันดับหนึ่ง ส่วนบาหลีติดอันดับ 3 เป็นครั้งแรก ตามมาด้วยโซลและโอซาก้าในอันดับ 4 และ 5 ปิดท้าย 10 อันดับด้วยดานัง กัวลาลัมเปอร์ ฟุกุโอกะ ไทเป และยะโฮร์บาห์รู

สำหรับประเทศไทย กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ และหาดใหญ่ ยังคงครองห้าอันดับแรกของเมืองที่มีนักเดินทางกลับมาเยือนซ้ำมากที่สุดเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยทั้ง 5 เมืองยังคงรักษาอันดับเดิมไว้ได้ทั้งหมดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้แต่ละเมืองต่างมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันและตอบโจทย์นักเดินทางในหลากหลายรูปแบบ โดยกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางสำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสุขภาวะของภูมิภาค ภูเก็ตเหมาะสำหรับนักเดินทางที่ต้องการพักผ่อนระยะยาวพร้อมทำงานไปด้วย พัทยาตอบโจทย์การพักผ่อนแบบครอบครัว เชียงใหม่เหมาะกับการเดินทางแบบไม่เร่งรีบและนักเดินทางที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ขณะที่หาดใหญ่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการเดินทางระยะสั้นในช่วงสุดสัปดาห์ โดยเฉพาะนักเดินทางจากมาเลเซียและสิงคโปร์

ญี่ปุ่นและเวียดนามยังโดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางที่มีนักเดินทางกลับมาเยือนซ้ำเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยนอกจากโตเกียวแล้ว ผลการจัดอันดับยังสะท้อนถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการค้นพบจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ อย่างเช่นฟุกุโอกะที่ติดหนึ่งในสิบอันดับแรกเป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของเมืองรองในญี่ปุ่น ฟุกุโอกะ หรือที่รู้จักในชื่อท้องถิ่นว่าฮากาตะ มีเสน่ห์และสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นราเมนทงคตสึอันเลื่องชื่อ วัฒนธรรมอาหารริมทางที่คึกคัก รวมถึงทำเลที่เดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในภูมิภาคคิวชูได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกัน ดานัง ประเทศเวียดนาม ก็ขยับขึ้นสองอันดับมาอยู่ที่อันดับหก ด้วยชายหาดที่สวยงาม ทำเลที่อยู่ใกล้แหล่งมรดกโลกอย่างฮอยอัน รวมถึงความคุ้มค่าด้านการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้นักเดินทางกลับมาเยือนเมืองแห่งนี้ซ้ำอีกครั้ง

จุดหมายปลายทางบางแห่งมีเสน่ห์ที่ทำให้นักเดินทางอยากกลับมาเยือนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการค้นพบสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ การได้แวะเวียนไปยังสถานที่โปรดปราน หรือเพียงแค่การได้กลับไปสัมผัสบรรยากาศที่คุ้นเคย ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้นักเดินทางกลับมาเยือนที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้อมูลจากอโกด้าสะท้อนให้เห็นว่าจุดหมายปลายทางที่เป็นที่ชื่นชอบมักดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยนักเดินทางบางส่วนกลับมาเยือนที่เดิมหลายครั้งภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปีแรกของปีนี้

นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า เปิดเผยว่า “การเดินทางในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการไปให้ครบทุกจุดหมาย แต่เป็นการค้นหาสถานที่ที่ทำให้นักเดินทางอยากกลับไปเยือนซ้ำ ทั้งนี้การกลับมาเยือนซ้ำไม่ได้หมายความว่าจะต้องเดินทางแบบเดิมทุกครั้ง แต่อาจเป็นการกลับไปยังเมืองที่คุ้นเคยเพื่อไปร้านอาหารโปรดหรือย่านที่ชื่นชอบ พร้อมกับค้นพบประสบการณ์ใหม่ ๆ ในทุกครั้งที่กลับมาเยือน อโกด้าพร้อมช่วยให้การค้นพบสิ่งใหม่ ๆ เป็นเรื่องง่าย ไม่ว่านักเดินทางกำลังกลับไปยังจุดหมายปลายทางที่ชื่นชอบ หรือกำลังค้นหาสถานที่ใหม่ ๆ ก็ตาม”

สำหรับนักเดินทางที่วางแผนกลับไปเยือนจุดหมายปลายทางโปรด หรือต้องการค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ อโกด้ามีที่พักสำหรับวันหยุดมากกว่า 6 ล้านแห่ง เส้นทางเที่ยวบินกว่า 130,000 เส้นทาง และกิจกรรมกว่า 300,000 รายการ ซึ่งทั้งหมดสามารถรวมไว้ในการจองเดียวกันได้ ค้นหาข้อเสนอที่ดีที่สุดได้ที่ Agoda.com หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอโกด้า

เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ไทยผ่าน Scent of Thai 2026 ตลอดอุโมงค์เข้าศูนย์ฯ เปลี่ยนทุกย่างก้าวสู่แรงบันดาลใจในการออกเดินทางท่องเที่ยวไทย

8 กันยายน 2569 เวลา 11:59 น.

เปลี่ยนทุกย่างก้าวให้กลายเป็นแรงบันดาลใจสู่การเดินทางท่องเที่ยวไทย เมื่อ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ (MBK Center) ศูนย์การค้าที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก หรือ Tourist Must-Visit Destination เนรมิตอุโมงค์ทางเข้าชั้น 2 ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านธรรมชาติ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม ภายใต้โครงการ “Scent of Thai 2026” ที่มีการตกแต่งร่วมสมัย ชวนให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองไทยผ่านทั้งสายตา กลิ่น และเสียงอย่างมีชีวิตชีวา เสมือนได้ออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังหลากหลายพื้นที่ของประเทศไทยผ่านอุโมงค์แห่งนี้

นอกจากเติมสีสันและสร้างประสบการณ์ความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือน อุโมงค์ “Scent of Thai 2026” ยังกลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งการเช็กอินสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพและสายคอนเทนต์ พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจให้อยากออกไปค้นพบความงดงามของประเทศไทยในสถานที่จริง

ล่าสุดตลอดเดือนกันยายนนี้ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนสัมผัสภูมิปัญญางานหัตถกรรมไทยจักสานผ่านธีม “Thai Craft – กลิ่นกรุ่นหัตถศิลป์ไทย” บอกเล่าภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น สะท้อนความประณีต ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย เชื่อมโยงเรื่องราวจากอดีตสู่ปัจจุบันได้อย่างลงตัว พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ด้วยกลิ่นละมุนของเครื่องหอมไทยและเสียงดนตรีพื้นบ้านไทยที่ช่วยสร้างบรรยากาศสนุกสนาน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการ “Scent of Thai 2026” ได้หมุนเวียนนำเสนอเรื่องราวของประเทศไทยผ่านธีมที่แตกต่างกัน โดยเริ่มจากเดือนพฤษภาคม ประเดิมด้วยธีม “Tropical Shores – กลิ่นอายของท้องทะเล” หยิบยกมนต์เสน่ห์แห่งทะเลใต้ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบและนิยมเดินทางมาท่องเที่ยว รวมทั้งเพิ่มความสมจริงให้กลิ่นอายความเป็นไทยทรอปิคอลด้วยการประดับต้นมะพร้าวจำลอง เซิร์ฟบอร์ดลวดลายสดใส หาดทรายและเปลือกหอย รังสรรค์เป็นมุมถ่ายรูปเช็กอินสุดชิคในบรรยากาศผ่อนคลาย พร้อมเสียงคลื่นซัดสาดที่ช่วยให้ทุกก้าวเต็มไปด้วยความรู้สึกราวกับกำลังพักผ่อนอยู่ริมทะเล

ถัดมาในเดือนกรกฎาคม อุโมงค์ทางเข้าถูกปรับโฉมเป็นธีม “Rain Forest – กลิ่นหอมสดชื่นของพรรณไม้” โดดเด่นด้วยเสน่ห์ของผืนป่าฝนเขตร้อนของไทย ผ่านภาพป่าดิบชื้นสีเขียวชอุ่ม สายน้ำที่ไหลผ่านโขดหิน พร้อมการประดับตกแต่งด้วยพรรณไม้ที่ชวนให้รู้สึกราวกับก้าวเข้าสู่ผืนป่าหลังฝน เสริมด้วยเสียงน้ำไหลและเสียงนกร้อง สร้างความสดชื่นและผ่อนคลาย พร้อมสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติไทย

ส่วนในเดือนสิงหาคมเป็นการตกแต่งในธีม “Thai Rice Fields – กลิ่นข้าวหอมมะลิ” ที่เปลี่ยนอุโมงค์ทางเข้าชั้น 2 ให้กลายเป็นทุ่งนาสีทองอร่าม รายล้อมด้วยทิวเขาและกระท่อมกลางนา ถ่ายทอดเรื่องราววิถีเกษตรไทยผ่านรวงข้าวสีทองชูช่อไสว พร้อมเสียงนกร้อง เสียงลมพัดแผ่วเบา มีกลิ่นหอมละมุนของข้าวหอมมะลิ ชวนให้รู้สึกเสมือนเดินเล่นอยู่ท่ามกลางท้องทุ่ง

ทั้งหมดนี้สะท้อนบทบาทของ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ในฐานะ Cultural & Tourism Hub แลนด์มาร์กด้านไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวใจกลางกรุงเทพฯ ที่รวบรวมการช้อปปิ้ง อาหาร ความบันเทิง และเรื่องราวความเป็นไทยไว้ในจุดหมายเดียว พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติออกไปค้นพบความงดงามของประเทศไทยในสถานที่จริง

ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ที่ https://www.mbk-center.co.th/ หรือ เฟซบุ๊กเพจ mbkcenterth อินสตาแกรม mbkcenter

พานาโซนิค ร่วมกับ BIG CAMERA มอบรางวัล Green Content Creator ให้วัยทีนชาวสมุทรสาคร

8 กันยายน 2569 เวลา 11:53 น.

กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย ร่วมกับ BIG CAMERA มอบรางวัล Green Content Creator แก่เยาวชนผู้ชนะการประกวดสารคดีสั้นในกิจกรรม “Young รักษ์สมุทรสาคร” ภายใต้โครงการ Panasonic Cares ที่มุ่งยกระดับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้คนรุ่นใหม่ในจังหวัดสมุทรสาครได้ “เรียนรู้–ลงมือทำ–ค้นพบ–และสื่อสาร” ด้วยการลงพื้นที่เก็บเกี่ยวข้อมูลจากวิถีชีวิตชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติของบ้านเกิด พร้อมเรียนรู้การสร้างสรรค์คอนเทนต์และการผลิตจากผู้เชี่ยวชาญจากทีม LUMIX Thailand BIG CAMERA และเหล่าคอนเท้นต์ ครีเอเตอร์ชื่อดัง ก่อนผลิตเป็นผลงานสารคดี เพื่อเผยแพร่เรื่องราวของชุมชนผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ และสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมร่วมขับเคลื่อนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัท พานาโซนิคในประเทศไทย

นายชิตชัย เธียรกาญจนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), นายฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัท พานาโซนิคในประเทศไทย และ นางสาวปราณี ฝ่ายคำมี รองศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร

ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือน น้อง ๆ นักเรียนทั้ง 8 ทีม ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เรียนรู้การสร้างสรรค์และการผลิตคอนเทนต์ในมิติต่าง ๆ ทั้ง การอบรมเชิงปฏิบัติการ ด้านการเล่าเรื่อง (Storytelling) การถ่ายภาพและผลิตวิดีโอ  ก่อนเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ได้ลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูลสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชนจริงในจังหวัดสมุทรสาคร โดยมีการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทีม LUMIX Thailand BIG CAMERA และเหล่าคอนเท้นต์ ครีเอเตอร์ชื่อดัง ที่มาร่วมกันเป็นเมนเทอร์ ก่อนนำมาพัฒนาเป็นสารคดีสั้นนำเสนอเรื่องราวในแง่มุมต่าง ๆ ของจังหวัดสุมทรสาคร ได้แก่

ห่าน–สิทธิพงษ์ กองทอง ผู้กำกับภาพชื่อดังจากวงการซีรีส์และภาพยนตร์ไทย

  1. โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย นำเสนอสารคดีในหัวข้อ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น  เล่าเรื่องราวของสามล้อถีบท่าฉลอม ผู้นำเที่ยวรักโลกที่กำลังหายไป
  2. โรงเรียนสมุทรสาครบูรณะ นำเสนอสารคดีในหัวข้อ ธรรมชาติและสัตว์หายาก เล่าเรื่องราวของปลากัดป่ามหาชัย เมื่อที่ดินรกร้าง เป็นบ้านของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์
  3. โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ สมุทรสาคร นำเสนอสารคดีในหัวข้อ น้ำ ทะเล คลอง และชายฝั่ง เล่าเรื่องราวของปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เมื่อทุกสิ่งที่เราทำ อาจกำลังทำลายบ้านของใครหลายคน
  4. โรงเรียนสมุทรสาครวุฒิชัย นำเสนอสารคดีในหัวข้อ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เล่าเรื่องราวของชุมชนไทยรามัญ วิถีชีวิตชิดธรรมชาติที่รายล้อมด้วยเมืองอุตสาหกรรม
  5. โรงเรียนกระทุ่มแบน (วิเศษสมุทคุณ) นำเสนอสารคดีในหัวข้อ ธรรมชาติและสัตว์หายาก เล่าเรื่องราวของปลายี่สน เมนูอาหารที่กำลังหายไปเมื่อทะเลไม่สมบูรณ์
  6. โรงเรียนวัดธรรมจริยาภิรมย์ นำเสนอสารคดีในหัวข้อ เยาวชนกับอนาคตบ้านเกิด เล่าเรื่องราวของคลองดำเนินสะดวก สายน้ำแห่งวัฒนธรรม
  7. โรงเรียนหลักสองส่งเสริมวิทยา นำเสนอสารคดีในหัวข้อ เกษตร สวน คลอง และพื้นที่สีเขียว เล่าเรื่องราวของมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ราชาแห่งมะพร้าวน้ำหอม
  8. โรงเรียนพันท้ายนรสิงห์วิทยา นำเสนอสารคดีในหัวข้อ คนธรรมดาที่กำลังลงมือทำ เล่าเรื่องราวของป่าชายเลนเกราะป้องกันชายฝั่ง ที่เป็นดั่งบ้านของสัตว์ และแหล่งอาหารของคน

สำหรับทีมที่ได้รับรางวัล ได้แก่

รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนหลักสองส่งเสริมวิทยา

  • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนหลักสองส่งเสริมวิทยา นำเสนอผลงานเรื่อง “มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว  ราชาแห่งมะพร้าวน้ำหอม” ถ่ายทอดเรื่องราวของมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ผ่านวิถีชีวิตและอาชีพของคนในชุมชน พร้อมนำเสนอการนำส่วนต่าง ๆ ของมะพร้าวมาแปรรูปและต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่วัสดุเหลือใช้ที่นำมาสร้างสรรค์เป็นงานประดิษฐ์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวเรือน ช่วยลดวัสดุเหลือทิ้ง  สร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรท้องถิ่น และสะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน โดยได้รับกล้องดิจิทัล Lumix รุ่น DC-G97 มูลค่า 34,680 บาท จากพานาโซนิค พร้อม Voucher มูลค่า 10,000 บาท จาก BIG CAMERA

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนวัดธรรมจริยาภิรมย์

  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนวัดธรรมจริยาภิรมย์ นำเสนอผลงานเรื่อง “ดำเนินสะดวก สายน้ำแห่งวัฒนธรรม” ถ่ายทอดเรื่องราวของคลองดำเนินสะดวก จากสายน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชุมชน สู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากปัญหาขยะและน้ำเสีย พร้อมนำเสนอแนวทางการจัดการขยะและการดูแลคลอง ควบคู่กับการบอกเล่าขนบธรรมเนียมและวิถีชุมชนที่กำลังเลือนหาย ชวนให้เห็นคุณค่าของสายน้ำและร่วมกันดูแลรักษาบ้านเกิดให้คงอยู่ต่อไป โดยได้รับ Voucher มูลค่า 10,000 บาท จาก BIG CAMERA

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนพันท้ายนรสิงห์วิทยา

  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนพันท้ายนรสิงห์วิทยา นำเสนอผลงานเรื่อง “ป่าชายเลน เกราะป้องกันชายฝั่ง ที่เป็นดั่งบ้านของสัตว์และแหล่งอาหารของคน” ถ่ายทอดเรื่องราวของป่าชายเลนในฐานะเกราะป้องกันชายฝั่งและแนวป้องกันสำคัญที่ช่วยรักษาผืนดินและบ้านของผู้คน พร้อมสะท้อนบทบาทของป่าชายเลนในฐานะแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์และแหล่งอาหารของชุมชน ตอกย้ำความสำคัญของการร่วมกันดูแลและฟื้นฟูป่าชายเลน เพื่อรักษาชายฝั่งและทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป โดยได้รับ Voucher มูลค่า 5,000 บาท จาก BIG CAMERA

นอกจากนี้ เยาวชนผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกทีมยังได้รับใบประกาศนียบัตรและโล่รางวัลเพื่อแสดงความยินดีและสร้างขวัญกำลังใจ โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัท พานาโซนิคในประเทศไทย พร้อมด้วย นายชิตชัย เธียรกาญจนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมมอบรางวัลและแสดงความยินดีแก่ทีมเยาวชนที่ได้รับรางวัลชนะการแข่งขัน และยังได้รับเกียรติจาก นางสาวปราณี ฝ่ายคำมี รองศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร เข้าร่วมชมผลงานภาพยนตร์สั้นของเยาวชน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีและขอบคุณพานาโซนิค รวมถึง บิ๊ก คาเมร่า ที่ได้เข้ามาจัดกิจกรรมสร้างสรรค์และเปิดโอกาสการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่มีคุณค่าให้แก่เยาวชนในจังหวัดสมุทรสาคร

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้กล้าคิด กล้าทำ และเป็นกระบอกเสียงให้กับชุมชน สร้างเรื่องราวของบ้านเกิดให้กลายเป็นเสียงของคนรุ่นใหม่ ที่ช่วยส่งต่อความภาคภูมิใจและแนวคิดการดูแลสมุทรสาครให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้สนใจสามารถรับชมผลงานสารคดีสั้นจากเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการได้ทาง Facebook: Lumix Thailand และ Panasonic Thailand

ทรูออนไลน์โฮมเน็กซ์ คว้า ‘Home Innovator of the Year’ จากเวทีแพรว Awards 2026 เปลี่ยนบ้านสู่ AI Smart Home สมบูรณ์แบบ

8 กันยายน 2569 เวลา 11:47 น.

ให้บ้านดูแลชีวิต … ทรูออนไลน์โฮมเน็กซ์ โดย คุณสกลพร หาญชาญเลิศ หัวหน้าสายงานออนไลน์และคอนเวอร์เจนซ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลเกียรติยศ “Home Innovator of the Year” จากงาน แพรว Awards 2026 ณ NEX HALL ชั้น 5 สยามพารากอน สะท้อนความสำเร็จอันโดดเด่นในฐานะผู้นำเทคโนโลยีที่ไม่หยุดยั้งในการยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลภายในบ้าน

รางวัลดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของทรูออนไลน์โฮมเน็กซ์ ในฐานะ First Mover ที่ขับเคลื่อนแนวคิด “TrueOnline Home Next ให้บ้านดูแลชีวิต” เปลี่ยนผ่านบทบาทของเน็ตบ้านสู่การเป็น AI Smart Home เต็มรูปแบบ ผ่านการเชื่อมต่อกับ TrueX Home Hub และ “เอมี่ (Ami)” ผู้ช่วยอัจฉริยะสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย เพื่อรวมทุกมิติทั้งความปลอดภัย ความบันเทิง และความสะดวกสบายไว้ในระบบนิเวศดิจิทัลเดียว ผ่านสัญญานโครงข่าย เน็ตบ้านไฟเบอร์ ที่ เร็ว แรง เสถียร ทุกสถานการณ์ ให้บ้านพร้อมดูแลและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของทุกคนในครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

‘กลัวล้ม’ คือตัวการใหญ่ ที่ทำให้โลกของผู้สูงวัยแคบลง

8 กันยายน 2569 เวลา 11:45 น.

อาการเวียนศีรษะและการทรงตัวที่ไม่มั่นคง อาจลดความสามารถในการเดินเหินไปไหนมาไหน แต่ปัญหาไม่ใช่แค่นั้น เพราะสิ่งนี้ยังค่อย ๆ พรากความมั่นใจ ความมีอิสระ และพื้นที่ในการใช้ชีวิตของผู้สูงวัยไปด้วย โจทย์สำคัญของการรักษาไม่ใช่เพียงทำให้อาการดีขึ้น แต่คือ “ทำอย่างไรให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง” แม้แต่ในวันที่ผู้ป่วยไม่สามารถเดินทางมาโรงพยาบาลได้

“เพียงแค่ก้มแล้วเงยขึ้นมา ก็ทำให้โลกหมุนเคว้งเลย” อาการเวียนศีรษะสำหรับ คุณมานิดา วนัสสุวรรณ สร้างผลกระทบต่อชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะจากเหตุการณ์นั้นชีวิตประจำวันที่เคยทำได้ตามปกติต้องหยุดลง “คือกิจวัตรประจำวันหายหมดเลยค่ะ ต้องนอนอย่างเดียว นอนทั้งวันเลย เรื่องการออกจากบ้านไปไหนมาไหน หรือการไปเจอเพื่อนเหมือนทุกที เรื่องพวกนี้หมดสิทธิ์ทุกอย่าง ทำอะไรไม่ได้เลย เสียความมั่นใจไปเลย”

ประสบการณ์ของคุณมานิดาสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้มีปัญหาการทรงตัวจำนวนไม่น้อย เกิดผลกระทบที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคน ๆ หนึ่ง จากเคยไปไหนมาไหนเอง กลายเป็นไม่อยากออกจากบ้าน จากเคยทำกิจกรรมที่ชอบ กลายเป็นต้องระวังทุกการเคลื่อนไหว หรือแม้แต่ต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น

ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร หัวหน้าโครงการวิจัย TeleRehaB DSS ประจำประเทศไทย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตประสาทและการทรงตัว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พบภาพเช่นนี้อยู่เสมอในผู้ป่วยที่มาเข้ารับการรักษา

“หลาย ๆ ครั้งเลยเวลาเจอคนไข้เวียนหัว เขาก็จะพูดเหมือนกันว่ารบกวนชีวิตค่อนข้างมาก อย่างเช่น เคยไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง พอมีอาการเวียนหัว ก็ไม่อยากไปไหนเลย อยู่แต่ในบ้าน เพราะกลัวที่จะพลัดตกหกล้ม ยิ่งไปกว่านั้น ลูกหลานก็จะบอกว่า แม่ไม่ต้องทำอะไรนะ ไม่ต้องลุก กลายเป็นไม่ให้ผู้สูงวัยทำอะไรเลย ยิ่งกว่าการเสียคุณภาพชีวิต คือพวกเขาก็จะเสียความสุขในชีวิตของเขาไป” พญ.นัตวรรณ กล่าว

จากอาการที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงความผิดปกติของการทรงตัว โลกของคน ๆ หนึ่งจึงค่อย ๆ เล็กลง โดยมีความกลัวล้ม เป็นเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ยังทำได้ กับสิ่งที่ไม่กล้าทำอีกต่อไป

“เวียนหัว” และ “กลัวล้ม” อุปสรรคที่ปิดกั้นการดำเนินชีวิต

ความเชื่อของผู้สูงวัยที่แพทย์ยังพบได้บ่อย คือ เมื่ออายุมากขึ้นอาการเวียนศีรษะหรือการทรงตัวที่แย่ลง เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับได้ตามวัย แต่ในความเป็นจริง “เวียนหัว” เป็นอาการที่อาจมีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป

“ผู้สูงอายุหลาย ๆ ท่าน เวลามาเจอกันก็มักจะบอกว่าเวียนหัวมากเลย แต่กลับเชื่อว่ามันเป็นเรื่องปกติ อายุเยอะก็จะต้องเวียนหัว แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะเวียนหัวเป็นแค่อาการ เราอาจจะต้องไปหาต้นตอของโรคว่าอะไรทำให้เวียนหัว อาจจะมีน้ำในหูไม่เท่ากัน หินปูนในหูหลุด หรือสาเหตุอื่น ๆ อีกมากมาย เมื่อรู้สาเหตุก็เริ่มรักษาให้ตรงจุด”

แม้อาการทางร่างกายจะได้รับการรักษาหรือฟื้นฟูแล้ว สิ่งหนึ่งที่อาจยังหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะในผู้สูงวัยที่เคยล้มมาก่อน คือ “ความกลัวว่า จะล้มอีกครั้ง” เกิดเป็นความกังวลจนไม่กล้าเดินคนเดียว หรือเลิกทำกิจกรรมที่เคยทำ ความกลัวก็ทำหน้าที่เป็นข้อจำกัดตรงนั้น ซึ่ง ดร.นพ.ชาวิท ตันวีระชัยสกุล จิตแพทย์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้อธิบายถึงความกลัวนี้เอาไว้ว่า

“ความระมัดระวังหลังการล้มไม่ใช่เรื่องผิด เพราะจะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้จักป้องกันตัวเองมากขึ้น แต่เมื่อความระวังกลายเป็นความกังวลจนไม่กล้าเดินคนเดียว หรือเลิกทำกิจกรรมที่ยังสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ความกลัวก็เริ่มทำหน้าที่เป็นข้อจำกัดของตัวเอง พอจำกัดตัวเองคุณภาพชีวิตก็แย่ลงครับ คนไข้ที่มีอารมณ์ที่แย่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ก็ยิ่งไม่มีชีวิตที่ดีครับ การฝึกกลับมาให้มั่นใจในการเดิน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนไข้กลับมาดีขึ้นได้ครับ”

แต่ปัญหาคือ การฟื้นฟูต้องอาศัยความต่อเนื่อง ขณะผู้สูงอายุไม่สามารถเดินทางมาโรงพยาบาลได้บ่อย ๆ บางคนต้องมีลูกหลานลางานพามา บางคนได้รับโปรแกรมกลับไปฝึกที่บ้านแต่ก็ทำได้ไม่สม่ำเสมอ ยิ่งการฝึกสะดุด โอกาสที่จะสร้างความแข็งแรงและความมั่นใจกลับคืนมาก็ยิ่งยากขึ้น ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถมารักษาได้ตลอด เกิดเป็นคำถามกลับว่า “จะเป็นไปได้หรือไม่ หากการฟื้นฟูเป็นฝ่ายไปหาผู้ป่วยแทน ?”

พาการฟื้นฟู ไปถึงหน้าบ้านผู้สูงวัย

โจทย์นี้จึงกลายเป็นหนึ่งในที่มาของ TeleRehaB DSS โครงการวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติสำหรับผู้ที่มีปัญหาการทรงตัวและความเสี่ยงต่อการหกล้ม ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมพัฒนากับเครือข่ายนักวิจัยจากยุโรป โดยหัวใจของแนวคิดไม่ได้อยู่ที่การย้ายโรงพยาบาลเข้าไปไว้ในบ้าน และไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีจะมาแทนแพทย์ แต่คือการทำให้สิ่งที่ผู้ป่วยต้องฝึกเป็นประจำสามารถเกิดขึ้นที่บ้าน โดยทีมรักษายังติดตามอยู่ห่าง ๆ ได้

“วิธีที่ดีที่สุดเลยก็คือ ไฮบริด ผสมผสานอย่างละนิดอย่างละหน่อย ก็คือ ผู้สูงวัยทำเองที่บ้านด้วย แต่ก็ยังมีคุณหมอที่ดูผ่านกล้องไปพร้อมกันด้วย” พญ.นัตวรรณ กล่าวถึงระบบ TeleRehaB DSS ที่ใช้เครื่องมือหลายรูปแบบ ทั้งกล้องและเซนเซอร์สำหรับติดตามการเคลื่อนไหว อุปกรณ์สวมใส่ Smartphone หรือ Tablet ตลอดจน AR และระบบประมวลผลด้วย AI เพื่อให้ผู้ป่วยฝึกที่บ้าน ขณะที่ข้อมูลจากการฝึกสามารถส่งกลับไปให้ทีมรักษาติดตามความก้าวหน้าและพิจารณาปรับโปรแกรมให้เหมาะกับแต่ละคน

สำหรับคุณมานิดา หนึ่งในผู้ที่ได้เข้าร่วมโครงการและฝึกฟื้นฟูด้วย TeleRehaB DSS นี้ จากวันที่ก้มหรือเงยเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ต้องนอนทั้งวัน การได้ฝึกอย่างต่อเนื่องทำให้เธอรู้สึกว่าอาการเวียนหัวเวลาลุกนั่งลดลง การออกกำลังกายกลายเป็นกิจวัตร และสิ่งที่เคยคิดว่าเทคโนโลยีน่าจะยากเกินไปสำหรับผู้สูงวัย ก็ไม่ได้เป็นกำแพงอย่างที่กังวล

“โครงการนี้ทำให้เรามีวินัย มีสุขภาพที่ดีขึ้น การทรงตัวที่ดีขึ้น มันดีขึ้นอย่างเป็นระบบเลย ในจังหวะที่เรารู้สึกว่า เราไม่ต้องไปพึ่งพาใคร เราเดินได้ด้วยตัวเอง เราเดินได้อย่างมั่นใจ เรารู้สึกทันทีว่าชีวิตเราดีขึ้น ได้ออกไปเจอโลกกว้างภายนอกได้อย่างไม่กลัวอีกต่อไป ขอบคุณคุณหมอและบุคลากรทางการแพทย์ทุก ๆ ท่าน ขอบคุณมากค่ะ” คุณมานิดากล่าวพร้อมรอยยิ้มจากหัวใจ

เรื่องของคุณมานิดาทำให้เห็นว่า คุณค่าของเทคโนโลยีอยู่ที่การช่วยพาไปถึงคนที่ต้องการ และทำให้การฝึกไม่ต้องหยุดลงเพียงเพราะข้อจำกัดในการเดินทาง เพราะปลายทางของการฟื้นฟู ไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้สูงวัย “ไม่ล้ม” แต่คือการทำให้ความกลัวไม่ต้องกลายเป็นข้อจำกัดของชีวิต เพื่อให้คนคนหนึ่งกลับมาลุก เดิน ออกจากบ้าน และได้พื้นที่ของชีวิตที่เคยหายไปกลับคืนมาอีกครั้ง

กองทุนสื่อฯ หนุน ‘แม่กินอะไรดี’ สร้าง ‘ครัวออนไลน์’ ชูโภชนาการสูงวัย เสริมสุขภาวะครอบครัวไทยรับสังคมผู้สูงอายุ

8 กันยายน 2569 เวลา 11:28 น.

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ หนุนโครงการ “แม่กินอะไรดี” ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ สร้างครัวออนไลน์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน แนะนำหลากหลายเมนูสุขภาพ สำหรับคุณแม่ คุณพ่อ เชื่อมโยงครอบครัว ลูกหลานและผู้ดูแล เพราะการมีอายุยืนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โครงการ “แม่กินอะไรดี” ให้ความสำคัญกับการมีชีวิตที่แข็งแรงและมีคุณภาพ หรือ Healthspan โดยมุ่งสร้างความเข้าใจเรื่องโภชนาการสำหรับผู้สูงวัย เพื่อให้ผู้สูงวัยมีช่วงชีวิตที่ยังคงแข็งแรง เคลื่อนไหวได้ ดูแลตัวเองได้ และใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพให้นานที่สุด

ดร. ธนกร ศรีสุขใส

ดร. ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) อย่างสมบูรณ์ นำมาซึ่งความท้าทายสำคัญในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องการดูแลสุขภาพและสุขภาวะของผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้เล็งถึงเห็นความสำคัญของการนำเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวันอย่าง “อาหารและโภชนาการ” มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน กองทุนฯ จึงได้พิจารณาอนุมัติให้การสนับสนุนโครงการ “แม่กินอะไรดี” ประจำปี 2569 เพื่อพัฒนาเป็นสื่อความรู้และชุมชนออนไลน์ด้านอาหารสำหรับผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม 

ดร.ธนกร กล่าวต่อไปว่า กองทุนฯ มองว่าโครงการ ‘แม่กินอะไรดี’ มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับบริบทของประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยนำเรื่องใกล้ตัวอย่างอาหารและโภชนาการมาพัฒนาเป็นสื่อที่ให้ทั้งความรู้และคำแนะนำที่สามารถนำไปใช้ดูแลผู้สูงอายุได้จริง จุดเด่นของโครงการคือ การทำหน้าที่เป็น ‘ครัวออนไลน์’ ที่รวบรวมทั้งสูตรอาหาร ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และเคล็ดลับสำหรับลูกหลานและผู้ดูแล พร้อมเผยแพร่ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทำให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับพันธกิจของกองทุนฯ ในการใช้สื่อเป็นเครื่องมือส่งต่อความรู้ สร้างความเข้าใจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งผู้สูงอายุและครอบครัว   นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุนฯ  ยังได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเด่นที่สำคัญของโครงการว่า เป็นการหยิบยกเรื่องโภชนาการมาสร้างสรรค์ให้เป็นเนื้อหาที่เข้าใจง่าย น่าติดตาม และนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยโครงการไม่ได้ให้ความรู้เฉพาะกับกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังเน้นสร้างความเข้าใจให้กับลูกหลานและผู้ดูแล (Caregivers) เพื่อให้มีข้อมูลที่ถูกต้องทั้งเรื่องโภชนาการ สูตรอาหาร และวิธีการดูแลที่เหมาะสมกับวัย สภาพร่างกาย และโรคประจำตัวของผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง            “มื้ออาหารที่ดี” ให้กับผู้สูงวัยในทุกครอบครัว  อีกทั้งยังปูพรมสื่อในแพลตฟอร์มที่เข้าถึงผู้สูงอายุและผู้ดูแล

สำหรับรายละเอียดการดำเนินงาน โครงการ “แม่กินอะไรดี” ได้วางแผนการผลิตสื่ออย่างครอบคลุมทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อดิจิทัลออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง ประกอบด้วย รายการโทรทัศน์  สกู๊ปวิทยุ   สื่อภาพกราฟฟิก แนะนำเมนูอร่อยติดดาว (5 Star Menu) และ สื่อที่ให้ความรู้ด้านโภชนาการอาหารผู้สูงอายุ  รวมถึง คลิปวิดีโอสั้น ให้คำแนะนำด้านอาหารผู้สูงอายุจากนักกำหนดอาหารวิชาชีพ

ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทางสถานีโทรทัศน์ ททบ.5 เอชดี ทุกวันเสาร์ เวลา 13.55-14.00 น. เริ่มออกอากาศตอนแรกวันเสาร์ที่ 19 กันยายนนี้  และติดตามฟังสกู๊ปวิทยุ ในรายการ Smart Life วัยเกษียณ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 97.0 MHz ทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.30 – 20.00 น. เริ่มออกอากาศตอนแรกวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนนี้ พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลความรู้ด้านโภชนาการผู้สูงวัยผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียหลัก ได้แก่ Facebook, TikTok, Instagram และ YouTube ชื่อ “แม่กินอะไรดี” เพื่อให้ครอบคลุมการรับรู้ของประชาชนทั่วประเทศมุ่งเชื่อมโยงครอบครัว ชุมชน เปลี่ยนความรู้สู่การปฏิบัติจริง

นอกจากนี้  ดร.ธนกร ได้เน้นย้ำถึงความคาดหวังต่อผลลัพธ์และมิติประโยชน์ต่อสังคมว่า กองทุนฯ คาดหวังว่า “โครงการ ‘แม่กินอะไรดี’ จะช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลเข้าถึงความรู้ด้านอาหารและโภชนาการที่ถูกต้อง และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ซึ่งจะนำไปสู่การมีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ขณะเดียวกัน กองทุนฯ อยากเห็นโครงการนี้เป็นพื้นที่กลางที่ช่วยเชื่อมโยงคนในครอบครัวและชุมชนเข้ามาร่วมมือกัน ทั้งการแลกเปลี่ยนเมนูอาหาร ประสบการณ์ และวิธีการดูแลผู้สูงอายุ เพราะเราเชื่อว่าการดูแลผู้สูงวัยไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนในครอบครัวและชุมชนสามารถมีส่วนร่วมได้ ท้ายที่สุด กองทุนฯ หวังว่าสื่อจะไม่หยุดอยู่แค่การให้ความรู้ แต่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสร้างการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพในชีวิตจริง”

ความเห็นต่อแนวทางการต่อยอดและขยายผลโครงการในระยะยาว หากโครงการ ‘แม่กินอะไรดี’ สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ กองทุนฯ มองว่า  สามารถต่อยอดให้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องอาหารและการดูแลผู้สูงอายุที่เข้าถึงได้ง่ายและใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยในระยะต่อไปจะเปิดพื้นที่ให้ครอบครัว ผู้ดูแล และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้งการแบ่งปันเมนูอาหาร ประสบการณ์ และองค์ความรู้ที่เหมาะกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน  “หากโครงการสามารถแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ชัดเจน กองทุนฯ พร้อมส่งเสริมและพัฒนาให้เป็น ‘โครงการต้นแบบ’ (Model) เพื่อขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ หรือในระดับประเทศต่อไป การสนับสนุนโครงการนี้จึงสะท้อนบทบาทของกองทุนฯ ในการใช้สื่อให้เป็นเครื่องมือสร้างความรู้และเตรียมความพร้อมให้สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยเป้าหมายสำคัญคือ การทำให้สื่อเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งช่วยให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้ครอบครัวรวมถึงชุมชนมีความพร้อมในการดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน” ดร.ธนกร กล่าวสรุปในตอนท้าย