NIA ผนึกกำลังสมาคมบอร์ดเกมฯ ปั้นนักออกแบบรุ่นใหม่ เปิดเวที ‘Board Game Master Thailand’ ครั้งแรกในไทย

8 กันยายน 2569 เวลา 11:23 น.

NIA จับมือสมาคมบอร์ดเกมแห่งประเทศไทย เดินหน้าสร้างพื้นที่บ่มเพาะนักออกแบบรุ่นใหม่ผ่าน “Board Game Master Thailand” รายการเรียลลิตี้บอร์ดเกมครั้งแรกของไทย ดันไอเดียสู่ต้นแบบ ต่อยอดเป็น IP และผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสเติบโตในตลาดสากล ชิงถ้วยเกียรติยศ พร้อมเงินรางวัลสนับสนุนการขยายผลงานมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท ออกอากาศ Episode แรกเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 และออกอากาศต่อเนื่องทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทาง YouTube: NIA และ Board Game Master Thailand

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า

บอร์ดเกมเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ผสานศาสตร์หลากหลายด้าน ทั้งการออกแบบ การเล่าเรื่อง การสร้างประสบการณ์ และการพัฒนาธุรกิจเข้าด้วยกัน จึงมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทั้งในมิติของวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจ การสร้างพื้นที่ให้นักออกแบบไทยได้พัฒนาผลงานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการยกระดับความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยให้ก้าวไปสู่การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

NIA ร่วมกับสมาคมบอร์ดเกมแห่งประเทศไทย เปิดตัว “Board Game Master Thailand” รายการ Reality Competition ครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อค้นหาและพัฒนานักออกแบบบอร์ดเกมรุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดความคิดสร้างสรรค์จากไอเดียสู่ต้นแบบ และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Design the Game. Build the Dream. Be the Master.” ผู้เข้าแข่งขันจะได้เรียนรู้และลงมือทำผ่านโจทย์ที่จำลองการทำงานจริง ครอบคลุมทั้ง Game Design, Creativity, Teamwork และ Business ตั้งแต่การพัฒนาคอนเซปต์ ออกแบบธีมและกลไก สร้าง Prototype ทดลองเล่น (Playtest) ปรับปรุงผลงาน ไปจนถึงการ Pitch และประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ผ่านเส้นทาง Idea – Prototype – Playtest – Pitch -Market Opportunity เพื่อยกระดับเกมที่เล่นสนุกสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์

“Board Game Master Thailand ไม่ได้มุ่งเพียงการค้นหาผู้ชนะ แต่ต้องการสร้างพื้นที่บ่มเพาะนักออกแบบรุ่นใหม่ให้ได้เรียนรู้จากกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การคิดคอนเซปต์ การสร้างต้นแบบ การทดสอบกับผู้เล่น การปรับปรุงผลงาน ไปจนถึงการนำเสนอและประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจ เพื่อให้ไอเดียของคนไทยสามารถพัฒนาเป็น IP ที่มีศักยภาพ พร้อมสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนระบบนิเวศบอร์ดเกมไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง” ดร.กริชผกา กล่าว

ขณะเดียวกัน รายการยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงนักออกแบบเข้ากับระบบนิเวศของอุตสาหกรรมบอร์ดเกม ทั้งผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้ประกอบการ ร้านบอร์ดเกม และชุมชนผู้เล่น เพื่อเปิดโอกาสให้ผลงานที่มีศักยภาพได้รับการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์จริง รวมถึงมีโอกาสเข้าสู่แพลตฟอร์ม Crowdfunding ระดับนานาชาติ และจัดแสดงผลงานในงาน SPIEL ESSEN ประเทศเยอรมนี โดยได้รับความร่วมมือจาก HEXA HOUSE ในการร่วมลงทุนและสนับสนุนผลงานของผู้ชนะ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดและสร้างโอกาสทางธุรกิจ

สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ มีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รายการจำนวน 41 ทีม ประกอบด้วย กาดเจียงฮาย,

กระทงน้อย คอยรัก, แผนไทย, สมรภูมิหมูกระทะ, หมรับ สำรับแห่งศรัทธา, โอ่งบุรี, Aroi, B.A.N.G.F.A.I., Bangkaew, Beyond Bangkok, Boom! Bang Fai, Buddha Cthulhu, Busy Bus รถ(ด่วน)ประจำทาง, Chandra: The Lunar Eclipse, Clanmaster, Guildcraft, Make in Thailand, Maeklong Rise of the River Kingdom, NAWA: Ringside Underground, Pax Siam 1656, Plague Bearer (อยุธยา วิปลาส), Prung Puan (ปรุงป่วน), RAT-TI-KAAN (รัตติกาล), River Kwai Chaos, River of Kings (สายน้ำแห่งราชัน), SAN-TA-YAI ศาลตายาย, Season of Tropical Fruit,Siam Selection, sombath (สมบัติ), Splash! (สาด!), Spirit of Siam, TAIMON Rolling Glory, Tasty Trip,The Dead’s Wish, THAI:LORE,Throne of Aryannakorn, Top Tiffany, Weaving Wishes (ตะเพียนพร),Wild Sanctuary, Yadom และ 7 Days 7 Nights ชิงถ้วยเกียรติยศและเงินรางวัลสนับสนุนการขยายผลงานมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท

ร่วมติดตามเส้นทางของนักออกแบบบอร์ดเกมรุ่นใหม่ จากการคิดไอเดีย สู่การสร้างต้นแบบ ทดลองเล่น

ฝ่าด่านโจทย์สุดท้าทาย และพิสูจน์ศักยภาพบนเวทีธุรกิจ ในรายการ “Board Game Master Thailand” ทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทาง YouTube: NIA และ Board Game Master Thailand

คุณแหน : 8 กันยายน 2569

8 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

ฝรั่งเขามีสุภาษิตสำคัญใช้กันมาชั่วกัปชั่วกัลป์, “Leave good enough alone” ปรัชญาเขาคือสรรพสิ่งทั้งหลายที่ดีอยู่แล้ว – อย่าไปยุ่งกับมัน, ข้อความดังกล่าวน่าจะเห็นจริงได้จากเรื่องร้อนระอุระดับโลกกรณีพิพาทระหว่าง Giovanni Infantino ประธาน FIFA องค์กรระดับโลกเพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ World Cup ที่ผ่านไปกับคณะผู้บริหาร UEFA องค์กรฟุตบอลระดับทวีปยุโรป ความสำเร็จจากการจัด World Cup ถือว่าสำเร็จยิ่งใหญ่และทำกำไรเป็นประวัติการณ์จน Infantino ถูกยกย่องจนกลายเป็นฮีโร่ตัวลอย แต่คนบางคนความสำเร็จเกินความคาดหมายกลับกลายมาทำร้ายตัวเอง เขาถูกชื่อเสียงและความสำเร็จจากมหกรรมครอบงำเกิดฮึกเหิมคิดสร้างอภิมหาโปรเจกต์ใหม่โดยจะอนุญาตให้กลุ่มเอกชนนักลงทุนเข้ามาร่วมบริหารจัดการโครงการต่อไปของ FIFA ถึงตรงนี้องค์กรต่างๆภายใต้ FIFA เห็นต่างและประกาศค้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง UEFA ถึงกับออกหน้าโจมตีประธานดุเดือด บัดนี้ UEFA ประกาศว่าสามารถรวบรวมขบวนการต่อต้านโครงการดังกล่าวได้ และพร้อมเร่งดีกรีโดยจะฟ้องร้องต่อศาลอาญา SWISS ที่ตั้งของสำนักงานใหญ่เพื่อกล่าวหาถึงความไม่โปร่งใสและเป็นการสมคบคิดเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อน…

ฮูเร่, ทีมวอลเลย์บอลสาวไทยชนะทีมชาติจีนชิงแชมเปี้ยนทวีปเอเชียท่ามกลางความปลื้มใจของคนไทยทั้งโลก (ชาวไทยใน LA. เขารอรับอยู่) ชั่วโมงนี้ต้องยอมรับว่าหญิงไทยเป็นผู้ถือธงชาตินำแผนที่ประเทศไทยสง่างามบนแผนที่โลก เอาเฉพาะรายนามฮีโร่เหล่านี้ต้องถือว่าเขย่าโลกแล้ว อาทิ จีโน่ อดีตนักกอล์ฟหมายเลขหนึ่งของโลกปัจจุบันครองอันดับสอง, ลิซ่า มโนบาล ซุปเปอร์สตาร์ K-POP ดังระดับโลก, เนเน่ สาวน้อยมหัศจรรย์ดังทะลุซีลลิ่งมีโซเชียลติดตามเกือบ 200 ล้านวิวไม่มีใครไม่รู้จัก และล่าสุดเหล่าสาวมั่น ทีมชาติวอลเล่ย์บอลไทย… ขอโชว์บรรยากาศที่ FC ทั่วไทยเดินทางมาต้อนรับแชมป์หญิงที่สนามบินสุวรรณภูมิ มารอรับกันเอิกเกริกแน่นจนล้นอาคารสนามบินหลายหมื่นคน กว่าคณะฯจะเดินทักทายฝ่า FC มาจนถึงเวทีต้อนรับใช้เวลาเป็นชั่วโมง จากนั้นซูเปอร์โค้ชอ๊อดเป็นผู้กล่าวถึงความรู้สึกอย่างเป็นทางการในนามของทีม ซุปเปอร์สตาร์ทั้งหลายก็เรียงรายกันขึ้นมากล่าวขอบคุณทุกฝ่ายและเปิดอกถึงความรู้สึกต่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ (EPITOME) นั่นคือ The Olympic Games 2028 @ LA.,เราขอภาคผนวกอีกหน่อย หลายปีก่อนคุยกับฝรั่งในต่างแดน ฝรั่งมักเข้าใจผิดผสมปนเปกับ TAIPEI บ้าง ซ้ำร้ายสะกดชื่อผิดเป็น “THIGH LAND” (THIGH = ขาอ่อน)…หารู้ไม่ว่าเรามีวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติที่ลึกซึ้งมาก…

ในโอกาสที่ สำนักข่าวไทยพับลิก้า ดำเนินการครบรอบ 15 ปี ก้าวสู่ปีที่ 16 บุญลาภ ภูสุวรรณ บรรณาธิการบริหารฯ จัดเสวนาหัวข้อ “Do’s and Don’ts : ประเทศไทยในเกมโลก” ในวันที่ 24 ก.ย.8.30-12.30 น.ที่โรงแรมแกรนด์เซนเตอร์พอยต์ ลุมพินี ห้องพิมานบอลรูม ชั้น 12 โดยได้เชิญ สองรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์ และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มาปาฐกถาพิเศษ…สำหรับผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ สาโรจน์ อธิวิทวัส ,สมิทธ์ หาเรือนพืชน์ ,ปิติ ตัณฑเกษม และ ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ งานนี้งดรับของขวัญและ แจกันดอกไม้ และขอเชิญร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสและความหวังให้แก่ผู้ป่วย โดยร่วมทำบุญ มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 566-404844 …ขออนุโมทนาบุญด้วย…

เมื่อวันสารทจีนที่ผ่านมา คุณแม่ทัศนีย์ ชาญวีรกูล ของท่านนายก อนุทิน ฯ เปิดบ้านที่สาธุประดิษฐ์ เลี้ยงอาหารเที่ยง ให้แก่ญาติสนิทมิตรรัก หลังอิ่มหนำสำราญกันเรียบร้อย เจ้าภาพทำทาน ด้วยการสาดเหรียญที่หน้าบ้านให้แก่ชาวบ้าน ซึ่งทำต่อเนื่องเช่นนี้ในวันสาร์ทจีนเป็นประจำทุกปี สำหรับแขกประจำอย่าง ท่านผู้หญิงสุวรรณี พัฒน์พงศ์พานิช ก็เตรียมเหรียญมากระเป๋าใหญ่ เพื่อร่วมสาดเหรียญทำทานด้วย เช่นเดียวกับ เบญจรัตน์ สิงห์สมบุญ และแขกท่านอื่นๆก็นำเหรียญมาจากบ้านร่วมสาดด้วยเช่นกัน…ท่ามกลางชาวบ้านแถวนั้น ที่รู้งานมายืนออ รอเก็บกันเพียบ !!…


บารอนเนส

ผนึก 3 กระทรวง ยกระดับสาธารณสุขเรือนจำ! เปิดตัวนวัตกรรม “Traffy Fondue” เฝ้าระวัง-ควบคุมโรคระบาดเชิงรุกทั่วประเทศ

8 กันยายน 2569 เวลา 00:46 น.

กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ร่วมกับ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัล “Traffy Fondue” ขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคระบาดในเรือนจำเชิงรุก มุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time ลดระยะเวลาตอบสนอง และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ตามหลักสิทธิมนุษยชน โดยมี พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในงานแถลงข่าวและพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อ วันที่ 7 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุม Eternity โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ

ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ให้เป็นตัวแทน ลงนามความร่วมมือ โดยเปิดเผยว่า กระทรวง อว. มุ่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์จริงแก่ประเทศ การต่อยอดแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ซึ่งพัฒนาโดย สวทช. สู่การเป็นเครื่องมือเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยสุขภาพในเรือนจำ ถือเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการทำงานเชิงรุก ทำให้สามารถรับรู้สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว สนับสนุนการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-driven Decision Making) อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังและบุคลากรในเรือนจำได้อย่างยั่งยืน

ด้าน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้เรือนจำจะเป็นพื้นที่ควบคุม แต่ไม่ใช่พื้นที่ปิดตาย เนื่องจากมีการหมุนเวียนของผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ และญาติเยี่ยมตลอดเวลา หากเกิดการระบาดของโรคย่อมมีโอกาสแพร่กระจายสู่ชุมชนภายนอกได้ ซึ่งข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญของการมีระบบเฝ้าระวังที่รวดเร็ว โดยพบเหตุการณ์การระบาดในเรือนจำรวมกว่า 91 เหตุการณ์

สถิติเหตุการณ์การระบาดในเรือนจำ ปี พ.ศ. 2568 (กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค)

  • โรคไข้หวัดใหญ่: 50 เหตุการณ์ (ผู้ป่วย 6,795 ราย)
  • โรคโควิด-19: 18 เหตุการณ์ (ผู้ป่วย 1,960 ราย)
  • โรคอาหารเป็นพิษ/อุจจาระร่วง: 7 เหตุการณ์ (ผู้ป่วย 1,869 ราย)

รวมทั้งยังพบการระบาดของโรคติดต่ออื่น ๆ เช่น โรคไข้กาฬหลังแอ่น โรคปอดอักเสบ โรคสุกใส โรคหิดและโรคตาแดง แม้จะพบในจำนวนไม่มาก แต่ล้วนเป็นโรคที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การมีระบบแจ้งเหตุและตอบสนองที่รวดเร็ว เป็นปัจจัยสำคัญในการลดการแพร่กระจายของโรคและลดผลกระทบต่อทั้งผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ และประชาชนโดยรวม

รมว.สาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า “นวัตกรรม Traffy Fondue เวอร์ชันเฉพาะเรือนจำ อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบแจ้งเตือน (Alert) และฟังก์ชันยกระดับการแจ้งเตือน หากการสอบสวนโรคล่าช้าเกินกว่า 72 ชั่วโมง เพื่อส่งข้อมูลตรงไปยังส่วนกลางและรองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สามารถสั่งการบริหารจัดการภาวะวิกฤตได้ทันท่วงที และฟังก์ชันจะเริ่มเปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2570”

ขณะที่ พันตำรวจเอก อิทธิกร จิรัตนานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การถูกจำคุกเป็นการจำกัดเสรีภาพ แต่ไม่ใช่การจำกัดสิทธิในการได้รับการดูแลสุขภาพตามหลักสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม การจัดบริการสุขภาพในเรือนจำต้องทำควบคู่กับความมั่นคงสูงสุด ซึ่งการประยุกต์ใช้ Traffy Fondue ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทเรือนจำผ่าน 6 คุณลักษณะขั้นสูง:

6 คุณลักษณะขั้นสูงของ Traffy Fondue สำหรับเรือนจำ

  1. ระบบระบุตัวตนด้วย QR Code เฉพาะ: แก้ปัญหาการเปิดเผยพิกัดทางภูมิศาสตร์ (GPS) และข้อจำกัดอินเทอร์เน็ตในเรือนจำ
  2. มองเห็นข้อมูลคู่ขนาน: จำกัดสิทธิ์ตามสายบังคับบัญชาทั้งกรมราชทัณฑ์และกรมควบคุมโรค ติดตามสถานการณ์แบบ Real-time
  3. แจ้งเตือนอัตโนมัติพร้อม SLA: ประเมินและยกระดับการแจ้งเตือนทันทีหากการดำเนินงานล่าช้ากว่ากำหนด
  4. บันทึก Timestamp ละเอียดระดับวินาที: ติดตามประวัติการทำงานและส่งออกข้อมูลเพื่อประเมินประสิทธิภาพ
  5. Executive Dashboard: ประเมินการกระจายตัวของโรคผ่านแผนที่จุดเสี่ยง
  6. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สูง: ทำงานในระบบปิด (Closed System) ไม่บังคับเก็บตัวตนผู้ป่วย เคารพกฎหมาย PDPA

PReMA ผนึกกำลัง สวรส. รวมพลังครั้งแรกวางโรดแมปยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการวิจัย ทางคลินิกเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมของผู้ป่วยไทย

8 กันยายน 2569 เวลา 00:40 น.

 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ผนึกกำลังเป็นครั้งแรก นำหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางคลินิก มาร่วมกำหนดทิศทางและวางรากฐานสู่ “โรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ” เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดึงดูดการลงทุน และเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ของผู้ป่วยไทย

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นผ่านเวทีเสวนานโยบายในหัวข้อ “จากบทสนทนาสู่โรดแมป: พลิกโฉมระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทยเพื่อปลดล็อกการลงทุนและเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาของผู้ป่วยไทย” (From Dialogue to Roadmap: Transforming Thailand’s Clinical Research Ecosystem to Unlock Investment and Patient Access)

ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในการเป็นประธานเปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัยทางคลินิกในฐานะวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ว่า

“การวิจัยทางคลินิกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงการแพทย์หรือนักวิจัยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะการวิจัยทางคลินิกมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับอนาคตของระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เราสามารถร่วมกันยกระดับจุดแข็งด้านสุขภาพของประเทศไทยให้กลายเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งจะสร้างคุณค่าให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาค คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ ‘ประเทศไทยมีศักยภาพหรือไม่’ แต่คือ ‘เราจะเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้จริงได้อย่างไร’ สวรส. มุ่งมั่นที่จะนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จำเป็นต่อการจัดทำโรดแมปแห่งชาติที่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการวิจัย ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของระบบ และเพิ่มประโยชน์สูงสุดด้านสุขภาพให้แก่สังคมไทย”

ประเทศไทยมีศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่โอกาสระดับภูมิภาค ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากฐานการวิจัยทางคลินิกของไทยที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว:

527 โครงการ

ประเทศไทยมีการดำเนินการวิจัยทางคลินิก 527 โครงการในปี 2567 ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 978 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 ล้านบาท) ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 52,800 ล้านบาท) ภายในปี 2573*

2.9 : 1

อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการวิจัยทางคลินิก พร้อมสนับสนุนการจ้างงานทักษะสูงกว่า 15,509 ตำแหน่ง แบ่งเป็นทางตรง 8,905 FTE และทางอ้อม 6,604 FTE

8,326 DALYs

มูลค่าที่ระบบสาธารณสุขไทยได้รับต่อปี จากการวิจัยทางคลินิกที่ช่วยป้องกันการสูญเสียปีสุขภาวะ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,500 ล้านบาท

99.5%

สัดส่วนประชากรไทยที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จากประชากรทั้งหมด 71.6 ล้านคน

62 แห่ง

โรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI พร้อมด้วยคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยที่ได้รับการรับรองจาก FERCAP อีก 55 คณะ (เพิ่มขึ้นจาก 22 แห่งในปี 2560)

*ตัวเลขมูลค่าในหน่วยเงินบาทเป็นค่าประมาณการ คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 33 บาท

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญด้านคลินิกที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ความรวดเร็วและการประสานงานระดับชาติยังคงเป็นช่องว่างด้านการแข่งขันที่สำคัญที่สุดของเรา ด้วยการผสานศักยภาพของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายสุขภาพของประเทศ PReMA มุ่งหวังที่จะลดระยะเวลาการอนุมัติด้านกำกับดูแล ดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยให้มากขึ้น และนำการรักษาที่ก้าวล้ำมาสู่ผู้ป่วยชาวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

“การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ ยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วย และสร้างคุณค่าให้แก่ระบบสุขภาพ อีกทั้งยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมยาและแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้กระบวนการวิจัยและการกำกับดูแลทางคลินิกที่มีมาตรฐานอย่างเข้มงวด” นพ.อลัน พอล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท GSK และผู้แทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าว

การเข้าร่วมการวิจัยทางคลินิกระดับโลกเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าและอาจเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตได้ ก่อนที่การรักษาเหล่านั้นจะมีการใช้อย่างแพร่หลายในเวชปฏิบัติ โดยการศึกษาวิจัยเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากผู้สนับสนุนการวิจัย นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิจัยของโรงพยาบาล เปิดโอกาสให้นักวิจัยทางคลินิกของไทยมีส่วนร่วมในงานวิจัยระดับโลกมากขึ้น และอาจช่วยลดภาระของระบบสุขภาพในระยะยาว ผ่านการดูแลรักษาที่เร็วขึ้น รวมถึงการป้องกันหรือชะลอการดำเนินของโรค

ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางชั้นนำด้านการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค การเพิ่มความรวดเร็วในการเริ่มต้นการวิจัย การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วย และการมีข้อมูลระบาดวิทยาภายในประเทศที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพของไทยในการดึงดูดงานวิจัยทาง

คลินิกระดับโลกที่มีคุณภาพและการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยของประเทศ สนับสนุนความยั่งยืนของระบบสุขภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเศรษฐกิจนวัตกรรมระดับโลก

จากเวทีเสวนาสู่การลงมือทำ: วางรากฐานสู่โรดแมประดับชาติ

เวทีเสวนาครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และกลไกความร่วมมือที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ดังนี้

  • ภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนระดับชาติ: กำหนดให้การวิจัยทางคลินิกเป็นวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • สวรส. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนข้อมูลเชิงระบบ: เปลี่ยนศักยภาพด้านการวิจัยที่มีลักษณะแยกส่วนขาดการบูรณาการให้เป็นโรดแมประดับชาติที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์
  • PReMA ในฐานะพันธมิตรภาคเอกชน: เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายระดับชาติ เพื่อขยายการลงทุนด้านการวิจัยและลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องรอเพื่อเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย ในฐานะผู้สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ระบบ: ร่วมกันสนับสนุนให้เกิดระบบกำกับดูแลที่มีความชัดเจน คาดการณ์ได้ มีคุณภาพสูง และตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม เพื่อเป็นรากฐานของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

พช. ชวนสัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี

7 กันยายน 2569 เวลา 16:33 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดงานใหญ่“สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” จะรวบรวมเสน่ห์ อัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และผลิตภัณฑ์เด่นจากชุมชนทั่วประเทศมาไว้ในงานเดียว พร้อมเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเปิดประสบการณ์ “ช้อป ชิม เที่ยว” ระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา กรุงเทพมหานคร

7 กันยายน 2569 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์การจัดงาน “สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” เพื่อสื่อสารแนวทางและความพร้อมในการ จัดงาน พร้อมนำเสนอความน่าสนใจของชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ตลอดจนกิจกรรมต่าง ๆ ที่เตรียมเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสัมผัส ระหว่างวันที่16–18 กันยายน 2569 เวลา 11.00–22.00 น.   ณ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา (The Street Ratchada) กรุงเทพมหานคร

นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง ส่งเสริม และสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยให้คนในชุมชนได้รับประโยชน์ สนับสนุนให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น และส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ เพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ดังนั้น การแถลงข่าวครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณความพร้อมในการนำศักยภาพของชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีจากทั่วประเทศออกมาสู่สายตาประชาชน ผ่านการนำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิต ภูมิปัญญา อัตลักษณ์ และผลิตภัณฑ์ของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดความสนใจเดินทางเข้าไปสัมผัสชุมชนจริง ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดพื้นที่ ทางการตลาดให้ผู้ประกอบการชุมชนได้พบผู้บริโภคและภาคธุรกิจโดยตรง สร้างโอกาสในการต่อยอดสินค้า บริการ และการท่องเที่ยว ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ชุมชน

สำหรับงาน “สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” เตรียมรวบรวมผู้ประกอบการ OTOP และชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีกว่า 130 ราย จากทั่วประเทศ นำผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทมาให้เลือกซื้อ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ เครื่องแต่งกาย ของตกแต่ง และผลิตภัณฑ์ชุมชน พร้อมจำลองบรรยากาศและเสน่ห์ของชุมชนท่องเที่ยวให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัส รวมถึงกิจกรรม Business Matching เพื่อสร้างช่องทางและโอกาสใหม่ทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ

ภายในงานยังเตรียมกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสภูมิปัญญาชุมชนอย่างใกล้ชิด อาทิWorkshop ภูมิปัญญาไทย วันละ 2 รอบ เวลา 13.00 น. และ 15.00 น. กิจกรรมจากนักขายออนไลน์และ    การ Live สด พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ตลอดจน Special Show Mini Concert ชมฟรี เวลา 19.00–20.00 น. โดยวันที่ 16 กันยายน พบกับไรอัล กาจบัณฑิต วันที่ 17 กันยายน พบกับโอบ นิธิ และวันที่ 18 กันยายน พบกับNew Country

นายไพโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจของการจัดงานไม่ได้อยู่เพียงการนำสินค้าชุมชนมาจำหน่าย           แต่ต้องการทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้รู้จัก “คนและเรื่องราว” ที่อยู่เบื้องหลังสินค้าแต่ละชิ้น ได้เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และเปลี่ยนความประทับใจจากการมาเที่ยวงานให้กลายเป็นแรงจูงใจในการเดินทางไปเยือนชุมชน ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “ยิ่งช้อป ยิ่งมีสิทธิ์ลุ้น” ของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท เพียง Check- in ภายในงาน รับสิทธิ์คูปองช้อปฟรี 100 บาท จำนวนวันละ 50 ท่าน และเมื่อซื้อสินค้าภายในงานครบ 300 บาท   รับคูปองชิงโชคลุ้นรางวัลมูลค่า 1,000 บาท วันละ 20 รางวัล พร้อมปิดท้ายวันสุดท้ายด้วยการจับรางวัลใหญ่ทองคำรวมมูลค่า 100,000 บาท

ทั้งนี้ พิธีเปิดงานกำหนดจัดขึ้นในวันพุธที่16 กันยายน 2569 เวลา 15.00 น.ณ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา โดยมีนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธี

กรมการพัฒนาชุมชนจึงขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ร่วมเปิดประสบการณ์กิน ช้อป เที่ยว และสัมผัสเสน่ห์วิถีชุมชนไทยพร้อมร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการชุมชนจากทั่วประเทศ ในงาน“สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” ระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 เวลา 11.00–22.00 น. ณ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา (The Street Ratchada) กรุงเทพมหานคร

ยูนิเซฟจับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว ‘BEAT TO BREATHE’ ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด

7 กันยายน 2569 เวลา 16:31 น.

เนื่องในวันอากาศสะอาดสากล (International Days of Clean Air and Blue Skies) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว “BEAT TO BREATHE (บีท ทู บรีธ)” แคมเปญที่หยิบเอาพลังของเพลงแรป ชวนเด็ก เยาวชน และสังคมลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิในอากาศสะอาดให้กับเด็กทุกคน พร้อมสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 ที่มีต่อเด็ก และผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด

หัวใจของแคมเปญคือเพลง “ปอดเทส” (Lung Test) ผลงานของ TangBadVoice หรือ ตะวันวาด วนวิทย์ แรปเปอร์ชาวไทย ซึ่งหยิบ “ลมหายใจ” มาเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะและเนื้อเพลงเพื่อเล่าเรื่องฝุ่น PM2.5 ผ่านเรื่องใกล้ตัวที่กระทบชีวิตและสุขภาพของทุกคน โดยเน้นย้ำว่า “ถ้าไม่แก้ตอนนี้ มันก็คงสายไป อากาศเดียวทุกคนใช้ ทุกคนต้องหายใจ”

สำหรับ TangBadVoice ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เขาเติบโตในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเผชิญปัญหา PM2.5 อย่างรุนแรงในช่วงฤดูฝุ่น เขากล่าวว่า  “ตั้งแต่เด็ก เราเรียนรู้แค่ที่จะปรับตัวให้อยู่กับปัญหา ทั้งอยู่ในห้องปิดหน้าต่าง เปิดเครื่องฟอกอากาศ หลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอก หรือใส่หน้ากากเมื่อต้องออกนอกบ้าน แต่เมื่อได้มาทำเพลง ‘ปอดเทส’ ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ และนั่นทำให้ผมได้รู้ว่า จริง ๆ แล้วอากาศที่ดีเป็นสิ่งที่เราเลือกได้และสร้างได้ เพียงแต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยรู้ว่ามีทางเลือกอื่น จนในที่สุด การอยู่กับอากาศที่ไม่ดีต่อสุขภาพก็กลายเป็นเรื่องปกติที่เรายอมรับโดยไม่รู้ตัว”

ฟังเพลงปอดเทส  https://youtu.be/0QfCGZGfDWQ

แคมเปญ BEAT TO BREATHE ยังชวนเด็ก ๆ และทุกคนมาร่วมกิจกรรม Beat Test Challenge ลองแรปเพลง “ปอดเทส” และทดสอบการควบคุมลมหายใจของตัวเอง โดยได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด Maximum Phonation Time หรือระยะเวลาที่คนเราสามารถเปล่งเสียงต่อเนื่องด้วยลมหายใจเดียว

ในประเทศไทย ยูนิเซฟระบุว่า เด็กประมาณ 11 ล้านคน กำลังเผชิญกับฝุ่น PM2.5 ในระดับสูง ซึ่งมากกว่าจำนวนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม คลื่นความร้อน หรือภัยแล้ง ในขณะที่ทั่วโลก รายงานสภาวะอากาศโลกฉบับที่ 5 ในปี 2567 ชี้ว่ามลพิษทางอากาศกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่สองของการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก โดยได้คร่าชีวิตผู้คนถึง 8.1 ล้านคนในปี 2564  ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีกว่า 700,000 คน ซึ่งกว่าร้อยละ 90 มีสาเหตุมาจากฝุ่น PM2.5

เด็กมีความเปราะบางต่อมลพิษทางอากาศเป็นพิเศษ เนื่องจากปอด ร่างกาย และสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งยังอาจได้รับมลพิษมากกว่า เพราะหายใจรับอากาศในปริมาณมากกว่าเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว การได้รับฝุ่น PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคหอบหืด ปอดอักเสบ และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในเด็ก และยังเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และมะเร็งปอดในผู้ใหญ่

นางเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รักษาการ ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “มลพิษทางอากาศอาจมองไม่เห็น แต่ผลกระทบที่มีต่อเด็กนั้นชัดเจน ทุกลมหายใจที่มีมลพิษจะสะสมผลกระทบไปเรื่อย ๆ จากอาการไอในวันนี้ สู่ปัญหาสุขภาพในวันข้างหน้า และสำหรับเด็กจำนวนมากคือการต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านในวันที่อากาศไม่ดี แคมเปญ BEAT TO BREATHE ต้องการให้เด็กและทุกคนเข้าใจว่าปัญหานี้กระทบชีวิตของพวกเขาอย่างไร ให้พวกเขาได้มีพื้นที่ส่งเสียง และมีส่วนร่วมผลักดันนโยบายที่ทำให้เด็กทุกคนมีอากาศสะอาดหายใจได้จริง เราไม่ควรต้องรอให้เด็กป่วยก่อนจึงจะลงมือแก้ปัญหา”

นางเลโอนาร์ดี กล่าวเสริมว่า ในขณะที่ไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษทางอากาศยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในระดับนโยบาย

รายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางอากาศ โดยชี้ว่าการยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษและการจัดทำกฎหมายอากาศสะอาดจะเป็นพัฒนาการที่สำคัญของไทย พร้อมเสนอให้ไทยเพิ่มความเข้มงวดของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยมลพิษจากภาคการขนส่ง และดำเนินมาตรการอื่น ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศ

และเพื่อให้เห็นผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ต่อสุขภาพเด็กอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ยูนิเซฟและเครือข่ายอากาศสะอาดจะร่วมกับทีมแพทย์ลงพื้นที่ในโรงเรียนนำร่อง 6 แห่งในกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาให้ครูและเด็กๆ สามารถคัดกรองเด็กที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ และส่งต่อเพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม ข้อมูลจากการคัดกรอง รวมถึงเสียงและประสบการณ์ของเด็ก จะนำไปใช้ผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาวต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. มีจุดเริ่มต้นสำคัญในปี 2565 เมื่อเครือข่ายอากาศสะอาดริเริ่มเสนอร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับประชาชนเป็นฉบับแรก ก่อนจะมีร่างกฎหมายอีก 6 ฉบับเสนอโดยพรรคการเมืองและคณะรัฐมนตรี และนำมาพิจารณาร่วมกันเป็นร่างกฎหมายฉบับเดียว หลังผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมโดยวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบกับส่วนที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม ด้วยคะแนนเสียง 414 ต่อ 2 เสียง และมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภาจำนวน 20 คน เพื่อพิจารณาหาข้อยุติและจัดทำร่างกฎหมายที่ทั้งสองสภาเห็นชอบร่วมกันต่อไป

กัญฐณา อภิรภากรณ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสาร เครือข่ายอากาศสะอาด กล่าวว่า “ในแต่ละปี มะเร็งปอดคร่าชีวิตคนไทยกว่าหมื่นคน และสิ่งที่น่าสะเทือนใจคือ เรายังพบผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามในกลุ่มคนอายุน้อยและผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้ ฝุ่นพิษ PM2.5 จึงไม่ใช่เพียงหมอกจาง ๆ ที่มาเยือนตามฤดูกาล แต่เป็นวิกฤตสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพราะมันกระทบต่อสิทธิในการมีชีวิตและมีสุขภาพที่ดีของทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเด็กซึ่งไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา แต่ต้องแบกรับผลกระทบไปตลอดชีวิต ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ร่วมกันผลักดันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด จนเกิดร่างกฎหมายที่เป็นความหวังของสังคม แต่การมีกฎหมายไม่ได้หมายความว่าภารกิจจะสิ้นสุดลง ตรงกันข้าม วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้จะเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ การร่วมกันผลักดันให้กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดผลจริงในทุกพื้นที่ ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างความรู้และความตระหนักเรื่องสิทธิในอากาศสะอาดให้แก่คนทุกระดับ ตั้งแต่การปลูกฝังความเข้าใจให้เด็กในห้องเรียน การเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้ส่งเสียงและมีส่วนร่วม ไปจนถึงการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันในหมู่ผู้ใหญ่ ชุมชน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย”

ตพส.ไทย – CBS จุฬาฯ ผนึกกำลังจัดหลักสูตร W-LEAD สร้างแบรนด์ให้ผู้นำ…ไปสู่สากลอย่างยั่งยืน

7 กันยายน 2569 เวลา 16:25 น.

สมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทย (ตพส. ไทย) ร่วมกับ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคสังคม ศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดหลักสูตรการบริหารการเปลี่ยนแปลงสู่สากล รุ่นที่ 1 – W-LEAD Global Leadership Transformation Program ภายใต้แนวคิด “ผู้นำ…สู่ผู้นำที่มีแบรนด์ระดับโลก และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน” ผนึกกำลังผู้บริหาร สร้างผู้นำแห่งอนาคต ด้วยหลักสูตร W-LEAD ขับเคลื่อนโดยคณะผู้บริหารภาควิชาการและภาคสังคม พร้อมมอบวุฒิบัตรและปิดการอบรม ที่คณะพาณิชย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

การอบรมของโครงการ เต็มไปด้วยผู้บริหารศักยภาพสูงทั้งทางด้านวิชาการและทางด้านสังคม อาทิ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายกสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีในประเทศไทยและประธานโครงการ W-LEAD ดร. ถวิลวดี บุรีกุล ประธานหลักสูตร W-LEAD ดร.สร้อยเพชร เรศานนท์ ประธานดำเนินงานหลักสูตร W-LEAD พร้อมด้วยผู้บริหารจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ รองศาสตราจารย์ ดร. ดนุพล หุ่นโสภณ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยความร่วมมือดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของ W-LEAD ที่ต้องการเชื่อมโยง องค์ความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์จากโลกแห่งการบริหาร และเครือข่ายผู้นำจากหลากหลายสาขาเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผู้นำที่พร้อมรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ เรียนรู้กับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการ อาทิเช่น ดร. วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ดร. ปณิธาน วัฒนายากร คุณเกียรติ สิทธีอมร ดร. วิลาวรรณ มังคละธนะกุล คุณเพชรพริ้ง สารสิน คุณเกษมสันต์ วีระกุล ผศ. ดร. เอกก์ ภทรธนกุล

ศาตราจารญ์ ดร. วิเลิศ ภูริวัชร และ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์

คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายกสมาคมฯและประธานโครงการ W-LEAD กล่าวว่า “จุดเด่นและความสำคัญของหลักสูตร W-LEAD คือการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้จาก คณาจารย์ ผู้บริหารระดับสูง ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคสังคม ซึ่งได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์จริงมาถ่ายทอดผ่านการบรรยาย การแลกเปลี่ยนมุมมอง กรณีศึกษา และการฝึกปฏิบัติ การเรียนรู้ดังกล่าวจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทฤษฎีในห้องเรียน แต่มุ่งเน้นให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำแนวคิดและเครื่องมือต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กรและการทำงานได้จริง”
และเพื่อเป็นการเสริมศักยภาพผู้นำอย่างรอบด้าน ในเนื้อหาของ หลักสูตร W-LEAD ยังได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมองค์ความรู้สำคัญสำหรับผู้นำในโลกยุคใหม่ ผ่าน 5 Modules ได้แก่ ผู้นำสร้างพลัง แบรนด์ เพื่อสร้างตัวตนและภาพลักษณ์ของผู้นำที่มีคุณค่าและได้รับการยอมรับ, การตลาดและนวัตกรรม เพื่อเสริมมุมมองด้านการแข่งขัน การสร้างคุณค่า และการปรับองค์กร ให้พร้อมต่อโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง, ความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานและสร้างความร่วมมือในบริบทสากล, การบริหารปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ผู้นำเข้าใจศักยภาพของ AI ที่สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร และ การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง ทักษะสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ และนำผู้คนไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

ดร.สร้อยเพชร เรศานนท์ ประธานดำเนินงานหลัก

นอกจากองค์ความรู้ใน 5 Modules แล้ว หลักสูตร`W-LEAD ยังจัด 6 Workshops เพื่อพัฒนาทักษะของผู้เข้าอบรมอย่างเข้มข้น อาทิเช่น การพัฒนากรอบความคิดและบุคลิกภาพ การสร้างภาพลักษณ์ผู้นำด้วยศาสตร์แห่งสี การคิดเป็นภาพและคิดเป็นกลยุทธ์ด้วย Mind Map การปลดล็อกพลัง AI ด้วยการตั้ง Prompt อย่างมืออาชีพ การพูดในที่สาธารณะอย่างทรงพลัง และ การเขียนโครงการอย่างมืออาชีพด้วยกรอบ GRB — Gender Responsive Budgeting รูปแบบการเรียนรู้ดังกล่าวช่วยให้ผู้เข้าอบรมไม่ได้เพียง “รู้” แต่สามารถ คิด วิเคราะห์ สื่อสาร และลงมือปฏิบัติ ได้อย่างเป็นรูปธรรม จากห้องเรียนสู่เครือข่ายผู้นำ

ดร.สร้อยเพร เรศานนท์ และ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์

วันสุดท้ายของการอบรม ฟังบรรยายพิเศษในหัวข้อ `Human `Insight and Brand Leadership ผู้นำกับการสร้างแบรนด์และความเข้าใจมนุษย์ โดย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร จากนั้นผู้เข้าอบรมต่างนำประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และมุมมองจากแต่ละสาขามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน นอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน หลักสูตรยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ การทำกิจกรรมร่วมกัน และการสร้างเครือข่าย เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถต่อยอดความสัมพันธ์ไปสู่ความร่วมมือทางวิชาชีพ ธุรกิจ และการทำประโยชน์เพื่อสังคมในอนาคต ก่อนจะรับมอบวุฒิบัตรจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี ฯ และกล่าวปิดการอบรมครั้งนี้ โดยนายกสมาคมฯ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์

ตพส.ไทย + CBS จุฬา

W-LEAD ไม่ได้มุ่งหมายเพียงสร้างผู้บริหารที่มีความรู้ แต่ต้องการสร้าง “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่มีวิสัยทัศน์ เข้าใจโลก เข้าใจคน ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับโลกสากล ผู้นำที่ดีไม่ใช่เพียงผู้ที่ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงแต่คือผู้ที่สามารถนำผู้คนให้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน และนี่คือหัวใจของ W-LEAD Global Leadership Transformation Program สร้างผู้นำที่มีแบรนด์ระดับโลกเชื่อมพลังความรู้ สร้างพลังเครือข่าย และนำการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

‘จูเน่ เพลินพิชญา’ บินลัดฟ้าสู่นิวยอร์ก เช็กอิน 2 อีเวนต์ใหญ่ Ralph Lauren และ US Open 2026

8 กันยายน 2569 เวลา 12:25 น.

สนามบินแทบแตก! “จูเน่-เพลินพิชญา พิพิทธไกร” (@juneiperb0i) เตรียมออกเดินทางสู่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมสองอีเวนต์ระดับโลกกับทางแบรนด์ Ralph Lauren

การเดินทางในครั้งนี้ จูเน่ มีกำหนดการเข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์ Ralph Lauren Spring/Summer 2027 ในช่วง New York Fashion Week วันที่ 9 กันยายน 2569 ต่อด้วยการร่วมชมการแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลมสุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปีอย่าง US Open 2026 ในวันที่ 10 กันยายน 2569

สำหรับลุคเดินทาง (Airport Look) ครั้งนี้ จูเน่มาในสไตล์แสนเท่แต่เรียบหรูด้วยโททัลลุคจาก Polo Ralph Lauren โดยเลือกสวมเสื้อสเวตเตอร์ Big Pony Wool Rugby Sweater สีน้ำเงินตัดความสว่างด้วยกางเกงโทนสีอ่อน เพิ่มความลงตัวด้วยกระเป๋า Polo Blaze Shoulder Bag สี Currant จากคอลเลกชัน Fall 2026 ที่โดดเด่นด้วยงานเครื่องหนังแรงบันดาลใจจากโลกแห่งการขี่ม้า เอกลักษณ์อันทรงคุณค่าของแบรนด์ สะท้อนสไตล์ร่วมสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

#PoloRalphLauren #RalphLauren #RLtennis

‘เขม’ ปลื้มเปิดฉาก ‘คลินิก Fix ใจ’ กระแสดี แฟนชมสนุก-ได้สาระ ชวนติดตามทุก EP

8 กันยายน 2569 เวลา 12:57 น.

คลินิก Fix ใจ (Fix You, Fix Me) ออกอากาศ EP แรก กระแสดี แฟน ๆ ชื่นชมผลงานคุณภาพ “เขม เขมคุณ” ยิ้มแก้มปริ เผยดีใจที่ทุกคนชื่นชอบ พร้อมชวนแฟนซีรีส์ให้รอติดตาม การันตีทุก EP เต็มไปด้วยความสนุกสอดแทรกสาระข้อคิดให้ทุกคนได้ตระหนักว่า “ปัญหาสุขภาพจิต ไม่ใช่เรื่องไกลตัว”

 ประเดิมจอก็ฮีลใจแฟนซีรีส์เป็นที่เรียบร้อย สำหรับ คลินิก Fix ใจ (Fix You, Fix Me) ผลงานซีรีส์ที่ ช่อง 7HD ร่วมกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผลิตโดย บริษัท แฟลทไฟว์ อินเตอร์ มีเดีย จำกัด นำแสดงโดย ฐิสา-วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร, ป๊อป-ฐากูร การทิพย์, เขม-เขมคุณ บรรณพรรณ ร่วมถ่ายทอดเรื่องราว โดยมี  รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี หรือ หมอเดว กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ร่วมแสดงและทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาเพื่อให้เนื้อหาซีรีส์มีความถูกต้องและเหมาะสม

หลังจากซีรีส์ออกอากาศไปเพียง EP แรก แฟน ๆ ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ชื่นชมทั้งเนื้อหาและการแสดง อาทิ ซีนอารมณ์ฝีมือดีทั้งคู่เลย, ดูแล้วสนุก น่าติดตาม, ดูตอนแรกสนุกมากเลยค่ะ, ดูสนุกเข้มข้นมาก พร้อมใจส่งอีโมจิรูปหัวใจ เพื่อเป็นกำลังใจให้เหล่านักแสดงและทีมงาน  ทำเอา เขม-เขมคุณ พระเอกน้องใหม่ยิ้มแก้มปริกับกระแสตอบรับ  โดย เขม เผยว่า

“ผมอยากขอบคุณแฟนซีรีส์ และแฟน ๆ ช่อง 7HD มากเลยครับ ฟีดแบ็กกลับมาดีมากเลย    ส่วนตัวของผมก็มีคนทักเข้ามาบอกว่าซีรีส์สนุก และทำให้ได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วปัญหาสุขภาพจิต เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด ซึ่งผมก็อยากบอกกับทุกคนว่า ผมก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำงานซีรีส์เรื่องนี้ครับ

 ในส่วนการทำงานของผม จุดเริ่มต้นเลยคือ พี่อ๊อด (บัณฑิต ทองดี) ผู้กำกับ เป็นคนแนะนำให้ผมลองมาแคสต์บท ครูป้องครับ พอแคสต์ผ่านก็คือดีใจมากที่ผ่านมาผมเคยมีประสบการณ์แสดงซีรีส์มาบ้าง โฆษณามาบ้าง แต่เรื่องนี้ผมมีโอกาสได้รับบทนำก็ตื่นเต้น เกร็งไปเหมือนกันครับ ตัวละครครูป้องที่ทุกคนเห็น เขาจะเป็นคนใจเย็น เป็นคนอบอุ่น ครูป้องเป็นคนที่คอยเยียวยาจิตใจ ไม่เฉพาะกับเด็ก ๆ แต่รวมถึง คุณหมอรัน (ฐิสา) ด้วย ครูป้องเปรียบเสมือนเป็นบ้าน เป็นเซฟโซนของทุกคนครับ

การทำงานกับพี่ฐิสา วันแรกผมเกร็งมาก คือผมเล่นแข็งไปเลย จำได้เลยว่าน่าจะเป็นฉากใน EP4 ที่ผมจะพาหมอรันไปพบกับคนในชุมชน ผมเล่นแข็งเป็นไม้เลย ตอนนั้นได้พี่อ๊อด ได้พี่ฐิสาแนะนำ คือนอกจากผมจะเกร็งพี่ฐิสาแล้ว ผมก็กังวลเรื่องบทด้วย เพราะบทพูดของครูป้องจะต้องพูดแล้วไม่ทำร้ายใคร อบอุ่น คนฟังต้องรู้สึกสบายใจ ซึ่งพอเราเริ่มเข้าใจผมก็ผ่อนคลาย ก็ทำงานออกมาได้ครับ และที่อยากชื่นชมมาก ๆ คือแก๊งเด็ก ๆ ในซีรีส์เรื่องนี้ น้อง ๆ ทุกคนเก่งและน่ารักมาก เวลาทำงานเขาตั้งใจกันจริงจัง เวลาเล่น เขาก็เล่นกันเต็มที่คือเขาแยกแยะงานกับเวลาพักได้อย่างเป็นมืออาชีพเลย ทั้ง ๆ ที่น้อง ๆ ยังเป็นเด็ก ๆ กันทุกคน

 สำหรับผมแล้ว การได้มาเล่นซีรีส์เรื่องนี้ นอกจากจะทำให้ผมได้พัฒนาการแสดงแล้ว ยังทำให้ผมได้ปรับตัวเป็นคนที่รับฟังมากขึ้น ได้เข้าใจปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น ทำให้ได้เรียนรู้ว่าในบางครั้งการเป็นผู้รับฟัง ไม่ต้องออกความเห็นเพียงแค่อยู่เป็นเพื่อนเขา เหมือนกับว่าเราเป็นฟองน้ำ ดูดซับน้ำจากเขามาแล้วบีบออกไปเท่านั้นเลย และการที่ได้เล่นซีรีส์เรื่องนี้ ทำให้ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วยครับ

อยากชวนทุกคนนะครับ อยากให้ทุกคนได้ติดตามซีรีส์ คลินิก Fix ใจ (Fix you, Fix me) ไปทุกตอน เพราะในแต่ละตอนก็จะมีความเข้มข้น มีปัญหาและวิธีการถ่ายทอดออกมาแตกต่างกัน ผมเชื่อว่าในทุก EP จะมีข้อคิด ที่จะสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยครับ”

ร่วมเปิดพื้นที่แห่งความเข้าใจ และความอบอุ่นหัวใจพร้อมกัน ใน คลินิก Fix ใจ (Fix you, Fix me)  ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 15.00 น. ชมสดหน้าจอทางช่อง 7HD กด 35  และชมสดออนไลน์ทาง BUGABOO.TV

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง Facebook, IG, X, TikTok, YouTube: Ch7HD

เปิดวาร์ป ‘บีบอส ศศกฤช’ ดาวรุ่งออร่าพุ่งวัย 15 ปี จากนักแสดงโขน ‘ตัวพระ’ สู่บท ‘ยูกิ’

8 กันยายน 2569 เวลา 12:28 น.

ด้วยใบหน้าที่หล่อละมุน บวกกับรอยยิ้มสดใสและเสน่ห์เฉพาะตัวทำเอา “บีบอส ศศกฤช” หนึ่งในนักแสดงจากซีรีส์ “CLASS CRUSH CRISIS” เพื่อนสนิทระวังคิดไม่ซื่อ จาก CHANGE2561 ORIGINAL ตกแฟนๆเข้าด้อมกันแบบรัวๆ ในเรื่องนี้ “บีบอส ศศกฤช” รับบทเป็น “ยูกิ” รุ่นน้องสมาชิกชมรม “อยู่ไปเดี๋ยวก็ชิน” และเป็นเพื่อนสนิทคู่หาคู่ฮาของ “ณคุณ” (บอสสึ ศุภณัฐ) บีบอส เป็นหนุ่มน้อยสายนุ่มนิ่ม น่าทะนุถนอม สดใส ซื่อๆ จนพี่ๆ ต่างเอ็นดู แม้จะเป็นเด็กเรียบร้อย แต่ก็แอบมีมุมซนๆให้ได้เห็นกันอยู่เหมือนกัน โดย ยูกิ ชื่นชอบวงดนตรีของ “ลีร์อิต” (ยูจีน อัยภณ) และมองพี่ๆเป็นไอดอลจนได้เข้ามาเป็นอีกหนึ่งสมาชิกของชมรมและเป็นคนที่เข้ามาช่วยเติมเต็มความสดใสได้อย่างลงตัว

แต่ถ้าคิดว่าในจอน่ารักแล้ว นอกจอยิ่งน่าทึ่งกว่า เพราะ “บีบอส ศศกฤช” มีความสามารถด้านนาฏศิลป์ไทย และแสดงโขนมาตั้งแต่ชั้น ป.5-ป.6 โดยรับบทเป็น “ตัวพระ” พร้อมมีโอกาสไปแสดงความสามารถตามสถานที่ต่างๆมาแล้วหลายครั้ง

โดย “บีบอส ศศกฤช” เผยว่า “ผมเล่นโขนมาตั้งแต่ ป.5-ป.6 ครับ บทที่ผมได้รับก็คือตัวพระ ผมได้ไปแสดงตามที่ต่างๆ ทำให้ทุกคนได้เห็นและรู้จักผมมากขึ้น ก็เพราะผมเล่นโขนนี่แหละครับ ส่วนการได้มาเล่นซีรีส์เรื่องนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ผมรู้สึกภูมิใจและขอบคุณพี่ฉอด พี่เอส ที่มอบโอกาสให้ผมได้เล่นเป็น ‘ยูกิ’ พอได้เห็นผลงานที่พวกเราตั้งใจทำออกมา และได้เห็นแฟนๆ ชื่นชอบ คอยติดตามและให้กำลังใจ ก็ทำให้พวกเราดีใจและมีกำลังใจมากๆ ครับ อยากฝากทุกคนติดตามพวกเราและซีรีส์ CLASS CRUSH CRISIS กันต่อไปด้วยนะครับ”

เรียกว่าครบเครื่องทั้งความน่ารักและความสามารถจริงๆ สำหรับ “บอส ศศกฤช” หนุ่ม Gen Z
ที่สามารถพกเสน่ห์จากศิลปะการแสดงโขน มาต่อยอดสู่เส้นทางนักแสดงซีรีส์ได้อย่างน่าจับตามอง
บอกเลยว่าชื่อนี้เป็นอีกหนึ่งดาวรุ่งที่แฟนๆไม่ควรพลาด!

 
#classcrushcrisisseries #classcrushcrisis