ต๊ะ นารากร จี้ เท้ง ขอโทษ ที่โหวตให้ อนุทิน เป็นนายกฯ ต้นเหตุให้เกิดผลการเลือกตั้งแบบนี้

ต๊ะ นารากร จี้ เท้ง ขอโทษ ที่โหวตให้ อนุทิน เป็นนายกฯ ต้นเหตุให้เกิดผลการเลือกตั้งแบบนี้

ต๊ะ นารากร จี้ เท้ง ขอโทษ ที่โหวตให้ อนุทิน เป็นนายกฯ ต้นเหตุให้เกิดผลการเลือกตั้งแบบนี้

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.47 น.

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 คุณต๊ะ นารากร ติยายน อดีตผู้ประกาศข่าวและพิธีกรชื่อดัง และผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 เชียงใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า

ถึงคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ดิฉันเขียนบทความนี้ถึงคุณในฐานะประชาชนชาวไทยคนหนึ่งที่ต้องการคำขอโทษจากคุณ หลังจากเห็นคุณร้องไห้ขอโทษส.ส.เขตของคุณที่ผลการเลือกตั้งไม่ผ่าน แต่คุณยังไม่เคยขอโทษที่ตัดสินใจทำ MOA และยกมือโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี

ใช่ค่ะ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ลงสมัครและพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ดิฉันยอมรับและไม่เคยคิดกล่าวโทษใคร เพราะผลทุกอย่างมาจากการตัดสินใจของตัวดิฉันเอง เมื่อดิฉันได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนในเขตเลือกตั้งไม่มากพอ ดิฉันก็แพ้เลือกตั้งและสอบตก ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับใคร นอกจากตัวดิฉันเอง

แต่คุณณัฐพงษ์ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน คุณไม่เคยยอมรับว่าการที่คุณและ ส.ส.ในพรรคของคุณ เอาคะแนนเสียงของคน 14 ล้านคนไปโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นต้นเหตุให้เกิดผลการเลือกตั้งแบบนี้

คุณเป็นคนมอบโอกาสให้คุณอนุทินจัดตั้งรัฐบาลและดึงคนนอกทั้ง 3 คนเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ทำให้พรรคภูมิใจไทยเรืองอำนาจและมีผลงานเข้าตาประชาชน ทั้งเรื่องคนละครึ่งพลัส และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

ถ้าคุณยังยืนยันว่าการตัดสินใจทำ MOA เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว คุณก็ควรต้องเข้าร่วมรัฐบาล และขอดูแลกระทรวงที่สำคัญ โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน ซึ่งพรรคของคุณมีข้อมูลเรื่องความไม่ชอบมาพากลมากมายในสนง.ประกันสังคม คุณไม่ควรทิ้งโอกาสนั้น และเรียกร้องให้ยุบสภา เพราะขณะนั้นสภาฯยังมีอายุเหลืออีกตั้งเกือบ 2 ปี

ถ้าพรรคประชาชนเข้าร่วมและดูแลกระทรวงแรงงานตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา พรรคของคุณน่าจะเข้าไปแก้ปัญหาประกันสังคมได้แล้ว ไม่ใช่แค่เอาข้อมูลออกมาแฉเพื่อหาคะแนนเสียง แต่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้สักเรื่อง

ถ้าพรรคประชาชนเข้าร่วมรัฐบาลอนุทินตั้งแต่ 4 เดือนก่อน เราอาจยังไม่ต้องมีการเลือกตั้ง เพราะสภาผู้แทนฯยังเหลือเวลาอีกตั้งเกือบ 2 ปี มีเวลาให้พรรคประชาชนสร้างผลงานได้มากมาย
ดิฉันก็เสียใจที่ผลการเลือกตั้งออกมาแบบนี้ เสียใจที่พรรคประชาชนไม่ได้จำนวนส.ส.มากเพียงพอที่จะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง และได้แสดงผลงานการบริหารประเทศ

ปกติดิฉันไม่ใช่คนที่พร่ำเพ้อกับอดีตที่ผ่านมาแล้ว แต่การตัดสินใจของคุณเมื่อ 4 เดือนก่อนคือสาเหตุหนึ่งที่ผลการเลือกตั้งออกมาแบบนี้ และดิฉันขอเรียกร้องคำขอโทษจากคุณ

ดร สุวินัย ปอกเปลือก ส้ม ชี้จุดพลาด สู้ด้วยความรู้สึก แต่พ่ายโลกความจริง

ดร สุวินัย ปอกเปลือก ส้ม ชี้จุดพลาด สู้ด้วยความรู้สึก แต่พ่ายโลกความจริง

ดร สุวินัย ปอกเปลือก ส้ม ชี้จุดพลาด สู้ด้วยความรู้สึก แต่พ่ายโลกความจริง

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.44 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงรับควันหลงการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เมื่อโลกออนไลน์ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ผลคะแนนกันอย่างดุเดือด

ล่าสุดวันนี้ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สรุปซีรีส์บทความ ชำแหละพรรคส้ม โดยระบุเนื้อหาที่น่าสนใจไว้ดังนี้ “พรรคส้มและด้อมส้มสู้แบบเอาศีรษะชนกำแพง : เมื่อพวกเขากำลังสู้กับระบบและกติกา ด้วยตรรกะของเด็กเอาแต่ใจ

สุวินัย ภรณวลัย

ตลอดซีรีส์ “ชำแหละพรรคส้ม” 10 กว่าตอน ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง (ลิงค์บทความอยู่ในคอมเมนท์) ผมพยายามอธิบายสิ่งหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำอีก มิใช่ด้วยความเกลียดชัง แต่เพื่อชี้ให้เห็น ความผิดพลาดเชิงโครงสร้างของวิธีคิดของพรรคส้ม

ความผิดพลาดนั้นสรุปได้ในประโยคเดียวคือ พรรคส้มและด้อมส้ม กำลัง “สู้กับระบบและกติกา” ด้วยตรรกะของเด็กที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางและนั่นคือเหตุผลที่ยิ่งสู้ ก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งปลุกระดม ก็ยิ่งติดกับ และยิ่งเชื่อว่าตัวเอง “ถูก” ก็ยิ่งไม่มีวันชนะโลกจริงได้

พรรคส้มไม่ได้สู้กับศัตรู แต่สู้กับ “ความจริงของระบบ” ถ้าอ่านซีรีส์นี้ทั้งหมดอย่างใจเป็นกลางจะเห็นชัดว่า สิ่งที่พรรคส้มสู้มาตลอด ไม่ใช่พรรคอื่น ไม่ใช่บุคคลและไม่ใช่ชนชั้นใดเป็นพิเศษ แต่คือ

– โครงสร้างรัฐที่มีข้อจำกัดจริง

– ระบบราชการที่ไม่ตอบสนองต่อศีลธรรม

– กติกาทางการเมืองที่ไม่ให้รางวัลกับความรู้สึก

– โลกภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่สนใจว่าใครคิดว่าตัวเองดีแค่ไหน

ปัญหาคือ

พรรคส้มไม่เคย “ยอมรับ” สิ่งเหล่านี้เป็นจุดตั้งต้น

แต่เลือกจะ “โกรธใส่ระบบ”

แล้วคาดหวังว่าโลกจะเปลี่ยน

เพราะตนเอง “รู้สึกถูก”

ตรรกะของเด็กเอาแต่ใจ คืออะไร? ตรรกะนี้ไม่ได้หมายถึง “อายุ” แต่หมายถึง ระดับวุฒิภาวะของการคิด ลักษณะสำคัญของตรรกะแบบนี้มี 4 ข้อ

1. ถ้าฉันตั้งใจดี ระบบต้องเปิดทางให้ฉัน

2. ถ้าฉันแพ้ แสดงว่ากติกาไม่ยุติธรรม

3. ถ้าคนอื่นไม่เห็นด้วย แปลว่าเขาโง่หรือชั่ว

4. ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่คิด ความผิดต้องเป็นของโครงสร้าง นี่คือกรอบคิดเดียวกับเด็กที่ วิ่งชนกำแพงแล้วโกรธกำแพง แทนที่จะถามว่า “กำแพงมันอยู่ตรงนั้นเพราะอะไร”

สุวินัย ภรณวลัย

นี่คือเหตุผลที่พรรคส้ม “พูดเก่ง แต่ไปไม่ถึงไหน” ตลอดซีรีส์ “ชำแหละพรรคส้ม” ผมชี้ให้เห็นซ้ำ ๆ ว่า พรรคส้มเก่งมากใน 3 เรื่อง

1.การรื้อความหมาย

2. การตั้งคำถามเชิงศีลธรรม

3.การทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองอยู่ฝ่ายถูก

แต่พรรคส้มอ่อนมากใน 3 เรื่องที่สำคัญกว่าคือ

1. การจัดการต้นทุนของการตัดสินใจ

2. การแบกรับผลลัพธ์ที่ไม่สวยงาม

3. การเลือกความเสียหายน้อยกว่าในโลกจริง

เมื่อถึงจุดที่ต้อง “เปื้อนมือ” โดยการเข้ามาบริหารประเทศจริง ๆ พรรคส้มจะถอยทุกครั้ง (มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน) แล้วเรียกการถอยนั้นว่า “หลักการ”ซึ่งในโลกของรัฐ เรา เรียกว่า “การไม่รู้จักโต” ต่างหาก

ด้อมส้ม คือกระจกสะท้อนวุฒิภาวะของพรรคส้ม ฐานมวลชนของพรรคส้มไม่ใช่ปัญหาในเชิงจำนวน แต่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างจิต ด้อมส้มจำนวนมากไม่ได้ถามว่า นโยบายนี้ทำได้จริงหรือไม่? ประเทศจะรับต้นทุนไหวหรือเปล่า? ถ้าล้มเหลว ใครจะรับผิดชอบ? แต่ถามเพียงว่า ใครพูดถูกใจฉัน ใครยืนอยู่ฝั่งศีลธรรม ใครทำให้ฉันรู้สึกเหนือกว่าอีกฝ่าย นี่คือเหตุผลที่ พรรคส้มต้องรักษา “ความบริสุทธิ์ทางวาทกรรม” ไว้ตลอดเวลา เพราะทันทีที่พรรคส้มต้องลงมือทำจริง ๆ โดยเข้าไปบริหารประเทศจริง ๆ มนต์สะกดของพรรคส้มจะสลายทันที

การปลุกม็อบ การปฏิเสธผลเลือกตั้ง และการร้องความยุติธรรมซ้ำ ๆ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่พลัง แต่คือ อาการ อาการของการไม่สามารถยอมรับว่า โลกไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับความรู้สึกของเรา เด็กที่แพ้เกม จะคว่ำกระดาน ผู้ใหญ่ที่แพ้เกมจะลุกขึ้นมาเรียนรู้กติกาใหม่ซีรีส์ “ชำแหละพรรคส้ม” ทั้งหมดพยายามชี้ให้เห็นว่า พรรคส้มเลือกทางแรกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สุวินัย ภรณวลัย

บทสรุป : ทำไมผมถึงบอกว่า นี่คือ “เอาศีรษะชนกำแพง” กำแพงไม่เคยโกรธใคร กำแพงไม่เคยเลือกข้าง กำแพงไม่เคยสนใจว่าใครคิดว่าตัวเองดีแค่ไหน กำแพงมีอยู่เพราะมันถูกสร้างมาแบบนั้น การเมืองก็เช่นเดียวกัน ตราบใดที่พรรคส้มและด้อมส้มยังสู้กับระบบด้วยความรู้สึก ด้วยศีลธรรม และด้วยการปฏิเสธผลลัพธ์ การต่อสู้นั้นจะไม่มีวันเป็นการต่อรองกับความจริง แต่เป็นเพียงการทำร้ายตัวเองซ้ำ ๆ โลกไม่ได้พังเพราะคนคิดฝัน แต่โลกไม่เคยเปลี่ยน เพราะคนที่ไม่ยอมโตพอจะรับผลของความฝันนั้นและนี่คือหัวใจทั้งหมด ของซีรีส์ “ชำแหละพรรคส้ม” ไม่ใช่เรื่องว่าใครดีหรือเลว แต่คือคำถามง่าย ๆ ว่า พวกคุณกำลังสู้กับโลก หรือกำลังสู้กับความจริงที่ไม่เข้าข้างพวกคุณกันแน่ ~ สุวินัย ภรณวลัย มหาวิทยาลัยไร้รอย”

หลังจากที่โพสต์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างพากันเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ผมคิดว่านายใหญ่ไม่ต้องการชนะเป้าหมายคือป่วน เป็นไปได้สูงด้วยว่า ต้องการให้ประเทศปั่นป่วน ประเทศไทยเป็นสนามชนกันระหว่าง จีนกับอเมริกา”

“สรุปแล้วจะเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงแย่ลงกว่าเดิมอีก..ประเทศไทย”

“ตรง เผง”

“ถูกต้อง ชัดเจนค่ะ”

“ชัดเจนค่ะ”

สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย

แขก คำผกา เตือนอย่าหลงกลพรรคส้ม ตีรวนลงถนน เปิดทางให้อำนาจนอกระบบมาแทรกแซง

แขก คำผกา เตือนอย่าหลงกลพรรคส้ม ตีรวนลงถนน เปิดทางให้อำนาจนอกระบบมาแทรกแซง

แขก คำผกา เตือนอย่าหลงกลพรรคส้ม ตีรวนลงถนน เปิดทางให้อำนาจนอกระบบมาแทรกแซง

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.10 น.

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวลักขณา ปันวิชัย หรือ คำผกา หรือ แขก กองเชียร์พรรคเพื่อไทย และพิธีกรชื่อดัง โพสต์ข้อความใน X ชื่อ Kam Phaka @kamphaka ระบุว่า

กกต. ทำงานผิดพลาด -> เน้นยำกกต. ค่ะ

เขตไหนมีปัญหา -> เน้นนับรายเขต

แต่อย่าให้พรรคส้มที่ได้ที่สองตีรวน ‘ไม่รับผลการเลือกตั้ง‘ -> ลงถนน -> เปิดทางให้อำนาจนอกระบบมาแทรกแซง

กลเกมนี้ แดง อย่าไปหลงกลเด็ดขาด!!!!!!

ช่อขู่ไฟถูกจุดแล้ว ระวังน้ำผึ้งกลายเป็นน้ำมัน ยุประชาชนอย่ายอม

ช่อขู่ไฟถูกจุดแล้ว ระวังน้ำผึ้งกลายเป็นน้ำมัน ยุประชาชนอย่ายอม

ช่อขู่ไฟถูกจุดแล้ว ระวังน้ำผึ้งกลายเป็นน้ำมัน ยุประชาชนอย่ายอม

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.53 น.

ช่อ พรรณิการ์ วานิช โพสต์ข้อความผ่าน X  Pannika Wanich  โดยระบุว่า ” …. ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต. จะไม่ยอมนับใหม่เลยสักเขต เตะถ่วงให้มวลชนอ่อนแรง เรื่องเงียบไปเอง ทางเดียวที่เราจะสู้กับระบบเฮงซวยนี้ได้คือ อย่ายอม! ประชาชนอย่ายอม สื่อมวลชนอย่ายอม พรรคประชาชนอย่ายอม

เดี๋ยวก็รู้ว่าคำว่านำ้ผึ้งหยดเดียวเป็นยังไง อาจจะไม่ใช่น้ำผึ้ง แต่เป็นน้ำมัน 

ไฟถูกจุดแล้ว

#นับใหม่ ” 

สังศิต ชี้โอกาส อนุทิน จะได้เป็นรัฐบุรุษ มั่นใจรัฐบาลมีเสถียรภาพสูงสุด

สังศิต ชี้โอกาส อนุทิน จะได้เป็นรัฐบุรุษ มั่นใจรัฐบาลมีเสถียรภาพสูงสุด

สังศิต ชี้โอกาส อนุทิน จะได้เป็นรัฐบุรุษ มั่นใจรัฐบาลมีเสถียรภาพสูงสุด

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.30 น.

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีตสว.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า โอกาสที่คุณอนุทินจะได้เป็นรัฐบุรุษ 

ผมดีใจที่ผลการเลือกตั้งล่าสุดพรรคภูมิใจไทยได้ 193 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่งในสภาฯ หรือคิดเป็นเกือบจะร้อยละ 40 ของที่นั่งทั้งหมด เพราะเงื่อนไขประการแรกที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างมั่นคงคือจะต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากพอสมควร นี่เป็นโอกาสดีที่สุดของประเทศไทยในช่วงระยะเวลากว่ายี่สิบปีที่ผ่านมาที่ ประเทศไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง และเศรษฐกิจถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศได้

การมีรัฐบาลเสียงข้างมากที่เข้มแข็งเป็นรากฐานที่สำคัญที่จะช่วยให้การจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นได้เร็ว ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานเหมือนในอดีต ซึ่งเป็นต้นทุนและค่าใช้จ่ายทางด้านเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

หลังผลการเลือกตั้ง เราได้เห็นสัญญาณทางเศรษฐกิจเชิงบวกที่ตลาดทุนทันที ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียกความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจไทยให้กลับคืนมาได้อีกครั้งหนึ่ง ผลจากความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลสะท้อนผ่านดัชนีตลาดหุ้นที่ดีดขึ้นจาก 1000 จุดมาที่ 1350 จุด

เมื่อกว่า 10 ปีแล้ว ผมเคยบอกกับคุณพ่อของคุณอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะเพื่อนรุ่นพี่ว่า “วันหนึ่งลูกชายพี่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี” ท่านถามผมว่าทำไมคิดอย่างนั้น? ผมตอบไปว่า เพราะคุณอนุทินเป็นนักการเมืองที่สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน และไม่มีข่าวอื้อฉาวเหมือนนักการเมืองทั่วไป

เมื่อพรรคประชาชนปฏิเสธที่จะเป็นรัฐบาล และหันไปสนับสนุนให้คุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ผมจึงได้เห็นภาวะความเป็นผู้นำของคุณอนุทินชัดเจนมากขึ้น คุณอนุทินยินดีรับภาระเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ถึงแม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งปกตินักการเมืองที่เฉลียวฉลาด และนักการเมืองทั่วไปจะไม่กล้าเป็นผู้นำของรัฐบาลแบบนี้ เพราะมีความเสี่ยงสูงมากเกินไป และอาจทำลายชื่อเสียง ตลอดจนความน่าเชื่อถือระยะยาวให้ย่อยยับได้ 

แต่คุณอนุทินกลับสามารถพลิกสถานการณ์วิกฤต ความไม่แน่นอนทางการเมืองให้กลายเป็นรัฐบาลที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นรัฐบาลแบบมืออาชีพได้โดยการนำเทคโนแครตที่สำคัญสามท่านคือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่สามารถลงมือทำงานได้จริงทันที คุณเอกนิติประกาศนโยบายคนละครึ่งพลัส 

ซึ่งคนไทยดูพออกพอใจกันมากและยังเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายของคนไทยให้มากขึ้นตามสมควร ส่วนคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ เดินหน้าขายสินค้าการเกษตรออกต่างประเทศได้จริงแบบคนทำงานเป็น ซึ่งคนไทยไม่เคยเห็นรัฐมนตรีพาณิชย์ที่มีความสามารถแบบนี้มาก่อน ส่วนคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ก็สามารถดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศแบบที่คนไทยหายใจได้ทั่วท้อง พูดจามีหลักมีฐาน ทั้งยังสามารถพูดคุยกับผู้นำของชาติมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐฯ และจีนได้อย่างเท่าเทียมกันแบบเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่หงอๆ หรือทำตัวเป็นเด็กเรียบร้อยเหมือนอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศบางท่านในอดีต

ช่วงการเป็นรัฐบาลเพียงสองเดือนสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมืองไทยดู “ นิ่ง” ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่มีเหตุการณ์รุนแรงหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องน้ำท่วมครั้งร้ายแรงที่หาดใหญ่ และสงครามที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องของเศรษฐกิจในภาพรวมของไทยที่น่าวิตกเป็นอย่างมาก จนคนไทยหมดหวังว่าจะหารัฐบาลที่ไหนมาแก้ปัญหาให้ประเทศไทยได้

กล่าวโดยสรุปก็คือรัฐบาลอนุทิน 1 แม้จะอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำงานเชิงรุกที่สร้างโมเมนตัมทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้นให้แก่ประเทศได้สำเร็จ

วันนี้คุณอนุทินมีโอกาสที่จะแสดงความสามารถในการบริหารจัดการประเทศไทยได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก แถมยังมีเวลาที่ยาวนานขึ้นอีกด้วย ผมจึงอยากชักชวนคุณอนุทินว่า อย่าเป็นแค่นายกรัฐมนตรีเลย เพราะนายกรัฐมนตรีมีจำนวนมากแล้ว แต่นายกรัฐมนตรีที่จะมีโอกาสเป็นถึงรัฐบุรุษของประเทศมีน้อยมาก ที่ผ่านมาก็มีเพียงนายกรัฐมนตรีแค่สองท่านเท่านั้นคือ ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และพลเอกเปรม ติณสูลานนท์

การที่นายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งจะบริหารจัดการบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งได้รับการยกย่องนับถือให้เป็นรัฐบุรุษนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือผลงานที่ทำให้แก่บ้านเมือง ให้แก่ประเทศชาติ จนดีเกินกว่าผลงานของผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีทั่วไปจะสามารถทำได้

ขณะนี้มีเงื่อนไขที่รองรับการที่คุณอนุทินจะสามารถบริหารบ้านเมืองให้เป็นไปได้ด้วยดี จนสามารถที่จะก้าวขึ้นไปเป็นรัฐบุรุษของประเทศไทยได้ หลายประการ ดังนี้คือ

ประการแรก จำนวน สส.ของพรรคภูมิใจไทยในสภาฯ มีเกือบร้อยละ 40 ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพค่อนข้างสูง รัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูง มีความชอบธรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในระดับสูง ในภาวะการณ์เช่นนี้ รัฐบาลย่อมมีความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับที่ยุ่งยากขึ้นและซับซ้อนขึ้นได้ ซึ่งนั่นก็คือ สามารถที่จะแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหมือนรัฐบาลที่ผ่านๆมาทั้งหมด แต่เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้อย่างตรงเป้าที่มีความยั่งยืน เพื่อให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งในระยะยาวได้

ประการที่ 2 หัวใจสำคัญของนโยบายสามด้านของรัฐบาลชุดนี้คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจระยะสั้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตระยะยาว และการกระจายรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
ผมเห็นว่านโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในขณะนี้คือการใช้ทรัพยากรไปช่วยเหลือประชาชนส่วนใหญ่ที่กำลังเดือดร้อน โดยเน้นเรื่องการจ้างงาน เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่แล้งซ้ำซาก และพื้นที่ที่เกษตรกรทำการเกษตรได้เพียงปีละ 1 ครั้ง ในระดับภูมิภาค เพื่อทำให้ผู้ที่เดือดร้อนมีงานทำ และช่วยให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี
นอกจากนี้นโยบายการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้ SMEs การดูแลค่าเงินบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถเรื่องการท่องเที่ยวและการส่งออกก็เป็นเรื่องที่เร่งด่วนไม่แพ้กัน

ตลอดจนถึงโครงการอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือการลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเช่นอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานให้แก่ประชาชน ด้วยการลดภาษีน้ำมันเพื่อช่วยลดภาระเรื่องการคมนาคม และอาจช่วยเพิ่มการบริโภคและการใช้จ่ายภายในประเทศได้มากขึ้นด้วย

ประการที่ 3 รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสที่จะแก้ปัญหาระดับโครงสร้างและหนี้สาธารณะและหนี้นอกระบบที่เป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศมายาวนานได้

การได้เอกนิติ ศุภจี และสีหศักดิ์กลับมาดำรงตำแหน่งเดิมอีกวาระหนึ่ง ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจว่านโยบายเศรษฐกิจที่ได้ริเริ่มไว้ก่อนหน้านี้จะไม่หยุดชะงักแต่จะสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมั่นคง และรวดเร็ว 

การที่พรรคภูมิใจไทยมีเสียงในสภาสูงมากทำให้การบริหารจัดการเศรษฐกิจราบรื่น เพราะกระทรวงหลักจะอยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจมีความคาดหวังมาตลอด เรื่องความเป็นเอกภาพของการตัดสินใจทางด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นช้านานแล้ว 

จุดแข็งของทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทยชุดนี้คือ มีแนวคิดและนโยบายที่ดี เป็นนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และยังมีความสามารถที่จะทำให้นโยบายเกิดขึ้นได้จริงอีกด้วย 

ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ชะลอตัวมาช้านาน อาทิเช่นโครงการอู่ตะเภา สนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 การขยายสนามบินเชียงใหม่ โครงการพัฒนาที่สนามบินสุวรรณภูมิ โครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการรถไฟรางคู่ เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลควรสนใจการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการแก้ไขกฎหมายต่างๆ และระเบียบที่ล้าสมัย เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และมีความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้มากขึ้น

ประการที่ 4 การบริหารราชการแผ่นดินให้มีธรรมาภิบาล ไม่ให้มีข่าวอื้อฉาวเรื่องการทุจริต คอร์รัปชั่น และหากมีข่าวลืออื้อฉาวเรื่องการทุจริตเกิดขึ้น ก็ต้องสามารถบริหารจัดการได้อย่างทันการ เหมาะสมจนประชาชนยอมรับได้

ผมคิดว่าเป็นเรื่องโชคดีที่คุณอนุทิน มีคุณเอกนิติ เป็นรัฐมนตรีคลัง และมีคุณวิทัย รัตนากร เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทั้งสองท่านเป็นผู้ที่มีแนวคิดที่กล้าใช้อำนาจไปจัดการกับเรื่องของเงินผิดกฎหมาย ในแง่นี้คุณอนุทินจึงได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยท่านนี้ ซึ่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีวิสัยทัศน์ ความกล้าหาญ และมี “ตีนที่ติดดิน” แบบนี้หาไม่ง่ายนัก และแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คุณสมบัติเรื่องตีนติดดินของคุณวิทัยละม้ายคลายคลึงกับท่านอาจารย์ป๋วย อึ้งภากร อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มากยิ่งกว่าผู้ว่าฯก่อนหน้านี้ทั้งหมด

ผมคิดว่าคุณเอกนิติ คุณวิทัย คุณศุภจี และคุณสีหศักดิ์ จะเป็นกำลังสำคัญในการออกแบบควบคุมการทุจริต และการคอร์รัปชั่นเชิงบวก โดยให้ข้อเสนอแนะเรื่องการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบราชการต่างๆ ที่ล้าหลังและพ้นยุคพ้นสมัยไปแล้วให้แก่รัฐบาลได้เป็นอย่างดี

การที่ประเทศไทยมีมือเศรษฐกิจชั้นเยี่ยมพร้อมกันถึงสามท่านในเวลาเดียวกัน ทั้งยัง สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี เป็นเงื่อนไขที่พิเศษมากๆ ซึ่งไม่มีรัฐบาลไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาจะมีบุคลากรชั้นเยี่ยมพร้อมกัน ขนาดนี้ ผมจึงเห็นว่า คุณอนุทินสามารถวางใจให้ทั้งสามท่านดูแลเรื่องเศรษฐกิจของประเทศได้ ส่วนเรื่องความมั่นคงชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาก็สามารถมอบให้ผู้บังคับบัญชา ของสามเหล่าทัพช่วยกันดูแลไป ได้

ส่วนคุณอนุทินควรใช้เวลาไปจัดการกับปัญหาสแกมเมอร์ และเข้าดูแลหน่วยงาน BOI ซึ่งมี นักลงทุนต่างประเทศสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทยเป็น มูลค่าสูงมาก  แต่การบังคับใช้กฎหมายและการประสานหน่วยงานต่างๆ กลับไม่เกิดขึ้น การใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีจะสามารถจัดการเรื่องพวกนี้ได้ คุณอนุทินทำเพียงสองเรื่องใหญ่นี้ให้ดีภายในหนึ่งปีเท่านั้น เศรษฐกิจของประเทศไทยก็เดินหน้าแล้วครับ

รศ.ดร. สังศิต พิริยะรังสรรค์

อดีตสมาชิกวุฒิสภา

10 กุมภาพันธ์ 2569

กกต.ขอ2วันเคลียร์เขต1ชลบุรี ปชน.ป่วนหนัก จี้ให้นับใหม่ทั่วประเทศ10เขต

กกต.ขอ2วันเคลียร์เขต1ชลบุรี ปชน.ป่วนหนัก จี้ให้นับใหม่ทั่วประเทศ10เขต

กกต.ขอ2วันเคลียร์เขต1ชลบุรี ปชน.ป่วนหนัก จี้ให้นับใหม่ทั่วประเทศ10เขต

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กกต.ขอ2วันเคลียร์เขต1ชลบุรี ปชน.ป่วนหนัก จี้ให้นับใหม่ทั่วประเทศ10เขต ปั่นกระแสกลโกงกระหึ่ม ตร.จับตาพวกปลุกระดม

กกต.ขอเวลา 2 วัน หาหลักฐานนับคะแนนใหม่ เขต 1 ชลบุรี หรือไม่ชี้ประชาชนอาจไม่เข้าใจกระบวนการรวมหีบบัตร ย้ำไม่มีใครแก้ไขคะแนนได้ ด้านปชน.รุกหนักกระทุ้งนับใหม่ 10 เขตทั่วประเทศ ขณะที่ “พีระพันธุ์” ระบุกลโกงไพ่ไฟโผล่ ด้าน ผบ.ตร.สั่งจับตากลุ่มเสี่ยง หวั่นปลุกระดมมวลชน ขนอาวุธ-สิ่งผิดกฎหมาย เตรียมจัดกำลังควบคุมฝูงชนระงับเหตุ หลังเกิดปัญหาร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้ง

วันที่10 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊กพรรคประชน โพสต์ข้อความระบุว่า ”เรายอมรับผลการเลือกตั้ง แพ้-ชนะเป็นเรื่องยอมรับได้ แต่โกงการนับคะแนนเรารับไม่ได้ ทุกคะแนนเสียงของประชาชนคือเจตจำนงที่เราต้องปกป้อง ตอนนี้เรามีทีมเฉพาะกิจสำหรับรับเคส ดำเนินคดีการนับคะแนนผิดปกติทั่วประเทศ นับตั้งแต่เมื่อวานนี้ และดำเนินการยื่นเรื่องขอนับคะแนนใหม่ 10เขต ดังนี้ จ.ขอนแก่น เขต 3 นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง จ.ลำปาง เขต 2 น.ส.สุวิภา กุศลจูง จ.สุราษฎร์ธานี เขต 1 นายรัฐภัทร์ พัฒนาศิริรักษ์ จ.ชลบุรี เขต 1 นายวรท ศิริรักษ์ จ.มหาสารคาม เขต 1 นายธีระวัฒน์ พรรณะ จ.นครราชสีมา เขต 13 น.ส.นาลันทา บุญชิต

จ.ชัยนาท เขต1 นายทรงพล ภัทราภิรมย์ จ.สมุทรปราการ เขต6 นายวีรภัทร คันธะ จ.ตาก เขต1 นายคริษฐ์ ปานเนียม จ.สระบุรี เขต1 นายสรพัช ศรีปราชญ์ พรรคประชาชน ขอยกย่องพี่น้องประชาชนชลบุรี เขต 1 และทุกพื้นที่ที่กำลังตื่นตัวออกมาปกป้องเสียงของตัวเอง พรรคประชาชนยืนยันว่า เราจะเดินหน้าปกป้องทุกคะแนนเสียงของทุกท่านเช่นกัน หากประชาชนมีบันทึกความผิดปกติเพิ่มเติม โดยเฉพาะภาพถ่ายใบขีดคะแนนหน้าหน่วย (สส.5/11) สามารถส่งข้อมูลให้เราได้ทันที ผ่านทุกช่องทางของพรรค เพื่อนำมาตรวจสอบกับผลคะแนนที่รวมเรียบร้อยแล้วว่าตรงกันหรือไม่ ยืนหยัดร่วมกัน ปกป้องเจตจำนงของประชาชนด้วยกัน“

กกต.แถลงข่าวข้อร้องเรียน

เวลา 14.00 น. ที่ศูนย์การเลือกตั้ง สส.และออกเสียงประชามติ ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการกกต.และนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการกกต.แถลงข่าว “การเลือกตั้ง สส.และการออกเสียงประชามติ” ศูนย์การเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ ชั้น2 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ภกล่าวว่า เรื่องการขอให้นับคะแนนใหม่เขต 1 ชลบุรี การเลือกตั้งเป็นสิทธิของแต่ละคนในการใช้สิทธิ์ แต่การนับคะแนนใหม่จะเกิดขึ้นในกรณ๊ใดบ้าง ขอทำความเข้าใจ ตามกฎหมาย อย่างเช่น จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์กับจำนวนบัตรไม่ตรงกัน มีเหตุทำให้ต้องสั่งเลือกตั้งใหม่หรือออกเสียงใหม่หรือไม่ หรือการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยถูกต้อง เช่น การนับคะแนนไม่ถูกต้อง กกต.สั่งนับคะแนนใหม่หรือสั่งออกเสียงใหม่ได้ ในกระบวนการลงคะแนนและนับคะแนน หากผู้มาใช้สิทธิ์เห็นว่าขั้นตอนไหนผิดพลาด มีอะไรไม่ชอบมาพากบ สามาถทักท้วงตรงนั้นได้เลย กปน.จะบันทึกไว้ เป็นข้อมูลสำคัญของกรรมการ

จะเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการพิจารณาของกกต. ดังนั้น ใครจะมาร้องก็ต้องมีเหตุผลก่อน

ชี้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน

กรณีชลบุรี เขต 1 ประชาชนบางส่วนอาจมีความเข้าใจไม่ตรงกัน หรือสงสัยกระบวนการยกรวมหีบบัตร ซึ่งการเลือกตั้ง รวมคะแนนแล้วจะต้องติดประกาศผลหน้าหน่วย เสร็จแล้วจะรวบรวมผลคะแนนของทุกหน่วยมาที่อำเภอ เพื่อรวมทุกหน่วยเป็นผลคะแนนของเขตเลือกตั้งนั้นๆ หลังจากรวมผลจะมีขั้นตอนยุบรวมหีบบัตร นำมาอัดรวมกันในหีบเดียวกัน เพื่อนำไปรักษาไว้ในที่ปลอดภัย เพื่อเก็บไว้จนกว่าจะพ้นระยะเวลาร้องคัดค้าน แต่เมื่อวาน เหตุที่เกิดขึ้น ระหว่างยุบรวมหีบบัตร การขนหีบบัตร ไปเก็บรักษา เกิดความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้น อาจมองว่าหีบบัตรไม่ได้คล้องสายรัด บางหีบไม่ได้คล้องสายรัดเขามีการซีนโดยเทปกาวโดยรอบ ไม่มีใครเปิดได้แน่นอน มีการออกไปในสื่อทำนองว่ามีหีบบีตรคะแนน มีการเปลี่ยนปลงแก้ไขนั้น ในการยุบรวมอาจมีบางหน่วยอาจไม่ได้พับรวม กปน.จะรวบรวมกรณีพลัดหลงแบบนี้ไปเก็บในหีบรวม

ทั้งนี้ มีกรับวนการรีเช็ก สส.5/18 กับ 5/18 บช. เขาจะปิดกระกาศที่หน้าหน่วย ดังนั้น การแก้ไขคะแนนเป็นไปไม่ได้ ทุกคนตรวจสอบได้หน้าหน่วย ส่วนประเด็นเศษวัดุอถุปกรณ์มีการแก้ไขเปลี่ยนปลงหรือไม่นั้น เป็นกระบวนการยุบรวม อาจมีเศษสายรัดเพื่อเปิดหีบเอาบัตรมารวมกัน

ขอเวลา2วันเคลียร์เขต1ชลบุรี

ส่วนที่ขอให้นับคะแนนใหม่นั้นต้องเป็นไปตามกฎหมาย เป็นอำนาจกกต. จะพิจารณาจากหลักฐานข้อเท็จจริง นำเหตุการณืประจำหน่วยไปประกอบการพิจารณา กรณีชลบุรี สั่งนับใหม่ไม่ได้ทันที เนื่องจากขั้นตอนอยู่ที่กกต. ไม่ใช่ใครมาร้องก็จะนับใหม่ได้ทันที ซึ่งกกต.ห่วงใยและอยากให้กระบวนการของเราโดยชอบด้วยกฎหมาย มอบรองเลขาฯ กกต.ไปตวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีกระบวนการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ ให้เสร็จภายใน 2 วัน ให้ผอ.กกต.ชลบุรี รายงานผลนับคะแนนภาพรวม มาพิจารณาว่าจะตรวจสอบภาพรวมในเขตนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากล มีกระบวนใดคัดค้านหรือไม่ เพื่อกกต.จะพิจารณาว่า งดการกระกาศผลหรือไม่ สั่งลงคะแนนใหม่ หรือนับคะแนนใหม่หรือไม่ ย้ำต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมาย

โจทย์ของชลบุรี ทุกอย่างไม่เกิน 2 วัน โดยให้นายครรชิต จะไปตรวจสอบข้อเท็จจริง กกต.ชลบุรี รายงานใน 2 วัน ถ้าเป็ฯจริง กกต.จะปฏิบัติตามมาตรา 124 ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมาย

ส่วนที่จ.มหาสารคาม คะแนนคลาดเคลื่อน ไม่ได้เกิดจากที่หน่วย แต่เวลาไปรวมคะแนนขึ้นป้ายหน้าที่ว่าที่อำเภอหรือเขต มีการใส่ตัวเลขคลาดเคลื่อน เมื่อตรวจสอบ 5/18 ทุกหน่วยมาดู ขาดไป 1 หน่วย จึงได้แก้ไข ยืนยันไม่มีใครเปลี่ยนแปลงแกไขคะแนนได้ เพราะอยู่ที่หน่วยหมดแล้ว ส่วนที่ปทุมธานี มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะหมายเลข อยู่ที่การวินิจฉัยของกรรมการ ไม่ทำให้ผลเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไป ยืนยันมีกระบวนการตรวจสอบทุกขั้นตอน

ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ว่าที่ภาสกร กล่าวว่า การรายงานผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ หมายความว่าเพื่อความรวดเร็วก็จะทยอยส่งผลมาในระบบ โดยใช้คะแนนสส.5/18 ติดประกาศไว้หน้าหน่วย ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลได้

สิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดคือการประกาศผลเลือกตั้งอบ่างเป็นทางการ หรือ 6/1 และลงนามโดยกกต.ประจำเขตเลือกตั้ง ยืนยันไม่มีใครแก้ไขผลคะแนนได้ ยังติดประกาศหน้าหน่วย เราจะไม่เข้าใกันคลาดเคลื่อน มีกรอบกฎหมาย ไม่มีใครทำอะไรอย่างอำเภอใจได้ ซึ่งกกต.ยืนยันว่ายินดีให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายและตรวจสอบทุกเรื่องที่สงสัย

สุชาติซัดงอแงอยากกินลูกอม

นายสุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีมีการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี ว่า เป็นเรื่องของกกต.จะพิจารณา ชี้แจงข้อกฎหมาย แต่เท่าที่รู้คิดว่าเมื่อมีการนับคะแนนไปแล้วถ้าจะท้วงกันต้องประท้วงที่หน้าหน่วย แต่เมื่อมันจบแล้ว มีการเซ็นชื่อโดย กปน.ประจำหน่วยหมดแล้วเขาก็ต้องรวบรวมมาส่งที่ กกต.ชลบุรี ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าอยากจะนับใหม่ต้องไปทำตามข้อกฎหมาย อาจจะไปร้องศาลหรืออะไรก็แล้วแต่

ตนถามว่าคะแนนห่างกัน 4-5 พัน ถ้านับใหม่แล้วผลออกมาเท่าเดิมใครจะรับผิดชอบ คนที่ปลุกปั่นรับผิดชอบหรือไม่ คนที่อยู่ข้างหลังฉาก พวกที่ใส่แมสก์ ใส่หมวก ใส่แว่น ไปเป็นตัวแอบอยู่ข้างหลังรับผิดชอบหรือไม่”ถ้าวันหนึ่งที่คุณเป็นเด็ก อยากกินอมยิ้มแล้วคุณไม่ได้กิน และมาร้องไห้งอแงเพราะอยากกินอมยิ้มให้ได้ แล้วอย่างนี้จะบริหารประเทศได้อย่างไร”

ด้านน.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเพจ รักชนก ศรีนอก ว่าจะไปกลัวอะไรกับการนับคะแนนใหม่

ขอท้ากลับบ้าง ถ้านับใหม่แล้วคะแนนไม่เหมือนเดิม ผิดเพี้ยนไปแม้แต่คะแนนเดียว สุชาติ ชมกลิ่น แม้จะชนะแต่ถ้านับแล้วคะแนนไม่เหมือนเดิมกล้าลาออกจาก ส.ส. และขอไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลไหม? กล้าท้าทายคนอื่น แล้วกล้ารับคำท้าไหม นี่ก็มั่นใจว่านับใหม่ยังไงเราก็แพ้ แต่แกจะกลัวอะไร

วิโรจน์บุกเขต1ชลบุรี

จากกรณีที่ประชาชนจำนวนมากออกมาเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ในการเลือกตั้ง ชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 หลังเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในกระบวนการนับคะแนน และพบความผิดปกติหลายจุด ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยและปักหลักรอติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณ สนามแบดมินตัน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี นายวิโรจน์ ลักขณาดิศร ผู้สมัครส.ส.พรรคประชาชน , นางสาวเบญจา แสงจันทร์ อดีตส.ส.ก้าวไกล และ นายวรท ศิริรักษ์ ผู้สมัครส.ส.ชลบุรี เขต 1 พรรคประชาชน ได้เดินทางมาสังเกตการณ์ในพื้นที่ด้วย

พร้อมกันนี้นายสุชาติ เรืองปัญญาวุฒิ บิดาของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางที่สนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรี จ.ชลบุรี เพื่อติดตามการร้องเรียนปัญหาการนับคะแนนเลือกตั้ง สส.ชลบุรี เขต 1 จังหวัดชลบุรี โดยระบุว่า “มาให้กําลังใจประชาชนที่มาติดตามทวงถามการนับคะแนนใหม่”

พีระพันธุ์จี้นับใหม่ทั้งประเทศ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุ เรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ และว่าในวันเลือกตั้งพบเหตุผิดปกติหลายประเด็น ในบางหน่วยอาทิ การย้ายหน่วยเลือกตั้งโดยไม่แจ้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า การนับคะแนนที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ ไม่แสดงบัตรลงคะแนนต่อสาธารณะ มีการนำถุงดำมาคลุมกล้องวงจรปิด การกาคะแนนอย่างผิดสังเกต รวมถึงกรณีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งบางแห่งถูกจับได้ว่านำบัตรเลือกตั้งหลายใบไปกาคะแนนให้พรรคการเมืองบางพรรค และการนับคะแนนผิดในลักษณะจงใจ นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ที่ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่นำบัตรเลือกตั้งจำนวนมากมากากันเต็มพื้นห้องโดยไม่ทราบว่าเป็นการกระทำเพื่อใคร อีกทั้งยังมีข่าวและภาพที่ชวนให้เชื่อว่าอาจมีการซื้อเสียงในหลายเขตเลือกตั้ง รวมถึงเหตุการณ์แปลก เช่น ระหว่างนับคะแนนไฟฟ้าดับ แต่พัดลมยังคงหมุนอยู่

ตามบี้เขต1ชลบุรี

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังกล่าวถึงกรณี จ.ชลบุรี เขต 1 โดยระบุว่า พบเอกสารเกี่ยวกับผลคะแนนถูกทิ้งในถังขยะ จนนำไปสู่การประท้วงที่มีแนวโน้มจะบานปลาย และไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของไทย นับตั้งแต่การทุจริตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ที่เรียกว่า ไพ่ไฟ ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ต่อต้านครั้งใหญ่ ได้กลับมาหลอกหลอนสังคมไทยอีกครั้งในรอบ 69 ปี

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์กล่าวย้ำว่า พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้คิดได้ว่า การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมทั่วประเทศ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยเร่งด่วน เช่น การประกาศให้มีการนับคะแนนใหม่ทั่วประเทศอย่างเปิดเผย ตรวจสอบได้ และเป็นรูปแบบเดียวกัน ซึ่งหาก กกต. เพิกเฉยไม่ดำเนินการใดตามอำนาจหน้าที่ ก็อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมระบุทิ้งท้ายว่า “ก็แล้วแต่จะเลือกนะครับ อายุความมันยาวครับ” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึงผู้เกี่ยวข้องว่ากระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายจะยังคงดำเนินต่อไปอีกนาน

ตร.จับตากล่มเสี่ยงปลุกม็อบ

ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศลต.ตร.) เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง

หาข่าวเกาะติดใกล้ชิด

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ผบ.ตร.มีความห่วงใยในผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามแนวทางของ กกต. จึงกำชับสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วย ทุกพื้นที่ ดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติใน 3 ด้านหลัก ดังนี้ 1.ด้านการข่าว ให้ชุดปฏิบัติการข่าวติดตามปฏิกิริยาของกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจมีการระดมมวลชนเพื่อสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย พร้อมติดตามและสกัดกั้นข่าวลือ (Fake News) ในสื่อสังคมออนไลน์ที่อาจสร้างความเข้าใจผิด หรือมุ่งเน้นการปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้ง พร้อมให้ประสานข้อมูลกับสันติบาลจังหวัดเพื่ออัปเดตบัญชี “กลุ่มเสี่ยง” (Watchlist) และวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์รายวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง เน้นการแลกเปลี่ยนข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวกับ กกต.อย่างใกล้ชิด รวมทั้งเฝ้าระวังการเคลื่อนย้ายมวลชนข้ามเขตพื้นที่ หรือการขนส่งอาวุธ/สิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในช่วงรอยต่อหลังการเลือกตั้ง

2. การประสานการปฏิบัติกับ กกต. : ให้พนักงานสอบสวนประสานกับ กกต. จังหวัด เพื่อติดตามความคืบหน้าของคําร้องคัดค้าน หากมีการร้องขอพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากตํารวจ ให้ดําเนินการส่งมอบโดยเร็วที่สุด และจัดชุดปฏิบัติการเข้าคุ้มครองความปลอดภัยพยานทันทีที่ได้รับการร้องขอ พร้อมให้เฝ้าระวังสถานที่เก็บหีบบัตรเลือกตั้งและเอกสารสําคัญ ณ ที่ว่าการอําเภอ หรือสํานักงาน กกต. จังหวัด อย่างเข้มงวด จนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการ 3.การเตรียมความพร้อมกำลังพลควบคุมฝูงชน ให้ผู้บังคับกองร้อยควบคุมฝูงชนให้ตรวจสอบกำลังพลและอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน วางกำลัง กำชับยุทธวิธีการปฏิบัติ และจัดชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อระงับเหตุเบื้องต้นในพื้นที่เสี่ยง

นายกฯสั่งครม.เตรียมพร้อม เอาแน่!เดินหน้าล้มMOU44 ‘ฮุน มาเนต’โผล่ตั้งป้อมจี้ไทย

นายกฯสั่งครม.เตรียมพร้อม เอาแน่!เดินหน้าล้มMOU44 ‘ฮุน มาเนต’โผล่ตั้งป้อมจี้ไทย

นายกฯสั่งครม.เตรียมพร้อม เอาแน่!เดินหน้าล้มMOU44 ‘ฮุน มาเนต’โผล่ตั้งป้อมจี้ไทย

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯสั่งครม.เตรียมพร้อม เอาแน่!เดินหน้าล้มMOU44 ‘ฮุน มาเนต’โผล่ตั้งป้อมจี้ไทย เร่งถก‘JBC’ปักปันเขตแดน

อนุทิน” เผยสั่งการครม.เตรียมพร้อมยกเลิก MOU 44 ชี้ไร้ประโยชน์ที่จะเก็บไว้ ด้าน ฮุน มาเนต จี้ไทยเร่งถกกำหนดปักปันเขตแดนผ่าน JBC เร็วที่สุด หลังเลือกตั้งเสร็จ ยันจุดยืนไม่ยอมเสียดินแดน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ากรณีประกาศจะยกเลิกเอ็มโอยู 44 ว่าวันเดียวกันนี้ (10 ก.พ.) จะสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิ กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม ไปดำเนินการเพื่อประกาศยกเลิก แต่ยังไม่ใช่รัฐบาลนี้เพียงแต่ต้องเตรียมการไว้เพื่อยกเลิกเอ็มโอยู 44 เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อยและไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่าอำนาจครม.ยกเลิกได้เลยใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าทุกอย่างเป็นตามกฎหมาย

ด้านพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ปฏิเสธตอบคำถามสื่อว่ามีการทาบทามร่วมรัฐบาลใหม่หรือไม่ เพียงแต่ยิ้ม และเอามือป้องหู พร้อมกล่าวว่าไม่ได้ยิน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ที่จะให้มีการปรับแก้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ในที่ประชุมครม.ไม่ได้มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ คงต้องรอรัฐบาลใหม่พิจารณา

อีกด้านหนึ่งมีความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) พร้อมพลตรีสมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พันเอก เกียรติศักดิ์ พรมตวง ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 ร่วมให้การต้อนรับพลเอก Romeo S. Brawner Jr.เสนาธิการทหารกองทัพฟิลิปปินส์ (เทียบเท่าผู้บัญชาการทหารสูงสุดฟิลิปปินส์)และคณะ ที่ศูนย์พัฒนาอาชีพชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ก่อนลงพื้นที่ฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รวมถึงปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์ พร้อมตรวจภูมิประเทศฐานสแกมเมอร์ช่องจอม และแนวทางปฏิบัติงานของหน่วยในพื้นที่จริง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์แนวทางประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ

ระหว่างการบรรยายช่วงหนึ่ง ฝ่ายไทยชี้ให้เห็นพื้นที่โอร์เสม็ด รีสอร์ตรอยัลฮิลล์ รีสอร์ต จ.อุดรมีชัย อยู่ห่างจากจุดผ่านแดนถาวรช่องจอมเพียง 500 เมตร ทหารกัมพูชาใช้อาคารเป็นฐานบัญชาการปล่อยโดรนพลีชีพกว่า 100 โจมตีทหารไทยจนได้รับบาดเจ็บหลายรายในการปะทะรอบล่าสุด นอกจากนี้ยังพบในอาคาร 6 ชั้น ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการสแกมเมอร์หลอกลวงคนทั่วโลก มีการตกแต่งห้องต่างๆให้เป็นสถานีตำรวจของนานาประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ ออสเตรเลีย บราซิล เวียดนาม อีกทั้ง ยังพบกระดานที่มีข้อความภาษาอินโดนีเซีย เข้าใจว่ามีคนอินโดนีเซียส่วนหนึ่งเป็นเหยื่อของพวกแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ รวมไปถึงมีการตกแต่งเลียนแบบธนาคาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมมิจฉาชีพ-สแกมเมอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ต่อมาคณะ AOT ประชุมวางแผนกับคณะเสนาธิการทัพฟิลิปปินส์ ที่ห้องประชุมหน่วยปฏิบัติการชายแดนประจำพื้นที่ 2 ไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม โดยมีการอธิบายเกี่ยวกับการพบหลักฐานเอกสารที่ทหารหารไทยยึดได้ เช่น แบบทดสอบความรู้พนักงานสแกมเมอร์ และยังพบเอกสารการวางแผนหลอกหลวงเหยื่ออีกนับ 10 ประเภท เช่น หลอกให้รักแล้วลงทุน หลอกให้เชื่อใจแล้วลงทุน จากแผนผังโครงสร้างของฐานสแกมเมอร์ช่องจอม มีขนาดใหญ่และจำแนกเป็นโซน

ต่อมาผู้สื่อข่าวตรวจสอบฝั่งตรงข้ามฐานแสกมเมอร์ พบเศษซากตึกพังจากแรงระเบิดช่วงมีการปะทะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารบอกว่า ถ้ามีคณะ AOT ลงพื้นที่สำรวจ กัมพูชาจะอยู่ไม่สุขสร้างความปั่นป่วน แต่วันนี้ดูเงียบผิดสังเกต ต่อมาพบรถจักยานยนต์ปริศนาขับวนเวียนไป-มาประมาณ 10 รอบ ห่างไป 1 กิโลเมตร และมีคนออกมาส่องกล้องหันมาทางคณะ AOT จากการตรวจสอบพบ เป็นความเคลื่อนไหวของทหารเขมร ยังไม่ทราบจุดประสงค์ที่แน่ชัด หลังเสนาธิการฟิลิปปินส์พร้อมคณะ AOT ตรวจสอบและรับทราบสถานการณ์ปัญหาด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเรียบร้อย และพร้อมพร้อมติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาต่อไป

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวเดอะ พนมเปญ โพสต์รายงานอ้างฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเผยว่า

หวังว่าหลังการเลือกตั้งในประเทศไทยเสร็จแล้ว ทางการไทยจะเริ่มกลับมาเปิดการเจรจาเรื่องการสำรวจและการปักปันเขตแดนอีกครั้ง ผ่านกลไกขณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) พร้อมย้ำว่า สิ่งนี้จะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนได้

ฮุน มาเนตยังกล่าวย้ำระหว่างพบปะกับนักเรียนระดับหัวกะทิของประเทศ ซึ่งเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่สอบได้เกรด A ในการสอบเพื่อจบการศึกษาระดับมัธยมตอนหนึ่งว่า กัมพูชาจะเดินหน้าปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตนต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายระหว่างประเทศ มิใช่ด้วยการใช้กำลัง แต่เรื่องนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะไทยมีการเลือกตั้ง แต่ในโอกาสข้างหน้า ตนหวังว่า กลไก JBC จะเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดสันติภาพระหว่างสองประเทศ ประชาชนตามแนวชายแดนของสองประเทศ จะไม่ต้องเผชิญความยากลำบากเหมือน 6 เดือนที่ผ่านมา

“สำหรับเรื่องชายแดนกัมพูชา-ไทยนั้น ถือเป็นพรมแดนระหว่างประเทศระหว่างรัฐต่อรัฐ และได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎบัตรประชาชาติ ดังนั้น กัมพูชา จึงยังคงรักษาจุดยืนอันเด็ดขาดในการปกป้องอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดนทั้งปัจจุบันและอนาคต โดยการใช้ทุกวิถีทางที่กัมพูชามีอยู่ ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และกัมพูชาจะไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาดต่อการเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนใดๆ หรือการเข้ายึดครองดินแดนอย่างผิดกฎหมาย ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ที่กระทำผ่านการใช้กำลัง”ฮุน มาเนต กล่าว และว่า เขมรจะแก้ไขข้อพิพาทด้านเขตแดนผ่านกลไกที่สันติ เป็นไปตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงเอกสารที่ตกทอดมาจากยุคอาณานิคมฝรั่งเศส อีกทั้งยืนยันว่ากัมพูชากำลังแสวงหาหนทางแก้ไขข้อพิพาทนี้ให้เสร็จสิ้นเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาเรื้อรังถึงคนรุ่นหลัง

‘ธรรมนัส’เดินเกมชิงล็อกขั้ว‘พรรคเล็ก’ โชว์ปึ้ก80เสียง เปิดดีลพร้อมร่วมรัฐบาล

‘ธรรมนัส’เดินเกมชิงล็อกขั้ว‘พรรคเล็ก’ โชว์ปึ้ก80เสียง เปิดดีลพร้อมร่วมรัฐบาล

‘ธรรมนัส’เดินเกมชิงล็อกขั้ว‘พรรคเล็ก’ โชว์ปึ้ก80เสียง เปิดดีลพร้อมร่วมรัฐบาล

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ธรรมนัส’เดินเกมชิงล็อกขั้ว‘พรรคเล็ก’ โชว์ปึ้ก80เสียง เปิดดีลพร้อมร่วมรัฐบาล ‘อนุทิน’ลั่นฟังเสียงปชช. ส่งสัญญาณขออยู่ครบ4ปี ‘พท.’รับทำได้ทุกบทบาท

อนุทิน” ยืนยัน ฟังเสียงปชช.ฟอร์มจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ขอคะแนนนิ่งก่อน แย้มเดินหน้าแล้วยังบอกไม่ได้ มั่นใจเป็นรัฐบาลอยู่ครบเทอม 4 ปี เพราะการทำงานซื่อสัตย์ สุจริตไม่ฝืนความต้องการปชช.ย้ำรัฐบาลใหม่ต้องมีเสถียรภาพมากที่สุด พิพัฒน์” ชี้จัดตั้งรัฐบาลให้มีเสถียรภาพใกล้เคียง 300 ที่นั่ง สเปกพรรคร่วมรบ. นโยบายต้องไม่ขัดแย้งกับภท. ด้าน ธรรมนัส” เดินเกม กล้าธรรม” ชิงล็อกพรรคเล็กแบไต๋มี 80 เสียงในมือ พร้อมรอเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาลพท.ยันไม่มีประสานจัดตั้งรบ. ลั่นพร้อมทำหน้าที่ทุกบทบาท

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นคนจากพรรคภูมิใจไทย

ใช่หรือไม่ว่า ตอนนี้ผลการนับคะแนนยังอยู่ที่ 92% อย่าเพิ่ง ตนชอบทำอะไรที่เป็นขั้นเป็นตอน เราจะไม่พูดอะไรที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากผู้ควบคุมกฎคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)

อนุทินย้ำฟังเสียงปชช.ฟอร์มรบ.

เมื่อถามว่าวางหลักการร่วมเสียงตั้งรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องสีเทาอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่าวันนี้เรามีหลักคือฟังเสียงประชาชนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยเข้ามา ตอนนี้คะแนนอย่างไม่เป็นทางการก็190กว่าเสียง ก็ต้องให้ความสำคัญกับการตัดสินใจของประชาชนมาเป็นหลักในการตัดสินใจ วันนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะพูดเรื่องนี้ต่อให้มีการดำเนินการก็ยังไม่สามารถเปิดเผยได้

เมื่อถามว่าเพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพเสียงรัฐบาลควรจะเป็นเท่าไหร่นายอนุทินตอบว่าให้การยืนยันจำนวนสส.ของแต่ละพรรคเรียบร้อยก่อนเพราะยังต้องคำนวณสส.บัญชีรายชื่อด้วย จะมีพรรคเล็กพรรคน้อยเข้ามาอีกหลายคนขอให้นิ่งก่อน

มั่นใจรัฐบาลใหม่จะอยู่ครบสี่ปี

เมื่อถามว่าจะให้ความมั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลจะอยู่ครบสี่ปี เพราะประชาชนคาดหวังกับพรรคภูมิใจไทยสูง นายอนุทิน กล่าวว่า“ผมก็ต้องมั่นใจสิ รัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำต้องอยู่ครบ 4 ปี ด้วยการมีผลงานที่ซื่อสัตย์สุจริต รวดเร็ว ตอบสนองประชาชนได้ ทำประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติได้ ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ มันมีหลายโจทย์ต้องอยู่แล้วเข้มแข็งทำงานได้ทำประโยชน์ได้”

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้รัฐบาลอยู่ครบวาระ4ปีแบบออร์แกนิกนายอนุทิน กล่าวว่าตนไม่มีประเด็นและกังวลเรื่องนี้ ทราบดีว่าการทำงานของตนไม่ทำเรื่องที่ผิดกฎหมายผิดศีลธรรมจรรยาหรือฝืนความรู้สึกประชาชน ยิ่งเที่ยวนี้ไม่ต้องกังวลเลย ตนต้องทำตามความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ ถ้าตนคิดจะทำอะไรแล้วฝืนความต้องการประชาชนก็จะไม่ทำ

ถ้าคุมกันไม่ได้ก็อยู่กันไม่ได้

เมื่อถามว่าจะสามารถควบคุมพรรคร่วมให้ดำเนินการตามนี้ได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตัวเลขจากจำนวนสส.ที่คาดการณ์ว่าจะได้ตนจึงบอกว่ายังพูดอะไรได้ไม่มาก แต่เป็นนายกฯคุมได้แน่ ถ้าคุมกันไม่ได้ก็อยู่กันไม่ได้เท่านั้นเอง ประชาชนให้คะแนนมาขนาดนี้ ส่วนที่มีเสียงวิจารณ์เรื่องบ้านใหญ่นั้น ตอนนี้บ้านใหญ่ก็อยากให้มีบ้านเล็ก ตอนนี้มีทั้งบ้านใหญ่ทั้งนักวิชาการ คำว่าบ้านใหญ่เป็นคำที่ไม่ดีหรืออย่างไร คำนี้เป็นความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นที่พึ่งพิงเป็นที่มั่นใจของประชาชนแล้วทำไมละ มีพรรคไหนที่ไม่มีบ้านใหญ่ก็มีกันทั้งนั้น

ลั่นบริหารระมัดระวังสูงสุด

เมื่อถามว่าจะคุมเสถียรภาพพรรคได้เหมือนตอนนี้ยังไม่ใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เสถียรภาพรัฐบาลอยู่ที่การทำงาน คนอื่นอาจมองจากตัวเลขแต่รัฐบาลของตนเถียรภาพเกิดจากการทำงาน ตนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยมาแล้วทำงานได้หรือไม่ นโยบายต่างๆที่ผลักดันออกไปล่วนแต่เกิดประโยชน์กับประชาชน ก็ทำได้ไม่มีปัญหาไม่ว่าคนละครึ่งพลัส การป้องกันประเทศ ความสัมพันธ์ทางการทูต การปราบสแกมเมอร์ ก็ครบทุกอย่างทั้งที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เที่ยวนี้ก็น่าจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก สิ่งที่ตนทำวันพรุ่งนี้ต้องมาจากบทเรียนของเมื่อวานไม่ต้องห่วงตนจะขับรถด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุดและไม่เกินความเร็วที่ควบคุม

สวนพท.เวลาชนะไร้พิรุธแพ้มีทุกที

เมื่อถามว่าทางพรรคเพื่อไทยออกมาวิจารณ์ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีพิรุธเยอะมาก นายอนุทิน กล่าวว่า เวลาชนะก็ไม่มีพิรุธ เวลาแพ้ก็มีทุกที ส่วนกระแสที่มีการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่นั้น รัฐบาลไม่ได้จัดการเลือกตั้งหากกล่าวหาเช่นนี้ คือ กล่าวหา กกต.รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องและยังคอยประสานงานให้ทุกอย่างเกิดความเรียบร้อย การดำเนินงานจัดการเลือกตั้งทั้งหมดอยู่ในมือกกต.ทุกวันนี้ตนที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลยังไม่รู้เลยว่าแต่ละพรรคจะมีกี่คนกันแน่

รอกกต.รับรองผลก่อนเพิ่ง2วันเอง

นายอนุทินให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)กรณีที่มีกระแสข่าวพูดคุยกับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมจับมือตั้งรัฐบาลรวมถึงจับกับพรรคเพื่อไทยว่าทุกอย่างจะขยับอะไรต้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้ได้แต่เตรียมการคิดไปเรื่อยๆ เมื่อถามว่าจะต้องทำให้เร็วหรือไม่เพราะบางเรื่องประชาชนรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาอนุมัตินายอนุทินกล่าวว่าตามกรอบกฎหมายกกต.ต้องรับรองผลเลือกตั้งภายในเวลาไม่เกิน 60 วัน เวลานี้เพิ่ง 2วัน ต้องให้เวลากกต.ทำงาน

ย้ำรบ.ใหม่ต้องมีเสถียรภาพมากสุด

เมื่อถามว่ารัฐบาลต้องทำงานควบคู่กันไปเพื่อความรวดเร็วในการบริหารราชการนายอนุทินกล่าวว่า มีกระบวนการความคิดอะไรหลายอย่างอยู่ในหัวอยู่แล้ว เมื่อถามว่าเป็นขั้วเดิมในการทำงานไปด้วยกันใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า“บอกตอนนี้ไม่ได้ อย่าเพิ่งถามตอนนี้”เมื่อถามย้ำว่าจะมีสูตรร่วมรัฐบาลอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ไม่บอก บอกไม่ได้ แต่จะต้องทำให้รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นใหม่มีเสถียรภาพมากที่สุดผู้สื่อข่าวถามว่า ตัวเลข 300 หรือ 290 หรือเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม นายอนุทินยิ้มโดยไม่ตอบคำถามดังกล่าว

พิพัฒน์ชี้ตั้งรบ.มีเสถียรภาพใกล้เคียง300

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้กล่าวถึงทิศทางการตั้งรัฐบาลว่าในปัจจุบันยังไม่ได้มีการพูดคุยกันซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้งนับคะแนนได้แล้ว 95%จึงอยากให้รอให้เกิดความชัดเจนทั้งหมดก่อนจึงจะเริ่มหารือ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค

เมื่อถามว่ามองว่าความเหมาะสมของพรรคร่วมรัฐบาลยิ่งน้อยยิ่งดีหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่าไม่จำเป็น แต่ต้องดูว่าอะไรที่จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในการทำงานต่อ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มองว่าตัวเลขที่เหมาะสมอยู่ที่ใกล้เคียงจำนวน 300 เก้าอี้

นโยบายต้องไม่ขัดแย้งกับภท.

ผู้สื่อข่าวถามว่าคำว่าเสถียรภาพนอกจากตัวเลข จำเป็นต้องดูที่รายชื่อของพรรคการเมืองด้วยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น ตนมองว่าไม่ใช่ข้อจำกัดเพราะสุดท้ายแล้วเราต้องไม่ดูเรื่องของนโยบายในการหาเสียงที่ผ่านมาของแต่ละพรรคเป็นอย่างไรมีนโยบายที่ขัดแย้งกับภูมิใจไทยหรือไม่ หากไม่ขัดแย้งเราจะคุยและหารือกัน

ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลจะนานหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่ากกต.จะรับรอง สส.เขตให้เกิดความเรียบร้อย และหลังจากนั้นหัวหน้าพรรค ภท.จะเป็นผู้เจรจา

ทรงศักดิ์โยนอำนาจหนูตัดสินใจ

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปฏิเสธให้ความเห็นถึงการจัดตั้งรัฐบาลความเหมาะสมควรมีจำนวน สส.เท่าไหร่ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการสินใจของคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ผู้ที่จะเป็นคนตั้งซึ่งไม่ได้มีการพูดคุยในประเด็นดังกล่าวเนื่องจากตนเพิ่งจะกลับมาจากต่างจังหวัด ขออนุญาตไม่ตอบด้านพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญรมช.กลาโหม ปฏิเสธการตอบคำถามว่าจะร่วม ครม.อนุทิน2หรือไม่ โดยกล่าวว่าขอให้ไปถามนายอนุทิน

ศุภจีอุบนโยบายเร่งด่วนรบ.ใหม่

ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ปฏิเสธตอบถึงนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลอนุทิน โดยขอตัวเข้าไปร่วมประชุมครม.ทันที เมื่อถามย้ำว่าประชาชนอยากเห็นนโยบายใหม่ๆนอกเหนือจากการต่อยอด นางศุภจีกล่าวสั้นๆว่าเข้าใจค่ะ

ธรรมนัสแบะท่าให้เกียรติภท.

ทางด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลได้มีการพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกฯและรมว.มหาดไทยในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือยังว่า ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าว มีเพียงแค่การพูดคุยในการแสดงความยินดีเท่านั้น ขณะนี้ต้องรอการรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต.ให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งพรรคกล้าธรรมได้ที่นั่ง สส. เพียง 58 ที่นั่งก็ต้องให้เกียรติพรรคภูมิใจไทยแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อนว่าจะมีทิศทางอย่างไร

มั่นใจสัมพันธ์ไร้บาดหมาง

เมื่อถามถึงกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทยจะดัดหลังพรรคกล้าธรรทไม่ดึงมาร่วมรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส หัวเราะก่อนจะกล่าวว่า กระแสข่าวก็คือกระแสข่าว ส่วนตัวมองว่ายังไวเกินไปที่จะพูดเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับพรรคแกนนำว่าจะเชิญหรือไม่เชิญ ตนเองเป็นนักการเมืองมีความพร้อมรับมือในทุกๆเรื่อง อย่าไปกังวลอะไร เมื่อถามว่ายังมั่นใจความสัมพันธ์กับนายอนุทินใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า แล้วมีอะไรให้หมางใจกัน มีเหตุอันใดต้องหมางใจกัน

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าสำหรับภาพรวมของการเลือกตั้งในครั้งนี้ส่วนตัวรู้สึกพอใจและขอบคุณทุกคะแนนเสียงจากประชาชน ซึ่งกว่า5,000,000 เสียงที่ได้รับเป็นเครื่องพิสูจน์ในหลายประเด็นที่พรรคถูกโจมตีมาโดยตลอด เพราะมองว่าเกมการเมืองการเลือกตั้งนั้นจบไปแล้ว ซึ่งต้องเคารพในการตัดสินใจของประชาชน และต้องไม่ผูกใจเจ็บกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งที่เคยโจมตี อย่าไปสร้างประเด็นให้เกิดความวุ่นวายในสังคม

ย้ำชัดไร้เงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาล

ร.อ.ธรรมนัสเชื่อมั่นว่าพรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มียุทธศาสตร์ในการจัดตั้งรัฐบาลเตรียมไว้แล้ว ต้องรอเวลาให้มีความชัดเจน และยังไม่ใช่เวลาที่ที่จะมาคุยในเรื่องนี้ ในส่วนพรรคกล้าธรรมยังคงอยู่ในที่ที่ตั้ง ส่วนความคาดหวังหากได้ร่วมรัฐบาลและได้สานต่องานในกระทรวงที่เคยกำกับดูแลแล้วก็จะเป็นเรื่องที่ดี แต่เรื่องการเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ สมการทางการเมืองไม่ใช่สมการทางคณิตศาสตร์ ซึ่งเสถียรภาพรัฐบาลไม่จำเป็นต้องมี300เสียงขึ้นไป

พร้อมย้ำว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่มีการทำสัญญาใจกับพรรคภูมิใจไทยซึ่งที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาเพราะเป็นการทำเพื่อบ้านเมือง พร้อมย้ำว่าไม่มีการฮั้วกันเพราะจะเห็นได้จากบางเขตก็มีการแข่งขันที่สูสี พร้อมย้ำว่าพรรคกล้าธรรมไม่มีเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล

ยันในครม.ไม่ได้คุยจัดตั้งรัฐบาล

ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงบรรยากาศในที่ประชุม ครม. ได้มีการหารือจับมือกันตั้งรัฐบาลแล้วหรือไม่โดยร.อ.ธรรมนัส หัวเราะก่อนตอบว่าไม่มี มีแต่เรื่องงานที่จะเดินหน้าต่อ โดยระหว่างนี้นายกรัฐมนตรีเน้นเรื่องการทำงานจนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่เมื่อถามว่ามีการเปรยหรือไม่ว่าจะได้รัฐบาลใหม่ช่วงไหนร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าต้องรอจนกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะรับรองผลได้ครบ หากไปถามนายกฯท่านก็จะพูดแบบนี้ หลังจากนี้ตนจะเดินทางเข้ากระทรวงเพื่อทำงานต่อ

เมื่อถามว่ามีสัญญาณที่ดีส่งมาแล้วหรือยังว่าจะได้ร่วมรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ไม่มีสัญญาณอะไร ในห้องประชุมก็ไม่มีการพูดถึงเรื่องการเมืองสักเท่าไหร่ อย่างมากก็แสดงความยินดีกับทุกคนที่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง ที่นั่งอยู่ในห้องประชุมรวมกันก็ได้200กว่าเสียง เกินครึ่งแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงายว่าร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าท่าทางที่ผ่อนคลายและยิ้มแย้มตลอดเวลา

ธรรมนัสขยับ!กธ.ล๊อคพรรคเล็ก

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกระแสการจัดตั้งรัฐบาลหลังผ่านการเลือกตั้ง สส.มาแล้วว่าจากเดิมพรรคกล้าธรรมตั้งเป้าจำนวน สส.น่าจะได้ประมาณ 80 ที่นั่ง ในจำนวนนี้ประเมินเบื้องต้น หากไม่โดนสกัด หรือเตะตัดขาระหว่างการเลือกตั้ง แต่ปัจจุบันได้ 58 ที่นั่ง ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ ส่วนหลังจากนี้คาดว่าเสียงในมือของพรรคกล้าธรรมก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 80 ที่นั่ง ด้วยการรวมตัวกันกับพรรคเล็กพักน้อยที่จะมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคกล้าธรรม

แบไต๋มี80เสียงพร้อมร่วมรัฐบาล

“ทั้งนี้ขอย้ำว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับพรรคแกนนำจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเชิญพรรคไหนเข้าร่วมรัฐบาลซึ่งต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่ขณะนี้ยังไม่ได้คุยกัน แต่หากได้ร่วมรัฐบาลก็อยากทำงานในสิ่งที่ตัวเองถนัด แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรคแกนนำ พร้อมยืนยันกล้าธรรมมีเสียงสส.ในมือแล้วไม่ต่ำกว่า80ที่นั่ง”ร.อ.ธรรมนัส ย้ำ

ตรีนุชยังไม่ได้คุยอนุทิน’ดีลตั้งรบ.

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมรัฐบาลได้รับการทาบทามแล้วหรือไม่ว่าขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยกันชัดเจนเนื่องจากเพิ่งจบจากการเลือกตั้ง ขอรอดูอีกนิดนึงก่อนเบื้องต้นพรรคพปชร.ได้ สส. 5 คน แบ่งเป็นเขต 4 คน และบัญชีรายชื่อ 1คน แต่ถึงอย่างไรต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองก่อน เมื่อถามว่าในที่ประชุมครม.มีการพูดคุยกันหรือไม่น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดคุยจริงจังอะไรกันขนาดนั้นเพียงแต่เป็นการทักทายแสดงความยินดี ขอย้ำว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกันส่วนการตั้งครม.ชุดใหม่จะใช้เวลานานหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่าหากตามที่นายกรัฐมนตรีพูดไว้ก็คงต้องรอกกต.รับรองก่อนจึงจะสามารถทำได้ตามระบบ

แบะท่าพร้อมฟังเสียงปชช.ให้ภท.ชนะ

เมื่อถามว่าหากถูกทาบทามพปชร.พร้อมหรือไม่ น.ส.ตรีนุชกล่าวว่าพรรคพปชร.ชัดเจนอยู่แล้วว่าฟังเสียงประชาชนและประชาชนก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า พรรคภูมิใจไทยของนายกฯก็ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเป็นจำนวนมากและเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำงานร่วมกันด้วยดีตลอด เมื่อถามว่า จะมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่ น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันและทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรค พปชร.ก็ยังไม่ให้ความเห็นในการร่วมรัฐบาล เพียงแต่แสดงความยินดีเท่านั้น

พท.ลั่นพร้อมทำหน้าที่ทุกบทบาท

ที่พรรคเพื่อไทย(พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคพท.กล่าวกรณีมีการทาบทามจัดตั้งรัฐบาลจากพรรคอันดับ1ว่า ยังไม่มีการประสานมา เป็นเรื่องของพรรคอันดับหนึ่งที่จะดำเนินการในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล เข้าใจว่า ต้องรอความชัดเจนในเรื่องของจำนวนและตัวเลขของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ก็ยังไม่นิ่ง ในส่วนของเราไม่ใช่ฝ่ายที่จะดำเนินการใดๆพร้อมทำหน้าที่ทุกบทบาทอยู่แล้ว ยืนยันว่ายังไม่ได้เริ่มคิด แต่คงต้องมานั่งคุยกัน เพราะเป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะต้องมีการตัดสินใจ

ด้าน นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค กล่าวเสริมว่า ต้องรอให้ตัวเลขชัดเจน และรอให้คนสบายใจต่อผลการเลือกตั้งที่ออกมา เมื่อความรู้สึกยังไม่สงบ ยังไม่นิ่ง จะมานั่งพูดเรื่องการตั้งรัฐบาล มองว่าไม่คำนึงถึงความรู้สึกและความยุติธรรมที่เกิดขึ้น ไม่อยากให้ใส่ใจเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร อยากให้ใส่ใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้บริสุทธิ์พอที่จะรับสิ่งต่างๆ เหล่านึ้ แล้วคำนึงถึงความรู้สึกประชาชน อย่าเพิ่งถามว่าใครจะตั้งกับใครเลย ต้องถามว่าวันนี้เหมาะสมหรือไม่ กกต.จะรับผิดชอบอย่างไร หลายเรื่องที่เสนอมาแล้วถูกเงียบเฉยไปจะทำอย่างไร ดังนั้นต้องรอให้ทุกอย่างและตัวเลขนิ่งก่อน

เปิด 5 สูตรจัดตั้งรัฐบาลหนูใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังผลการเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทยชนะถล่มทลาย ผงาดขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้อย่างเหนือความคาดหมายด้วยจำนวนที่นั่งส.ส.เกือบ 200 ที่นั่ง ทำให้ถือไพ่เหนือกว่า โดยจะต้องจับตา สูตรจัดตั้งรัฐบาลที่มีความเป็นไปได้ ได้แก่ สูตร 1 พรรคภูมิใจไทย 193 + พรรคกล้าธรรม 58 สูตรนี้จะได้เสียง ส.ส.ประมาณ 251 เสียง สูตร2 พรรคภูมิใจไทย 193+ พรรคกล้าธรรม 58 + พรรคขนาดเล็ก 35 สูตรนี้จะทำให้รัฐบาลมีจำนวนเสียงประมาณ 286 เสียง สูตร3 พรรคภูมิใจไทย 193 + พรรคเพื่อไทย 74 + พรรคกล้าธรรม 58 ซึ่งสูตรนี้จะทำให้เป็นรัฐบาลที่มีจำนวนเสียงเกิน 325 เสียง ส่งผลให้มีเสถียรภาพสูงสุด สูตร4 พรรคภูมิใจไทย 193+ พรรคเพื่อไทย 74+ พรรคประชาธิปัตย์ 22 สูตรนี้จะทำให้รัฐบาลมีจำนวนเสียงประมาณ 289เสียง สูตร5 พรรคภูมิใจไทย 193+ พรรคเพื่อไทย 74+ พรรคขนาดเล็ก 35 หากเป็นสูตรนี้รัฐบาลจะมี จำนวนเสียงประมาณ 302 เสียง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ประชาชนคาดหวังกับ ครม. ชุดใหม่ เขาอยากให้เป็นรัฐบาลหนูทอง เป็น ครม.ที่เห็นแล้ว ร้องว้าว ชื่นชม ยอมรับ ไม่อ่อม เป็นความหวังของพี่น้องประชาชน มาแก้ปัญหาเรื่องความมั่นคงปัญหาชายแดน ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องของพี่น้องประชาชนให้ได้”

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

หัวหน้าพรรครักชาติ

เปิดเซฟ‘สีหศักดิ์’14ล. ‘พล.ต.อ.สรายุทธ’ อู้ฟู่ ทรัพย์สินรวม474ล้าน

เปิดเซฟ‘สีหศักดิ์’14ล. ‘พล.ต.อ.สรายุทธ’อู้ฟู่ ทรัพย์สินรวม474ล้าน

เปิดเซฟ‘สีหศักดิ์’14ล. ‘พล.ต.อ.สรายุทธ’อู้ฟู่ ทรัพย์สินรวม474ล้าน

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดเซฟ‘สีหศักดิ์’14ล. ‘พล.ต.อ.สรายุทธ’อู้ฟู่ ทรัพย์สินรวม474ล้าน ‘พล.ท.อดุลย์’105ล้าน

ป.ป.ช.เปิดทรัพย์สิน สีหศักดิ์” รมว.การต่างประเทศ 14.5 ล้านบาทไร้หนี้สิน ส่วน พล.ท.อดุลย์ รมช.กลาโหม รวย 105.8 ล้านบาท สะสมพระเครื่องพระสมเด็จ นาฬิกาหรู ปืน เครื่องประดับอื้อ ด้านพล.ต.อ.สรายุทธ ผู้ตรวจการแผ่นดิน-คู่สมรส อู้ฟู่ 474 ล้าน ทั้งเงินฝาก เงินลงทุน ที่ดิน รถ ทรัพย์สินอื่นๆ

เมื่อวันที่ 10กุมภาพันธ์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กรณีเข้ารับตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 โดยนายสีหศักดิ์และนางวราภรณ์คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม 14,580,902บาท ไม่มีหนี้สินเป็นทรัพย์สินของนายสีหศักดิ์3,039,626 บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 1,489,626 บาท เงินลงทุนในกองทุนเปิด 1 ล้านบาท ยานพาหนะ 300,000 บาททรัพย์สินอื่น 250,000 บาท และแจ้งมีรายได้ต่อปี2,108,000บาทโดยเป็นเงินเดือนรัฐมนตรี 878,000 บาทเงินบำนาญ 720,000 บาทเงินประจำตำแหน่งรัฐมนตรี 510,000 บาทมีรายจ่ายต่อปี 150,000 บาทโดยเป็นค่าอุปโภคบริโภคและค่าท่องเที่ยวส่วนนางวราภรณ์มีทรัพย์สินรวม 11, 541,275 บาทแบ่งเป็นเงินฝาก 2,194,807 บาทเงินลงทุน 1,533,468 บาท ที่ดินในเขตบางเขน กทม.มูลค่า 4 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 3 ล้านบาทยานพาหนะ 300,000 บาททรัพย์สินอื่น 713,000 บาท และแจ้งมีรายได้ต่อปี 120,000 บาทจากเงินบำนาญ ส่วนรายจ่ายต่อปีไม่มีการแจ้ง

ทั้งนี้ทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจของทั้งคู่เป็นนาฬิกา Rolex Oyster Perpetvalมูลค่า 150,000 บาทนาฬิกา omega มูลค่า 100,000 บาท ชุดไพลินเป็นสร้อยคอ กำไล จี้ แหวน ตุ้มหู มูลค่า 100,000 บาท ชุดมรกตเป็นจี้และแหวน 3 วงมูลค่า 120,000 บาท ชุดทองเป็นตุ้มหูจี้แหวน 3 วงมูลค่า 55,000 บาทสร้อยมุก 1 เส้นมูลค่า 100,000 บาทสร้อยทอง 1 เส้นมูลค่า 25,000 บาท ชุดเพชรเป็นกำไลแหวน จี้ ตุ้มหู มูลค่า 55,000 บาท ชุดทับทิมเป็นสร้อยข้อมือ กำไล แหวนตุ้มหู จี้ เข็มกลัดมูลค่า 120,000 บาท เป็นต้น

ขณะที่ทรัพย์สินของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ กรณีเข้าดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหมเมื่อวันที่24 กันยายน 2568 โดยพล.ท.อดุลย์และนางพรชนกคู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม 105 ,894,039 บาท มีหนี้สิน 2,012,433 บาท เป็นทรัพย์สินของพล.ท.อดุลย์ 32,425,985 บาท ประกอบด้วยเงินสด 150,000 บาทเงินฝาก 3,041,503 บาทเงินลงทุน 8,529,680 บาท ในหุ้นสหกรณ์กองทัพภาคที่ 2 และบมจ .เคจีไอ(ประเทศไทย) ที่ดิน 5 แปลงใน จ.นครราชสีมา ,สุรินทร์ , บุรีรัมย์,ปราจีนบุรี รวมมูลค่า1,426,055 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 9.8 ล้านบาทโดยเป็นบ้านพักในจ.นครราชสีมาและห้องชุดย่านประชาชื่น กทม.ยานพาหนะ 2.55 ล้านบาทสิทธิและสัมปทานเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิต 3,273, 746 บาททรัพย์สินอื่น3,655,000 บาทและมีหนี้สินเป็นสินเชื่อบ้านธนาคารทหารไทยธนชาตซึ่งมียอดหนี้คงเหลือ 2,012,433 บาท

นอกจากนี้แจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 3,112,320 บาท เป็นเงินเดือน 864,720 บาทเงินประจำตำแหน่ง 498,000 บาทเงินบำนาญ 921,600 บาทค่าตอบแทนอื่นเบี้ยประชุม 120,000 บาท และยังมีรายได้จากทรัพย์สินอื่นเป็นเงินปันผลสหกรณ์ 3,000 บาทเงินปันผลหุ้นบมจ.เคจีไอ 600,000 บาทดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 5,000 บาทเงินคืนกรมธรรม์ประกันชีวิต 100,000 บาทและมีรายจ่ายต่อปีรวม 1,654,000 บาทแบ่งเป็นค่าอุปโภคบริโภค 120,000 บาทค่าสาธารณูปโภค 20,000 บาทค่าอุปการะบุตร 100,000 บาทค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 90,000 บาทเบี้ยประกันชีวิต 200,000 บาทชำระหนี้เงินกู้ TTB 620,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายในการศึกษาบุตร 30000 บาทค่าประกันและมารดา 100,000 บาทเงินบริจาคเพื่อกุศลสาธารณะ70,000 บาทค่าภาษีเงินได้ประจำปี 200,000 บาทค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่น 1 แสนบาท

ส่วนนางพรชนกมีทรัพย์สินรวม 73, 399,754 บาทแบ่งเป็นเงินสด 200,000 บาทเงินฝาก 1,64,250บาทเงินลงทุน 60,699,280 บาท เป็นการลงทุนในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบุรีรัมย์ 45,699,280 บาท และลงทุนร้านเมืองตะลุงยิ่งเจริญค้าวัสดุ 15 ล้านบาท ที่ดิน 5 แปลงใน จ.บุรีรัมย์มูลค่า 5,802,830 บาท ยานพาหนะ 1.95 ล้านบาทสิทธิและสัมปทาน เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิต2,833,393 บาททรัพย์สินอื่น 310,000 บาท

แจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 3,864,800 บาท แบ่งเป็นจากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 4,800 บาทเงินปันผลจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู620,000 บาทเงินคืนกรมธรรม์ประกันชีวิต 45,000 บาทและมีรายได้จากการขายสินค้า 3.14 ล้านบาทรายได้จากการขายเศษวัสดุ 55,000 บาทและมีรายจ่ายต่อปีรวม 860,000 บาทโดยแยกเป็นค่าอุปโภคบริโภค 100,000 บาทค่าสาธารณูปโภค 60,000 บาทค่าอุปกรณ์ 120,000 บาทค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 30,000 บาทค่าเบี้ยประกันชีวิต 300,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการศึกษาบุตร 40,000 บาทค่าอุปการะบิดามารดา120,000 บาทเงินบริจาคเพื่อกุศลสาธารณะ 10,000 บาท ค่าภาษีเงินได้ประจำปี20,000 บาทค่าใช้จ่ายส่วนตัว 60,000 บาทส่วนบุตรที่ยังไม่ได้บรรลุนิติภาวะแจ้งมีสิทธิและสัมปทาน 68,300 บาท

สำหรับทรัพย์สินอื่นที่น่าสนใจของทั้งคู่อาทิ พระเครื่องพระสมเด็จพร้อมสร้อยทองคำ 1 องค์มูลค่า 3 ล้านบาทนาฬิกาข้อมือ Rolex Datejust1 เรือนมูลค่า 300,000 บาท นาฬิกาข้อมือ Rolex Submariner Date 1 เรือนมูลค่า 200,000 บาท ปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติ 2 กระบอกรวมมูลค่า150,000 บาท จักรยานGiantTCR 1 คัน 50,000 บาทสร้อยคอทองคำเพชร 1 เส้น 90,000 บาทสร้อยคอทองคำขาวเพชร 1 เส้น50,000 บาทแหวนทองคำเพชร 1 วง 50,000 บาทกำไลทองคำเพชร 1 วง 60,000 บาทต่างหูเพชร 1 คู่ 40,000 บาทต่างหูทองคำขาวเพชร 20,000 บาท

ด้าน พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย กรณีเข้ารับตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568โดย พล.ต.อ.สรายุทธ และ น.ส.สุธาสินี คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สินรวม 474,915,963 บาท หนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 38 สตางค์ เป็นทรัพย์สินของ พล.ต.อ.สรายุทธ รวม 9,059,668 บาท แบ่งเป็น เงินฝาก1,503,764 บาท เงินลงทุน 413,003 บาท ที่ดิน 4,425,000 บาท รถยนต์ 5 คัน รวม 2,330,000บาท ทรัพย์สินอื่น 387,900 บาทและแจ้งรายได้รวมต่อปี 1,303,356 บาท ได้แก่ เงินเดือนตำรวจ มกราคม-มีนาคม 2568 จำนวน 365,616 บาท เงินบำนาญ เมษายน-ธันวาคม 2568 จำนวน 483,840 บาท เงินเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2568 จำนวน 453,900 บาท และมีรายจ่ายต่อปีรวม 1,320,000 บาท ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 600,000 บาท ค่าอุปโภคบริโภค 360,000 บาท ค่าอุปการะมารดา 360,000 บาท

ส่วน น.ส.สุธาสินี คู่สมรส ซึ่งแจ้งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใน 3 บริษัท คือ บริษัท อีแอลอี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัท อีแอลอี (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัทจงเจริญ 1977 จำกัด ระบุมีทรัพย์สินรวม 465,856,294 บาท แบ่งเป็นเงินฝาก 3,348.085 บาท เงินลงทุน 84,866,849 บาท ในจำนวนนี้กว่า 83 ล้านบาทลงทุนใน 3 บริษัทที่เป็นกรรมการผู้จัดการอยู่ ที่ดิน 16 แปลง รวม 262,930,750 บาท โดยส่วนใหญ่อยู่ใน จ.นนทบุรี, ตาก, ลำปางและเชียงใหม่ โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 6 หลัง เป็นบ้านพักตึก 2 ชั้น ที่ จ.นนทบุรี และเชียงใหม่ รวม 52.3 ล้านบาท รถยนต์ 4 คัน รวม 31,308,411บาท โดยจำนวนนี้ 1 คันเป็นรถยนต์ยี่ห้อ Bentley มูลค่า 21,308,411 บาท สิทธิและสัมปทาน 2,040,198 บาท ทรัพย์สินอื่น 29,062,000 บาท

ทั้งนี้ น.ส.สุธาสินี ไม่ได้แจ้งรายได้ต่อปีว่ามีเท่าใด แต่แจ้งในส่วนของค่าใช้จ่ายต่อปีรวม 5,227,208 บาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 960,000 บาท ค่าอุปโภคบริโภค 600,000 บาท ค่าเบี้ยประกันชีวิต2,040,198.23 บาท ค่าเล่าเรียนบุตร 1,267,010 บาท ค่าอุปการะมารดา 360,000 บาทส่วนทรัพย์สินอื่นๆ ที่น่าสนใจของทั้งคู่ พบว่ามีอาวุธปืนรวม 9 กระบอก กระเป๋าแบรนด์เนม ทั้ง louisvuitton, hermes, chanelและchristiandiorรวม 95 ใบ พระ 5 องค์ และเครื่องประดับ 12 รายการ ได้แก่ แหวนล้อมเพชร แหวนทองคำ แหวนประดับเพชร กำไลหยก รวม 6 วง และนาฬิกา 6 เรือน