‘นาย ณภัทร’ เปิดโหมดสายสตรีท! เผยอีกด้านที่สนุกกับการแต่งตัว พร้อมปล่อยลุค Motorsport

3 กันยายน 2569 เวลา 17:44 น.

หลายคนอาจคุ้นตากับ “นาย – ณภัทร เสียงสมบุญ” ในมาดหนุ่ม หล่อเนี้ยบจากหน้าจอและงานแฟชั่นหลากหลายลุค แต่ถ้าได้รู้จักอีกด้านของเจ้าตัว จะพบว่า “การแต่งตัว” เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สนุกที่หนุ่มนายใช้บอกความชอบและตัวตนของตัวเอง โดยเฉพาะ Street Fashion ที่เปิดโอกาสให้หยิบไอเทมต่างสไตล์มา Mix & Match ได้แบบไม่มีกฎตายตัว

ล่าสุด “นาย ณภัทร” เลยขอเปิดโหมดสายสตรีทแบบเต็ม ๆ ด้วยการหยิบกระแส Motorsport Fashion ที่กำลังมาแรงตามความฮอตของ Formula 1 (F1) มาตีความในแบบของตัวเอง กับลุค Bomber Jacket จากคอลเลกชัน 2026 Atlassian Williams F1 Team จับคู่กับเสื้อยืดสีขาวและหมวก New Era เปลี่ยนกลิ่นอายจากสนามแข่งให้กลายเป็น Street Look สุดคูล ในโอกาสมาร่วมฉลองครบรอบ 10 ปี New Era Thailand ภายในงาน “CROWN THE DECADE – 10th Anniversary of New Era Thailand” ณ ลานเอเทรียม 2 สยามเซ็นเตอร์

นาย – ณภัทร เปิดเผยว่า “สำหรับผมการแต่งตัวเป็นเรื่องสนุกครับ เพราะในแต่ละวันเราสามารถเลือกได้ว่าอยากนำเสนอตัวเองออกมาในมุมไหน ผมชอบ Street Fashion ตรงที่มันไม่ได้มีกฎตายตัวว่าเราต้องใส่อะไรคู่กับอะไร เราสามารถหยิบสิ่งที่ชอบมาผสมกัน แล้วสุดท้ายมันกลายเป็นสไตล์ของเราเอง ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือใส่แล้วเรารู้สึกมั่นใจและยังเป็นตัวเองอยู่ครับ”

สำหรับลุคในครั้งนี้ หนุ่มนายเลือกให้ Bomber Jacket เป็น Statement Piece แล้วลดทอนส่วนอื่นให้เรียบง่าย เพื่อปล่อยให้กลิ่นอาย Motorsport เป็นพระเอกของลุค ซึ่งเจ้าตัวมองว่าเสน่ห์ของแฟชั่นที่ได้รับอิทธิพลจากโลกกีฬาในวันนี้ คือการไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักกีฬาหรือแฟนพันธุ์แท้อีกต่อไป แต่สามารถข้ามมาเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นในชีวิตประจำวันได้

“ผมชอบที่ตอนนี้เส้นแบ่งระหว่างกีฬา แฟชั่น และไลฟ์สไตล์มันใกล้กันมากขึ้น อย่าง F1 เองก็มีทั้งเรื่องของการแข่งขัน ความเร็ว เทคโนโลยี ไปจนถึงดีไซน์ พอถูกนำมาตีความผ่านแฟชั่น มันทำให้คนที่อาจไม่ได้แต่งตัวแนว Motorsport เต็มตัวก็สามารถหยิบแค่แจ็กเก็ตหรือหมวกมาแมตช์กับเสื้อผ้าที่มีอยู่ได้ สำหรับผมความเท่ไม่ได้อยู่ที่ต้องแต่งตามใคร แต่อยู่ที่เราเอาสิ่งที่ชอบมาทำให้เป็นตัวเราได้แค่ไหนครับ”

งานนี้ “นาย ณภัทร” ยังได้สัมผัสอีกหนึ่งการเชื่อมโลก Motorsport × Street Fashion ผ่านคอลเลกชัน New Era x Atlassian Williams F1 Team 2026 ที่นำเอกลักษณ์ของทีมแข่งมาต่อยอดเป็นไอเทมที่สามารถหยิบมาใช้ใน Everyday Look ได้ ตั้งแต่หมวก เสื้อยืด ไปจนถึงแจ็กเก็ต สะท้อนภาพของแฟชั่นจากสนามแข่งที่กำลังขยับเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในไอเทมที่สะดุดตาหนุ่มนายและแฟน F1 คือ หมวกแก๊ป New Era รุ่น Atlassian Williams F1 Team ที่ออกแบบสำหรับ “อเล็กซ์ อัลบอน” (Alex Albon) นักแข่งจากทีม Atlassian Williams

F1 Team ซึ่งซ่อนกลิ่นอายความเป็นไทยเอาไว้ในรายละเอียด ตั้งแต่ลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “พวงมาลัย” สื่อถึงสิริมงคลและการเดินทางอย่างปลอดภัย การปักชื่อ “อเล็กซ์” เป็นภาษาไทยบริเวณด้านข้างหมวก ไปจนถึงหมายเลขประจำตัว 23 ที่ซ่อนเลขไทย “๒๓” เอาไว้ในดีไซน์

นาย ณภัทร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมว่าเสน่ห์ของ Street Fashion คือไม่มีคำตอบเดียวว่าแบบไหนถึงจะเท่ครับ คนสองคนสามารถหยิบไอเทมชิ้นเดียวกันไปแต่งแล้วออกมาคนละสไตล์ได้เลย ใครที่ชอบแฟชั่นหรือกำลังสนุกกับกระแส Motorsport ก็อยากให้ลองหยิบมาปรับให้เข้ากับตัวเอง ไม่จำเป็นต้องแต่งเหมือนใคร เพราะสุดท้ายสไตล์ที่ดีที่สุดก็น่าจะเป็นสไตล์ที่เราใส่แล้วรู้สึกว่า ‘นี่แหละเรา’ ครับ”

แฟน ๆ ที่อยากตามมาส่องโลก Street Fashion ในแบบ “นาย ณภัทร” พร้อมสัมผัสกลิ่นอาย F1 แบบใกล้ชิด สามารถมาร่วมงาน “CROWN THE DECADE – 10th Anniversary of New Era Thailand” ที่จัดเต็มทั้งการจัดแสดงรถแข่ง Atlassian Williams F1 Team  กิจกรรมประลองความเร็ว F1 Simulator และ New Era DIY Custom Station ที่เปิดให้ทุกคนสร้างสรรค์และปรับแต่งไอเทม New Era ให้เป็นสไตล์ของตัวเอง ระหว่างวันที่ 1-6 กันยายน 2569 ณ ลานเอเทรียม 2 ชั้น G ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์

2 สาวน้อย ‘นาตาชา-นาลียา’ เช็กอินทะเลภูเก็ต ‘ฟลุค-ลี’ ลองทีเด็ด ‘แกงส้มทุเรียน’

3 กันยายน 2569 เวลา 17:35 น.

น่ารักเกินต้านคูณสอง พี่สาว นาตาชา และน้องสาว นาลียา เช็กอินทะเลภูเก็ต เอ็นจอยสุดๆ นั่งชมวิวริมหาด เล่นทรายกันสนุก ส่วน พ่อฟลุค-เกริกพล พาทัวร์ที่พักบรรยากาศดี ติดทะเลแถมมีสระว่ายน้ำแบบ Infinity Pool ให้ฟีลเหมือนว่ายอยู่ในทะเล จากนั้นถึงช่วงสำคัญ แท็กทีม แม่ลี-นาตาลี ไปชิมเมนูเด็ดของที่นี่ งานนี้ได้ลองอะไรใหม่ๆ กิน แกงส้มทุเรียน! เป็นครั้งแรก

ติดตามใน “หนีเที่ยวกัน” วันเสาร์ที่ 5 ก.ย. นี้ 09.00 น. ทาง Workpoint ช่อง 23 ดูย้อนหลังได้ทาง YouTube FlukeLee https://www.youtube.com/c/FlukeLee/featured และติดตามหนีเที่ยวกันได้ทุกช่องทางทั้ง Facebook https://www.facebook.com/nheetiew/ IG https://www.instagram.com/nheetiewgun.th/ TikTok https://www.tiktok.com/@nheetiewgun_th

‘เอ-แป้ง’ลุยบางบ่อ ตามหาของดี ‘กะปิคลองด่าน’ ชิมของอร่อยชุมชน พร้อมกิจกรรมสุดมัน

3 กันยายน 2569 เวลา 17:32 น.

 “มิตรรักทั่วไทย” พาไปตามหา กะปิคลองด่าน สินค้าโอทอปชื่อดัง จ.สมุทรปราการ พร้อมพาชิมอาหารเด็ดของชุมชน  และทำกิจกรรมสุดชิคที่มาแล้วต้องลองจะเป็นอะไรห้ามพลาด “เอ-แป้ง” พร้อมพาไปลุย ติดตามได้อาทิตย์ที่  6 กันยายนนี้

สัปดาห์นี้ รายการ “มิตรรักทั่วไทย” พาแฟน ๆ ออกเดินทางไปสัมผัสเสน่ห์ชุมชน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ กับสองพ่อลูก เอ-ไชยา มิตรชัย และ แป้ง-ศรันฉัตร์ ไปตามหาของดีขึ้นชื่อ อย่าง กะปิคลองด่าน สินค้าโอทอปชื่อดัง พร้อมลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น และสนุกกับกิจกรรมสุดชิคที่มาแล้วต้องลอง

เริ่มต้นทริปที่ ตลาดน้ำปีกกา วัดปานประสิทธาราม ตลาดโบราณที่เปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดพิเศษ งานนี้ พ่อเอ-ลูกแป้ง ขอเดินตลาดชิมของอร่อยจากพ่อค้าแม่ค้าชาวชุมชนคลองด่าน ทั้งขนมจีน ผัดไทย ข้าวแกง ขนมไทย เครื่องดื่มน้ำสมุนไพร และผักสวนครัว ก่อนแวะไหว้พระขอพร หลวงพ่อปาน เติมสิริมงคล แล้วออกตามหาของดีประจำชุมชน

ไฮไลต์ของทริปนี้อยู่ที่ กะปิดคลองด่าน จาก วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกะปิคลองด่านชุมชน 3 โดยมี พี่ขวัญเมืองอยู่นาน ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ พาสองพ่อลูกไปเรียนรู้ขั้นตอนการทำกะปิแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นจุดเด่นของกะปิคลองด่านที่มีเนื้อแห้ง แน่น เนียนละเอียด กลิ่นหอม และรสชาติไม่เค็มจัด โดยใช้ เคยตาดำ หรือ เคยแดง สดใหม่จากบริเวณอ่าวไทย ตั้งแต่คลองด่านถึงปากแม่น้ำบางปะกง ผ่านกรรมวิธีบดและหมักซ้ำหลายรอบ เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมและช่วยลดความคาว

นอกจากกะปิดแล้ว เอ-แป้ง ยังได้ชมการทำ หอยแมลงภู่ตากแห้ง อีกหนึ่งสินค้าขายดีของชุมชน ก่อนพักเติมพลังด้วยสำรับอาหารฝีมือแม่ ๆ ในชุมชน ที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นมารังสรรค์เมนูเด็ด ทั้งน้ำพริกกะปิ แกงส้ม และปลาอินทรีผัดฉ่า เรียกว่าอิ่มทั้งท้องและอิ่มใจ จากนั้นสองพ่อลูกยังขอช่วยชาวบ้านขายสินค้าชุมชน ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งกะปิเคยแท้ดั้งเดิม  กะปิฟิวชัน 4 รสชาติ ได้แก่ วาซาบิ ต้มยำ หมาล่า และฟรุตตี้ รวมถึง เคยแห้ง  กุ้งแห้ง  หอยตากแห้ง และปลากรอบ

ปิดท้ายด้วยกิจกรรมไฮไลต์ที่สายลุยไม่ควรพลาด กับภารกิจ หาหอยแครงด้วยบอร์ดสไลด์ กิจกรรมสนุกสุดท้าทายที่กลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของคลองด่าน งานนี้ เอ-แป้ง จะเจออะไรบ้าง และจะสนุกแค่ไหน ต้องรอติดตามในรายการ

ก่อนกลับ เอ-แป้ง ไม่พลาดชวนแฟน ๆ ร่วมอุดหนุนสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศที่รายการเคยเดินทางไปเยือน โดยสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทางเว็บไซต์ shop.bugaboo.tv   ออกเดินทางตามหาของดี ชิมของอร่อย ไปพร้อมกับ เอ-แป้ง ในรายการ “มิตรรักทั่วไทย” วันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย.นี้ เวลา 13.00 น. รับชมสดทาง ช่อง 7HD  กด 35 

และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG,X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com  

‘ออฟโรด’เปิดโหมดบอกรัก ลงซิงเกิลใหม่ ‘ฉันไม่รู้จักชื่อดอกไม้ (แต่จะหามาให้เธอ)’

3 กันยายน 2569 เวลา 17:29 น.

ส่งซิงเกิลใหม่ล่าสุด ออกมาพร้อมกับชื่อเพลงที่ยาวที่สุด และอาจจะฟังดูเหมือนประโยคธรรมดา แต่นี้คือ ชื่อเพลงใหม่จาก “ออฟโรด กันตภณ” ที่สามารถสื่อสารถึงเพลงนี้ได้อย่างดี ในเพลง “ฉันไม่รู้จักชื่อดอกไม้ (แต่จะหามาให้เธอ)” เพลงที่สะท้อนตัวตนของออฟโรดในอีกมุมหนึ่ง ผ่านเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ไม่ได้เก่งเรื่อง ความรัก และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดอกไม้ที่เธอชอบชื่ออะไร แต่เขาพร้อมออกตามหาเพื่อเอามาให้เธออยู่ดี เพราะสำหรับเขาความรักไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แค่ได้ทำอะไรบางอย่างให้คนที่รัก ก็มีความหมายแล้ว ซึ่งครั้งนี้ออฟโรดกลับมาพร้อมภาพลักษณ์ที่โตขึ้น  ทั้งในแง่ของดนตรีและวิธีการถ่ายทอดเสียงร้อง รวมไปถึงอารมณ์และสไตล์การร้อง โดยเป็นการร่วมงานกันอีกครั้ง กับคนที่รู้จักและเข้าใจตัวตนของออฟโรดเป็นอย่างดี อย่าง เบนซ์ วรเชษฏฐ์ และ โดม จารุวัฒน์ ที่มาร่วมรับหน้าที่เป็น Music Producer ในสไตล์เพลงที่ถูกถ่ายทอดผ่านกลิ่นอาย Indie Pop ฟังสบายและเข้าถึงง่าย เป็นอีกก้าวของออฟโรดที่ยังคงความเป็นธรรมชาติและความจริงใจไว้ พร้อมเติบโตขึ้นในฐานะศิลปินอย่างชัดเจน! ในส่วนของมิวสิกวิดีโอ ออฟโรดได้สลัดภาพหนุ่มสุดคิวท์ที่คุ้นเคย เปลี่ยนลุคเป็นหนุ่ม Boyfriend Material พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวความรักสุดโรแมนติกที่แอบชวนให้คนดูอมยิ้มตาม คว้าตัว “พั้นรักแมว” อินฟลูฯ สาวสุดฮอต ที่มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวเติมสีสันให้กับเพลง ผ่านเคมีและโมเมนต์ความสัมพันธ์ที่ช่วยขับเน้นเสน่ห์ของเพลงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้เรื่องราวของผู้ชายที่ “ไม่รู้แต่พร้อมจะพยายาม” ส่งต่อออกมาได้อย่างน่ารัก อบอุ่น และอินมากยิ่งขึ้น

ซึ่ง “ออฟโรด กันตภณ” ได้เผยความรู้สึกว่า “เพลงนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ออฟโรดตั้งใจพัฒนาในทุกขั้นตอนเลยครับ ขอบคุณพี่เบนซ์และพี่โดมนะครับ ที่มาร่วมงานกันอีกครั้ง เพลงนี้มี Mood&Tone เพลง และเรื่องราวเอ็มวีที่น่ารักมากๆ มีความสดใส แปลกใหม่ เชื่อว่าทุกคนสงสัยใช่ไหมครับ ว่าทำไมชื่อเพลงยาวจัง? แต่ชื่อเพลงสามารถบอกความหมายของเพลงได้ทั้งหมด คือเป็นเพลงบอกรัก ที่ไม่ต้องพูดคำว่ารักเลยครับ อยากให้ทุกคนได้ลองฟังและลองชมเอ็มวีกันนะครับ ก็ขอฝากซิงเกิลแรกในปีนี้ ซึ่งเป็นเพลงที่จะได้เห็นแนวทางที่ใช่ของออฟโรด และเป็นเพลงที่ตัวเองชอบมาก ๆ  หวังว่าทุกคนชอบเหมือนกันนะครับ (ยิ้ม)”

สามารถรับฟังและชม Official MV “ฉันไม่รู้จักชื่อดอกไม้ (แต่จะหามาให้เธอ)” จาก “ออฟโรด กันตภณ” ได้ทาง Youtube: One Music และ Audio ได้ทุก Streaming Platforms รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวของศิลปินได้ทุกช่องทาง Social Media ของ One Music และ Open Label

‘เบนซ์ นที’ คัมแบ็กกำกับ ‘เรื่องเล่าอาจารย์ยอด’ตีแผ่บทเรียนครอบครัวในตอน ‘เลี้ยงลูกไม่สอน’ เสาร์นี้ ทางช่อง 7HD

3 กันยายน 2569 เวลา 17:27 น.

หลังสร้างความประทับใจจากตอน “พ่อเกลียดลูก” ล่าสุดผู้กำกับฯ “เบนซ์-นที โทนะศรี” กลับมาสร้างสรรค์ผลงานอีกครั้งในซีรีส์ “เรื่องเล่าอาจารย์ยอด” กับตอน “เลี้ยงลูกไม่สอน” ถ่ายทอดบทเรียนเข้มข้นเกี่ยวกับการเลี้ยงดูและความสัมพันธ์ในครอบครัว ผ่านมุมมองการเล่าเรื่องที่แตกต่างและเข้าถึงอารมณ์มากยิ่งขึ้น

ผู้กำกับฯ “เบนซ์” เปิดเผยว่า การทำงานครั้งนี้ทั้งสนุกและท้าทาย เพราะต้องการค้นหาวิธีนำเสนอใหม่ ๆ ให้ผู้ชมรู้สึกร่วมกับเรื่องราว ขณะเดียวกันยังคงเสน่ห์และความเข้มข้นตามแบบฉบับของ “เรื่องเล่าอาจารย์ยอด”

สำหรับตอน “เลี้ยงลูกไม่สอน” สะท้อนชีวิตของลูกสาวคนเดียวที่เติบโตมากับการเลี้ยงดูแบบตามใจ จนเกิดเป็นเส้นบาง ๆ ระหว่างความรัก ความห่วงใย และการสปอยล์เกินพอดี เมื่อพ่อแม่คิดว่าการตอบสนองทุกความต้องการคือสิ่งที่ดีที่สุด เด็กจึงค่อย ๆ ซึมซับและเข้าใจว่าสิ่งที่ตนทำถูกต้องเสมอ ก่อนจะเติบโตเป็นคนเอาแต่ใจโดยไม่รู้ตัว

อีกหนึ่งความท้าทายของการนำเรื่องเล่าในตำนานของอาจารย์ยอดมาถ่ายทอดบนจอ คือการค้นหา Gimmick หรือเอกลักษณ์ของแต่ละเรื่อง เพื่อรักษาเสน่ห์ของความจริงใจและบรรยากาศแบบเรื่องเล่าชาวบ้าน พร้อมเปลี่ยนตัวอักษรและเสียงบรรยายให้กลายเป็นภาพที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับอยู่ในเหตุการณ์จริง

เบื้องหลังการทำงาน ทีมงานและนักแสดงทุ่มเทตั้งแต่การเขียนบท คัดเลือกโลเคชัน ไปจนถึงการเวิร์กช็อปและปรับรายละเอียดการแสดงหน้าเซ็ต เพื่อให้ทุกฉากออกมาลื่นไหลและสมจริง โดยยังคงเค้าโครงและอรรถรสความเข้มข้นของเรื่องเล่าต้นฉบับไว้อย่างครบถ้วน

ติดตามบทเรียนสำคัญของสายใยครอบครัว เมื่อความรักและการตามใจอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่มีใครคาดคิด ในซีรีส์ “เรื่องเล่าอาจารย์ยอด” ตอน “เลี้ยงลูกไม่สอน” ออกอากาศวันเสาร์ที่ 5 กันยายนนี้ เวลา 17.00 น. ทางช่อง 7HD

‘ซี – เอมี่’นั่งแท่นผู้บริหารเต็มตัว จัดปาร์ตี้ฉลองต่อยอดความสำเร็จ

3 กันยายน 2569 เวลา 17:25 น.

จุดเริ่มต้นจากไลฟ์สไตล์ของคู่รักสายปาร์ตี้ “ซี ศิวัฒน์ & เอมี่ กลิ่นประทุม” กลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจผู้สร้างแบรนด์ “Party Monster” เม็ดเคี้ยวแก้แฮงค์ รสมะม่วงพริกเกลือ สุดฮิตในโลกปาร์ตี้และออนไลน์ สู่การวางจำหน่ายใน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้จัดงานปาร์ตี้ฉลองความพร้อมในก้าวสำคัญอย่างยิ่งใหญ่ โดยได้รับเกียรติจาก คุณภาคิน กิตติภานุวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นูทริชั่น โปรเฟส จำกัด (มหาชน) และคุณจริยาพร  ไตรทิพย์เจริญชัย ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติและเหล่าอินฟลูเอนซอร์สายปาร์ตี้ที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง

“จุดเริ่มต้นมาจากเมียผมแหล่ะ ทุกคนก็รู้ เรารู้สึกว่า ถ้าเราดื่ม ทุกคนก็สนุก ทุกคนเข้าใจดี เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง เอ๊ะ..ทำไมดื่มแล้วเราต้องแฮ้ง ทำไมดื่มแล้วเราต้องเป็นผักไปวันสองวัน งั้นมันต้องทำยังไงดี การที่เราไม่แฮ้ง ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ใช้ร่างกายตัวเองนะ เพราะฉะนั้นเราเอาร่างกายในอนาคตมาใช้ วันนี้มันควรที่จะต้องมีตัวช่วยเสริมไง ไม่ใช่แค่ในเรื่องของการขจัดสารพิษ หรือแก้แฮ้งอย่างเดียว มันต้องช่วยบำรุงและฟื้นฟูด้วย เพราะฉะนั้นมันก็มาจบที่ เราก็ไปที่จุดที่ว่ามันควรที่จะเป็น เร็ว, ใช้เวลาไม่นาน, สะดวก, ง่าย นั่นแหละ แล้วทุกอย่างมันก็เลยเป็น Party Monster”

“ถ้าคุณฉีกซองแล้วเคี้ยว Party Monster นะ เชื่อป่ะ ไม่เกิน 15 นาที คุณจะอาการดีขึ้นเลย  เพราะในนั้นเนี่ย นอกเหนือจากมันมีเรื่องของ Ginger Extract แล้ว มันยังมีตัวที่เป็นตัวอาร์ติโช้ค แล้วก็กลูต้า แล้วก็มีวิตามินบีที่ช่วยทำให้คุณฟื้น ฟื้นจากที่แบบภาวะที่คุณกำลังงงๆ แล้วมันจะแบบรู้สึกดีขึ้นได้เลย งั้นสารสกัดทุกตัวที่ผมกับพี่มี่ตั้งใจใส่ลงไป คือตั้งใจว่าให้มันไม่ใช่แค่ช่วยแก้แฮ้ง ไม่ใช่หรอกครับ บอกเลยว่าเราตั้งใจจะบำรุงและฟื้นฟูไปด้วย”

ด้าน เอมี่ กลิ่นประทุม เผยที่มาของรสชาติ มะม่วงพริกเกลือ ว่า “และการที่มันเป็นรสชาติมะม่วงพริกเกลือ คือมันอยากจะกินอะไรสักอย่างให้มันเปรี้ยวๆ ให้มันหาย ให้มันสร่าง เรารู้สึกว่ารสเนี้ย มันเป็นรส ที่เราก็ไม่เคยเห็นในท้องตลาด แล้วก็รู้สึกว่ามันเปรี้ยว แล้วเราอยากจะมีความเผ็ด ให้มันมีความสนุก แบบปาร์ตี้มาเราก็อยากจะให้เคี้ยวอะไรเข้าไปแล้วก็ยังมีความสนุกอยู่”

ตามไปพบกับ “Party Monster” เม็ดเคี้ยวแก้แฮงค์ รสมะม่วงพริกเกลือ 2 เม็ดต่อซอง ในราคาเพียง 89 บาท ได้แล้ววันนี้ที่ 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ รวมถึง 7-Delivery และ ALL ONLINE

‘ตี๋ วรปรัชญ์’จารึกประวัติศาสตร์! คว้าแชมป์ 100 สมัย ‘ไมค์หมดหนี้ 9 มงคล’

3 กันยายน 2569 เวลา 17:18 น.

เสียงเฮดังลั่นทั้งสตูดิโอ เมื่อ “ตี๋ วรปรัชญ์” หนุ่มน้อยเสียงดีขวัญใจแฟนรายการ สามารถจารึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์บนเวที “ไมค์หมดหนี้ 9 มงคล” ด้วยการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง แชมป์ 100 สมัย ได้สำเร็จ ท่ามกลางความยินดีและแรงเชียร์จากแฟน ๆ ที่ติดตามเส้นทางของเขามาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันพุธที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่แฟนรายการต่างพากันร่วมลุ้นและส่งแรงใจให้กับตี๋ กับภารกิจครั้งใหญ่บนเส้นทางแชมป์ที่ต้องใช้ทั้งความสามารถ ความมุ่งมั่น และหัวใจนักสู้ จนในที่สุดเจ้าตัวสามารถพิชิตเป้าหมายสำคัญ แชมป์ 100 สมัย ได้อย่างสง่างาม จากวันแรกที่ก้าวขึ้นมาบนเวทีแห่งนี้ด้วยความฝันและพลังเสียง วันนี้เสียงร้องของตี๋ไม่ได้พาเขาไปถึงเพียงบัลลังก์แชมป์ 100 สมัยเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนชีวิตและพาครอบครัวก้าวผ่านอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ ด้วยการสามารถหมดหนี้ให้ครอบครัวได้สำเร็จ

นอกจากนี้ ตี๋ยังสร้างความประทับใจให้แฟนรายการมาแล้วหลายครั้ง กับการเป็นหนึ่งในผู้ที่สามารถ พิชิตแจ็กพอต 100,000 บาท ในรอบไมค์มงคลได้สำเร็จ พร้อมเงินสะสมทั้งหมด 2,230,000 บาท ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของหนุ่มน้อยคนนี้ ที่ใช้ทุกโอกาสบนเวทีเปลี่ยนเป็นพลังในการก้าวไปข้างหน้า ตลอดเส้นทางกว่า 100 สมัย ตี๋ วรปรัชญ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ทุกชัยชนะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะพรสวรรค์ แต่เกิดจากความตั้งใจ การฝึกฝน และหัวใจที่ไม่เคยหยุดสู้ ขอแสดงความยินดีกับ “ตี๋ วรปรัชญ์” กับการจารึกตำแหน่งแชมป์ 100 สมัยได้สำเร็จ และขอส่งกำลังใจให้เดินหน้าสร้างความสำเร็จบนเส้นทางแห่งเสียงเพลงต่อไปอีกหลาย ๆ สมัย มาร่วมลุ้นและร่วมเป็นกำลังใจให้เด็กหนุ่มเสียงดีคนนี้กันต่อในรายการ “ไมค์หมดหนี้ 9 มงคล” ทุกวันจันทร์ – วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. ทางช่องเวิร์คพอยท์

‘รสแลกเงิน’ เปิดศึก 3 เชฟ ปะทะโจทย์ ‘อีสานแซ่บ ลดโซเดียม’ อร่อยได้ไม่ต้องเสี่ยง

3 กันยายน 2569 เวลา 17:16 น.

สายแซ่บเตรียมลุ้น ! “รสแลกเงิน” จันทร์ที่ 7 กันยายนนี้ เปิดศึก 3 เชฟ “ต้นกล้า-ใบตอง-ต๊อกแต๊ก” ดวลไอเดียรังสรรค์เมนู “อีสานแซ่บ ลดโซเดียม” พร้อมเรียนรู้วิธีลดเค็ม ลดเสี่ยง “ภาวะโรคความดันโลหิตสูง” ไปพร้อมกัน

เรียนรู้เรื่องสุขภาพแบบเข้มข้นไปพร้อมกับ 2 พิธีกร เชฟกอล์ฟ-สัญญา ธาดาธนวงศ์ และ เชฟอ๊อฟ-ณัฐวุฒิธรรมพันธุ์ ใน “รสแลกเงิน” รายการดี ๆ ที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ช่อง 7HD และ บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผลิตขึ้น  เพื่อส่งต่อความรู้และแรงบันดาลใจในการเลือกกินอย่างสมดุล พร้อมสนุกไปกับสาระทริกด้านอาหารไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

สัปดาห์นี้ “รสแลกเงิน”  พาผู้ชมเจาะลึกเรื่อง “ภาวะโรคความดันโลหิตสูง” โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบอาหารรสจัดต้องไม่พลาด กับโจทย์ “อีสานแซ่บ ลดโซเดียม” ที่ 3 เชฟต้องรังสรรค์อาหารคนละ 1 เมนู ในปริมาณที่พออิ่ม แต่ความท้าทายอยู่ที่ Supermarket ของรายการจะไม่มีเครื่องปรุงให้เลือกใช้ เหล่าเชฟจึงต้องอาศัยฝีมือและไอเดีย ดึงรสชาติจากวัตถุดิบให้มากที่สุด เพื่อสร้างความอร่อยโดยใช้เครื่องปรุงให้น้อยที่สุด

งานนี้ได้ 3 เชฟมาร่วมชาเลนจ์ ได้แก่ เชฟต้นกล้า จาก Master Chef Thailand Season 7, เชฟใบตอง สาวสวยจากครัวนรก Hell’s Kitchen Thailand Season 1 และแม่ค้าต๊อกแต๊ก จาก ศึกพ่อค้าซ่าแม่ค้าแซ่บ Season 2 แม้โจทย์จะหิน เพราะต้องทำอาหารอีสานที่ขึ้นชื่อเรื่องรสจัดจ้าน แต่ต้องลดการใช้เครื่องปรุง ทั้ง 3 เชฟก็สู้ไม่ถอย พร้อมงัดเทคนิคและความคิดสร้างสรรค์เต็มที่ เพื่อให้ได้เมนูที่ทั้งแซ่บ อร่อย และดีต่อสุขภาพ

ด้าน 3 กรรมการผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมตัดสิน ได้แก่ หม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัตน์ นักชิม และนักวิจารณ์อาหาร ผู้รอบรู้เรื่องวัตถุดิบ คุณสุพัฒนุช สอนดำริห์ ผู้อำนวยการสำนักอาวุโส สำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุน
การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ ผศ. ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จะร่วมชี้แนะทั้งเรื่องรสชาติและหลักโภชนาการ

เชฟกอล์ฟ-สัญญา หนึ่งในพิธีกร เล่าถึงความสนุกและทริกสำคัญที่ผู้ชมจะได้จากการแข่งขันครั้งนี้ว่า   

“ตั้งแต่เริ่มรายการผู้เข้าแข่งขันก็ได้รับเงินกันไปแล้วก้อนโต ๆ ยังไม่มีรายการไหน ที่เริ่มต้นก็ได้เงินกันแล้ว  เรียกได้ว่าเครื่องปรุงในรายการนี้มูลค่าดั่งทองเลยทีเดียว  ซึ่งเชฟแต่ละคนที่มาแข่ง บางคนก็ขี้เหนียวเหลือเกิน  บางคนก็ทุ่มเปย์ไม่อั้น
เพื่อรสชาติ  แต่สุดท้ายทุกคนก็ทำอาหารออกมาได้รสชาติดี และดีต่อสุขภาพด้วย เรียกว่ามีเมนูเซอร์ไพรส์กันเลยทีเดียว เพราะความอร่อยต้องมาพร้อมสุขภาพและถูกหลักโภชนาการ ผู้ชมสามารถนำเอาสูตรอาหารและทริกต่าง ๆ กลับไปทำให้คนที่เรารักหรือ ครอบครัวรับประทานได้แบบดีต่อสุขภาพ และสร้างสรรค์อย่างแน่นอนครับ”  

ติดตามการแข่งขันสุดแซ่บที่ต้องใช้ทั้งฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ ลุ้นไปพร้อมกันว่า 3 เชฟ ใครจะคว้าเงินรางวัลไปครอง ในรายการ “รสแลกเงิน” วันจันทร์ที่ 7 กันยายนนี้  เวลา 18.00 น. ทางช่อง 7HD กด 35  และรับชมย้อนหลังได้ทาง  Netflix และสัปดาห์หน้าเชฟคนใดจะมาพิสูจน์ฝีมือกับโจทย์ใหม่  ห้ามพลาด  !

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ http://www.ch7.com   

ปั๊บ POTATO เขียน ‘อย่าทำเป็นเหมือนว่าเข้าใจ’จากประสบการณ์ตรง

3 กันยายน 2569 เวลา 17:05 น.

เดินทางมาถึงเพลงสุดท้ายของ “DOT” อัลบั้มชุดที่ 9 สำหรับ POTATO กับ “อย่าทำเป็นเหมือนว่าเข้าใจ” เพลงที่ปั๊บ – พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข นักร้องนำของวง ลงมือเขียนเนื้อเพลงด้วยตัวเอง โดยหยิบความรู้สึกจากประสบการณ์ตรงมาถ่ายทอดเป็นเพลงที่พูดถึงความเจ็บปวดจาก “ความเข้าใจที่ไม่จริง” เมื่อคำว่าเป็นห่วงจากคนที่เคยทำร้ายเรา กลับไม่ได้ช่วยเยียวยา แต่ยิ่งทำให้บาดแผลเดิมชัดเจนขึ้น

โดยปั๊บเล่าถึงความรู้สึกเบื้องหลังเพลงนี้ว่า…“มันเป็นความรู้สึกนึงที่โผล่ขึ้นมา เหมือนแบบไม่ต้องมาบอกว่าเข้าใจฉันหรอก หากความเข้าใจนั้นมันไม่จริง ยิ่งแสดงออกมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เราเจ็บปวดใจในความไม่จริงนั้นมากเท่านั้น” เลยเปรียบเพลงนี้  ถึงคนรักที่เคยทำร้ายและจากกันไป แต่ก็ยังเหมือนคอยส่งความหวังดีให้กัน ซึ่งมันไม่ได้มาจากใจ เค้าแค่รู้สึกผิดกับสิ่งที่เค้าเคยทำ ส่วนเราเองก็ยังไม่หายจากสิ่งนั้น แล้วยิ่งทุกครั้งที่เค้าถาม ความห่วงใยมันก็ยิ่งทำให้เราเจ็บปวด และกลับเป็นสิ่งที่ทำร้ายเรา เพราะมันไม่ได้มาจากใจ และที่เค้าทำมันไปเพื่อปกป้องตัวเองจากความรู้สึกบางอย่าง

ด้านดนตรี POTATO เลือกถ่ายทอดอารมณ์ดังกล่าวผ่านซาวด์ Rock ที่เข้มขึ้น เติมน้ำหนักให้ทั้งความโกรธและความผิดหวัง ก่อนส่ง “อย่าทำเป็นเหมือนว่าเข้าใจ” เป็นบทสรุปของอัลบั้ม “DOT” ที่เต็มไปด้วยหลากหลายมุมของความรู้สึก และเป็นอีกหนึ่งเพลงที่สะท้อนตัวตนของ POTATO ในวันที่เติบโตขึ้นและกล้าที่จะพูดถึงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา

สามารถฟัง “อย่าทำเป็นเหมือนว่าเข้าใจ” เพลงปิดท้ายอัลบั้ม “DOT” จาก POTATO ได้แล้ววันนี้ ทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิง พร้อมรับชม MV ได้ทาง YouTube potatobandofficial : https://youtu.be/0iMg9z7qqnE?si=g0hkIN7i3Zf7vR9g
และเตรียมรอติดตามบทใหม่ของวงที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ Facebook : Potatoband และ genie records         

Instagram : Potatoband และ genie records   TikTok : Potatoband                                              

#POTATOBand #อย่าทำเป็นเหมือนว่าเข้าใจ #genierecords #GMMMusic

ผอ.JIC เปิดไทม์ไลน์ ปมไทย-กัมพูชา ชี้อย่าตัดตอนเฉพาะวันที่ไทยตอบโต้ หลังถูกกล่าวหาเป็นฝ่ายรุกราน ย้ำข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน

3 กันยายน 2569 เวลา 14:35 น.

“ผอ.JIC”เปิดไทม์ไลน์ ปมไทย-กัมพูชา ชี้อย่าตัดตอนเฉพาะวันที่ไทยตอบโต้ หลังถูกกล่าวหาเป็นฝ่ายรุกราน ย้ำข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน เปิดภาพถ่าย-วิดีโอ-หลักฐานทางกายภาพ-ข้อมูลดาวเทียมพิสูจน์ได้ พร้อมย้ำไทยใช้กำลังตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อป้องกันตนเอง ลั่นไม่ขอให้โลกเลือกข้าง แต่ขอให้เลือกข้อเท็จจริง

3 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์–กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวว่า เหตุใด JIC จึงต้องนำ Timeline เหตุการณ์ไทย–กัมพูชาออกมาสื่อสารอีกครั้ง เนื่องจากสิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งในพื้นที่ แต่คือความพยายามทำให้ประชาคมโลกเห็นเหตุการณ์เพียงบางช่วง

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า หากเริ่มเล่าเรื่องจากวันที่ประเทศไทยตอบโต้ แล้วตัดสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นออกไป ภาพที่ได้ย่อมไม่ใช่ความจริงทั้งหมด จึงอยากให้ทุกฝ่ายกลับไปดู Full Timeline โดยคำถามแรกไม่ใช่ว่า “ไทยตอบโต้อย่างไร” แต่คือ “ใครเปิดฉากใช้กำลังก่อน”

เปิดไทม์ไลน์ ย้ำเหตุการณ์ไม่ได้เริ่มวันที่ไทยตอบโต้

สำหรับข้อเท็จจริงของฝ่ายไทย พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า บันทึกอย่างเป็นทางการของประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายครั้ง โดยวันที่ 28 พ.ค. 2568 เกิดการปะทะที่ช่องบก ต่อมาในเดือน ก.ค. ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน และวันที่ 24 ก.ค. 2568 ตามบันทึกอย่างเป็นทางการของไทย ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้ามายังฝ่ายไทยในช่วงเช้า ก่อนสถานการณ์จะยกระดับและมีการใช้อาวุธหนัก รวมถึง BM-21 ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือน และมีประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ

ต่อมาวันที่ 7 ธ.ค. 2568 เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกครั้ง โดยฝ่ายไทยบันทึกว่า กองกำลังกัมพูชาเปิดฉากยิงใส่ทหารไทยบริเวณภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

จากนั้นวันที่ 8 ธ.ค. 2568 การปะทะขยายตัว โดยมีการใช้ BM-21 เข้ามายังพื้นที่พลเรือนของประเทศไทย

“เพราะฉะนั้น อย่าเลือกดูเพียงภาพวันที่ไทยตอบโต้ ต้องดูเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นด้วย” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

สวนข้อกล่าวหากัมพูชา “ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน”

ส่วนกรณีที่กัมพูชากล่าวหาว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายรุกรานนั้น พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน และประเทศไทยเองก็ไม่ได้ขอให้ประชาคมโลกเชื่อไทยเพียงเพราะไทยเป็นผู้พูด

“อย่าเชื่อประเทศไทยเพียงเพราะประเทศไทยพูด และอย่าเชื่อกัมพูชาเพียงเพราะกัมพูชาพูด ขอให้เชื่อหลักฐานที่ตรวจสอบได้”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ทุกฝ่ายควรเปิด Timeline มาพิจารณา พร้อมนำภาพถ่าย วิดีโอ หลักฐานทางกายภาพ ข้อมูลตำแหน่งและทิศทางการยิง ตลอดจนข้อมูลทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาร่วมกัน หากมีหลักฐานจากดาวเทียม ก็ควรนำมาตรวจสอบด้วยมาตรฐานทางเทคนิค โดยประเทศไทยพร้อมให้ข้อเท็จจริงถูกตรวจสอบ

“Evidence before Narrative. หลักฐานต้องมาก่อนเรื่องเล่า” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

แจงปม F-16 ย้ำไทยใช้กำลังเพื่อป้องกันตนเอง

ส่วนคำถามว่า การใช้ F-16 ของไทยจะอธิบายต่อประชาคมโลกอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า อย่าเริ่ม Timeline จากตอนที่เห็น F-16 แต่ต้องถามก่อนว่า อะไรเกิดขึ้นก่อนที่ F-16 จะขึ้นปฏิบัติการ

จุดยืนของประเทศไทยคือ เมื่อมีการโจมตีและมีภัยคุกคามต่อกำลังพลและประชาชน ประเทศไทยมีสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ การใช้กำลังต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการแบ่งแยกเป้าหมายทางทหารออกจากพลเรือน โดยเป้าหมายคือการยุติภัยคุกคามทางทหาร ไม่ใช่การทำร้ายประชาชน ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่าง การเปิดฉากโจมตี กับ การใช้กำลังเพื่อป้องกันตนเอง

ย้ำไม่ต้องการให้ประชาชนสองชาติเป็นศัตรูกัน

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ต้องการให้ประชาชนของทั้งสองประเทศเป็นศัตรูกัน โดยหลังวันที่ 27 ธ.ค. 2568 ทั้งสองฝ่ายมี Joint Statement และข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจึงมีความชัดเจน คือ การหยุดการยั่วยุ การหยุดการใช้กำลัง การคุ้มครองพลเรือน การเคารพข้อตกลง ให้กลไกที่ตกลงร่วมกันทำงาน และแก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธี

“ประเทศไทยต้องการสันติภาพ แต่สันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและการเคารพข้อตกลงร่วมกัน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ฝาก 5 คำถึงฝ่ายกัมพูชา “ใครยิงก่อนต้องตอบให้ได้”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวด้วยว่า ขอฝาก 5 คำไปถึงฝ่ายที่เกี่ยวข้องทางกัมพูชา ได้แก่

FIRST SHOT
FULL TIMELINE
VERIFIABLE EVIDENCE
INTERNATIONAL LAW
PEACEFUL RESOLUTION

พร้อมระบุว่า อย่าเริ่มเรื่องจากวันที่ประเทศไทยตอบโต้ แต่ให้ย้อนกลับไปดูว่าใครยิงก่อน ดูลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ตรวจสอบหลักฐาน และพิจารณาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แล้วให้ข้อเท็จจริงเป็นผู้ตัดสิน

“ประเทศไทยไม่ได้ขอให้ประชาคมโลกเลือกข้าง เราขอให้โลกเลือกข้อเท็จจริง และเป้าหมายสุดท้ายของข้อเท็จจริงเหล่านั้นไม่ใช่เพื่อสร้างความเกลียดชัง แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ความบิดเบือนนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่

Facts before Narratives.
Evidence before Accusations.
Peace through International Law.

นี่คือสารของประเทศไทย” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี,JIC,ชายแดนไทย,กัมพูชา,