บิ๊กดุลย์ ปลุก กลาโหม ตื่นตัวภัย AI เช็กกำลังรบ-ใช้สังหารบุคคล 

3 กันยายน 2569 เวลา 14:32 น.

“บิ๊กดุลย์” ปลุก “กลาโหม” ตื่นตัวภัย AI เสิร์ช ChatGpt รู้กำลังรบกองทัพไทย เช็กจำนวน รถถัง-ปืนใช้โดรน FPV สแกนใบหน้า รอง ผบ.ทบ.หรือ ทะเบียนรถ รมว.กห. ส่งสวอร์มบอมบ์โจมตี ย้ำ มีภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทัน ควบคู่ จริยธรรม-คุณธรรม

วันที่ 3 กันยายน 2569 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการเป็นประธาน เปิดโครงการ ความร่วมมือสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ เสริมพัฒนาศักยภาพกําลังพลด้านปัญญาประดิษฐ์ว่า ปัจจุบันโลกมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มีเข้ามามีส่วนในการเปลี่ยนแปลงทั้งการทำงานไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ สามารถสนับสนุนการปฏิบัติงาน การวิเคราะห์ข้อมูล นำไปสู่การตัดสินใจที่แม่นยำ ขณะเดียวกัน ก็เป็นความท้าทายและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือโมเดล AI ในขณะนี้ สามารถสืบค้นข้อมูลความมั่นคงของไทยได้อย่างละเอียด

“อยากรู้ว่าขีดความสามารถกำลังรบไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ใครดีกว่ากัน เสิร์ช ChatGpt รู้แม้กระทั่งรถถังเรายี่ห้ออะไร มีกี่คัน ใช้ปืนอะไร ผมว่าต่อไปคงรู้ว่าพังกี่คัน สถาบันการศึกษาจึงต้องช่วยกันพัฒนาบุคลากร ให้มีทักษะที่สอดคล้องกับโลกในอนาคต ประชาชนทุกคนต้องมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี ท่านระวังนะครับ พวกเราที่มีลูก ลูกเราไม่เรียนหนังสือแล้ว ลูกผมก็ด้วย รอให้ครูสั่งการบ้านแล้วก็มาถาม ChatGpt อันนี้น่าห่วงมาก” พล.ท. อดุลย์ กล่าวและว่า

การรับมือภัยคุกคามดังกล่าวร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างวัฒนธรรมทางไซเบอร์ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้กำลังพลรับมือภัยคุกคาม ต้องตระหนักการใช้ AI อย่างชาญฉลาด รู้เท่าทัน โดยวิเคราะห์และไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และในฐานะที่เป็นหน่วยงานความมั่นคง ต้องรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างดีที่สุด เนื่องจากข้อมูลเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลขององค์กร และข้อมูลสำคัญของประเทศ ใครได้ข้อมูลไปคนนั้นครองโลก

พร้อมย้ำว่า ต้องมีภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล คิดก่อนที่จะคลิกลิงก์ใด ๆ ไตร่ตรองก่อนที่จะแชร์ข้อมูล โดยเฉพาะในยุคที่คนเชื่อความเห็น มากกว่าข้อเท็จจริง รวมถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ มีคุณธรรม จริยธรรม และกฎหมาย

“หากกำลังพลใช้ AI เป็น ใช้โดรนเป็น และนำไปสังหารบุคคลที่เป็นศัตรู ย่อมสร้างความกังวลต่อสังคม หรือหากใช้โดรน FPV สแกนใบหน้า พล.อ.ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รอง ผบ.ทบ. เพื่อล็อกเป้าโจมตี โดรน FPV จะไล่แต่ รอง ผบ.ทบ.ไม่สนใจคนอื่น หรือสแกนทะเบียนรถของผม แล้วใช้ฝูงโดรนโจมตี (Swarm Drones) ย่อมนำไปสู่การสูญเสียได้ไม่ยาก” พล.ท.อดุลย์ กล่าวและย้ำว่า

ปัจจุบันการสื่อสารและการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกองทัพและทหารไทยยังมีอยู่สูง แต่ศรัทธาเหล่านี้ก็อยู่ได้ไม่นาน ท่ามกลางความรวดเร็วในการสื่อสารยุคปัจจุบัน ในวันข้างหน้า หากมีกำลังพลที่กระทำความชั่ว ก็จะพาให้ทหารทุกคนเสียไปด้วยกันทั้งหมด รวมถึงยังมีบางองค์กรที่จ้องจะทำลายความน่าเชื่อถือของกองทัพด้วย

ทั้งนี้แม้เทคโนโลยีจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ในท้ายที่สุด เราก็ไม่สามารถปฏิเสธเทคโนโลยีได้ เพราะจะทำให้ไม่สามารถสื่อสารกับคนรุ่นใหม่เข้าใจ หรืออาจถูกคนรุ่นใหม่เข้าใจผิด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ จะได้รับความรู้ความเข้าใจ สามารถนำไปต่อยอดการปฏิบัติงานมาเป็นรูปธรรมได้ AI อาจเปลี่ยนแปลงการทำงานของเราในปัจจุบัน แต่การรู้เท่าทันเทคโนโลยี จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า เราจะนำเทคโนโลยีไปใช้สร้างอนาคตหรือสร้างปัญหา

AI, กองทัพไทย, บิ๊กดุลย์

ไชยชนก รับ ดราม่า TH-AI Passport ปมผลลัพธ์เพี้ยน อาจใช้โมเดลผิดประเภท แนะเชื่อมข้อมูลเอไอที่เคยใช้ ยันไม่ได้ปกปิดตัวเลขคนใช้งาน

3 กันยายน 2569 เวลา 14:24 น.

3 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงตัวเลขยอดผู้ใช้งาน TH-AI Passport ที่ไม่มีการอัปเดตตัวเลขมาสามวันแล้วว่า เท่าที่ตรวจสอบ มียอดผู้ใช้ ประมาณ 5 แสนกว่าคน แต่ตัวเลขที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พูดถึงเป็นเพียงตัวเลขผู้ใช้งานช่วง 9-10 โมง ของวันที่เปิดใช้งาน อย่างไรก็ตาม ทางทีมงานกำลังอัปเดตให้เป็นยอดปัจจุบัน

เมื่อถามว่า สส.ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงยอดตัวเลข Active User ที่ไม่มีการเปิดเผย อาจจะมีการทำยอดผี หรือตกแต่งตัวเลขหรือไม่ เพราะค่าใช้จ่ายต้องถูกไปคำนวณตามผู้ใช้งานจริง นายไชยชนก กล่าวว่า ทุกอย่างตรวจสอบได้ ไม่มีเรื่องยอดผีแน่นอน เรื่องนี้ทีมงานกำลังดำเนินการอยู่ ต้องมีการแสดงผลให้ติดตาม ซึ่งปัจจุบันมียอดลงทะเบียนทั้งหมด 1,300,000 กว่าคน แต่ยอมรับว่าช่วงนี้มีการชะลอการลงทะเบียน ซึ่งทำให้เราเห็นปัญหาหลักอย่างหนึ่ง ที่รัฐบาลต้องการทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ นอกจากรัฐบาลทำให้เข้าถึง AI โปรฟรีแล้ว ก็พบว่ายังมีความเหลื่อมล้ำเรื่องค่าอินเทอร์เน็ต ซึ่งพบว่ายอดการลงทะเบียนส่วนใหญ่จุกอยู่ในเมืองเป็นหลัก ยังไม่ออกไปสู่เป้าหมาย คือประชาชนที่ด้อยโอกาส ซึ่งพบว่าเรื่องค่าอินเทอร์เน็ต เป็นปัญหาหลักอย่างหนึ่งของกลุ่มนักศึกษาและคุณครู อยู่ระหว่างการหาทางแก้ปัญหา ที่ต้องการให้เข้าถึง ค่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตในราคาถูก อยู่ระหว่างการหารือร่วมกันเพื่อทำให้ค่าเน็ตถูกลง อย่างไรก็ตาม ตนได้ประสานกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ได้คุยกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อว. แล้ว นายยศชนันบอกว่า เยี่ยมมากเลย เดี๋ยวจะช่วยขับเคลื่อนผ่านกระทรวง อว.

เมื่อถามว่า ปัญหาการใช้งาน ซึ่งพบว่ายังมีข้อมูลบางอย่างที่ผิดเพี้ยนและไม่อัพเดต นายไชยชนก กล่าวว่า หากพูดถึงความผิดเพี้ยน ที่ป้อนภาษาไทยไป แต่ผลลัพธ์ได้ภาษาอื่นนั้น ต้องบอกว่าตัวนี้คือแพลตฟอร์ม และแพลตฟอร์มนี้เป็นการนำโมเดล AI ที่ใช้นอกแพลตฟอร์ม TH-AI Passport มาใช้ในแพลตฟอร์ม ยืนยันว่า แพลตฟอร์มไม่ได้สร้างโมเดลขึ้นมา แต่เป็นการนำโมเดลของเอกชน เข้ามาให้บริการในแพลตฟอร์ม โดยมีหลายโมเดลที่ฟรี

นายไชยชนก กล่าวว่า หากถามว่าทำไมรัฐบาลไม่สร้าง AI ที่ดีกว่าที่มีอยู่ของเอกชน ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากมาก ที่เราจะทำโมเดลของไทยเอง และดีกว่า Open AI, Gemini หรือค่ายอื่นๆ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เรานำโมเดลของเอกชนมาใช้งาน ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ผลลัพธ์การสร้างออกมาผิดเพี้ยน ไม่ได้เกิดจากระเบียบของแพลตฟอร์ม แต่มันอยู่ที่สมรรถนะของ AI ด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่ประชาชนได้ทดลองใช้และนำไปเปรียบเทียบกับโมเดล AI ที่ใช้งานฟรี และพบว่าของฟรีได้ผลลัพธ์ดีกว่า นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องถามก่อนว่าฟรีอันไหน โปรอันไหน ไม่ดีกว่าหรือดีกว่าแบบไหน ถ้าบอกว่าแบบฟรี มันปรับให้เข้ากับเรามากกว่า ตอบในภาษาที่เราชอบมากกว่า มันเป็นเพราะว่าตอนเราใช้ AI ไม่ว่าจะแบบไหน จะฟรีหรือไม่ฟรี มันก็กำลังทำการเรียนรู้ เพื่อปรับให้เข้ากับเรา มันเป็นผู้ช่วยส่วนตัว

นายไชยชนก กล่าวว่า ยกตัวอย่างว่า หากมีการใช้ AI ฟรีมา 3 ปี มันก็ จะเข้าใจว่าคุณมีความชอบหรือคำตอบแบบไหน ก็จะสร้างขึ้นมาให้ตอบโจทย์กับผู้ใช้มากกว่า แต่เมื่อเริ่มมาใช้กับแพลตฟอร์มของรัฐบาล ก็จะเป็นการเริ่มใหม่ ดังนั้นคำตอบก็จะมีความแตกต่าง อย่างไรก็ตาม ต้องมีชุดคำสั่ง วิธีการ และสิ่งที่เคยสร้าง มาเชื่อมกับ AI ฟรีที่ผู้ใช้งานเคยใช้ นำเข้ามาใส่เพื่อประมวลผล หากไม่ทำแบบนี้ คำตอบที่ได้จะต่างกัน

นายไชยชนก กล่าวว่า ส่วนกรณีที่บอกว่าตัวโปรใช้งานไม่ดีเท่าของฟรี ต้องไปดูว่าคุณใช้งานตัวโปรอันไหน ทำเรื่องอะไร และเปรียบเทียบกับตัวฟรีอย่างไร เพราะโมเดลทุกอันที่เข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์ม ล้วนแต่เป็นโมเดลที่มีรายละเอียดแตกต่างกันไป อาทิ Seedance, Nano Banana, Grok หรือ GPT ซึ่งมีความสามารถและความเก่งไม่เหมือนกัน แต่ละโมเดลมีความเฉพาะทาง เช่น หากต้องการโมเดลที่เก่งเรื่องการทำ มาเปรียบเทียบกับโมเดลที่เก่งด้านการสร้างรูป แน่นอนว่าเป็นการใช้อุปกรณ์ผิด จึงทำให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่าง

เมื่อถามว่า ผู้ใช้งานจะรู้ได้ไงว่า AI ตัวไหนมีความสามารถอะไร นายไชยชนก กล่าวว่า ในแพลตฟอร์มมีแนะนำอยู่แล้ว ว่าโมเดลไหนควรใช้สำหรับอะไร และที่สำคัญ เจตนาของโครงการนี้ คือต้องการให้รู้ว่าโมเดลนี้เหมาะสมที่จะใช้หรือไม่ ซึ่งต้องไปทดลองดูว่าโมเดลไหน เหมาะเหมาะสมกับการใช้งานของผู้ใช้ โดยไม่ต้องเสียเงิน และพอหมดโครงการไปก็จะได้รู้ว่า เราควรใช้โมเดลไหนสำหรับแนวทางการทำงานของเรา ซึ่งนี่คือจุดประสงค์ของโครงการ ดังนั้น การที่ประชาชนเข้ามาใช้งาน และได้รู้ว่าโมเดลไหนไม่เหมาะกับเรื่องไหน ก็ถือว่าตรงตามเป้าหมายของโครงการ

เมื่อถามว่า จะต้องมีการรณรงค์ให้ประชาชนรู้หรือไม่ว่าโมเดลไหนเหมาะกับเรื่องไหน นายไชยชนก กล่าวว่า อีกประเด็นนึงที่ตนได้แจ้งกับทีมงานไว้ว่า หากเข้าไปในแพลตฟอร์ม จะพบว่า โมเดลที่ให้ใช้เป็นโมเดลพื้นฐาน ซึ่งถูกติดตั้งไว้เป็นค่าเริ่มต้น ดังนั้นหากไม่ได้เปลี่ยนโมเดล และมีการสร้างอะไรต่างๆ จะถูกสร้างโดยโมเดลแบบฟรีอยู่ จึงได้แจ้งทีมงานไปว่า ควรติดตั้งให้ใช้โมเดลสูงสุดไปเลย

เมื่อถามว่า หากปรับเป็นโมเดลสูงสุดจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของประชาชน แต่เป็นปัญหาของคู่สัญญาที่ต้องไปรับมือ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการอยู่แล้ว

นายไชยชนก กล่าวด้วยว่า สำหรับคนที่ใช้งานแล้วบอกว่าไม่ได้ผลลัพธ์เหมือนกับ Gemini หรือ Chat GPT อยากให้เข้าไปเอาข้อมูลที่เคยใช้ใน AI ฟรี แล้วสร้างเป็นลิงก์ แล้วนำมาเชื่อมกับแพลตฟอร์มของรัฐบาล เพื่อให้ แพลตฟอร์มนำข้อมูลใน AI ฟรี มาเป็นฐานข้อมูล เชื่อว่าจะทำให้การใช้งานในแพลตฟอร์ม สนุกอย่างแน่นอน นอกจากนี้ อยากให้ทุกคนเข้าไปดูเรื่องของชุดคำสั่ง เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น และอยากให้ตรวจสอบว่าใช้งานตัวโมเดดพื้นฐานหรือโปร อยากให้เราใช้หลายโมเดล เพราะความตั้งใจของรัฐบาลคือ ต้องการให้เข้าถึงและทดลอง ขอให้ทุกคนลองใช้ต่อไปเรื่อยๆ เชื่อว่าจะดีขึ้น

ไชยชนก ชิดชอบ,ดีอี,TH-AIPassport,

นายกฯ ย้ำ ภูมิใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเพลงชาติไทยดังไกลที่ต่างแดน บอก รัฐบาลพร้อมหนุนกีฬาทุกประเภท

3 กันยายน 2569 เวลา 13:58 น.

นายกฯ ย้ำ ภาคภูมิใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเพลงชาติไทยดังไกลที่ต่างแดน บอก รัฐบาลพร้อมสนับสนุนกีฬาทุกประเภท ก้าวสู่เบอร์ต้นของโลก

เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความภาคภูมิใจในเวลาที่ได้ยินเพลงชาติไทยไปเปิดในต่างประเทศ ว่าเวลานักกีฬาเราไปได้แชมป์ เขาก็เปิดเพลงชาติ จึงถือว่ามีความหมายมาก เพราะส่วนใหญ่เวลาคนไทยได้ยินเพลงชาติในต่างแดนจะรู้สึกภาคภูมิใจ

ส่วนจะสนับสนุนทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าเต็มที่อยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะทีมวอลเลย์บอลอย่างเดียว แต่รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่าใครก็ตามที่มีศักยภาพในทุกๆด้าน รัฐบาลก็พร้อมให้การสนับสนุนให้เขาไปเพิ่มศักยภาพและเพิ่มทักษะ เพื่อที่จะได้มีลำดับต้นๆของโลก ซึ่งรัฐบาลได้ทำมาโดยตลอด และได้เห็นถึงพัฒนาการ ทำให้ในตอนนี้เรามีนักกอล์ฟ นักสนุ๊กเกอร์ และนักกีฬาในทุกๆด้านที่อยู่ในลำดับต้นๆของโลก

สำหรับของที่ระลึกที่นายกรัฐมนตรีได้มอบให้กับนักกีฬานั้น นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เป็นของที่ระลึกของทำเนียบรัฐบาลมีพวงกุญแจและปากกา

ทั้งนี้ มีโอกาสจะจัดงานเลี้ยงให้แก่นักกีฬาด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า วันนี้นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อเก็บตัวฝึกซ้อมแล้ว เนื่องจากต้องเตรียมตัวแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ณ เมืองนาโกยา ที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ พร้อมย้ำว่า วันนี้ร่างกายของนักกีฬาหลายคนยังไม่สมบูรณ์ และ มีอาการเหนื่อยล้าจากการรายการแข่งขันก่อนหน้านี้ ฉะนั้นก็ต้องเห็นใจทุกคนที่มีความทุ่มเท ซึ่งนี่คือความทุ่มแทที่คนไทยทุกคนควรจะรับทราบ ว่าเขาไม่ได้มีความสมบูรณ์ 100% แต่ก็ยังนำชัยชนะมาให้กับพวกเราได้

ทีมชาติไทย, นายกฯ, วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติ, แนวหน้าออนไลน์

มท.4 แถลงสรุปมหากาพย์ คดีโกงสอบท้องถิ่น คาดกระบวนการทุกอย่างต้องจบใน พ.ย.นี้ คุมเข้มสกัดพวกลักไก่ เนียนกลับเข้ามาทำงานต่อผ่านการจ้างเหมา

3 กันยายน 2569 เวลา 13:58 น.

“มท.4″แถลงสรุปมหากาพย์ คดีโกงสอบท้องถิ่น คาดกระบวนการทุกอย่างต้องจบใน พ.ย.นี้ คุมเข้มสกัดพวก”ลักไก่” เนียนกลับเข้ามาทำงานต่อผ่านการจ้างเหมา ลั่นไม่ว่าซีไหนหรือสูงกว่านั้น หากพบเอี่ยวจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดแน่นอน เตรียมคุยหน่วยเกี่ยวข้องแก้หลักเกณฑ์เปิดทาง”คนสุจริต” เลือกพื้นที่โอนย้ายบรรจุได้ รับข้อมูล”กมธ.กฎหมายฯ”มีโยงถึง”ฝ่ายการเมือง” แนะหากข้อมูลพยานหลักฐาน ไปยื่น”ป.ป.ช.”ได้เลย แจงยังไม่รับรายงานเคส”ทุจริตสอบนายอำเภอ ปี 68″ปูดจ่ายหัวละ 3 ล้าน ได้ยินแต่เข้าว่ามาอย่างนั้นอย่างนี้ ข้อเท็จจริงอยู่ตรงไหน ท้าวิ่งตรงไปหาหน่วยตรวจสอบ

3 กันยายน 2569 ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เขตดุสิต กทม. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) แถลงผลการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า ตนขอย้อนกลับไปเริ่มแรกก่อนที่จะมีการจัดสอบแข่งขันดังกล่าว ในช่วงปี 2567 ที่มีการจัดซื้อจัดจ้างในการสอบคัดเลือกผู้รับจ้างจัดการสอบ ซึ่งมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้ชนะในการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ก่อนที่จะมีการลงนามสัญญา ให้ม.บูรพาเป็นผู้จัดสอบ มีภาคประชาชนจากจังหวัดศรีสะเกษมาร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์ กระทรวงมหาดไทยจึงประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการป้องกันการทุจริตจากข้อร้องเรียนเกิดขึ้น มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และทำเอ็มโอยูให้หน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้ามาตรวจสอบทุกขั้นตอน จึงได้ข้อสรุป 3 ประเด็น 1.มีการขอให้กำหนดใช้ผลสอบภาค ก. ของ กพ. ในการสอบ

2.เพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบ และ 3.กำหนดให้มีภาคีเครือข่ายเข้ามาตรวจสอบการสอบทุกกระบวนการ โดยส่งข้อเสนอแนะนี้ไปยังคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันข้าราชการหรือหนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ทาง กสถ. จึงมีการดำเนินการเพิ่มเติมในมาตรการป้องกันการทุจริต และให้หน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้ามาตรวจสอบ

“เมื่อมีการกำหนดมาตรการเพิ่มเติมสิ่งเกิดขึ้นกับสัญญาคือ เมื่อกระบวนการเปลี่ยน งบประมาณก็เปลี่ยนตาม จึงไม่สามารถใช้สัญญาตัวเดิมได้ ทางกรม สถ. ในฐานะคู่สัญญาหารือไปยังกรมบัญชีกลาง ได้รับข้อมูลมาว่า เป็นสิทธิ์ที่กรมฯจะพิจารณา จึงนำไปสู่การยกเลิกสัญญากับม.บูรพา หลายคนที่พยายามนำประเด็นทางการเมืองมาสร้างให้เกี่ยวข้องแล้วโยงไปยังรมว.มหาดไทยว่าเป็นผู้ยกเลิกสัญญา แต่สิทธิ์และอำนาจในการยกเลิกสัญญาไม่ใช่ของ มท.1 แต่เป็นการเสนอโดยคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง แล้วส่งไปให้ กสถ.พิจารณา กลับกันถ้าเราเพิกเฉยกับข้อร้องเรียนของพี่น้องจังหวัดศรีสะเกษ มันก็จะกลับกลายเป็นว่าเราละเว้น เพิกเฉย ปล่อยให้มีการดำเนินการ” รมช.มหาดไทย กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ต่อมาภายหลังยกเลิกสัญญา ก็ไม่ได้ห้ามม.บูรพาในการเข้ามาประกวดราคาครั้งใหม่โดยการประมูลแบบอี-บิดดิ้ง คือเปิดกว้างให้ใครก็แล้วแต่ที่มีความประสงค์สามารถเข้ามาเสนอราคา และได้มีการสอบถามมหาวิทยาลัยต่างๆในการให้เสนอราคากลางเข้ามา การจะบอกว่าการจัดซื้อจัดจ้างครั้งใหม่เป็นการล็อค กีดกัน ตนว่าเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม สุดท้ายทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นผู้ชนะในการเสนอราคา แม้ทางมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์จะมีการยื่นอุทธรณ์มา แต่ทางคณะกรรมการวินิจฉัยของกรมบัญชีกลางวินิจฉัยว่าการอุทธรณ์ดังกล่าวฟังไม่ขึ้น จึงยืนยันให้ มศว เป็นผู้ชนะ การที่จะมาตั้บคำถามปลายเปิดแล้วชี้นำ ว่าเป็นขบวนการจัดทำให้ผู้ใดผู้หนึ่งชนะการประกวด มันก็ไม่เป็นธรรม หากใครที่กล่าวอ้างมีข้อมูลพยานหลักฐาน ตนยินดีรับ แต่หากไม่ไว้ใจตน ไม่เป็นไร สามารถส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมาได้

รมช.มหาดไทย กล่าวว่า เมื่อพบการทุจริตครั้งนี้เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก็มาจากการตรวจสอบของหน่วยงานที่เราทำเอ็มโอยูไว้ตั้งแต่ปี 67 หลายคนพยายามโยงบอกว่ามีขบวนการล้มการประมูลการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อหาผู้รับจ้างใหม่เข้ามา ตนอยากตั้งคำถามว่า คนถ้ามันคิดจะเป็นโจร ทำไม่ต้องเอาตำรวจมาอยู่ในบ้านตัวเอง ดังนั้น คนที่อ้างว่ามีข้อมูลช่วยบอกมาทีว่ามันคืออะไร นำข้อมูลไปแจ้งป.ป.ช.ได้เลย เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามการเปิดโปงขบวนการทุจริตการสอบท้องถิ่น ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เราต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อหาข้อเท็จจริงให้สังคม ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย เมื่อเกิดเรื่อง ก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกับผู้เกี่ยวข้อง ก็ได้ดำเนินการเรียบร้อยหมดแล้ว เราพบบุคคลบางกลุ่มได้ถูกแก้ไขคะแนนในการประกาศคะแนนการสอบ จำนวน 5,925 คน จึงได้ประกาศผลคะแนนใหม่ นำไปสู่การถอดถอนบุคคลที่มีคะแนนผิดปกติที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว โดยส่งรายชื่อบุคคลที่มีคะแนนผิดปกติไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่บุคคลนั้นๆลงบรรจุในจังหวัดของตัวเอง เป็นผู้ถอดถอนให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา

“ปัจจุบันการถอดถอนทั้งหมดดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้ 1.เราได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งไปยัง ป.ป.ช. ป.ป.ท. ป.ป.ง. ดีเอสไอ และ บก.ปปป. ดำเนินการทางอาญาต่อไป 2.ผู้รับจ้าง ทาง สถ.ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนเรียบร้อยแล้ว ให้มีการสืบหาข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน พิจารณาความรับผิดชอบทางกฎหมายต่อไป 3.ผู้ที่พบว่ามีการแก้ไขคะแนน ได้ส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเข้าบรรจุราชการ เพื่อประกอบการพิจารณาเป็นพิเศษ และ4.การเรียกเงิน หรือสิทธิประโยชน์คืน สำหรับผู้ที่คะแนนไม่ถึง แต่มีการบรรจุใหม่ ทาง สถ. กำลังหารือแนวทางกับคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าจะดำเนินการอย่างไรให้ชัดเจน” นายวรศิษฎ์ กล่าว

รมช.มหาดไทย กล่าวว่า สำหรับผู้รับจ้าง คือมศว ทาง สถ.ในฐานะคู่สัญญา ได้ทำสัญญามีงวดงานทั้งหมด 4 งวด จ่ายไปแล้ว 3 งวด ยังเหลืองวดสุดท้าย จำนวนประมาณ 30 กว่าล้านบาท พอเกิดเหตุการณ์ขึ้น ได้ทำหนังสือสอบถามกรมบัญชีกลางเพื่อขอชะลอจ่ายเงินงวดสุดท้ายออกไป ทางกรมบัญชีกลางแจ้งว่า รอให้มีการตรวจสอบแล้วเสร็จทุกกระบวนความก่อน แล้วค่อยมาตัดสินใจอีกครั้ง นอกจากนี้ สถ. ยังหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด เกี่ยวกับเงินที่จ่ายไปแล้ว 3 งวด ว่าจะมีการความรับผิดชอบอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น ด้านการช่วยเหลือ อปท. ตามกฎหมายหากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น ได้ดำเนินการแล้ว โดยแต่ละจังหวัดจะมีรองผู้ว่าฯเป็นประธานในการในการสนับสนุนทางข้อกฎหมาย หากยังไม่เพียงพอ ทางสถ. ก็รอให้ความช่วยเหลืออยู่ ส่วนบุคคลที่ถูกเพิกถอนรายชื่อออกจากราชการ แล้วจะไปใช้วิธีการจ้างเหมาให้กลับไปทำงานใหม่นั้น ทาง สถ. ไม่มีอำนาจไปชี้ อปท.ว่าจะสามารถจ้างใครหรือไม่จ้างใคร แต่สิ่งที่ สถ. ดำเนินการคือทำให้เห็นว่าบุคคลที่ถูกแก้ไขคะแนน เป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องเฝ้าระวัง แม้ป.ป.ช.จะยังไม่สรุปว่าพวกเขาทุจริต ทางผู้ว่าฯ นายอำเภอต้องตรวจสอบว่ามี อปท.ไหนบ้างที่จ้างบุคคลเหล่านี้กลับเข้าไปทำงาน แล้วรายงานมายัง สถ. หากพบว่าอปท.ใดมีการจ้าง จะขอให้ชะลอการจ้างบุคคล เพราะอยู่ในข่ายการตรวจสอบ สำหรับ อปท.ที่ดำเนินการจ้าง ทาง สถ. รวมถึง ป.ป.ท. ป.ป.ง. จะเข้ามาช่วยตรวจสอบด้วย

นายวรศิษฎ์ กล่าวด้วยว่า กลุ่มที่สอบได้ด้วยความสุจริตที่มีการบรรจุไปแล้ว กับกลุ่มที่รอเรียกใช้บัญชีเพื่อเข้ามาบรรจุ ถือเป็น 2 กลุ่มที่ถูกผู้ที่แก้ไขคะแนนมาแซงไป ตนได้รับการประสานจาก นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎรว่า ควรให้บุคคลที่สอบได้ด้วยความสุจริตที่มีการบรรจุไปแล้ว แต่ถูกแซงไป ได้มีสิทธิ์เลือกพื้นที่ในการลงบรรจุ โดยจะมีการเสนอให้คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) พิจารณาแก้ไขหลักเกณฑ์ให้มีการโอนย้ายได้เร็วขึ้น คาดว่ากระบวนการเหล่านี้น่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือน ต.ค.นี้ จากนั้นเมื่อทราบว่าจะโอนย้ายไปที่ไหนแล้ว ภายในเดือน พ.ย.จะมีการเรียกผู้ที่รอใช้บัญชีเข้ามาเติมให้เต็ม ดังนั้น กระบวนการทุกอย่างจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพ.ย. เพื่อคืนความเป็นธรรม รักษาสิทธิ์ให้แก่บุคคลกลุ่มนี้

เมื่อถามถึงกรอบระยะเวลาการตรวจสอบ อปท.ที่มีการจ้างบุคคลที่มีการแก้ไขคะแนนกลับเข้าไปทำงาน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่กี่วันก็เสร็จ ภายในสัปดาห์หน้ายังไงก็ต้องทราบเรื่อง ยืนยันว่าต้องเร็วที่สุด หากพบว่ามีกรณีเกิดขึ้น เราคงต้องเข้าไปตรวจสอบอย่างเข้มข้นอีกครั้ง ส่วนที่มีการปล่อยข้อมูลกระแสข่าวว่าบุคคลที่มีการถอดถอนออกไปแล้ว ทาง สถ.จะมีการจัดสอบใหม่ เพื่อจะนำบุคคลดังกล่าวเข้าไปแทน ตนยืนยันว่าไม่มี ขอฝากไปยังผู้ที่ปล่อยข้อมูลเหล่านี้ ให้กรองข้อมูลให้ดี สิ่งที่เราทำงานทุกวันนี้มันมีรายละเอียดเยอะพอสมควร อย่าให้เราต้องมาเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องแบบนี้เลย อย่าทำให้ผู้ที่บริสุทธิ์รู้สึกไม่สบายใจ หรือเสียกำลังใจอีกเลย

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาฯ ออกมาระบุว่าการทุจริตสอบท้องถิ่นเชื่อมโยงถึงระดับฝ่ายการเมือง นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบข้อมูล มีผู้เกี่ยวข้องเข้าไปชี้แจงข้อมูลต่อ กมธ.กฎหมายฯ ด้วย ประเด็นที่เกิดขึ้นคือมีคนอ้างว่าใกล้ชิด มท.1 ได้ติดต่อกับอาจารย์คนหนึ่ง ยอมรับว่ามีการคุยกันจริง 1 ครั้ง สาเหตุเกิดจากการร้องขอของทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบ เพราะตอนนั้นเราให้ มศว เข้ามาเสนอแผนการดำเนินการสอบ โดยมีการเสนอว่าจากที่มีการตรวจคะแนนสอบทั้ง 10 ศูนย์ จะขอยุบให้เหลือศูนย์เดียว แต่ได้ข้อสรุปว่าไม่ได้ ต้องดำเนินการตามสัญญาที่มีการเซ็นกันไป ข้อเท็จจริงมีแค่นั้น ยืนยันว่าหากมีหลักฐาน ตนสนับสนุนให้ดำเนินการส่งให้กับ ป.ป.ช.ได้เลย

เมื่อถามถึงการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ด้าน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการอธิบดี สถ. กล่าวว่า จะดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด แต่ขอให้ทาง นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ชี้แจงรายละเอียดดีกว่า ยืนยันว่าจากกรณีที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ถึงแม้จะเปลี่ยนตำแหน่ง แต่ประธานคณะกรรมการฯ ไม่เปลี่ยน เดินหน้าต่อได้เลย

นายวรศิษฎ์ กล่าวด้วยว่า ขอยืนยันถึงความจริงจังของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตไม่เคยมีการสอบแข่งขันครั้งใดที่มีการดึงหน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. เข้ามาร่วมจับตาดูตั้งแต่ต้นจนสามารถเปิดโปงขบวนการได้ขนาดนี้ ส่วนคำว่าปิดจ็อบที่ทางนายนิรัตน์ เคยให้สัมภาษณ์ไป เป็นเพียงการปิดขั้นตอนการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบและการถอดถอนผู้ทุจริตออก ไม่ใช่การยุติการดำเนินคดีอาญา ที่มีการไปบิดเบือนว่า จับเฉพาะตัวเล็ก ปลาซิวปลาสร้อยแล้วแยกย้ายมันไม่ใช่ ทาง ป.ป.ช. และตำรวจยังคงเดินหน้าสืบสวนขยายผลเพื่อเอาผิดผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งระดับสูงแค่ไหน ทั้งระดับ ซี 10 ซี 11 หรือสูงกว่านั้น จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน

เมื่อถามถึงกรณีมีการแฉข้อมูลการทุจริตสอบนายอำเภอปี 2568 ที่พบว่ามีการเรียกเงินหัวละ3ล้านบาท ได้มีการตรวจสอบแล้วหรือไม่ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ตรวจสอบ หรือรับรายงาน แต่ตนยินดีรับข้อมูลพยานหลักฐานไปดำเนินการ แต่ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าเขาว่ามาแบบนั้น คนนั้นว่ามาแบบนี้ มีการอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ข้อเท็จจริงอยู่ตรงไหน ขอย้ำว่าหากไม่ไว้ตนที่มาจากฝ่ายการเมือง ท่านวิ่งตรงไป ป.ป.ช.เลย

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

วุฒิสภาไทย โต้กลับ ฮุน เซน ซัดบิดเบือนข้อเท็จจริง ยันไทยปฏิบัติตามข้อตกลงเคร่งครัด

3 กันยายน 2569 เวลา 13:52 น.

วุฒิสภาไทย โต้กลับ ฮุน เซน ซัดบิดเบือนข้อเท็จจริง ยันไทยปฏิบัติตามข้อตกลงเคร่งครัด พร้อมงัดหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์-ดาวเทียม ยันกัมพูชาเปิดฉากยิงก่อน-บุกรุกพื้นที่ไทย 

เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2569 นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภา ได้ออกถ้อยแถลงในนามคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภา ต่อกรณีประธานวุฒิสภากัมพูชากล่าวพาดพิงไทย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยระบุรายละเอียดทั้งหมด ว่า

1. ตามที่ประธานวุฒิสภากัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กล่าวพาดพิงไทยว่า อากาศยานทางการทหารของไทยได้บินล้ำเข้าไปในน่านฟ้ากัมพูชาเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร และกล่าวหาว่า เป็นความก้าวร้าวของไทยต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา ในประเด็นนี้ คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภา ชี้แจงว่า ประเทศไทยเคารพและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด

และกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงการวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ในปัจจุบัน โดยไม่เคลื่อนย้ายกำลังหรือลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของฝ่ายตรงข้าม การดำเนินการของไทยเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบของถ้อยแถลงร่วมดังกล่าวที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน ไทยจึงปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่ได้หยิบยกขึ้นกล่าวอ้างและเผยแพร่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเวทีต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง 

2. ประเด็นที่วุฒิสภากัมพูชากล่าวหาว่าวุฒิสภาไทยออกแถลงการณ์ว่ากัมพูชาเป็นผู้เปิดฉากยิงก่อนนั้น และกัมพูชาปฏิเสธโดยชี้แจงว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่มุ่งบิดเบือนความจริง เปลี่ยนขาวเป็นดำและเปลี่ยนดำเป็นขาว เพื่อพยายามปกปิดการกระทำที่เป็นการรุกรานของตนเอง ในประเด็นนี้ คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภาขอชี้แจงว่า ในความเป็นจริงมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ภาพถ่ายจากดาวเทียม และการลงพื้นที่ภาคสนามแสดงให้เห็นว่า เมื่อปี 2568 กัมพูชาเปิดฉากยิงครั้งแรกมายังพื้นที่ประเทศไทย

ซึ่งการโจมตีของฝ่ายกัมพูชานั้นมิได้จำกัดเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น แต่กลับมุ่งไปยังเป้าหมายพลเรือนต่าง ๆ เช่น บ้านเรือนชุมชนร้านค้าโรงเรียนหรือแม้แต่โรงพยาบาลทำให้บุคคลพลเรือนทั้งผู้ใหญ่และเด็กเล็กเสียชีวิตจำนวนมาก ถือว่าผิดหลักมนุษยธรรมและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องตอบโต้การโจมตีของฝ่ายกัมพูชา บนหลักการพื้นฐานของการป้องกันตนเองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ กฎการใช้กำลัง (Rules of Engagement-ROE) ความจำเป็นได้สัดส่วน (Principle of Proportionality) รวมถึงการจำกัดเฉพาะเป้าหมายทางการทหาร (Limitation to Military Objectives) 

3. ประเด็นต่อมาที่วุฒิสภากัมพูชาเรียกร้องให้ไทยถอนกำลังออกจากดินแดนของกัมพูชา ยุติกิจกรรมทุกอย่างที่เปลี่ยนแปลงสถานะเดิม และเปิดทางให้ชาวกัมพูชามากกว่า 20,000 คนที่ถูกพลัดถิ่นสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี ในประเด็นนี้ คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภา ขอชี้แจงว่ากัมพูชาได้มีการละเมิดพื้นที่ของไทย โดยใช้ประชาชนชาวกัมพูชาบุกรุกพื้นที่หลายร้อยครั้ง โดยประเทศไทยได้มีหนังสือทักท้วงมาตลอด แต่กัมพูชาเพิกเฉย เช่น กรณีพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้วซึ่งเป็นดินแดนของไทย ในปี พ.ศ. 2522 ได้เกิดสงครามภายในประเทศกัมพูชา ชาวกัมพูชาจำนวนมากหนีตายและหนีความอดอยาก ข้ามชายแดนเข้ามายังฝั่งไทย

สหประชาชาติจึงร่วมกับประเทศไทยได้จัดตั้ง (United Nations Border Relief Operation-UNBRO) ขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาหลายแสนคน ที่หนีภัยสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มายังชายแดนไทย โดยแจกจ่ายอาหารยารักษาโรค และคุ้มครองผู้ลี้ภัยตามค่ายต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีบันทึกของนาง ROSALYNN CARTER ภริยานาย Jimmy Carter ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่เดินทางมายังไทยระหว่างวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2522 และเยี่ยมชมศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยจากกัมพูชาและชื่นชมประเทศไทยที่เปิดพรมแดนให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามเข้ามายังศูนย์พักพิง ณ บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ของประเทศไทย

ต่อมาค่ายแห่งนี้ได้ถูกปิดไปเมื่อปี 2522 ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายแล้วแต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวมิได้ย้ายออกจากพื้นที่ แม้ว่าฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงฝ่ายกัมพูชาหลายครั้งแล้ว ก็ตาม จึงถือเป็นกลุ่มบุคคลที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย และไม่เข้านิยามของการเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced People-IDPs) 

4. ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะตัวแทนของประชาชนควรสร้างบรรยากาศที่ดี เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาตามกลไกที่มีอยู่ของทั้งสองประเทศ อีกทั้ง ไม่ควรใช้กลไกในการประชุมรัฐสภาระหว่างประเทศในการบิดเบือนข้อเท็จจริงและโจมตีประเทศไทย 

ชายแดนไทยเขมร, สว., แนวหน้าออนไลน์

หมอวรงค์ เบรกโครงการประกันภัยพิบัติฯ กางตัวเลขเฉลี่ยเสียหายแค่ปีละ 5.3 พันล้าน แต่เอาตัวเลข 4 หมื่นล้านมาจากไหน

3 กันยายน 2569 เวลา 13:34 น.

หมอวรงค์ เบรกโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ กางตัวเลขเฉลี่ยเสียหายแค่ปีละ 5.3 พันล้าน เอาตัวเลข 4 หมื่นล้านมาจากไหน พร้อมจับตาปม คอมมิชชั่น ย้ำภัยพิบัติหนักหรือเบา รัฐบาลหนีความรับผิดชอบไม่ได้ พร้อมเสนอตั้งกองทุนสะสมเงินดูแลประชาชนเอง

เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงกรณีที่รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ดำเนินโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยให้มีการทำประกันภัย 30,000 ครัวเรือน เพื่อคุ้มครองบ้านเรือนที่เสียหายและเสียชีวิต โดยมีภัย 3 ประเภท คือ กรณีน้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว หากเกิดอุทกภัยน้ำท่วมบ้านเรือนมีปัญหาก็จะได้รับการดูแลเบื้องต้น 10,000 บาท จากนั้นจะตรวจสอบสภาพความเสียหาย โดยจ่ายไม่เกิน 100,000 บาท จ่ายจริงต่อปี ส่วนกรณีที่เกิดความเสียหายจากลมพายุ หรือแผ่นดินไหวจ่ายเบื้องต้น 5,000 บาท และหากมีความเสียหายจะจ่ายไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีเช่นกัน โดยรัฐบาลอ้างว่าในแต่ละปีจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 40,000 ล้านบาท

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า จากที่ตนเคยศึกษาตัวเลข ค่าใช้จ่ายที่ ครม. เคยศึกษาจากมติครม.เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 โดยขณะนั้นมีแนวคิดจะตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อดูแลปัญหาภัยพิบัติ โดยค่าใช้จ่ายในภาพรวมตั้งแต่ปี 2546 ถึง 2569 มีค่าเฉลี่ยภัยพิบัติต่อปีประมาณ 5,300 กว่าล้านบาท ขอถามว่าที่รัฐบาลอ้างว่าค่าใช้จ่ายเรื่องภัยพิบัติปีละ 40,000 ล้านบาทนั้น เอามาจากไหน และอย่าลืมว่ารัฐบาลได้ทำประกันภัยคุ้มครองอยู่ 2 เรื่อง คือกรณีเสียชีวิตที่จ่าย 2 ล้านบาท และกรณีบ้านเรือนเสียหาย ดังนั้นรัฐบาลเอาตัวเลขนี้ขึ้นมาได้อย่างไร

“ไม่ว่าภัยพิบัติจะนำไปสู่ตัวเลขที่สร้างความเสียหายมากหรือน้อยขนาดไหน รัฐบาลปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ หรือจะอ้างว่าวันใดเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นมาแล้วบอกให้ประชาชนไปติดต่อกับบริษัทประกันภัยเอาเอง เพราะได้ทำประกันไปแล้วอย่างนั้นหรือ หากพูดแค่นี้ประชาชนก็จะถามว่าแล้วมีรัฐบาลไว้ทำไม เพราะอย่าลืมว่า 30,000 ครัวเรือนทั้งประเทศ ท่านได้มอบคุณภาพชีวิตให้กับบริษัทประกันภัยเอกชนมันเหมือนกับว่ารัฐบาลจะไม่รับภาระอะไรเลยหรือ” นพ.วรงค์ กล่าว

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า หากดูตัวเลขระหว่าง 40,000 ล้านบาทที่ต้องจ่ายหรือ 5,500 ล้านบาทที่จ่ายต้องมีความแตกต่างกันมาก หากรัฐบาลจ่ายปีละ 4 หมื่นล้านบาทโดยบริษัทประกันภัยได้ปีละ 15,000 ล้านบาท เขาจะอยู่ได้อย่างไรหากเขาอยู่ไม่ได้รัฐบาลก็ต้องเข้ามาดูแล แต่หากตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 5,300 ล้านบาท บริษัทประกันภัยจะมีกำไรปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท ขอฝากไปยังรัฐบาลให้ช่วยคิดด้วย

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญรัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อภาพรวมการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ว่าภัยพิบัติปีนั้นจะมีมากน้อยแค่ไหน ยิ่งหากมีความเสียหายมากเกินวงเงินที่เอกชนจะจ่ายรัฐบาลก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้แต่ถ้ามีความเสียหายน้อย มันก็เป็นเงินที่ก้อนโต ตนจึงขอเสนอรัฐบาลว่าทำไมไม่จัดตั้งในรูปแบบของกองทุนดูแลภัยพิบัติประชาชน อย่างน้อยเงินปีละ 15,500 ล้านบาทส่งเข้ากองทุนทุกปี มันก็จะสะสมได้ และที่ผ่านมานานๆครั้งถึงจะมีอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้นในประเทศ แต่ในภาพรวมแต่ละปีเกิดน้ำท่วมก็จริงแต่ไม่หนักหนาสาหัสขนาดนั้น

นอกจากนี้ หากรัฐบาลจะอ้างว่าถ้าทำประกันกับเอกชนในภาพรวมทุกอย่างจะรวดเร็ว รัฐบาลก็ควรแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อให้การเยียวยาดูแลประชาชนมีความรวดเร็วมากขึ้น

“ผมจึงอยากจะบอกกับรัฐบาลว่าการทำประกันภัยต่างๆมันมีเรื่องคอมมิชชั่น ท่านมีเรื่องคอมมิชชั่นมาปะปนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการจ่าย ปีละ 15,500 ล้านบาทให้กับบริษัทเอกชนหรือไม่ ดังนั้นการตั้งกองทุนน่าจะคุ้มกว่าและปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ด้วย” นพ.วรงค์ กล่าว

รัฐบาล, รัฐสภา, หมอวรงค์, แนวหน้าออนไลน์, โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

กรมราชทัณฑ์ ยันดูแล ฟ้าลิขิต ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ตามมาตรฐานสากล ระบุทีมแพทย์เฝ้าระวังใกล้ชิด สัญญาณชีพปกติ

3 กันยายน 2569 เวลา 12:36 น.

3 กันยายน 2569 กรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงว่า ตามที่ปรากฏกระแสข่าวและข้อห่วงใยเกี่ยวกับอาการของ นายพรหมศร วีระธรรมจารี หรือ “ฟ้าลิขิต” ผู้ต้องขังคดี มาตรา 112 ถูกควบคุมตัวอยู่เรือนจำอำเภอธัญบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาคดี ได้แสดงความประสงค์ของดอาหารและน้ำตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวนั้น กรมราชทัณฑ์ ได้รับรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 แพทย์โรงพยาบาลธัญบุรีได้เข้าตรวจรักษาและประเมินอาการ โดยระบุว่า สัญญาณชีพทั่วไปของผู้ต้องขังยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีอาการอ่อนเพลียเล็กน้อย

กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนว่า เรือนจำอำเภอธัญบุรีควบคุมและดูแลผู้ต้องขังตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOPs) ตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด โดยเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 แพทย์จากโรงพยาบาลธัญบุรีได้เข้าตรวจและประเมินอาการนายพรหมศร พบว่าสัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีอาการอ่อนเพลียเล็กน้อยจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ แพทย์ได้ดำเนินการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (น้ำเกลือ) และติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบหมายพยาบาล ประจำเรือนจำและอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด โดยหากมีอาการเปลี่ยนแปลงหรือ มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์จำเป็นต้องส่งรักษาภายนอก จะดำเนินการตามความเห็นของแพทย์โดยทันที การประเมินสภาวะจิตใจ นักจิตวิทยาได้เข้าพูดคุยและประเมินสภาพจิตใจอย่างละเอียดพบว่า นายพรหมศรฯ มีสภาพจิตใจปกติ สามารถสื่อสารและใช้ชีวิตประจำวันได้

กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่า การดูแลผู้ต้องขังทุกรายเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมและมาตรฐานการสาธารณสุข อย่างเท่าเทียม และพร้อมประสานส่งตัวเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลภายนอกทันที หากเกิดเหตุจำเป็นเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยของผู้ต้องขังเป็นสำคัญ

พรหมศร วีระธรรมจารี,ฟ้าลิขิต,กรมราชทัณฑ์,มาตรา112,

อนุทิน ตอก สนธิ ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ต้องมีใครมาทวงคืน

3 กันยายน 2569 เวลา 12:27 น.

3 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดแถลงข่าวในวันที่ 7 กันยายนนี้ เพื่อเตรียมนำมวลชนลงถนน ประกาศทวงคืนประเทศจากทุนเทา ว่า ประเทศไทยและคนไทยไม่ได้ไปติดหนี้ใคร เพราะประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน ฉะนั้น ไม่ต้องมีใครมาทวงคืน

เมื่อถามว่า เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไรหลังจากนี้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นสิทธิของพี่น้องประชาชนทุกคนในการแสดงออกภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว

อนุทิน,นายกรัฐมนตรี,สนธิ ลิ้มทองกุล,

นายกฯ เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับนักตบลูกยางสาวไทย ชุดแชมป์เอเชีย-ตั๋วโอลิมปิก 2028 โชว์อันเดอร์-เซตลูกวอลเลย์ ก่อนมอบเงินรางวัลรวมกว่า 14 ล้านบาท

3 กันยายน 2569 เวลา 12:05 น.

“นายกฯ”เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับ”นักตบลูกยางสาวไทย” ชุดแชมป์เอเชีย-ตั๋วโอลิมปิก 2028 โชว์”อันเดอร์-เซตลูกวอลเลย์” ก่อนมอบเงินรางวัลรวมกว่า 14 ล้านบาท พร้อมกดปุ่มโอนตรงเข้าบัญชีนักกีฬา เจ้าตัวขอบคุณทีมวอลเลย์บอลหญิงสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย พูดติดตลก”ช่วงความดีใจช่วยรัฐบาลไม่โดนด่า” พร้อมขอให้รักษาสภาพร่างกาย-อย่าประมาท เตรียมลุยโอลิมปิก

3 กันยายน 2569 ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านกีฬา นำนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ชุดแชมป์เอเชีย 2026 และเป็นชุดประวัติศาสตร์คว้าตั๋วโอลิปปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เข้าพบนายอนุทิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแสดงความยินดี พร้อมทำพิธีกดปุ่มโอนเงินรางวัลเรียลไทม์ให้กับนักกีฬา ซึ่งรัฐบาล โดยกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ มอบเงินรางวัลรวมกว่า 14 ล้านบาท หลังคว้าแชมป์วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 มาครองได้สำเร็จ

โดยมี นายเจริญ วรรธนะสิน รองประธานกรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ , นายก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) , นายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย , จ่าอากาศเอก เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หรือ โค้ชอ๊อต หัวหน้าผู้ฝึกสอนนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย รวมถึงทีมสต๊าฟโค้ช เข้าร่วม

โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในนามกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ตลอดจนนักกีฬา ผู้ฝึกสอน เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย จอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีมอบเงินรางวัล และแสดงความยินดีแก่นักกีฬา และผู้เกี่ยวข้อง จากความสำเร็จในในการแข่งแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และความทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง จนสามารถสร้างผลงานที่น่าภาคภูมิใจในนามประเทศไทย ด้วยการคว้าอันดับ 1ในทวีปเอเชีย และได้รับสิทธิ์การเข้าร่วมแข่งขันกีฬากีฬาโอลิมปิก 2028 โดยอัตโนมัติถือเป็นความสำเร็จที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากโควตาเข้าร่วมแข่งขันมีจำนวนจำกัดเพียง 12 ทีมจากทั่วโลก ความสำเร็จครั้งนี้จึงนำมาซึ่งความปลาบปลื้ม ความภาคภูมิใจ และความสุขแก่ประชาชนชาวไทยอย่างยิ่ง

ขณะที่ นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กว่าจะถึงวันนี้เราใช้เวลาวางแผนต่อเนื่องมา 40 ปี มีการกำหนดแผนงานในการพัฒนาไว้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ทั้งระยะสั้นกลาง ยาว จากการกำหนดแผนงานส่งผลให้เรามีบุคลากร โดยเฉพาะนักกีฬาขึ้นมาเป็นตัวแทนอย่างมีศักยภาพได้มาก จนสามารถพัฒนานักกีฬาของเราเพิ่มสู่ระดับนานาชาติ

สำหรับการตั้งเป้าสู่โอลิมปิก เราตั้งเป้ามาแต่ปี 2540 โดยมีเป้าหมายไปโอลิมปิกที่เอเธนส์เมื่อปี 2547 แต่เราไม่สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ยังคงมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เรามีโอกาสหลายครั้งที่จะได้ไปโอลิมปิก เสียน้ำตา เสียความรู้สึก แต่เราไม่เคยเสียความมั่นใจมีความพยายาม จนในที่สุดนักกีฬา และทีมของพวกเรารวมพลังไปสู่เป้าหมายสู่ฝันที่ตั้งไว้จนประสบความสำเร็จเมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา

นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากนี้ต้องพัฒนากันต่อด้วยการสร้างนักกีฬารุ่นต่อรุ่น ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ริเริ่มโครงการ Prime Minister’s Youth ที่เป็นส่วนเติมเต็ม และเป็นส่วนสำคัญ ต่อการพัฒนาเด็ก และเยาวชนในระดับรากหญ้าสู่ระดับชาติ เราขอยืนยันด้วยความเชื่อมั่นในพลังครอบครัววอลเลย์บอลว่าจะทำหน้าที่ของพวกเรา และทำหน้าที่ตัวแทนของคนไทยให้ดีที่สุดต่อไป

ด้านนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากตั้งแต่รับทราบข่าวเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา เพราะพวกเรายังอยู่ต่างจังหวัดกันอยู่ได้รับข่าวดี ในสำนึกของพวกเราทุกคนมั่นใจว่าครั้งนี้ที่น้องๆ จะนำความปลาบปลื้มปิติมาให้แก่พี่น้องคนไทย ตนได้ติดตามข่าว และก็เห็นทรงแล้วว่าวันนั้นน่าจะชนะ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง เชื่อว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และนักกีฬาทีมชาติไทยได้ส่งความสุขให้กับคนไทยในประเทศ บรรยากาศเปลี่ยนเลยทันที บรรยากาศในร้านอาหาร บรรยากาศในโซเชียลมีเดีย และต้องขอบคุณมากช่วงนั้นไม่มีใครด่ารัฐบาลเลย ทุกคนใส่โค้ดว่ายินดีปรีดากับชัยชนะกับสิ่งที่น้องๆทำให้กับประเทศไทย ตนก็ยิ่งดีใจ ตอนแรกรู้สึกว่าจะทำอย่างไรดีที่จะแสดงความชื่นชมกับน้องๆ แต่ไม่ทันไร รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เหมือนรู้ใจ บอกว่า 2-3 วันนี้มีเวลาว่างหรือไม่จะพาน้องนักกีฬาวอลเลย์บอลมาพบ ตนก็บอกว่าตนไม่ว่างได้อย่างไร ตนรออยู่ และจะให้ไปไหนก็ไปไม่ต้องมาที่นี่ก็ยังได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า การเป็นคนไทยโดยเฉพาะเวลาที่ไปต่างประเทศเขาเปิดเพลงชาติไทยต้อนรับ เรารู้สึกภาคภูมิใจ แต่ครั้งนี้เราเป็นคนเปิดเพลงชาติไทยของเราเองในแผ่นดินประเทศจีน ซึ่งน้องๆเป็นคนทำให้เพลงชาติไทยได้รับการบรรเลง ตนเชื่อว่า นี่เป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจของเรามีความเข้มแข็ง ของพวกนี้ต้องมากับใจ ฝีมือมีอยู่แล้ว แต่เวลาเล่นกีฬาบางวันเราเล่นคึกเหลือเกิน บางวันก็ถอยๆไป แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ใจสั่งมา ทุกคนพร้อมเป็นกำลังใจให้กับทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยทุกคนด้วยความใจจดจ่อ และต้องการเห็นน้องๆ นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทย ซึ่งตั๋วโอลิมปิกที่ได้ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่ต้องทำคือต้องมีความพร้อม อย่าประมาท ทุกคนมีความเป็นนักสู้อยู่ตลอดเวลา เมื่อมีความเป็นนักสู้แล้วจะมีแรงบวกมหาศาลที่ทำให้เราประสบชนะได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมให้การสนับสนุนทุกรูปแบบในการพัฒนาทักษะของนักกีฬาไม่ใช่เฉพาะกีฬาวอลเลย์บอลเท่านั้น แต่มีระบบอัปสกิลรีสกิลโดยเฉพาะนักกีฬาสมัยก่อนประเทศไทยไปเอเชียนเกมส์ โอลิมปิกไม่มีเหรียญเลยจนเริ่มมีกีฬามวย กีฬายกน้ำหนัก และกีฬาอื่นๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราเชื่อว่าเราต้องพัฒนาศักยภาพให้มากกว่านี้ โดยรัฐบาลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยให้ความสำคัญ และพร้อมที่จะทำทุกอย่างให้เป้าหมายของพวกเราประสบความสำเร็จได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตน และคณะรัฐมนตรีในนามรัฐบาลต้องขอขอบคุณโค้ชอ๊อตเป็นพิเศษ ตนรู้สึกอินไปกับโค้ชด้วย สำคัญที่สุดคือน้องๆนักกีฬาทุกคนที่ประสบความสำเร็จเช่นนี้เชื่อว่าน้องๅจะประสบความสำเร็จยิ่งๆขึ้นไป ขอบคุณผู้มีส่วนในการสนับสนุนทุกทุกท่าน เราจะอยู่เคียงข้าง และพร้อมส่งกำลังใจให้อย่างเต็มที่ ให้น้องๆได้ก้าวไปสู่อีกขั้น และเชื่อว่าเราจะได้ชื่นชม และแสดงความยินดีเช่นนี้ยิ่งๆขึ้น ขอให้รักษาสุขภาพ ให้แข็งแรงรู้ลิมิตของตัวเอง อย่าเข้าไปในส่วนที่จะมีอันตรายต่อสภาพร่างกายของเรา เพราะเราต้องการให้น้องๆร่วมกันได้รับชัยชนะเพื่อประเทศไทย คำว่าไทยแลนด์ รัฐบาลต้องการให้คนพูดคำว่าไทยแลนด์สักประมาณ 1 ล้านครั้งทั่วโลก น้องๆก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของนานาชาติ ว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพเป็นประเทศที่คนให้ความเชื่อมั่นได้

พร้อมกันนี้ ทางทีมวอลเลย์บอลได้มอบลูกวอลเลย์บอลที่มีลายเซ็นของนักกีฬาทุกคน ให้นายก​รัฐมนตรี​ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้เซต และอันเดอร์บอลกับนางสาวพรพรรณ เกิดปราชญ์ หรือ น้องชมพู่​ กัปตันทีม ทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินรางวัลให้กับนักกีฬารวมมูลค่าแล้วประมาณ 14 ล้าน 7 แสนบาท และได้กดปุ่มโอนเงินรางวัลแบบเรียลไทม์เข้าบัญชีนักกีฬาโดยตรงด้วย ซึ่งนักกีฬาที่ใช้ธนาคารกรุงไทยเงินได้เข้าสู่บัญชีทันที 6 แสนบาท ซึ่งน้องๆทุกคนก็ได้ส่งเสียงเฮแสดงความดีใจ และรีบเช็คบัญชีของตนเองทันที

อย่างไรก็ตาม การมอบเงินรางวัลครั้งนี้ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ และขอบคุณนักกีฬา สตาฟโค้ช และทีมงานทุกคน ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างความสุขให้คนไทยทั้งประเทศ และเป็นการยืนยันนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันวงการกีฬาวอลเลย์บอลและนักกีฬาไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสวัสดิการ วิทยาศาสตร์การกีฬา และงบประมาณที่เกี่ยวข้องในทุกๆด้าน เพื่อพัฒนาศักยภาพนักกีฬาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากได้รับของที่ระลึก นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้ทีมคณะทำงานทำกล่องครอบลูกบอลไว้เพื่อเป็นที่ระลึก และตั้งไว้ในทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นักกีฬาต้องการจะมอบถ้วยรางวัลให้กับรัฐบาลเพื่อเอาไว้ตั้งโชว์ ขณะที่นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเอาไว้ทำเป็นถ้วยจำลองมาดีกว่า เพราะถ้วยรางวัลอันนี้ถือเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ ให้น้องๆ ได้เอากลับไปที่สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้แลกคอนแทคกับนักกีฬา โดยระบุว่า “ขอภาพที่เซลฟี่ และถ่ายภาพร่วมกันมาให้ด้วย”

นักตบลูกยางสาวไทย, นายกรัฐมนตรี, วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย, อนุทิน, แชมป์เอเชีย, โอลิมปิก2028

ไอติม เข้าแจง กมธ.ตำรวจ ยันพร้อมร่วมมือคดีฮั้ว สว. เต็มที่ ข้องใจ กมธ.เร่งไล่ล่าคนปล่อยเอกสาร มากกว่าหาตัวคนผิด

3 กันยายน 2569 เวลา 11:53 น.

3 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ฯ วาระพิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารที่เป็นรายงานการสอบสวนคดีพิเศษ 24/2568 ในความผิดฐานอั้งยี่ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อสาธารณะช่องทางต่างๆ โดยได้เชิญ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน , นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และผู้บังคับการกองปราบปราม เข้าให้ข้อมูล

โดย นายพริษฐ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าชี้แจง กมธ.ฯ ว่า จากเอกสารที่กรรมาธิการส่งเชิญมาระบุว่าจะเป็นการพิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารคดีฮั้ว สว. ซึ่งตนถูกเชิญในฐานะเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูล จึงต้องถามกลับว่าเอกสารอะไร ซึ่งตั้งแต่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. ไม่เคยนำเอกสารใดมาเผยแพร่ ซึ่งก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ในฐานะที่ถูกเชิญก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ในสภา พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย ขณะเดียวกันก็หวังว่าในอนาคตหากมี สส.คนใด พรรคไหนถูกกรรมาธิการชุดใดเชิญไปตรวจสอบ ก็หวังว่าจะได้รับความร่วมมือโดยใช้บรรทัดฐานเดียวกันนี้

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการมาให้ข้อมูลครั้งนี้จะไม่เป็นเกมการเมือง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเจตนาของกมธ. ไม่ขอก้าวล่วง แต่ต้องข้อสังเกตว่าคดีฮั้ว สว.อยู่ในความสนใจของประชาชน หากข้อกล่าวโกงสว.เป็นจริง หมายความว่ามีความพยายามของคนบางกลุ่มที่พยายามกินรวบประเทศ โดยไม่ยึดโยงกับประชาชน

“ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ในวันที่สังคมมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งต่อคดีดังกล่าว แต่กรรมาธิการตำรวจจัดลำดับความสำคัญ เห็นว่าเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดที่กรรมาธิการชุดนี้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริง เป็นการไล่ตรวจสอบว่าข้อมูลต่างๆ มาจากไหน จึงตัดสินใจแทนประชาชนไม่ได้ว่า การจัดลำดับความสำคัญแบบนี้เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร เพราะเป็นอำนาจของกรรมาธิการแต่ละคณะ แต่เมื่อตัดสินใจเช่นนี้เชิญมาให้ข้อมูลก็ยินดี ให้ความร่วมมือ” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.เพราะดีเอสไอไปแจ้งความกองปราบปรามแล้ว นายพริษฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเดินหน้าทำงานต่อ และที่ผ่านมาในการทำหน้าที่ตรวจสอบคดีฮั้วสว. พูดชัดเจนมาตลอด ก่อนที่จะมาชี้แจงวันนี้ว่าได้รับเบาะแสมาหลายทาง เมื่อได้รับข้อมูลมาก็ไตร่ตรองในเบื้องต้น เมื่อพบข้อมูลหลายแหล่งและสอดคล้องกัน ว่าจะมีมูลความจริง จึงได้นำมาเสนอต่อสาธารณะ ส่วนประเด็นไหนที่ยังไม่แน่ใจก็จะนำเสนอในลักษณะคำถาม และเชิญคนที่เกี่ยวข้องมายืนยันอีกที

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ขอชวนคิดตามในภาพรวมว่า หนึ่งในสิ่งสำคัญและถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หากต้องการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในทุกกรณี คือต้องมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการปกป้องผู้ให้เบาะแส หากมีเจ้าหน้าที่เหตุการณ์ทุจริตเกิดขึ้น หรือเห็นเบาะแสการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ เกี่ยวกับคดีทุจริต เป็นเรื่องที่สส.และทุกคนต้องช่วยกันออกแบบมาตรการคุ้มครองผู้ให้เบาะแส หากไม่วางบรรทัดฐาน ในอนาคตหากมีข้าราชการเห็นพฤติกรรมทุจริตเกิดขึ้น ก็คงกังวลใจหากจะแจ้งเบาะแส ก็อาจทำให้เดือดร้อน ส่งผลต่ออนาคตการทำงาน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนขอตั้งข้อสังเกตถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งจะเปลี่ยนมาเป็น ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีคุมประพฤติ หากเป็นข้อเท็จจริง บุคคลดังกล่าวเป็นหนึ่งในคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พิจารณาคดีฮั้ว สว. ทั้งหมดแล้วมีความเห็นออกมาว่าไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว ซึ่ง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ก็เปิดเผยว่า ร.ต.อ.ปิยะ เป็นหนึ่งใน 5 คนลงมติเสียงข้างมาก ของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36

“ผมตั้งข้อสังเกตว่าหากเรื่องนี้เป็นจริง การเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอเป็นจริง อันนี้เป็นความพยายามของรัฐบาลในการโยกย้ายข้าราชการ เป็นคุณต่อคดีที่ตัวเองถูกกล่าวหาอยู่หรือไม่” นายพริษฐ์ กล่าว

กมธ.ตำรวจ,พริษฐ์,ยิ่งชีพ,ดีเอสไอ,ฮั้ว สว.,