ปักหมุดไว้เลย ‘BEM Care 2026’ Health Station 4 – 6 กันยายน สถานีสวนจตุจักร ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ตรวจเช็กความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ฟรี

3 กันยายน 2569 เวลา 11:41 น.

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ชวนคนเมืองใส่ใจสุขภาพกับกิจกรรม “BEM Care 2026 Health Station” สถานีเพื่อสุขภาวะที่ดี ตั้งแต่วันที่ 4 – 6 กันยายน 2569 ณ MRT สถานีสวนจตุจักร ยกระดับพื้นที่สถานี MRT ให้เป็น “Health Station” และ “จุดเช็กอินสุขภาพของคนเมือง” ที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย สะดวก และตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบ โดยการจับมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อนำบริการและความรู้ด้านสุขภาพมาไว้ใกล้ตัวคุณ


ตลอด 3 วัน พบกับบริการด้านสุขภาพฟรี ได้แก่ ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ จากโรงพยาบาลปิยะเวท (1,000 สิทธิ์/วัน รวม 3,000 สิทธิ์) โดยต้องมีอายุ 15 ปี – 65 ปี ตรวจเช็กความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ Mobile Stroke Unit Stroke One Stop (MSU-SOS) จากโรงพยาบาลศิริราช (50 สิทธิ์/วัน) ซึ่งเป็นเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่สามารถสแกนสมองผู้ป่วยได้ทันที ให้การรักษาเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน โดยผู้ที่ต้องการใช้บริการจะต้องอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปและมีเลขประจำตัวผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราชเรียบร้อยแล้ว พร้อมรับคำแนะนำด้านสุขภาพจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลต่างๆ รวมทั้งบูธกิจกรรมมากมาย อาทิ การตรวจสุขภาพทั่วไป การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การเช็กสุขภาพสมอง การเช็กความเครียด การคัดกรองโรคตา การตรวจแพทย์แผนไทย เป็นต้น ร่วมด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจในแต่ละวัน ดังนี้

ศุกร์ 4 กันยายน 2569 พบกับ เบเบ้ – ธันย์ชนก ฤทธินาคา กูรูและเทรนเนอร์ออกกำลังกายสายสุขภาพ, พี่ฝุ่ง อมต ชัยเกรียงไกร เภสัชกรและนักวิจัยสกินแคร์ ปิดท้ายวันด้วย ลีโอ ไมค์หมดหนี้ ที่จะมาร่วมสร้างสีสันและความสนุกภายในงาน

เสาร์ 5 กันยายน 2569 พบกับสาระเรื่องสุขภาพจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ และโรงพยาบาลบางโพ กิจกรรมเวิร์กช็อปปรุงกลิ่นบำบัดเพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด และสาธิตการทำเมนูสุขภาพจาก เชฟบีม นอกจากนี้ยังได้พูดคุยเรื่องสุขภาพจาก วีเจจ๋า – ดร.ณัฐฐาวีรนุช ทองมี วีเจและนักแสดงสายสุขภาพ ก่อนปิดท้ายด้วยกิจกรรมเต้นแอโรบิกจาก ครูตุ๊ก ครูสอนเต้นแอโรบิกชื่อดัง

อาทิตย์ 6 กันยายน 2569 พบกับกิจกรรม เต้นเพลิน เบิร์นไขมัน ชวนขยับร่างกายไปพร้อมกัน จาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทอล์คบนเวทีไปกับสาระสุขภาพจาก โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 และเรื่องราวเกี่ยวกับมะเร็งจาก กลุ่มมะเร็งเรียกพี่ ก่อนปิดท้ายความสนุกด้วย ครูหนุ่ม ซุมบ้า ครูสอนซุมบ้าและฟิตเนสแถวหน้าของเมืองไทย

อย่าพลาด!! กิจกรรม BEM Care 2026 Health Station ตั้งแต่วันที่ 4 -6 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 -20.00 น. ณ สถานีสวนจตุจักร ทางออก 2 และ 3 มาเช็กอินสุขภาพดีไปด้วยกัน เพราะสุขภาพที่ดี เริ่มต้นจากความใส่ใจ ติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook (เฟซบุ๊ก) : BEM Bangkok Expressway and Metro

BEMCare2026, บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด(มหาชน)

Sea (ประเทศไทย) ชวนคุยกับผู้หญิงต้นแบบในสาย STEM จากโครงการ ‘Women Made: Girl in STEM 2026’

3 กันยายน 2569 เวลา 11:20 น.

การขาดต้นแบบผู้หญิงในสาย STEM เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่กีดกันเด็กผู้หญิงจากเส้นทางอาชีพในแวดวง STEM (สะเต็ม) หรืออาชีพในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ Garena, Shopee และ Monee จึงร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), insKru และ a-chieve สานต่อ โครงการ Women Made: Girl in STEM ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม จุดประกายแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองสู่เส้นทางการศึกษาและอาชีพด้าน STEM ให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะนักเรียนหญิง เชื่อมโยงห้องเรียนกับโลกการทำงานจริงผ่าน “พี่ต้นแบบ” ในแวดวง STEM ถึง 21 อาชีพ โดยมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 144 คน พร้อมครูผู้สอนและครูแนะแนว 48 คน ร่วมโครงการ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้

วิศวกรหญิงผู้ขับเคลื่อนความฝันสู่ห้วงอวกาศ

แม้ปัจจุบันผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในสาย STEM เพิ่มขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำทางเพศยังคงปรากฏชัดในบางสาขา โดยเฉพาะวิศวกรรมศาสตร์  โดยข้อมูลจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ระบุว่าในประเทศไทยมีผู้หญิงในสาขาวิศวกรรมศาสตร์เพียง 16.8% หนึ่งในนั้นคือ  มิ้ง – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมการบิน วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังที่เริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้านเทคโนโลยีอวกาศจากความหลงใหลในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่เด็ก ก่อนเลือกเรียนสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และได้รับทุนศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมอวกาศที่ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงที่ประเทศไทยเริ่มโครงการดาวเทียมสำรวจโลก THEOS ซึ่งกลายเป็นประตูบานแรกสู่งานด้านเทคโนโลยีอวกาศ

 มิ้ง – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์

“เราโชคดีที่รู้ว่าตัวเองชอบและถนัดอะไร เมื่อความชอบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผนวกกับพื้นฐานด้านวิศวกรรม ทำให้มีโอกาสได้รับทุนไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมดาวเทียมและวิศวกรรมอวกาศที่สถาบัน ISAE (Institut Supérieur de L’aéronautique et de L’espace) ประเทศฝรั่งเศส โดยมีเวลาเพียง 5 เดือนในการเตรียมตัว ในการปรับตัวกับการเรียน การใช้ชีวิต และการสื่อสาร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาในหลักสูตรที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก”  มิ้ง– ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา กล่าว

หลังจบการศึกษา เธอกลับมาทำงานเป็น วิศวกรฝ่ายควบคุมดาวเทียม ดูแลการปฏิบัติการดาวเทียม THEOS ที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ก่อนก้าวสู่งานด้านนวัตกรรมอวกาศ ขณะเดียวกัน ความสนใจเรื่องอวกาศยังนำพาเธอเข้าสู่โครงการ AXE Apollo Space Academy ผ่านการแข่งขันรายการ “แฟนพันธุ์แท้ Apollo” โดยเธอสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติการบินของยานอวกาศ Apollo ได้อย่างถูกต้องทุกคำถาม จนได้เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 23 คนจากทั่วโลกให้ได้รับตั๋วเดินทางสู่อวกาศ แม้จะเป็นที่น่าเสียดายที่สุดท้ายโครงการดังกล่าวมีเหตุให้ต้องยกเลิกไป

“แม้สุดท้ายเราจะไม่ได้ขึ้นไปอวกาศจริง ๆ แต่ประสบการณ์ครั้งนี้สนุกมาก เพราะเราได้ทำเต็มที่ในทุกขั้นตอน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานสาย STEM คือเราต้องพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรื่องที่เราเชี่ยวชาญในวันนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการในวันข้างหน้า เราจึงต้องเปิดใจเรียนรู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะในยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เราปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ได้ แต่ต้องเรียนรู้ว่าจะใช้มันอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและการทำงานมากที่สุด”  มิ้ง- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา กล่าวทิ้งท้าย

พุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ Women Made: Girl in STEM กล่าวว่า  ช่วงมัธยมศึกษาเป็นช่วงเวลาสำคัญของการค้นหาตัวตนและเส้นทางอาชีพ การเปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนได้เห็นอาชีพที่หลากหลาย เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับโลกการทำงานจริงและค้นพบศักยภาพของตัวเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการมองเห็นเส้นทางอนาคต

“กิจกรรม Human Library ภายใต้โครงการ ‘Women Made: Girl In STEM’ ในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดมุมมองให้นักเรียนหญิงเห็นว่า STEM มีเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย และเด็กผู้หญิงก็สามารถเติบโตและสร้างความสำเร็จได้ในทุกพื้นที่ของโลก STEM ไม่ว่าจะเป็นอวกาศ สุขภาพ การเกษตร เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ต การได้พบกับพี่ต้นแบบจากหลากหลายเส้นทางจึงไม่เพียงช่วยให้เยาวชนเห็นว่าโลกของการทำงานว่ามีอาชีพอะไรอยู่บ้าง แต่ยังช่วยให้พวกเขาเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของตัวเองและกล้าที่จะออกแบบเส้นทางอนาคตของตัวเอง” พุทธวรรณ กล่าว

ภาพสะท้อนจากความสำเร็จของรุ่นพี่ต้นแบบ มิ้ง – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์ คือเครื่องพิสูจน์ว่าโลก STEM กว้างกว่าที่คิดและไม่มีเส้นทางสู่ความสำเร็จเพียงหนึ่งเดียว  การสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดกว้างให้เยาวชนได้เรียนรู้จากพี่ต้นแบบที่หลากหลายและสามารถเชื่อมโยงกับเด็กผู้หญิงได้ เป็นสิ่งสำคัญในการทลายกรอบความคิดทางสังคมเกี่ยวกับบทบาททางเพศ ช่วยให้เด็กผู้หญิงค้นพบศักยภาพของตนเองและก้าวเข้าสู่เส้นทางสาย STEM อย่างมั่นใจ

Sea(ประเทศไทย)

แฟชั่นเฮาส์ Dolce&Gabbana เปิดแคมเปญ ADV ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026

3 กันยายน 2569 เวลา 11:19 น.

Dolce&Gabbana ถ่ายทอดตัวตนของแฟชั่นเฮาส์ผ่านแคมเปญโฆษณาประจำฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 สำหรับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ผ่านมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ของช่างภาพแฟชั่นระดับตำนาน Steven Meisel ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

บุคลิกภาพถูกหล่อหลอมขึ้นจากอัตลักษณ์ และเมื่อบุคลิกที่แตกต่างมาบรรจบกัน อัตลักษณ์ก็ยิ่งโดดเด่นชัดเจนยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแก่นแท้ของ Dolce&Gabbana  แคมเปญนี้สำรวจเคมีของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ทั้งแรงปรารถนาและอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เมื่อบุคลิกที่แตกต่างกันได้มาพบปะ ผสมผสาน และหลอมรวมเข้าด้วยกัน

การศึกษาภาษากายของ Meisel ถูกถ่ายทอดผ่านคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 ของแบรนด์ สำหรับสุภาพสตรี พลังแห่งบุคลิกภาพถูกเสริมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นผ่านรหัสอันเป็นเอกลักษณ์ของ Dolce&Gabbana ไม่ว่าจะเป็นภาษาของการแต่งกายที่หยั่งรากจากซิซิลี สีดำ ลูกไม้ การตัดเย็บ ความเย้ายวน และความศรัทธา ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนให้มีชีวิตชีวาด้วยความจริงใจและแรงปรารถนา

สำหรับสุภาพบุรุษ อัตลักษณ์ดังกล่าวถ่ายทอดผ่านภาพลักษณ์ความเป็นชายร่วมสมัยในแบบเฉพาะตัวของ Meisel โดยที่ DNA ของ Dolce&Gabbana ถูกนำมาตีความให้เข้ากับยุคปัจจุบันผ่านความพิถีพิถันในการตัดเย็บ เสื้อถัก เดนิม และความเย้ายวนแบบเมดิเตอร์เรเนียน ขณะเดียวกันยังคงยึดโยงกับท่าทางและทัศนคติของชีวิตร่วมสมัยไว้ หนึ่งในบุคคลสำคัญของแคมเปญคือ ซาน (San) แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกของ Dolce&Gabbana จากวง ATEEZ ประเทศเกาหลีใต้

แคมเปญทั้งสองมีความเป็นอิสระจากกัน และยังคงเติมเต็มซึ่งกันและกัน เนื่องจากพลังทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากความแตกต่างที่สอดคล้อง และแรงดึงดูด โดยผ่านบทสนทนาที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอระหว่างความเป็นหญิงและความเป็นชาย ซึ่งหล่อเลี้ยงจินตนาการทางแฟชั่นของเฮาส์มาอย่างยาวนาน 

บุคลิกภาพและมุมมองคือหัวใจสำคัญทั้งในประวัติศาสตร์ของ Dolce&Gabbana และความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ระหว่างแบรนด์กับ Steven Meisel ตั้งแต่ ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ปี1989 ภาพถ่ายของ Meisel มีบทบาทสำคัญในการวางภาพลักษณ์ของแบรนด์  ถ่ายทอดความเย้ายวนพร้อมความหรูหรา และคาแรกเตอร์ของ Dolce&Gabbana ให้คงอยู่เหนือกาลเวลา

ผลลัพธ์ในฤดูกาลนี้ คือแคมเปญสองชุดที่เน้นย้ำความโดดเด่นของคอลเลกชันซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแคมเปญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตอกย้ำว่าอัตลักษณ์คือหลักสำคัญที่กำกับทั้งฤดูกาลและตัวตนของ Dolce&Gabbana เอง ในฐานะแฟชั่นเฮาส์ที่ยืนหยัดอย่างเป็นอิสระมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น แบรนด์ยังคงยึดมั่นในตนเอง ด้วยการพัฒนา ขยายขอบเขต และทดลองตีความรหัสทางแฟชั่น ทัศนคติ และบุคลิกต่างๆ ที่ทำให้อัตลักษณ์ของ Dolce&Gabbana โดดเด่นและเป็นที่จดจำ

Dolce&Gabbana

‘ชินเซเก’ จับมือ ‘ห้างเซ็นทรัล’ เปิดตัว 7 แบรนด์เกาหลี Next Generation ในไทย

3 กันยายน 2569 เวลา 11:14 น.

“ชินเซเก” (SHINSEGAE) ผู้นำธุรกิจห้างสรรพสินค้าและดิวตี้ฟรีชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้ จับมือ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชวนคนรัก K-Lifestyle สัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งสไตล์เกาหลี พร้อมเปิดตัว 7 แบรนด์เกาหลี Next Generation ที่คัดสรรมาแบบเอ็กซ์คลูซีฟ และเปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรก (First-to-Market in Thailand) มาครบทั้งแฟชั่น บิวตี้ และไลฟ์สไตล์ ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์

ภายในงานครั้งนี้ พาทุกคนก้าวสู่โลกของ K-Lifestyle อัปเดตเทรนด์เกาหลีแบบไม่ต้องบินไปไกล
ถึงโซล เพราะห้างเซ็นทรัลและชินเซเก พา 7 แบรนด์ Next Generation จาก SHINSEGAE Hyperground
ที่กำลังได้รับความนิยมในเกาหลี ส่งตรงมาให้ลูกค้าเซ็นทรัลได้สัมผัสก่อนใคร ครบครันในทุกหมวดหมู่

เริ่มต้นด้วยไอเทมฝั่งแฟชั่นที่โดดเด่น มีสไตล์ สร้างเอกลักษณ์พร้อมเติมลุคให้คุณดูดีได้ทุกวันในแบบฉบับของคุณ อาทิ แบรนด์ Lartigent (ลาทิเจน), Tannat (ทานัต) และ Threetimes (ทรีไทมส์)  อัพเดตเทรนด์ความงามกับ Dear Dahlia (เดียร์ ดาเลีย), Toun28 (โทน ทเวนตี้เอท) และ Verries (เวรีส์) พร้อมปลุกเอเนอร์จี้ด้วย Sans (ซานส์) แบรนด์กาแฟจากเกาหลีใต้กับนวัตกรรม “กาแฟไร้เมล็ด” (Bean-Free Coffee) ปราศจากคาเฟอีน ทางเลือกใหม่สำหรับคนรักกาแฟที่ใส่ใจสุขภาพ

SHINSEGAE Hyperground K-Experience x CENTRAL @ centralwOrld ถือเป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือระยะยาวระหว่าง “ห้างเซ็นทรัล” และ “ชินเซเก” ในการเชื่อมโยงวัฒนธรรม เทรนด์ และแบรนด์ศักยภาพจากเกาหลีใต้สู่ลูกค้าชาวไทย พร้อมสร้างประสบการณ์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่มากกว่าการช้อปปิ้ง โดยมองว่าหน้าที่ของห้างสรรพสินค้าในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่เป็นผู้นำที่ช่วยเฟ้นหา คัดสรรเทรนด์ แบรนด์ และประสบการณ์ใหม่ๆ จากทั่วโลก มาส่งต่อถึงมือลูกค้าคนไทย จึงขยายบทบาทจาก Retailer ไปสู่ “Trend Curator” ผู้คัดสรรแบรนด์ เทรนด์ และประสบการณ์จากทั่วโลกมาสู่ลูกค้าไทย

ชินเซเก, ห้างเซ็นทรัล

ดิบ บางกอก เปิดนิทรรศการครั้งใหม่ ‘ชีวิต ชีวา (Giving Life)’ โชว์ผลงานมาสเตอร์พีซหาชมยาก ‘อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์’ ในไทย

3 กันยายน 2569 เวลา 11:11 น.

ดิบ บางกอก เตรียมเปิดนิทรรศการครั้งที่ 2 “ชีวิต ชีวา (Giving Life)” นำเสนอผลงานกว่า 160 ชิ้นจากศิลปินไทยและนานาชาติ 33 คน โดยมีผลงานชิ้นสำคัญที่หาชมได้ยากของ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ ศิลปินผู้พลิกโฉมประติมากรรมแห่งศตวรรษที่ 20 เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของนิทรรศการ เพื่อถ่ายทอดพลังแห่งการเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง และการเริ่มต้นชีวิตใหม่ผ่านศิลปะ

ดร. มิวาโกะ เทสุกะ

ดิบ บางกอก คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ดำเนินงานในฐานะองค์กรไม่แสวงผลกำไรด้วยพันธกิจในการเชื่อมโยงวงการศิลปะไทยเข้ากับบทสนทนาศิลปะระดับโลก พร้อมเป็นพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพฯ ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้หยุดคิด ใคร่ครวญ และเชื่อมโยงกับศิลปะ เช่นเดียวกับบทบาทของ Museum of Modern Art (MoMA) ในนครนิวยอร์ก และ Tate Modern ในกรุงลอนดอน ในฐานะสถาบันศิลปะสำคัญประจำกรุงเทพฯ ดิบ บางกอก จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อลดช่องว่างนี้ และมีบทบาทเพื่อกรุงเทพฯ และศิลปินในภูมิภาค ด้วยความเชื่อว่ากรุงเทพฯ สมควรมีพิพิธภัณฑ์ระดับโลก และพื้นที่ที่จะรองรับและส่งเสริมชุมชนสร้างสรรค์ของเมืองอย่างแท้จริง ด้วยวิสัยทัศน์และพันธกิจดังกล่าว การที่ ดิบ บางกอก ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปีหลังเปิดตัว จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าความตั้งใจของสถาบันกำลังเริ่มส่งเสียงของกรุงเทพฯ ให้ดังขึ้นบนแผนที่ศิลปะโลก

หลังจากเปิดประตูต้อนรับผู้ชมได้เพียง 8 เดือน ดิบ บางกอก ก็ได้รับความสนใจจากสื่อต่าง ๆ ทั่วโลก จนขึ้นชื่อว่าเป็นแลนด์มาร์กด้านวัฒนธรรมแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ล่าสุดเพิ่งได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน TIME’s World’s Greatest Place 2026 หนึ่งในจุดหมายระดับโลกที่คุณไม่ควรพลาด ขณะที่นิตยสาร Monocle สื่อนานาชาติชั้นนำด้านธุรกิจการออกแบบและวัฒนธรรมยังกล่าวถึงในฐานะ แลนด์มาร์กทางสถาปัตยกรรม พร้อมนิยาม ดิบ บางกอก ว่าเป็น “Thailand’s answer to New York’s MoMA” ขณะที่ South China Morning Post ยกให้ ดิบ บางกอก เป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดในประเทศไทย รวมถึงยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น Finalist ในรางวัล Cathay Member’s Choice Award 2026 สาขา Asia’s Best New Attraction ของสายการบินระดับโลกอย่าง คาเธย์ แปซิฟิก ด้วย

อารียนา ชัยวาระนนท์

หลังจากที่ใช้เวลาปิดเพื่อเตรียมงานสำหรับนิทรรศการครั้งใหม่ ดิบ บางกอก กำลังเตรียมมอบ ชีวิต ชีวา Give Life สู่ผู้ชมทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ด้วยแนวคิดที่ต้องการสื่อถึงการขับเคลื่อน การเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผ่านงานประติมากรรมระดับโลกของ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ ศิลปินชาวอเมริกัน อดีตนักศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกล ผู้พลิกแนวคิดของประติมากรรมจากวัตถุที่หยุดนิ่งสู่ผลงานที่เคลื่อนไหวได้ จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของศิลปะแห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งนิทรรศการครั้งใหม่ของ ดิบ บางกอก ยังจัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงการจากไปครบ 50 ปีของศิลปินอีกด้วย

ภูรัตน์ “แฌง” โอสถานุเคราะห์

ผลงานของ คาลเดอร์ เป็นที่รู้จัก และสะสมในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกซึ่งคนรักศิลปะจำเป็นจะต้องบินไปเยี่ยมชมในต่างประเทศ เช่น The Museum of Modern Art (MoMA), Guggenheim Museum, The Metropolitan Museum of Art (The Met) นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา, Centre Pompidou กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หรือ Tate Modern ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่ครั้งนี้ ดิบ บางกอก จะนำมาให้ชมได้ในประเทศไทยโดยไม่ต้องบินไปไกล

งานของ คาลเดอร์ จะจัดแสดงร่วมกับ 32 ศิลปินทั้งไทยและนานาชาติ เช่น อิซุมิ กาโตะ, เคทลิน คีโอห์, ตวน แอนดรูว์ เหงียน, โทเบียส เรห์แบร์เกอร์, เซซิเลีย บีกุญญา, เมเรียม เบนนานี และ ยูกิโนริ ยานากิ ส่วนศิลปินไทยได้แก่ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข, สุธี คุณาวิชยานนท์ และ วสันต์ สิทธิเขตต์ ผู้โดดเด่นในฐานะศิลปินนักเคลื่อนไหวทางสังคมของไทย

ผลงานของ เคทลิน คีโอห์

ดร. มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการ ดิบ บางกอก ยังเน้นแนวทางการทำงานของ ดิบ บางกอก ผ่านแนวคิดเบื้องหลังนิทรรศการใหม่ว่า “ที่ ดิบ บางกอก ผู้ชมไม่ได้มาแค่เพื่อชมศิลปะเท่านั้น แต่เราอยากเชิญให้ผู้ชมมาศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ของไทยเพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ศิลปะของโลก นิทรรศการ ชีวิต ชีวา Giving Life จะพาผู้ชมย้อนกลับไปมองพัฒนาการของศิลปะร่วมสมัยและจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการศิลปะไทยในทศวรรษ 1970 (ช่วงพ.ศ. 2513-2523) ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการจัดแสดงงานของคาลเดอร์ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยที่มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น”

อารียนา ชัยวาระนนท์ ภัณฑารักษ์ของ ดิบ บางกอก และของนิทรรศการ กล่าวว่า “ศิลปินคือ ผู้ที่มอบชีวิตให้สรรพสิ่งจนออกมาเป็นงานศิลปะ พวกเขานำวัสดุรอบตัวมาดัดแปลงให้เข้ากับแนวคิดที่เชื่อมโยงชีวิตของผู้คนผ่านยุคสมัย ยิ่งในยุคสมัยที่การกำหนดเส้นทางชีวิตตัวเองเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น เราขับเคลื่อนตัวเองตลอดเวลา ทั้งจากการทำงาน การแสดงออก และการดำรงชีวิต ผลงานเหล่านี้จึงสะท้อนประสบการณ์อันซับซ้อนในชีวิตเราว่า ธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิตคือ ‘การเปลี่ยนแปลง’”

ขณะที่ ภูรัตน์ “แฌง” โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ดิบ บางกอก กล่าวว่า “ดิบ บางกอก คือสถาบันที่มีชีวิต เติบโตไปพร้อมกับคอลเลกชัน ผู้ชม และบริบททางวัฒนธรรมรอบตัว นิทรรศการ ชีวิต ชีวา Giving Life คือก้าวใหม่ของการเดินทางนั้น ผมเชื่อว่ากรุงเทพฯ ควรมีพิพิธภัณฑ์ที่สามารถพูดคุยกับโลกในมาตรฐานเดียวกับเมืองศิลปะชั้นนำ โดยยังสะท้อนมุมมองของประเทศไทยอย่างเป็นธรรมชาติ นั่นคือเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ผมทำงานด้านการศึกษาและการลงทุนระยะยาวมาโดยตลอด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างคือการลงทุนในคน เราหวังว่าสิ่งที่ภาคธุรกิจสร้างขึ้นจะกลับมาสร้างโอกาสให้สังคม ผ่านศิลปะ การศึกษา และการพัฒนาสถาบันที่อยู่ต่อไปได้อีกหลายรุ่น”

นิทรรศการ ชีวิต ชีวา Giving Life จัดแสดงที่ ดิบ บางกอก ระหว่างวันที่ 26 กันยายน 2569 ถึง 3 พฤษภาคม 2570 เปิดให้จองบัตรล่วงหน้าแล้ว ทางเว็บไซต์ www.dibbangkok.org เวลาทำการ: วันพฤหัสบดี–วันจันทร์ เวลา 10:00-19:00 น. (ปิดวันอังคารและวันพุธ)  บัตรเข้าชม: บัตรทั่วไป 700 บาท 550 บาทสำหรับคนไทย บัตรนักศึกษา 250 บาท บัตรนักเรียน 150 บาท

ชีวิตชีวา, ดิบบางกอก

S&P ประกาศความสำเร็จคว้า Carbon Neutral Product จาก 2 ผลิตภัณฑ์ขายดี

3 กันยายน 2569 เวลา 11:06 น.

S&P เบเกอรี่สัญชาติไทยแบรนด์แรก ประกาศความสำเร็จคว้า Carbon Neutral Product ยกระดับ 2 ผลิตภัณฑ์ขายดี  “บัตเตอร์เค้กวานิลลา” และ “เค้กกล้วยหอม” การันตีความมั่นใจและว่าทุกความอร่อยจาก S&P มีส่วนร่วมรังสรรค์และปกป้องโลกใบนี้ให้ยั่งยืน

มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงความสำเร็จในงานสัมมนา “Driving Business Towards Carbon Neutrality เปลี่ยนความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสทางธุรกิจ” ภายใต้ “โครงการส่งเสริมการชดเชยคาร์บอนขององค์กรเพื่อมุ่งสู่ Carbon Neutrality (ระยะที่ 3)” จัดโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมมือกับ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมี รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการวีกรีน คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวรายงานความสำเร็จของโครงการ และ กรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เป็นผู้กล่าวเปิดงาน ณ โรงแรมเลอบัว แอท สเตท ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

ผลสำเร็จจากการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ S&P ได้รับการรับรอง Carbon Neutral Product สำหรับผลิตภัณฑ์ยอดนิยมจำนวน 2 รายการ ได้แก่ “บัตเตอร์เค้กวานิลลา” และ “เค้กกล้วยหอม” รวมทั้งหมด 1,751,870 ชิ้น ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจวัด ลด และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์อย่างสมบูรณ์แบบ จนมีความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งช่วยการันตีให้ผู้บริโภคมั่นใจและภาคภูมิใจว่าทุกความอร่อยจาก S&P มีส่วนร่วมรังสรรค์และปกป้องโลกใบนี้ให้ยั่งยืน

S&P มุ่งมั่นส่งต่อเบเกอรี่ที่ดี มีคุณภาพ และใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริโภค โดยหวังว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเป็นสื่อกลางที่สร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคในวงกว้าง เพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

CarbonNeutralProduct, S&P

‘ยูเซอริน’ เจาะลึกศาสตร์ Epigenetics ต่อยอดสู่นวัตกรรมคืนความอ่อนเยาว์ระดับเซลล์

3 กันยายน 2569 เวลา 11:05 น.

ยูเซอริน (Eucerin) แบรนด์เวชสำอางชั้นนำจากประเทศเยอรมนี  ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Skin Science ด้วยการนำองค์ความรู้ด้าน Epigenetics ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่กำหนดความร่วงโรยของผิว มาต่อยอดสู่นวัตกรรมเพื่อ Skin Longevity พร้อมชู EPICELLINE® สารสำคัญที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยจัดการสัญญาณแห่งวัยตั้งแต่ระดับเซลล์ ก่อนจะปรากฏเป็นริ้วรอยที่มองเห็น และล่าสุดต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity EPICELLINE® Day Care และ Night Care ที่ผสานพลัง 3 สารสำคัญ เพื่อฟื้นคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวอย่างครบมิติในช่วงกลางคืน

ถอดรหัสความร่วงโรยของผิว เมื่อ “อายุผิว” ไม่ได้ถูกกำหนดด้วย DNA เพียงอย่างเดียว

แม้มนุษย์จะมี DNA ชุดเดิมตั้งแต่เกิด แต่ผิวของแต่ละคนกลับร่วงโรยเร็วหรือช้าแตกต่างกัน เพราะอายุของผิวไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากอายุ สิ่งแวดล้อม และไลฟ์สไตล์ ซึ่งสามารถส่งผลต่อการทำงานของยีนผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Epigenetics เปรียบเสมือนระบบที่ควบคุมว่า “ยีนใดจะถูกเปิดหรือปิดการทำงาน” โดยไม่เปลี่ยนแปลงลำดับของ DNA หนึ่งในกลไกสำคัญคือ DNA Methylation หรือการเพิ่มเติมของหมู่เมทิลบน DNA ที่ทำหน้าที่คล้ายสวิตช์ควบคุมการทำงานของยีน เมื่ออายุมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของกระบวนการนี้อาจทำให้ยีนบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนเยาว์ของผิวถูกปิดการทำงานลงไป ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ผิวลดลงและเกิดความร่วงโรยจากภายใน ก่อนจะค่อย ๆ ปรากฏออกมาเป็นริ้วรอยและสัญญาณแห่งวัยที่มองเห็นบนผิว จากการศึกษาผิวในแต่ละช่วงวัย ยูเซอรินจึงพบว่า สัญญาณแห่งวัยเริ่มต้นขึ้นในระดับเซลล์ก่อนที่จะมองเห็นจากภายนอก และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทาง Epigenetics สามารถปรับเปลี่ยนได้ จึงเป็นที่มาของแนวคิด Skin Longevity ที่มุ่งดูแลกลไกความร่วงโรยตั้งแต่ต้นทาง เพื่อช่วยคงประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ผิวและยืดช่วงเวลาแห่งความอ่อนเยาว์ของผิวให้นานที่สุด

EPICELLINE® นวัตกรรมยืดเวลาแห่งความอ่อนเยาว์ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ

จากองค์ความรู้ดังกล่าว ยูเซอรินพัฒนา EPICELLINE® เพื่อเข้าจัดการกลไกความร่วงโรยที่เกี่ยวข้องกับ Epigenetics โดยมุ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของยีนที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนเยาว์ของผิวอีกครั้ง เพื่อส่งเสริมการทำงานของเซลล์ผิวและลดเลือนสัญญาณแห่งวัยจากระดับเซลล์ การทำงานในระดับดังกล่าวถือเป็นหัวใจของแนวคิด Skin Longevity ของยูเซอริน ซึ่งเปลี่ยนจากการดูแลเฉพาะผลลัพธ์ที่มองเห็นบนผิว ไปสู่การมุ่งเป้ากลไกทางชีวภาพที่อยู่เบื้องหลังความร่วงโรย เพื่อช่วยให้ผิวคงคุณภาพและความอ่อนเยาว์ได้ยาวนานยิ่งขึ้น โดยเบื้องหลังการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวมาจากการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีการทดสอบสารออกฤทธิ์กว่า 50,000 ชนิด ผ่านการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ 20 คน พร้อมองค์ความรู้จากงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์และทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 17 ฉบับ การศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับ EPICELLINE® จำนวน 12 การศึกษา และสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้อง 6 ฉบับ สะท้อนการพัฒนานวัตกรรมบนพื้นฐานของหลักฐานทั้งในระดับชีววิทยาและผลลัพธ์ทางคลินิก

เพื่อต่อยอดประสิทธิภาพของ EPICELLINE® สู่การดูแลผิวในช่วงกลางคืน ยูเซอรินเปิดตัว Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity EPICELLINE® Day Care และ Night Care โดยจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ไนท์แคร์ที่ออกแบบภายใต้แนวคิด Superior Night Care for Skin Longevity ผสาน 3X POWER จากสารสำคัญ 3 ชนิดที่ทำงานเสริมกัน ได้แก่ (1) EPICELLINE® ช่วยจัดการสัญญาณแห่งวัยตั้งแต่ระดับเซลล์ กระตุ้นกลไกที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนเยาว์ของผิว และช่วยลดเลือนริ้วรอยลึก (2) Bakuchiol สารออกฤทธิ์ที่ให้การทำงานในแนวทางเดียวกับเรตินอล (Retinol-Like) ช่วยส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิวเก่าและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน พร้อมความอ่อนโยนสำหรับการดูแลผิวในทุกค่ำคืน และ (3) Provitamin B5 ช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูเซลล์ผิว เติมความชุ่มชื้น และเสริมปราการผิวให้แข็งแรง โดยการทำงานร่วมกันของทั้ง 3 สารจึงช่วยดูแล 3 กลไกสำคัญของผิวในหนึ่งเดียว ทั้ง ลดเลือนริ้วรอยลึก ผลัดเซลล์ผิวเก่าอย่างอ่อนโยน และฟื้นปราการผิวให้แข็งแรง เพื่อให้ผิวได้รับการฟื้นบำรุงอย่างเต็มประสิทธิภาพในช่วงกลางคืน

เปิดประสบการณ์แห่งความอ่อนเยาว์ในงาน “EPICELLINE® LONGEVITY”

เพื่อถ่ายทอดศาสตร์แห่ง Skin Longevity และนวัตกรรมเบื้องหลัง EPICELLINE® อย่างเต็มรูปแบบ ยูเซอริน นำโดย เภสัชกรหญิงวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย)จัดงาน “EPICELLINE® LONGEVITY – THE SCIENCE TO TURN BACK YOUR SKIN AGE” ในบรรยากาศเอ็กซ์คลูซีฟกาล่าดินเนอร์สุดหรู ชวนเหล่าเซเลบริตี้ อินฟลูเอนเซอร์ และแขกคนสำคัญร่วมสัมผัสอีกก้าวของวิทยาศาสตร์ผิว พร้อมเปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ตั้งแต่แนวคิด Longevity และการเปลี่ยนแปลงของผิวตามช่วงวัย ไปจนถึงการเจาะลึกศาสตร์ Epigenetics โดย นพ. รัฐภรณ์ อึ๊งภากรณ์ และ ผศ.ภก.ดร.กิติยศ ยศสมบัติ เพื่อให้เห็นถึงกลไกความร่วงโรยที่เริ่มต้นตั้งแต่ระดับเซลล์ และแนวทางดูแลผิวเพื่อยืดเวลาแห่งความอ่อนเยาว์ให้นานที่สุด ก่อนเผยโฉมนวัตกรรมล่าสุด Eucerin Hyaluron-Filler + Longevity EPICELLINE® Night Care พร้อมเจาะลึกการทำงานของ EPICELLINE® และ 3X POWER ที่เข้ามาเติมเต็มการดูแลผิวในช่วงกลางคืนอย่างครบมิติ

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส พรีเซนเตอร์ของยูเซอริน มาร่วมถ่ายทอดมุมมองการดูแลผิวและร่วมสัมผัสประสบการณ์ Skin Longevity สะท้อนแนวคิดของยูเซอรินในการนำวิทยาศาสตร์ผิวที่ล้ำหน้ามาสู่การดูแลผิวในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม EPICELLINE® Routine พร้อมวางจำหน่ายแล้วที่ Watsons, Boots, EVEANDBOY, Beautrium, Shopee, Lazada, TikTok Shop โรงพยาบาลและร้านขายยาชั้นนำทั่วประเทศ

ยูเซอริน

คุณแหน : 3 กันยายน 2569

3 กันยายน 2569 เวลา 11:01 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม อย่างเป็นทางการ (STATE VISIT) ระหว่างวันที่ 14–16 กันยายน 2569 ตามคำทูลเชิญของ นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม..

ll คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร  เชิญกรรมการมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตรฯ  ประชุมพิจารณาอนุมัติผลการพิจารณาผู้ได้รับรางวัล หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร  บุคคลสำคัญของโลก  รางวัลสร้างเสริมคนดีมีคุณธรรม ครั้งที่  38 ประจำปี 2569  จากทั่วประเทศ  วันพฤหัส  8 ก.ย. ที่ รร.อวานา รัชดา  โดยมี ม.ร.ว. พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์,  ผศ. ดร. พรทิพย์ พุกผาสุข, ดร . อารยา อรุณานนท์ชัย, ทิพวิภา สุวรรณรัฐ,  ดร . พรชัย มงคลวนิช และผู้แทนองค์การต่างๆที่หม่อมงามจิตต์ฯ ริเริ่มอาทิ สภาสตรีแห่งชาติฯ, สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ,มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการฯ,มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อน และมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ร่วมประชุม ด้วย โดยมี ศรีภพ สารสาส เป็นเลขาธิการมูลนิธิฯ และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล  เป็นผู้ช่วยเลขาธิการฯ

ll มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเครือข่ายการพัฒนาดนตรีไทย เชิญชมการแสดงในงาน “ธ ดุจแสงสว่างฟ้าสถิตทั่วไผทไทย” รำลึกถึงพระกรุณาธิคุณและน้อมถวายอาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา   ในวันเสาร์ 5 ก.ย. เวลา 13.30 น. ณ หอประชุมศรีบูรพา  ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานที่ https://docs.google.com/…/1FAIpQLSf47wXtpk8f3L…/viewform..

ll ผศ.ดร.พระครูนิติธรรมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดสนธิ์(นาสน) หัวหน้าโครงการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณร เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ระหว่างวันที่ 24 ต.ค.-1 พ.ย.2569 เชิญชวนร่วมเป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์งบประมาณหรือบริจาคสิ่งของตามกำลังศรัทธา ผ่านบัญชีออมทรัพย์  ธ.กรุงไทย สาขาท่าวัง ชื่อบัญชี “กองทุนบวชพระเณร วันสนธิ์(นาสน)” เลขที่บัญชี 779-0-79391-8 สอบถาม 075-340043..๐๐

ll อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดสัมนาเรื่อง การยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของประเทศไทยตามมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา  วันศุกร์ 11 ก.ย.08.30 น. ที่ห้องจัดประชุมสัมมนาบี 1-2 อาคารัฐสภา ..

ll ม.ล.อรดิศ สนิทวงศ์ สยามพิวรรธน์ ชวนร่วมสร้างพลังแห่งการให้ เพื่อสนับสนุนภารกิจของ WORLD FOOD PROGRAMME ภายใต้แคมเปญ “The Next Bucket : Save Lives & Change Lives” ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการทั้งสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หรือบริจาคผ่านแพล็ตฟอร์มออนไลน์ Taejai.com และร่วมทำบุญมื้อพิเศษในงาน Charity Dinner วันศุกร์ 4 ก.ย. ณ NEXTOPIA ชั้น 5A สยามพารากอน มีดีเจ Bestboi  และดีเจ Bomber Selecta มาร่วมสร้างสีสัน โทร. 02 610 8000 ..

ll สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่นฯ  ชวนอ่านหนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่น “มาสร้างป่ายั่งยืน 9,000 ปีโดยวิธีมิยาวากิ” คิดค้นโดย Professor Dr. Akira Miyawaki แห่งมหาวิทยาลัย Yokohama  National University เจ้าของรางวัล Blue Planet Prize ด้านสิ่งแวดล้อม แปลโดย ดร.สุวิทย์ วิบูลย์เศรษฐ์ นักแปลดีเด่น(สุรินทราชา)ปี 2563 และรางวัลนราธิปพงศ์ประพันธ์ ปี 2565  เล่มละ 300 บาท สอบถามที่สมาคมฯ 02-3571241-45..

คุณแหน

วัยทำงานระวัง ‘กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ’ เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนเรื้อรัง

3 กันยายน 2569 เวลา 08:00 น.

“โรคระบบทางเดินอาหารส่วนบน” กำลังคุกคามคนวัยทำงานอย่างเงียบ ๆ ที่น่ากังวลคือ โดยหลายคนเริ่มต้นจากอาการใกล้ตัวอย่างกรดไหลย้อนหรือโรคกระเพาะ ที่มักถูกมองว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราวและปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ทั้งที่หากเกิดการอักเสบเรื้อรังต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรครุนแรง เช่น มะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหารได้

พญ. สาวินี จิริยะสิน

 พญ. สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต จะมาอธิบายสัญญาณเตือนของโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบน พร้อมแนวทางดูแลและป้องกันก่อนโรคลุกลาม

ใช้ชีวิตขัดกับ “นาฬิกาชีวภาพ” เสี่ยงกรดไหลย้อนและโรคกระเพาะโดยไม่รู้ตัว

“ระบบทางเดินอาหารของเรามี ‘นาฬิกาชีวภาพ’ (biological clock) ที่ควบคุมการหลั่งกรด การย่อยอาหาร และการบีบตัวของกระเพาะอาหาร แต่พฤติกรรมของคนวัยทำงานในปัจจุบัน เช่น ทำงานเป็นกะ นอนดึก อดอาหาร กินอาหารไม่เป็นเวลา หรือกินมื้อดึก อาจรบกวนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ทำให้อาหารค้างในกระเพาะนานขึ้น เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด และเพิ่มโอกาสเกิดกรดไหลย้อน โดยเฉพาะการนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร ซึ่งทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาระคายเคืองหลอดอาหารได้ง่าย หากเกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง ขณะที่การกินอาหารไม่ตรงเวลาและพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็อาจกระตุ้นให้เยื่อบุกระเพาะอาหารระคายเคืองหรืออักเสบ จนเกิดโรคกระเพาะได้” พญ.สาวินี จิริยะสิน อธิบาย

กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ โรคใกล้กัน แต่อาการและสาเหตุต่างกัน

แม้กรดไหลย้อน และโรคกระเพาะ จะเป็นโรคที่เกิดในระบบทางเดินอาหารส่วนบนเหมือนกัน แต่ทั้งสองโรคมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยกรดไหลย้อนเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกขมในคอ ซึ่งอาจถูกกระตุ้นได้จากพฤติกรรมของคนวัยทำงาน เช่น กินอาหารมื้อดึก นอนทันทีหลังรับประทานอาหาร น้ำหนักตัวเกิน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ขณะที่โรคกระเพาะเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs รวมถึงพฤติกรรมบางอย่าง เช่น กินอาหารไม่ตรงเวลา หรือความเครียดสะสมที่อาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น ส่งผลให้มีอาการปวดหรือจุกบริเวณลิ้นปี่ แน่นท้อง คลื่นไส้ หรืออิ่มเร็ว แม้อาการบางอย่างจะคล้ายกัน แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุและแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน จึงควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมจากแพทย์อย่างละเอียด

อย่าชะล่าใจ “กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ” อาจเสี่ยงโรครุนแรงในอนาคต

กรดไหลย้อนและโรคกระเพาะเป็นโรคที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน และมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น กินอาหารไม่เป็นเวลา กินมื้อดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความเครียดสะสม ซึ่งอาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น โดยกรดไหลย้อนเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาระคายเคืองหลอดอาหาร หากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง และในบางรายอาจพัฒนาเป็นภาวะ Barrett’s esophagus ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งหลอดอาหารได้ ขณะที่โรคกระเพาะหรือแผลในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาในระยะยาว ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้เช่นกัน

“โรคในระบบทางเดินอาหารส่วนบนหลายชนิดมักเริ่มต้นด้วยอาการทั่วไป เช่น แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว จุกแน่นลิ้นปี่ หรือปวดท้อง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากคิดว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราวและมาพบแพทย์ล่าช้า แต่หากมีอาการรุนแรงหรือผิดปกติร่วมด้วย เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ กลืนลำบาก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซีด อ่อนเพลีย หรือปวดท้องต่อเนื่อง ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรครุนแรง โดยเฉพาะโรคมะเร็งทางเดินอาหารส่วนบน โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งทางเดินอาหาร” พญ.สาวินี กล่าว

ส่องกล้องกระเพาะอาหาร ตัวช่วยวินิจฉัยโรคทางเดินอาหารส่วนบน

การตรวจโรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วย โดยวิธีที่ใช้บ่อยคือการส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) ซึ่งช่วยตรวจความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้อย่างละเอียด เช่น กรดไหลย้อน หลอดอาหารอักเสบ โรคกระเพาะ และแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงสามารถเก็บชิ้นเนื้อเพื่อตรวจหาเชื้อ H. pylori ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของแผลและมะเร็งกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การเอกซเรย์กลืนแป้งเพื่อประเมินการกลืนและความผิดปกติของหลอดอาหาร การตรวจวัดกรดไหลย้อน 24 ชั่วโมงในผู้ที่มีอาการเรื้อรัง หรือการตรวจการบีบตัวของหลอดอาหารในผู้ที่มีปัญหาการกลืน เพื่อช่วยวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

“โรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนกำลังเข้าใกล้คนวัยทำงานมากขึ้นทุกปี ดังนั้นอยากให้ทุกคนหันมาดูแลตัวเอง เริ่มลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำร้ายระบบทางเดินอาหาร ควบคู่กับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ และหากมีอาการที่เข้าข่าย ไม่ต้องรอให้เป็นหนัก สามารถเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองได้ทันที เพราะการตรวจพบเร็วจะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสม และเพิ่มโอกาสในการรักษาได้” พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถขอรับคำปรึกษาและนัดหมายแพทย์ได้ที่ โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน โทรศัพท์ 02-079-0054 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน

กรดไหลย้อน, โรคกระเพาะ

ผู้สูงวัยทั่วโลกเผชิญความเสี่ยง ‘หกล้ม’ แพทย์จุฬาฯ ผนึกกำลังทีมยุโรป เร่งวิจัยฟื้นฟูปัญหาการทรงตัวด้วย AI–AR หวังต่อยอดใช้จริงในไทย

3 กันยายน 2569 เวลา 07:00 น.

 “เดินเซ เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่มั่นคง” อาการสำคัญที่ควรระวัง ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การพลัดตกหกล้มเป็น สาเหตุการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจอันดับ 2 ของโลก มีผู้เสียชีวิตจากการหกล้มประมาณ 684,000 คนต่อปี และมีการหกล้มราว 37.3 ล้านครั้งต่อปี ที่รุนแรงจนจำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ โดยผู้ที่มี อายุมากกว่า 60 ปีเป็นกลุ่มที่มีจำนวนการหกล้มถึงแก่ชีวิตสูงที่สุด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “การทรงตัว” ไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว การค้นหาแนวทางที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการฟื้นฟูได้ง่ายขึ้นต่อเนื่องขึ้น และเหมาะสมกับแต่ละบุคคล จึงเป็น อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของวงการแพทย์

ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ และแพทย์ผู้ร่วมวิจัย

ล่าสุด คณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยจากยุโรป เปิดความสำเร็จของโครงการ TeleRehabilitation of Balance Clinical and Economic Decision Support System หรือ TeleRehaB DSS โครงการวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติที่มุ่งพัฒนา ระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกด้วย ปัญญาประดิษฐ์ (AI-based Decision Support System) สำหรับการฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาการทรงตัวและมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม

โครงการ TeleRehaB DSS ได้รับทุนสนับสนุนภายใต้ Horizon Europe – Health ของสหภาพยุโรปมีมูลค่าโครงการ รวมกว่า 5.06 ล้านยูโร เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2569 ต่อยอดจากเทคโนโลยี HOLOBALANCE สู่การพัฒนาระบบที่ผสาน AI, Augmented Reality (AR), Wearable Devices และ IoT เพื่อสนับสนุน การฟื้นฟูการทรงตัวและการติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล

จากการรักษาในโรงพยาบาล สู่การฟื้นฟูที่บ้าน

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของผู้ที่มีปัญหาการทรงตัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุคือการฟื้นฟูจำเป็นต้องอาศัยการฝึกอย่างสม่ำ เสมอ ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจมีข้อจำกัดในการเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยครั้ง

การสาธิตแว่นตาสามมิติ พร้อมแสดงตัวอย่างภาพที่ฉาย

TeleRehaB DSS จึงถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่จะทำให้ การฟื้นฟูสามารถ เกิดขึ้นที่บ้านได้ โดยยังเชื่อมต่อกับทีมรักษา ระบบประกอบด้วยเทคโนโลยีหลายส่วน ตั้งแต่กล้อง Depth Camera สำหรับติดตามการเคลื่อนไหว เซนเซอร์ IMU ที่สวมใส่บนร่างกาย Head-mounted display สำหรับแสดงภาพ AR อุปกรณ์ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ Smartwatch, Smartphone/Tablet ตลอดจนระบบประมวลผลและ AI โดยผู้ป่วยสามารถฝึกที่บ้านผ่านผู้ฝึกสอน เสมือนจริง  ขณะที่ข้อมูลจากเซนเซอร์สามารถนำกลับมาช่วยให้ทีมรักษาติดตามความก้าวหน้าและพิจารณาปรับโปรแกรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ความสำเร็จของการแพทย์ไทยเป็น 1 ใน 5 ของความร่วมมือระดับโลก

ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตประสาทและการทรงตัว หัวหน้าโครงการวิจัย ประจำประเทศไทย โครงการ TeleRehaB DSS เปิดเผยว่าความสำเร็จของงานวิจัยครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการทำให้การฟื้นฟูเข้าใกล้ชีวิตของผู้ป่วยมากขึ้น จากเดิมที่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล สู่แนวคิดที่ผู้ป่วยสามารถ ฝึกได้อย่างต่อเนื่องที่บ้านและยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยติดตาม เป้าหมายต่อจากนี้คือการผลักดันองค์ความรู้ที่เราร่วม พัฒนาให้มีโอกาสกลับมาเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยไทยได้จริง”

สำหรับประเทศไทย การศึกษาภายใต้โครงการครอบคลุมผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), ภาวะบกพร่องทางการรู้ คิดเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment: MCI) และความผิดปกติของระบบการทรงตัวจากหูชั้นในหรือระบบเวสติบูลาร์ (Vestibular Disorders)

อุปกรณ์แว่นสามมิติ

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 5 ศูนย์ดำเนินการศึกษาทางคลินิก ของโครงการ ร่วมกับ University College London สหราชอาณาจักร, National and Kapodistrian University of Athens ประเทศกรีซ, University Medical Centre Freiburg ประเทศเยอรมนี และ Madeira Health Service/IDEA ประเทศโปรตุเกส ความสำคัญ ของการเข้าร่วมครั้งนี้ถือเป็นการนำองค์ความรู้ทางคลินิก บริบทของผู้ป่วย และศักยภาพด้านการวิจัยของประเทศไทย เข้าไปร่วมกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากยุโรป เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีได้รับการศึกษาในบริบทประชากรและ ระบบสุขภาพที่แตกต่างกัน

Dr. K.R.M.H. Tatas H.P. Brotosudarmo   Representative/Coordinator for ASEAN, EURAXESS Worldwide ระบุถึงความสำคัญของทีมไทยว่า การเข้าร่วมของประเทศไทยช่วยเพิ่มความหลากหลายของหลักฐาน ทั้งด้านประชากร รูปแบบการใช้ชีวิต ลักษณะทางกายภาพระบบสุขภาพและความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนา ระบบ AI ทางการแพทย์ให้สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทที่แตกต่างกันได้ โดยทีมไทยไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่นำเทคโนโลยี มาทดลองใช้ แต่มีบทบาทในการร่วมพัฒนาและตรวจสอบเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลด้วย

ขณะที่ Mr. Tom Corrie อัครราชทูตที่ปรึกษาและหัวหน้าฝ่ายความร่วมมือประจำคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำ ประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือ ระหว่างไทยและยุโรปว่า โครงการ TeleRehaB DSS สะท้อนให้เห็นถึง พลังของการนำ ความเชี่ยวชาญจากหลายประเทศมาทำงานร่วมกัน โดยเชื่อมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความ ต้องการจริงของผู้ป่วย เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพ ที่เข้าถึงได้และยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมากขึ้น

เป้าหมายไม่ใช่แค่ “เทคโนโลยีล้ำ” แต่ต้องกลับมาช่วยคนไข้

ในมุมของแพทย์ การพัฒนาเทคโนโลยีจึงไม่ควรจบเพียงการพิสูจน์ว่านวัตกรรม สามารถทำงานได้ แต่ต้องตอบคำถาม สำคัญว่า เทคโนโลยีนั้นจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีขึ้นได้อย่างไร

ศ.พญ.สุพินดา ชูสกุล หัวหน้าฝ่ายโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยกล่าวว่า ผู้ป่วย ที่มีปัญหาเรื่องการทรงตัวและอาการเวียนศีรษะ เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาอยู่เป็นประจำโดยอาการ สามารถส่งผลต่อการเดิน การทำกิจกรรมต่างๆ และความมั่นใจในการใช้ชีวิต ขณะที่การดูแลไม่ได้สิ้นสุดเพียงวันที่ ผู้ป่วยมาพบแพทย์ แต่ “การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง” หลังจากนั้นมี ความสำคัญไม่แพ้กัน

การสนับสนุนงานวิจัยทางการแพทย์ รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและอาสาสมัคร จึงเป็นอีกหนึ่ง ฟันเฟืองสำคัญ ที่จะช่วยให้นักวิจัยมีข้อมูล เพียงพอในการพัฒนาทดสอบและประเมินนวัตกรรม ก่อนที่จะสามารถต่อยอดจาก “ผลงาน ในโครงการวิจัย” ไปสู่ “เครื่องมือที่มีโอกาสนำมาใช้กับผู้ป่วยไทยได้จริง” ในอนาคต

เชื่อมโลกงานวิจัย สู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย

จากความร่วมมือระดับนานาชาติ สู่การพัฒนาเทคโนโลยี ที่ตอบโจทย์ผู้ป่วย อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะทำให้งานวิจัยเดินทางไปถึงการใช้ประโยชน์จริง คือบทบาทของมหาวิทยาลัย ในการเชื่อมองค์ความรู้ นวัตกรรมและบุคลากรเข้ากับความต้องการ ของสังคม

ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย และยุโรปในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการทำงานร่วมกับเครือข่ายระดับนานาชาติ และนำ เทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาการดูแลสุขภาพ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้นให้กับประชาชน

ด้าน ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ รองคณบดีด้านวิจัยและนวัตกรรมเชิงลึก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า งานวิจัยที่สร้างการเปลี่ยนแปลง เริ่มจากการมองเห็นปัญหาจริงและกล้าตั้งคำถามใหม่ ๆ โครงการนี้ เป็นตัวอย่างของการรวมพลังแพทย์นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาและหลายประเทศ เพื่อเปลี่ยนโจทย์ จากการดูแลผู้ป่วย สู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถ ต่อยอดได้จริงในอนาคต

ขณะที่ผู้ป่วยที่ได้เข้าร่วมการทดลองในครั้งนี้ต่างมีเสียงตอบรับหลังการทดลองว่า ทำให้ได้การออกกำลังกายฟื้นฟูตาม คำแนะนำที่ถูกต้อง  พร้อมกับมีตัวอย่าง ท่าออกกำลังกายให้ดูตลอดระยะเวลาการออกกำลังกาย อีกทั้งยังมี นักกายภาพ คอยโทรเช็คและปรับท่าออกกำลังกายให้ทุกอาทิตย์ ทำให้สามารถใช้งานได้เหมาะสมตามตัวบุคคล

วันนี้ประเทศไทยได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างหลักฐานและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการฟื้นฟูการทรงตัวร่วมกับ เครือข่ายระดับนานาชาติ ก้าวต่อไปคือการนำ องค์ความรู้ที่ได้มาพัฒนาให้เหมาะกับบริบทของประเทศ เพื่อขยับงาน วิจัยจาก “สิ่งที่เราศึกษา” ให้เข้าใกล้ “สิ่งที่ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงได้จริง” ในอนาคต

ผู้สูงวัย, หกล้ม