กระทรวงพลังงานเอาจริง! “ฐิติภัสร์” เผยเบรกใบอนุญาตคลังน้ำมันดาต้าเซ็นเตอร์ ฮึ่มลักลอบกักตุนเจอโทษหนัก

2 กันยายน 2569 เวลา 15:28 น.

วันที่ 2 ก.ย. 2569 – นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยอนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้ากรณีการจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยได้ชี้แจงและเน้นย้ำถึงมาตรการของกระทรวงพลังงานใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

  1. สั่งระงับการออกใบอนุญาตใหม่ทั้งหมด

นางสาวฐิติภัสร์ ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีการก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตั้งถังน้ำมันเพื่อสำรองไฟฉุกเฉิน (เปิดเครื่องปั่นไฟเมื่อไฟตกหรือดับ) อย่างไรก็ตาม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีข้อสั่งการชัดเจนให้ “ระงับ” การออกใบอนุญาตใหม่ทั้งหมด

ใครที่ต้องการขอตั้งดาต้าเซ็นเตอร์หรือคลังสำรองน้ำมันในช่วงนี้ จะต้องหยุดพักไว้ก่อน เพื่อรอให้ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน ทั้งในด้านการใช้น้ำ การใช้ไฟฟ้า และผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเสียก่อน

  1. โต้ข่าวลือ “รามคำแหง 28″ ยันอนุญาตแค่ 2 แสนลิตร

เลขาฯ รมว.พลังงาน ได้ชี้แจงเพื่อลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล กรณีที่มีข่าวว่าดาต้าเซ็นเตอร์ย่านรามคำแหง 28 มีการกักเก็บน้ำมันสูงถึง 400,000 ลิตรนั้น ไม่เป็นความจริง

ข้อเท็จจริงคือ สถานที่ดังกล่าวได้รับใบอนุญาตให้กักเก็บน้ำมันเพียง 200,000 ลิตร เท่านั้น ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่ามีการกักเก็บน้ำมันเกินกว่าที่ขออนุญาตไว้ จะถือว่าเป็นการลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

  1. คุมเข้ม “พระราม 9″ เตรียมปูพรมตรวจ จับจริงโทษสูงสุด

สำหรับกรณีดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 ทาง กทม. และกรมธุรกิจพลังงาน ยังไม่อนุญาตให้กักเก็บน้ำมัน หากตรวจสอบพบว่ามีการลักลอบประกอบกิจการ เจ้าหน้าที่จากกรมธุรกิจพลังงานจะดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดทันที โดยมีโทษ จำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานเตรียมบูรณาการความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร เพื่อสแกนปูพรมตรวจสอบทุกพื้นที่อย่างเข้มข้น เพื่อบังคับใช้กฎหมายร่วมกันและสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับประชาชน

กระทรวงพลังงาน, ดาต้าเซ็นเตอร์

‘พิพัฒน์’ ชี้รถไฟทางคู่สายใต้ ช่วยเพิ่มความเร็วในการขนส่ง เชื่อมปีนังออกมหาสมุทรอินเดียต้นทุนต่ำสุด

2 กันยายน 2569 เวลา 14:52 น.

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายหรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.สงขลาเห็นชอบให้มีการเดินหน้าก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงินรวม 106,798 ล้านบาท รวม 3 เส้นทาง ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ว่าทั้ง 3 โครงการนี้จะเข้ามาตอบโจทย์นโยบายของนายกรัฐมนตรีที่เน้นย้ำเรื่องการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ยังไม่สมบูรณ์ หรือ Missing Link เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระบบรางที่สมบูรณ์ครบวงจร (Full Loop)

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 3 โครงการจะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาคใต้และระดับประเทศ เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์จากจีนตอนใต้ โดยสามารถรองรับการขนส่งสินค้าจากพื้นที่จีนตอนใต้ ผ่านประเทศลาว และส่งตรงลงมายังพื้นที่ภาคใต้ในปริมาณมากขึ้นและสามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ และยังเป็นประโยชน์สำหรับการขนส่งสินค้าเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ โดยส่งออกผลไม้จากในพื้นที่ เช่นการส่งออกทุเรียนไทย สามารถเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งเพื่อไปจำหน่ายยังตลาดจีนตอนใต้ผ่านทางระบบราง ช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลาการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ

พิพัฒน์ รัชกิจประการ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ เส้นทางรถไฟทางคู่ภาคใต้ยังสามารถเปิดเส้นทางส่งออกสู่มหาสมุทรอินเดียด้วยต้นทุนต่ำที่สุด เนื่องจากประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีท่าเรือฝั่งมหาสมุทรอินเดีย การพัฒนาทางคู่สายใต้จะช่วยให้ไทยสามารถขนส่งสินค้าทางรางเพื่อเชื่อมต่อไปยังรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย เพื่อส่งออกสินค้าต่อไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งนับเป็นเส้นทางขนส่งที่มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนต่ำที่สุดในขณะนี้

สำหรับเส้นทางรถไฟทางคู่สายใต้ที่มีการอนุมัติก่อสร้างในที่ประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา ประกอบไปด้วย 1.โครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2575 วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท 2.โครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2576 วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท
และ 3.โครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2574 วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท

รถไฟ
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

พิพัฒน์ รัชกิจประการ, รถไฟ, รถไฟทางคู่, สายใต้

ปธ.วิปฝ่ายค้าน ฮึ่ม! ล็อกเป้าซักฟอก อนุทิน-ไชยชนก เผยเริ่มคุยพรรคร่วมแล้ว แย้ม โรม เป็นหัวหอก

2 กันยายน 2569 เวลา 14:38 น.

2 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กรณีการนัดรับประทานอาหารร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้านวานนี้ (1 ก.ย.) ว่า เมื่อวานนี้มีการประชุมกันแล้ว โดยสมัยนี้มีพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เพิ่มขึ้นคือ พรรคไทรวมพลัง โดยเรามีความเห็นตรงกัน ว่าเราจะเดินหน้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 คือการอภิปรายทั่วไปที่มีการลงมติ ในเชิงกรอบเวลา เราจะดำเนินการโดยเร็ว และได้มีการพูดคุยว่าจะครอบคลุมถึงใครบ้าง ซึ่งเป็นการบ้านที่แต่ละพรรค ไปรวบรวมมา แต่ 2 รายชื่อที่มีอยู่แน่นอน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย , นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งมีการตกลงกันเรียบร้อยแล้ว และหลังจากนี้ จะมีการตั้งคณะทำงาน โดยหัวเรือหลักคือ นายรังสิมันต์ โรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่จะพูดคุยกับพรรคร่วมทุกพรรค รวบรวมรายชื่อและจัดทำญัตติ เพื่อเตรียมยื่นญัตติโดยเร็ว และคาดว่าจะใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์

เมื่อถามว่า จะมีหลักฐานเด็ดในการอภิปรายเพื่อให้สะเทือนรัฐบาลได้หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากคุยก่อนเกิด แต่คิดว่าเราทำงานเต็มที่ ให้ผลงานเป็นตัวบ่งบอกที่ดี และขอฝากว่า เห็นนายกรัฐมนตรีบอกว่าพร้อมที่จะตอบทุกคำถาม หวังว่านายกฯ และพรรคภูมิใจไทย จะไม่พยายามหาช่องทางให้ประธานสภาวินิจฉัยไม่ให้พูดเรื่องฮั้ว สว.และเรื่องโกงสอบท้องถิ่นได้ ไม่ใช้เทคนิคแบบนั้น

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่าพรรคประชาชนทำให้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็สามารถทำให้เอาลงได้จะทำได้เมื่อไหร่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราทำเต็มที่ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน เราประกาศชัดเจนว่า ยิ่งเราเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่ในประเทศต่อไป ก็จะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติกับประชาชน ฉะนั้น ย้ำว่าเราทำเต็มที่ในการตรวจสอบรัฐบาล และหวังถึงการเลือกตั้งครั้งถัดไป ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า หากเราทำหน้าที่ของเราได้ดีประชาชนเห็นพ้องกับเรา ว่าการมีพรรคอื่นมาเป็นแกนนำรัฐบาล น่าจะทำให้ประเทศดีขึ้นได้ ก็จะเป็นวิธีที่ทำให้สามารถล้มรัฐบาลได้ด้วยเสียงของพี่น้องประชาชน ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจเราคงไปคาดเดามติของ สส.ไม่ได้ แต่เราเข้าใจเสียงในสภาดีว่า ในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยังมีเสียงข้างมาก แต่เป้าหมายของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนคิดว่าไม่ใช่แค่การมานับคะแนนของการลงมติ แต่คือการนำเสนอความจริงให้สังคมได้เห็นถึงปัญหาของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหากประชาชนเห็นตามหลักฐานที่เรามี เมื่อไหร่ก็ตามที่อำนาจกลับไปอยู่ในมือของประชาชน เขาก็ก็จะจะเปิดโอกาสให้มีพรรคอื่นมาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล

เมื่อถามว่า ไม่สายเกินไปหรือที่จะให้ประชาชนเลือกตั้งครั้งหน้า นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราทำเต็มที่อยู่แล้ว แต่ต้องบอกว่าปลายทาง เราต้องมองเป็นขั้น เรายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ต้องวัดกันที่คะแนนลงมติ ซึ่งเมื่อเรายื่นญัตติเราก็อยากให้ สส.ส่วนใหญ่ ลงมติไม่ไว้วางใจ แต่ย้ำว่าตนคงไปคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ ว่าจะมี สส.รัฐบาลกี่คนที่จะมาลงมติไม่ไว้วางใจ หากเราชนะมติได้ ก็จะทำให้รัฐบาลพ้นจากตำแหน่งเร็วขึ้น แต่หากการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่นำไปสู่การลงมติที่เสียงข้างมาก ลงมติไม่ไว้วางใจ แล้วเราทำหน้าที่ของเราได้ดี เมื่ออำนาจกลับไปอยู่ในมือพี่น้องประชาชน ก็จะทำให้โอกาสในการเปลี่ยนรัฐบาลมีมากขึ้นด้วย

พรรคประชาชน, พริษฐ์ วัชรสินธุ, วิปฝ่ายค้าน, อนุทิน, อภิปรายไม่ไว้วางใจ, ไชยชนก

ศาล รธน. มติเอกฉันท์ รับคำร้อง กกต. ฟัน ‘ก้องเกียรติ’ เด็กกล้าธรรม

2 กันยายน 2569 เวลา 14:33 น.

ศาล รธน. มติเอกฉันท์รับคำร้อง กกต. ฟัน “ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ” ปมรู้อยู่แล้วแต่ปกปิดคดีลักทรัพย์ ยื่นศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัคร สส. ขีดเส้นแจงแก้ข้อกล่าวหาใน 15 วัน

วันที่ 2 กันยายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องในคดีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 54 เพื่อมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ อดีต สส.นครศรีธรมราช พรรคกล้าธรรม (ผู้ถูกร้อง) เนื่องจากผู้ถูกร้องสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแล้วปกปิดหรือไม่แจ้งข้อความจริงว่าผู้ถูกร้องเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคหนึ่ง (1)


ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 54 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (13) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย แจ้งให้ผู้ร้องทราบ และให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 54

กล้าธรรม, ก้องเกียรติ, ศาลรัฐธรรมนูญ

ธนกร ย้อน เท้ง คนที่รัฐบาลติดหนี้คือประชาชนที่เลือก ภูมิใจไทย มาบริหารประเทศ เย้ยเอาความมั่นใจมาจากไหน

2 กันยายน 2569 เวลา 14:22 น.

“ธนกร”ย้อน”เท้ง” คนที่รัฐบาลติดหนี้คือประชาชนที่เลือก”ภูมิใจไทย”มาบริหารประเทศ เย้ยเอาความมั่นใจมาจากไหน ชี้หลักฐานเด็ดแต่สุดท้ายก็แค่มโนทึกทักเอาเองทุกครั้ง เหน็บมัวแต่ทำหน้าที่ฝ่ายแค้น จนลืมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

2 กันยายน 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ในฐานะที่เคยทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็อย่าลืมว่าวันนี้อาจจะอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้ท่านหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เช่นเดียวกันว่า ถ้าพรรคประชาชนจะอ้างว่าเป็นฝ่ายที่ทำให้นายอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยแรกนั้น นายณัฐพงษ์ก็ต้องไม่ลืมด้วยว่า แล้วก็เป็นพรรคประชาชนเองไม่ใช่หรือที่สุดท้ายก็เรียกร้องให้ท่านนายกฯ ยุบสภาฯ ซึ่งท่านนายกฯ ก็ยุบสภาฯ ให้ตามที่เรียกร้อง จึงถือว่าไม่ได้ติดหนี้อะไรกันแล้ว ดังนั้น การที่นายอนุทินกลับมาเป็นนายกฯ ในสมัยที่ 2 ได้นั้น จึงมาจากการตัดสินใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนได้รับคะแนนเสียงเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ที่สำคัญ การจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ก็ไม่มี ส.ส.ของพรรคประชาชนมาสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ แม้แต่คนเดียว ดังนั้นหากจะมางอแงอ้างว่ามีหนี้บุญคุณอะไรนั้นก็คงไม่ถูกต้อง

นายธนกร กล่าวอีกว่า ท่านนายกฯ พูดชัดเจนตั้งแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งว่า ไม่ได้เป็นทายาททางการเมืองของใคร ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นมาจากความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองที่พูดแล้วทำ ประชาชนจึงเชื่อใจและให้โอกาสพรรคภูมิใจไทยได้เข้ามาบริหารประเทศ ดังนั้น การที่นายอนุทินเป็นนายกฯ ในครั้งนี้ จึงไม่ได้มาเพราะบุญคุณของใคร แต่เป็นบุญคุณของพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ หากท่านนายกฯ จะต้องตอบแทนใคร ก็คงต้องตอบแทนพระคุณพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศเท่านั้น ทั้งนี้ ไม่อยากให้ฝ่ายค้านเน้นสร้างวาทกรรม หรือจ้องแต่จะดิสเครดิตรัฐบาลอย่างเดียว อยากให้ทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เพราะปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกก็ถือว่าหนักมากพอแล้ว ขอให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ท้วงติงอย่างมีเหตุผล ใช้กลไกของสภาฯ ท้วงติงอย่างถูกต้อง ไม่ใช่เน้นสร้างวาทกรรมใหม่รายวัน จนกลายเป็นฝ่ายแค้นแล้วลืมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

“ผมไม่รู้ว่านายณัฐพงษ์ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน เพราะเป็นไปไม่ได้เลยทั้งในทางรัฐธรรมนูญ ที่ต้องใช้เสียง ส.ส.ยกมือไม่ไว้วางใจมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ต้องถามว่า พรรคประชาชนจะหาเสียงมาร่วมได้ขนาดนั้นจากที่ไหน หรือหากจะยื่น ป.ป.ช.ด้วยข้อมูลที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ก็ควรต้องย้อนถามตัวเองก่อนว่า หลักฐานข้อมูลที่อ้างเหล่านั้นมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้ท่านนายกฯ หลุดจากตำแหน่งได้จริงหรือ หรือเป็นน้ำหนักที่ทึกทักกันเอาเองจากสายตาของฝ่ายค้านเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาๆ มักเห็นแต่หลักฐานตัดแปะจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนบ้าง หรือไม่ก็ข้อมูลที่มโนเอาเองบ้าง” นายธนกร กล่าว

ธนกร วังบุญคงชนะ,พรรคภูมิใจไทย,ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ,พรรคประชาชน,

คณะแพทยศาสตร์ ม.สยาม ร่วมรับรางวัล ‘Safety Innovation Awards 2026’

3 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานที่ได้รับรางวัล Safety Innovation Awards 2026 รางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบด้านการยศาสตร์ และหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการจัดงาน ณ แกรนด์ฮอลล์ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสนี้ สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะแพทยศาสตร์ ได้เข้าร่วมงานดังกล่าว โดยมีคณาจารย์ และ นักศึกษาหลักสูตรอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เข้าร่วมรับรางวัล นวัตกรรมรางวัลรองชนะเลิศ ระดับประเทศ จากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

รางวัลดังกล่าวนับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของนักศึกษาหลักสูตรอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ในการนำองค์ความรู้ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน

ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของคณาจารย์ และนักศึกษาในการพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของหลักสูตรในการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของประเทศไทย

Safety Innovation Awards 2026, คณะแพทยศาสตร์ ม.สยาม

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก องคมนตรี มอบ 109 รางวัล ‘THAILAND MORAL AWARDS 2025’เชิดชู ‘ต้นแบบความดีของประเทศ’

3 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ภายใต้แนวคิด “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี ศูนย์คุณธรรม โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาทแก่ผู้ได้รับรางวัล พร้อมด้วย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคีเครือข่าย เข้าร่วมงาน ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 มีผู้ได้รับการยกย่องรวมทั้งสิ้น 109 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลประเภทสื่อ จำนวน 57 รางวัล จาก 8 สาขา ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ หนังสือ และสื่อดิจิทัล รางวัลประเภทบุคคล จำนวน 25 รางวัล และ รางวัลประเภทชุมชนและองค์กร จำนวน 27 รางวัล ซึ่งผู้ได้รับรางวัลล้วนสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการทำความดีที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้พลังของสื่อสร้างค่านิยมเชิงบวก การทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไปจนถึงการรวมพลังของชุมชนและองค์กรในการแก้ไขปัญหา สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วธ. กล่าวว่า ผู้ได้รับรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ทุกท่าน มิได้เป็นเพียง “ผู้ได้รับรางวัล” แต่คือ “ผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจ” ที่ทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทใด ทุกคนสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ รางวัลที่ได้รับในวันนี้จึงเป็นทั้งกำลังใจในการเดินหน้าทำสิ่งดีๆต่อไป ขณะเดียวกัน เรื่องราวและผลงานของทุกท่านจะได้รับการส่งต่อเพื่อจุดประกายให้เกิดคนทำความดีเพิ่มขึ้น เกิดเครือข่ายของการทำความดีที่เข้มแข็งขึ้น และทำให้คุณธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวันของคนในสังคม เพราะความสำเร็จของ THAILAND MORAL AWARDS มิได้อยู่เพียงที่จำนวนของรางวัลที่มอบในวันนี้ แต่อยู่ที่เรื่องราวของผู้ได้รับรางวัลจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการลงมือทำที่ดีต่อไปได้อีกมากเพียงใด

ด้าน คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า ความสำเร็จที่ได้รับในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากความมุ่งมั่น ความเสียสละ และความเชื่อมั่นในการทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม ผลงานของผู้ได้รับรางวัลและภาคีเครือข่าย ทั้งภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม ครอบครัวและชุมชน ภาครัฐ ภาคศาสนา ภาคการศึกษา และภาคสื่อมวลชน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือ ความไว้วางใจ และความมุ่งมั่นของเครือข่ายที่ร่วมกันลงมือทำอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างต้นแบบ ขยายผล และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในสังคม

“คุณค่าของความดี ไม่ได้อยู่ที่การได้รับการยกย่อง แต่อยู่ที่ความดีนั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นลุกขึ้นมาทำความดีต่อได้ นี่คือความหมายสำคัญของรางวัล THAILAND MORAL AWARDS ผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ชุมชน องค์กร หรือผู้สร้างสรรค์สื่อ ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ทุกคนสามารถใช้ความรู้ ความสามารถ และบทบาทของตนเองสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมได้ และหวังว่ารางวัลในวันนี้จะไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจ แต่จะเป็นพลังให้ทุกท่านก้าวเดินต่อไป พร้อมส่งต่อเรื่องราวดี ๆ แรงบันดาลใจ และคุณค่าของการทำความดีไปสู่ผู้คนอีกมากมาย” คุณหญิงปัทมา กล่าว

ขณะที่ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี กล่าวให้โอวาทแก่ผู้ได้รับรางวัลว่า ผลงานและการดำเนินงานของผู้ได้รับรางวัลทุกท่านเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คุณธรรมมิใช่เพียงถ้อยคำหรือแนวคิด แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทุกวิชาชีพ ทุกพื้นที่ และทุกบทบาทของชีวิต จึงขอฝากให้ทุกท่านถือว่ารางวัลที่ได้รับในวันนี้ มิใช่จุดสิ้นสุดของความสำเร็จ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสานต่อความดี และส่งต่อแรงบันดาลใจให้ขยายออกไปในสังคมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า สิ่งที่มีคุณค่าไม่แพ้รางวัล คือการนำ “ต้นแบบ” เหล่านี้ออกมาสู่สาธารณะ เพราะหลายครั้งการทำความดีเกิดขึ้นอย่างเงียบๆในพื้นที่ต่างๆของประเทศ ดังนั้นการมีเวทีเข้ามาเชิดชูจึงเป็นการทำให้คุณค่าของคนทำความดีได้รับการมองเห็น พร้อมเปลี่ยนจาก “ความดีของคนหนึ่งคน” ให้กลายเป็น “พลังบวกของสังคม”

“นี่คือความหมายของคำว่า “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เพราะเราไม่ได้ต้องการให้เรื่องราวจบลงเมื่อผู้ได้รับรางวัลเดินลงจากเวที แต่ต้องการให้ต้นแบบเหล่านี้กลับไปสร้างแรงกระเพื่อมต่อในพื้นที่ของตนเอง และทำให้คนที่ได้รับรู้เรื่องราวเกิดความรู้สึกว่า สามารถลงมือทำบางสิ่งเพื่อคนอื่นและสังคมได้เช่นกัน หากความดีหนึ่งเรื่องสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความดีเรื่องที่สอง ที่สาม และขยายต่อไปเรื่อยๆ นั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของรางวัลนี้” ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวและว่า THAILAND MORAL AWARDS จึงมีความหมายมากกว่าการเป็นพิธีมอบรางวัลประจำปี แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “เวทีเชิดชูต้นแบบของประเทศ” ที่นำคนทำความดีจากหลากหลายพื้นที่มาสอดประสานเชื่อมโยงกัน และทำให้สังคมได้เห็นภาพร่วมกันว่า “คนดี” และ “ความดี” ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว การทำหน้าที่ของตนเองด้วยความรับผิดชอบ การเสียสละเพื่อส่วนรวม การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้อื่น การใช้ความรู้และความสามารถแก้ไขปัญหาสังคม ตลอดจนการใช้สื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพลังเชิงบวก ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศต่ออย่างยั่งยืน

“การมอบรางวัลวันนี้จึงไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผล เราต้องการให้ผู้ได้รับรางวัลทั้ง 109 รางวัล กลายเป็นต้นแบบที่สังคมเข้าถึงได้ เรียนรู้ได้ และนำสิ่งที่เหมาะสมไปปรับใช้ได้ เพราะ รางวัลคุณธรรมระดับประเทศจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อคุณค่าของผู้ได้รับรางวัลสามารถเดินทางต่อไปถึงผู้คนในสังคม และนี่คือสิ่งที่ศูนย์คุณธรรมต้องการเดินหน้าต่อจากเวที THAILAND MORAL AWARDS” รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวทิ้งท้าย

THAILAND MORAL AWARDS 2025, พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก

มวล. ผนึก 3 มรภ. MOU จัดตั้ง ‘อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ตอนบน’ ยกระดับนวัตกรรม-เศรษฐกิจภูมิภาคครบวงจร

3 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

มวล.ร่วมกับเครือข่าย 3 มรภ. ลงนามเอ็มโอยู จัดตั้ง “อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ตอนบน” ตั้งเป้าเป็นฟันเฟืองหลักบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน เผยรัฐหนุนงบกว่า 313 ล้านบาท

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการขับเคลื่อนการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ตอนบน” ร่วมกับผู้บริหารจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ตั้งเป้าเป็นฟันเฟืองหลักบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมีผู้บริหารของทั้ง 4 มหาวิทยาลัยร่วมกันเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมเขาหลวง อาคารสหกิจศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า การจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ตอนบน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากภาคใต้ตอนบนมีศักยภาพสูงทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ เกษตร อาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว การมีอุทยานวิทยาศาสตร์จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้และงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ

“มวล.พร้อมสนับสนุนทั้งด้านบุคลากร นักวิจัย ห้องปฏิบัติการ และเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้ง 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม” ศ.ดร.สมบัติ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มวล. ระบุว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการสร้างกลไกกลางในการสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการและจัดทำฐานข้อมูลศักยภาพพื้นที่ เพื่อผลักดันโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดขึ้นจริง

ขณะที่ ผศ.ดร.อนุรักษ์ ถุงทอง ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มวล. กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือนี้คือการรวมพลังเพื่อนำโครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัยมาให้บริการภาคเอกชนและชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ

ซึ่งนอกจากความร่วมมือทางวิชาการแล้ว มวล. โดยอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล จำนวน 313,101,700 บาท เพื่อดำเนินการก่อสร้าง “อาคารส่งเสริมผู้ประกอบการและนวัตกรรม” ซึ่งจะเป็นพื้นที่หลัก (Hub) ในการบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม ให้บริการทดสอบมาตรฐาน และสนับสนุนผู้ประกอบการในทุกมิติ ขณะนี้อาคารดังกล่าวมีการก่อสร้างคืบหน้าแล้วกว่า 33 % กำหนดแล้วเสร็จในปี 2570

MOU, มวล., อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ตอนบน

กองทุน ป.ป.ช. ดันเยาวชนไทยเติบโตบนเวทีโลก! 2 เด็กเก่งคว้ารางวัลสันติภาพสวีเดน จากผลงานสื่อต้านทุจริต

2 กันยายน 2569 เวลา 17:30 น.

sweden-017

กองทุน ป.ป.ช.พิสูจน์ความสำเร็จบนเวทีโลก ส่งยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ คว้ารางวัลระดับโลก World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่สวีเดน

2 เด็กไทยเจ้าของตำแหน่งยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่สวีเดน จากผลงานการผลิตสื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริต ในโครงการอบรมยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ สนับสนุนโดย กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ได้แก่ ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และ ด.ช.ภูดิท ตันเจริญ โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขึ้นรับรางวัลระดับโลก ณ หอประชุมคอนเสิร์ตสตอกโฮล์ม สถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล กรุงสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน 

นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ผู้จัดการโครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ กล่าวว่า “รู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่เด็กไทยได้ขึ้นรับรางวัลระดับโลกในเวทีอันศักดิ์สิทธิเวทีเดียวกับรางวัลโนเบล ณ ประเทศสวีเดน โดยรางวัลนี้มอบให้แก่เยาวชนที่มีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมความซื่อสัตย์สุจริต และร่วมขับเคลื่อนสังคมตามแนวคิดการป้องกันความขัดแย้งเชิงรุก โดยคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า  การทุจริตคือจุดเริ่มต้นของความอยุติธรรม การต่อต้านคอร์รัปชันสร้างรากฐานความเท่าเทียมในสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน  ปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ โครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบทำหน้าที่เป็นสื่อกลางส่งต่อค่านิยมความซื่อสัตย์และคุณธรรมในสถานศึกษาและชุมชน สอดคล้องกับแนวทางของ UNESCO ในการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง  สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้าลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีความซื่อสัตย์ และเป็นแบบอย่างในการต่อต้านการทุจริตตั้งแต่ระดับเด็กเยาวชน  การได้รับมอบรางวัล ณ Stockholm Concert Hall ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล สะท้อนให้เห็นว่านานาชาติให้การยอมรับบทบาทของเยาวชนไทยในฐานะตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศนำโดย กองทุน ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและการต่อต้านคอร์รัปชันในเด็กและเยาวชน  ภายในงานมอบรางวัลเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายสันติภาพ เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้นำจากทั่วโลก เพื่อสร้างเครือข่ายในการขับเคลื่อนสังคมที่ปราศจากการทุจริตและความขัดแย้งในอนาคต ร่วมสร้างพลเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตให้กับประเทศของเราและโลกของเราต่อไปครับ”

ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ โรงเรียนอัสสัมชัญ ผู้คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026  กล่าวว่า ผมรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยขึ้นรับรางวัลบนเวทีระดับสากล ณ หอประชุมคอนเสิร์ตสตอกโฮล์ม ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล  จากผลงานการเข้าร่วมโครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ผมได้พบปะกับผู้นำจากนานาประเทศ ช่วยเปิดโลกทัศน์ ปลูกฝังความมั่นใจ และสร้างพลังใจในการกล้าลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อสังคม  ขอบคุณโครงการของ กองทุน ป.ป.ช.ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ร่วมโครงการดีดี สร้างยุวฑูตต้านทุจริต สร้างกิจกรรมที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อตัวผม ต่อผู้เข้าอบรม ร่วมถึงประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ และวันนี้ก็ได้รับการยอมรับในเวทีระดับสากล ผมดีใจและภูมิใจมากครับ”

ด.ช.ภูดิท ตันเจริญ ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 กล่าวว่า “ผมดีใจและตื่นเต้นมากๆ ครับ รู้สึกถึงตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเรื่องค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เราเป็นเด็กตัวเล็กๆ เสียงเล็กๆ แต่เมื่อได้เป็นยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องโทษและผลเสียของการทุจริต เราในฐานะยุวฑูตต้านทุจริตก็จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ได้ไม่โกงอย่างแน่นอนครับ และพร้อมจะเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่จะสร้างสื่อต้านทุจริตรณรงค์ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้ตระหนักรู้ถึงโทษของการทุจริตและสร้างแนวร่วมในการต่อต้านทุจริตกันด้วยนะครับ”

การได้รับรางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดแก่ตัวแทนเยาวชนไทย แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่สามารถนำไปต่อยอดและสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศไทยในหลายมิติ  ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศบนเวทีโลก ประเทศไทยได้รับคำชื่นชมในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและปราบปรามการทุจริตเชิงรุกตั้งแต่ระดับเด็กและเยาวชน  วางรากฐาน “สังคมไร้ทุจริต” ในระยะยาว การพัฒนาเยาวชนให้มีจิตสำนึกต่อต้านคอร์รัปชันตั้งแต่เยาว์วัย จะช่วยสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดปัญหาคอร์รัปชัน และเพิ่มดรรชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศในอนาคต  พิสูจน์ความสำเร็จของโครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าโครงการสนับสนุนจาก กองทุน ป.ป.ช. สามารถผลักดันศักยภาพเด็กไทยให้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้อย่างแท้จริง  การได้รับรางวัลครั้งนี้เป็นการการันตรีถึงความสำเร็จและเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการสร้างวัฒนธรรมความซื่อสัตย์สุจริตที่จะส่งผลดีต่อโครงสร้างสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป 

กองทุนปปช, ข่าวการศึกษา

คณะบริหารธุรกิจฯ มจพ.ระยอง ทีม ‘Esther Bloody’ คว้าถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เวที Logistics Hackathon 2026

2 กันยายน 2569 เวลา 15:06 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา คณะบริหารธุรกิจ มจพ. วิทยาเขตระยอง สร้างชื่อเสียงระดับประเทศในการแข่งขันประกวดนวัตกรรมด้านโลจิสติกส์ (Logistics Innovation Hackathon 2026) ภายใต้โจทย์และแนวคิด “Smart Wellness and Healthcare Logistics” นวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการและยกระดับห่วงโซ่อุปทานโลหิตอัจฉริยะ Bloom (Blood Logistics Optimization & Operations Management) ณ ห้องประชุม Amber 1–2 ชั้น 2 อาคารภิรัช คอนเวนชั่น ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569

การแข่งขันในครั้งนี้ ทีม Esther Bloody ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น คว้ารางวัลชนะเลิศ รับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท สมาชิกในทีม ได้แก่ นายภานุภัส โคตรชมภู, นายวรายุทธ์ คำเขียว, นางสาวภลินี จิรพัสตระกูล, นางสาวมนัญชยา ธารีจิตร และนางสาวสุภิญญา จันทร์แช่ม

นอกจากนี้ นักศึกษาทีม LifeHack คว้ารางวัลชมเชย สมาชิกในทีม ได้แก่ นายปวริศร์ ฉิมพาลี, นางสาวพัฒนรีย์พร ไร่เรือง, นางสาวพิมสุพัฒน์ ตวิเชียร, นางสาวญาณภา หาจุมปู และ นางสาวชมขนก เป็งวัง  โดยมี อาจารย์ศาศวัต กันภัย, ผศ.ดร.พรรษวดี พงษ์ศิริ, ผศ.ดร.เกศสุดา เพชรดี และ ผศ.ดร.ณฐา เศวตนรากุล ร่วมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำทั้ง 2 ทีม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ขอชื่นชมในความมุ่งมั่น ทุ่มเท และสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมด้านโลจิสติกส์การแพทย์ของนักศึกษา ตลอดจนการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่าน ที่สะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาและการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จริงเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

Logistics Hackathon 2026, คณะบริหารธุรกิจฯ มจพ.ระยอง, ทีม Esther Bloody