‘แอมเวย์’ ผนึกนักวิชาการระดับโลก เปิดเวทีวิชาการ IPS 2026 ถ่ายทอดองค์ความรู้ ‘ไฟโตนิวเทรียนท์’ หนุนชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

3 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

แอมเวย์ ร่วมสนับสนุนงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านสารพฤกษเคมี ครั้งที่ 14 ประจำปี 2569 (14th International Phytonutrient Symposium: IPS 2026) เวทีวิชาการระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และนักวิชาการหลากหลายสาขาทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ โภชนาการ และสุขภาพ ผ่านงานวิจัยทั้งในระดับห้องปฎิบัติการและการศึกษาทางคลินิก โดยการประชุมนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับ “บทบาทของไฟโตนิวเทรียนท์ในการส่งเสริม Healthspan” (Role of Phytonutrients in Empowering Healthspan) ครอบคลุม 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ Phytonutrient, Microbiome, Cellular Health และ Healthspan สะท้อนทิศทางของวงการวิทยาศาสตร์และโภชนาการที่มุ่งส่งเสริม Healthspan หรือการมีช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีและอายุยืนยาว ผ่านองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านสุขภาพที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

งานประชุมในครั้งนี้ ดำเนินการโดย สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะผู้ดำเนินการหลัก พร้อมด้วย สมาคมโภชนาการแห่งประเทศจีน (Chinese Nutrition Society: CNS) สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารแห่งประเทศเกาหลี (Korean Society of Food Science and Technology: KoSFoST) และ The Federation of Asian Nutrition Societies (FANS) ผู้ดำเนินการร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนมุมมองทางวิชาการ เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ด้านโภชนาการที่ถูกต้อง ทันสมัย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน ซึ่ง แอมเวย์ประเทศไทย เป็นผู้สนับสนุนหลักและเชิญตัวแทนคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์แอมเวย์ ร่วมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วม เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์บนเวทีวิชาการ ณ โรงแรม นิกโก้ กรุงเทพฯ

แอมเวย์, ไฟโตนิวเทรียนท์

ศิริราชผสานพลังศิลปิน Mahidol Day of Giving: ความสุขเกิดจากการให้

2 กันยายน 2569 เวลา 23:30 น.

            ศิริราชผนึกกำลังครั้งยิ่งใหญ่ร่วมกับทัพศิลปิน-ดารานักแสดงจากทั่วทุกค่ายในเมืองไทย เป็นกระบอกเสียงเชิญชวนคนไทยร่วมเป็น “ผู้ให้” เนื่องในวันมหิดล 2569 เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือและโอกาสทางการรักษาแก่ผู้ป่วยด้อยโอกาส โรงพยาบาลศิริราช

          ในการนี้มี ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าว “ศิริราชรวมใจศิลปิน: Mahidol Day of Giving ให้ด้วยใจเพื่อผู้ป่วยในวันมหิดล” ร่วมกับ ศ. ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ศ. พญ.นันทกร ทองแตง รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและองค์กรสัมพันธ์ พร้อมด้วย ลาวัลย์ กันชาติ ประธานกรรมการ บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด กฤษฏิ์ ชูพินิจ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด พลโท รศ. ดร.นภดล แก้วกำเนิด รองผู้อำนวยการใหญ่ สายงานปฏิบัติการ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก สมพันธ์ จารุมิลินท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรู วิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด และประธานกรรมการ บริษัท ไทย นิวส์ เน็ตเวิร์ค (ทีเอ็นเอ็น) จำกัด สืบสกุล พันธ์ดี หัวหน้าส่วนงานผู้ประกาศอาวุโส ไทยรัฐทีวี ผู้แทนบริษัท ทริปเปิลวี บรอดคาสท์ จำกัด ลัทธชัย ไชยคำวัง ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณา บริษัท Bangkok Media and Broadcasting จำกัด ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สำนักกิจการและสื่อสารองค์กร สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ปริศนา กล่ำพินิจ รองผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ กิจการองค์กร สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ณัฐพรรณ ศรีมุข ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ชนะพล สัตยา นักแสดงจากช่อง 7HD และ ปฐมพงษ์ พงศ์นิธิศกำธร ที่ปรึกษาองค์กรรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยอาเซี่ยน ร่วมด้วย เมื่อวันที่ 2  กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมสิรินธร อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น G โรงพยาบาลศิริราช

ศ. นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า “วันที่ 24 กันยายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผู้ได้รับการถวายพระสมัญญาภิไธยเป็นพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย โดยทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้รับพระกรุณาธิคุณจากศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเป็นประธานจัดงานหารายได้เนื่องใน “วันมหิดล” เสมอมา นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่คณะกรรมการจัดงานและผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราช”

สำหรับกิจกรรมการระดมทุนเพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาสเนื่องในวันมหิดลในปีที่ผ่านมาได้รับน้ำใจและความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนอย่างท่วมท้น ทำให้มียอดบริจาครวมเป็นจำนวนเงิน 103,857,251.63 บาท ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย โดยมีการจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ 11 ภาควิชา/หน่วยงาน รวม 28 เครื่อง อีกทั้งยังคงมีงบประมาณอีกจำนวนหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดสรร เพื่อสนับสนุนภารกิจทางการแพทย์ต่อไป

ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า “กิจกรรมในปีนี้ยังคงมุ่งมั่นส่งต่อพลังแห่งการให้อย่างต่อเนื่อง ผ่าน Highlight สำคัญ อย่าง การทำธงซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวันมหิดล โดยปีนี้เลือกใช้ “สีส้ม” เนื่องจากวันที่ 24 กันยายน 2569 ตรงกับวันพฤหัสบดี โดยตั้งเป้าการผลิตธงขนาดปกติ จำนวน 60,000 ธง และธงขนาดใหญ่ 100 ธง นอกจากนี้นักศึกษาศิริราชได้ลงพื้นที่ออกรับบริจาคตามจุดสำคัญทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันนี้ – 23 กันยายนนี้ พร้อมทั้งเตรียมออกรับบริจาคครั้งใหญ่ร่วมกับศิลปินดาราช่อง 3 ที่อาคารมาลีนนท์ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเช็กจุดรับบริจาคแบบ Real Time ได้ที่ tongmahidol.org และในปีนี้ยังมีการเปิดตัวธงที่ระลึกออนไลน์เป็นครั้งแรกภายใต้ชุด ณ ศิริราช ผ่านธง 4 แลนด์มาร์ก 4 รูปแบบสำคัญในรูปแบบดิจิทัลทาง tongmahidol.org

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Virtual Run สะสมระยะทาง 24 กิโลเมตร ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายนนี้ ทาง vr.thai.run และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านโซเชียลมีเดีย TongMahidol ทุกช่องทาง ทั้งนี้ยังเปิดให้ดาวน์โหลด Line sticker Collection ใหม่ Siriraj Tong Day 69 รวมถึงรายการพิเศษเนื่องในวันมหิดล ภายใต้แนวคิดศิริราช แสงแรกของความหวัง เพื่อผู้ป่วยชาวไทย ซึ่งออกอากาศในวันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสต่อไป”

ศ. พญ.นันทกร ทองแตง รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและองค์กรสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงรายการพิเศษเนื่องในวันมหิดลว่า “ปัจจุบันโรงพยาบาลศิริราชรองรับผู้ป่วยโรคมะเร็งสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดยมากกว่าครึ่งเป็นเคสที่มีความซับซ้อนซึ่งถูกส่งมาจากทั่วภูมิภาค ศิริราชจึงมุ่งมั่นเตรียมความพร้อมทั้งด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและนวัตกรรมเครื่องมือที่ทันสมัย โดยเฉพาะสถานวิทยามะเร็งที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการรักษาแบบสหสาขาวิชาชีพในรูปแบบ One Stop Service เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องราวและความมุ่งมั่นทั้งหมดนี้จะถูกถ่ายทอดผ่านทาง VTR ในช่วงต่าง ๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในรายการพิเศษปีนี้ค่ะ”

รายการพิเศษเนื่องในวันมหิดลจะออกอากาศในวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2569 ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (TV5HD) สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี (ช่อง 32) สถานีโทรทัศน์ TNN 2 (True Visions ช่อง 784) สถานีโทรทัศน์ PPTV HD 36 (ช่อง 36) ในเวลา 16.00 – 18.00 น. และช่อง One31 ในเวลา 16.30 – 17.30 น. ตลอดจนถ่ายทอดสดผ่านทาง Online อาทิ Page Facebook ได้แก่ TV5HD Online TNN2 True Vision784 Ch7HD Ch3Thailand Amarin News Sirirajpr และงานองค์กรสัมพันธ์และกิจการพิเศษ ช่องทาง YouTube ได้แก่ TNN2 True Vision784 Ch7HD และ PPTV HD 36 รวมถึงสื่อต่าง ๆ ของ True ได้แก่ TrueID Application TrueID Website TrueID TV Box และ True Visions NOW Application

ในรายการได้รับเกียรติจาก สัญญา คุณากร, สุวิกรม อัมระนันทน์, เขมสรณ์ หนูขาว, ทิวาพร เทศทิศ และ นศพ.ณัฐวดี กาญจนโอภาษ ร่วมเป็นพิธีกร สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถโทรปรึกษาปัญหาสุขภาพเพิ่มเติมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่หมายเลข 02 270 2555 จำนวน 20 คู่สาย และร่วมบริจาคผ่านหมายเลข 02 270 2222 จำนวน 80 คู่สาย

ในวันที่ 24 กันยายน 2568 มีการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องใน “วันมหิดล” ดังนี้

  • เวลา 06.00 – 10.00 น.

หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โดยสามารถลงทะเบียนวางพวงมาลาล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ http://www.si.mahidol.ac.th/th/mahidolday/ ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 18 กันยายน 2569

  • เวลา 09.00 – 10.00 น.

รับฟังการแสดงปาฐกถาเทิดพระเกียรติฯ เนื่องใน “วันมหิดล” ในหัวข้อสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก: พระราชปณิธานสู่การวางรากฐานคุณภาพการศึกษาแพทยศาสตร์ไทย โดย รศ. พญ.นันทนา ศิริทรัพย์ ณ ห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร อาคารศรีสวรินทิรา ชั้น G

  • เวลา 17.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และพระราชทานโล่และของที่ระลึกให้แก่ผู้อุปการคุณและผู้ทำคุณประโยชน์แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล   

ทุกการบริจาคตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไปจะได้รับธงวันมหิดลเป็นที่ระลึก ซึ่งสามารถนำมารับส่วนลด 50% ในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ศิริราช หรือหากนำธงพร้อมเสามาแสดง จะสามารถเข้าชมได้ฟรี ตั้งแต่วันที่ 18 – 25 กันยายน 2569 และพิเศษสุดในวันมหิดลซึ่งตรงกับวันที่ 24 กันยายน เปิดให้ประชาชนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ฟรีตลอดทั้งวัน สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : Siriraj Museum – พิพิธภัณฑ์ศิริราช หรือโทร 02 414 1464

พร้อมกันนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าชมนิทรรศการสมเด็จพระบรมราชชนก หมอเจ้าฟ้าเพื่อปวงประชา ระหว่างวันที่ 16 – 29 กันยายน 2569 เวลา 09.00 – 17.00 น. ณ อาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ รพ.ศิริราช ภายในงานจะได้เรียนรู้พระราชประวัติการศึกษาและการทรงงาน ณ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ประวัติการก่อตั้งกองปราบวัณโรคในประเทศไทย ความรู้เรื่องโรควัณโรคสายพันธุ์ต่าง ๆ ตลอดจนแนวทางการดูแลรักษาสุขภาพตนเองอย่างถูกต้อง

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคและรับธงที่ระลึกวันมหิดลได้ที่

  • ศิริราชมูลนิธิ

1) อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น B1 และอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา ชั้น G รพ.ศิริราช  วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 07.30 – 17.30 น. วันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30 – 16.30 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02 414 1413  หรือ 02 414 1414 

2) รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ชั้น 2 โซน B ทุกวัน เวลา 09.00 – 15.30 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02 414 2046

3) ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ชั้น G วันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. หยุดวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02 849 6726

  • บริจาคผ่านทาง Application ธนาคาร โดยสามารถสแกนผ่าน QR Code ระบบ PromptPay
  • บริจาคผ่านธนาคารทุกสาขาทั่วประเทศ ชื่อบัญชี “ศิริราชมูลนิธิ” โดยสามารถส่งสำเนาใบนำฝากธนาคารเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้ 2 เท่า ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 69 นี้ เท่านั้น สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02 414 1414

Seafood from Norway เปิดตัวแคมเปญ “The Story from the Sea” ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางสู่ใจกลางเมืองชายฝั่งทะเลของนอร์เวย์ไปกับ ญาญ่า – อุรัสยา

2 กันยายน 2569 เวลา 15:52 น.

Seafood from Norway เปิดตัวแคมเปญใหม่ ‘The Story from the Sea’ ร่วมกับญาญ่า – อุรัสยา เสปอร์บันด์ นักแสดงและพรีเซ็นเตอร์ Seafood from Norway ประเทศไทย ถ่ายทอดการเดินทางสู่ใจกลางเมืองชายฝั่งของประเทศนอร์เวย์ ในรูปแบบภาพยนตร์สั้น เชิญชวนคนไทยสัมผัสผู้คน ขนบธรรมเนียม และเรื่องราวเบื้องหลังอาหารทะเลจากนอร์เวย์ พร้อมต่อยอดประสบการณ์ผ่านโปรโมชัน ‘From Sea to Sky: Salmon Passport อิ่ม ฟิน บินลัดฟ้าไปนอร์เวย์’ เปิดโอกาสให้คนไทยร่วมลุ้นรางวัลทริปเดินทางไปสัมผัสนอร์เวย์ด้วยตนเอง

จากความสำเร็จของการร่วมเดินทางกับ Seafood from Norway ของญาญ่า – อุรัสยา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การพาไปสู่แหล่งที่มาของอาหารทะเลอย่างนอร์เวย์ ไปจนถึงการนำประสบการณ์แบบอิมเมอร์ซีฟป็อปอัปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในครั้งนี้ แคมเปญ ‘The Story from the Sea’ พาคนไทยเดินทางไปไกลกว่าแค่เรื่องราวของอาหารทะเล สู่การสัมผัสหัวใจของชุมชนชายฝั่งทะเลนอร์เวย์ ผ่านสายตาของญาญ่าที่ได้พบปะกับชุมชนชาวประมง การเพาะเลี้ยงฟาร์มอาหารทะเล เชฟ และครอบครัวคนท้องถิ่นซึ่งมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับท้องทะเล แคมเปญนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวไทย ที่ไม่ได้เพียงมองหาอาหารทะเลคุณภาพพรีเมียมเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับเรื่องราว ผู้คน และสถานที่ที่อยู่เบื้องหลังอาหารที่เลือกอีกด้วย

นางสาวโอซฮิลด์ นัคเค่น ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) เปิดเผยว่า “สำหรับชาวนอร์เวย์ อาหารทะเลเป็นมากกว่าอาหารมาโดยตลอด นี่คือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ชุมชน และวิถีชีวิตของเรา ที่ได้ถ่ายทอดผ่านแคมเปญ ‘The Story from the Sea’ เราต้องการให้ผู้บริโภคชาวไทยได้รู้จักกับผู้คนที่อยู่เบื้องหลังอาหารทะเลจากนอร์เวย์ พร้อมสัมผัสวัฒนธรรมและคุณค่าที่หล่อหลอมชุมชนชายฝั่งของเรามายาวนานหลายชั่วอายุคน และด้วยโปรโมชัน ‘From Sea to Sky: Salmon Passport อิ่ม ฟิน บินลัดฟ้าไปนอร์เวย์’ เราหวังว่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้ออกไปสัมผัสนอร์เวย์และวัฒนธรรมของอาหารทะเลด้วยตนเองมากขึ้น”

ในฐานะตัวแทนที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยและนอร์เวย์ และพรีเซ็นเตอร์ Seafood from Norway ประเทศไทย มาเป็นเวลาหลายปี ญาญ่า – อุรัสยา เสปอร์บันด์  ได้นำมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์มานำเสนอในแคมเปญครั้งนี้ โดยเปิดเผยว่า “การเดินทางในครั้งนี้มีความหมายสำหรับญ่ามาก ๆ นอร์เวย์เป็นอีกตัวตนหนึ่งที่สำคัญของญ่า การร่วมงานกับ Seafood from Norway เปิดโอกาสให้ญ่าได้ทำความรู้จักกับผู้คน และชุมชนที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับท้องทะเลในทุกๆ วัน สิ่งที่ประทับใจที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ คือความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างมื้ออาหาร ครอบครัว และธรรมชาติ ญ่ารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำประสบการณ์เหล่านี้มาแบ่งปันให้ทุกคนได้สัมผัสไปพร้อมกันค่ะ”

แคมเปญดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อาหารทะเลยังคงมีความนิยมและขยายการเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ในฐานะตลาดอาหารทะเลที่สำคัญเป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2569 มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลนอร์เวย์มายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น 7% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท (2,051 ล้านโครนนอร์เวย์) ในขณะที่ปริมาณการนำเข้าแซลมอนนอร์เวย์และฟยอร์ดเทราต์สดเพิ่มขึ้น 15% รวมทั้งสิ้น 20,488 ตัน Seafood from Norway เดินหน้าสร้างการรับรู้ให้นอร์เวย์ในฐานะประเทศแห่งอาหารทะเล โดยนำเสนอไม่เพียงผลิตภัณฑ์คุณภาพพรีเมียมอย่างแซลมอน ฟยอร์ดเทราต์ และนอร์วีเจียนซาบะ แต่ยังถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คน ความพิถีพิถัน และความยั่งยืนที่อยู่เบื้องหลังอาหารทะเลจากนอร์เวย์

‘The Story from the Sea’ มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวไทยมองเห็นลึกกว่าอาหารบนจาน และทำความรู้จักกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่รายล้อมด้วยอาหารทะเลจากนอร์เวย์ สามารถรับชมภาพบรรยากาศอันงดงามของชุมชนชายฝั่ง การพบปะผู้คนในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และบทสนทนาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและความประทับใจ ในรูปแบบภาพยนตร์ได้ ที่นี่ รวมถึงบนช่องทางยูทูป เฟซบุ๊ก อินสตราแกรม และติ๊กต่อก ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Seafood from Norway และ โปรโมชัน ‘From Sea to Sky: Salmon Passport อิ่ม ฟิน บินลัดฟ้าไปนอร์เวย์’ ได้ทาง เว็บไซต์, เฟซบุ๊ก, และ อินสตาแกรม

เพราะโลก STEM กว้างกว่าแค่ห้องแล็บ Sea (ประเทศไทย) ชวนท่องโลกอาชีพ STEM กับ 5 “พี่ต้นแบบ” จากโครงการ “Women Made: Girl in STEM 2026”

2 กันยายน 2569 เวลา 15:41 น.

การขาดต้นแบบผู้หญิงในสาย STEM เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่กีดกันเด็กผู้หญิงจากเส้นทางอาชีพในแวดวง STEM (สะเต็ม) หรืออาชีพในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ Garena, Shopee และ Monee จึงร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), insKru และ a-chieve สานต่อ โครงการ Women Made: Girl in STEM ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม จุดประกายแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองสู่เส้นทางการศึกษาและอาชีพด้าน STEM ให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะนักเรียนหญิง เชื่อมโยงห้องเรียนกับโลกการทำงานจริงผ่าน “พี่ต้นแบบ” ในแวดวง STEM ถึง 21 อาชีพ โดยมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 144 คน พร้อมครูผู้สอนและครูแนะแนว 48 คน ร่วมโครงการ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของโครงการฯ คือกิจกรรม “Human Library” ที่เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ค้นหาศักยภาพของตนเอง ผ่านการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ “พี่ต้นแบบ” จาก 21 อาชีพสาย STEM อย่างใกล้ชิด ครอบคลุมทั้งสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ เปิดโลกอาชีพให้เยาวชนได้เรียนรู้ “เส้นทางอาชีพจริง–ทักษะจริง–งานจริง” จากผู้เชี่ยวชาญที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ ตั้งแต่เส้นทางการศึกษาต่อ ลักษณะการทำงาน ไปจนถึงทักษะสำคัญที่แต่ละอาชีพต้องการ อันเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการวางแผนเส้นทางการศึกษาและอาชีพของตนเองในอนาคต โดยตัวแทนพี่ต้นแบบ 5 อาชีพ ได้แก่ นักวิจัยเทคโนโลยีและอวกาศ นักระบาดวิทยา นักวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวการแพทย์ ผู้ประกอบการโดรนเกษตร และนักออกแบบกราฟิกสื่อเสมือนจริง ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์บนเส้นทางสู่ความสำเร็จ ร่วมฉายภาพให้เห็นความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุดในแวดวง STEM

วิศวกรหญิงผู้ขับเคลื่อนความฝันสู่ห้วงอวกาศ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์ – อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมการบิน วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

แม้ปัจจุบันผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในสาย STEM เพิ่มขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำทางเพศยังคงปรากฏชัดในบางสาขา โดยเฉพาะวิศวกรรมศาสตร์ โดยข้อมูลจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ระบุว่าในประเทศไทยมีผู้หญิงในสาขาวิศวกรรมศาสตร์เพียง 16.8% หนึ่งในนั้นคือ “คุณมิ้ง – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์” ที่เริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้านเทคโนโลยีอวกาศจากความหลงใหลในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่เด็ก ก่อนเลือกเรียนสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และได้รับทุนศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมอวกาศที่ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงที่ประเทศไทยเริ่มโครงการดาวเทียมสำรวจโลก THEOS ซึ่งกลายเป็นประตูบานแรกสู่งานด้านเทคโนโลยีอวกาศ

“เราโชคดีที่รู้ว่าตัวเองชอบและถนัดอะไร เมื่อความชอบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผนวกกับพื้นฐานด้านวิศวกรรม ทำให้มีโอกาสได้รับทุนไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมดาวเทียมและวิศวกรรมอวกาศที่สถาบัน ISAE (Institut Supérieur de L’aéronautique et de L’espace) ประเทศฝรั่งเศส โดยมีเวลาเพียง 5 เดือนในการเตรียมตัว ในการปรับตัวกับการเรียน การใช้ชีวิต และการสื่อสาร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาในหลักสูตรที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก” คุณมิ้งกล่าว

หลังจบการศึกษา คุณมิ้งกลับมาทำงานเป็น วิศวกรฝ่ายควบคุมดาวเทียม ดูแลการปฏิบัติการดาวเทียม THEOS ที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ก่อนก้าวสู่งานด้านนวัตกรรมอวกาศ ขณะเดียวกัน ความสนใจเรื่องอวกาศยังนำพาเธอเข้าสู่โครงการ AXE Apollo Space Academy ผ่านการแข่งขันรายการ “แฟนพันธุ์แท้ Apollo” โดยเธอสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติการบินของยานอวกาศ Apollo ได้อย่างถูกต้องทุกคำถาม จนได้เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 23 คนจากทั่วโลกให้ได้รับตั๋วเดินทางสู่อวกาศ แม้จะเป็นที่น่าเสียดายที่สุดท้ายโครงการดังกล่าวมีเหตุให้ต้องยกเลิกไป

“แม้สุดท้ายเราจะไม่ได้ขึ้นไปอวกาศจริง ๆ แต่ประสบการณ์ครั้งนี้สนุกมาก เพราะเราได้ทำเต็มที่ในทุกขั้นตอน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานสาย STEM คือเราต้องพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรื่องที่เราเชี่ยวชาญในวันนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการในวันข้างหน้า เราจึงต้องเปิดใจเรียนรู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะในยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เราปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ได้ แต่ต้องเรียนรู้ว่าจะใช้มันอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและการทำงานมากที่สุด” คุณมิ้งกล่าวทิ้งท้าย

“นักระบาดวิทยา” นักสืบผู้สอบสวนหาต้นตอของโรค

ณฐวดี ศรีวรรณยศ – นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

เมื่อการค้นหาต้นตอของโรคชวนตื่นเต้นไม่ต่างจากการไขปริศนา นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางอาชีพ “นักระบาดวิทยา” ของ “คุณนัจมี่ – ณฐวดี ศรีวรรณยศ” เธอมีความความสนใจด้านสุขภาพและงานสืบสวน จึงเลือกเรียนสาขาการส่งเสริมสุขภาพ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก่อนสอบเข้ารับราชการ และค้นพบว่างานสอบสวนโรคคือการผสานความรู้ด้านสุขภาพ การอ่านข้อมูล และทักษะการสืบสวนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

“ตอนเด็ก ๆ เราชอบดูการ์ตูนเรื่องยอดนักสืบจิ๋วโคนันและวรรณกรรมสืบสวนสอบสวนอย่างเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ประกอบกับความสนใจด้านสุขภาพ จึงเลือกเรียนสายนี้ เมื่อได้ทำงานจริง มีโอกาสได้ลงพื้นที่ เก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อค้นหาต้นตอของโรค ทำให้ค้นพบว่าเรามีแพสชันกับงานนี้ เพราะทั้งท้าทาย สนุกกว่าที่คิด มีเรื่องให้เรียนรู้เสมอ รวมถึงยังมีความอยากรู้และสงสัยในกระบวนการค้นหาความจริง จึงตัดสินใจศึกษาต่อปริญญาโทสาขานิติวิทยาศาสตร์ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” คุณนัจมี่กล่าว

งานหลักของเธอคือการสอบสวนโรค ตั้งแต่ติดตามข้อมูลผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาความเชื่อมโยงและประเมินสถานการณ์โรค ควบคู่กับงานวิชาการและการเผยแพร่ความรู้ด้านระบาดวิทยา โดยช่วงการระบาดของโควิด-19 คือบททดสอบที่ทำให้งานซึ่งเคยอยู่เบื้องหลังกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

“ช่วงโควิดเป็นบททดสอบที่ทำให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น และยิ่งทำให้มั่นใจว่ารักงานที่ทำอยู่ รวมถึงได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และการปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี โดยนำ AI และ Data Science เข้ามาช่วยให้การทำงานรวดเร็วและแม่นยำขึ้น” คุณนัจมี่กล่าวเสริม

การเติบโตในสายงานนี้ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเพศ แต่ต้องอาศัยความรู้ ความหลงใหลในงาน และการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะนักระบาดวิทยาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงค้นหาต้นตอของโรค แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการรับมือปัญหาสุขภาพระดับประเทศ

เทคโนโลยีชีวการแพทย์ นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย

ดร.ข้าว ต้นสมบูรณ์ – นักวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวการแพทย์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

อาชีพในฝันของเด็กสายวิทย์หลายคนคือการเป็นแพทย์ เช่นเดียวกับ “ดร.ข้าว ต้นสมบูรณ์” ที่เคยฝันอยากเป็นแพทย์เพื่อรักษาคนที่รัก แต่เมื่อได้เห็นอาม่าเข้ารับการผ่าตัดใส่เข่าเทียมจนสามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง จึงค้นพบว่าเบื้องหลังการรักษาผู้ป่วยยังมีนักวิจัยและวิศวกรชีวการแพทย์ที่สร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย เหตุการณ์ครั้งนั้นได้พาเขาเข้าสู่โลกของวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) และเส้นทางนักวิจัยในเวลาต่อมา

“ตอนนั้นเราเริ่มเห็นว่า อาชีพที่ช่วยคนไข้ไม่ได้มีแค่หมอ แต่ยังมีนักวิจัยที่คิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ด้วย จึงตัดสินใจสอบชิงทุนรัฐบาลเพื่อศึกษาต่อในสาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์
ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) สหราชอาณาจักร ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก ก่อนกลับมาทำงานเป็นนักวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวการแพทย์ที่ไบโอเทค สวทช.” ดร.ข้าวกล่าว

ด้วยความช่างสังเกตและไม่หยุดตั้งคำถามกับปัญหา ดร.ข้าว ได้นำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม
ชีวการแพทย์มาพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาด้านสุขภาพร่วมกับทีมนักวิจัยและสถาบันพันธมิตร ตั้งแต่กระจกตาชีวภาพ เส้นผม ไปจนถึงข้อเข่า โดยผลงานอยู่ระหว่างการทดสอบและต่อยอดสู่การใช้งานจริง เพื่อผลักดันเทคโนโลยีจากห้องแล็บไปสู่ผู้ป่วยในอนาคต

“งานวิจัยหนึ่งชิ้นอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผลและนำไปใช้ได้จริง สิ่งที่ทำให้ยังยืนหยัดเดินหน้าต่อ คือความตั้งใจที่จะหาคำตอบและพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาให้ผู้คน นอกจากความอดทนและการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ นักวิจัยยังต้องมีจินตนาการ กล้าคิด และกล้าลงมือทำ เพื่อพิสูจน์ว่าสมมติฐานนั้นเกิดขึ้นได้จริง เพราะหลายครั้งนวัตกรรมใหม่ ๆ ก็เริ่มจากความคิดที่ดูเหนือจินตนาการ แต่ท้ายที่สุดเมื่อได้รับการทดลองพัฒนาก็สามารถสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นได้จริง” ดร.ข้าวกล่าวทิ้งท้าย

จากนักโบราณคดี สู่ผู้ยกระดับการเกษตรอัจฉริยะด้วยโดรนเกษตร

พิชญ ปานมี – ผู้ประกอบการโดรนเกษตร

เส้นทางในวงการ STEM ของ “คุณจูเนียร์ – พิชญ ปานมี” มีความเฉพาะตัวต่างจากตามภาพจำทั่วไป โดยหลังจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา คุณจูเนียร์เลือกศึกษาต่อในสาขาวิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และเริ่มต้นการทำงานในฐานะนักโบราณคดี โดยนำความสนใจเรื่องเครื่องบินและโดรนที่มีมาตั้งแต่วัยเรียนมาต่อยอดในการทำงาน จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสู่อาชีพ “ผู้ประกอบการโดรนเกษตร” ในปัจจุบัน

“ช่วงมัธยมปลายเราชอบเครื่องบินและเทคโนโลยี เคยเข้าชมรมเครื่องบินเล็ก ทำเครื่องบินจากโฟมและต่อวงจรเอง แต่เลือกเรียนโบราณคดีเพราะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชอบและมองเห็นเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนมากกว่า เมื่อเริ่มต้นทำงานก็ได้นำโดรนมาใช้สำรวจและถ่ายภาพโบราณสถาน ก่อนต่อยอดเป็นภาพสามมิติให้ทีมช่างใช้วางแผนซ่อมแซม จุดนั้นทำให้ได้กลับมาคลุกคลีเทคโนโลยีที่ชอบอีกครั้ง” คุณจูเนียร์กล่าว

จากโดรนสำรวจในงานโบราณคดี ความสนใจค่อย ๆ ขยับสู่โดรนเพื่อการเกษตร โดยใช้โดรนสร้างแผนที่และภาพสามมิติ เพื่อวางเส้นทางการบินให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ เพิ่มความแม่นยำและลดความเสี่ยงจากสิ่งกีดขวาง ก่อนตัดสินใจออกจากงานประจำมาเป็นผู้ประกอบการโดรนเกษตรเต็มตัว ปัจจุบันให้บริการตั้งแต่จำหน่าย ให้ความรู้ ซ่อมบำรุง ไปจนถึงให้คำปรึกษาการใช้งาน

“ความสุขของอาชีพนี้คือการได้เข้าไปแก้ปัญหาให้เกษตรกร เพราะพวกเขาไม่ได้ซื้อโดรนเพราะต้องการเครื่องมือใหม่ แต่ต้องการลดปัญหาแรงงาน ลดเวลา และลดต้นทุน การได้เห็นลูกค้านำอุปกรณ์ไปใช้งานแล้วได้ผลผลิตดีขึ้น ยิ้มได้ ทำให้เราภูมิใจ เพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่เป็นเพียงผู้จำหน่าย แต่ต้องการเป็นที่ปรึกษาให้พวกเขาได้รับผลลัพธ์ที่ดีตลอดการใช้งาน” คุณจูเนียร์กล่าวเสริม

เรื่องราวของจูเนียร์สะท้อนว่าอาชีพในสายงาน STEM ไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว เพราะความรู้และทักษะจากหลากหลายศาสตร์สามารถนำมาบูรณาการกับเทคโนโลยี เพื่อต่อยอดสู่อาชีพและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ได้

นักออกแบบกราฟิกสื่อเสมือนจริง ผู้สร้าง “โลกเสมือน” สู่สายตาแฟนอีสปอร์ต

ฐิติรัตน์ สายบัว – นักออกแบบกราฟิกสื่อเสมือนจริง บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด

ความชอบในการ์ตูน แอนิเมชัน และภาพยนตร์แฟนตาซี คือจุดเริ่มต้นที่พา “คุณมิว – ฐิติรัตน์ สายบัว” เข้าสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มิวเลือกเรียนสาขาวิชามีเดียอาตส์ (Media Arts) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และค้นพบว่างานสามมิติคือสิ่งที่หลงใหล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับทักษะด้านการออกแบบและเทคโนโลยีดิจิทัล จนกลายเป็นทักษะหลักที่พาเธอมาถึงวันนี้

“ช่วงที่ยังเรียนอยู่เรามักทุ่มเวลาว่างไปกับการฝึกปั้นงาน 3D เมื่อเรียนจบก็เริ่มทำงานแรกในตำแหน่งนักออกแบบกราฟิก (Graphic Designer) โดยรับหน้าทีออกแบบกราฟิกประกอบรายการโทรทัศน์ทั้งงาน 2D และ 3D ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก แต่เมื่อทำงานไประยะหนึ่งก็เริ่มอยากลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่ท้าทายและได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในแบบที่ตัวเองชอบมากขึ้น จึงเริ่มมองหาโอกาสใหม่ กระทั่งได้ทำงานที่ การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ” คุณมิวกล่าว

แม้มีพื้นฐานด้านกราฟิก แต่การออกแบบสื่อเสมือนจริงสำหรับเกมต้องอาศัยมากกว่าทักษะการใช้โปรแกรมออกแบบทั่วไป เพราะเบื้องหลังโลก 3D ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจเทคโนโลยี การคิดอย่างเป็นระบบ และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเกมและกลุ่มผู้เล่น เพื่อสร้างผลงานที่เติมเต็มประสบการณ์ของผู้เล่นได้จริง

“ในยุคที่อุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ตเติบโตขึ้นมากและกลายเป็นความบันเทิงที่เข้าถึงผู้ชมในวงกว้างมากขึ้น แม้เราจะเล่นเกมไม่เก่ง ก็ต้องทำความเข้าใจเกมและวิเคราะห์ว่าผู้เล่นต้องการอะไร เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์งานออกแบบได้ตรงใจผู้เล่น เรียกได้ว่าเป็นการสร้าง “โลกเสมือน” ขึ้นมาอีกโลกหนึ่งที่ต้องใช้การผสมผสานทั้งความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์ความบันเทิงเต็มรูปแบบ”

ปัจจุบัน คุณมิวคือผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบการแข่งขันอีสปอร์ตสุดยิ่งใหญ่ของ การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) อาทิ รายการ RoV Pro League ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตระดับประเทศที่มีผู้ชมแต่ละฤดูกาลนับสิบล้านคน

คุณพุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ Women Made: Girl in STEM กล่าวว่า “ช่วงมัธยมศึกษาเป็นช่วงเวลาสำคัญของการค้นหาตัวตนและเส้นทางอาชีพ การเปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนได้เห็นอาชีพที่หลากหลาย เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับโลกการทำงานจริงและค้นพบศักยภาพของตัวเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการมองเห็นเส้นทางอนาคต กิจกรรม Human Library ภายใต้โครงการ ‘Women Made: Girl In STEM’ ในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดมุมมองให้นักเรียนหญิงเห็นว่า STEM มีเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย และเด็กผู้หญิงก็สามารถเติบโตและสร้างความสำเร็จได้ในทุกพื้นที่ของโลก STEM ไม่ว่าจะเป็นอวกาศ สุขภาพ การเกษตร เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ต การได้พบกับพี่ต้นแบบจากหลากหลายเส้นทางจึงไม่เพียงช่วยให้เยาวชนเห็นว่าโลกของการทำงานว่ามีอาชีพอะไรอยู่บ้าง แต่ยังช่วยให้พวกเขาเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของตัวเองและกล้าที่จะออกแบบเส้นทางอนาคตของตัวเอง

ภาพสะท้อนจากความสำเร็จของรุ่นพี่ต้นแบบทั้ง 5 คน คือเครื่องพิสูจน์ว่าโลก STEM กว้างกว่าที่คิดและไม่มีเส้นทางสู่ความสำเร็จเพียงหนึ่งเดียว  การสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดกว้างให้เยาวชนได้เรียนรู้จากพี่ต้นแบบที่หลากหลายและสามารถเชื่อมโยงกับเด็กผู้หญิงได้ เป็นสิ่งสำคัญในการทลายกรอบความคิดทางสังคมเกี่ยวกับบทบาททางเพศ ช่วยให้เด็กผู้หญิงค้นพบศักยภาพของตนเองและก้าวเข้าสู่เส้นทางสาย STEM อย่างมั่นใจ

เครือซีพีคว้ารางวัลคุณธรรมอวอร์ด จากภาพยนตร์โฆษณา “ขอบคุณผู้ให้” สะท้อนพลังการสื่อสารเพื่อสังคม รณรงค์บริจาคอวัยวะผ่านโครงการ Let Them See Love

2 กันยายน 2569 เวลา 15:23 น.

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัล พร้อมด้วย ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ร่วมในพิธี  เพื่อเชิดชูเกียรติสื่อ บุคคล ชุมชน และองค์กรต้นแบบด้านคุณธรรมทั่วประเทศ รวม 109 รางวัล โอกาสนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้รับ รางวัลชมเชย ประเภทสื่อโฆษณา จากภาพยนตร์โฆษณา “ขอบคุณผู้ให้” ภายใต้โครงการ “Let Them See Love 2025” แคมเปญรณรงค์ส่งเสริมการบริจาคอวัยวะและดวงตา โดยมี นางรุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารโครงการพิเศษ และผู้ช่วยบริหารงานรองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นตัวแทนรับรางวัล ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569

รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารโครงการพิเศษ และผู้ช่วยบริหารงานรองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า รางวัลคุณธรรมอวอร์ดในครั้งนี้ นับเป็นกำลังใจสำคัญแก่ทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ “Let Them See Love” ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 20 สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือในการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเรื่องการบริจาคอวัยวะ เพราะการรณรงค์เรื่องการบริจาคอวัยวะไม่ใช่เพียงการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ แต่คือการสร้างความเข้าใจและส่งต่อคุณค่าของ “การให้” ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้อื่นได้

“เครือซีพียึดมั่นในหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ คือ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร โดยเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจและการทำงานเพื่อสังคมสามารถสร้างคุณค่าไปพร้อมกันได้ สำหรับ Let Them See Love เราต้องการใช้พลังของการสื่อสารมาสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ด้วยการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจเรื่องการบริจาคอวัยวะ ขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างความเข้าใจให้ครอบครัวของผู้บริจาคเห็นถึงคุณค่าของการให้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะกลับไปสู่ประชาชนและสังคมในรูปของโอกาสในการมีชีวิตใหม่” รุ่งฟ้า กล่าว

ภาพยนตร์โฆษณา “ขอบคุณผู้ให้” เป็นผลงานการสื่อสารที่ต่อยอดจากภารกิจเพื่อสังคมของโครงการ Let Them See Love ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 โดยสภากาชาดไทย ร่วมกับ เครือซีพี และ ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของการบริจาคอวัยวะและดวงตา เป็นโฆษณาที่จัดทำขึ้นในปี 2568  โดยมีทีมเอเจนซี่จาก “VML Thailand” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังไอเดียของแคมเปญ นำเสนอแนวคิด “Organ Hug – อ้อมกอดจากหัวใจ” ถ่ายทอดความรู้สึกขอบคุณจากผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะไปยังผู้บริจาคและครอบครัวผู้บริจาค ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจอนุญาตให้บริจาคอวัยวะในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับการสูญเสีย

หัวใจสำคัญของภาพยนตร์โฆษณาอยู่ที่การนำ เรื่องจริงของ “คุณแม่วันเพ็ญ ติ๊บจ๊ะ” ผู้สูญเสียลูกสาวจากอุบัติเหตุจนมีภาวะสมองตาย มาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวที่สะท้อนการตัดสินใจครั้งสำคัญของครอบครัว ในวันที่ความสูญเสียเกิดขึ้น เธอเลือกอนุญาตให้บริจาคอวัยวะของลูกสาว ส่งต่อโอกาสในการมีชีวิตใหม่ให้แก่ผู้รับบริจาคถึง 8 ชีวิต

ภาพยนตร์จึงไม่ได้สื่อสารเพียงเรื่อง “ผู้บริจาค” แต่ขยายมุมมองไปถึง “ผู้ให้อนุญาต” หรือครอบครัวของผู้บริจาคผ่านสัญลักษณ์ของ “การกอด” ที่เชื่อมโยงผู้สูญเสีย ผู้บริจาค และผู้ได้รับอวัยวะเข้าด้วยกัน สะท้อนว่าเบื้องหลังการให้หนึ่งครั้ง สามารถสร้างโอกาสและต่อชีวิตให้กับอีกหลายคน

“สิ่งที่อยากเห็นจากการสื่อสารครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการที่คนดูรู้สึกซาบซึ้งกับเรื่องราว แต่คือการนำความรู้สึกนั้นไปสู่การลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับคนในครอบครัวเรื่องการบริจาคอวัยวะ การสร้างความเข้าใจต่อบทบาทของญาติผู้บริจาค หรือการแสดงความจำนงบริจาค เพราะทุกการตัดสินใจของเราในวันนี้ อาจหมายถึงโอกาสของใครอีกหลายคนในวันข้างหน้า”

รางวัลคุณธรรมอวอร์ดครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งบทสะท้อนถึงพลังของ “การสื่อสารเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม” ของเครือซีพี ที่มุ่งใช้การสื่อสารสร้างความเข้าใจ ปลูกฝังคุณค่าของการให้ และส่งต่อโอกาสในการมีชีวิตใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากการผลิตภาพยนตร์โฆษณาแล้ว โครงการยังพัฒนาเว็บไซต์ Let Them See Love เป็นศูนย์กลางข้อมูลเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะและดวงตา เพื่อสร้างความเข้าใจและเปิดช่องทางให้ประชาชนแสดงความจำนงบริจาคได้อย่างสะดวก ประชาชนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการ “ให้ชีวิต…ต่อชีวิต” ผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ บริจาคผ่านแอปพลิเคชัน ทรูมันนี่ วอลเล็ท สามารถร่วมบริจาคเงินผ่านแอปทรูมันนี่ วอลเล็ท เพียง 1 บาท ก็บริจาคได้ บริจาคให้ศูนย์ดวงตาฯ โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี “ศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย” เลขที่บัญชี 045-231390-2 ธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขา สภากาชาดไทย บริจาคให้ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี “ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย” เลขที่บัญชี 023-1-25888-7 ธนาคาร กรุงไทย สาขา สุรวงศ์ บริจาคผ่านระบบ e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ผ่านระบบ e-donation โดยสแกน QR Code ด้วย Mobile Banking Application

ติดตามรับชมภาพยนตร์โฆษณา https://www.youtube.com/watch?v=oPTMsBo5Ijs

เรื่องนี้มีประวัติ : นักการทูตเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์วรรณฯ

2 กันยายน 2569 เวลา 14:13 น.

ศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือพระองค์วรรณฯ หรือเสด็จในกรมฯ คือปราชญ์พระองค์หนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงมีพระคุณูประการหลายหลากต่อสังคมไทย และมนุษยโลก ทรงเป็นทั้งนักการทูต นักการต่างประเทศ นักภาษาศาสตร์ นักหนังสือพิมพ์ นักการศึกษา ดังนั้น การจะกล่าวถึงพระกิตติคุณของพระองค์วรรณฯ แล้ว จึงยากที่จะกล่าวได้หมดสิ้นภายในระยะเวลาสั้น ๆ แต่จะต้องระบุให้ชัดเจนว่ากำลังกล่าวถึงพระเกียรติคุณของพระองค์ท่านในด้านใดเป็นการเฉพาะ 

ในโอกาสคล้ายวันประสูติของพระองค์วรรณฯ ครบ 135 ปี ในวันที่ 25 สิงหาคม ปีนี้ โดยพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ครบ 50 ปี ในวันที่ 5 กันยายน 2569 หนังสือพิมพ์แนวหน้าได้รับเกียรติอย่างสูงจาก ท่านผู้หญิง วิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ธิดาของพระองค์วรรณฯ ที่กรุณาบอกเล่าถึงผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ชัดของพระองค์วรรณฯ 

ท่านผู้หญิง วิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

จิตริก-ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

พระองค์วรรณฯ ทรงมีบทบาทสำคัญด้านการทูตของไทย ทรงได้รับการประกาศเกียรติคุณจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้ทรงเป็นปูชนียบุคคลสำคัญ ผู้ทรงมีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก ประจำปี 2533-2534 ทั้งนี้ หากจะกล่าวถึงงานด้านการทูตของพระองค์ ก็ต้องย้ำว่าทรงช่วยให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤตในยุคสงครามเย็น (cold war) แต่หากจะย้อนขึ้นไปอีก ก็ต้องกล่าวถึงช่วงที่พระองค์ทรงรับงานเป็นเลขานุการคณะทูตไทย ในการประชุมสันติภาพ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่กรุงปารีส ณ พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อ พ.ศ. 2460 แล้วต่อมาทรงเป็นผู้แทนสยามหรือไทยไปเจรจาเพื่อแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคกับประเทศยุโรปอันเกี่ยวเนื่องกับด้านกฎหมายและอำนาจศาล ซึ่งผลการเจรจาทำให้ไทยสามารถมีสถานภาพที่ทัดเทียมกับยุโรปมากขึ้น และทำให้ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติในสายตาของชาติตะวันตก ครั้นต่อมาเมื่อทรงรับตำแหน่งปลัดทูลฉลอง กระทรวงการต่างประเทศ ทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยไปเจรจากับฝรั่งเศส เพื่อทำอนุสัญญาว่าด้วยอินโดจีนในประเด็นเขตแดนแม่น้ำโขง ผลการเจรจาคือได้ข้อตกลงว่าแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำแบ่งเขตแดน โดยยึดเกาะกลางแม่น้ำและร่องน้ำลึกเป็นเส้นแบ่งเขต ซึ่งเท่ากับว่าสามารถตัดประเด็นที่ฝรั่งเศสต้องการยึดเอาแม่น้ำโขงเป็นของตนเองทั้งหมด

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ธิดา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ร่วมกับ อดีตเอกอัครราชทูตจิตริก เศรษฐบุตร พร้อมด้วยนัดดา ปนัดดาและญาติ ราชสกุลวรวรรณ ได้ร่วมกันบำเพ็ญกุศลถวายพระองค์ท่านในวันประสูติครบ 135 ปี ณ พระวิหาร วัดมกุฏกษัตริยาราม ราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

หลังจากนั้น ทรงได้รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์ รวมถึงเบลเยียม แล้วทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมสันนิบาตชาติ โดยทรงรับหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย แล้วทรงได้รับการคัดเลือกจากนานาชาติให้เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการกำกับการเงิน รวมถึงตำแหน่งรองประธานการประชุมแก้ไขข้อบัญญัติแห่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และยังทรงรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการระเบียบวาระแห่งสมัชชาสันนิบาตชาติ และทรงเป็นผู้แทนประจำคณะกรรมาธิการอื่น ๆ อีกด้วย แต่ที่สำคัญคือทรงเป็นคนไทยพระองค์แรกที่ทรงกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสันติบาตชาติ 

พระองค์วรรณ กับโจว เอิน ไหล

ส่วนพระราชกิจสำคัญของพระองค์ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย คือทรงนำไทยเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO : South-East Asia Collection Defence Treaty) โดยจุดกำเนิดอยู่ที่กรุงเทพฯ ในช่วงการประชุมคณะมนตรีสนธิสัญญา ระหว่างวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2498 สมาชิกประกอบด้วยไทย สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งจุดประสงค์ของการร่วมตัวเพื่อป้องกันการขยายตัวของระบอบคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในเขต เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในยุคนั้นเป็นช่วงสงครามเย็น ที่โลกแบ่งเป็นสองค่ายคือค่ายเสรี นำโดยสหรัฐฯ กับค่ายคอมมิวนิสต์ นำโดยโซเวียตรัสเซียร่วมกับจีน

ทรงร่วมการประชุมอาเซียนบูรพา พ.ศ. 2486

มีเกล็ดประวัติที่ขอกล่าวถึงพระองค์ท่านในการทรงงานด้านต่างประเทศคือ เซอร์ แอนโธนี อีเดน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ กล่าวว่าพระองค์วรรณฯ ทรงเป็นประธานการประชุมที่เน้นการสร้างไมตรี ทรงจูงใจผู้เข้าร่วมประชุมได้อย่างแยบคาย ทุกถ้อยคำที่ทรงใช้เต็มไปด้วยความนุ่มนวล แม้แต่นกที่เข้ามาเกาะอยู่ในพระที่นั่งอนันตสมาคมยังหยุดร้องเพื่อฟังพระองค์ทรงพูด

พระองค์วรรณ กับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว ในการประชุมมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. 2486

อีกพระราชกิจสำคัญด้านการต่างประเทศของพระองค์วรรณฯ คือการประชุมเอเชีย-แอฟริกา ณ เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย พ.ศ. 2498 ซึ่งมีผู้นำจากประเทศต่าง ๆ 29 ประเทศจากทวีปเอเชียและแอฟริกาไปรวมตัวหารือร่วมกัน โดยการประชุมครั้งนั้นถูกเรียกว่าการประชุมของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) ที่ประชุมพยายามหาทางออกให้กับโลกที่แบ่งเป็นสองค่าย คือเสรีประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ การประชุมครั้งนั้นน่าสนใจมากตรงที่จีนส่งนายกรัฐมนตรีโจว เอิน ไหล ไปเป็นตัวแทน โดยจีนยืนยันว่าประเทศของตนไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในเวทีการประชุมนั้น พระองค์วรรณฯ ทรงรับหน้าที่ Rapporteur หรือผู้จัดทำรายงานการประชุมและยกร่างข้อมติที่ประชุมใหญ่ โดยทรงยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติเป็นสำคัญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีโจวของจีนก็เห็นด้วยและตอบสนองเป็นอย่างดี การประชุมประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ทำให้นานาชาติชื่นชมและยกย่องพระองค์วรรณฯ อย่างมากว่าทรงเป็นนักการทูตที่สุดยอด แล้วที่สำคัญในโอกาสนี้ ทรงชี้แจงให้ที่ประชุมรับทราบว่าการที่ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก SEATO เป็นการกระทำที่ยึดมั่นกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด อีกทั้งไทยไม่ประสงค์จะเป็นศัตรูกับประเทศใด ๆ แม้จะมีหลักการปกครองแตกต่างกันก็ตาม

พระองค์วรรณ ถนัด คอมันตร์ ประสงค์ พิบูลสงคราม และแช่ม ทิพโกมุท ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ พ.ศ. 2490

การได้ทรงพบปะกับนายกรัฐมนตรีโจว เอิน ไหล ในครั้งนั้น นำมาสู่สัมพันธไมตรีที่แนบแน่นระหว่างไทยกับจีน เพราะทำให้จีนลดความหวาดระแวงไทยลง อย่างไรก็ตาม ในปี 2497 ทรงได้เคยพบปะกับนายกรัฐมนตรีโจวมาแล้วครั้งหนึ่งในการหาทางบรรลุข้อตกลงปัญหาเกาหลี ซึ่งจัดประชุม ณ กรุงเจนีวา โดยในการประชุมนั้นพระองค์วรรณฯ ทรงรับตำแหน่งประธานการประชุมร่วมกันเซอร์ แอนโธนี อีเดน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหภาพโซเวียตรัสเซีย นายโมโลตอฟ ซึ่งการประชุมนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีโจวเห็นถึงการทำงานของพระองค์วรรณฯ และประทับใจ จึงทำให้เกิดมิตรภาพลึกซึ้งระหว่างกัน แล้วเมื่อวันที่พระองค์วรรณฯ ทรงพบปะกับนายกรัฐมนตรีโจว ก็ทรงได้รับการยืนยันจากฝ่ายจีนว่าไม่เคยฝึกฝนขบวนการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในมณฑลยูนนา่นให้เข้ามาก่อกวนหรือแทรกซึมประเทศไทย การที่ทรงพบปะกับโจว เอิน ไหล แล้วทรงมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนในยุคที่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วดำเนินไปอย่างฉันมิตร จนนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างเป็นทางการในปี 2518 ในยุคนายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งความสัมพันธ์ไทย-จีน ยุคใหม่ดำเนินมาครบ 50 ปีเต็มในปี 2568 

การประชุมกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ณ เมืองบันดุง อินโดนีเซีย

ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกล่าวย้ำถึงพระองค์วรรณฯ ในพระสถานะนักการทูต นักการต่างประเทศคือ ทรงมีบทบาทสำคัญบทเวทีสหประชาชาติ กล่าวได้ว่าทรงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติเป็นชาติต้น ๆ ในเอเชีย โดยสหประชาชาติก่อตั้งเมื่อ 24 ตุลาคม 2488 ครั้นในปีต่อมาคือ 2489 ไทยก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหประชาชาติ เมื่อไทยเข้าเป็นสมาชิกแล้ว พระองค์วรรณฯ ทรงรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ แล้วทรงได้รับคัดเลือกเป็นประธานคณะกรรมการที่ 4 ภาวะทรัสตี และตำแหน่งประธานคณะกรรมการที่ 5 ด้านเศรษฐกิจและการคลัง รวมถึงประธานคณะกรรมการที่ 6 ด้านกฎหมาย ทั้งนี้ในสมัยประชุมครั้งที่ 10 ของสหประชาชาติ ทรงได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมการ การเมืองพิเศษ ต่อมาในปี 2499-2500 ที่ประชุมสหประชาชาติลงมติเป็นเอกฉันท์ให้พระองค์วรรณฯ ทรงเป็นประธานสมัชชา ครั้งที่ 11 โดยมีหน้าที่หลักคือสร้างสันติภาพให้มนุษยโลก

แต่มีข้อน่าสนใจคือ ในขณะทรงรับหน้าที่นี้ ได้เกิดเหตุขัดแย้งสำคัญในเวทีการเมืองโลกคือ สหภาพโซเวียตฯ ยกกองทัพบุกฮังการี และเหตุการอังกฤษกับฝรั่งเศสยึดครองคลองสุเอซ ในขณะที่อิสราเอลยกกำลังเข้าไปในอียิปต์ ซึ่งในครั้งนั้น พระองค์วรรณฯ ทรงหาทางออกให้กับปัญหาใหญ่ทั้งสามประเด็นด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ โดยเน้นความถูกต้อง ความเป็นธรรม จนในที่สุดปัญหาได้คลี่คลายและยุติลง จึงกล่าวได้ว่าพระองค์ท่านทรงเป็นนักการทูต นักการต่างประเทศที่ทรงปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมและสมบูรณ์แบบ ทรงเป็นสุภาพบุรุษคนแรกจากเอเชียที่รับตำแหน่งประธานสมัชชาสหประชาชาติ

เฉลิมชัย ยอดมาลัย, ผาณิต พูนศิริวงศ์ และท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า พระองค์วรรณฯ ทรงเป็นนักการทูตเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์บนเวทีการทูตนานาชาติ 

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร และ
ม.ล.สุทธิ์ธรทิพย์ วรวรรณ

สัปดาห์หน้ามารับทราบพระราชกิจของพระองค์วรรณฯ ในพระสถานะนักภาษาศาสตร์ นักหนังสือพิมพ์ และนักการศึกษา 

เฉลิมชัย ยอดมาลัย 

กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, ท่านผู้หญิงวิวรรณวรวรรณเศรษฐบุตร, พระองค์วรรณฯ

“GOOD GOODS” ชวนมาสัมผัส “GOOD TASTE FOR GOOD DEEDS” ในงาน Thailand Coffee Fest 2026 ลิ้มรสกาแฟคุณภาพจากชุมชนไทย พร้อมเลือกช้อปสินค้าดีไซน์มีสไตล์

2 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

คอกาแฟเตรียมปักหมุด! Good Goods ภายใต้ เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม ชวนเปิดประสบการณ์ “GOOD TASTE FOR GOOD DEEDS” กาแฟไทยในงาน Thailand Coffee Fest 2026 ชวนทุกคนมาสัมผัสกาแฟคุณภาพ ทำความรู้จักเรื่องราวของผู้คนและชุมชนที่อยู่เบื้องหลังเมล็ดกาแฟแต่ละแหล่ง พร้อมสนับสนุนกาแฟและสินค้าจาก Good Goods เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้และต่อยอดโอกาสให้กับชุมชนผู้ผลิต

พบกับ Good Goods ระหว่างวันที่ 10–13 กันยายน 2569 ณ IMPACT Exhibition Center ฮอลล์ 5–8 เมืองทองธานี   บูธ O06 (โซน O หมายเลข 06) พบกับกาแฟรักษ์ป่าจากหลากหลายชุมชนไทย อาทิ กาแฟมณีพฤกษ์ จ.น่าน จากพื้นที่สูงกว่า 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งได้รับการยอมรับจากเวทีประกวดกาแฟระดับประเทศ ทั้ง Thai Specialty Coffee Awards (SCATH) 2026 และ Jewel of Maneepruek รวมถึงกาแฟจาก บ้านห้วยน้ำขุ่น ดอยช้าง และภูชี้เดือน จ.เชียงราย ให้ได้ลองชิม พร้อมเรียนรู้เรื่องราวจากแหล่งปลูกและชุมชนต้นทาง

ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษสำหรับคนรักกาแฟ ทั้ง Bar Takeover จากกลุ่มสหาย Friends Trade และกิจกรรม ล้อมวงชิมกาแฟกับผู้ปลูกตัวจริง เปิดโอกาสให้พูดคุยกับตัวแทนชุมชนผู้ปลูกกาแฟ เรียนรู้ตั้งแต่แหล่งปลูก กระบวนการผลิต ไปจนถึงเรื่องราวเบื้องหลังรสชาติของกาแฟแต่ละแก้ว

ด้านสินค้าก็จัดเต็มสำหรับ Coffee Lovers กับ คอลเลกชันพิเศษจาก Good Goods ทั้งเสื้อยืด หมวก แก้ว อุปกรณ์สำหรับเครื่องดื่ม และกระเป๋าดีไซน์พิเศษ ที่ผสานเอกลักษณ์งานคราฟต์ไทยเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย พร้อมโปรโมชันเฉพาะภายในงานตลอด 4 วัน

โปรโมชันและสิทธิพิเศษเฉพาะภายในงาน *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด*

  • รับฟรี! เครื่องดื่มมูลค่า 95 บาท 1 แก้ว* (อเมริกาโน่, ลาเต้ หรือเลม่อนโซดา) เพียงช้อปแก้วลายไทยสับปะรดคอลเลกชันใหม่ มูลค่า 350 บาท 1 แก้ว
  • รับฟรี! กระเป๋าชอปปิงแบ็กรีไซเคิลมูลค่า 149 บาท* เพียงช้อปเมล็ดกาแฟ 2 ถุงขึ้นไป
  • รับฟรี! เครื่องดื่ม One Sip Feel Goods (เมนู Sunrise อเมริกาโน่มะปี๊ด หรือ Starlight น้ำมะปี๊ดโซดา) มูลค่า 120 บาท* เพียงแลกคะแนน The 1 จำนวน 900 คะแนน
  • ซื้อเครื่องดื่ม 1 แถม 1 แก้ว* เพียงแลกคะแนน AIS Point 1 คะแนน
  • รับส่วนลด 50% สำหรับเมนู Good Goods x Rei Syrup* เมื่อช้อปสินค้าจาก Rei Syrup
  • ฟรี! อัพเกรดนมเป็น Lactose Free หรือนม Up High Protein จาก Meiji*

มาร่วมสัมผัสกาแฟไทยและเรื่องราวของชุมชนผู้ปลูกกาแฟ พร้อมเลือกซื้อสินค้าที่มีที่มาและคุณค่าได้ที่ Good Goods ในงาน Thailand Coffee Fest 2026 วันที่ 10–13 กันยายน 2569 ณ IMPACT Exhibition Center ฮอลล์ 5–8 เมืองทองธานี บูธ O06 (โซน O หมายเลข 06) เพราะทุกการสนับสนุนสินค้าจากชุมชน คืออีกหนึ่งแรงที่ช่วยให้รายได้และคุณค่าจากผืนป่าส่งต่อกลับไปยังคนต้นทาง  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม Social Media : @aboutgoodgoods

โลกเปลี่ยนเร็ว…อย่าให้ “ความคาดหวัง” ทำให้ลูกห่างจากเรา จิตแพทย์ชวนพ่อแม่ “ฟังให้มากกว่าสอน” สร้างบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่ลูกกล้ากลับมาหา

2 กันยายน 2569 เวลา 13:37 น.

ในวันที่เด็กและวัยรุ่นเติบโตท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วกว่าเดิม ทั้งการแข่งขัน แรงกดดันจากโรงเรียน ความคาดหวังของครอบครัว และโลกออนไลน์ที่ไม่เคยปิดหน้าจอ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “เราจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ” แต่คือ “เรากำลังเลี้ยงลูกให้มีความสุขในแบบของเขา หรือกำลังพยายามสร้างลูกให้เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น” เพราะบางครั้งความรักและความหวังดี เมื่อมาพร้อมความคาดหวังและการควบคุม อาจกลายเป็นแรงกดดันที่สร้างระยะห่างในครอบครัวโดยที่พ่อแม่ไม่ทันรู้ตัว

โรงพยาบาลพระรามเก้าให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องของร่างกาย แต่รวมถึงการสร้างสมดุลกายและใจ ไปจนถึงสุขภาวะของครอบครัว  ซึ่งสะท้อนผ่านกิจกรรม Doctor Talk  สื่อสารแนวคิด “Wellness for Life: ดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ” นำความรู้จากผู้เชี่ยวชาญมาพูดคุยผ่านเรื่องใกล้ตัว เพื่อให้ประชาชนเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนในครอบครัว และนำไปปรับใช้กับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันได้จริง

ภายในงาน Mindful Fest ซึ่งจัดโดย มูลนิธิไทยคม ณ The Present Haus ราชวิถี 24 โรงพยาบาลพระรามเก้าได้ร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพใจผ่านทีมผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักศิลปะบำบัดและนักจิตบำบัด จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และจิตแพทย์ โดยหยิบยกประเด็นใกล้ตัว ตั้งแต่การดูแลใจของตนเอง การรับมือกับความเหนื่อยล้าและความเครียด ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว เพื่อให้การดูแลสุขภาพใจเป็นเรื่องที่เข้าใจและนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ “พักกายแล้ว ใจได้พักหรือยัง โดย คุณวรัญญา ถวัลย์กิจดำรงค์ ผู้ชำนาญการ นักศิลปะบำบัด Registered Canadian Art Therapist และนักจิตบำบัด EMDR, Satir โรงพยาบาลพระรามเก้า และ “เหนื่อยนัก…ต้องพักฮีลใจ” โดย พญ.ปรานี ปวีณชนา แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า

หนึ่งในเวทีสำคัญคือ “Healthy & Happy Family in the AI Era – สร้างครอบครัวสุขภาพดีและมีความสุขในโลกที่เปลี่ยนเร็ว” โดย นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ และจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับ พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ชวนพ่อแม่กลับมาทบทวนความคาดหวัง เปิดพื้นที่รับฟัง และสร้างบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจ เพื่อสร้างครอบครัวให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตไปด้วยกันในโลกยุค AI

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัญหาพฤติกรรม อารมณ์ และสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายองค์ประกอบ ทั้งพื้นอารมณ์และตัวตนของเด็ก รูปแบบการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมในโรงเรียน กลุ่มเพื่อน และโซเชียลมีเดีย ซึ่งล้วนมีอิทธิพลต่อความคิด อารมณ์ และการมองคุณค่าของตัวเอง

เด็กยุคนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เฉพาะในบ้านหรือโรงเรียน แต่มีอีกโลกหนึ่งอยู่ในโทรศัพท์ โลกออนไลน์ ทำให้เขาเข้าถึงทั้งข้อมูล การเปรียบเทียบ และแรงกดดันได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันเด็กแต่ละคนก็มีพื้นอารมณ์ ความถนัด และความสามารถไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องระวังคือการใช้มาตรฐานเดียวไปวัดเด็กทุกคน เพราะเมื่อสิ่งที่ครอบครัวหรือสังคมคาดหวังสวนทางกับตัวตนที่แท้จริงของเด็ก ความเครียดก็เกิดขึ้นได้

พญ.วิมลรัตน์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่พ่อแม่ควรสังเกตคือ “ความเปลี่ยนแปลงที่ผิดไปจากเดิม” ทั้งด้านพฤติกรรม อารมณ์ และร่างกาย เช่น เก็บตัว พูดน้อยลง หงุดหงิดหรือก้าวร้าวมากขึ้น ดูเศร้าหมอง อารมณ์แปรปรวน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือไม่อยากไปโรงเรียน เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าเด็กกำลังเผชิญกับความเครียด ความกลัว หรือปัญหาบางอย่างที่ยังไม่สามารถพูดออกมาได้

 “ก่อนจะถามว่า ‘ทำไมลูกถึงเปลี่ยนไป’ ลองเปลี่ยนเป็น ‘ช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นกับลูกหรือเปล่า’ อย่าเพิ่งตัดสินว่าเด็กดื้อ ไม่รับผิดชอบ หรือมีปัญหา ก่อนที่เราจะรู้ว่าเขากำลังเผชิญกับอะไร”

สำหรับโลกดิจิทัล การดูแลลูกไม่ควรหยุดอยู่เพียงการกำหนดเวลาใช้โทรศัพท์หรือคอยตรวจสอบว่าเด็กดูอะไร แต่พ่อแม่ควรมี ทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) เพื่อเข้าใจโลกที่ลูกใช้ชีวิต รู้เท่าทันสิ่งที่อาจส่งผลต่อความคิดและอารมณ์ และสามารถพูดคุยกับลูกได้โดยมีความสัมพันธ์ที่ดีเป็นพื้นฐาน

ท่ามกลางโลกยุค AI ที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนวิธีเรียน วิธีทำงาน และวิธีใช้ชีวิตอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญสำหรับครอบครัวไม่ใช่การพยายามวิ่งให้ทันทุกความเปลี่ยนแปลง แต่คือ การรักษาความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างกัน เพราะท้ายที่สุด ความสำเร็จของการเลี้ยงลูกอาจไม่ได้วัดเพียงว่าเขาไปได้ไกลแค่ไหน แต่อยู่ที่ไม่ว่าวันหนึ่งเขาจะสำเร็จ ผิดหวัง หรือพลาดพลั้ง เขายังรู้ว่า “บ้าน” คือพื้นที่ที่กลับมาได้เสมอ

ด้าน นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ และจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โจทย์สำคัญของการเป็นพ่อแม่คือการแยกให้ออกระหว่าง “ความรัก” “ความหวังดี” และ “ความคาดหวัง” เพราะความตั้งใจอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี หากมาพร้อมความกลัวว่าลูกจะผิดพลาดหรือล้มเหลว อาจทำให้ความหวังดีกลายเป็นการกำหนดชีวิตลูกโดยไม่รู้ตัว

พ่อแม่ทุกคนรักลูกและอยากให้ลูกไปได้ไกล แต่เด็กก็เป็นคนอีกคนหนึ่ง เขาอาจไม่ได้ชอบสิ่งที่เราชอบ ไม่ได้ถนัดสิ่งที่เราถนัด และไม่จำเป็นต้องเดินในเส้นทางเดียวกับเรา การยอมรับความแตกต่างไม่ได้หมายถึงการตามใจ แต่คือการมีขอบเขตในเรื่องที่จำเป็น ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ลูกได้คิด ตัดสินใจ เรียนรู้จากความผิดพลาด และค้นพบตัวเอง สิ่งสำคัญไม่แพ้ผลการเรียนหรือความสำเร็จคือ “ความไว้วางใจ” ในครอบครัว เพราะหากทุกครั้งที่ลูกเล่าปัญหาแล้วถูกตำหนิ สอบสวน หรือรีบสั่งสอน เด็กอาจค่อย ๆ เรียนรู้ว่าการเงียบปลอดภัยกว่าการพูด

หัวใจของการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางใจ” (Safe Zone) จึงไม่ใช่การตามใจลูกทุกเรื่อง แต่คือการทำให้เด็กรู้ว่า “ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้ความรักหายไป” โดยมีหลักสำคัญคือ “ฟังให้จบ ก่อนสอน” เพราะในวันที่ลูกเปิดใจ สิ่งที่เขาต้องการอาจไม่ใช่คำตอบหรือคำแนะนำทันที แต่อาจเป็นเพียงคนที่พร้อมรับฟังโดยไม่รีบตัดสิน

“พ่อแม่มักถามว่า ‘ทำไมลูกไม่คุยกับเรา’ แต่บางครั้งอาจต้องย้อนกลับมาถามว่า ‘ตอนที่ลูกคุย เราฟังเขาอย่างไร’ พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาให้ลูกได้ทุกเรื่อง แต่ควรเป็นคนที่เขามั่นใจว่า ต่อให้วันนี้ผิดหวัง ล้มเหลว หรือทำผิด เขายังกลับมาหาเราได้”

นพ.วิทยา กล่าวปิดท้ายว่า อีกจุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่ตัวพ่อแม่ ทั้งการรู้เท่าทันอารมณ์ ความเครียด ความเหนื่อยล้า และความคาดหวังของตัวเอง เพราะเมื่อผู้ใหญ่แบกรับภาระมากเกินไป ความสามารถในการอดทนและทำความเข้าใจลูกย่อมลดลง การสร้างครอบครัวที่มีความสุขจึงอาจไม่ใช่การพยายาม “เพิ่ม” ทุกอย่างให้ลูก แต่อาจเป็นการ “ลด” การเปรียบเทียบ การแข่งขันที่ไม่จำเป็น และมาตรฐานความสำเร็จที่ไม่เหมาะกับเด็กทุกคน เพื่อให้ทั้งพ่อแม่และลูกมีพื้นที่เติบโตในแบบของตัวเอง

โลกภายนอกอาจมีคนมากพอแล้วที่บอกลูกว่าเขาต้องเก่งกว่านี้ ต้องดีกว่านี้ หรือต้องพยายามมากกว่านี้ บ้านจึงไม่ควรเป็นอีกพื้นที่ที่เขาต้องพิสูจน์ว่าตัวเองดีพอ หน้าที่ของพ่อแม่อาจไม่ใช่การทำให้ลูกไม่เคยล้ม แต่คือทำให้เขารู้ว่า ถ้าวันหนึ่งล้มลง เขายังมีคนพร้อมฟังโดยไม่ซ้ำเติม และมีความรักที่ไม่ได้ลดลงเพียงเพราะวันนี้เขาไม่เป็นอย่างที่เราหวัง

“คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า วันนี้ลูกเรียนเป็นอย่างไร แต่คือ ถ้าวันหนึ่งเขามีปัญหาหนักที่สุดในชีวิต เขายังกล้าเดินกลับมาหาเราหรือเปล่า ถ้าเรื่องที่เจ็บที่สุด กลัวที่สุด หรือผิดพลาดที่สุด กลายเป็นเรื่องที่ลูกไม่กล้าพูดกับพ่อแม่ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเราต้องกลับมาดูความสัมพันธ์ในบ้าน”

สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาปัญหาสุขภาพใจ สามารถทำนัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์ได้ที่ ศูนย์สุขภาพจิต (Mind Center) หรือที่ LINE: @praram9hospital หรือ โทร.1270

WOODY WORLD ประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ พลิกโฉมโมเดลธุรกิจจากผู้ผลิตคอนเทนต์ สู่ผู้นำด้าน Well-being Ecosystem

3 กันยายน 2569 เวลา 12:30 น.

บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด ประกาศทรานส์ฟอร์มโมเดลธุรกิจครั้งสำคัญ ในงาน WOODY WORLD OPEN HOUSE 2027 หลังปี 2568 มีรายได้ 139 ล้านบาท โดยมีรายได้หลักจากธุรกิจ Content & Media คิดเป็น 52% พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เพิ่มขึ้น 10% ล่าสุด! เดินหน้าปรับพอร์ตธุรกิจจากบริษัทที่มีจุดแข็งด้าน Media & Content สู่การเป็นผู้นำด้าน Well-being Ecosystem หรือ ระบบนิเวศด้านการมีสุขภาวะที่ดี ภายใต้แนวคิด “MINISTRY OF LIFE: Connecting every dot of life.” หรือ “กระทรวงแห่งชีวิต เชื่อมโยงทุกจุดของชีวิต” มุ่งเชื่อม Content, Community, Experience และ Commerce เข้าด้วยกันตลอดเส้นทางของผู้บริโภค ตั้งแต่การสร้างการรับรู้ การสร้างความสัมพันธ์ การมีส่วนร่วม ไปจนถึงประสบการณ์และโอกาสทางธุรกิจ พร้อมรุกตลาด Health & Well-being เต็มรูปแบบ ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำหรับโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว

วู้ดดี้ – วุฒิธร มิลินทจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด กล่าวว่า “การจัดงาน
WOODY WORLD OPEN HOUSE 2027 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการเติบโตขององค์กรที่สั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 20 ปี โดยการเข้าสู่ตลาด Health & Well-being ไม่ได้เกิดจากการมองเห็นเพียงกระแสสุขภาพระยะสั้น แต่เป็นการมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภคในระยะยาว ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาวะโรคเรื้อรัง และแนวโน้มการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่เพิ่มขึ้น วันนี้สุขภาวะไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ครอบคลุมตั้งแต่การกิน การนอน การออกกำลังกาย สุขภาพจิต การใช้ชีวิต ไปจนถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราจึงมองเห็นโอกาสในการนำจุดแข็งของ WOODY WORLD ทั้งด้าน Content, Community, Experts และ Experience มาต่อยอดจากธุรกิจ Media & Content ไปสู่ Well-being Ecosystem ที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภค และในขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับแบรนด์และพันธมิตร”

ทั้งนี้ แนวคิด “MINISTRY OF LIFE” ทาง WOODY WORLD วางเป้าหมายให้เป็นมากกว่าการสื่อสารเชิงแบรนด์ แต่เป็น Business Direction และกลไกสำคัญในการเชื่อมศักยภาพของ WOODY WORLD และแพลตฟอร์มอื่นในเครืออย่างLifeDot และ alive dot เข้าด้วยกัน ผ่านเครือข่าย Hosts, Experts และ Community ที่แข็งแกร่ง เพื่อพาผู้คนจากการรับรู้ไปสู่การลงมือทำ และช่วยให้พาร์ทเนอร์สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ตลอดทั้ง Funnel โดยเชื่อมั่นว่า Ecosystem นี้จะช่วยให้ WOODY WORLD เติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างมีคุณภาพ

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด มีรายได้อยู่ที่ 139 ล้านบาท โดยมีโครงสร้างรายได้หลักมาจากธุรกิจ Content & Media คิดเป็น 52% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่รายได้ส่วนที่เหลือมาจากธุรกิจ Event และ Business Partnership แม้ว่าในปีที่ผ่านมาบริษัทจะมีการลงทุนสูงขึ้นในโครงการใหม่ ๆ เช่น ช่อง LifeDot และ alive dot รวมถึงการจัดงาน Life Expo เพื่อสร้างฐานธุรกิจด้าน Well-being ระยะยาว ส่งผลให้ภาพรวมกำไรปรับตัวลดลง แต่บริษัทมองว่าเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญเพื่อสร้างรากฐานการเติบโตที่ยั่งยืน

ด้านทิศทางและแผนธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้รวมเติบโตขึ้น 10% จากปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยบริษัทจะรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจ Content & Media พร้อมนำ Data และ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และพัฒนาคอนเทนต์และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น พร้อมขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่ม Medical & Wellness Tourism โดยใช้จุดแข็งของประเทศไทยด้านบริการ สุขภาพ และ Hospitality เป็นฐานในการต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดภูมิภาคเอเชีย

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในปี 2569 คือการขยายพอร์ตคอนเทนต์ให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์และ Well-being ในหลากหลายมิติ เพื่อสร้างฐานผู้ชมและ Community ที่มีความสนใจแตกต่างกัน พร้อมต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจ ได้แก่
• Kim’s Mirror : คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส รับบทพิธีกรครั้งแรก พาทุกคนสำรวจตัวตนอีกด้านของเหล่าคนดังและคนสำเร็จ ผ่านบทสนทนาที่เข้าถึงง่าย ตั้งแต่ตัวตน ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต พร้อมค้นหาความหมายของ “ความสำเร็จ” และ “ความสุข” ที่เปลี่ยนไปตามเส้นทางชีวิต
• MY DADDY James : รายการที่ดำเนินรายการโดย เจมส์ – จิรายุ ตั้งศรีสุข คุณพ่อมือใหม่สายเนิร์ด ที่ชวนแขกรับเชิญมาพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการเลี้ยงลูกและชีวิตครอบครัว
• THE LAZY GENIUS : รายการภายใต้แนวคิด “ฉลาดใช้ชีวิต ไม่ใช่ใช้ชีวิตจนเหนื่อย” โดย คริส หอวัง รับบทเป็น Fact Finder พาผู้ชมค้นหาคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง เพื่อเปลี่ยนเรื่องยากให้เข้าใจง่าย
• WandOland : รายการทอล์กโชว์ด้านความรักและความสัมพันธ์ ดำเนินรายการโดย วู้ดดี้ – วุฒิธร มิลินทจินดา และ โอ๊ต – อัครพล พร้อมเชิญคู่รักคนดังมาร่วมพูดคุยและสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับชีวิตคู่

ทั้งนี้ ในปี 2569 WOODY WORLD ได้วางรากฐานธุรกิจผ่าน 3 แกนหลัก ที่ทำงานสอดคล้องกัน เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ประกอบด้วย
1. Content & Media มุ่งพัฒนาคอนเทนต์คุณภาพผ่านเครือข่าย WOODY WORLD, LifeDot และ alive dot ครอบคลุมรายการทอล์กโชว์ พอดแคสต์ และคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ความสนใจและพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม
2. Event & Experience ต่อยอดจากผู้ชมบนหน้าจอสู่การมีส่วนร่วมในประสบการณ์จริง ผ่านกิจกรรมและอีเวนต์ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้พบปะ เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และทดลองสัมผัสโซลูชันที่ตอบโจทย์ชีวิต โดยมีเป้าหมายในการเปลี่ยนผู้เข้าร่วมจาก “ผู้ชม” สู่ “Community”
3. Well-being Community & Commerce สร้าง Community ด้านสุขภาวะที่ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือ พร้อมเปิดโอกาสให้แบรนด์และพันธมิตรนำเสนอสินค้า บริการ ที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ
“หัวใจสำคัญของ WOODY WORLD คือการรักษาสมดุลระหว่างการนำเทคโนโลยี AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน กับการรักษา Human Touch และความถูกต้องของข้อมูล เพราะในโลกที่ทุกคนสามารถสร้างคอนเทนต์ได้มากขึ้น ความน่าเชื่อถือและความเข้าใจมนุษย์จะยิ่งมีความสำคัญ เราเชื่อว่า MINISTRY OF LIFE จะทำให้ WOODY WORLD เป็นมากกว่าสื่อ แต่เป็นพันธมิตรที่ช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น และช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างคุณค่าทางธุรกิจไปพร้อมกับการสร้างคุณค่าให้กับสังคม” วู้ดดี้ วุฒิธร กล่าวทิ้งท้าย

การปรับทัพครั้งนี้สอดคล้องกับภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงไทยที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงจากรายงาน Global Entertainment & Media Outlook 2025–2029 ของ PwC ที่คาดการณ์ว่า ตลาด Entertainment & Media ในประเทศไทยปี 2568 คาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 700,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 4% จากปีก่อน และมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 2.98% ต่อปี ในช่วงปี 2568–2572 [1] ทั้งนี้ สะท้อนถึงโอกาสของผู้ประกอบการที่สามารถปรับโมเดลธุรกิจให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงได้

‘หมอเดว’นำทีมนักแสดง ‘พิ้งค์พลอย-ปูเป้-น้ำหนึ่ง-เขม’ แชร์สุขภาพใจ

3 กันยายน 2569 เวลา 12:38 น.

ช่อง 7HD ร่วมกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และแฟลทไฟว์ อินเตอร์ มีเดีย จัดเสวนา “ฟังเสียงหัวใจไปด้วยกัน” ชวน “พิ้งค์พลอย–ปูเป้–น้ำหนึ่ง–เขม” ร่วมเปิดมุมมองสุขภาพใจ ก่อนส่งต่อซีรีส์ “คลินิก Fix ใจ (Fix You, Fix Me)” เริ่ม 4 กันยายนนี้ ทางช่อง 7HD กด 35

เพราะ “สุขภาพใจ” เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ช่อง 7HD จับมือ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ บริษัท แฟลทไฟว์ อินเตอร์ มีเดีย จำกัด จัดงานแถลงข่าวและเสวนาสุขภาพใจ “ฟังเสียงหัวใจไปด้วยกัน” จากซีรีส์ “คลินิก Fix ใจ (Fix You, Fix Me)” เปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ คนบันเทิง คุณครู นักเรียน นักศึกษา และอาจารย์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะประเด็น ความรุนแรงในครอบครัวและในสังคม พร้อมชวนทุกคนกลับมารับฟังความรู้สึกของตัวเองและคนรอบข้าง ภายใต้แนวคิด “เพราะการรับฟังด้วยความเข้าใจ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาหัวใจใครบางคน” ก่อนส่งต่อซีรีส์ดราม่าอบอุ่นหัวใจเรื่อง “คลินิก Fix ใจ (Fix You, Fix Me)” ที่จะพาผู้ชมไปทำความเข้าใจเรื่องสุขภาพใจผ่านเรื่องราวของตัวละคร เริ่มตอนแรกวันศุกร์ที่ 4 กันยายนนี้ เวลา 15.00 น. ทางช่อง 7HD กด 35

งานนี้ได้รับเกียรติจาก คุณพัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการช่อง 7HD และ ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี หรือ คุณหมอเดว ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาเพื่อความถูกต้องของเนื้อหาซีรีส์ และร่วมแสดงใน “คลินิก Fix ใจ” รับหน้าที่วิทยากรในหัวข้อ “ความรุนแรงในครอบครัวและในสังคม” ถ่ายทอดความรู้และมุมมองเกี่ยวกับผลกระทบของความรุนแรงต่อสภาพจิตใจ รวมถึงชวนสังคมหันมาใส่ใจและรับฟังกันมากขึ้น

ภายในงานบรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น เปิดโอกาสให้ คุณครู นักเรียน นักศึกษา และอาจารย์ จากโรงเรียนอัสสัมชัญ ดีกรีแชมป์วอลเลย์บอลนักเรียน แชมป์กีฬา 7HD 2026, โรงเรียนเทพศิรินทร์ ร่มเกล้า, โรงเรียนราชวินิตบางเขน ตลอดจนมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเป็นกันเอง มีคุณหมอเดว ช่วยไขคำตอบได้อย่างตรงจุด และ แชมป์–ศรัณภัสร์ ตั้งไพศาลธนกุล ผู้ประกาศข่าว รับหน้าที่ดำเนินรายการ

พร้อมกันนี้ เหล่านักแสดงยังร่วมส่งต่อ “เสียงจากหัวใจ” นำโดยสองนักแสดงเพื่อนซี้ พิ้งค์พลอย–ปภาวดี ชาญสมอน และ ปูเป้–เกศรินทร์ น้อยผึ้ง ร่วมด้วย น้ำหนึ่ง–มิลิญ วาทินธนะกิจ จากซีรีส์ “4 ELEMENTS บ้านวาทินวณิช” เรื่อง “โซ่รักอัคนี” และ เขม–เขมคุณ บรรณพรรณ จากซีรีส์ “คลินิก Fix ใจ” มาร่วมแชร์มุมมองสะท้อนและเชื่อมโยงประเด็น “สุขภาพใจ” ให้เข้ากับประสบการณ์จริงของคนแต่ละคนได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ยังมี คุณบัณฑิต ทองดี ผู้กำกับการแสดง พร้อมด้วย คุณปิยรส สุนทรวิภาต เจ้าของนามปากกา “สายขิม” ผู้เขียนบทโทรทัศน์ ทีมสร้างสรรค์ซีรีส์ “คลินิก Fix ใจ”  ตลอดจน บีม–วรานิษฐ์ จิราโรจน์เจริญ นักแสดงรับเชิญ และเหล่านักแสดงเด็ก ที่มาร่วมสร้างสีสัน เติมเต็มบรรยากาศแห่งการเรียนรู้และแบ่งปันอย่างอบอุ่น พร้อมด้วย เอล่า นีรชา ไทยซูเปอร์โมเดล 2024 และ ดิว ศุภกฤต ศิลปิน TSM Management ภายใต้สังกัด ช่อง 7HD เข้าร่วมฟัง

สำหรับ “คลินิก Fix ใจ (Fix You, Fix Me)” เป็นซีรีส์ดราม่าอบอุ่นหัวใจที่หยิบเรื่องราวของผู้คนและปัญหาด้านจิตใจที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันมาถ่ายทอด เพื่อชวนผู้ชมทำความเข้าใจทั้งตัวเองและคนรอบข้าง พร้อมตอกย้ำว่า “ปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องไกลตัว” และการรับฟังโดยไม่ตัดสิน อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเยียวยาหัวใจ

เตรียมพบกับเรื่องราวที่จะพาทุกคนมาร่วม “ฟังเสียงหัวใจ” และเติมความเข้าใจให้กัน ในซีรีส์ “คลินิก Fix ใจ (Fix You,     Fix Me)” ทุกวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 15.00 น. เริ่มตอนแรก วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569  ชมสดหน้าจอทางช่อง 7HD กด 35 และชมสดออนไลน์ และรับชมย้อนหลังทาง BUGABOO.TV