‘ขวัญ อุษามณี’ ยืนยันศรัทธาในความถูกต้อง เข้าพบตำรวจหลังออกมาเป็นพยานคดี ‘แตงโม’ พร้อมขอความคุ้มครอง

2 กันยายน 2569 เวลา 17:05 น.

จากกรณีที่นางเอกสาว “ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์” ถูกนำรูปตนเองไปใช้แอบอ้างในคืนเกิดเหตุการณ์ “แตงโม นิดา” พลัดตกเรือเสียชีวิต ของวันเกิดเหตุ (24 กุมภาพันธ์ 2565) เธอตัดสินใจมาเป็นพยานปากสำคัญ ในการแจ้งความเอาผิดกับ กระติก ข้อหานำพยานหลักฐานเท็จเข้าสู่สำนวนการสอบสวน คดี แตงโมนิดาทั้งนี้เจ้าตัวเผยว่าเหตุที่เพิ่งออกมาตอนนี้ก็เพราะตนไม่เคยรู้เลยว่าอีกฝ่ายมีการนำเอาภาพของตนเองบางส่วนไปใช้เป็นหลักฐาน กระทั่งทางนายปานเทพติดต่อมา ซึ่งถ้าหากรู้เธอคงออกมาเคลื่อนไหวช่วยพี่สาวคนนี้ตั้งแต่แรกแล้ว

ล่าสุด ในวันนี้ (2 กันยายน 2569 ตามวันที่ระบุในโพสต์) มีรายงานว่า “ขวัญ อุษามณี” พร้อมด้วย อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์  ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ปากคำและมอบหลักฐานเพิ่มเติม โดยขวัญปรากฏตัวในชุดเดรสสีดำ ท่าทางยิ้มแย้มและดูผ่อนคลาย ขณะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หลังจากเสร็จสิ้นการให้ปากคำ ขวัญ อุษามณี ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว kwanusa9 ระบุถึงการเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ในวันนี้ โดยมีใจความสำคัญว่า ในฐานะลูกของตำรวจ เธอยังคงศรัทธาในตำรวจที่ยืนหยัดข้างความถูกต้อง และวันนี้เธอเลือกที่จะยืนข้างความจริงเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับ “พี่โม” (แตงโม นิดา)

นอกจากนี้ ขวัญยังได้ฝากถึงผู้ใหญ่และหน่วยงานต่างๆ ในองค์กรตำรวจ รวมถึงพลังของประชาชน ให้ช่วยกันปกป้องความจริง และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบย้อนหลังอย่างรอบด้าน หากนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตัวเธอ ครอบครัว หรือคนใกล้ชิด ถูกข่มขู่ คุกคาม หรือเกิดเหตุผิดปกติในทุกรูปแบบ โดยเชื่อมโยงกับการที่เธอออกมาทำหน้าที่เป็นพยานในวันนี้ พร้อมกับทิ้งท้ายด้วยการขอบคุณ “B3” ที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด

การออกมาเคลื่อนไหวของ “ขวัญ อุษามณี” ในครั้งนี้ นับเป็นการตอกย้ำถึงความพยายามในการแสวงหาความจริงในคดีการเสียชีวิตของ “แตงโม นิดา” ซึ่งยังคงเป็นที่คลุมเครือและอยู่ในกระบวนการยุติธรรม

จุลพันธ์ เฟิร์ม วงดินเนอร์หม่ำข้าวแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล 6 ก.ย. ไร้คุยปรับ ครม.-ไม่มีเตรียมรับศึกซักฟอก

2 กันยายน 2569 เวลา 13:39 น.

2 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะเปิดบ้านพักส่วนตัว นัดแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ในวันที่ 6 ก.ย. เพื่อเลี้ยงอาหาร จะมีการหารือเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ ว่า ไม่มี เราเป็นรัฐบาลร่วมกัน รัฐบาลเดียวกันทำงานเพื่อประชาชน ส่วนเรื่องที่สื่อและสังคมเป็นห่วงเสถียรภาพภายในรัฐบาลนั้น ยืนยันไม่มี เพราะเราพูดคุยกันตลอด อย่างการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดสงขลา ก็ทำงานก็ทำงานและประชุมร่วมกัน การทำงานของเรามีการสอดประสานกัน

ส่วนนัดกินข้าวก็เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคน ได้นั่งพูดคุยกันในบรรยากาศที่รีแล็กซ์ขึ้น ไม่ใช่การประชุมเพียงหน้างานเท่านั้น หรืออย่างรัฐมนตรีช่วยบางคนอาจจะไม่มีโอกาสไปพูดคุยกับนายกฯมากนัก ก็จะได้ไปเล่าหน้าเรื่องงานว่ามีอะไรที่ติดขัดบ้าง หรือขับเคลื่อนอะไรอยู่ เพื่อให้เดินหน้าได้อย่างราบรื่น

นายจุลพันธ์ ยังเปิดเผยอีกว่า การนัดรับประทานอาหารครั้งนี้ยังได้เชิญฝ่ายสภาด้วย เพราะการเป็นรัฐบาลไม่ได้กำหนดเฉพาะในส่วนของ ครม. แต่ยังมีการทำงานในสภา ก็จะได้พูดคุยถึงประเด็นปัญหาและข้อหารือต่างๆ ให้ครบถ้วย เพื่อให้การทำงานราบรื่นกว่าเก่า

เมื่อถามว่า สาเหตุที่เชิญฝ่ายสภาร่วมรับประทานอาหารด้วยเพื่อเตรียมรับศึกซักฟอกหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้เตรียม อย่างตนก็ไม่ได้เตรียมอะไร ขึ้นอยู่กับฝ่ายค้านที่จะซักถามข้อสงสัยเราก็ยินดีที่จะตอบอยู่แล้ว ส่วนสาเหตุที่ต้องเชิญฝ่ายสภาไปด้วยนั้น การทำงานในส่วนของรัฐบาล สภาก็ต้องขับเคลื่อนเพราะกฎหมายต้องส่งเข้าสภา

เมื่อถามว่า เรื่องฮั้ว สว. อาจจะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก จะวางบทบาทของพรรคเพื่อไทยอย่างไร ในฐานนะที่เคยผลักดันและขับเคลื่อนเรื่องนี้ในสมัยเป็นแกนรัฐบาล แต่วันนี้เป็นร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในฐานะรัฐมนตรีก็เป็นบทบาทหนึ่งในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และตนก็มีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ซึ่ง สส. มีหน้าที่ในการตรวจสอบและกำกับการทำงานของรัฐ ดังนั้นการรับฟังข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ และจึงมาตัดสินใจว่าเราจะเดินหน้าอย่างไรมีข้อมูลใหม่หรือไม่มีอะไรที่ฟังได้หรือฟังไม่ได้ ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการตามขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตย

“ส่วนกรณีฮั้ว สว. พรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นแกนนำรัฐบาลขับเคลื่อนเรื่องนี้ และเราก็เดินไปจนสุดทางแล้ว ส่งไปต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยว องค์กรอิสระ เราต้องเชื่อมั่นในกลไกการตรวจสอบ วันนี้ไม่ได้อยู่ในมือ ของพรรคเพื่อไทยหรืออยู่ในมือของ สส. การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นไปตามกระบวนการขั้นตอน แต่กระบวนการตรวจสอบมีองค์กรและหน่วยงานดำเนินการอยู่ ต้องให้เขามีอิสระ ส่วนผลจะเป็นอย่างไร หากออกมาเป็นคุณแล้วจะออกมาบอกว่าเห็นด้วย แต่พอไม่เป็นคุณแล้วก็ออกมาบอกว่าไม่ถูกต้อง ถ้าเราพูดอย่างนี้ บ้านเมืองมันเดินไม่ได้ เราก็ต้องยึดมั่นในกรอบและกระบวน ผลออกมาอย่างไร ก็ต้องยอมรับและเดินหน้าต่อ”

เมื่อถามว่า การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยจะส่งผลต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนหรือไม่ เนื่องจากถูกมองว่า พรรคเพื่อไทยน่าจะมีข้อมูลเรื่อง ฮั้ว สว.ในระดับหนึ่ง นายจุลพันธ์ ตอบกลับทันทีว่า “พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีข้อมูลอะไรเป็นพิเศษ” พรรคเพื่อไทยดำเนินการตามหน้าที่รับผิดชอบ ขั้นตอนทั้งหมดมันผ่านไปแล้ว และ ข้อมูลทั้งหมดก็อยู่ในขบวนการของหน่วยงานที่ตรวจสอบทั้งหมด ไม่ได้มีอะไรพิเศษเพิ่มเติม หรือมีข้อมูลลับที่ยังไม่ได้เปิดเผย เพราะทุกอย่างส่งดำเนินการไปหมดแล้ว ต้องปล่อยให้กระบวนการเดินหน้าต่อ

ส่วนที่มีเสียงเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยยกมือไม่ไว้วางใจไว้วาง หากรัฐบาลถูกซักฟอกเครื่องนี้ นายจุลพันธ์ ระบุว่า ใครเรียกร้องอะไรเราก็รับฟังทุกฝ่าย แต่ยังไม่มีคนมาพูดกับตนในประเด็นนี้

เมื่อถามว่าการลงมติของพรรคเพื่อไทย จะต้องยึดมติพรรคหรือให้ เป็นเอกสิทธิ์ของ สส. นายจุลพันธ์ กล่าวว่ายังไม่มีการกำหนด แต่คิดว่าไม่น่ามีอะไร เพราะในพรรคก็มีการพูดคุยกันและอยู่ในหลักการของพรรค คงไม่มีเสียงแตก เราทำงานเป็นทีม อยู่ในเส้นเดียวกัน

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยมีการพูดคุยเรื่องการปรับรัฐมนตรี ในส่วนของพรรคหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ยังไม่มี เพราะหากติดตามการทำงานรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ตนเชื่อมั่นว่า พยายามทำงานอย่างเต็มที่และสามารถที่จะส่งมอบนโยบายให้กับประชาชน มองว่ารัฐมนตรีของพรรคทำงานอยู่ในเกณฑ์บรรลุเป้าหมาย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงต้น เท่านั้นเป็นรัฐบาลมา 4 เดือนเท่านั้น ต้องให้เวลาในการพิสูจน์ตนเองและผลงาน ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาและตอบโจทย์ประชาชนได้หรือไม่

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์,พรรคเพื่อไทย,แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล,ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล,พรรคร่วมรัฐบาล,

ชัชชาติแจงด่วน ระงับใบอนุญาตรายใหม่ ปมดาต้าเซ็นเตอร์ ย้ำชัดน้ำ-ไฟไม่กระทบคนกรุง

2 กันยายน 2569 เวลา 13:58 น.

วันที่ 2 ก.ย.69 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยอนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) และนายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ร่วมแถลงข่าวกรณีพบดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพมหานคร โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการกักตุนน้ำมันเป็นจำนวนมาก

สั่งระงับใบอนุญาตใหม่ เร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์

นายชัชชาติ เปิดเผยว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเรื่องกังวลของกรุงเทพมหานคร และเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลดำเนินการแล้ว กรุงเทพมหานครไม่ได้นิ่งนอนใจได้รับแจ้งตั้งแต่มีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ข้างโรงพยาบาลพระราม 9 แล้ว และมีการสั่งไม่ให้ใบอนุญาตเพิ่มเติมตั้งแต่ 3 สัปดาห์ก่อน ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง และกรมธุรกิจพลังงาน ก็ยังไม่มีการอนุญาตเพิ่มเติมให้มีการสำรองคลังน้ำมัน ตอนนี้ทุก อย่างไม่มีการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม

สำหรับ ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นศูนย์รวมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลและประมวลผล มีมานานแล้วเป็นระบบที่ให้บริการคลาว์ ซึ่งเป็นบริการภายในของบริษัท ที่บอกว่าในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์ 30-40 แห่ง มีมานานแล้ว แต่ช่วงหลังเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนไป มีดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะมีขนาดใหญ่เพื่อให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์กับหน่วยงานอื่น ที่ผ่านมา เรามีดาต้าเซ็นเตอร์ที่มาขออนุญาตกับกรุงเทพมหานครตั้งแต่ ปี 64-65 จำนวน 6 แห่ง ได้รับใบอนุญาตแล้ว 3 แห่ง อีก 3 แห่ง ให้หยุดและทบทวนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน

เตรียมทบทวนข้อกฎหมาย ผังเมือง และการทำ EIA

ทั้งนี้ ข้อกังวลของ กทม. ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่มีนิยามในกฎหมาย ดังนั้นการขออนุญาตจะเป็นการขออนุญาตจัดตั้งคลังสินค้า ผังเมืองก็ยังไม่ได้อยู่ในข้อที่ต้องทำ EIA ไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงต้องมีการทบทวนรายละเอียดเพื่อมีคำนิยามใหม่ ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศคำนิยามของดาต้าเซ็นเตอร์มาแล้วในเดือน ส.ค.69 เชื่อว่าจะมีกระบวนการทบทวนรายละเอียดทั้งเรื่องผังเมือง หรือการทำ EIA เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น ขณะที่การใช้ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์มีขนาดแตกต่างกัน โดยในกรุงเทพมหานคร จะมีขนาด 20 เมกะวัตต์ ส่วนต่างจังหวัดอาจจะมีขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์

ยืนยันไม่กระทบการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาของประชาชน

นายเกษม ในฐานะผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง ชี้แจงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งที่เป็นข่าวอยู่ระดับแค่ 20 เมกะวัตต์ ใช้จริง 8 เมกะวัตต์ ปกติเราจะจ่ายไฟแยกโดยไม่กระทบกับประชาชน โดยพื้นที่ที่มาขอใช้ไฟฟ้าก็เป็นพื้นที่ที่การไฟฟ้านครหลวงสามารถจ่ายไฟได้ หากเทียบกับการใช้ไฟพื้นฐานของธุรกิจขนาดใหญ่ถือว่าน้อยมาก ยกตัวอย่างห้างสรรพสินค้าจะใช้ไฟขนาดใหญ่กว่านี้มาก หรือโครงการใหญ่ๆก็จะใช้ไฟมากกว่า 100 เมกะวัตต์ ยืนยันว่าการขอใช้ไฟได้รับมาตรฐานและปลอดภัย

นายชัชชาติ กล่าวยืนยันว่าไม่มีผลกระทบกับการใช้ไฟของคนกรุงเทพฯ แต่ต้องคอยติดตามต่อไป นอกจากนี้ มีเรื่องน้ำ ดาต้าเซ็นเตอร์จะมีการผลิตความร้อน ต้องมีน้ำใช้ระบบหล่อเย็น ในเรื่องนี้

รองผู้ว่าการการประปานครหลวง ชี้แจงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ปัจจุบันรายที่ใหญ่ ๆ มีการใช้น้ำเฉลี่ยรายเดือนอยู่ประมาณ 7,800 ลบ.ม.ต่อเดือน เทียบกับโรงบาลขนาดใหญ่ จะใช้น้ำ 20,000 ลบ.ม.ต่อเดือน ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 30,000-40,000 ลบ.ม.ต่อเดือน ปัจจุบันยังไม่ได้รับผลกระทบต่อการให้บริการน้ำประปา ในอนาคตเราพร้อมสนับสนุนการจัดคัดกรองการทำงานดาต้าเซ็นเตอร์ของกระทรวงพลังงาน และกรุงเทพมหานคร เราจะพยามให้ผลกระทบไม่เกิดขึ้นหรือน้อยที่สุด

นายชัชชาติ กล่าวในส่วนเรื่องน้ำเสียด้วยว่า ลักษณะของการใช้น้ำจะเป็นน้ำหล่อเย็น ไม่ได้เกิดมลพิษ พยายามนำกลับมาน้ำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนหนึ่งระเหยกลายเป็นไอ ยังไม่มีการปล่อยน้ำเสียแต่ต้องตามต่อไป ว่ามีการปล่อยน้ำอุณหภูมิสูงในคูคลองหรือไม่ หากอยู่ใน EIA ก็จะทำให้เราติดตามได้มากขึ้น

คุมเข้มการสำรองน้ำมัน หากฝ่าฝืนมีโทษเด็ดขาด

ส่วนเรื่องการสะสมน้ำมัน ข้อกำหนดของดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีไฟสำรอง 48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อกำหนดสากล ตามกฎหมายเป็นเรื่องของกรมธุรกิจพลังงานระบุว่า หากสะสมใช้ภายใน สะสมได้ไม่เกิน 500,000 ลิตร ไม่เช่นนั้นจะติดเรื่องผังเมือง

เลขาฯ รมว.กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เกิดมานานแล้วตั้งแต่ปี 63 ที่มีการขอติดตั้งถังน้ำมันเพื่อสำรองไฟฉุกเฉิน เมื่อมีเหตุไฟดับไฟตกถึงจะมีการเปิดเครื่องปั่นไฟ แต่โดยหลักการนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สั่งการว่า การขออนุญาตใหม่จะไม่อนุญาต ใครจะมาขอตั้งดาต้าเซ็นเตอร์หรือคลังสำรองน้ำมัน ขอให้หยุดไว้ก่อน เพราะเรากำลังมีบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาการใช้น้ำ ไฟ และผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม

ขอยืนยันว่ากระทรวงพลังงานจะหยุดการอนุญาตไปก่อน ส่วนที่มีการอนุญาตไปแล้ว หลายคนเข้าใจผิดและคลาดเคลื่อนในส่วนข้อมูลว่า รามคำแหง 28 มีการเก็บน้ำมันถึง 400,000 ลิตร แต่ข้อเท็จจริง ซึ่งตามใบอนุญาต ขออนุญาตไปเพียง 200,000 ลิตร ดังนั้นหากมีการเก็บน้ำมันเกิน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีถือเป็นการลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 กทม. และกรมธุรกิจพลังงาน ยังไม่อนุญาตให้กักเก็บน้ำมันก็จะดำเนินคดีเช่นกัน

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่ดีที่กรมธุรกิจพลังงานมีการกำหนดการกักเก็บน้ำมันขั้นสูงไว้ เป็นการกำหนดขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์กลาย ๆ อนาคตอาจจะมีการปรับก็แล้วแต่กรมธุรกิจพลังงานจะดูความเหมาะสม เป็นสิ่งที่กำหนดว่าเหตุใดดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีขนาดใหญ่ไม่ได้ เพราะไม่สามารถกักเก็บน้ำมันได้เกินกฎหมายกำหนด

“ที่ผ่านมาพยายามปฏิบัติตามกฎหมายทุกข้อ ไม่ได้มีการหลีกเลี่ยงหรือช่วยใคร แต่บางประเด็นอาจจะไม่ทันสมัย เพราะดาต้าเซ็นเตอร์พึ่งมาเป็นสแตนด์อโลนขนาดใหญ่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ดีที่รัฐบาลได้มีการกำหนดคำนิยามของดาต้าเซ็นเตอร์ไว้ ทำให้ทุกหน่วยงานได้กำหนดคำนิยามรวม ไปดูเรื่องผังเมือง การควบคุมอาคาร ไฟฟ้า และน้ำได้”

ส่วนที่ผ่านมามีข้อกังวลข้อร้องเรียนเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 เนื่องจากอยู่ใกล้โรงพยาบาล และอีกแห่งหนึ่งมีการร้องเรียนขณะทดสอบที่ปั่นไฟฉุกเฉินในช่วงเวลากลางคืนเพราะเสียงดัง รบกวนประชาชนที่หลับอยู่ เมื่อทดสอบตอนกลางวันก็ไม่มีคนร้องเรียน

ไขข้อสงสัย ทำไมต้องตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางเมือง?

ผู้สื่อข่าวถามถึงความจำเป็นที่ต้องมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ใจกลางเมืองและแหล่งชุมชน นายชัชชาติ กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีหลายรูปแบบ ในเมืองมีข้อดีคือ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เช่น ไฟเบอร์ออฟติก สาเหตุที่พระราม 9 เพราะมีไฟเบอร์ออฟติกเยอะเกี่ยวข้องกับความหน่วง (Latency) การที่อยู่ใกล้แหล่งข้อมูลทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ในกรุงเทพฯยังมีความเสถียรเรื่องระบบไฟ มีโครงสร้างพื้นฐาน มีบุคลากรที่มีคุณภาพอยู่ใกล้ ๆ ก็สามารถให้บริการได้ถือเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่ง เกตเวย์ของอินเทอร์เน็ตทั่วโลกมาเชื่อมที่กรุงเทพมหานคร ทำให้การเชื่อมโยงง่ายขึ้นคงมีปัจจัยที่ทางธุรกิจเลือกด้วย

นายชัชชาติ ยืนยันว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ไม่ได้ขออนุญาตต่างหาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาคารอยู่ในกระบวนการ EIA เราไม่ได้มีการขอข้อมูลนี้แยกต่างหาก ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ 30-40 แห่งที่เปิดมา 10 กว่าปี แต่การขอตั้งแบบสแตนด์อโลนขนาดใหญ่ มีประมาณ 6 แห่ง

ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ใช้เพื่อประกอบข่าวเพียงเท่านั้น

ย้ำมาตรฐานความปลอดภัย ลักลอบกักตุนน้ำมันเจอโทษหนัก

ในส่วนข้อกังวลเรื่องน้ำมัน นายชัชชาติกล่าวว่า จะต้องดูเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ตัวกฎหมายกำหนดไว้ให้สะสมน้ำมันได้ไม่เกิน 500,000 ลิตร ต้องมั่นใจว่ามาตรฐานนี้สามารถดูแลได้เข้มข้นเหมือนกับที่มีการตั้งปั๊มน้ำมันในชุมชนก็สะสมน้ำมันเป็นแสนลิตร เชื่อว่าจะมีมาตรฐานที่ทำให้หน่วยราชการมั่นใจได้ว่า มีความปลอดภัย คงต้องฝากกระทรวงพลังงานให้ตรวจสอบเข้มข้นให้ประชาชนไว้ใจได้ ตราบใดที่ประชาชนยังไม่สบายใจก็ต้องเอาให้ประชาชนมั่นใจให้ได้ ส่วนเรื่องกลิ่นต้องไปดูว่ามาจากไหน ก็ต้องฝากกระทรวงพลังงานดำเนินการต่อ

นางสาวฐิติภัสร์ ยืนยันว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9 ได้รับอนุญาตให้กักเก็บน้ำมัน หากพบลักลอบประกอบกิจการ เจ้าหน้าที่ของกรมธุรกิจพลังงานจะดำเนินคดีอย่างสูงสุดโทษ จำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมทั้งจะสแกนปูพรมตรวจทุกพื้นที่ โดยจะบูรณาการกับกรุงเทพมหานคร ในฐานะหน่วยงานในท้องที่เพื่อบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน

นายชัชชาติ กล่าวถึงกรณีดาต้าเซ็นเตอร์ที่รามคำแหง 28 ด้วยว่า ขออนุญาตในการกักเก็บน้ำมัน 200,000 ลิตร ส่วน 400,000 ลิตรที่เป็นข่าว เข้าใจว่าจะเป็นฟูลเฟสในอนาคตยังไม่ได้รับใบอนุญาต สำหรับที่เก็บน้ำมันในกรุงเทพฯ ไม่รวมดาต้าเซ็นเตอร์ มีอยู่ประมาณ 56 แห่ง ซึ่งจะต้องมีการตรวจให้เข้มข้น เพราะเป็นลักษณะการสะสมน้ำมัน ไม่ได้ใช้จำหน่าย แต่ใช้เพื่อกิจการของตนเอง

เดินหน้าจัดโซนนิ่ง และการทำงานร่วมกันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ในส่วนของโซนนิ่งไม่ได้มีข้อจำกัด แต่หากคุยกับผังเมืองแล้วมีส่วนไหนที่ห้ามทำสามารถเพิ่มได้เลย ตอนนี้กำลังทบทวนเรื่องผังเมืองเป็นโอกาสที่ดีที่จะเพิ่มนิยามใหม่ อย่างไรก็ตามวันที่ 4 ก.ย.นี้ เวลา 08.30 น. ตนเองจะเข้าร่วมประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ร่วมกับนายเอกนัฏ เชื่อว่ารัฐบาลคงมีมาตรการออกมาเพื่อจะทำให้ชัดเจน ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีแต่ต้องเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของเมืองและประชาชน ถ้าไม่เหมาะสมต้องไปอยู่ที่อื่นที่ไม่สร้างความเดือดร้อน ปัจจุบันต้องดูระเบียบให้อัปเดตและทันสมัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องผังเมืองกับดาต้าเซ็นเตอร์ต้องดูว่ามีผลกระทบอย่างไร ต้องมองไปถึงอนาคต สร้างไปแล้วสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนสามารถใช้กฎหมายอื่นไปดำเนินการได้ ผังเมืองไม่น่าใช้เวลานาน หากออกเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นแนวทางปฏิบัติได้

ส่วนที่มีการตั้งคลังสินค้าโดยไม่ต้องมี EIA ไม่ใช่เป็นการเลี่ยง แต่เขาปฏิบัติตามคำนิยามที่มี เราทำหน้าที่ต้องทำตามข้อกฎหมายที่มี เราเห็นปัญหาเราต้องรีบแก้ ยอมรับว่ากฎหมายมีช่องโหว่อยู่ จะเป็นออฟฟิศก็ไม่ใช่เพราะไม่มีคนทำงาน เป็นเวลาที่ดีมองไปในอนาคตว่าจะปรับมาตรฐานให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทโลกมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถาม ระหว่างนี้หากเกิดเหตุฉุกเฉินใครจะรับผิดชอบ นายชัชชาติ กล่าวว่า หากกรมธุรกิจพลังงานไปดูคลังน้ำมันมีปัญหาก็ต้องหยุด การใช้ไฟฟ้าหากมีผลต่อประชาชนการไฟฟ้านครหลวงต้องสั่งหยุด หากปล่อยน้ำเสียการประปานครหลวงก็ต้องสั่งให้หยุด หากก่อสร้างผิดกฎหมายกรุงเทพมหานครก็ต้องดู ขณะนี้ต่างคนต่างทำ แต่ละคนปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เชื่อว่าอนาคตจะมีการรวมศูนย์เพื่อทำในภาพรวมมากยิ่งขึ้น และต้องดูความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในแต่ละส่วน ยืนยันว่าในแต่ละส่วนไม่ได้ถูกละเลย อนาคตอาจจะมีการเพิ่มการทำ EIA หรือศึกษาบทเรียนจากที่อื่น เชื่อว่าเป็นบทเรียนเชิงบวก

เมื่อถามว่าที่มีคนถามว่ายังไม่มีกฎระเบียบ แต่ทำไมมีการสร้างไปแล้ว นายชัชชาติ กล่าวว่า กฎแต่ไม่ครอบคลุม ไม่ได้พูดถึงดาต้าเซ็นเตอร์ชัดเจนจึงเป็นจุดที่ต้องปรับให้ดีขึ้น ดังนั้นแต่ละหน่วยงานต้องคาดการณ์อนาคตให้ชัดเจนมากขึ้น สำหรับสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดที่จะทำให้ประชาชนไม่กังวลคือ ชะลอทุกอย่างในกระบวนการ และให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบเข้มข้น หากประชาชนมีข้อกังวล ขอให้แจ้งมา เราจะเข้าไปดูแลเหตุเดือดร้อนรำคาญ กลิ่นน้ำมันหรือความร้อนที่เพิ่มขึ้น

กทม., ชัชชาติ, ดาต้าเซ็นเตอร์

ภราดร คำนับ ขอบคุณ 4 รอบ หลัง เท้ง ขู่ อนุทิน เสนอเป็นนายกฯได้ ก็เอาลงได้เหมือนกัน

2 กันยายน 2569 เวลา 13:32 น.

2 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ฝ่ายรัฐบาลยินดีหากฝ่ายค้านจะเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถือเป็นอำนาจโดยชอบของฝ่ายค้าน และเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ ซักถาม หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามกระบวนการของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ขัดข้อง และยินดีให้ฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างเต็มที่ ส่วนกรอบเวลาการอภิปราย ขณะนี้ยังไม่ทราบความชัดเจนว่าจะเป็นช่วงใด แต่รัฐบาลยังยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และพร้อมตอบข้อซักถาม รวมถึงข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกขึ้นมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เมื่อถามว่า จะมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษหรือไม่ เนื่องจากอาจถูกฝ่ายค้านอภิปรายในประเด็นใด นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอดูญัตติที่ฝ่ายค้านจะยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อน เมื่อมีการยื่นญัตติแล้วจึงจะทราบว่าโจทย์หรือประเด็นที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายคืออะไร แต่รัฐบาลมั่นใจว่าสามารถชี้แจงได้ในทุกประเด็น และที่ผ่านมารัฐบาลเชื่อว่าไม่ได้ดำเนินการใดที่ผิดกฎหมาย หรือกระทำการที่เข้าข่ายทุจริตประพฤติมิชอบ

นายภราดร กล่าวว่า ส่วนข้อสังเกตที่ฝ่ายค้านอาจตั้งธงที่จะล้มรัฐบาลให้ได้นั้น เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับข้อมูลและหลักฐาน รวมถึงการชี้แจงของรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย หากฝ่ายค้านมีหลักฐานชัดเจนและรัฐมนตรีไม่สามารถชี้แจงได้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะเป็นผู้ตัดสินใจทางการเมือง โดยที่ผ่านมาการอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้ง ทั้งสองฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย

เมื่อถามถึง กรณีที่ฝ่ายค้านอาจเน้นอภิปรายพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้ว สว. นายภราดร กล่าวว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และหัวหน้าพรรคได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสมาชิกพรรคทุกคน ขอให้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว เพราะเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย โดยพรรคได้ยืนยันเรื่องนี้เป็นพิเศษตั้งแต่ช่วงที่มีการรณรงค์ให้มีการเลือกตั้ง สว. และได้ออกหนังสือถึงสมาชิกทุกคน ห้ามเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด ส่วนหากฝ่ายค้านนำประเด็นคดีฮั้ว สว. มาเป็นหนึ่งในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะถือเป็นญัตติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอดูว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติในรูปแบบใด และมีรายละเอียดอย่างไร ซึ่งรัฐบาลพร้อมตอบข้อกล่าวหาตามกระบวนการ

เมื่อถามว่า ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กรณีเกี่ยวข้องกับผู้สมัคร สว. จำนวน 229 คน ซึ่งมีกรรมการบริหารพรรคและรัฐมนตรีหลายคนอยู่ในรายชื่อ นายภราดร ย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่เคยเข้าไปแทรกแซง และจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หาก กกต. มีคำวินิจฉัยหรือมีแนวทางดำเนินการอย่างไร พรรคก็พร้อมปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรม และไม่จำเป็นต้องไปต่อสู้กันนอกเหนือจากกระบวนการของศาล เพราะมั่นใจว่าสิ่งที่พรรคได้หารือและมีการออกเป็นหนังสือแจ้งสมาชิกนั้น มีความชัดเจนว่าพรรคและสมาชิกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า หากที่ผ่านมาเคยเสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ก็สามารถเสนอให้ลงจากตำแหน่งนายกฯ ได้เช่นเดียวกัน โดย นายภราดร โค้งคำนับ พร้อมตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ขอบคุณมากครับ ขอบคุณๆ และขอบคุณ”

ฝ่ายค้าน, พรรคภูมิใจไทย, ภราดรปริศนานันทกุล, รัฐบาล, อภิปรายไม่ไว้วางใจ

“รุทธพล” แจงสอบ “ผอ.ยักษ์” ปมคดีแตงโม ยันทำตามระเบียบ-ปัดเกมการเมืองสกัดเก้าอี้

2 กันยายน 2569 เวลา 13:19 น.

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 2 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีปลัดกระทรวงยุติธรรม ตั้งกรรมการสอบ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม หรือ “ผอ.ยักษ์” ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จากปมให้สัมภาษณ์สื่อเรื่องคดีแตงโมย้อนหลัง โดยไม่ได้รับอนุญาต ว่า เท่าที่ทราบมีการร้องเรียนมาเมื่อ 8 เดือนก่อน ในยุคของปลัดกระทรวงยุติธรรมคนก่อน แต่ยังไม่ได้มีการดำเนินการอะไร แต่หลังจากปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง ได้มีการร้องเรียนเข้ามาอีกครั้ง ซึ่งตั้งแต่ครั้งแรกก็มีการแนบหลักฐานมาด้วยอยู่ก่อนแล้ว ปลัดกระทรวงยุติธรรมจึงจำเป็นต้องตั้งกรรมการสอบ เนื่องจากตามระเบียบแล้ว ผอ.ยักษ์ เป็นข้าราชการระดับ 9 จึงต้องให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้ตั้งกรรมการสอบ

เมื่อถามถึงประเด็นที่ร้องเรียนเป็นเรื่องใด พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นเรื่องให้สัมภาษณ์คดี น.ส.ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ หรือ แตงโม ดาราสาว ซึ่งตนไม่ทราบรายละเอียดว่าสัมภาษณ์เมื่อไหร่ อย่างไร

เมื่อถามว่ากระแสข่าวตั้งกรรมการสอบ เพื่อขัดขวางไม่ให้ ผอ. ยักษ์ ขึ้นตำแหน่งรองอธิบดี เพราะเคยตรวจสอบเกี่ยวกับผู้มีอำนาจทางการเมือง พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ตนได้สอบถามทางกระทรวงแล้ว ยังไม่มีการดำเนินการเรื่องแต่งตั้งรองอธิบดี และเรื่องกดดันทางการเมือง คิดว่าคงไม่ใช่ เพราะเรื่องทางการเมืองที่ดีเอสไอเคยตรวจสอบ ตอนนี้ก็ไปอยู่กับหน่วยงานอื่นหมดแล้ว

คดีแตงโม, รุทธพล เนาวรัตน์

‘ภราดร’ เผยเตรียมคุย ‘รมช.มท.’ แก้กฎกระทรวงดันให้อำนาจ ‘ท้องถิ่น’ กำหนด ‘เรทค่าจัดการขยะ’ ได้เอง

2 กันยายน 2569 เวลา 13:12 น.

วันที่ 2 ก.ย.2569 เมื่อเวลา11.10น. ที่รัฐสภา นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย รับมอบหนังสือจากนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบล กรณีขอขยายเวลาประกาศกฎกระทรวง เพิ่มอัตราการเก็บค่าจัดการขยะของประชาชน อัตรา 50 บาท ไปอีก 1 ปี หรือ หรือหากจะออกเป็นกระกฎกระทรวงจริงๆ ก็ขอให้ท้องถิ่นเป็นผู้พิจาณรากำหนดอัตราที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

นายภราดร กล่าวว่า ปัญหาวันนี้อยู่ที่กฎกระทรวงใหม่ในการกำหนดอัตราค่าเก็บขยะและกำจัดขยะ เดิมอยู่ที่ 20 บาท เพิ่มมาเป็น 50 บาท ซึ่งเงิน 20 บาท 30 บาท สำหรับพี่น้องในชนบท ถือว่าเป็นเงินที่มีค่ากับเขาพอสมควร ฉะนั้นสิ่งที่สมาคม อบต. เรียกร้องให้มีการทบทวนค่าเก็บขยะ 50 บาท โดยให้ท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นคนกำหนดเอง ซึ่งบางที่อาจจะคิดมากกว่า 50 บาท หรือบางที่อาจจะกำหนดขั้นต่ำที่น้อยกว่า 50 บาท ก็สุดแท้แต่ความสามารถของประชาชนในเขตชุมชนของเขานั้น ๆ เมื่อเรากระจายอำนาจแล้ว การจะให้เขามีอำนาจตัดสินใจเองบ้าง แต่คิดว่าควรมีเพดาน โดยจากนี้ตนจะหารือกับนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแลเรื่องนี้โดยตรง ให้ไปหารือกับทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในการปรับกฎกระทรวงนี้ ให้มีความคล่องตัว แล้วก็ยืดหยุ่นให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งการแก้ไขต้องไม่ใช่การผ่อนผันทุกๆ ปี

“ทั้งหมดนี้ ผลประโยชน์มันไม่ได้อยู่ที่ อบต. ผลประโยชน์ไม่ได้อยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลประโยชน์ก็คือไปลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดลง” นายภราดร กล่าว

คัดแยกขยะ, ภราดร

นายกฯ ลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เสด็จสวรรคต

2 กันยายน 2569 เวลา 13:08 น.

2 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามถวายความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์

ทั้งนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เสด็จสวรรคตขณะมีพระชนมพรรษา 89 พรรษา โดยสำนักพระราชวังในกรุงออสโลระบุว่า พระองค์เสด็จสวรรคตอย่างสงบเมื่อเวลา 06.35 น. ตามเวลาท้องถิ่นของนอร์เวย์ (11.35 น. ตามเวลาในประเทศไทย) ของวันศุกร์ที่ 28 ส.ค. ณ โรงพยาบาลแห่งชาติในกรุงออสโล หลังจากทรงเข้ารับการรักษาพระอาการประชวรจากภาวะความผิดปกติของพระโลหิตชนิดหายาก

ผอ.JIC เผย ไทยพร้อมโต้กลับ หลัง กัมพูชา เตรียมใช้เวทีฝรั่งเศส โจมตีปมชายแดน ย้ำไม่กังวลหากพูดข้อเท็จจริง

2 กันยายน 2569 เวลา 11:45 น.

ผอ.JIC เผย ไทยพร้อมโต้กลับ หลัง กัมพูชา เตรียมใช้เวทีฝรั่งเศส โจมตีปมชายแดน ย้ำไม่กังวลหากพูดข้อเท็จจริง ลั่นอย่าใช้เวทีทางการเมืองระหว่างประเทศ แทนกลไกทวิภาคี

2 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้อำนวยการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC ไทย) กล่าวถึงกรณีกัมพูชา เตรียมนำข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ขึ้นหารือบนเวที Francophonie หรือ องค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส พร้อมกล่าวหาว่าไทยพยายามล็อบบี้ไม่ให้ดำเนินการว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าใครพูดในเวทีไหน แต่คือพูดอะไร และสิ่งที่พูดนั้นสามารถตรวจสอบได้หรือไม่

ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่เคยกลัวการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศ แต่ยืนยันว่าปัญหาเขตแดนควรได้รับการแก้ไขผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกัน ไม่ใช่พยายามทำให้เวทีทางการเมืองระหว่างประเทศกลายเป็นผู้ตัดสินเขตแดนแทนกลไกที่มีอยู่

เมื่อถามว่า แสดงว่าไทยไม่ต้องการให้กัมพูชาพูดเรื่องนี้บนเวทีโลกหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่ใช่ กัมพูชามีสิทธิที่จะพูด และไทยก็มีสิทธิที่จะชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างสิทธิในการพูดกับอำนาจในการตัดสินเขตแดน

“การกล่าวบนเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะกล่าวกี่ครั้งว่าพื้นที่นี้เป็นของฉัน หรือเรียกอีกฝ่ายว่า ผู้รุกรานก็ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวกลายเป็นข้อยุติทางกฎหมาย”

ส่วนกรณีที่ทางการทูตกัมพูชาระบุว่าไทยเป็น “Aggressor”ผู้รุกราน ขณะที่กัมพูชาเป็น “Victim” หรือเหยื่อ นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า คำว่า ผู้รุกรานและเหยื่อเป็นคำที่มีน้ำหนักสูงมากในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ใช่เลือกเฉพาะบางช่วงของเหตุการณ์

“หากต้องการให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้าใจสถานการณ์จริง เราพร้อมเสนอลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด หลักฐานที่ตรวจสอบได้ และข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำร่วมกัน อย่าเริ่มเรื่องจากวันที่ไทยตอบโต้ แล้วลบสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นออกจากประวัติศาสตร์” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยกำลังสร้าง “fait accompli” หรือเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในพื้นที่เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านเขตแดน พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การใช้คำว่า fait accompli ไม่สามารถใช้แทนหลักฐานได้

“สถานะของเขตแดนไม่ได้เปลี่ยนเพราะตู้คอนเทนเนอร์ ลวดหนาม ถนน บังเกอร์ หรือคำแถลงข่าวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากมีความเห็นต่างเรื่องพื้นที่ สิ่งที่ควรทำคือนำข้อมูลเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับและตรวจสอบร่วมกัน ไม่ใช่ประกาศคำตัดสินผ่านสื่อก่อนที่กระบวนการจะทำงาน”

เมื่อถามว่า เหตุใดไทยจึงไม่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกทำให้เป็นประเด็นระหว่างประเทศ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ปฏิเสธประชาคมระหว่างประเทศ แต่ต้องแยกระหว่างการสร้างความโปร่งใส กับ การทำให้ข้อพิพาททวิภาคีกลายเป็นเวทีแข่งขันทางการเมือง

“ประชาคมระหว่างประเทศสามารถสนับสนุนสันติภาพ การลดความตึงเครียด และการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ แต่การกำหนดเขตแดนต้องเป็นไปตามกฎหมาย ข้อตกลง และกลไกที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ตัดสินด้วยจำนวนเวทีที่ฝ่ายหนึ่งสามารถนำข้อกล่าวหาไปกล่าวซ้ำได้” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ส่วนกรณีที่กัมพูชานำเรื่องดังกล่าวขึ้นเวที Francophonie จริง ไทยกังวลหรือไม่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่กังวล หากเป็นการพูดบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยไทยพร้อมอธิบายต่อทุกประเทศว่า ไทยต้องการสันติภาพที่มีหลักประกัน การลดความตึงเครียด การเคารพข้อตกลง และการแก้ปัญหาผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ สิ่งที่เราไม่ต้องการคือการเปลี่ยนเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศให้กลายเป็นเวทีตัดสินว่าใครผิดใครถูกจากข้อมูลของฝ่ายเดียว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันว่าใครสามารถพูดได้มากเวทีกว่า แต่ควรแข่งขันกันว่าใครทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้จริง โดยกัมพูชามีสิทธิพูด และไทยมีสิทธิชี้แจง แต่ท้ายที่สุดประชาชนของทั้งสองประเทศไม่ได้ต้องการ “สงครามถ้อยคำ” แต่ต้องการชายแดนที่สงบและปลอดภัย รวมถึงต้องการให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศสามารถนั่งลงแก้ปัญหาด้วยข้อเท็จจริงและกลไกที่ตกลงกันไว้

“กัมพูชามีสิทธิพูดทุกเวที ไทยก็พร้อมชี้แจงทุกเวที แต่ไม่มีเวทีใดทำให้ข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวกลายเป็นเส้นเขตแดนได้ เขตแดนต้องตัดสินด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริง และกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ ไม่ใช่ด้วยจำนวนครั้งที่กล่าวซ้ำผ่านสื่อ”

กัมพูชา,ชายแดนไทยกัมพูชา,JIC,

ไร้เงา หมอสรณ ศาลปกครองสูงสุดงดอ่านคำสั่ง คดีเพิกถอนมติพ้นประธาน กสทช.

2 กันยายน 2569 เวลา 11:25 น.

2 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลาง งดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา กรณีฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. มาตั้งแต่ต้น

โดย นพ.สรณ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว และให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลัง นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย เสมือนว่าไม่เคยมีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาก่อน

สำหรับสาเหตุที่ศาลปกครองสูงสุด งดการอ่านคำสั่งในวันนี้ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีคือ นพ.สรณ ไม่ได้เดินทางมาศาล และไม่ได้มอบอำนาจให้บุคคลใดมารับฟังคำสั่งแทน ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีคือคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีตัวแทนเดินทางมารับฟังคำสั่ง โดยจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดจะดำเนินการแจ้งคำสั่งให้ นพ.สรณ ในฐานะผู้ฟ้องคดีได้รับทราบต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า นพ.สรณ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้งดการเผยแพร่คำสั่งหรือคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ต่อสาธารณะ ขณะที่ในการนัดอ่านคำสั่งวันนี้ มีสื่อมวลชนเดินทางมาเฝ้ารอติดตามและรายงานข่าวเป็นจำนวนหนึ่ง

ศาลปกครองสูงสุด,หมอสรณ,นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์,กสทช,

รัฐบาลเร่งอัดฉีด 40 ล้าน ช่วยโรงเรียนเอกชนชายแดนใต้ ก่อนปิดปีงบฯ ดูแลผู้ได้รับผลกระทบกว่า 3 หมื่นคน

2 กันยายน 2569 เวลา 11:14 น.

2 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้เร่งรัดการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเร่งปรับโอนเงินสนับสนุนวงเงินประมาณ 40 ล้านบาท ภายในก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2569 นี้ เพื่อใช้ดูแลนักเรียนและผู้ได้รับผลกระทบรวมกว่า 30,000 คน ในจังหวัดชายแดนใต้

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการเร่งรัดการสนับสนุนเงินช่วยเหลือแก่โรงเรียนเอกชนในพื้นที่ที่มีความจำเป็น เพื่อบรรเทาภาระด้านการจัดการศึกษาและดูแลนักเรียนให้สามารถเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมสภาพคล่องและความมั่นคงในการดำเนินงานของสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งบรรเทาภาระของสถานศึกษาและรักษาความต่อเนื่องของการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่

นอกจากนี้ ในเรื่องของสวัสดิการบุคลากรทางการศึกษา รัฐบาลยังได้รับฟังข้อเสนอให้ขยายสิทธิการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและการเข้าถึงสถานพยาบาลให้แก่บุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเอกชนให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อเสริมหลักประกันด้านสุขภาพ ลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ โดยรัฐบาลจะนำข้อเสนอที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ย้ำว่า มาตรการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนในชายแดนใต้ดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อดูแลผู้เรียนและบุคลากรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์เฉพาะด้าน ขณะเดียวกันก็ยังเดินหน้าพัฒนาสวัสดิการครูเอกชนในภาพรวมควบคู่กันไป เพื่อสร้างความมั่นคงและคุณภาพให้ระบบการศึกษาเอกชนทั้งประเทศ

รัฐบาล,โรงเรียนเอกชนชายแดนใต้,กระทรวงศึกษาธิการ,จังหวัดชายแดนภาคใต้,