ดึงมวลชน-บินถกมาเลย์ พูดคุยสันติสุข รบ.ตั้งทีมประเทศไทย

2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ดึงมวลชน-บินถกมาเลย์ พูดคุยสันติสุข รบ.ตั้งทีมประเทศไทย สั่งยกเครื่องข่าวกรอง

นายกฯอนุทิน กำชับกลางครม.ดับไฟใต้ เน้นความปลอดภัยชีวิต-ทรัพย์สิน ต้องมาก่อน สั่งทุกหน่วยบูรณาการข่าวกรองแบบ“ทีมประเทศไทย” มองงานมวลชนสำคัญ ต้องทำควบคู่กระชับความร่วมมือมาเลเซียติดตามผู้ก่อเหตุ พร้อมกระบวนการพูดคุยสันติสุขภาคใต้ ครม.ตั้งพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ นั่งเลขาธิการ สมช.คนใหม่

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่จังหวัดสงขลา มีมติแต่งตั้ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ นั่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คนที่ 24 ซึ่งย้ายข้ามห้วยจาก เสธ ทบ. ถือเป็นทหารคนที่ 17 ที่มาทำหน้าที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ว่า ได้รับฟังความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน ทั้งเรื่องการบริหารแนวชายแดน จะดำเนินการอย่างไร หรือหากจะมีนโยบาย ในการปิดด่าน ก็ได้รับเสียงสะท้อนว่า หากปิดหมด ก็ทำมาหากินลำบาก ซึ่งต้องรับฟัง ส่วนจุดไหนที่ยังไม่มีความเสี่ยงมาก ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมหรือกำกับดูแล สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการสื่อสารซึ่งกันและกัน อีกเรื่องคือการปรับปรุงแผนควบคุมสถานการณ์และมาตรการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งได้ประชุม สมช.ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ต้องปรับปรุงรูปแบบการทำงานให้บูรณาการร่วมกัน อย่างชัดเจน

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สมัยก่อน เมื่อพูดถึงการบูรณาการ นายกรัฐมนตรีคนนึง รัฐมนตรีมหาดไทยก็คนนึง แต่วันนี้เป็นคนเดียวกันแล้ว การบูรณาการจะเห็นเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรี ก็กำกับดูแลตำรวจ กองทัพ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ดูแลฝ่ายปกครอง เพราะฉะนั้นจากนี้ไป ก็จะเห็นว่า นายอำเภอ ตำรวจ ทหาร หน่วยงานความมั่นคง พลเรือน จะร่วมกันทำงานร่วมกัน และก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือบุคลากรให้เหมาะสม โดยทั้ง 4-5 คน ที่เป็นหัวเรือนี้ ต้องทำงานร่วมกันให้ได้

เมื่อถามว่าเมื่อวานนี้ ผลการหารือกับคนในพื้นที่ โดยชูธงคนในพื้นที่ช่วยแก้ไฟใต้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องทำงานร่วมกัน ประชาชนบอกให้รัฐบาลต้องทำแบบนี้ รัฐบาลก็ต้องรับฟังทั้งหมด แต่ทุกท่านก็ต้องช่วยรัฐบาลด้วย เพราะรัฐบาลไม่มีทางรู้จักคนในพื้นที่ได้มากกว่าญาติพี่น้องของพวกเขาที่อยู่ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นอยากเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว รัฐบาลมีทั้งงบประมาณและสิ่งสนับสนุนต่างๆ

“เจตนาเพื่อทำให้พวกเขา สามารถสร้างสันติสุขในพื้นที่ของพวกเขาได้ ถ้าพวกเขาร่วมมือกันในการทำงาน แลกเปลี่ยนข่าวสารซึ่งกันและกัน และที่สำคัญคือการเจรจา ต้องไม่ปิดช่องเจรจา ซึ่งเราได้มีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อความมั่นคง โดยเน้นเรื่องการเจรจา และต้องเคารพกฎหมาย โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตรงไหนที่ต้องเข้าไปปราบปราม หรือหากเขามารังแกเรา ทำเรื่องความไม่สงบ เราก็ต้องดำเนินการ ตรงนี้ไม่มีใครห้ามเราอยู่ ไม่ใช่เราไม่พูดคุยกับเขาเลย”

เมื่อถามว่าการปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้ จะทำให้ไฟใต้ดับลงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า” มันต้องดีขึ้น จะมาบอกว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นมา 30-40 ปีแล้ว พอมาเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งเดียว โอ้โหจะเปลี่ยน แล้วมั่นใจได้เลย มันไม่มีใคร พูดได้ แต่ตนมั่นใจว่า ฝ่ายรัฐบาล ภายใต้การนำที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าจะได้เห็นการบูรณาการความร่วมมือ ในฝ่ายบริหาร ที่ให้บริการพี่น้องประชาชน อย่างเป็นหนึ่งเดียวแน่นอน ตอนนี้สิ่งเดียวที่คาดหวัง และอยากให้เกิดขึ้นก็คือ การร่วมมือของพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย ในการที่จะทำให้ความสงบสุขเกิดขึ้น”

เมื่อถามว่าการที่จะแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้จะเป็นการเพิ่มจำนวนเก้าอี้ สส. ให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ร้องโอ้โห ก่อนจะบอกว่า” อย่าไปถามแบบนี้ นี่เป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหน ตอนนี้เป็นรัฐบาล ต้องมีหน้าที่ทำเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะเลือกพรรคไหนมา หากเป็น 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็ต้องสร้างสันติสุข และสร้างเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กลับถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ ว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเองเป็นประธาน workshop ด้านความมั่นคง ซึ่งได้มีการหารือสถานการณ์ในปัจจุบัน และสถานการณ์ในวันที่ 22-23 สิงหาคมที่ผ่านมา เห็นว่าจะต้องมาดูและหาแนวทางต่างๆในการแก้ไขในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภาคใต้ ให้เกิดความเข้มแข็งและเข้มข้นยิ่งขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

โดยเรื่องเฉพาะหน้าที่ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชน เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยได้เน้นการทำงานแบบบูรณาการในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องการข่าว ข่าวกรอง ต้องทำงานในลักษณะทุกหน่วยงานเป็นทีมประเทศไทย แล้วต้องเป็นไปด้วยความแม่นยำ ทันท่วงที

อีกหนึ่งประเด็นที่ได้มีการหารือกัน คือเรื่องงานมวลชน ที่จะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งความเข้าใจการเข้าถึงประชาชน และสร้างโอกาสให้กับประชาชนในพื้นที่ ในส่วนของมิติสุดท้ายคือเรื่องความร่วมมือกับมาเลเซีย ความมั่นคงชายแดนและ และการติดตามผู้ที่ก่อเหตุความไม่สงบ รวมถึงกระบวนการพูดคุยสันติสุขภาคใต้ ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่าในเร็วๆ นี้จะบินไปหารือกับ รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย

ทีมประเทศไทย, พูดคุยสันติสุข

ฝังคนโกงสอบ มท.สั่งผู้ว่าฯทั่วปท. ห้ามจ้างเหมาทำงาน

2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ฝังคนโกงสอบ มท.สั่งผู้ว่าฯทั่วปท. ห้ามจ้างเหมาทำงาน

“วรศิษฎ์” รับเพิกถอนคนโกงสอบ 3,868 ราย กระทบงานแต่เลี่ยงไม่ได้ เตรียมให้ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศสำรวจมีการจ้างเหมาคนกลุ่มนี้หรือไม่ บอกห้ามท้องถิ่นไม่ได้ เหตุใช้งบฯ ตัวเอง มีอิสระในการตัดสินใจ แต่เตือนผิดจริยธรรมผู้บริหาร ส่วนจะขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามสอบราชการหรือไม่ ต้องรอคดีอาญาจบ

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 1 กันยายน 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เปิดเผยกรณีกระทรวงมหาดไทยร่อนเอกสารในการสกัดผู้รับจ้างเหมา หลังมีกระแสข่าวว่ามีการจ้างเหมาผู้ถูกเพิกถอน มีการวางมาตรการอย่างไรว่า เบื้องต้นผู้ที่มีคะแนนมีปัญหา มีความจำเป็นต้องเพิกถอน ขณะนี้เพิกถอนครบทั้งหมดทั่วประเทศแล้ว 3,868 ราย

“ยอมรับว่าเมื่อวานนี้รู้จากข่าวว่าอาจมีคนบางกลุ่ม ไปใช้วิธีการจ้างเหมาแทน ก่อนหน้านี้ตนเองได้กำชับ อธิบดีกรมสถ.และ อธิบดีกรมสถ.ไปแล้ว พร้อมทั้งมีการทำหนังสือซักซ้อมไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ระวัง เพราะคนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มคนที่ต้องดูเป็นพิเศษ เบื้องต้นจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ สำรวจว่ามีการจ้างเหมาให้กับคนกลุ่มนี้อย่างไรบ้าง เมื่อได้เป้าหมายครบแล้ว ก็จะมีการตรวจสอบ โดยจะขอความร่วมมือกับ ป.ป.ช. และปปท. เข้ามาดูแลเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน” รมช.มหาดไทย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการจ้างเหมา จะใช้งบประมาณจากไหน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เป็นงบประมาณของท้องถิ่น จริงๆแล้ว ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจและบริหารอยู่แล้ว ดังนั้นในการที่เราจะห้ามไปเลย คงไม่มีสิทธิ์ สิ่งที่ทำได้คือ เข้าไปดูในรายละเอียด และเตือน หากทราบอยู่แล้วว่าบุคคลเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการทุจริต ยังไปจ้างเหมาอีก มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผิดจริยธรรมผู้บริหารอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทั้งหมด 3,868 รายที่มีการเพิกถอน จะถูกขึ้นบัญชีดำ ไม่สามารถที่จะกลับมาสอบเป็นข้าราชการได้อีกใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า อันนั้นจะเป็นขั้นต่อไปหลังจากคดีอาญาเสร็จสิ้น

เมื่อถามว่า รอยต่อที่จะมีการเรียกบรรจุใหม่ในช่วงเดือนตุลาคม หลังผู้ที่ถูกเพิกถอนไปแล้ว จะกระทบกับงานหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวยอมรับว่า กระทบอยู่แล้ว เพราะ 3,868 รายถือว่าเป็นปริมาณที่เยอะ แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะที่มาของคนกลุ่มนี้ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก ดังนั้น จึงต้องดึงออกมา และบรรจุคนใหม่กลับเข้าไป

เมื่อถามว่า บอกได้หรือไม่ว่า ในส่วนงานที่ได้รับผลกระทบมีตำแหน่งใดบ้าง นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า กระจายทุกตำแหน่ง เพราะทุกตำแหน่งที่เปิดสอบ มีบุคคลเหล่านี้อยู่ทั้งหมด

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า จากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งเรื่องมา กลุ่มที่มีการสอบ ด้วยความความสามารถของตนเองและมีการบรรจุไปแล้ว ในการประกาศผลครั้งใหม่ ลำดับใหม่ดีขึ้นเขาก็มีการเรียกร้องว่าอยากที่จะมีการเลือกที่ใหม่ เพราะเขารู้สึกว่าเสียสิทธิ์ เรื่องนี้อยู่ระหว่างให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดูในเรื่องของความเป็นไปได้ และวิธีการอยู่ ว่าจะอำนวยความสะดวกให้คนกลุ่มนี้อย่างไร สิ่งสำคัญจะต้องไม่กระทบกับสิทธิ์ของคนอื่น ให้ทุกอย่างไปด้วยกันได้พร้อม ๆ กัน ขอย้ำว่าอยู่ระหว่างรอข้อมูลสรุปอยู่

โกงสอบ

อนุทินนัดคุยพรรคร่วม สู้ศึกซักฟอก เปิดบ้านกินข้าว6กันยา

2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

อนุทินนัดคุยพรรคร่วม สู้ศึกซักฟอก เปิดบ้านกินข้าว6กันยา ฝ่ายค้านเล็งยื่นปลายปี ‘ไอซ์’บุกจี้สอบTH-AI

“อนุทิน”ถือฤกษ์ ก้าวสู่เดือนที่ 6 หลังเข้ามาบริหารประเทศเปิดบ้านพักส่วนตัวนัดกินข้าวครม.พรรคร่วมรัฐบาล กระชับมิตร 6 กันยายนนี้พร้อมรับมือศึกซักฟอกฝ่ายค้าน ส่วนงานเลี้ยงครม.สัญจร “ภูมิใจไทย-เพื่อไทย”ชื่นมื่น“หนู-เชน”ร้องเพลงกระชับสัมพันธ์ “รักชนก-ธีระชาติ”ยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการ TH-AI Passport ชี้พิรุธล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล ลั่นอยากเห็นคนทำผิดติดคุก“ไชยชนก” บอกไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่เห็นต้องกังวล ยันพร้อมชี้แจงทุกอย่าง แจงปมคนเทียบสู้ของฟรี ไม่ได้ เหตุเพิ่งเปิดให้ใช้งาน ยังไงก็ดีกว่า

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เตรียมนัดคณะรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลพบปะรับประทานอาหารร่วมกันในวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายนนี้ ที่บ้านพักส่วนตัวของนายกฯภายหลังเข้ามาบริหาราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการเข้าสู่เดือนที่ 6ซึ่งถือเป็นการนัดพบปะกันครั้งแรก หลังจากที่รัฐบาลภายใต้การนำพรรคภูมิใจไทย(ภท.)เข้าบริหารประเทศ

โดยจะมีการพูดคุยถึงการทำงานในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเตรียมความพร้อมในการรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ซึ่งรัฐมนตรีทุกคนต้องเตรียมพร้อมข้อมูลในเนื้องานหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง เพราะนอกจากจะชี้แจงข้อซักถามหรือข้อสงสัยของสมาชิกฝ่ายค้านในเวทีสภาผู้แทนราษฎร ยังถือโอกาสนี้ชี้แจงต่อประชาชนด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจากนัดพบกับคณะรัฐมนตรีพรรคร่วมแล้ว นายกฯจะนัดพบกับสส.พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งหมดอีกครั้งซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้นัดวันเวลาดังกล่าว

“ภูมิใจไทย-เพื่อไทย”ชื่นมื่น

ก่อนหน้านี้ช่วงค่ำของวันที่31 ส.ค.ที่ผ่านมาที่โรงแรมลากูน่า แกรนด์แอนด์สปา สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จภารกิจลงพื้นที่จังหวัดสงขลาตลอดทั้งวัน ทางจังหวัดสงขลา ได้จัดเลี้ยงอาหารค่ำต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นของพรรคร่วมรัฐบาล

สำหรับบรรยากาศภายในงาน มีรัฐมนตรีสลับกันขึ้นไปร้องเพลง โดยจังหวะหนึ่งมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้ร้องเพลง“เล่าสู่กันฟัง” ของเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ซึ่งนายอนุทินได้ไปยืนตบมือเชียร์ และนำช่อดอกไม้ขึ้นไปให้นายยศชนัน

ขณะที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้นำลองกองจำนวน 1 พวงขึ้นไปให้เช่นกัน และยังมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ขึ้นไปหอมแก้มนายยศชนันสร้างเสียงฮือฮาให้กับคนในงาน

‘หนู-เชน’ร้องเพลงกระชับสัมพันธ์

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณรัฐมนตรี และคณะภายในงานว่า“เราทำงานกันมาทั้งวันตั้งแต่เช้า หลายคนเดินทางมาตั้งแต่เมื่อวาน มีผลสรุปมากมายที่ตนคิดว่าในวันพรุ่งนี้จะ ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเห็นชอบ ในหลายนโยบายที่ล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน มีชีวิตชีวาบ้าง ในใจของเรามีเรื่องห่วงเรื่องกังวลอยู่ตลอดเวลา นานๆมีโอกาสเช่นนี้สักครั้ง มาพบกัน ขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่มาร่วมงานโดยพร้อมเพรียงเป็นขวัญและกำลังใจให้กับตัวตน ผู้จัดงาน และทุกคนที่ อยู่ร่วมกันวันนี้”ก่อนจะร่วมร้องเพลง“เธอทั้งนั้น”ของGroove Ridersให้กับบรรดาคณะรัฐมนตรีและเพลง“ศรัทธา”ของหิน เหล็ก ไฟ ปิดท้ายงาน

ภายหลังเสร็จสิ้นงาน ผู้สื่อข่าวได้แซวนายยศชนันว่า ช่วงนี้โดนหอมบ่อยโดยนายยศชนันกล่าวว่า“รู้จัก เป็นเพื่อนกัน” ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะถามนางสาวศุภมาสถึงการหอมครั้งนี้ ซึ่งนางสาวศุภมาสระบุว่าให้กำลังใจเขา ในฐานะรัฐมนตรี อว.คนใหม่ เพราะตนเคยเป็นรมว.อว.มาก่อน สนิทกันอยู่หมู่บ้านเดียวกัน

เล็งเสนอหมอเอกนั่งโฆษกรบ.

นายอนุทิน กล่าวถึงกรณีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมียุทธศาสตร์อย่างไรว่า เป็นการสับเปลี่ยนภารกิจ เนื่องจากมีเรื่องสตรีในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตนทราบมาว่านางสาวรัชดา ธนาดิเรก ได้ทำเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้วจึงอยากให้มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาช่วยงานตนในเรื่องงานกลุ่มสตรี ในเขตภาคใต้ รวมถึงช่วยงานอื่นๆ ด้วยส่วนโฆษกรัฐบาลคนใหม่ก็น่าจะเป็นนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือหมอเอก ซึ่งเป็นคนมีประสบการณ์ทางการเมือง เป็นสส.มาก่อน ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

เมื่อถามว่าโฆษกคนใหม่เคยอยู่พรรคก้าวไกลมาก่อนนายกฯตอบทันทีว่า อยู่พรรคภูมิใจไทย เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยนานแล้ว

ฝ่ายค้านจ่อซักฟอกรัฐบาล

ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าย)กล่าวถึงการยื่นญัตติอภิปรายรัฐบาลว่า พรรคฝ่ายค้านตัดสินใจจะยื่นทั้ง 2 อย่าง ทั้งอภิปรายทั่วไปมาตรา 152 และอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตาม มาตรา 151แม้รัฐบาลจะบริหารประเทศมาเพียง 4-5 เดือน แต่ปัญหาก็ยังรุมเร้า คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ที่นายกรัฐมนตรีไม่เคยพูด โยนให้รมว.คลัง โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยโตช้าที่สุดในอาเซียน ในภาวะการคลังวิกฤต รัฐบาลพูดแต่การแจกเงินให้ประชาชนซึ่งเป็นปัญหาอยู่

แต่การทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น นายกฯยังสับสนในเรื่องการทำนโยบาย และบางเรื่องยังมีความขัดแย้งกันอยู่ เช่น ดาต้าเซนเตอร์อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องสังคมและความมั่นคงก็เป็นปัญหามาก เป็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเรื่องใหญ่ที่สุดคือการบริหารราชการแผ่นดิน การตั้งหน่วยงานหรือยุบหน่วยงานราชการต่างๆ รวมถึงความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน

ซัดรัฐบาลดีแต่ทำคอนเทนต์ไม่ได้

“ฉะนั้น ในหลายเรื่องเหล่านี้เราจะนำส่วนหนึ่งไปอภิปรายโดยไม่ลงมติก่อน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ นายกฯกับรัฐบาลจะบริหารงานตามคอนเทนต์ เป่าแซกโซโฟน ทำท่าตีวอลเลย์บอลไปวันๆไม่ได้ เพราะปัญหาบ้านเมืองไปลึกมาก และชาวบ้านเดือดร้อนมาก ดังนั้น แก้ปัญหาด้วยคอนเทนต์ทางโซเชียลฯ ไม่ได้ แต่ต้องเอามาพูดอย่างจริงจังว่าปัญหาบ้านเมืองในเวลานี้อยู่ตรงจุดไหน แล้วจะเดินต่อไปให้บ้านเมืองรอดได้อย่างไร” นายสาทิตย์ กล่าว

คาดยื่นซักฟอกปลายสมัยประชุม

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามที่ผู้นำฝ่ายค้านได้แจ้งไว้ โดยในสัปดาห์นี้พรรคฝ่ายค้านจะคุยถึงแนวทางในการยื่นชัดเจนมากขึ้น ก่อนที่จะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

“จากการพูดคุยเบื้องต้นเข้าใจว่าจะยื่นอภิปรายทั่วไปก่อนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและช่วงนี้มีเรื่องใหญ่เยอะโดยในวันที่ 7-9 กันยายน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระ 2 และ 3 และในวันที่ 14 กันยายน ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีวาระสำคัญในคดีฮั้ว สว.ที่ฝ่ายค้านจับมือกันทำงาน หากผลเป็นอย่างไร ก็ยังไม่จบ ฝ่ายค้านต้องเดินหน้าต่อ”นายสาทิตย์ย้ำและว่าในช่วงเดือนกันยายน ถือว่ามีเรื่องใหญ่เยอะแล้ว ดังนั้นการยื่นซักฟอกอาจจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน และยังมีเดือนธันวาคม อีกครึ่งเดือน ซึ่งเป็นช่วง 70 วันที่ต้องเลือกวันในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เชื่อรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้

“ตามหลักเสียงของฝ่ายค้านไม่สามารถล้มรัฐบาลในสภาได้อยู่แล้ว แต่ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้จุดอ่อนเยอะ แผลเยอะ การทำงานก็ไม่มีความชัดเจนแน่นอน เพราะทุกวันนี้อาศัยการทำคอนเทนต์สร้างกระแสไปวันๆ ใช้อินฟลูเอ็นเซอร์เข้ามาช่วย กับหาทางลดแลกแจกแถม แต่พอถึงปัญหาวิกฤตการคลังทำไม่ได้ ไปไม่ออก ก็ใช้วิธีรำอย่างที่เห็น จึงต้องใช้ความจริงมาพูดกัน เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความจริงและผลลัพธ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน หากถูกเปิดปมความจริงและไม่สามารถชี้แจงได้ก็ยาก” นายสาทิตย์ กล่าว

เบรค‘หนู’ไม่ต้องทอดสะพาน

เมื่อถามกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ชวนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาทานข้าวกับนายกฯ อร่อยกว่าไปกินที่โรงแรมพูลแมนแน่นอน เป็นสัญญาณอะไรหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่าเป็นการทอดสะพานได้ แต่ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่รับสะพานอะไรทั้งนั้นที่จะไปร่วมเป็นรัฐบาลขอย้ำว่าบ้านเมืองตอนนี้จำเป็นต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ หากมีรัฐบาลเสียงข้างมาก ทำงานกันแบบรำไปมา ไม่ได้เข้าถึงประเด็นปัญหาที่แท้จริง และไม่มีผลงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมที่มากกว่าการกู้เงินมาแจกถึงเวลาที่ต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพและยืนยันที่จะทำงานอย่างจริงจัง ไม่มีค้าน แล้วรอไปร่วมรัฐบาล

เมื่อถามย้ำว่าหากเป็นสนามเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีโอกาสหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า สนามเลือกตั้งครั้งหน้าไม่รู้จะเกิดเมื่อไหร่ เที่ยวนี้พรรคประชาธิปัตย์มีแค่ 21 เสียง หากเที่ยวหน้ามีสส.มากกว่านี้ ตอนนั้นก็ค่อยมาดูว่าจะเดินไปในทิศทางอย่างไร การเลือกตั้งครั้งหน้ายังอยู่อีกไกล และมีสูตรสมการทางการเมืองเกิดใหม่ขึ้นเยอะ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องนับฟ้า

ไอซ์ยื่นสอบTH-AI Passport

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ยื่นสำนวนพร้อมพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

โดย น.ส.รักชนกกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยบอกว่าหากมีการเปิดใช้งานโครงการดังกล่าวและมีผู้เข้าใช้งานคนแรกเมื่อไหร่ จะดำเนินการยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ทันที ซึ่งวันนี้ได้ทำหนังสือร้องเรียนและรวบรวมพยานหลักฐานที่หาได้ทั้งหมดมาส่งมอบให้กับ ป.ป.ช. สำหรับบุคคลที่ตนร้องเรียนในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี, นายพชรอนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) รวมถึงกรรมการบริหารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง

เปิดพิรุธกำหนดสเปกในTOR

น.ส.รักชนกกล่าวอีกว่า สำหรับนายไชยชนก เป็นข้อกล่าวหาในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเมื่อปรากฏข้อพิรุธและความผิดปกติของโครงการแล้ว กลับไม่ได้พยายามหยุดยั้งหรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่ข้าราชการรายอื่นเป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่าง TOR โดยหนึ่งในข้อพิรุธสำคัญคือ การกำหนดสเปกใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่าต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่น้อยกว่า 400 จุดทั่วประเทศ จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 6,000 จอ ในสาขาไม่น้อยกว่า 1,500 แห่ง และจอในห้างสรรพสินค้าไม่น้อยกว่า 200 จุด ซึ่งมีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าวได้

น.ส.รักชนกกล่าวด้วยว่า ข้อน่าสังเกตอีกประการคือ ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งกับบริษัทที่ครอบครองสื่อจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ ซึ่งพบว่ามีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (UBO) กลุ่มเดียวกัน และมีที่ตั้งจดทะเบียนอยู่ในสถานที่เดียวกัน โดยพรรคประชาชนได้ทักท้วงประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่กระทรวงดิจิทัลฯ กลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามข้อทักท้วง

ขอให้กลับไปเริ่มต้นให้ถูกต้อง

น.ส.รักชนกกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินของโครงการโดยสัญญาในช่วงแรกกำหนดให้เป็นการเหมาจ่าย ซึ่งต่อให้มีผู้ลงทะเบียนใช้งานเพียงคนเดียว เอกชนคู่สัญญาก็จะได้รับเงินเต็มจำนวนประมาณ 1,600 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay per use) ในภายหลัง

“จุดหมายปลายทางของเรา เราย้ำอีกครั้งว่าเราอยากที่จะยกเลิกโครงการนี้ กลับไปเริ่มต้นใหม่เลย ถ้าท่านคิดว่ามันดีจริง มันคุ้มค่า ท่านกลับไปเริ่มต้นใหม่ในแบบที่มันถูกต้อง กลับไปเขียน TOR ให้ทุกคนสามารถเข้าแข่งขันได้” น.ส.รักชนกกล่าว

ลั่นอยากเห็นคนติดคุก

น.ส.รักชนกกล่าวต่อว่า จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 1.3 ล้านคน และมีผู้ใช้งานจริงประมาณ 1 แสนคน เมื่อคิดจากค่าใช้จ่ายต่อหัวตามที่กระทรวงระบุไว้ หากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องจ่ายเงินสูงถึง 1,600 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าการใช้งานจริงอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท จึงน่าตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวเป็นการหากินกับเงินนอกงบประมาณ หรือเป็นการปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินไปยังบริษัทที่สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งหากพรรคประชาชนไม่นำเรื่องนี้มาตีแผ่ให้สาธารณะจับตา เอกชนก็อาจได้รับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาทจากรูปแบบสัญญาเดิมไปแล้ว เมื่อถามว่า การยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ครั้งนี้จะสามารถหยุดโครงการได้หรือไม่ น.ส.รักชนกกล่าวว่า มาถึงวันนี้คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบและถูกลงโทษ

“ปลายทางสุดท้ายแล้ว ถ้าคดีสิ้นสุด ดิฉันก็อยากเห็นคนติดคุก ในเมื่อกล้าที่จะผลักดันออกมา ท้าทายสายตาประชาชน ท้าทายการจับตาของสื่อ ท้าทายกฎหมายมากๆ ถึงปลายทางสุดท้าย ถ้าฟ้าสีทองมันผ่องอำไพขึ้นมาสักวันหนึ่ง ดิฉันก็อยากเห็นคนกระทำผิดต้องติดคุก ต้องรับโทษ” น.ส.รักชนกกล่าว

‘ไชยชนก’บอกไม่กังวล

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีนางสาวรักชนก ยื่นหนังสือร้องเรียน พร้อมพยานหลักฐานต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิดนายไชยชนก และผู้บริหารกระทรวงดีอี ปมล็อกสเปกโครงการ TH-AI PASSPORT ว่า ทราบเรื่องแล้ว ไม่ได้กังวล เพราะไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย หากมีกระบวนการใดๆที่ต้องไปชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมที่จะเข้าร่วมทุกอย่างไม่มีข้อกังวลใดๆ

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการตอบข้อซักถามกับทาง ป.ป.ช. นายไชยชนก กล่าวว่า ให้ตามความเป็นจริงทุกอย่าง เราไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้มีอะไรต้องกังวล

ย้ำทำทุกอย่างทำตามกฎหมาย

เมื่อถามถึงกรณีนางสาวรักชนก ท้าให้ปลัดดีอี หากอยากฟ้อง ก็ดำเนินการฟ้องได้เลย นายไชยชนก กล่าวว่า ประเด็นนี้ไม่ทราบ พร้อมถามผู้สื่อข่าวกลับว่า ทำไมปลัดดีอีต้องฟ้อง เพราะได้ปฏิบัติตามหน้าที่ในชั้นกรรมาธิการ และเราเองก็ปฏิบัติตามหน้าที่ ตนจึงไม่เห็นว่ามีเหตุจำเป็นที่เราจะต้องฟ้องร้องอะไร เนื่องจากฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ตรวจสอบ ฝ่ายรัฐบาลก็ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมาย ก็ไม่มีเหตุจำเป็นในการฟ้องร้อง แม้จะมีการสื่อสารที่ไม่ให้เกียรติ มีการข่มขู่ แต่ตนมองว่า เป็นเรื่องบุคลิกของบุคคล ตนเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นปลัดดีอี หรือ ข้าราชการ ที่อยู่ในการกำกับดูแลของตน จะคิดฟ้องเรื่องพวกนี้ อาจจะเสียความรู้สึก อาจไม่ให้ความร่วมมือ แต่ย้ำว่า เราทำทุกอย่างตามกรอบกฎหมาย

เมื่อถามว่า มีการนำเรื่อง TH-AI PASSPORT มาโจมตีทางการเมืองบ่อยครั้ง นายไชยชนก กล่าวว่า คงแล้วแต่มุมมอง มุมหนึ่งอาจจะมองว่า รุนแรง เป็นเป้า แต่ตนคิดว่า ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสดีกว่า และการได้รับความสนใจก็จะทำให้ประชาชนเห็น และรับรู้เรื่องโครงการมากขึ้น ซึ่งก็หวังว่า จะทำให้ประชาชนมาทดสอบ มาลองใช้ ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใดก็ตาม ตนเชื่อว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้

สว.ชีวะภาพโต้‘ไอลอว์-พรรคส้ม’

นายชีวะภาพ ชีวะธรรม สมาชิกวุฒสภา (สว.) และประธานคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา แถลงชี้แจงกรณีถูกกล่าวหา ในเวทีเสวนา “ผู้นำฝ่ายค้าน เรื่อง การเมืองไทยในวิกฤติความเชื่อมั่น ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ว่า กรณีเสวนาในวันนั้นอ้างว่าเพื่อความยุติธรรม แต่กลับไม่ให้ความยุติธรรมกับผู้อื่น โดยเฉพาะบุคคลที่สาม รวมถึงสุนัขหลังอานของตน ชื่อ “เจ้าอ้วง” ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ตนจึงต้องใช้เวทีนี้ในการชี้แจง ประเด็นแรก ตนมั่นใจว่าตัวเองมีคุณสมบัติที่จะได้รับเลือกเป็นสว. เพราะตนเป็นถึงหัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระดับซี 10 จึงลาออกแล้วมาสมัครรับเลือกสว. เพราะในกลุ่มสิ่งแวดล้อมที่มีผู้สมัครหลักร้อยคน ตนมีศักยภาพที่จะได้รับเลือกอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไปฮั้วกับใคร

พรรคร่วม, ศึกซักฟอก, อนุทิน, เปิดบ้านกินข้าว

ครม.เคาะรถไฟทางคู่ ทุ่มแสนล้าน ชุมพรถึงปาดังเบซาร์

2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ครม.เคาะรถไฟทางคู่ ทุ่มแสนล้าน ชุมพรถึงปาดังเบซาร์ พัฒนา5จว.ชายแดนใต้ ไฟเขียวประกันภัยพิบัติ เดินหน้าลุย‘นิคมจะนะ’

นายกฯนำถกครม.สัญจรนัดแรกสงขลา ดันพัฒนาเศรษฐกิจ-มั่นคง-สังคม-ป้องกันภัยพิบัติ ดัน “รถไฟทางคู่สายใต้ เฟส 2” ชุมพร-สุราษฎร์-ปาดังเบซาร์ วงเงิน 1 แสนล้าน ยกระดับเยียวยา ไฟเขียว“ประกันภัยพิบัติ” 30 ล้านครัวเรือน ใช้งบ 1.5 หมื่นล้านต่อปีคุ้มครอง 7.5 หมื่นล้าน ทั้ง“อุทกภัย-วาตภัย-แผ่นดินไหว”ใช้เงินน้อยกว่า แต่ดูแลปชช.ดีขึ้น เล็งครม.สัญจรรอบหน้าอีสานที่อุดรฯพร้อมดันโครงการ 5จังหวัดชายแดนใต้สู่แผนปฏิบัติจริง เดินหน้า 44 โครงการเร่งด่วน 1,269 ล้านบาท‘พิพัฒน์’รับหนังสือกลุ่มจะนะต้นแบบ เห็นด้วยพัฒนาพื้นที่ ย้ำชัดไม่มี”แลนด์บริดจ์-SEC”แน่นอน แต่เดินหน้านิคมฯจะนะ ยึดตามกรอบผลศึกษาSEA

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ นอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1 / 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียน ในพื้นที่ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่เป็นพื้นที่หน่วงน้ำและป้องกันน้ำท่วมสำคัญในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

เมื่อนายกฯเดินทางมาถึงแก้มลิง มีนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ พร้อมด้วยนายสมยศ พลายด้วง สส. สงขลา พรรคภูมิใจไทย พร้อมส่วนราชการให้การต้อนรับ

ติดตามแผนป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

จากนั้นนายกฯจะรับฟังรายละเอียด การจัดการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำ ที่นายณรงค์พรได้ของบประมาณเพิ่มจากรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นเครื่องสูบน้ำ หรือการขุดลอกคูคลอง เพื่อเป็นการเตรียมรับน้ำของปี 2569 และ รองรับหากเกิดเหตุอุทกภัยในอนาคตซึ่งรายละเอียดของอ่างเก็บน้ำแก้มลิงนี้ นายณรงค์พร รายงานต่อนายกฯว่าจะสามารถเพิ่มการกักน้ำจาก 500,000 ลูกบาศก์เมตร เป็นประมาณ 1,300,000 ลูกบาศก์เมตรซึ่งเตรียมขออนุญาตใช้ที่ดินว่างของเทศบาลเมืองคอหงส์ 25 ไร่ เป็นพื้นที่ในการทำอ่างเก็บน้ำเฟส 2 รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้ในฤดูแล้ง และเป็นพื้นที่เก็บกับน้ำในฤดูฝน เพื่อไม่ให้เกิดอุทกภัยเข้าไปใน อำเภอหาดใหญ่ช่วงหนึ่งมีเจ้าหน้าที่แนะนำตัวเพื่อรายงานรูปแบบการดำเนินการโครงการนี้ที่จะขอเสนองบต่อรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ตอบกลับว่า “ที่อยู่ตรงนี้ไม่เห็นมีใคร Say no สักคน ไม่ต้องดูแล้ว เห็นหน้านายกฯ ก็มั่นใจได้แล้ว”

นายกฯนำถกครม.สัญจรนัดแรก

จากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางด้วยรถบัสไฟฟ้ามาเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งแรกของรัฐบาลนายอนุทิน

ครม.สวมเสื้อผ้าทอลายราชวัตร

โดยนายกฯและครม.สวมชุดผ้าทอลายราชวัตรสีฟ้าแกมเทา ซึ่งเป็นผ้าทอด้วยมือเป็นลายดอกเล็กๆ ที่คณะกรรมการดำเนินงานฝ่ายจัดเตรียมเครื่องแต่งกาย ของที่ระลึก และการจัดนิทรรศการจังหวัดสงขลา ได้จัดเตรียมให้คณะรัฐมนตรีสวมใส่

ทั้งนี้ นายกฯได้เยี่ยมชมนิทรรศการหน่วยงานในพื้นที่ ช่วงหนึ่งที่เยี่ยมชมบูธ เสน่ห์ไทยเสน่ห์สงขลา ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งมีมาสคอตอุลตร้าแมนมาโปรโมทการท่องเที่ยว โดยนายกฯได้เข้าไปถ่ายรูปและทำท่าปล่อยพลังกับอุลตร้าแมนซึ่งเป็นท่าเดียวกับท่าพลัสของพรรคภูมิใจไทยและททท.ยังได้มอบภาพถ่าย รูปนายกฯถ่ายคู่กับน้องเนเน่รอยัล ให้นายกฯด้วย ก่อนที่นายกฯจะพบปะกับนักศึกษาที่มาต้อนรับและร่วมถ่ายภาพเซลฟี่อย่างเป็นกันเอง จากนั้นนายกฯถ่ายภาพร่วมกับครม. ผู้ว่าราชการจังหวัดกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และผู้แทนภาครัฐ

ชูดันศก.-ท่องเที่ยว-ความมั่นคง

จากนั้นนายกฯกล่าวเปิดการประชุมครม.ตอนหนึ่งว่า การประชุมครม.ที่จังหวัดสงขลาเป็นครั้งแรกของรัฐบาลที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ขอบคุณในการเตรียมงานที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครอบคลุมในทุกประเด็นและสามารถทำให้รัฐมนตรีทุกท่านสามารถลงพื้นที่ปฎิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่ในจังหวัดสงขลาพร้อมรับทราบถึงปัญหาของพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องความมั่นคง เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องของคุณภาพชีวิตและที่สำคัญที่สุดเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและการป้องกันภัยจากธรรมชาติและภัยที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งการประชุมครม.สัญจรในวันนี้ถือเป็นการประชุม ครม.สัญจรครั้งแรกของรัฐบาล เดิมรัฐบาลตั้งใจจะมาประชุมที่นี่ตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาเพื่อมาติดตามการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหา แต่ด้วยเหตุหลายประการทำให้การประชุมต้องเลื่อนออกไป

ลุยป้องกันรับมือภัยจากธรรมชาติ

นายกฯ กล่าวต่อว่าเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ครม.ได้แยกกันไปลงพื้นที่เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาและการรับฟังความเห็นจากประชาชนในพื้นที่และได้กลับมาร่วมกันประชุมกับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ซึ่งเราได้ข้อมูลมามากพอสมควรที่จะทำให้เราเกิดมโนภาพที่เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจทำให้จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยได้รับการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นในทุกมิติ สิ่งที่เราได้ติดตามโครงการสำคัญหลายๆโครงการที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ทำไปเพื่อการป้องกันและบรรเทาภัยจากธรรมชาติทั้งหลายให้คลี่คลายลงและถ้าเป็นไปได้คือไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป โดยต้องมีการตรวจสภาพความพร้อมของหน่วยงาน ความคืบหน้าของโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว การฟังข้อคิดเห็นจากประชาชนในด้านต่างๆ

จัดเมนูซอฟต์พาวเวอร์เสิฟครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเมนูอาหารนำเสิร์ฟให้ครม.เป็นอาหารท้องถิ่นจังหวัดสงขลา เมนูอาหารว่าง (หรอยหนัด) ประกอบด้วย ต้มสามเหลี่ยมไส้ไก่หยองไข่แดงเค็ม ขนมไข่เตาถ่าน และเมล่อนทองระโนด ขณะเมนูอาหารเช้า (หรอยแรงใต้แรงอก) ประกอบด้วย ข้าวต้มปลากะพง 3 น้ำ จากกลุ่มแม่น้ำทะเลสงขลา ปลาท๋องโก๋ สังขยาหรือนมข้น และเค้กสะหวา ส่วนเมนูอาหารกลางวัน (หรอยจังฮู้) ประกอบด้วย แกงส้มปลากะพง 3 น้ำ มะม่วงเบาสำรับสงขลา 2 วัตถุดิบ GI ขนานแท้ ปลากระบอกทองหอม ใบเหลียงผัดไข่ ก๋วยเตี๋ยวถนัดศรี ไก่ทอดหาดใหญ่ ข้าวมันไก่เบตงสำรับรสแห่งไก่สายพันธุ์ใต้ และลูกตาลกะทิสด ไอติมไทย-ไท และมีเมนูฮาลาล ประกอบด้วย ซุปเนื้อฮาลาล ข้าวมันไก่ฮาลาล ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นสูตรต้นตำรับ และลูกตาลกะทิสด ไอติมไทย-ไท

นายกฯแถลงผลครม.สัญจรสงขลา

ต่อมาเวลา12.25น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่าวันนี้คณะรัฐมนตรีกำหนดแนวทางเร่งด่วนหรือควิกวินเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการอย่างเต็มที่ทันทีครอบคลุม4เรื่องสำคัญคือเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ

ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ด้วยตัวเองทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำ และผู้สนับสนุนไปพร้อมกัน นอกจากนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเช่นกระทรวงการคลังที่ให้พิจารณาด้านการเงินและภาษีโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกิจซอฟต์โลน บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมรวมถึงกระทรวงคมนาคมให้ดำเนินการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานีและร่องน้ำสงขลา เป้าหมายของรัฐบาลคือต้องการให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้ และสามารถเติบโตไปกับเศรษฐกิจของภูมิภาค

ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาความยากจนดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และการประกอบอาชีพ โดยรัฐบาลมอบหมายให้ออกแบบและก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 วงเงินเบื้องต้น 250 ล้านบาท และจะได้หารือกับประเทศมาเลเซียเพื่อให้แรงงานไทยได้ได้รับการคุ้มครอง และดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ

จ่อใช้AIช่วยตรวจคนเข้าเมือง

ด้านความมั่นคง รัฐบาลจะเดินหน้าความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนา หัวใจสำคัญคือรัฐต้องทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกกับประชาชน ต้องเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่รวมถึง AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัย และการบริหารจัดการจุดผ่านแดน เป้าหมายคือสร้างความสงบสร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตทำมาหากินเพื่อประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง

เร่งจัดสรรงบป้องกันภัยพิบัติ

ด้านการป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติวงเงินรวมกว่า142ล้านบาท ทำการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่และเทศบาลเมืองควนรัง จังหวัดสงขลา

นอกจากนี้รัฐบาลเห็นชอบการดำเนินการปรับปรุงโครงการแก้มลิงคลองเรียนอีกด้วย ที่สำคัญการประชุมวันนี้ได้เห็นชอบหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากการรอรับเงินเยียวยาไปสู่ระบบการประกันภัยแบบครัวเรือนแนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิมเมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีเป้าหมายครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้ายครัวเรือนทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้

ดัน‘รถไฟทางคู่สายใต้เฟส2กว่า1แสนล.

นายกฯกล่าวว่านอกจากมาตรการเร่งด่วนดังกล่าวรัฐบาลยังเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคใต้ในระยะยาว คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการที่เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่งในรูปแบบของรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงิน 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งระยะระยะที่ 2 มีเส้นทางภาคใต้ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี , สุราษฎร์ธานี – ชุมทางหาดใหญ่และชุมทางหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์

นอกจากนี้ ตนได้ขอให้สภาพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาเร่งการศึกษาในการเชื่อมต่อจากชุมทางหาดใหญ่ไปยังอำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ด้วยเพื่อให้การคมนาคมขนส่งระบบเป็นไปไปด้วยความสมบูรณ์เป็นการเชื่อมสิ่งต่างๆตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล โครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง และการขนส่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคใต้กับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย

ดันสะพานข้ามเชื่อมเพิ่มมูลค่าศก.

ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเดินหน้าโครงการสำคัญ เช่น สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาซึ่งเมื่อวาน(31ส.ค.)ได้เป็นสักขีพยานในการเร่งดำเนินการระหว่างกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม และผู้รับจ้าง ทำให้ภาคใต้ของประเทศไทยจะมีสะพานเชื่อมแผ่นดินใหญ่ที่จังหวัดกระบี่ไปยังเกาะลันตาน้อย และลันตาใหญ่ จากนี้ไปประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินทางโดยรถยนต์หรือแม้แต่การขับขี่จักรยานไปเที่ยวจากจังหวัดกระบี่ไปยังเกาะลันตาและเกาะลันตาน้อยได้ซึ่งถือเป็นของการเดินทางที่ไม่ใช่ทางเรือเพียงอย่างเดียวและยังมีสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาที่จะทำให้เกิดความเชื่อมระหว่างจังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง จากเดิมที่ต้องเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่งลดเหลือเพียง20นาทีซึ่งจะเป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกเส้นทางหนึ่ง ที่จะทำให้ต้นทุนการดำรงชีวิตการขนส่งสินค้า ลดลงจำนวนมาก และจะเป็นการยกระดับเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้น

เดินหน้าพัฒนา5จว.ชายแดนใต้

นายกฯกล่าวว่าการมาประชุมครม.ภาคใต้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการประชุมในพื้นที่ แต่เป็นการนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง เราไม่ได้รับฟังแล้วจบ แต่ต้องรับฟังแล้วลงมือทำซึ่ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีศักยภาพเป็นอย่างมากทางด้านเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว การค้าชายแดน ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือการสนับสนุนศักยภาพเหล่านี้ และเร่งแก้ไขข้อจำกัด ที่ทำให้ประชาชนที่ยังไม่ไม่สามารถใช้ศักยภาพตรงนี้ของพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งรัฐบาลทำงานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เศรษฐกิจดีขึ้น ความปลอดภัยต้องมีเพิ่มมากขึ้น โอกาสต้องมีเพิ่มมากขึ้นและคุณภาพชีวิตของประชาชนต้องดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตนและคณะรัฐมนตรีพร้อมรับฟังสนับสนุนและทำงานกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลังความสามารถ เราจะเดินหน้าพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างโอกาสสร้าง ความมั่นคง สร้างคุณ และภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน

ครม.สัญจรรอบหน้าอีสานไปอุดรฯ

นายกฯกล่าวว่าเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้ตนคิดว่าคงต้องมีรูปแบบของการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ขณะนี้กำหนดอย่างไม่เป็นทางการไว้ว่าในการประชุม ครม.สัญจรครั้งต่อไปคงไปภาคอีสานน่าจะเริ่มจากศูนย์กลางธุรกิจเศรษฐกิจในภาคอีสานโดยอาจเริ่มที่จังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดต่อไป และพยายามไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด ตอนนี้เป็นระดับภาคก่อนแล้วค่อยเป็นระดับจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัดตามที่เวลาจะอำนวยในแต่ละช่วง

ชูประกันภัยถ้วนหน้า30ล้านครัวเรือน

นายกฯยังกล่าวถึงโครงการประกันภัยถ้วนหน้าว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้การคุ้มครองประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยคุ้มครองภัย 3 แบบ คืออุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็นความคุ้มครองที่อยู่อาศัยวงเงินสูงสุด 100,000 บาท ต่อหลังคาเรือน/ต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อไปและคุ้มครองชีวิต กรณีเสียชีวิตจ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือเบื้องต้นสามารถจ่ายได้ภายใน 15 วัน และช่วยเหลือเพิ่มเติมภายในอีก 15 วัน

โดยภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ถ้าเทียบแล้วน้อยกว่าจำนวนเงินที่เราต้องจ่ายเรื่องของการเยียวยา ทั้งค่ารักษาพยาบาลค่าถุงยังชีพค่าตั้งศูนย์พักพิง ถือว่าเป็นการประกันความเสี่ยงถ้าไม่เกิดพายุเลยก็ถือว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้ ทั้งนี้ วงเงินที่คุ้มครองประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาเราใช้ 45,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าเป็นไปตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลังคำนวณมาเบื้องต้น เราจะใช้จ่ายเงินที่น้อยลง แต่การคุ้มครองประชาชนจะเป็นจำนวนที่มากขึ้นซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

ดัน44โครงการเร่งด่วน5จว.ใต้1.2พันล.

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ(Workshop)ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ

โดยที่ประชุมครม.มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาข้อเสนอโครงการสำหรับ5จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติราชการประจำปีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขอรับการจัดสรรงบฯ ตามขั้นตอนต่อไป ดังนี้1.โครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน (พร้อมดำเนินการได้ทันที) รวมทั้งสิ้น 44 โครงการ งบประมาณ 1,269.02 ล้านบาท 2. ข้อเสนอเชิงนโยบายของพื้นที่ที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน รวมทั้งสิ้น 59 โครงการ งบประมาณ 62,336.44 ล้านบาท

พร้อมขับเคลื่อนพัฒนา 4ด้านสำคัญ

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบในหลักการข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อน (Quick win)และข้อเสนอเพื่อดำเนินการในระยะยาว 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ เช่น ปรับปรุงเงื่อนไข Soft Loan ลดขั้นตอนด่าน ตม. ศุลกากร พัฒนาระบบออนไลน์ และตั้ง One Stop Service การประกอบธุรกิจ 2. ด้านสังคม เช่น ออกแบบโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 และทำ MOU แรงงาน ไทย – มาเลเซีย 3. ด้านความมั่นคง เช่น ยกระดับ ชรบ. เป็นเครือข่ายความปลอดภัย และติดตั้ง CCTV ให้ครอบคลุม 4. ด้านภัยพิบัติ เช่น เพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ สร้างศูนย์พักพิง ผู้ประสบภัย จ.ปัตตานี และเร่งฟื้นฟูถนนเสียหาย

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในพื้นที่ 5 จังหวัดให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว สำหรับโครงการที่เห็นควรขอรับการจัดสรรงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินรวม 67 ล้านบาท

นอกจากนี้ ครม.เห็นชอบยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานชายแดนใต้ ต่ออีก 5 ปี ลดภาระผู้ประกอบการ รักษาฐานการผลิต–การจ้างงานในพื้นทีทั้งนี้ครม.เตรียมปรับกฎกระทรวงขอใช้ประโยชน์ในเขตป่า เพิ่มกิจกรรมจาก 10 เป็น 16 ประเภท เปิดยื่นคำขอออนไลน์ ลดขั้นตอนตรวจพื้นที่ อำนวยความสะดวกประชาชน–หน่วยงานรัฐ

‘พิพัฒน์’เผยแผนพัฒนาถนนลงใต้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ร่วมแถลงผลประชุมครม.สัญจร จ.สงขลา หลัง ครม.อนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ สายใต้ 3 เส้นทางว่าในส่วนเส้นทางจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ไป อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)จะมีการออกแบบเสร็จเดือนมกราคมจากนั้นจะทำอีไอเอแล้วจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ส่วนประเด็นที่จะตอบสนองประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคม ได้มีการเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์M82 เพิ่มเติม ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว รวมระยะทางเปิดทดลองให้บริการ 25 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะลงมาทางภาคใต้

ขยายถนนปราณบุรีถึงสงขลา

นายพิพัฒน์กล่าวอีกว่า อีกส่วนคือโครงการที่กำลังพัฒนา ถนนสาย N 8(นครปฐม-ชะอำ)ซึ่งเป็นถนนที่จะคู่ขนานถนนเพชรเกษม หรือสายใต้เดิมที่จะผ่านทางนครปฐมและมาเชื่อมเข้าสู่เพชรบุรีโดยเราจะมีถนนคู่ขนานอีกเส้น จากนครนครปฐมไปเขาย้อย แล้วจากนั้นจะวิ่งไปทางแก่งกระจาน แล้วจะมาทะลุที่อำเภอปราณบุรี ซึ่งเป็นถนนคู่ขนานกับสายเพชรเกษม ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อเพื่อเพิ่มศักยภาพการเดินทางและขนส่ง โดยแผนต่อไป กระทรวงคมนาคมจะมีการยกระดับมอเตอร์เวย์ปราณบุรีไปถึงจ.สงขลาก่อนที่จะแยกไปยังจ.นราธิวาสโดยรูปแบบจะให้เลนขวาเป็นมอเตอร์เวย์ทั้งขาไปขากลับและทางเดิมจะขยาย2เลนทั้งซ้ายและขวา

‘พิพัฒน์’รับหนังสือกลุ่มจะนะต้นแบบ

วันเดียวกัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมและนายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคมพร้อมด้วย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย รับยื่นหนังสือจากกลุ่มชุมชนจะนะต้นแบบ ที่มารวมกลุ่มกันมี่บริเวณ สำนักงานเทศบาลคอหงษ์ จังหวัดสงขลา โดยนายพิพัฒน์ กล่าวภายหลัวได้รับหนังสือตามข้อเสนอของกลุ่มจะนะต้นแบบพร้อมให้การยืนยันว่าจะรับข้อเสนอนำไปพิจารณาร่วมกับนายกรัฐมนตรี

ยันครม.สัญจรมุ่งแก้อุทกภัยถาวร

จากนั้นนายพิพัฒน์ เปิดเผยว่าตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นการประชุม ครม.สัญจร ครั้งแรกของรัฐบาลชุดนี้ เมื่อปีที่แล้วจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง ประสบปัญหาอุทกภัยอย่างหนัก นายกฯจึงมีเจตนามาเพื่อรับทราบปัญหาต่างๆโดยเฉพาะปัญหาที่ได้รับจากอุทกภัยครั้งที่ผ่านมา ซึ่งการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นมีการมอบงบประมาณเพื่อที่จะลอกคูคลอง ไปยังอบต. ท้องถิ่น ก่อนที่จะถึงฤดูน้ำหลาก จากการหารือกันก็มีหลายแนวทาง รวมไปถึงยังมีการดูแลสตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ซึ่งในพื้นที่สงขลาก็มีการพูดคุยถึงการป้องกันอย่างถาวรด้วย ซึ่งเราไม่สามารถทำเสร็จได้ภายใน 1 ปีหรือ 5 ปี แต่ต้องใช้ระยะเวลา 7 – 10 ปี มีการเข้ามาศึกษา โดยกระทรวงคมนาคม และกระทรวงอื่น ให้มีการประสานมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) หาดใหญ่ ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะเป็นพื้นที่แอ่งกระทะ แต่สิ่งที่สามารถทำได้เลย ในเบื้องต้นคือการซักซ้อมดูแลอุปกรณ์และเมื่อเกิดการเตือนภัยในระยะ 3 วันสุดท้ายก่อนเกิดเหตุ การโยกย้ายผู้สูงอายุ คนป่วย เด็กเล็ก สุภาพสตรี จะทำอย่างไร ขณะที่รถที่จมน้ำ เจ้าของก็ยอมขายซาก แต่ก็ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไร ส่วนบ้านพี่เลี้ยงในพื้นที่หาดใหญ่ คือ บ้านที่แข็งแรง และมีความพร้อม มีน้ำดื่มและอาหารแห้งพร้อม และต้องมาดูต่อที่ศูนย์อพยพว่าเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรไม่ให้โรงพยาบาลเกิดความล้มเหลวเหมือนปีที่ผ่านมา

“ย้ำว่ารัฐบาลไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ หลังจากนี้ก็กระจายไปยัง3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดยะลาไม่มีทางออกสู่ทะเล ดังนั้นน้ำทั้งหมดที่ไหลมาจากยะลา ต้องผ่านปัตตานี ซึ่งก็จะต้องมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมครม. เพื่อหาทางออก”

เดินหน้านิคมฯจะนะ-ยึดกรอบSEA

ส่วนโครงการในพื้นที่อำเภอจะนะ จะเข้าครม.ในรูปไหนนั้น เพราะมีการศึกษา SEA อยู่แล้ว นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเข้ามาศึกษาร่วมกับม.อ.ที่มาศึกษาการตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่จะนะและมีนักลงทุนมาจากเอกชนแล้ว ซึ่งที่ดินไม่เกี่ยวกับรัฐ แต่รัฐเพียงแต่ออกใบอนุญาตให้สิ่งอำนวยความสะดวก เรารับข้อเรียกร้องจากชุมชนต้นแบบ ซึ่งข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อ ตนเองได้บอกไปแล้วว่ารัฐบาลไม่ได้ขัดข้อง แต่รัฐบาลคงไม่ใช่ผู้ลงทุน ดังนั้น ต้องหาและประสานภาคเอกชนในการลงทุนโรงไฟฟ้า แต่รัฐบาลจะเป็นคนกลางในการต่อรองสิทธิประโยชน์ที่ชาวจะนะ ควรจะได้รับ ซึ่งเมื่อมีอุตสาหกรรมเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาจะมีอีกมากมาย ทั้งสาธารณสุข การจ้างงาน

ส่วนผลการศึกษา SEA ที่มีการศึกษามา 5 ปีแล้ว การพัฒนาจะยึดกรอบผลการศึกษาหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ ระบุว่า ตอนนี้ SEAคัดค้านอย่างเดียว คือ ท่าเรือน้ำลึกที่จะนะ แต่อย่างอื่นไม่ได้คัดค้าน เขาพร้อมแต่เรื่องสีผังเมือง เรากำลังปรับกันอยู่ ทำสีผังเมืองใหม่และจะยึดหลักตามกรอบการศึกษา เราต้องการสร้าง

ย้ำชัดไม่มีแลนด์บริดจ์-SECแล้ว

เมื่อถามถึงโครงการแลนบริดจ์ ที่มีการเรียกร้องให้นำเข้า ครม. นั้น นายพิพัฒน์ย้ำว่าไม่มีการทำโครงการดังกล่าว ซึ่งนายกฯได้ประกาศล้มเลิก ยกเลิก SEC ก็ไม่มี ตนเองประกาศไปหลายครั้งแล้ว แต่การที่มาบอกว่าจะให้นำเข้า ครม.นั้น มันไม่มีเหตุจะนำเข้าไปเพื่ออะไร ทุกคนประกาศชัดเจน ว่าเรายกเลิก และยุติคำว่าแลนด์บริดจ์ เพราะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เราไม่สามารถหยุดการพัฒนาได้ อะไรที่เป็นโอกาสที่ทำให้ไทยมีเศรษฐกิจดีขึ้น

“ส่วนตัวคิดว่าจะต้องทำการศึกษาต่อ เราจะไม่ยุติเพียงเท่านี้ ไม่อยากให้ลูกหลานในอนาคตบอกว่า รัฐมนตรีชุดนี้ไปรับประทานหญ้ามา หรือรับประทานอะไรมา ไม่รู้จักคิด เราต้องคิดต่อ โดยเฉพาะตนเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ในภาคใต้ ดังนั้นตนก็ต้องพยายาม ประเทศอื่นเขาพยายามแย่งชิงท่าเรือฝั่งทะเล ฝั่งมหาสมุทร แต่ประเทศไทยกลับเป็นประเทศที่ปฏิเสธตลอดเวลาว่าเราไม่ต้องการมีกิจกรรมในฝั่งมหาสมุทรอินเดีย หรือทะเลอันดามัน ซึ่งขณะนี้ประเทศมาเลเซีย มีการสร้างท่าเรือที่รัฐปีนังและสร้างรถไฟความเร็วสูงจากปีนังข้ามไปยังกวนตัน เป็นระยะทาง 640กิโลเมตร ก็คล้ายกับแลนด์บริดจ์ของประเทศไทยซึ่งมีความยาว 90 กิโลเมตร แต่เมื่อเป็นความประสงค์ของคนภาคใต้ ว่าไม่เอา กลัวจะไปเหมือนกับEEC ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เราก็ไม่เอา แต่เราต้องคิดเพื่อการพัฒนาต่อไป ที่เราคิดวันนี้เพื่ออนาคตของลูกหลานของเรา ยังศึกษาต่อ แต่แลนด์บริดจ์และSECไม่มีแน่นอน”นายพิพัฒน์ ระบุ

ลั่นพยายามลุยพัฒนานิคมฯจะนะ

ส่วนนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จะเกิดขึ้นแน่นอนใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ ระบุว่า เราพยายามทำ เพราะในพื้นที่ภาคใต้มีเศรษฐกิจที่ค่อนข้างใหญ่ในอดีต แต่ปัจจุบันเราหากินได้กับการท่องเที่ยวอย่างเดียว ซึ่งอยู่ในชายฝั่งทะเลอันดามัน ฝั่งอ่าวไทย มีแค่เกาะสมุยเกาะเดียวที่รับนักท่องเที่ยว และพยุงเศรษฐกิจอยู่ อย่างในจังหวัดสงขลา ก็มีเพียงแค่อำเภอหาดใหญ่ และจังหวัดใกล้เคียง หากในอนาคตเสน่ห์ส่วนนี้หายไป ลูกหลานเราจะอยู่อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องฮาลาล ที่มีการทำนายว่า ในอนาคตพี่น้องชาวมุสลิมจะมีอยู่หนึ่งในสามของโลก ประเทศไทยมีวัตถุดิบพร้อม ทำไมถึงไม่พัฒนาในสิ่งที่เรามีความเชี่ยวชาญ และมีโอกาสสูง เราบอกว่าเราต้องการเป็นครัวโลก ก็จะทำอาหารฮาลาลเพื่อส่งให้คนทั่วโลกชิมซึ่งยังไม่เข้าครม.ภายในวันนี้

ครม, ชุมพร, ปาดังเบซาร์, รถไฟทางคู่

ชวน สวมเสื้อ ปชป. รับ วิเชษฐ์ ปฏิญาณตน ยึดมั่นความจงรักภักดี-ความซื่อสัตย์สุจริต

1 กันยายน 2569 เวลา 21:30 น.

วันที่ 1 กันยายน 2569 นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีต สส. ราชบุรี พรรคไทยรักไทย เดินทางเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แบบตลอดชีพ โดยมี นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรค ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นพร้อมสวมเสื้อแจ็กเก็ตพรรคให้

นายวิเชษฐ์ ได้กล่าวปฏิญาณตนต่อหน้าสัญลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์ โดยยึดมั่นในความจงรักภักดีและอุดมการณ์ “ความซื่อสัตย์สุจริต” พร้อมตั้งจิตอธิษฐานว่า หากปฏิบัติหน้าที่ด้วยความคดโกงแม้เพียงบาทเดียวขอให้มีอันเป็นไป แต่หากทำงานด้วยความสุจริตขอให้ประสบความเจริญรุ่งเรือง

“ท่านชวนและท่านอภิสิทธิ์ ได้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงความซื่อสัตย์สุจริต การที่ประเทศจะเดินหน้าอย่างมั่นคงได้ จำเป็นต้องอาศัยผู้บริหารที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเข้ามาบริหารบ้านเมือง” นายวิเชษฐ์ กล่าว

ชวน หลีกภัย, พรรคประชาธิปัตย์, วิเชษฐ์ เกษมทองศรี

รอนายกฯรับทราบผลเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกต ก่อนส่ง ปลัด กห.อนุมัติจ้าง ย้ำชื่อ ฮันวา ยังยืนหนึ่ง

1 กันยายน 2569 เวลา 20:07 น.

รอ“นายกฯ”รับทราบผลเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกต ก่อนส่ง ปลัด กห.อนุมัติจ้าง / เตรียมเปิดแถลงข่าวหลังกระบวนการยื่นอุทธณ์ 7 วันเสร็จสิ้น ย้ำชื่อ “ฮันวา” ยังยืนหนึ่ง

วันที่ 1 กันยายน 2569 มีรายงานว่า ผลการคัดเลือกอู่ต่อเรือฟริเกตของกองทัพเรือในงบประมาณปี 2569 ซึ่ง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ลงนามให้ความเห็นชอบ และส่งไปตามขั้นตอนจนถึงมือ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม แล้วนั้น ขณะนี้ได้ส่งไปถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อรับทราบผลการพิจารณา เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้งบฯเกิน 1 พันล้านบาทขึ้นไป

คาดการณ์ว่า นายกรัฐมนตรี จะรับทราบผลการพิจารณาภายในสัปดาห์นี้ หรือ สัปดาห์หน้า จากนั้นก็จะส่งกลับมาที่กระทรวงกลาโหม และ เสนอให้ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่ออนุมัติการสั่งจ้างต่อไป โดยจะเร่งดำเนินการให้ทันตามกรอบปีงบประมาณ 2569 ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้

หลังจาก ปลัดกระทรวงกลาโหม ลงนามจะมีการอีเมลล์แจ้งผลการคัดเลือกให้ทั้ง 6 บริษัทที่เสนอเข้ามา เพื่อเปิดให้เอกชนสามารถยื่นเรื่องอุทธรณ์เข้ามาได้ภายใน 7 วัน ตามกฎหมาย หลังจาก7วัน ทางกองทัพเรือจะเปิดแถลงข่าวผลการจ้าง กระบวนการซื้อจ้าง รวมถึงเหตุผลของการผ่านหรือไม่ผ่านของผู้ยื่นข้อเสนอ แต่จะไม่เจาะจงว่าบริษัทใดไม่ผ่านในเรื่องใด แต่เป็นการแจงเหตุว่าเหตุที่ไม่ผ่านเพราะอะไร โโดยจะเปิดให้ภาคประชาขนเข้าร่วมรับฟังและสอบถามด้วย

โดยมีรายงานด้วยว่า ทร. เลือกบริษัทฮันวา จากสาธารณรัฐเกาหลี ต่อเรือฟริเกตลำดังกล่าวตามกระแสข่าวที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง

กองทัพ, กองทัพเรือ, เรือฟริเกต

ยังไร้อิสรภาพ! ศาลอาญากรุงเทพใต้ส่งคำร้อง 4 จำเลยคดีการเมือง ให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ชี้ขาด

1 กันยายน 2569 เวลา 18:57 น.

คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข

วันนี้ 1 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับ ศาลอาญากรุงเทพใต้ส่งคำร้องกรณีเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมให้คณะกรรมการสังคมสันติสุขฯ วินิจฉัย ส่งผล 4 จำเลยอย่าง ‘มานี’ เงินตา คำแสน, ‘ขุนแผน’ เชน ชีวอบัญชา, ‘จินนี่’ จิรัชยา สกุลทอง และคดีของ ‘พีรพงศ์’ (นามสมมติ) ยังคงถูกขังระหว่างรอความชัดเจน ด้วยข้อความทั้งหมดระบุว่า “ศาลอาญากรุงเทพใต้ส่งคำร้องกรณีเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมให้คณะกรรมการสังคมสันติสุขฯ วินิจฉัย ส่งผล 4 จำเลยยังคงถูกขังระหว่างรอความชัดเจน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่ง “ส่งให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขวินิจฉัย” ในคดีของ “มานี” เงินตา คำแสน, “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา, “จินนี่” จิรัชยา สกุลทอง หลังจากทนายความยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขหรือเพิกถอนการบังคับโทษเดิม และคดีของ “พีรพงศ์” (นามสมมติ) ที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายปล่อยตัว กรณีที่คดีของทั้งสี่คนมีข้อหาที่เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง

กรณีดังกล่าวจึงทำให้ “มานี” เงินตา, “ขุนแผน” เชน, “จินนี่” จิรัชยา และ “พีรพงศ์” ยังถูกคุมขังต่อไประหว่างรอความชัดเจนจากแนวทางการพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม หลังจากก่อนหน้านี้ ศาลอาญามีแนวทางการสั่งยุติคดีเอง หรือสั่งให้มีการไต่สวนในกรณีที่ยื่นคำร้องขอให้มีการปล่อยตัวในคดีที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม

คดีปาระเบิดปิงปอง “พีรพงศ์” ยื่นขอให้ออกหมายปล่อย ศาลส่งให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัย

กรณีของ “พีรพงศ์” เป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดซึ่งถูกจำคุกมาเป็นเวลา 1 ปี 7 เดือนเศษ นับตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค. 2568 หลังถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 2 ปี 4 เดือน 15 วัน ในคดีถูกกล่าวหาว่าขว้างระเบิดปิงปองใส่ตู้ควบคุมสัญญาไฟจราจรบริเวณแยกอโศกมนตรี ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ11ตุลา64

กรณีดังกล่าว พีรพงศ์ถูกสั่งฟ้องและมีคำพิพากษาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 358, 371, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นข้อหาตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ดังนั้น จึงถือว่าเป็นผู้ไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดมาก่อน ทนายจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายปล่อยจำเลยตามมาตรา 8 วรรคสองตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา ต่อมาในวันที่ 28 ส.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งโดยสรุประบุว่า เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นในการพิจารณาคำร้องดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งส่งศาลฎีกาพิจารณาเป็นการไม่ถูกต้อง จึงให้ส่งคำร้องไปยังศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณา

ต่อมาในวันที่ 31 ส.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งว่า “อนึ่ง ตามคำร้องของทนายความ เป็นการขอให้ปล่อยตัวจำเลยตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาด จึงเห็นสมควรให้ส่งคำร้องฉบับนี้ไปให้คณะกรรมการฯ เป็นผู้วินิจฉัย โดยให้เจ้าหน้าที่ส่งคำร้องฉบับนี้ พร้อมทั้งคัดถ่ายคำฟ้อง คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และหมายจำคุกคดีถึงที่สุดของจำเลยแนบไปด้วย”

คดี ม.112 ‘มานี-ขุนแผน’ ยื่นคำร้องขอให้แก้ไข-เพิกถอนบังคับโทษ เหตุได้รับนิรโทษกรรมในบางข้อหา ศาลส่งให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัย

กรณีของ “มานี” เงินตา และ “ขุนแผน” เชน ถูกขังระหว่างอุทธรณ์หลังถูกพิพากษาจำคุก 3 ปี 6 เดือน ในคดีมาตรา 112, ดูหมิ่นศาล, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีทำกิจกรรม “ยืนบอกเจ้าว่าเราโดนรังแก” และร้องเพลง “โชคดีที่มีคนไทย” เรียกร้องสิทธิประกันตัวบุ้งและใบปอ หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้

ในรายละเอียดคำพิพากษาระบุว่าทั้งสองคนมีความผิดตามมาตรา 112 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน, ดูหมิ่นศาลฯ จำคุกคนละ 1 ปี, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ จำคุกคนละ 1 ปี, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ ปรับ 100 บาท รวมจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 100 บาท
จากนั้นเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 ทนายความยื่นคำร้องขอให้ศาลแก้ไขหรือเพิกถอนการบังคับโทษเดิม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง เนื่องจากพฤติการณ์ในคดีนี้เป็นการเข้าร่วมการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง และในข้อหา ร่วมกันดูหมิ่นศาลฯ, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ อยู่ในบัญชีแนบท้ายที่จะได้รับการนิรโทษกรรม

กรณีดังกล่าว ทั้งสองคนจึงต้องรับโทษตามคำพิพากษาเฉพาะข้อหามาตรา 112 เท่านั้น ซึ่งถูกจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ทั้งสองคนถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 2567 จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลากว่า 2 ปี 1 เดือนเศษแล้ว ซึ่งเกินอัตราโทษที่ถูกลงโทษในข้อหามาตรา 112

ภายหลังการยื่นคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ศาลได้ส่งคำร้องให้ศาลเจ้าของสำนวนพิจารณา ต่อมาในวันที่ 27 ส.ค. 2569 ศาลมีคำสั่งว่า “เนื่องจากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงเห็นควรส่งศาลอุทธรณ์พิจารณา”

ต่อมาทนายความติดตามคำสั่งศาล พบว่า ศาลมีคำสั่งให้เปลี่ยนจากส่งศาลอุทธรณ์พิจารณา เป็นมีคำสั่งลงวันที่ 31 ส.ค.2569 ว่า “เห็นสมควรส่งคำร้องไปให้คณะกรรมการพิจารณา ให้คัดถ่ายคำฟ้อง คำพิพากษา และคำร้องนี้แนบไปด้วย”

คดีดูหมิ่นศาลฯ ‘มานี-จินนี่’ ยื่นคำร้องขอให้แก้ไข-เพิกถอนบังคับโทษ เหตุได้รับนิรโทษกรรมทุกข้อกล่าวหา ศาลส่งให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัย

กรณีของ “มานี” เงินตา และ “จินนี่” จิรัชยา ถูกขังตามโทษจำคุก 6 เดือน ในคดีดูหมิ่นศาลฯ จากการปราศรัยวิจารณ์การทำงานของศาลระหว่างกิจกรรมเรียกร้องสิทธิการประกันตัวของ “บุ้ง-ใบปอ” ที่หน้าศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2565 ซึ่งมีพฤติการณ์คดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง

ทั้งสองคนถูกสั่งฟ้องและมีคำพิพากษา ในข้อหาตามมาตรา 198, 326, 328 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ซึ่งเป็นข้อหาตามบัญชีแนบท้ายที่จะได้รับการนิรโทษกรรม แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นศาลมีคำพิพากษาคดี ม.112 ของมานี ซึ่งให้นับโทษต่อคดีนี้ด้วย แต่เมื่อาศัยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จะถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาว่ากระทำความผิดในคดีนี้ จึงส่งผลให้คดี ม.112 ของมานีไม่สามารถนับโทษจำคุกต่อได้ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขหรือเพิกถอนการบังคับโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตามมาตรา 8 วรรคสอง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

นอกจากนั้น ทนายได้ยื่นคำร้องเดียวกันในอีกคดีหนึ่งที่ “จินนี่” จิรัชยา ถูกกล่าวหาในคดีดูหมิ่นศาลฯ โดยถูกพิพากษาจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา จากกรณีปราศรัยเรียกร้องสิทธิประกันตัว ‘ไบรท์ ชินวัตร’ หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2565 เนื่องจากในทุกข้อกล่าวหาเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรม ได้แก่ มาตรา 198, 326, 328 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ

ต่อมาในวันที่ 31 ส.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งในทั้งสองคดีว่า “เห็นสมควรส่งคำร้องไปให้คณะกรรมการฯ พิจารณา ให้คัดถ่ายคำฟ้อง คำพิพากษา และคำร้องนี้แนบไปด้วย”

นอกจากนั้น ยังมีกรณีของพิชัย ผู้ต้องขังในคดีจากการชุมนุมทะลุแก๊ส อีกรายหนึ่ง ที่มีการยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอให้ปล่อยตัวเช่นกัน แต่ศาลยังไม่มีคำสั่งในกรณีนี้

แนวปฏิบัติที่แตกต่างกันของศาลในการบังคับใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การบังคับใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 พบว่าศาลมีดุลพินิจและแนวปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลอย่างยิ่งต่อจำเลยในคดีที่เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรม โดยเฉพาะผู้ที่ถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบัน

ในขณะที่ศาลอาญา ในกรณียื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งปล่อยตัวจำเลย ตามมาตรา 8 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว พบว่าศาลเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ยกคำร้อง โดยมีคำสั่งให้เบิกตัว ประวิตร, ขจรศักดิ์ และคเชนทร์ ให้มานัดพร้อมเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงในวันที่ 28 ก.ย. 2569 ส่วนกรณีของ “วิจิตร” มีคำสั่งส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา เนื่องจากคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา

นอกจากนั้น ในคดีของศาลอาญาที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เท่าที่ทราบข้อมูล พบว่าปัจจุบันศาลมีคำสั่งยุติคดีแล้ว 2 คดี ได้แก่ คดี #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ปี 2564 ของจำเลยสามคนที่ถูกสั่งฟ้องในข้อหาหลักฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และ 216 และคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 ของจำเลย 15 คนที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 116 จึงทำให้เหลือจำเลย 7 คนต่อสู้คดีเพียงข้อหามาตรา 112

แต่สำหรับจำเลยทั้ง 4 รายดังกล่าวที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด ทำให้จำเลยยังคงต้องถูกคุมขังต่อไปในระหว่างที่รอความชัดเจน ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการฯ อยู่ระหว่างรอการแต่งตั้ง และมีกำหนดประชุมครั้งแรกภายในวันที่ 23 ก.ย. 2569

อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/86025″

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

หลังจากที่โพสต์ของทางเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น เช่น

“ตามกฎหมายก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะเขามีคณะกรรมการฯเอาไว้พิจารณาคำร้องว่าเข้าข่ายนิรโทษกรรมกรรมได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ”

“พรบ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข เลือกปฏิบัติ ความขัดแย้งแตกแยกไม่จบ”

“สร้างภาพลักษณ์รับ #เรือเหล็ก กันหน่อยนะ”

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

112, คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข, คดีการเมือง, ศาลอาญา

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 1 กันยายน 2569

1 กันยายน 2569 เวลา 18:54 น.

วันที่ 1 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องคอนเวนชั่น ฮอลล์ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งโรงงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลาเฉพาะในเขตท้องที่อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งโรงงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลาเฉพาะในเขตท้องที่อำเภอจะนะอำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1. โดยที่มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียม ลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียม ไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้และต่อมาได้มีกฎกระทรวงเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเกี่ยวกับการเก็บค่าธรรมเนียมโรงงานจำพวกที่ 2 และโรงงานจำพวกที่ 3 (โรงงานจำพวกที่ 1 ไม่จำเป็นจะต้องขอใบอนุญาต และสามารถดำเนินกิจการได้ทันทีไม่ต้องขออนุญาต จึงไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขออนุญาต) ได้แก่ กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการประกอบกิจการโรงงานและใบอนุญาตตรวจสอบหรือรับรอง พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ค่าธรรมเนียมการอนุญาตให้ขยายโรงงาน ค่าธรรมเนียมใบแทนใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมการโอน ใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมการแจ้งกรณีได้รับยกเว้นการขยายโรงงานหรือกรณีลดหรือเพิ่มเครื่องจักรแต่ไม่เข้าข่ายขยายโรงงานหรือการเพิ่มเนื้อที่อาคารโรงงานหรือการก่อสร้างอาคารโรงงานเพิ่มขึ้น และกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 และโรงงานจำพวกที่ 3 พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นการกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 และผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีตั้งแต่วันเริ่มประกอบกิจการโรงงานตามที่ได้แจ้งไว้และต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีต่อไปทุกปีเมื่อถึงวันครบกำหนดวันเริ่มประกอบกิจการโรงงานดังกล่าวในปีถัดไป ทั้งนี้ กฎกระทรวงดังกล่าวทั้ง 2 ฉบับได้มีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2563 ประกอบกับมาตรา 3 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 บัญญัติให้ค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับโรงงานจำพวกที่ 2 ที่อยู่ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว รัฐมนตรีจะออกกฎกระทรวงลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวมิได้เว้นแต่มีเหตุอันสมควรอันเกิดจากภัยธรรมชาติหรือภาวะทางเศรษฐกิจ รัฐมนตรีจะออกกฎกระทรวงลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับ อปท. ที่มีเหตุดังกล่าวก็ได้
  2. ที่ผ่านมา อก. ได้ออกกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลาเฉพาะในเขตท้องที่อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อยมาแล้ว รวม 3 ฉบับ ดังนี้

                        1) กฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งโรงงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา พ.ศ. 2552 ซึ่งใช้บังคับระหว่างปี 2553 ถึงปี 2557

                        2) กฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งโรงงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา พ.ศ. 2558 ซึ่งใช้บังคับระหว่างปี 2558 ถึงปี 2562

                        3) กฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งโรงงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลาเฉพาะในเขตท้องที่อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับเป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2564 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2569 (สิ้นผลบังคับใช้แล้ว)

  1. ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งโรงงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลาเฉพาะในเขตท้องที่อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย พ.ศ. …. ที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 21 และจำพวกที่ 32 ทุกขนาด ซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลาเฉพาะในเขตท้องที่อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป3 โดยยกเว้นค่าธรรมเนียม ดังนี้

                        (1) ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน4 ค่าธรรมเนียมการอนุญาตให้ขยายโรงงาน ค่าธรรมเนียมใบแทนใบอนุญาต5 ค่าธรรมเนียมการโอนใบอนุญาต6และค่าธรรมเนียมการแจ้งกรณีได้รับยกเว้นการขยายโรงงานหรือกรณีลดหรือเพิ่มเครื่องจักรแต่ไม่เข้าข่ายขยายโรงงาน รวมถึงการเพิ่มเนื้อที่อาคารโรงงานหรือการก่อสร้างอาคารโรงงานเพิ่มขึ้น7 รวมทั้งค่าธรรมเนียมรายปี8

                        (2) ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ที่โรงงานตั้งอยู่ในเขต อปท. ในพื้นที่ดังกล่าว ตามมาตรา 43 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ซึ่งได้ถ่ายโอนภารกิจให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับโรงงานจำพวกที่ 1 และจำพวกที่ 2 ให้แก่ อปท. จึงทำให้ อปท. มีอำนาจในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้

  1. อก. ได้จัดทำรายงานประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่จะได้รับตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยคาดว่าการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 และโรงงานจำพวกที่ 3 ซึ่งใช้ข้อมูลจากฐานการบังคับใช้กฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งโรงงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลาเฉพาะในเขตท้องที่อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย พ.ศ. 2564 มีการใช้บังคับมาเป็นระยะเวลา 5 ปี พบว่า มีโรงงานจำพวกที่ 3 จำนวน 666 โรงงานและโรงงานจำพวกที่ 2 จำนวน 17 โรงงาน ซึ่งจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ประมาณ 13,282,600 บาท แต่การยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะเป็นการบรรเทาภาระต้นทุนและเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่ช่วยรักษาฐานการผลิตและการจ้างงานในพื้นที่ รวมทั้งสนับสนุนการประกอบกิจการโรงงานในท้องที่ดังกล่าว ตลอดจนป้องกันการย้ายฐานการผลิตออกนอกพื้นที่ อันจะนำไปสู่การสร้างงานสร้างรายได้ และส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ให้มีความมั่นคงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

1โรงงานพวกที่ 2 คือ โรงงานที่มีแรงม้ารวมของเครื่องจักรไม่เกิน 75 แรงม้า และมีคนงานไม่เกิน 75 คน เช่น โรงงานผลิตน้ำดื่มไอศกรีม โรงผลิตน้ำแข็ง โดยไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบกิจการ แต่ต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนทำงาน เพื่อรับใบรับแจ้งการประกอบกิจการโรงงาน จำพวกที่ 2 (รง.2) ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติโรงงานฯ รวมทั้งจะเสียค่าธรรมเนียมการขออนุญาต การขยาย และค่าธรรมเนียมรายปีที่กำหนดตามกฎกระทรวง

2โรงงานจำพวกที่ 3 โรงงานที่มีแรงม้ารวมของเครื่องจักรมากกว่า 75 แรงม้า และมีคนงานมากกว่า 75 คน หรือเป็นโรงงานที่มีมลภาวะ เช่น โรงงานผลิตน้ำตาล โรงงานผลิตกระดาษ โรงงานผลิตสุรา โรงกลั่นน้ำมัน โดยต้องขออนุญาตก่อนเมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วจึงตั้งโรงงานได้ เพื่อรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) และก่อนประกอบกิจการโรงงานต้องแจ้ง    ขอประกอบกิจการก่อน ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติโรงงานฯ รวมทั้งจะต้องเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการ (รง.4) การขยายและค่าธรรมเนียมรายปีที่กำหนดตามกฎกระทรวง

3สำหรับระยะเวลาในการใช้บังคับร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ เป็นการให้สิทธิประโยชน์ย้อนหลังแก่ผู้ประกอบการ โดยกำหนดให้ย้อนหลังไปจนถึงวันที่กฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งโรงงานตั้งอยู่ในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลาเฉพาะในเขตห้องที่อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย พ.ศ. 2564 สิ้นผลใช้บังคับแล้ว และสำหรับผู้ประกอบการที่ถึงกำหนดระยะเวลาในการชำระค่าธรรมเนียมรายปีในระหว่างที่กฎกระทรวงดังกล่าวสิ้นผลใช้บังคับ และได้ชำระค่าธรรมเนียมในประเภทต่าง ๆ ไปแล้ว เมื่อร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ประกาศราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับสามารถไปขอคืนค่าธรรมเนียมที่ได้ชำระไปแล้วได้ ณ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือ ณ อปท. ที่โรงงานตั้งอยู่

4เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่ไม่ใช้เครื่องจักร ฉบับละ 1,000 บาท และใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่ใช้เครื่องจักร ตั้งแต่ 50 แรงม้าหรือกำลังเทียบเท่าตั้งแต่ 50 แรงม้าแต่ไม่ถึง 100 แรงม้า ฉบับละ 3,000 บาท

5ใบแทนใบอนุญาต ฉบับละ 500 บาท

6การโอนใบอนุญาต ฉบับละ 1,500 บาท

7การแจ้งกรณีได้รับยกเว้นการขยายโรงงานหรือกรณีลดหรือเพิ่มเครื่องจักรแต่ไม่เข้าข่ายขยายโรงงาน รวมถึงการเพิ่มเนื้อที่อาคารโรงงานหรือ การก่อสร้างอาคารโรงงานเพิ่มขึ้น ครั้งละ 1,500 บาท

8เช่น ค่าธรรมเนียมประกอบกิจการโรงงานที่ไม่ใช้เครื่องจักร ปีละ 300 บาท ค่าธรรมเนียมประกอบกิจการโรงงานที่ใช้เครื่องจักรตั้งแต่ 50 แรงม้าหรือกำลังเทียบเท่าตั้งแต่ 50 แรงม้าแต่ไม่ถึง 100 แรงม้า ปีละ 900 บาท

  1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า พ.ศ. ….

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1. ร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า พ.ศ. …. ที่ ทส.เสนอเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า พ.ศ. 2558 เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการในการขออนุญาตและการอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า โดยเพิ่มวัตถุประสงค์ในการขออนุญาตจากเดิม 10 ประการ เป็น 16 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อกิจการพลังงานทดแทน 2) เพื่อกิจการโทรคมนาคม 3) เพื่อกิจการสาธารณูปโภค 4) เพื่อการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการขยะ 5) เพื่อการจัดสวัสดิการกรมป่าไม้ และ 6) เพื่อการเข้าทำประโยชน์อื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือความมั่นคง เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และครอบคลุมทุกกิจกรรมที่สามารถขออนุญาต และได้กำหนดให้สามารถยื่นคำขอได้ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ เพื่อจัดระบบการขออนุญาตและการอนุญาตให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวข้องกับลักษณะพื้นที่ที่จะอนุญาต เช่น จะต้องไม่เป็นพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดห้ามใช้ประโยชน์ไว้เฉพาะไม่เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ไม่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าชายเลนอนุรักษ์หรือเป็นพื้นที่ป่าชุมชน (เดิมกำหนดไว้จะต้องไม่เป็นพื้นที่ป่าที่มีสภาพป่าไม้สมบูรณ์ พื้นที่ที่ควรรักษาไว้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และพื้นที่ที่มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดห้ามใช้ประโยชน์ไว้เป็นการเฉพาะ) และได้เพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสภาพป่า1 ในส่วนของส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่ได้รับการผ่อนผันตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 (มีคำขอจำนวนทั้งสิ้น 187,521 คำขอ ซึ่งหากได้รับการพิจารณารวดเร็ว ส่วนราชการผู้ขออนุญาตจะได้ใช้งบประมาณเป็นไปตามแผนและที่ได้รับจัดสรร) ที่หน่วยตรวจสภาพป่าสามารถตรวจสภาพป่าได้โดยการตรวจสอบข้อมูลจากเอกสารประกอบคำขอ หรือลงพื้นที่ตรวจสอบ ณ สถานที่จริง ทั้งนี้ เพื่อให้แนวปฏิบัติการขอใช้พื้นที่ในเขตป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ และในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขออนุญาตที่มีทั้งเป็นหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน อีกทั้ง ได้เพิ่มเงื่อนไขแนบท้ายร่างกฎกระทรวงที่กำหนดให้ผู้รับอนุญาตต้องปฏิบัติตาม (กำหนดขึ้นใหม่) เช่น เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ตามที่ได้รับอนุญาตและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ขอเท่านั้น ต้องไม่กระทำการหรือละเว้นกระทำการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่สภาพป่าไม้หรือป่านอกเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต เป็นต้น รวมถึงได้ยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแบบพิมพ์คำขอ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมการโอนใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมใบแทนใบอนุญาตให้เรียกเก็บ แต่ได้กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องชำระเงินอันเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปทำการบำรุงป่าหรือปลูกสร้างสวนป่าตามอัตราที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามจำนวนพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตในวันที่มารับใบอนุญาต (เป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 30 พ.ศ. 2566 ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ว่าด้วยอัตราค่าธรรมเนียมได้กำหนดให้ยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียม เนื่องจากไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันและไม่คุ้มค่าใช้จ่ายในการเรียกเก็บ)2
  2. นอกจากนี้ ร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ได้มีการปรับปรุงระยะเวลาการอนุญาตสำหรับบางวัตถุประสงค์เดิมและกำหนดระยะเวลาการอนุญาตสำหรับวัตถุประสงค์ใหม่ ดังนี้

                        2.1 วัตถุประสงค์เดิมที่มีการปรับระยะเวลาการอนุญาต3

วัตถุประสงค์อายุเดิมอายุใหม่
สำรวจแร่ไม่เกิน 5 ปีไม่เกินอายุอาชญาบัตร
ทำเหมืองแร่ไม่เกิน 10 ปีไม่เกิน 10 ปี และไม่เกินอายุประทานบัตร
ขุดหาแร่รายย่อยและการร่อนแร่ไม่เกิน 2 ปีไม่เกิน 2 ปี และไม่เกินอายุประทานบัตร
ผลิตปิโตรเลียมไม่เกิน 10 ปีไม่เกิน 30 ปี และไม่เกินอายุประทานบัตร
เก็บรักษา ขนส่ง หรือกิจการอันเกี่ยวเนื่อง กับการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมไม่เกิน 10 ปีไม่เกิน 30 ปี และไม่เกินอายุประทานบัตร
อยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรมไม่เกิน 10 ปีไม่เกิน 30 ปี
จัดเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจเชิงอนุรักษ์ (เดิมจัดเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ)ไม่เกิน 10 ปีไม่เกิน 30 ปี
เพาะเลี้ยง ขยายพันธุ์สัตว์ป่า หรือสวนสัตว์ไม่เกิน 10 ปีไม่เกิน 30 ปี
ศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการไม่เกิน 2 ปีตามความจำเป็นและเหมาะสมแก่กิจการ

                ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ที่ไม่มีการปรับระยะเวลาการอนุญาต ได้แก่ สร้างทางขนแร่ออกจากเขตพื้นที่ประทานบัตร (ไม่เกิน 10 ปี) กิจการอันเกี่ยวเนื่องกับการทำเหมืองแร่ (ไม่เกิน 10 ปี) สำรวจปิโตรเลียมตามสัมปทาน (ไม่เกิน 9 ปี) ขุดเก็บทราย ลูกรัง หรือดิน (ไม่เกิน 5 ปี) เพื่อการปลูกสร้างสวนป่า เดิมคือการปลูกป่าหรือทำสวนป่า (ไม่เกิน 30 ปี) สร้างศาสนสถาน (ไม่เกิน 30 ปี) ประโยชน์ในทางราชการ (ตามความจำเป็นและเหมาะสมแก่กิจการ)

                        2.2 วัตถุประสงค์ใหม่ตามร่างกฎกระทรวง ซึ่งเป็นการกำหนดให้ระยะเวลาการอนุญาตสอดคล้องกับลักษณะของกิจกรรมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แนวทางการอนุญาตในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น ระเบียบคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การขออนุญาตและการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่ อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 25684 ยกเว้นกิจการสาธารณูปโภค ซึ่งได้กำหนดไว้เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎร เช่น วางสายเคเบิล วางท่อระบายน้ำมายังที่โฉนดของตนเอง โดยให้มีระยะเวลาการอนุญาตไม่เกิน 30 ปี และการจัดสวัสดิการกรมป่าไม้เพื่อรองรับภารกิจหน่วยงานของกรมป่าไม้ ในการพิจารณาระยะเวลาการอนุญาตจะพิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสมแก่กิจการ

วัตถุประสงค์อายุการอนุญาต
กิจการพลังงานทดแทนไม่เกิน 30 ปี
กิจการโทรคมนาคมไม่เกิน 30 ปี
กิจการสาธารณูปโภคไม่เกิน 30 ปี
การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการขยะไม่เกิน 30 ปี
การจัดสวัสดิการกรมป่าไม้ตามความจำเป็นและเหมาะสมแก่กิจการ
การเข้าทำประโยชน์อื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาการเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงไม่เกิน 30 ปี
  1. ทส. ได้ดำเนินการตามกฎกระทรวงกำหนดร่างกฎที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบ พ.ศ. 2565 และแนวทางการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 แล้ว โดยนำร่างกฎกระทรวงดังกล่าว รับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ของกรมป่าไม้ เว็บไซต์ของกองการอนุญาต และเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย ซึ่งผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วย คิดเป็นร้อยละ 84.78 รวมทั้งได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย และได้เผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นพร้อมรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายผ่านทางเว็บไซต์ดังกล่าว
  2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้องกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าว โดยมีความเห็นหรือข้อสังเกตเพิ่มเติมบางประการ ได้แก่

                        4.1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นว่า ควรกำหนดให้มีหลักเกณฑ์การตรวจสอบด้านพื้นที่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่ให้ครอบคลุมพื้นที่ป่าที่ได้ส่งมอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดำเนินการแล้ว

                        4.2 กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นว่า เนื่องจากกรณีการขุดหาแร่รายย่อยและการร่อนแร่ไม่ได้เป็นการอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับประทานบัตร คำขอประทานบัตรและคำขอต่ออายุประทานบัตรแต่อย่างใด ซึ่งการขุดหาแร่รายย่อยต้องได้รับใบอนุญาตโดยมีอายุไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่ออก ส่วนการร่อนแร่ต้องได้รับใบรับแจ้งการร่อนแร่และขึ้นทะเบียนผู้ร่อนแร่โดยมีอายุไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่ขึ้นทะเบียน

                        4.3 กระทรวงวัฒนธรรมเห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับพื้นที่ป่าที่จะอนุญาตให้ใช้เพื่อขุดหรือเก็บทราย ลูกรัง หรือดิน ซึ่งมิใช่การทำเหมืองแร่หรือการขุดหาแร่รายย่อยและการร่อนแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้การดำเนินการดังกล่าวส่งผลกระทบ ต่อโบราณสถาน ดังนั้น พื้นที่ที่จะอนุญาตดังกล่าวควรไม่เป็นพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของโบราณสถานรวมถึงพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับโบราณสถาน จึงควรแก้ไขข้อความในร่างข้อ 15 เป็น “…พื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของโบราณสถาน และพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับโบราณสถานตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถานโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ…” และให้ตัดข้อความ “แหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ หรืออุทยานประวัติศาสตร์” เนื่องจากพระราชบัญญัติโบราณสถานโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้บัญญัติให้โบราณสถานหมายรวมถึงแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์แล้ว นอกจากนี้ เขตป่าที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้รักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งพื้นที่มีกฎหมายกำหนดเป็นป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และพื้นที่ที่ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองหรือรับรองโดยตรง แต่ยังมีสถานะเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของกรมศิลปากรในการคุ้มครองและอนุรักษ์โบราณสถาน จึงควรมีการจัดทำ บัญชีพื้นที่เขตป่าตามมติคณะรัฐมนตรีที่ยังไม่มีกฎหมายประกาศคุ้มครองหรือรับรอง และแนบท้ายเป็นส่วนหนึ่งของกฎกระทรวง เพื่อให้เกิดความชัดเจนและให้ผู้ขออนุญาตสามารถตรวจสอบ พื้นที่ดังกล่าวได้ในเบื้องต้น

                        4.4 สำนักงาน ก.พ.ร. เห็นว่า ควรพิจารณาประเด็นการขยายระยะเวลาการอนุญาตเพื่อไม่ก่อให้เกิดการดำเนินการที่ล่าช้าเกินสมควร (ร่างข้อ 29 กำหนดให้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ขยายได้ไม่เกิน 30 วัน) และให้สอดคล้องกับหลักการการยื่นคำขอและเอกสารหรือหลักฐานประกอบการพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 และปรับปรุงให้เป็นไปตามหลักการของการไม่เรียกรับเอกสารจากประชาชนและการใช้ระบบอนุญาตและระบบคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น ตลอดจนเร่งดำเนินการปรับปรุงและเผยแพร่คู่มือสำหรับประชาชนผ่านระบบสารสนเทศของหน่วยงานและปิดประกาศไว้ ณ สถานที่ที่กำหนดให้ยื่นคำขอ รวมถึงเว็บไซต์ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการ

                        4.5 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้

___________________________

1 การตรวจสภาพป่าเป็นขั้นตอนการลงตรวจสอบพื้นที่เพื่อให้ได้ข้อมูลในการจัดทำรายงานผลการตรวจสภาพป่าเสนออธิบดีพิจารณาอนุญาต อาทิ ที่ตั้งของพื้นที่ เนื้อที่ อาณาเขตและพื้นที่ติดต่อ พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ และสภาพป่าหลักเกณฑ์ที่กำหนด (ร่างข้อ 12) เช่น ไม่เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

2 ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดให้ผู้รับอนุญาตทำไม้หรือเก็บหาของป่า หรือผู้รับอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่าออกค่าใช้จ่ายเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการบำรุงป่าหรือปลูกสร้างสวนป่าให้แทน และกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายในการบำรุงป่าหรือปลูกสร้างสวนป่า พ.ศ. 2564 ได้กำหนดให้ผู้รับอนุญาตออกค่าใช้จ่ายเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการบำรุงป่าหรือปลูกสร้างสวนป่าให้แทน โดยคำนวณตามเกณฑ์วัตถุประสงค์ เช่น เพื่อการทำเหมืองแร่ ไร่ละ 1,200 บาท เพื่อสร้างศาสนสถาน ไร่ละ 200 บาท ทั้งนี้ เนื่องจากร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ได้มีการเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ในการขออนุญาต ดังนั้น เมื่อร่างกฎกระทรวงมีผลใช้ ทส. จะดำเนินการปรับปรุงประกาศดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้อง กับร่างกฎกระทรวงต่อไป

3 ได้รับข้อมูลจากการประสานเจ้าหน้าที่กองการอนุญาต กรมป่าไม้ ทส. ว่า การกำหนดระยะเวลาการอนุญาตตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ของร่างกฎกระทรวง จะพิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะของกิจกรรม แนวทางการอนุญาตในเขตป่าสงวนแห่งชาติและตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งใบอนุญาตหรือสิทธิที่เกี่ยวข้อง (อาชญาบัตร ประทานบัตร หรือสิทธิด้านปิโตรเลียม) เช่น (1) กิจการปิโตรเลียม กำหนดระยะเวลาการอนุญาตให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามระเบียบคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การขออนุญาตและการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดระยะเวลาการอนุญาตคราวละไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี และไม่เกินอายุสัมปทาน (2) เพื่อจัดเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ กำหนดระยะเวลาการอนุญาตให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งตามระเบียบดังกล่าวได้กำหนดระยะเวลาการอนุญาตคราวละไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี (3) เพื่ออยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นการอนุญาตเพื่อการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล หรือตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โดยระเบียบดังกล่าวได้กำหนดระยะเวลาการการอนุญาตคราวละไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี

4 ระเบียบดังกล่าวได้กำหนดระยะเวลาการอนุญาต เช่น กิจการพลังงานทดแทน กิจการโทรคมนาคม การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการขยะ การเข้าทำประโยชน์อื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาการเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง ให้มีกำหนดระยะเวลาการอนุญาตคราวละไม่น้อยกว่า 5 ปีแต่ไม่เกิน 30 ปี

  1. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองสงขลา พ.ศ. ….

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองสงขลา พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งข้อสังเกตของกระทรวงอุตสาหกรรมไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วยตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ

                สาระสำคัญของร่างประกาศ

  1. มท. เสนอว่าได้รับรายงานจากกรมโยธาธิการและผังเมืองว่าเทศบาลนครสงขลาได้ดำเนินการวางและจัดทำผังเมืองรวมเมืองสงขลา ตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 ซึ่งคณะกรรมการผังเมืองได้ประชุม ครั้งที่ 5/2557 เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2557 มีมติเห็นชอบเมืองรวมดังกล่าว และได้นำผังเมืองรวมไปปิดประกาศเป็นเวลา 90 วัน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2558 เมื่อครบกำหนดปรากฏว่ามีผู้ มีส่วนได้เสียยื่นคำร้อง จำนวน 4 ฉบับ 24 ราย 5 เรื่อง และได้นำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการผังเมือง ครั้งที่ 9/2559 เมื่อวันที่ 17 – 18 กันยายน 2559 เพื่อพิจารณาคำร้องของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งมีมติให้ตามคำร้องด้านข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน จำนวน 1 เรื่อง และให้ยกคำร้อง จำนวน 4 เรื่อง
  2. ต่อมาได้มีการประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 โดยมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 ทั้งฉบับ และได้แก้ไขรูปแบบการประกาศใช้บังคับกฎหมายในส่วนของผังเมืองรวมที่กรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นผู้วางและจัดทำผังขึ้นใหม่ โดยให้ดำเนินการประกาศใช้บังคับเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทย (เดิมประกาศใช้บังคับเป็นกฎกระทรวง) ประกอบกับมาตรา 110 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมืองฯ บัญญัติให้บรรดาผังเมืองรวมที่อยู่ระหว่างดำเนินการวางและจัดทำตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติมในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ การดำเนินการต่อไปสำหรับการนั้นให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการผังเมืองกำหนด และในการประชุมคณะกรรมการผังเมือง ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2564 ได้มีมติเห็นชอบให้ผังเมืองรวมที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้วางและจัดทำผัง ซึ่งคณะกรรมการผังเมือง (ตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518) ได้ให้ความเห็นชอบแล้วและอยู่ในขั้นตอนการยกร่างกฎหมาย ให้ดำเนินการออกเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทยเพื่อใช้บังคับต่อไป
  3. มท. โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองจึงได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองสงขลา พ.ศ. … ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ที่บัญญัติว่า “เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 29 แล้วไม่มีผู้มีส่วนได้เสียผู้ใดยื่นคำร้องตามมาตรา 30 หรือมีแต่คณะกรรมการผังเมืองสั่งยกคำร้องดังกล่าวหรือเมื่อกรมโยธาธิการและผังเมืองไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่น แล้วแต่กรณีดำเนินการเพื่อออกประกาศกระทรวงมหาดไทยหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น แล้วแต่กรณี โดยไม่ชักช้า ในการนี้ ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองนำประกาศกระทรวงมหาดไทยเสนอต่อคณะรัฐมนตรีโดยตรงเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน”
    ทั้งนี้ ในกระบวนการวางและจัดทำผังเมืองรวมก่อนที่จะได้จัดทำเป็นร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยนี้ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผังเมืองซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านอื่น ๆ
    ที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว
  4. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยตามข้อ 3. มีสาระสำคัญเป็นการวางและจัดทำผังเมือง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ่อยาง ตำบลเขารูปช้าง ตำบลพะวง ตำบลเกาะแต้ว และตำบลทุ่งหวัง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการดำรงรักษาเมือง และบริเวณที่เกี่ยวข้องหรือชนบทในด้านการใช้ประโยชน์ในที่ดินและบริเวณที่เกี่ยวข้องหรือชนบทในด้านการใช้ประโยชน์ในที่ดิน การคมนาคมและการขนส่ง การสาธารณูปโภคบริการสาธารณะและสภาพแวดล้อม ให้สอดคล้องกับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศตาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาเมืองสงขลาให้เป็นพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยและเกษตรกรรมของจังหวัดสงขลา ส่งเสริมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งจ้างงานและอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ชุมชน พื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่อุตสาหกรรมให้มีการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยส่งเสริมการพัฒนาที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของชุมชน และส่งเสริมอนุรักษ์ และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมที่มีคุณค่าทางศาสนา ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และโบราณสถานให้เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนโดยกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้

                        4.1 ส่วนที่ 1 กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จำแนกประเภท จำนวน 11 ประเภท เป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 321 พ.ศ. 2540 (ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่เดิม) โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ยังคงมีการกำหนดประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินจำนวน 11 ประเภทเช่นเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในบางบริเวณ (3 บริเวณ) โดยสาระสำคัญ ดังนี้

กฎกระทรวง ฉบับที่ 321 พ.ศ. 2540ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองสงขลา พ.ศ. ….
1. ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย (สีเหลือง)เป็นการรองรับการอยู่อาศัยที่มีบริเวณต่อเนื่องจากพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง และพื้นที่        พาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนจากศูนย์กลางหลักด้านการค้า การบริการ ซึ่งกำหนดให้สามารถก่อสร้างอาคารอยู่อาศัยได้ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ห้องแถว ตึกแถว บ้านแถว แต่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดอาคารต้องไม่ใช่อาคารขนาดใหญ่โดยการใช้ประโยชน์ที่ดินมีข้อจำกัดเรื่องให้มีที่ว่างตามแนวขนานริมฝั่งตามสภาพธรรมชาติของริมชายฝั่งทะเล ทะเลสาบสงขลา         ลำคลอง หรือแหล่งน้ำสาธารณะไม่น้อยกว่า 6 เมตร    – ข้อห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เป็นอุปสรรคต่อการอยู่อาศัย เช่น ห้ามโรงงานทุกประเภท เว้นแต่โรงงานที่ประกอบกิจการโดยไม่ก่อให้เกิดเหตุรำคาญตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข คลังวัตถุมีพิษและคลังวัตถุมีระเบิดตามกฎหมายวัตถุอันตรายคงเดิม               – เพิ่มเติมข้อห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เป็นอุปสรรคต่อการอยู่อาศัย เช่น คลังน้ำมันเพื่อการจำหน่ายการกำจัดมูลฝอย การซื้อขายหรือเก็บวัสดุ โดยในส่วนของโรงงานที่กำหนดให้สามารถประกอบกิจการได้ เช่น การเพาะเชื้อเห็ด กล้วยไม้ หรือถั่วงอก การร่อน ล้างคัด หรือแยกขนาดหรือคุณภาพของผลิตผลเกษตรกรรม การทำยาอัด ยาเส้น ยาเส้นปรุง หรือยาเคี้ยว เพื่อให้เป็นไปตามที่มาตรฐานที่คณะกรรมการผังเมืองกำหนด
2. ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (สีส้ม)เป็นพื้นที่บริเวณชุมชนต่อเนื่องกับพื้นที่         พาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางในการรองรับการอยู่อาศัยในบริเวณพื้นที่ต่อเนื่องกับย่านพาณิชยกรรม
ซึ่งกำหนดให้สามารถสร้างอาคารเพื่อการอยู่อาศัยได้
ทุกประเภท เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ห้องแถว ตึกแถว บ้านแถว อาคารชุด หอพัก อาคารอยู่อาศัยรวม โดยการใช้ประโยชน์ที่ดินมีข้อจำกัดเรื่องให้มีที่ว่างตามแนวขนานริมฝั่งตามสภาพธรรมชาติของลำคลองหรือแหล่งน้ำสาธารณะไม่น้อยกว่า 6 เมตร    – ข้อห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ส่งผลกระทบต่อบริเวณที่พักอาศัยและชุมชน เช่น ห้ามโรงงาน
ทุกประเภท เว้นแต่โรงงานที่ประกอบกิจการ
โดยไม่ก่อให้เกิดเหตุรำคาญตามกฎหมายว่าด้วย
การสาธารณสุข คลังวัตถุมีพิษและคลังวัตถุมีระเบิดตามกฎหมายวัตถุอันตราย
คงเดิม          – เพิ่มเติมข้อห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ส่งผลกระทบต่อบริเวณที่พักอาศัยและชุมชน เช่น คลังน้ำมันเพื่อการจำหน่าย คลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว สุสานและฌาปนสถาน การจัดสรรที่ดินเพื่อประกอบอุตสาหกรรม การกำจัดมูลฝอย การซื้อขายหรือเก็บเศษวัสดุ สำหรับการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อประกอบกิจการโรงงาน ที่กำหนดให้ดำเนินการได้ เช่น การทำลูกกวาดหรือทอฟฟี่การทำไอศกรีม โรงงานซ่อมรองเท้าหรือเครื่องหนัง การล้างหรืออัดฉีดยานที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ เพื่อให้เป็นไปตามที่มาตรฐานที่คณะกรรมการผังเมืองกำหนด
3. ที่ดินประเภทพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (สีแดง) เป็นพื้นที่ศูนย์กลางด้าน   พาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยรองรับการประกอบกิจการทางธุรกิจ การค้า การบริการที่ให้บริการแก่ประชาชน เช่น ตลาด ร้านค้า โรงแรม และกำหนดให้เป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นมากเพื่อรองรับกิจการดังกล่าว โดยการใช้ประโยชน์ที่ดินมีข้อจำกัดเรื่องให้มีที่ว่างตามแนวขนานริมฝั่งตามสภาพธรรมชาติของริมชายฝั่งทะเลสาบสงขลา ลำคลองหรือแหล่งน้ำสาธารณะไม่น้อยกว่า 6 เมตร    – ข้อห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ เช่น ห้ามโรงงานทุกประเภท เว้นแต่โรงงานที่ประกอบกิจการโดยไม่ก่อให้เกิดเหตุรำคาญตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข คลังเชื้อเพลิงเพื่อการขายส่ง ซื้อขายเศษวัสดุคงเดิม          – เพิ่มเติมข้อห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ เช่น คลังน้ำมันเพื่อการจำหน่าย
คลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว การจัดสรรที่ดินเพื่อประกอบอุตสาหกรรม การซื้อขายหรือเก็บเศษวัสดุ สำหรับในส่วนของโรงงานที่กำหนดให้สามารถประกอบกิจการได้เช่น โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการซ่อมแซมรองเท้าหรือเครื่องหนัง ซ่อมเครื่องมือไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า
4. ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมและคลังสินค้า (สีม่วง)เป็นพื้นที่ให้ประกอบอุตสาหกรรมได้ทุกชนิดและประเภทและการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อคลังสินค้า
ซึ่งกำหนดให้อยู่นอกพื้นที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่น และสะดวกแก่การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ การคมนาคมและขนส่ง    – ข้อห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ ได้แก่ สถานสงเคราะห์หรือรับเลี้ยงเด็กหรือคนชรา สุสานและฌาปนสถานตามกฎหมายว่าด้วยสุสานและฌาปนสถาน
คงเดิม         – เพิ่มเติมข้อห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น การจัดสรรที่ดินเพื่อประกอบพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย การอยู่อาศัยหรือประกอบพาณิชยกรรมประเภทอาคารขนาดใหญ่ สถานสงเคราะห์หรือรับเลี้ยงเด็กสถานสงเคราะห์ ผู้สูงอายุ สถาบันการศึกษาหรือโรงเรียน
5. ที่ดินประเภทอุตสาหกรรมเฉพาะกิจ (สีม่วงอ่อน)เป็นพื้นที่ให้ประกอบอุตสาหกรรมเฉพาะกิจในบริเวณหมายเลข 5.1 และหมายเลข 5.2 ให้ใช้ประโยชน์เพื่ออุตสาหกรรมเกี่ยวกับการประมง สถาบันราชการ การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการเป็นส่วนใหญ่ สำหรับการใช้พื้นที่เพื่อกิจการอื่นให้ใช้เพิ่มได้อีกไม่เกินร้อยละ 10 ของที่ดินประเภทนี้ในแต่ละบริเวณ    – ข้อห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น โรงงานทุกประเภท เว้นแต่โรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการประมงหรือโรงงานที่ประกอบกิจการโดยไม่เป็นมลพิษต่อชุมชนหรือสิ่งแวดล้อม สถานสงเคราะห์หรือรับเลี้ยงเด็กหรือคนชรา สุสานและฌาปนสถานตามกฎหมายว่าด้วยสุสานและฌาปนสถาน– เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน “หมายเลข 5.2” เป็น “บริเวณหมายเลข 7.5” (ที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อนันทนาการและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม)เนื่องจากเทศบาลนครสงขลาได้มีเพื่อพัฒนาพื้นที่ตามสภาพข้อเท็จจริง ปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์ที่ดิน
เป็นสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา
มหาราชินี มีขนาดพื้นที่ 5 ไร่ (สร้างเมื่อ ปี 2557)- เพิ่มเติมข้อห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น คลังน้ำมันเพื่อการจำหน่าย คลังวัตถุระเบิด โรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม การจัดสรรที่ดินเพื่อประกอบพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่ออยู่อาศัย สถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุ สถานสงเคราะห์คนพิการ สถาบันการศึกษาหรือโรงเรียน
6. ที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม (สีเขียว)
เป็นพื้นที่เกษตรกรรม หมายเลข 6.1 ถึงหมายเลข 6.28 ให้ยังคงสภาพชนบทและประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำไร่ ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์
และการส่งเสริมเศรษฐกิจการเกษตร โดยการใช้ประโยชน์ที่ดินมีข้อจำกัดเรื่องให้มีที่ว่างตามแนวขนานริมฝั่งตามสภาพธรรมชาติของลำคลองหรือแหล่งน้ำสาธารณะไม่น้อยกว่า 6 เมตร    – ข้อห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น จัดสรรที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย ประกอบการพาณิชย์หรือประกอบอุตสาหกรรม
– เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน “หมายเลข 6.1” เป็น “บริเวณหมายเลข 11.29” (ที่ดินประเภทสถาบันราชการ การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ)เนื่องจากปัจจุบันเป็นสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำชายฝั่งสำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมงตั้งอยู่ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา
มีขนาดพื้นที่ 120 ไร่ – เพิ่มเติมข้อห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น คลังน้ำมันเพื่อการจำหน่าย คลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว การจัดสรรที่ดินเพื่อประกอบอุตสาหกรรม การอยู่อาศัยหรือประกอบพาณิชยกรรมประเภทอาคารขนาดใหญ่ สำหรับในส่วนของโรงงานที่กำหนดให้สามารถประกอบกิจการได้ เช่น โรงงานกะเทาะเมล็ดหรือเปลือกเมล็ดพืช การเพาะเชื้อเห็ด กล้วยไม้หรือถั่วงอก การฆ่าสัตว์ การสี ฝัด หรือขัดข้าว โรงงานทำเชื่อม
7. ที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อนันทนาการและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สีเขียวอ่อน) ใช้ประโยชน์เพื่อนันทนาการหรือเกี่ยวข้องกับนันทนาการ การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือสาธารณประโยชน์เท่านั้น– เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน “หมายเลข 7.17”เป็น “บริเวณหมายเลข 11.38” (ที่ดินประเภทสถาบันราชการ การสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ) เนื่องจากเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินตามศักยภาพของพื้นที่ ปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา ตั้งอยู่ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา- เพิ่มเติมข้อห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินเอกชนที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น เลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า จัดสรรที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย การอยู่อาศัยประเภทอาคารขนาดใหญ่ การอยู่อาศัย
8. ที่ดินประเภทสถาบันการศึกษา (สีเขียวมะกอก)ที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สีฟ้า) ที่ดินประเภทสถาบันศาสนา (สีเทาอ่อน) และที่ดินประเภทสถาบันราชการ การสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ (สีน้ำเงิน)คงเดิม

                4.2 ส่วนที่ 2 กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามแผนผังแสดงโครงการคมนาคมและขนส่ง เป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 321 พ.ศ. 2540 (ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่เดิม) โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ยังคงมีการกำหนดแผนผังแสดงโครงการคมนาคมและขนส่งเช่นเดิม แต่มีพื้นที่ในบางบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงแผนผังแสดงโครงการคมนาคมและขนส่ง (11 บริเวณ)

                ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริม ปรับปรุง และพัฒนาระบบคมนาคมและขนส่งให้มีประสิทธิภาพโดยสามารถรองรับและสอดคล้องกับการขยายตัวของชุมชนในอนาคตซึ่งกำหนดถนนไว้ 4 ขนาด คือ ถนนแบบ ก ขนาดเขตทาง 16 เมตร จำนวน 17 สาย ถนนแบบ ข ขนาดเขตทาง 20 เมตร จำนวน 23 สาย ถนนแบบ ค ขนาดเขตทาง 30 เมตร จำนวน 8 สาย และถนนแบบ ง ขนาดเขตทาง 40 เมตร จำนวน 1 สาย

  1. การดำเนินการวางและจัดทำผังเมืองรวมนี้ ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 โดยได้ดำเนินการให้สอดคล้องกับกรอบนโยบายของผังนโยบายระดับประเทศ (คณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ซึ่งในปัจจุบันนี้อยู่ในขั้นตอนการยกร่างกฎหมาย) รวมทั้งกรอบนโยบายของผังนโยบายระดับภาคและผังนโยบายระดับจังหวัด ในส่วนของผังนโยบายระดับภาคและผังนโยบายระดับจังหวัดในปัจจุบันอยู่ระหว่างการวางและจัดทำผังควบคู่กันไป ซึ่งได้มีการวางและจัดทำผังตามกรอบนโยบายของผังนโยบายระดับประเทศ สำหรับจังหวัดสงขลากำหนดให้อยู่ในส่วนของผังนโยบายระดับภาคใต้ สรุปความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันตามกรอบนโยบายของผังดังกล่าวได้ ดังนี้

                        5.1 กรอบนโยบายการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ภาคใต้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพชั้นนำระดับโลกเชื่อมโยงเศรษฐกิจสองคาบสมุทร และแหล่งปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ซึ่งภาคใต้มีบทบาทเป็นเมืองศูนย์กลางธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ เนื่องจากมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งท่องเที่ยวทางทะเลและชายฝั่งธรรมชาติ สุขภาพและประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งเป็นแหล่งปลูกพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับ 1 ของประเทศ และเป็นเมืองการค้าระหว่างประเทศที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศผ่านด่านการค้าชายแดนไทย – มาเลเซีย จึงได้กำหนดกรอบการพัฒนาภาคใต้ ได้แก่
1) ส่งเสริมการพัฒนาเมืองตามลำดับศักดิ์ให้เกิดการพึ่งพากันแบบกลุ่มเมือง โดยการพัฒนาให้เป็นเมืองอัจฉริยะ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทุกรูปแบบ 2) พัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ และเพิ่มการเชื่อมโยงระหว่างสองคาบสมุทร 3) ส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลสู่ตลาดโลก 4) เพิ่มศักยภาพและโอกาสการลงทุนด้วยการยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 5) สงวนและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และ 6) จัดให้มีการป้องกันและระบบเตือนภัยพิบัติจากธรรมชาติทุกประเภท

                        5.2 นโยบายในการพัฒนาพื้นพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้แก่ ด้านการใช้ประโยชน์พื้นที่การตั้งถิ่นฐานและระบบชุมชน การพัฒนาเมืองและชนบท โครงสร้างพื้นฐานการจัดการน้ำ โครงสร้างพื้นฐานการสาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐานการศึกษา โครงสร้างพื้นฐานการพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค ดังนั้น ผังเมืองรวมเมืองสงขลาจึงสอดคล้องและเป็นไปตามกรอบนโยบายที่ได้ดำเนินการวางและจัดทำผังนโยบายระดับประเทศ
ผังนโยบายระดับภาค และผังนโยบายระดับจังหวัด ดังที่ได้กล่าวไว้

เศรษฐกิจ-สังคม

  1. เรื่อง รับทราบผลการศึกษาการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย และอนุมัติหลักการระบบประกันภัยที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการความเสียหายจากภัยพิบัติ

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอ ดังนี้

  1. รับทราบผลการศึกษาการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย
  2. เห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ซึ่งเห็นชอบหลักการ จาก “ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” เป็น “จัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ”
  3. 3. เห็นชอบในหลักการให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้กับประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ใน 3 ประเภทภัยได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหวสำหรับกรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือนและคุ้มครองการเสียชีวิต โดยจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท ทั้งนี้ มอบหมายกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
  4. มอบหมายกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนข้อมูลในการจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ
  5. มอบหมายกระทรวงการคลัง และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการศึกษาแนวทางการยกเลิก/แก้ไข/ปรับปรุง ระเบียบและกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

                ความเร่งด่วนของเรื่อง

                คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เห็นชอบในหลักการการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยขึ้น และให้กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ร่วมกับกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็วต่อไป

                คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) เร่งรัดให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาและออกแบบระบบประกันภัยพิบัติที่สามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการและบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติให้มีความเหมาะสม และใช้เป็นเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเพียงพอต่อไป โดยให้สรุปผลการศึกษาให้ครอบคลุม ทั้งหลักเกณฑ์ รูปแบบ และแนวทางการดำเนินการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569 ต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย และได้มีการประชุมคณะทำงาน ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 โดยมีการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) สมาคมประกันวินาศภัยไทย กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง และสำนักงานกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย เห็นว่าควรมีการศึกษาระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านกลไกประกันภัย (Insurance-based Model) ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
  2. สำนักงาน คปภ. ร่วมกับ ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย รวมถึงรูปแบบกลไกบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติของประเทศ เพื่อหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบประมาณ เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับและถ่ายโอนความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และสนับสนุนให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและเพียงพอ โดยได้พิจารณาแนวทางสำคัญ 3 รูปแบบ ดังนี้

                        (1) รูปแบบที่ 1 การจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยในรูปแบบกองทุนหมุนเวียน เป็นกลไกของภาครัฐสำหรับบริหารจัดการเงินเพื่อรองรับการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัย โดยสามารถกำหนดวัตถุประสงค์และกรอบการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี การจัดตั้งและดำเนินงานต้องมีแหล่งรายได้ที่เหมาะสมและเป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติการบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านความคล่องตัวในการบริหารและเบิกจ่ายเงิน รวมทั้งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการจัดตั้ง และต้องมีการจ้างบุคลากรซึ่งอาจะกระทบต่อรายจ่ายประจำของภาครัฐ

                        (2) รูปแบบที่ 2 จัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เป็นรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยภาครัฐสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายผ่านการถือหุ้น ขณะที่ภาคเอกชนสามารถนำความเชี่ยวชาญด้านการประกันภัย การประกันภัยต่อ และการบริหารความเสี่ยงมาสนับสนุนการดำเนินงาน ทำให้มีความคล่องตัวในการบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงไปยังตลาดประกันภัยต่อ รวมทั้งสามารถพัฒนาเป็นกลไกบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติในระยะยาว

                        (3) รูปแบบที่ 3 การจัดซื้อความคุ้มครองประกันภัยโดยภาครัฐให้แก่ประชาชนเป็นการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐเพื่อจัดซื้อความคุ้มครองจากภาคธุรกิจประกันภัย โดยอาศัยโครงสร้างของตลาดประกันภัยและตลาดประกันภัยต่อที่มีอยู่ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วเมื่อเทียบกับรูปแบบที่ต้องจัดตั้งองค์กรหรือกองทุนขึ้นใหม่ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงความคุ้มครองด้านประกันภัยของประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาค

                จากการพิจารณาร่วมกันระหว่างสำนักงาน คปภ. ร่วมกับ ปภ. แล้วเห็นว่า รูปแบบที่ 1 การจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย มีข้อจำกัดด้านแหล่งเงินทุน ความคล่องตัวในการบริหารจัดการ การจัดซื้อประกันภัยต่อและการพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน รวมทั้งกระบวนการจัดตั้งและการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลา จึงอาจยังไม่เหมาะสมสำหรับใช้เป็นกลไกหลักในการรองรับความต้องการเร่งด่วนในระยะแรก ส่วนกรณีรูปแบบที่ 2 การดำเนินการจัดตั้งต้องใช้เวลาในการจัดตั้ง จึงเห็นควรดำเนินการตาม รูปแบบที่ 3 การจัดซื้อความคุ้มครองประกันภัยโดยภาครัฐให้แก่ประชาชน เป็นมาตรการระยะสั้น (Quick Win) ในช่วง 1 – 2 ปีแรก เพื่อคุ้มครองประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยและกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงความคุ้มครองจากภัยพิบัติได้โดยเร็ว รวมทั้งเป็นโอกาสในการทดสอบและประเมินความเหมาะสมของรูปแบบความคุ้มครอง กลไกการบริหารจัดการการจ่ายค่าสินไหมทดแทนและระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ก่อนพัฒนาไปสู่กลไกในระยะยาวตามรูปแบบที่ 2 ซึ่งเป็นการจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติควบคู่กัน เพื่อพัฒนาเป็นกลไกกลางในการบริหารและกระจายความเสี่ยงจากภัยพิบัติในระยะยาว โดยเปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคธุรกิจประกันภัยมีส่วนร่วมในการรับและบริหารความเสี่ยง รวมถึงสามารถรวมศูนย์การจัดซื้อประกันภัยต่อและพัฒนาเครื่องมือทางการเงินสำหรับรองรับภัยพิบัติขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยลดการกระจุกตัวของภาระความเสี่ยงไว้ที่ภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวและสนับสนุนความยั่งยืนของระบบในระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นและหลักประกันให้แก่ประชาชน

  1. แนวทางการดำเนินงาน

                หลักการการนำระบบประกันภัยมาใช้ให้กับประชาชนทุกหลังคาเรือนตามรูปแบบที่ 3 การจัดซื้อความคุ้มครองประกันภัยโดยภาครัฐให้แก่ประชาชน มีดังนี้

                        3.1 แนวคิดการดำเนินงานผ่านกลไกการประกันภัย

                        (1) ในระยะสั้น เห็นควรให้ ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชนโดยตรง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความคุ้มครองจากภัยพิบัติได้โดยเร็ว โดยนำกลไกการประกันภัยและการประกันภัยต่อ มาใช้ในการรับและกระจายความเสี่ยงไปยังภาคธุรกิจและตลาดประกันภัยต่อทั้งในและต่างประเทศ ช่วยลดการพึ่งพางบประมาณภาครัฐในการเยียวยาภายหลังเกิดภัยพิบัติ

                        (2) ในระยะยาว เห็นควรศึกษาและเตรียมความพร้อมในการจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อเป็นกลไกกลางในการบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติ โดยภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกัน รับและบริหารความเสี่ยง รวมถึงจัดหาความคุ้มครองจากตลาดประกันภัยต่อ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับความเสียหายขนาดใหญ่และสร้างความยั่งยืนของระบบในระยะยาว

                ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านจะใช้มาตรการจัดซื้อประกันภัยโดยภาครัฐควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูล ผลิตภัณฑ์ประกันภัย การประกันภัยต่อ และระบบสินไหม เพื่อรองรับการพัฒนาไปสู่กลไกถาวรต่อไป

                        3.2 โครงสร้างการให้ความคุ้มครองและเงื่อนไขประกันภัยพิบัติทางธรรมชาติสำหรับ

ที่อยู่อาศัยและกรณีการเสียชีวิต เสนอให้รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ถือกรมธรรม์หลัก และจัดสรรงบประมาณสำหรับชำระเบี้ยประกันภัยแทนประชาชนทั่วประเทศประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน (ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้าน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ข้อมูล ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2569) โดยให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย รับผิดชอบการบริหารกรมธรรม์และการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ประชาชนผู้ได้รับความคุ้มครอง ดังนี้

                        (1) ให้ความคุ้มครองที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจากภัยธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีวงเงินค่าสินไหมทดแทนสูงสุดสำหรับที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือน โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี และคุ้มครองการเสียชีวิต โดยจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ

2,000,000 บาท

                        (2) การจ่ายค่าสินไหมทดแทนแบ่งเป็น 2 ส่วน เฉพาะสำหรับที่อยู่อาศัย ดังนี้

                                ส่วนที่ 1 เงินช่วยเหลือเบื้องต้น (First Payout) กรณีอุทกภัย จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน และกรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

                                ส่วนที่ 2 ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม (Additional Payout) จ่ายเพิ่มเติมตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยหักจำนวนเงินที่ได้รับในส่วนที่ 1 แล้ว ทั้งนี้ ค่าสินไหมทดแทนรวมต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

                        3.3 ระยะเวลาเริ่มให้ความคุ้มครองแก่ประชาชน แบ่งได้ดังนี้

                        (1) ระยะที่ 1 เดือนที่ 1 – 3 เริ่มให้ความคุ้มครองควบคู่กับการพัฒนาระบบเมื่อเกิดภัยพิบัติและมีการรับรองพื้นที่และข้อมูลหลังคาเรือนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติจากหน่วยงานภาครัฐ บริษัทประกันภัยจะดำเนินการจ่ายเงินส่วนที่ 1 ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับข้อมูลและเอกสารครบถ้วน ทั้งนี้ กรณีมีความเสียหายมากกว่าจำนวนเงินในส่วนที่ 1 ประชาชนสามารถยื่นเอกสารและหลักฐานความเสียหายต่อบริษัทประกันภัยเพื่อขอรับค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม โดยบริษัทประกันภัยเป็นผู้ประเมินความเสียหายและจ่ายส่วนเพิ่มเติม ภายใน 5 วัน นับจากวันที่ได้รับข้อมูลและเอกสารครบถ้วน

                        (2) ระยะที่ 2 เดือนที่ 4 – 6 ประชาชนแจ้งเหตุและยื่นคำขอรับค่าสินไหมทดแทนผ่าน Application/Platform พร้อมเพิ่มช่องทางการโอนเงินผ่าน พร้อมเพย์ (PromptPay) เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความรวดเร็ว โดยยังใช้หลักเกณฑ์การจ่ายเงินเช่นเดียวกับระยะที่ 1

                        (3) ระยะที่ 3 ตั้งแต่เดือนที่ 7 เป็นต้นไป ใช้ระบบ Parametric Trigger และระบบ AI ที่สามารถเชื่อมโยงตั้งแต่การตรวจจับเหตุภัยพิบัติ การแจ้งเตือน การจ่ายเงินเบื้องต้น และการประเมินความเสียหายเพิ่มเติมผ่านระบบดิจิทัล โดยกรอบการทำงาน มีดังนี้

                                (ก) เมื่อข้อมูลภัยพิบัติถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Parametric Trigger) ระบบจะแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบผ่านข้อความสั้น (SMS) และ/หรือช่องทางดิจิทัลที่กำหนด

                                (ข) บริษัทประกันภัยดำเนินการจ่ายเงินส่วนที่ 1 ภายใน 15 วัน โดยไม่ต้องรอการสำรวจความเสียหายเป็นรายหลังคาเรือน

                                (ค) กรณีมีความเสียหายเพิ่มเติม ประชาชนสามารถนำส่งภาพถ่ายและหลักฐานความเสียหายผ่าน Application/Platform

                                (ง) ระบบ AI ใช้สนับสนุนการวิเคราะห์และประเมินระดับความเสียหายจากข้อมูลและภาพถ่ายที่ได้รับ เพื่อประกอบการพิจารณาของบริษัทประกันภัย

                                (จ) บริษัทประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามผลการประเมินภายใน 15 วันนับแต่ได้รับข้อมูลและเอกสารครบถ้วน ทั้งนี้ ค่าสินไหมทดแทนรวมกับส่วนที่ 1 แล้วไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

  1. 4. เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้หารือร่วมกันเพื่อพิจารณาแนวทางในจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย ที่ประชุม มีมติเห็นควรดำเนินการ ตามข้อ 2 (3) รูปแบบที่ 3 การจัดซื้อความคุ้มครองประกันภัยโดยภาครัฐให้แก่ประชาชน เป็นมาตรการระยะสั้น (Quick Win) ในช่วง 1 – 2 ปีแรก เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยและกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงความคุ้มครองจากภัยพิบัติได้โดยเร็ว ในขณะเดียวกันเห็นควรศึกษาความเหมาะสมและเตรียมความพร้อมในการดำเนินการ ตามรูปแบบที่ 2 การจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติควบคู่กันเพื่อพัฒนาเป็นกลไกกลางในการบริหารและกระจายความเสี่ยงจากภัยพิบัติในระยะยาว
  2. 5. ประโยชน์และผลกระทบ

                ประชาชนประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ได้รับความคุ้มครอง ได้รับเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและการบริหารงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและความรวดเร็วในการฟื้นฟูให้แก่ผู้ประสบภัย

  1. เรื่อง ยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ. 2571 – 2575

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ. 2571 – 2575
ของสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สถาบันฯ) ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

  1. พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน)
    พ.ศ. 2564 มาตรา 7 (1) ได้บัญญัติให้สถาบันฯ จัดทำยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา โดยยุทธศาสตร์ต้องประกอบด้วยยุทธศาสตร์ด้านการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาระบบการทดสอบ และการรับและการถ่ายทอดเทคโนโลยี
  2. สถาบันฯ ได้จัดทำยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ. 2571 -2575 เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีสาระสำคัญ สรุปได้ ดังนี้

                        2.1 คำนิยม วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายการพัฒนาและตัวชี้วัดระดับยุทธศาสตร์

ประเด็นสาระสำคัญ
1) คำนิยมB2STAR: Build Strong and Sustainable Thai Railway “สร้างระบบรางไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน”
2) วิสัยทัศน์มุ่งสร้างอุตสาหกรรมระบบรางภายในประเทศที่มีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนและลดการพึ่งพาต่างประเทศ
3) พันธกิจ(1) วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย(2) พัฒนากำลังคนในระบบราง ทั้งในมิติปริมาณและคุณภาพ(3) พัฒนามาตรฐานและคุณภาพของระบบรางในทุกมิติ(4) สร้างระบบการรับและต่อยอดความรู้ทางเทคโนโลยี(5) สร้างอุตสาหกรรมระบบรางภายในประเทศแบบครบวงจร
4) เป้าหมายการพัฒนาและตัวชี้วัดระดับยุทธศาสตร์ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาและตัวชี้วัดระดับยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงจากประเด็น ตั้งต้นของการพัฒนาระบบรางไทย ไปสู่เป้าหมายในแต่ละช่วงเวลา และตัวชี้วัด
ที่สะท้อนผลลัพธ์เชิงระบบของประเทศ

                        2.2 ยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ. 2571-2575

กลยุทธ์โครงการสำคัญ
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง โดยมุ่งเน้นการวิจัย และการวางรากฐานนวัตกรรมขั้นสูง ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อนำไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี และเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการซ่อมบำรุงนอกจากนี้ยังมุ่งส่งเสริมให้สามารถพัฒนาชิ้นส่วนที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศและได้มาตรฐานสากล โดยมีกลยุทธ์ จำนวน 2 กลยุทธ์ ได้แก่
1) การวิจัยเทคโนโลยีนวัตกรรมระบบรางแห่งอนาคต มีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยเทคโนโลยี
และนวัตกรรมระบบรางให้ประเทศไทยมีความรู้
และความเข้าใจเทคโนโลยีระบบรางรวมถึงการให้บริการระบบรางที่ทันสมัยและมีมาตรฐาน
จำนวน 10 โครงการ (วงเงินงบประมาณ 3,300 ล้านบาท) เช่น(1) โครงการวิจัยเพื่อจัดทำแบบ และจัดทำต้นแบบรถไฟ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยใช้แบตเตอรี่
(2) โครงการวิจัยรถไฟขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจน
(3) โครงการวิจัยเทคโนโลยีดิจิทัลในการควบคุมการเดินรถและเสริมสร้างความปลอดภัย(4) โครงการวิจัยเทคโนโลยีการผลิตยานพาหนะระบบรางสำหรับเมือง(5) โครงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อด้านความปลอดภัยในระบบราง
2) การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบราง
มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่แก้ไขปัญหาการให้บริการ มีระดับความพร้อมทางเทคโนโลยีที่เพียงพอ เพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพ ความปลอดภัย และพร้อมขยายผลสู่การใช้งานในบริบทการใช้งานจริง
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาบุคลากรในระบบราง โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นระบบ วิเคราะห์อุปสงค์และอุปทานของแรงงาน การสร้างฐานข้อมูลกลาง การบูรณาการหลักสูตรแกนกลาง การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม และศูนย์ทดสอบคุณสมบัติบุคลากร รวมทั้งสร้างมาตรฐานวิชาชีพ และจัดทำระบบรับรองสมรรถนะ โดยมีกลยุทธ์จำนวน 3 กลยุทธ์ ได้แก่
1) การจัดทำแผนบุคลากรในระบบรางมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแผนการผลิตบุคลากรระบบรางได้สอดคล้อง กับความต้องการในภาคอุตสาหกรรม และเกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทานจำนวน 4 โครงการ (วงเงินงบประมาณ 23 ล้านบาท) ดังนี้(1) โครงการวิเคราะห์โครงสร้างตลาดแรงงาน และจัดทำแผนการพัฒนาบุคลากรระบบราง(2) โครงการพัฒนาระบบรับรองคุณภาพ ระบบประกันคุณภาพ และระบบตรวจประเมินบุคลากรในระบบราง(3) โครงการจัดทำระบบการฝึกอบรม และระบบการทดสอบคุณสมบัติการประกอบวิชาชีพระบบรางของประเทศ(4) โครงการพัฒนาหลักสูตรพัฒนากำลังคนมาตรฐานกลาง ร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษา
2) การสร้างสมดุลระหว่างภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติวิชาชีพระบบรางมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทักษะด้านวิชาการ และวิชาชีพของบุคลากร สถาบันการศึกษาในระบบรางมีมาตรฐานในระดับเดียวกัน สอดคล้องกับข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568
และความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
3) การสร้างมาตรฐานวิชาชีพระบบรางมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การผลิตผู้ประจำหน้าที่ในระบบรางของผู้ให้บริการระบบรางแต่ละรายอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน และสร้างระบบมาตรฐานวิชาชีพ และระบบความเชี่ยวชาญของผู้ประจำหน้าที่ในระบบราง
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การวิจัยและพัฒนามาตรฐานการขนส่งทางรางและระบบการทดสอบ โดยมุ่งเน้นการจัดทำเกณฑ์และข้อกำหนดด้านเทคนิค ที่ครอบคลุมทุกองค์ประกอบของระบบราง ผ่านการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพและการยกระดับศูนย์ทดสอบหรือห้องปฏิบัติการให้สามารถทดสอบและรับรองคุณภาพชิ้นส่วน รวมถึงการรวบรวมและเผยแพร่มาตรฐานการจัดทำฐานข้อมูลศูนย์ทดสอบ โดยมี  กลยุทธ์จำนวน 3 กลยุทธ์ ได้แก่
1) การพัฒนามาตรฐานการขนส่งทางรางที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนามาตรฐานระบบรางที่ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญของระบบราง (เช่น งานอาคารและงานระบบ โครงสร้างพื้นฐานและโยธา ระบบไฟฟ้า เป็นต้น) พัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนให้มีมาตรฐานยึดถือ และพัฒนามาตรฐานการก่อสร้างสำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการภายในประเทศสามารถเข้าสู่โครงการได้จำนวน 9 โครงการ (วงเงินงบประมาณ 321 ล้านบาท) เช่น(1) โครงการจัดทำมาตรฐานการก่อสร้าง และงานโยธา สำหรับรถไฟทางไกล (75 ฉบับ)(2) โครงการจัดทำมาตรฐานการก่อสร้าง และงานโยธา สำหรับรถไฟความเร็วสูง (36 ฉบับ)(3) โครงการจัดทำมาตรฐานอุตสาหกรรมด้านชิ้นส่วนระบบราง (25 ฉบับ)(4) โครงการจัดทำมาตรฐานการก่อสร้าง และงานโยธา สำหรับรถไฟทางไกล – ระยะที่ 2 (51 ฉบับ)(5) โครงการจัดทำมาตรฐานอุตสาหกรรมด้านชิ้นส่วนระบบราง – ระยะที่ 2 (40 ฉบับ)(6) โครงการจัดทำมาตรฐานการก่อสร้าง และงานโยธา สำหรับรถไฟความเร็วสูง – ระยะที่ 2 (26 ฉบับ)(7) โครงการพัฒนาระบบ โครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพให้แก่ระบบรางของประเทศไทย
2) การพัฒนาระบบการทดสอบที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการทดสอบด้านระบบให้มีองค์ประกอบสอดคล้อง กับหลักการโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศและเสริมขีดความสามารถของหน่วยทดสอบระบบรางให้มีขีดความสามารถสูงขึ้น และมีราคารับทดสอบที่ภาคอุตสาหกรรมในประเทศรับได้
3) การอำนวยความสะดวกแก่ภาคอุตสาหกรรมให้สามารถเข้าสู่ระบบการทดสอบที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้าสู่ระบบการทดสอบผลิตภัณฑ์ และชิ้นส่วนระบบรางได้สะดวก และข้อมูลพื้นฐานที่เพียงพอต่อการวางแผนการผลิต การควบคุมคุณภาพการผลิต และการส่งผลิตภัณฑ์ และชิ้นส่วนระบบรางไปทดสอบ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยมุ่งเน้นการจัดทำแผนที่นำทางเพื่อระบุเทคโนโลยีเป้าหมายและกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข การถ่ายทอดเทคโนโลยีในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ควบคู่กับการพัฒนาระบบบริหารจัดการ และฐานข้อมูลกลางเพื่อใช้จัดเก็บองค์ความรู้เพื่อป้องกันการสูญหาย และเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศในระยะยาว โดยมีกลยุทธ์จำนวน 2 กลยุทธ์ ได้แก่
1) การกำหนดแนวทางการรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทาง และแผนด้านการรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีระบบรางในระยะ 5 -10 ปี และสร้างกลไกนโยบาย มาตรการ ที่ชัดเจนในการบรรจุประเด็นด้านการรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีในสัญญาภาครัฐด้านระบบรางจำนวน 3 โครงการ (วงเงินงบประมาณ 13 ล้านบาท) ดังนี้(1) โครงการจัดทำแผนที่นำทางด้านเทคโนโลยี และการรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบราง(2) โครงการศึกษาเพื่อกำหนด หลักเกณฑ์ มาตรการทางการคลังเพื่อสนับสนุนการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ระบบราง(3) โครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการ และสร้างเครือข่าย เพื่อการรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบราง
2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการรับและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหน่วยรับเทคโนโลยีที่มีโครงสร้างเหมาะสม รับเทคโนโลยีได้อย่างครบถ้วน และจัดการเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และระบบถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการสร้างอุตสาหกรรมระบบรางภายในประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ โดยมุ่งเน้นการผลักดันนโยบายและมาตรการส่งเสริมการสร้างอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศอย่างครบวงจร และให้สิทธิประโยชน์ การใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศในอัตราส่วนที่เพียงพอให้สามารถแข่งขันในโครงการก่อสร้าง และการผลิตในอุตสาหกรรมระบบรางได้ โดยมีกลยุทธ์จำนวน 3 กลยุทธ์ ได้แก่
1) การจัดทำนโยบาย และมาตรการเพื่อสร้างอุตสาหกรรมระบบรางที่มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ ระบุแนวทางในการกระตุ้นอุปสงค์และอุปทาน ประเมินโอกาสทางธุรกิจของอุตสาหกรรมระบบราง ปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมระบบรางไม่เกิดขึ้น และจัดทำนโยบาย มาตรการและหลักเกณฑ์ด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรมระบบรางที่เหมาะสมจำนวน 9 โครงการ (วงเงินงบประมาณ 5,020 ล้านบาท) เช่น(1) โครงการศึกษาเพื่อจัดทำนโยบายและมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ของระบบราง (2571)(2) โครงการศึกษาจัดทำกรอบแนวทางและหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมระบบราง(3) โครงการจัดตั้งหน่วยผลิตรถไฟภายในประเทศ(4) โครงการจัดตั้งหน่วยออกแบบวิศวกรรมยานพาหนะระบบรางแห่งชาติ(5) โครงการยกระดับมาตรฐานการผลิตชิ้นส่วนระบบรางของผู้ประกอบการภายในประเทศให้มาตรฐานระดับสากล ด้านระบบราง
2) การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างอุตสาหกรรมการออกแบบ วิศวกรรม การผลิต ประกอบ และซ่อมบำรุงรถไฟภายในประเทศ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงการจัดหารถไฟเพื่อใช้งานในประเทศ เกิดการหมุนเวียนของเงินทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ และตำแหน่งงานจากการสร้างอุตสาหกรรมการผลิต ประกอบ และซ่อมบำรุงรถไฟ
3) การยกระดับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความสามารถของผู้ผลิตชิ้นส่วนระบบรางให้มีความสามารถในการผลิต ที่สามารถเข้าสู่ตลาดเพื่อจำหน่ายในระดับโลก และให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากผู้ซื้อในระบบราง สู่ผู้ผลิต และจำหน่ายในตลาดโลก

                ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ. 2571 -2575 เป็นการกำหนด ทิศทางด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศและสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีระบบรางแบบบูรณาการ จึงไม่มีค่าใช้จ่ายโดยตรงโดยในส่วนของค่าใช้จ่ายการดำเนินโครงการสถาบันวิจัยฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

  1. คณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ. 2571 – 2575 ด้วยแล้ว และ คค. พิจารณาแล้วเห็นว่าการจัดทำยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ. 2571 -2575 เป็นการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2564 มาตรา7 (1) ดังนั้น จึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
  2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกพิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดย อก. เห็นควรเพิ่มเติมแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานระบบรางในประเทศ การเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ การส่งเสริมการลงทุนและการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ ตลอดจนกำหนดตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม และ สงป. เห็นว่าสำหรับค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเห็นสมควรให้ คค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบได้
  1. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบให้ กษ. ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 (เรื่อง ขออนุมัติดำเนินงานโครงการประมูลสิทธิ์งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 และจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572) (ตามข้อ 1.1) และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 (เรื่อง ขออนุมัติกรอบงบประมาณและผู้มีอำนาจลงนามโครงการประมูลสิทธิ์งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 และจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572) (ตามข้อ 1.2) ในส่วนของสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572 (งานมหกรรมพืชโลกฯ พ.ศ. 2572) จากพื้นที่เดิม ณ พื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาโดนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
  2. เห็นชอบมอบหมายให้ กษ. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์พื้นที่ภายหลังสิ้นสุดการจัดงาน (Legacy Plan) โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานหลัก และจังหวัดนครราชสีมาเป็นหน่วยงานสนับสนุน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์พื้นที่ให้เกิดความเหมาะสม คุ้มค่า และยั่งยืน
  3. รับทราบการเปลี่ยนชื่อการจัดงานให้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การนิทรรศการนานาชาติ (Bureau International des Expositions: BIE) โดยมีชื่อทางการว่า International Horticultural Expo 2029 Korat Thailand และชื่อเรียกโดยย่อยว่า Expo 2029 Korat Thailand

               สาระสำคัญ

  1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานมหกรรมพืชโลกฯ พ.ศ. 2572 ดังนี้

                        1.1 คณะรัฐมนตรีมีมติ (16 พฤศจิกายน 2564) อนุมัติในหลักการให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการยื่นประมูลสิทธิ์การจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 (ระดับ B) และจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572 (ระดับ A1) ต่อสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) โดยให้ กษ. กระทรวงมหาดไทย (มท.) และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (สสปน.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก

                        1.2 คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 มกราคม 2565) อนุมัติกรอบงบประมาณการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ พ.ศ. 2572 จำนวน 4,281 ล้านบาท และเห็นชอบผู้ลงนามการยื่นเสนอตัวประมูลสิทธิ์งานมหกรรมพืชสวนโลกฯ พ.ศ. 2572 รวมทั้งให้พิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ภายหลังการจัดงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดและไม่เป็นภาระงบประมาณในอนาคต

                        1.3 คณะรัฐมนตรีมีมติ (2 กรกฎาคม 2567) รับทราบผลการประมูลสิทธิ์การจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ พ.ศ. 2572 และอนุมัติองค์ประกอบของคณะกรรมการอำนวยการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572 (คณะกรรมการอำนวยการฯ) (รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล กษ. เป็นประธาน) เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบาย อำนวยการ กำกับ และติดตามผลการจัดงาน สั่งการและมอบหมายให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐช่วยปฏิบัติงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ พ.ศ. 2572

  1. กษ. ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบในการเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ พ.ศ. 2572 ได้เสนอสำนักงบประมาณ (สงป.) เพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 88.33 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจ้างออกแบบผังแม่บท (Master Plan) และรายละเอียดการจัดสร้างพื้นที่จัดงาน ณ พื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์ โคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา และต่อมาสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ลงพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูลและเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณสำหรับการจ้างออกแบบผังแม่บท ในระหว่างวันที่ 14 – 15 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง และพื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเปรียบเทียบความพร้อมและความเหมาะสมของทั้งสองพื้นที่ ซึ่งผู้แทน สศช. ได้รายงานผลการลงพื้นที่ดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572 (คณะกรรมการบริหารการจัดงานฯ) ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 (มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน) มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                        2.1 ผู้แทน สศช. รายงานว่า การจัดงานพื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา แม้การเตรียมความพร้อมในระดับพื้นที่มีความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง แต่ยังมีความเสี่ยงหลายประการ เช่น (1) โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคหลายส่วนยังอยู่ระหว่างดำเนินการและต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก (2) การเข้าถึงพื้นที่และการเชื่อมโยงกับตัวเมืองและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต้องใช้เวลาค่อนข้างมากและยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาอีกมาก รวมถึงข้อจำกัดด้านแหล่งท่องเที่ยวและที่พักในพื้นที่ที่มีจำนวนไม่เพียงพอรองรับผู้มาเข้าชมงาน และ (3) ความเสี่ยงด้านความคุ้มค่าของการลงทุนโดยนอกเหนือจากกรอบงบประมาณโครงการ 4,281 ล้านบาท ยังมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมโดยรอบพื้นที่อีกประมาณ 6,164.46 ล้านบาท ทำให้ประมาณการวงเงินดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้นประมาณ 10,445.46 ล้านบาท

                        2.2 ผู้แทน สศช. มีข้อสังเกตเชิงนโยบายว่า พื้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีเนื้อที่ประมาณ 874 ไร่ และอยู่ในความดูแลของ กษ. สามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติม มีความพร้อมด้านการคมนาคม โดยพื้นที่ติดถนนมิตรภาพและอยู่ห่างจากสถานีรถไฟทางคู่ปากช่องประมาณ 10 กิโลเมตร ด้านการแพทย์มีโรงพยาบาลหลักอยู่ห่างจากพื้นที่จัดงานประมาณ 7 – 8 กิโลเมตร ด้านที่พักมีสถานประกอบการโรงแรมและที่พักจำนวน 318 แห่ง ตลอดจนมีความพร้อมด้านแหล่งน้ำ ระบบไฟฟ้า และระบบรักษาความปลอดภัย จึงเป็นทางเลือกที่มีความเหมาะสมต่อการนำมาพิจารณาเป็นสถานที่จัดงานแห่งใหม่ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริหารการจัดงานฯ พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบในหลักการ ดังนี้ (1) เปลี่ยนแปลงพื้นที่การจัดงานจากพื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยคงใช้งบประมาณเดิมที่ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 88.33 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจ้างออกแบบผังแม่บท (Master Plan) และรายละเอียดการจัดสร้างพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ พ.ศ. 2572 (2) มอบหมาย กษ. เป็นหน่วยงานหลักและจังหวัดนครราชสีมาเป็นหน่วยงานสนับสนุนในการบริหารจัดการพื้นที่หลักการจัดงาน (Legacy Plan)  (3) ขออนุมัติขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 6 ล้านบาท ให้กับ สสปน. สำหรับการทบทวนความพร้อมและยื่นเอกสารเสนอใหม่ (Resubmit) เพื่อให้สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) และองค์การนิทรรศการนานาชาติ (BIE) พิจารณาอีกครั้ง และ (4) มอบหมายให้ กษ. เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ พ.ศ. 2572

  1. องค์การนิทรรศการนานานาชาติ (BIE) ได้กำหนดให้ปรับเปลี่ยนชื่อการจัดงานเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล จากชื่อเดิม “Nakhon Ratchasima International Horticultural Expo 2029” (Korat Expo 2029) เป็น “International Horticultural Expo 2029 Korat Thailand” (Expo 2029 Korat Thailand)
  1. เรื่อง สรุปผลการปฏิบัติราชการของคณะรัฐมนตรีในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้

          คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปผลการปฏิบัติราชการของคณะรัฐมนตรีในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

          รายงานสรุปผลดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่มอบหมายให้สำนักงานฯ รวบรวมข้อมูลการลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรี และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ทั้งนี้
รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้เห็นชอบให้นำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว

การลงพื้นที่ตรวจราชการของคณะรัฐมนตรี 25 ท่าน รวม 51 จุด ข้อสั่งการสำคัญ ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ

– ขุดลอกร่องน้ำท่าเรือน้ำลึกสงขลา  (คค.)

– สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและทักษะความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs  (อก.)

          – ผลักดันด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ให้มีประสิทธิภาพ และจัดทำแผนแม่บทความเชื่อมโยงชายแดน ไทย-มาเลเซีย (กต.)

– สนับสนุน Wellness Hub และระเบียงเศรษฐกิจ สุขภาพ (อว.)

ด้านสังคม

          – พัฒนาศักยภาพการให้บริการของโรงพยาบาล โดยจัดหาครุภัณฑ์สำหรับรองรับผู้ป่วย ICU และใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาระบบการให้บริการ (สธ.)

          – พัฒนาคุณภาพชีวิตโดยขับเคลื่อนโรงเรียนผู้สูงอายุ แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยกลุ่มเปราะบาง ขยายผลโครงการบ้านมั่นคงในโซนภาคใต้ และเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในพื้นที่ 5 จชต. (พม./สทบ.)

          – ปรับปรุงหลักสูตรด้านการท่องเที่ยวและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่ รวมทั้งแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา (ศธ.)

          – บูรณาการในการปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เป็นภัยแทรกซ้อน และเป็นปัจจัยในการก่อความไม่สงบในพื้นที่ (ป.ป.ส./ยธ.)

ด้านความมั่นคง

          – ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจและการพัฒนา มาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ (กห.)

          – ให้ความสำคัญกับหัวหน้าส่วนราชการ เพื่อสร้างความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาในพื้นที่ (กห.)

          – การบริหารจัดการด่านชายแดน โดยพัฒนาทางเลือก การข้ามแดนในระยะ 2 กม. เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยทบทวนการใช้ Temporary Border Pass หรือการใช้บัตรประชาชน ข้ามแดนที่ด่านวังประจัน (มท.)

ด้านภัยพิบัติ

          – ปรับปรุงเส้นทางคมนาคม โดยมีการออกแบบระบบระบายน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วมคันทางและผิวจราจร (คค.)

          – บูรณาการข้อมูลและระบบดิจิทัล (การเฝ้าระวังการเตือนภัย การอพยพ และบริหารจัดการศูนย์พักพิง) เพื่อยกระดับการวางแผน การบริหารจัดการอุทกภัยจังหวัดสงขลา ณ ศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ มอ. (ดศ.)

          – ก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนควนลัง ระยะที่ 1 ตำบลควนลัง (มท.)

          – จัดทำแผนเพื่อเตรียมการรองรับกรณีเกิดภัยพิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมให้บริการน้ำประปา และพัฒนาระบบไฟฟ้าสำรอง กรณีไฟฟ้าหลักขัดข้องจากเหตุภัยพิบัติ

  1. เรื่อง ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี)

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

                1) รับทราบผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี)

                2) มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาข้อเสนอ ตามข้อ 2.1 เพื่อบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติราชการประจำปีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขอรับการจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป

                3) เห็นชอบในหลักการตามข้อ 2.2 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 5 จังหวัด ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยโครงการที่เห็นควรขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประกอบด้วย (1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ (เทศบาลนครหาดใหญ่) งบประมาณ 25,900,000 บาท (2) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติ (เทศบาลเมืองควนลัง) งบประมาณ 21,100,000 บาท และ (3) โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ประสบภัย จังหวัดปัตตานี (สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานี) งบประมาณ 20,000,000 บาท รวมวงเงินงบประมาณ 67,000,000 บาท ให้หน่วยงานรับผิดชอบขอรับการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

                4) มอบหมายหน่วยงานพิจารณาขอรับการจัดสรรงบประมาณโดยเร่งด่วน ประกอบด้วย     (1) ชุดลอกร่องน้ำของท่าเรือสงขลาและปัตตานีให้ลึกประมาณ 9 – 10 เมตร เพื่อให้สามารถรับเรือสินค้าขนาดใหญ่และรองรับการระบายน้ำในพื้นที่ โดยให้สำนักงบประมาณพิจารณาแหล่งเงินที่เหมาะสมในการดำเนินงาน (กระทรวงคมนาคม) (2) เร่งรัดการออกแบบก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 วงเงิน 250 ล้านบาท โดยพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งนี้ หากไม่เพียงพอให้ดำเนินการเสนอขอใช้งบกลางตามระเบียบขั้นตอนต่อไป (กระทรวงสาธารณสุข) (3) โครงการตามแผนความต้องการฟื้นฟูทางหลวงของกรมทางหลวง จำนวน 45 โครงการ กรอบวงเงิน 835.8 ล้านบาท เพื่อเร่งซ่อมแซมถนนและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ภัยพิบัติ ตั้งแต่ปี 2568 ให้กระทรวงคมนาคมรับไปพิจารณาความพร้อมและความเหมาะสมของโครงการ เพื่อบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติราชการประจำปีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขอรับการจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป

                5) มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อ 2 – 4 รายงานผลการดำเนินงานให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำหรับโครงการที่ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน ให้สำนักงบประมาณรายงานผลการจัดสรรงบประมาณให้คณะรัฐมนตรีทราบ ต่อไป

                1.ความเร่งด่วนของเรื่อง

                ผลการประชุมเพื่อรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ(Workshop) ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) มีความจำเป็น ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 1 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงของการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลา เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

  1. สาระสำคัญของเรื่อง

                วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกำหนดจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา และติดตามการตรวจราชการในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) ระหว่างวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2569       ถึงวันอังคารที่ 1 กันยายน 2569 และมอบหมายให้ สศช. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยเป็นฝ่ายเลขานุการจัดการประชุมเพื่อระดมความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ (จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 และวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลา โดยสรุปผลการประชุมฯ ดังนี้

                2.1 วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569 และวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2569 กระทรวงมหาดไทยได้จัดการประชุมเตรียมความพร้อมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) เป็นประธานที่ประชุม มีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี) เข้าร่วมประชุม โดยที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอโครงการของ 5 จังหวัดภาคใต้

                2.2 สศช. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักงบประมาณ จัดประชุมเพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้แทนสถาบันภาคเอกชนในพื้นที่ ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) เข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางการพัฒนาพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนยกระดับศักยภาพของพื้นที่ให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของประชาชนในแต่ละจังหวัด ทั้งนี้ ที่ประชุมได้สรุปข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อน (Quick win) และข้อเสนอเพื่อดำเนินการในระยะยาว 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านความมั่นคง และด้านภัยพิบัติ ดังนี้

                        2.2.1 ข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อน (Quick win) พร้อมหน่วยงานรับผิดชอบหลัก สรุปดังนี้

                        1) ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่

                                (1) ปรับปรุงเงื่อนไขเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ทั้งในด้านอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาการดำเนินการของเงินกู้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ 5 จังหวัด (กระทรวงการคลัง)

                                (2) จัดทำผังเมือง 5 จังหวัดให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่โดยการจัดทำผังเมืองของจังหวัดสงขลาและปัตตานีให้ดำเนินการสอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่สงขลาและปัตตานี และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) จังหวัดสงขลาและปัตตานี (กระทรวงมหาดไทย)

                                (3) ขุดลอกร่องน้ำของท่าเรือสงขลาและปัตตานีให้ลึกประมาณ 9 – 10 เมตรเพื่อให้สามารถรับเรือสินค้าขนาดใหญ่และรองรับการระบายน้ำในพื้นที่ (กระทรวงคมนาคม)

                                (4) ยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาของนักท่องเที่ยวที่ผ่านด่านชายแดนไทย – มาเลเซียทางบกและปรับรูปแบบ ตม.2 และ ตม.3 เป็นรูปแบบออนไลน์และลงทะเบียนล่วงหน้าได้ 3 วันล่วงหน้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว รวมทั้งปรับระบบศุลกากรให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามแดน (กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)

                                (5) บริหารจัดการการทำประมงพื้นบ้านเพื่อลดผลกระทบจากการทำประมงพื้นบ้านในพื้นที่อุทยาน (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                                (6) จัดตั้งศูนย์ One Stop Service สำหรับการจัดการแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ (กระทรวงแรงงาน)

                                (7) จัดงานส่งเสริมและ Package การท่องเที่ยวด้านอาหารพื้นถิ่นของ 5 จังหวัดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

                                (8) ขยายมาตรการช่วยเหลือและส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน)

                        2) ด้านสังคม ได้แก่

                                (1) เร่งรัดการออกแบบก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 วงเงิน 250 ล้านบาท โดยพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งนี้ หากไม่เพียงพอให้ดำเนินการเสนอขอใช้งบกลางตามระเบียบขั้นตอนต่อไป (กระทรวงสาธารณสุข)

                                (2) เร่งรัดการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแรงงานระหว่างไทย-มาเลเซียเพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนในการทำงานของแรงงานไทยในประเทศมาเลเซีย และทบทวนระเบียบและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว เพื่อนำเข้าแรงงานทดแทนและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ (กระทรวงแรงงาน)

                                (3) ยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยบูรณาการความร่วมมือพัฒนาหลักสูตรร่วมระหว่างวิทยาลัยชุมชนและมหาวิทยาลัย พร้อมจัดทำ Journey Map (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

                                (4) แก้ไขปัญหาความยากจน โดยให้จังหวัดประสานความร่วมมือกับหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) เพื่อให้ความช่วยเหลือครัวเรือนเป้าหมายอย่างทั่วถึงและตรงตามความต้องการ

                                (5) ซ่อมแซมและพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กลุ่มเปราะบางให้จังหวัดร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตรวจสอบสถานะที่ดินและข้อจำกัดทางกฎหมายให้ได้ข้อยุติเป็นรายพื้นที่ สำหรับพื้นที่ที่รองรับการอยู่อาศัยได้ ให้เร่งรัดหน่วยงานที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น ช่วยสนับสนุนการดำเนินการจัดการเอกสารการให้ใช้ที่ดินให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมอบกรรมสิทธิ์ ส่วนพื้นที่ที่รองรับไม่ได้ให้จัดหาพื้นที่ที่เหมาะสม และติดตามผลให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายปี 2570 – 2571 นอกจากนี้ ให้ประสานสถาบันศาสนาและหน่วยงานทหารสนับสนุนกำลังพลในการซ่อมแซมบ้านให้กลุ่มเปราะบาง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงคมนาคม กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานเจ้าของพื้นที่)

                                (6) มาตรการพัฒนาการศึกษาโรงเรียนตาดีกา โดยศึกษาแนวทางนำเข้าสู่ระบบของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดสรรงบประมาณ (กระทรวงศึกษาธิการ)

                                (7) มาตรการช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา (Dropout) โดยใช้กลไกวิทยาลัยชุมชนในการดูแล พัฒนาทักษะ และสร้างโอกาสให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือการประกอบอาชีพ (กระทรวงศึกษาธิการ)

                                (8) เชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ โดยกำหนดแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้การดูแลและช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดและเด็กนอกระบบการศึกษาอย่างทั่วถึงและตรงกลุ่มเป้าหมาย (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)

                                (9) แก้ไขปัญหาลิงในแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบและเหมาะสมกับพื้นที่ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

                        3) ด้านความมั่นคง ได้แก่

                                (1) ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เป็นแนวหน้าในการรับแจ้งและสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปยังหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่อย่าง มีประสิทธิภาพ (กระทรวงมหาดไทย)

                                (2) ยกระดับและเพิ่มทักษะให้แก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อเป็นเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ที่ช่วยสนับสนุนความมั่นใจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ (กระทรวงมหาดไทย)

                                (3) จัดหาและติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์และติดตั้ง จำนวน 164 ระบบให้กับชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) โดยขอรับการจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอน (กระทรวงมหาดไทย)

                                (4) พัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง (อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี) ให้เป็นด่านตรวจอัจฉริยะ (Smart Checkpoint) (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า)

                        4) ด้านภัยพิบัติ ได้แก่

                        โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ (เทศบาลนครหาดใหญ่) งบประมาณ 25,900,000 บาท โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติ (เทศบาลเมืองควนลัง) งบประมาณ 21,100,000 บาท โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ประสบภัย จังหวัดปัตตานี (สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานี) งบประมาณ 20,000,000 บาท รวมวงเงินงบประมาณ 67,000,000 บาท ให้หน่วยงานรับผิดชอบขอรับการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

                        สำหรับโครงการตามแผนความต้องการฟื้นฟูทางหลวงของกรมทางหลวง จำนวน 45 โครงการ กรอบวงเงิน 835.8 ล้านบาท เพื่อเร่งซ่อมแซมถนนและโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ภัยพิบัติ ตั้งแต่ปี 2568 ให้กระทรวงคมนาคมรับไปพิจารณาความพร้อมและความเหมาะสมของโครงการเพื่อบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติราชการประจำปีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขอรับการจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป

                        2.2.2 ข้อเสนอเพื่อดำเนินการในระยะยาว ดังนี้

                        1) ด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

                                (1) พัฒนาและยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยว ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย

                                (2) พัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัยได้มาตรฐาน และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เช่น พัฒนามอเตอร์เวย์ M84 ถนนเลี่ยงเมืองหาดใหญ่ ทล.425 เพื่อช่องจราจรเชื่อมชุมชน ทล.43 และถนนสงขลา-สตูล และสร้างสะพาน/อุโมงค์เชื่อมสงขลา-สิงหนคร และปรับปรุงท่าเรือให้สามารถรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่

                                (3) ยกระดับและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอย่างครบวงจรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น พัฒนาศูนย์กลางแปรรูปและกระจายสินค้าเกษตรครบวงจร ยกระดับและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอย่างครบวงจรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

                                (4) ยกระดับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เช่น จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต เป็นต้น

                                (5) ปรับปรุงกฎหมายแรงงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำประมง รวมทั้งทบทวนเงื่อนไขการทำประมงระหว่างประเทศให้เหมาะสม

                                (6) พัฒนาทักษะแรงงานและการจ้างงานแรงงานทักษะสูงให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

                        2) ด้านสังคม ประกอบด้วย

                                (1) พิจารณาแผนการดำเนินการแก้ไขเชิงรุกในการดูแลสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน เช่น การจัดตั้งศูนย์บำบัดสุขภาพจิตครบวงจร

                                (2) พิจารณาแนวทางการดูแลผู้สูงอายุเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมสูงวัยโดดเดี่ยว โดยเชื่อมโยงกับกลไก รพ.สต. และ อสม. ในพื้นที่ เช่น การจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระดับพื้นที่ (Day Care) เพื่อรองรับปัญหาสังคมสูงวัยแบบโดดเดี่ยวควบคู่กับระบบการดูแลระยะยาว (Long Term Care)

                                (3) ศึกษาแนวทางการจ้างงานกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือน

                                (4) ให้มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์จัดทำแผนยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบคลุมศูนย์ภาษาชายแดน ศูนย์ธุรกิจฮาลาล บริการสาธารณสุขตติยภูมิ และการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์ เพื่อเสนอกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

                        3) ด้านความมั่นคง ประกอบด้วย

                                (1) จัดหาระบบรั้วความมั่นคงอิเล็กทรอนิกส์ให้ครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวชายแดน โดยเสนอเพิ่ม 8 ระยะ รวมระยะทาง 91.256 กิโลเมตร

                                (2) พัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและเยาวชน

                                (3) ยกระดับกลไกความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรม พร้อมสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและการกลับคืนสู่สังคม เช่น เจรจาจัดทำ MOU กับกลุ่มประเทศอาเซียนเกี่ยวกับสิทธิการดูแลและเยียวยาผู้เสียหายจำเลยคนไทย เป็นต้น

                        4) ด้านภัยพิบัติ ประกอบด้วย

                                (1) บริหารจัดการน้ำโดยการระบายน้ำ คูคลอง และท่อระบายน้ำให้สามารถรองรับฝนตกหนักและน้ำหลากได้เต็มประสิทธิภาพ

                                (2) จัดทำระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าโดยบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพัฒนาช่องทางการแจ้งเตือนให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

                                (3) จัดเตรียมทรัพยากร เครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลากรโดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพร้อมกันหลายพื้นที่

                                (4) ช่วยเหลือ เยียวยาและฟื้นฟูเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบของผู้ได้รับความเสียหายอย่างรวดเร็วและทันสถานการณ์

  1. ประโยชน์และผลกระทบ หากคณะรัฐมนตรีรับทราบและให้ความเห็นชอบผลการดำเนินงานตามการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายรัฐบาล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ ตลอดจนเสริมสร้างความพร้อมของพื้นที่ให้สามารถรองรับและขับเคลื่อนการพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ มีความมั่นคง และยั่งยืน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น

ต่างประเทศ 

  1. เรื่อง การจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อแก้ไขเอกสารข้อกำหนดขอบเขตของงาน (TOR) แนบท้ายบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการก่อสร้างและบำรุงรักษารั้วเดี่ยวบนเส้นเขตแดนที่บ้านด่านนอก/บูกิจกายูฮิตัม

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อแก้ไขเอกสารข้อกำหนดขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) (หนังสือแลกเปลี่ยนฯ เพื่อแก้ไข TOR) แนบท้ายบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการก่อสร้างและบำรุงรักษารั้วเดี่ยวบนเส้นเขตแดนที่บ้านด่านนอก/บูกิตกายูฮิตัม (บันทึกความเข้าใจฯ) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบต่อร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เพื่อแก้ไข TOR แนบท้ายบันทึกความเข้าใจฯ
  2. ให้นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดทำหลักเขตแดนร่วมระหว่างไทย – มาเลเซีย (Joint Thailand – Malaysia Land Boundary Committee: LBC) (คณะกรรมการ LBC) (ฝ่ายไทย) ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เพื่อแก้ไข TOR ตามข้อ 1

                เรื่องเดิม

  1. คณะรัฐมนตรีมีมติ (24 กรกฎาคม 2561) เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจฯ ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ รัฐบาลมาเลเซียและรัฐบาลไทยต้องร่วมกันก่อสร้างและบำรุงรักษารั้วเดี่ยวในบริเวณระหว่างหลักเขตแดนที่ 20A/12 และ 23/104 ในบริเวณที่ได้มีการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมกันแล้ว (บริเวณที่ 3 หลักเขตแดนที่ 16 – 27) ซึ่งรั้วเดี่ยวจะมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริหารจัดการเพียงอย่างเดียว และไม่สะท้อนให้เห็นซึ่งตำแหน่งที่แน่นอนของเขตแดนระหว่างประเทศระหว่างไทยและมาเลเซีย
  2. คณะรัฐมนตรีมีมติ (7 กรกฎาคม 2569) เห็นชอบการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ บริเวณหลักเขตแดนที่ 23/9 – 23/10 และปิดจุดผ่านแดนเดิมบริเวณหลักเขตแดนที่ 22 – 23 ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และกำหนดเวลาทำการตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย ระหว่างเวลา 05.00 – 23.00 น. ของทุกวัน

                สาระสำคัญของเรื่อง

              ภายหลังการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ – ด่านบูกิตกายูฮิตัม แล้วเสร็จ กต. ได้มีหนังสือทาบทามฝ่ายมาเลเซียเกี่ยวกับการจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เพื่อแก้ไข TOR แนบท้ายบันทึกความเข้าใจฯ ซึ่งฝ่ายมาเลเซียเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับการจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ กต. ได้ขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ LBC (ฝ่ายไทย) (ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน) ต่อการแก้ไขเอกสาร TOR แนบท้ายบันทึกความเข้าใจฯ โดยคณะกรรมการ LBC (ฝ่ายไทย) พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการแก้ไขเอกสาร TOR แนบท้ายบันทึกความเข้าใจฯ โดยจัดทำในรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยน

                กต. เห็นว่า ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เพื่อแก้ไข TOR มีสาระสำคัญและวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขข้อบทของข้อ 7.2 ของเอกสาร TOR แนบท้ายบันทึกความเข้าใจฯ เพื่อให้สอดคล้องกับการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ – ด่านบูกิตกายูฮิตัมซึ่งประตูรั้วเดี่ยวบนเส้นเขตแดนที่บ้านด่านนอก/บูกิตกายูฮิตัม จะก่อสร้างตามแนวรั้วเดี่ยวบนเส้นเขตแดนที่คณะกรรมการ LBC ดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนเรียบร้อยแล้วและเพื่อการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนในบริเวณที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ประกอบกับเนื้อหาของร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เพื่อแก้ไข TOR เป็นการกำหนดตำแหน่งก่อสร้างประตูรั้วเดี่ยวเท่านั้นไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาฯ ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เพื่อแก้ไข TOR จึงเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

                ประโยชน์และผลกระทบ : การจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนฯ เพื่อแก้ไข TOR แนบท้ายบันทึกความเข้าใจฯ เป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ – ด่านบูกิตกายูฮิตัม รวมทั้งเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนและผลักดันการดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซียตามกรอบคณะกรรมการ LBC ให้มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมต่อไป

  1. เรื่อง แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้าไทย – สิงคโปร์

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

  1. 1. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้าไทย – สิงคโปร์ (Joint Statement of the Thailand – Singapore “Forward – Looking Strategic Partnership) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก
  2. 2. เห็นชอบให้นายกรัฐมนตรีร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐสิงคโปร์เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเพื่อเข้าร่วมการประชุม Leaders’ Retreat ครั้งที่ 5 ในวันที่ 2 กันยายน 2569

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. 1. ประเทศไทยและสิงคโปร์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดรอบด้าน โดยปัจจุบันมีการผลักดันความร่วมมือที่เป็นยุทธศาสตร์และมองไปข้างหน้า (strategic and forward-looking) มากขึ้นในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว ฟินเทค กลาโหม สาธารณสุข ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางพลังงาน และการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์
  2. 2. ในบริบทดังกล่าว การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์เพื่อเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลักดันความร่วมมือต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นโอกาสในการหารือเพื่อกำหนดแผนงานต่าง ๆ ร่วมกับฝ่ายสิงคโปร์ให้มีความคืบหน้า
  3. 3. ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือไทย – สิงคโปร์ ในสาขาที่สำคัญ ได้แก่ (1) ความเป็นหุ้นส่วนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน (2) เศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงระหว่างกัน (3) ความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงที่เข้มข้นขึ้น และ (4) การประสานงาน เชิงยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในประเด็นภูมิภาค รวมทั้งความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียนในช่วงที่สิงคโปร์ และประเทศไทยเป็นประธานอาเซียนในปี 2570 และ 2571 ตามลำดับ โดยมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองและไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
  1. เรื่อง การรับรองปฏิญญาระดับรัฐมนตรีว่าด้วยกำลังคนด้านสุขภาพ: ความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสุขภาพเฉพาะทางในการประชุมคณะกรรมการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมัยที่ 79

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ ดังนี้

  1.  1. เห็นชอบต่อร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีว่าด้วยกำลังคนด้านสุขภาพ: ความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสุขภาพเฉพาะทาง ในการประชุมคณะกรรมการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมัยที่ 79 โดยหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขเอกสารในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย
    ให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
  2. 2. เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. 1. ประเทศไทยเป็นรัฐสมาชิกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขององค์การอนามัยโลก (SEAR)
    ซึ่งกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ตลอดจนภาระโรคที่ซับซ้อน ซึ่งส่งผลให้ความต้องการบริการดูแลรักษาพยาบาลเฉพาะทางที่มีคุณภาพและทันท่วงทีเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำมาซึ่งความท้าทายสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระดับสากล ความเหลื่อมล้ำของการกระจายตัวบุคลากรระหว่างเขตเมืองและชนบท รวมถึงปัญหาการย้ายถิ่นฐานของบุคลากรเฉพาะทางไปยังต่างประเทศ
  2. 2. สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ในฐานะประเทศเจ้าภาพจัดการประชุม คณะกรรมการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมัยที่ 79 (RC79) ระหว่างวันที่ 7 – 10 กันยายน 2569
    ได้พิจารณาถึงความจำเป็นที่รัฐสมาชิกของ SEAR จะต้องพัฒนานโยบายและผลักดันการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลเฉพาะทางของประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากปัญหาการขาดแคลนและการกระจายตัวไม่เท่าเทียมของบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทาง สังคม จึงได้จัดทำเสนอร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีว่าด้วยกำลังคนด้านสุขภาพ: ความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสุขภาพเฉพาะทาง (Dili Declaration on Human Resources for Health: Equity in Specialized Care) เพื่อให้ประเทศสมาชิกพิจารณาให้การรับรองในที่ประชุม RC79
  3. 3. สาระสำคัญของร่างปฏิญญาฯ คือการให้คำมั่นในการขับเคลื่อนความเท่าเทียมด้านบริการเฉพาะทาง ผ่านประเด็นดำเนินการสำคัญ อาทิ (1) การวางแผน กำหนดนโยบาย และจัดสรรงบประมาณด้านกำลังคนทางการแพทย์ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชากรและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยใช้มาตรการทั้งทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงินเพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรเฉพาะทาง ให้อยู่ในระบบสุขภาพภาครัฐและพื้นที่ห่างไกล (2) การยกระดับศักยภาพบุคลากรที่มีอยู่และการพัฒนานวัตกรรมรูปแบบบริการ เช่น การทำงานเป็นทีมแบบ
    สหวิชาชีพ การกระจายและมอบหมายภารกิจ (Task-sharing/Task-shifting) การจัดหน่วยแพทย์เฉพาะทางเคลื่อนที่หรือสับเปลี่ยนหมุนเวียนลงพื้นที่ ตลอดจนนำภูมิปัญญาการแพทย์ดั้งเดิมและการแพทย์ทางเลือกที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม

ประโยชน์และผลกระทบ

          การรับรองร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีดังกล่าว จะเป็นเครื่องมือและหลักฐานอ้างอิงที่เป็นประโยชน์ต่อการผลักดันวาระด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านสุขภาพและการขยายการเข้าถึงบริการเฉพาะทาง
อย่างเท่าเทียม และช่วยเสริมสร้างบทบาทและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านสาธารณสุขในระดับภูมิภาค

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นางพจมาน ท่าจีน ข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่ง รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

  1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง)

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอแต่งตั้ง นายกรณินทร์ กาญจโนมัย
รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง) ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหารสูง) เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายภราดร ปริศนานันทกุล) ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบแล้ว

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

  1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กองทัพบก ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

              ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

  1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย ดังนี้

  1. นายวิสุทธิ์ ฉัตรานุฉัตร ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับต้น)

                                                สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

                                                ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี

                                                (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ตำแหน่งเลขที่ 8

                                                สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

  1. นายสมชาย คนตรง ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับต้น)

                                                สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
                                                ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
                                                (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ตำแหน่งเลขที่ 15
                                                สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

  1. นายฐิตินันท์ สิงหา รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (นักบริหารระดับต้น)                                             สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
                                                    ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี                                                                 (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ตำแหน่งเลขที่ 20
                                                    สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

การเมือง, คณะรัฐมนตรี, มติคณะรัฐมนตรี, แนวหน้าออนไลน์

จับตา! ศาลปกครองนัด 2 ก.ย. ชี้ชะตาคดี ประธานกสทช. ‘หมอสรณ’

1 กันยายน 2569 เวลา 18:40 น.

วันที่ 1 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลปกครองกลางได้กำหนดนัดฟังคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในวันที่ 2 กันยายนนี้ เวลา 10.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 7 ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ กรณี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่สั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา

การนัดฟังคำสั่งของศาลปกครองกลางในครั้งนี้ เป็นที่จับตาอย่างยิ่งจากทุกฝ่าย เนื่องจากเป็นประเด็นความขัดแย้งและข้อกฎหมายภายในองค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อและโทรคมนาคมของประเทศ ซึ่งคาดว่าผลคำสั่งในวันดังกล่าวจะส่งผลต่อทิศทางการทำงานและการบริหารงานภายในสำนักงาน กสทช.ต่อไป

กสทช., ศาลปกครอง, สรณ บุญใบชัยพฤกษ์, หมอสรณ

ระวังประเทศไทย จะโดนกลืนชาติ! ‘อนิศ’สะกิดสังคมไทยตื่น รับมือชาวอิสราเอล ตั้งถิ่นฐานเงียบ

1 กันยายน 2569 เวลา 16:55 น.

วันที่ 1 กันยายน 2569 อนิศ โอสถานุเคราะห์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Anit Osathanugrah ระบุว่า ระวังประเทศไทย..จะโดนกลืนชาติ

เรื่องนี้เรื่องใหญ่ คนอาจจะหาว่าผมมโน แต่ผมอ่านประวัติศาสตร์เยอะ และ History always repeats itself.

ชาว อรอ นั้น เอาจริงๆ ไม่มีบ้านอยู่ แต่เรื่องมันยาว ตั้งแต่สมัย ออตโตมัน เอาเป็นว่าสุดท้ายไอ้กัน สนับสนุนเอาไปหย่อนใส่ไว้แถวนั้น กลางประเทศอาหรับ สี่ประเทศ พูดง่ายๆ เหมือนเอา นักเลงไปนั่งป่วน คนแถวนั้น จะได้ไม่มีเวลามาป่วนฉัน มากกว่า โซเวียตก็เคยหนุน แต่สุดท้ายหักลำไปช่วยอีกฝ่าย เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง พวกอาหรับ สี่ประเทศ ก็โกรธ อียิปต์ จอร์แดน ซีเรีย อิรัก เหมือนอยู่ดีๆ เอาโจทก์ เอานักเลง มาหย่อนไว้หน้าซอยบ้านฉัน แต่ทำไรมากไม่ได้ ได้แต่สุมกำลัง รอรุมกินโต๊ะสักวัน

วันดีคืนดี อีท่าไหน ไม่รู้ อรอ ขี้เกียจนั่งรอโดนรุมกินโต๊ะ กูเปิดก่อนเลยแล้วกัน ส่งเครื่องบิน ถล่ม กองทัพอากศ อียิปต์ แทบหมด กองทัพ คาพื้นสนามบิน แบบไม่รู้ตัว ในการจมตีระลอกเดียว และตามไปซัด อีกสามประเทศ หมอบ
สนิท ใช้เวลา แค่หกวัน นำโดย นายพล โมเช่ ดายัน ขุนพลตาเดียวนั่นแหละ เสร็จแล้ว ยึดดินแดน ที่ตัวเองรุกเข้าไปไม่คืนด้วย จนประเทศใหญ่ขึ้นมาสามเท่า ..แบบดื้อๆ เอางี้เลย

อรล โจทก์ทั้งโลกเยอะมาก อยูู่ได้เพราะฉลาดเป็นกรด หลายคนว่าแกมโกง ฮิตเลอร์นั้นเกลียดขนาดไหน ไปปลุกผีแกมาถามดู ว่าไปโดนอะไรมา น่าจะรู้ดี

พวกนี้ส่ง คนเข้าไปอยู่ตามประเทศ ต่างๆ และยึดการเงินเขาแบบเนียนๆ หมด ทั้งการเงินการธนาคาร ด้วยความฉลาด

และทุกคน ส่งเงินกลับไปช่วย อรล แบบเงียบๆตลอด พอรวยอาวุธก็ทันสมัยมหาศาล รบใครก็เลยไม่แพ้..มีเงินน่ะ

คนทุกคน ใน อรล ไม่ว่า ญ ช ต้องเป็นทหาร ไอ้ที่บอกนักท่องเที่ยว เดินอยู่ป่าตอง สมุย นี่ทหารผ่านศึก เป่าคนเล่น เหมือนตบยุง มาแล้วทั้งนั้น จิตใจไม่น่าจะมีเมตตา สักเท่าไหร่

คราวนี้ ฝันของพวกนี้ คือมีบ้านอยู่ที่ไม่ใช่กลางวงล้อมศัตรู

ไม่งั้น โดนจรวดทั้งวัน ไอรอนโดม เจ๋งขนาดไหน ยังเอาไม่อยู่ เพราะจรวดลงเป็นห่าฝน อยู่แบบนี้นอยด์แดกทั้งชาติ

วิเคราะห์ ดูทั้งโลกแล้ว ประเทศที่น่าอยู่ที่สุด และหมูที่สุด ในการฝังราก คือ Thailand.

ประเทศเราไม่มีสงคราม ห่างไกล อาหรับ และเงินซื้อง่ายมาก ทั้งคนไทยเทา และ ขรก กังฉิน แถม ทั้งรพ บรรยากาศ อากาศ อาหาร การกิน ดีสุดๆ พวกนี้เคาะแล้วก็ลุยทันที

ทุกคลิป ที่คนเอามาแฉ มาเปิด จะเห็นว่า อรล แทบทุกคน ชักชวน ภาวนา ว่านี่คือบ้านใหม่เขา การสร้างโบสถ์ฝังความเชื่อ มาในไทย แทบทุกจังหวัด ยันกลางสุขุมวิท

ห้ามคนไทยเข้า บริษัทห้างร้าน ใช้นอมินี ถือหุ้นเต็มไปหมด

เพื่อสร้างเศรษฐกิจ แบบเงียบๆ โปรยเงินใส่ ขรก และ ไทยเทาขายชาติ แบบไม่อั้น ด้วยคำหวานพร้อมซองหนา

สัญชาติไทย ถูกขายไปแล้ว ไม่รู้กี่คนต่อกี่คน คนยิวเคราหนา ถือบัตร ปชช ไทยแท้ ซื้อที่ไปเรื่อยๆ แบบไม่มีทางรู้ว่า กี่ผืนแล้ว ที่หายไป ตั้ง โรงเรียน ตั้งโบสถ์ ความเชื่อ และทุกอย่างของตัวเอง เงินหมุนวน ไม่รั่วไหล

ที่ร้ายไปกว่านั้น แผนระยะยาว ที่ผมเชื่อว่าทำไปแล้ว และไม่รู้ว่า ไปถึงไหน คือการมีลูกกับคนไทย

คุณรู้ไหม ประเทศที่้เด็กเกิดสูงสุด ในโลก คือ อรล เพราะต้องการขยายพันธ์ืยึดโลก ไปเรื่อยๆ แต่ประเทศที่เด็กเกิดต่ำสุด คือไทย รองบ๊วย ของโลก สักพักเราจะเห็น เมียเช่า ตั้งท้องกับ อรล แต่งงาน ไม่ต้องมาก สี่ห้าปีนี้ แสนคน มีลูกสักสองคน คือสองแสน เด็กเกิดใหม่ สองแสน สัญชาติไทยแท้ เพราะแม่ไทย นั่งสบายเป็นคุณนายเพราะเงินถึง เลี้ยงลูกสัญชาติไทย ใจ อรอ ได้ทั้งการศึกษา วงสังคม กลายเป็น elite ใหม่ในสังคมไทย ไม่เกิน ยี่สิบปี หลัง

จากนั้น ทำงาน ยึดธนาคาร เล่นการเมืองยังได้ เรียบร้อย

สววรค์เมียเช่าสายฝอ นรกคนไทย

ถ้าผม เป็น แอล ผมเขียนแผนนี้แน่ๆ

ทุกวันนี้ ประเทศเรา อยู่ดีๆ กลายเป็น proxy war ไปแล้ว ถึงยังไม่มียิงกัน แต่ทางความคิด เริ่มแล้ว การประท้วงขับไล่อะไรต่างๆ นำธง ปาเลสไตน์ มา ปะทะ กับธง อรล กลางกรุงเทพ และ ทุกร้านรวงในแหล่งท่องเที่ยว คนดูเหมือนสะใจ แต่นี่คือสัญญาณอันตรายสุดๆ ปาเลสไตน์ นั่งดูบอก อ้าวมีคนสนับสนุนกู เดี๋ยวเงินอะไรไม่รู้จะสนับสนุนมุดมาหาคนประท้วง ส่วน อรอ มีรึจะยอม ส่งมาไม่แพ้กัน

คุณเคยเห็น การรบกันทางสัญลักษณ์ ของ สองฝ่ายกลางประเทศเราแบบนี้ไหมล่ะ นี่แหละ จุดเริ่มของ proxy war

มาในไทย ได้เฉยเลย อันตรายสุดๆ

สักพัก ก่อการร้าย คาร์บอม อะไรมาตรึม

คนไทยทั้งประเทศ ผมย้ำนะ คนไทยทั้งประเทศ ตื่นได้แล้ว มัวแต่มา ปากดี ควายสีนั้นสีนี้ เดี๋ยวจะกลายเป็นควายไม่มีแผ่นดินสงบอยู่กันทุกคน เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่รัฐบาล รัฐบาลต้องการ ข้อมูล ข่าวสาร จาก ปชช ทุกคน แต่พอได้แล้วต้องไว ต้อง ออก กม จัดการเรื่องนี้โดยด่วน พวกนี้ไม่ใช่นักท่องเที่ยว อย่ามาบ้องตื้น เขาตั้งธงชัด มาตั้งบ้านใหม่ที่นี่ เขาไม่ได้เหมือนจีน จริงอยู่คนจีนไปตั้ง China town ไปทั่วโลก แต่จีน ไม่ได้จะไปยึดดินแดนใคร ประเทศตัวเองก็ใหญ่จนเป็นทวีป เดินไม่หมดอยู่แล้ว คนจีนแค่ไปตรงไหนที่มีกำไร แบบนี้ ยังคุยกันได้สบายอยู่ แต่ไม่ใช่การตั้งดินแดนใหม่ แบบนี้

ไปประท้วง อย่าใช้สัญลักษณ์ของ ปาเลสไตน์ มาประกอบ มันจะกลายเป็น proxy war เอาคนไทยเรานี่แหละ ตรงๆ

ไม่ต้อนรับ คนที่จะมายึดประเทศไทย ไม่ต้องบอกว่าจะมาเที่ยว คนมาเที่ยว 7วันก็กลับ ไม่มาตั้งโบสถ์ ตั้ง โรงเรียนอะไรแบบนี้ บอกไปเลยตรงๆ กูไทยแลนด์ กูไม่ไว้ใจมึง

มึงออกไปก่อนดีกว่า วีซ่า จะเข้าต้องขอ ให้มันยากแบบ เราจะไปเมกา ทำแบบนี้มันยากตรงไหน ถ้าไม่มีหลักฐานชัดว่าจะกลับไป ไม่ออกวีซ่าให้ ครบวัน ต้องมี ตม โทรตาม ใช้เอไอ ช่วยตรวจก็ได้ิว่าออกไทยไปยัง ไม่มีชื่อออก ขึ้น black list ตามจับด่วน ส่วนเรื่อง สัญชาติที่ออกไปแล้วตั้งกรรมการสอบย้อนหลังด่วน รมต ขาลุย ของ รัฐบาล มีเยอะแยะ

รมช มท ตั้งแต่ 2-4 นั้นขาลุยทุกคน ตอนนี้เห็นวิ่งกันหัวปั่น ไม่หลับไม่นอน แต่ยังไม่พอ เพราะทุกกระทรวง พร้อมคนไทย ต้องช่วยกัน

ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เดี๋ยวสงบแล้วค่อยกลับมาตีกันเองต่อ ตอนนี้สัญญาณอันตรายมันผุดขึ้นทุกที่แล้ว

มันฝังรากมานานหลายปีแล้ว

ธงไตรรงค์ เรามีแค่สามสี แดง ขาว น้ำเงิน

และนี่คือประเทศไทย

อย่าให้วิญญาณบรรพบุรุษ ต้องด่าลูกหลานให้มันดังไปกว่านี้เลย

อนิศ โอสถานุเคราะห์

ประเทศไทย, สังคมไทย, อนิศ, อิสราเอล