ครม.อนุมัติรถไฟทางคู่สายใต้ ชุมพร-สุราษฎร์ฯ-หาดใหญ่-ปาดังฯ วงเงิน 1.06 แสนล้าน

1 กันยายน 2569 เวลา 15:32 น.

ครม.อนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทาง รวม 6 โครงการ แบ่งเป็นการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท และอนุมัติในหลักการอีก 3 โครงการ

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 นางสาวพลอยทะเล รัศมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ( ครม.สัญจร) จังหวัดสงขลา มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวนรวม 6 โครงการ โดยแบ่งเป็นการอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ดำเนินการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งหมด

โดยสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณรายปี และกระทรวงการคลังจะจัดหาแหล่งเงินกู้พร้อมค้ำประกันภายในประเทศตามความเหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพโครงข่ายคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ทั้ง 3 โครงการที่ได้รับการอนุมัติให้เดินหน้าก่อสร้าง ประกอบไปด้วย โครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2575 วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท ถัดมาคือ โครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2576 วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท และโครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2574 วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท

ส่วนสาระสำคัญและเหตุผลที่มีการปรับเพิ่มวงเงินโครงการจากเดิมนั้น กระทรวงคมนาคมรายงานว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของโครงการสายใต้ใหม่ทั้ง 3 โครงการ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ผันผวนและควบคุมคุณภาพโครงการให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานก่อสร้างทางรถไฟรวมถึงการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางผ่านให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน ตลอดจนวางแนวทางโครงสร้างเพื่อป้องกันอุทกภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้

นอกจากนี้ยังต้องดำเนินการปรับปรุงราคาก่อสร้างให้เป็นปัจจุบันตามต้นทุนค่าวัสดุและค่าน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงมีการปรับปรุงค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง และค่าชดเชยพืชผลต้นไม้ให้เป็นราคาประเมิน ณ ปัจจุบัน อีกทั้งยังขอปรับเพิ่มวงเงินค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างจากเดิมร้อยละ 2.25 เปลี่ยนเป็นร้อยละ 2.75 ของค่าก่อสร้าง เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ การปรับปรุงรายละเอียดดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าโครงการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยขอเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2568 โดยโครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี มีวงเงินเดิม 30,422.53 ล้านบาท ปรับเป็นวงเงินใหม่ 36,892.32 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6,469.79 ล้านบาท ขณะที่โครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ มีวงเงินเดิม 7,772.90 ล้านบาท ปรับเป็นวงเงินใหม่ 8,371.45 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 598.55 ล้านบาท ส่วนโครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา เดิมมีวงเงินรวม 66,270.51 ล้านบาท ซึ่งวงเงินใหม่ได้ปรับเพิ่มเป็น 77,556.97 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 11,186.46 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้กรอบวงเงินสูงเกินไปจนกระทบต่อระยะเวลาการก่อสร้างในภาพรวม การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงเห็นควรก่อสร้างเฉพาะช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ วงเงิน 61,534.55 ล้านบาทไปก่อน และตัดสินใจชะลอการก่อสร้างช่วงชุมทางหาดใหญ่-สงขลา วงเงิน 15,922.42 ล้านบาทออกไปในภายหลัง จนกว่าจะสามารถดำเนินการผลักดันผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ได้แล้วเสร็จ

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการของโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีกจำนวน 3 โครงการ ซึ่งประกอบไปด้วย โครงการช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย โครงการช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ และโครงการช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี โดยได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งดำเนินการทบทวนความเหมาะสมของโครงการ จัดทำกลยุทธ์การตลาด และแผนธุรกิจอย่างรัดกุมตามข้อสังเกตของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เนื่องจากประเมินว่าข้อมูลประมาณการผู้โดยสารและสินค้าอาจยังมีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้และยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำเสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรีในโอกาสต่อไป

ครม, นายกฯ, รถไฟทางคู่, รถไฟสายใต้, แนวหน้าออนไลน์

‘อนุทิน’ชี้ นายกฯ-มท.1 คนเดียวกัน ลั้นแก้ไฟใต้ต้องดีขึ้น ทุกหน่วยงานต้องทำงานร่วมกันเป็นรูปธรรม

1 กันยายน 2569 เวลา 15:18 น.

​”อนุทิน” ชี้ “นายกฯ-มท.1” คนเดียวกัน แก้ไฟใต้ทุกหน่วยต้องทำงานร่วมกันเป็นรูปธรรม ดึงคนในพื้นที่ช่วยสื่อสาร หากอยากเห็นสันติสุข ไม่กล้าพูดปัญหาจะจบ เหตุเกิดมา 30-40 ปีแล้ว แต่มั่นใจจากนี้เป็นหนึ่งเดียวแน่นอน หวังความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทำให้ความสงบสุขเกิดขึ้น ​สิ่งสำคัญคือต้องไม่ปิดช่องเจรจา-บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

วันที่ 1 กันยายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี​มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา​นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล ​นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ว่า ได้รับฟังความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน ทั้งเรื่องการบริหารแนวชายแดน จะดำเนินการอย่างไร หรือหากจะมีนโยบาย ในการปิดด่าน ก็ได้รับเสียงสะท้อนว่า หากปิดหมด ก็ทำมาหากินลำบาก ซึ่งต้องรับฟัง ส่วนจุดไหนที่ยังไม่มีความเสี่ยงมาก ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมหรือกำกับดูแล สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการสื่อสารซึ่งกันและกัน อีกเรื่องคือการปรับปรุงแผนควบคุมสถานการณ์และมาตรการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งได้ประชุม สมช.ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ต้องปรับปรุงรูปแบบการทำงานให้บูรณาการร่วมกัน อย่างชัดเจน

นายก​รัฐมนตรี​ กล่าวอีกว่า สมัยก่อน เมื่อพูดถึงการบูรณาการ นายกรัฐมนตรี​คนนึง รัฐมนตรีมหาดไทยก็คนนึง แต่วันนี้เป็นคนเดียวกันแล้ว การบูรณาการจะเห็นเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรี ก็กำกับดูแลตำรวจ กองทัพ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ดูแลฝ่ายปกครอง เพราะฉะนั้นจากนี้ไป ก็จะเห็นว่า นายอำเภอ ตำรวจ ทหาร หน่วยงานความมั่นคง พลเรือน จะร่วมกันทำงานร่วมกัน และก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือบุคลากรให้เหมาะสม โดยทั้ง 4-5 คน ที่เป็นหัวเรือนี้ ต้องทำงานร่วมกันให้ได้

เมื่อถามว่าเมื่อวานนี้ ผลการหารือกับคนในพื้นที่ โดยชูธงคนในพื้นที่ช่วยแก้ไฟใต้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องทำงานร่วมกัน ประชาชนบอกให้รัฐบาลต้องทำแบบนี้ รัฐบาลก็ต้องรับฟังทั้งหมด แต่ทุกท่านก็ต้องช่วยรัฐบาลด้วย เพราะรัฐบาลไม่มีทางรู้จักคนในพื้นที่ได้มากกว่าญาติพี่น้องของพวกเขาที่อยู่ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นอยากเห็นความสงบสุขเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว รัฐบาลมีทั้งงบประมาณและสิ่งสนับสนุนต่างๆ

“เจตนาเพื่อทำให้พวกเขา สามารถสร้างสันติสุขในพื้นที่ของพวกเขาได้ ถ้าพวกเขาร่วมมือกันในการทำงาน แลกเปลี่ยนข่าวสารซึ่งกันและกัน และที่สำคัญคือการเจรจา ต้องไม่ปิดช่องเจรจา ซึ่งเราได้มีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อความมั่นคง โดยเน้นเรื่องการเจรจา และต้องเคารพกฎหมาย โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตรงไหนที่ต้องเข้าไปปราบปราม หรือหากเขามารังแกเรา ทำเรื่องความไม่สงบ เราก็ต้องดำเนินการ ตรงนี้ไม่มีใครห้ามเราอยู่ ไม่ใช่เราไม่พูดคุยกับเขาเลย”

เมื่อถามว่าการปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้ จะทำให้ไฟใต้ดับลงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า” มันต้องดีขึ้น จะมาบอกว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นมา 30-40 ปีแล้ว พอมาเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งเดียว โอ้โหจะเปลี่ยน แล้วมั่นใจได้เลย มันไม่มีใคร พูดได้ แต่ตนมั่นใจว่า ฝ่ายรัฐบาล ภายใต้การนำที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าจะได้เห็นการบูรณาการความร่วมมือ ในฝ่ายบริหาร ที่ให้บริการพี่น้องประชาชน อย่างเป็นหนึ่งเดียวแน่นอน ตอนนี้สิ่งเดียวที่คาดหวัง และอยากให้เกิดขึ้นก็คือ การร่วมมือของพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย ในการที่จะทำให้ความสงบสุขเกิดขึ้น”

เมื่อถามว่าการที่จะแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้จะเป็นการเพิ่มจำนวนเก้าอี้ สส. ให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทิน​ กล่าวว่า ร้องโอ้โห ก่อนจะบอกว่า” อย่าไปถามแบบนี้ นี่เป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหน ตอนนี้เป็นรัฐบาล ต้องมีหน้าที่ทำเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะเลือกพรรคไหนมา หากเป็น 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็ต้องสร้างสันติสุข และสร้างเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน

ชานแดนใต้, อนุทิน ชาญวีรกูล, แก้ไฟใต้

ฟุตบอลรักเมืองไทย ครั้งที่ 4 สานสัมพันธ์ ปปร.-วปอ.

1 กันยายน 2569 เวลา 15:09 น.

“ฟุตบอลรักเมืองไทย ครั้งที่ 4” สานสัมพันธ์สองสถาบัน ปปร. – วปอ. ภายใต้แนวคิด “มิตรภาพเหนือการแข่งขัน”

การแข่งขัน “ฟุตบอลรักเมืองไทย (กระชับมิตร) ครั้งที่ 4” จัดขึ้นอย่างคึกคัก ณ สนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์) โดยความร่วมมือระหว่างนักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 29 (ปปร.29) สถาบันพระปกเกล้า และนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 (วปอ.68) เพื่อส่งเสริมความรัก ความสามัคคี และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองสถาบัน

ในโอกาสนี้ รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ให้เกียรติกล่าวเปิดการแข่งขัน พร้อมให้โอวาทและให้กำลังใจแก่นักกีฬาจากทั้งสองสถาบัน ก่อนลงสนามแข่งขัน

การจัดงานครั้งนี้มี พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ ประธานจัดงานฟุตบอลรักเมืองไทย ครั้งที่ 4 ฝั่ง วปอ. และ ดร.พีระสิทธิ์ คุณเลิศอาภรณ์ ประธานจัดงานฟุตบอลรักเมืองไทย ครั้งที่ 4 ฝั่งสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกันขับเคลื่อนการแข่งขัน โดยมุ่งใช้กีฬาเป็นสื่อกลางในการสร้างมิตรภาพและเชื่อมโยงเครือข่ายของสมาชิกทั้งสองสถาบัน

การแข่งขันแบ่งออกเป็น 3 รุ่นอายุ ผลการแข่งขันมีดังนี้

รุ่น Young พระปกเกล้า 0 – 1 วปอ.
รุ่น Junior พระปกเกล้า 3 – 2 วปอ.
รุ่น Senior พระปกเกล้า 0 – 3 วปอ.
แม้ผลการแข่งขันในแต่ละรุ่นจะมีทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดการแข่งขันคือ น้ำใจนักกีฬา มิตรภาพ และความสัมพันธ์อันดี ระหว่างผู้เข้าร่วมจากทั้งสองสถาบัน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของการจัดงาน

การแข่งขันฟุตบอลรักเมืองไทย ครั้งที่ 4 จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อค้นหาผู้ชนะในสนาม แต่เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยเชื่อมโยงคนต่างรุ่น ต่างวัย ให้ได้พบปะ สร้างมิตรภาพ และสานต่อเครือข่ายที่ดีต่อกัน

ปปร., ฟุตบอลรักเมืองไทย, วปอ, สานสัมพันธ์

ครม.อนุมัติสร้างรถไฟทางคู่ใต้ 3 เส้นทาง ชุมพร-สุราษฎร์/สุราษฎร์-หาดใหญ่/หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์

1 กันยายน 2569 เวลา 15:09 น.

ครม.อนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทาง รวม 6 โครงการ แบ่งเป็นการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท และอนุมัติในหลักการอีก 3 โครงการ

1 กันยายน 2569 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา นางสาวพลอยทะเล รัศมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จังหวัดสงขลา มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวนรวม 6 โครงการ โดยแบ่งเป็นการอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ดำเนินการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งหมด โดยสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณรายปี และกระทรวงการคลังจะจัดหาแหล่งเงินกู้พร้อมค้ำประกันภายในประเทศตามความเหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพโครงข่ายคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ทั้ง 3 โครงการที่ได้รับการอนุมัติให้เดินหน้าก่อสร้าง ประกอบไปด้วย โครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2575 วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท ถัดมาคือ โครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2576 วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท และโครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2574 วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท

ส่วนสาระสำคัญและเหตุผลที่มีการปรับเพิ่มวงเงินโครงการจากเดิมนั้น กระทรวงคมนาคมรายงานว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของโครงการสายใต้ใหม่ทั้ง 3 โครงการ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ผันผวนและควบคุมคุณภาพโครงการให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานก่อสร้างทางรถไฟรวมถึงการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางผ่านให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน ตลอดจนวางแนวทางโครงสร้างเพื่อป้องกันอุทกภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ นอกจากนี้ยังต้องดำเนินการปรับปรุงราคาก่อสร้างให้เป็นปัจจุบันตามต้นทุนค่าวัสดุและค่าน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงมีการปรับปรุงค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง และค่าชดเชยพืชผลต้นไม้ให้เป็นราคาประเมิน ณ ปัจจุบัน อีกทั้งยังขอปรับเพิ่มวงเงินค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างจากเดิมร้อยละ 2.25 เปลี่ยนเป็นร้อยละ 2.75 ของค่าก่อสร้าง เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ การปรับปรุงรายละเอียดดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าโครงการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยขอเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2568 โดยโครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี มีวงเงินเดิม 30,422.53 ล้านบาท ปรับเป็นวงเงินใหม่ 36,892.32 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6,469.79 ล้านบาท ขณะที่โครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ มีวงเงินเดิม 7,772.90 ล้านบาท ปรับเป็นวงเงินใหม่ 8,371.45 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 598.55 ล้านบาท ส่วนโครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา เดิมมีวงเงินรวม 66,270.51 ล้านบาท ซึ่งวงเงินใหม่ได้ปรับเพิ่มเป็น 77,556.97 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 11,186.46 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้กรอบวงเงินสูงเกินไปจนกระทบต่อระยะเวลาการก่อสร้างในภาพรวม การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงเห็นควรก่อสร้างเฉพาะช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ วงเงิน 61,534.55 ล้านบาทไปก่อน และตัดสินใจชะลอการก่อสร้างช่วงชุมทางหาดใหญ่-สงขลา วงเงิน 15,922.42 ล้านบาทออกไปในภายหลัง จนกว่าจะสามารถดำเนินการผลักดันผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ได้แล้วเสร็จ

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการของโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีกจำนวน 3 โครงการ ซึ่งประกอบไปด้วย โครงการช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย โครงการช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ และโครงการช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี โดยได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งดำเนินการทบทวนความเหมาะสมของโครงการ จัดทำกลยุทธ์การตลาด และแผนธุรกิจอย่างรัดกุมตามข้อสังเกตของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เนื่องจากประเมินว่าข้อมูลประมาณการผู้โดยสารและสินค้าอาจยังมีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้และยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำเสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรีในโอกาสต่อไป

ชุมพร, ปาดังเบซาร์, ภาคใต้, รถไฟทางคู่, สุราษฎร์ธานี, หาดใหญ่

ตามคาด! นายกฯ เผย เล็งเสนอชื่อ หมอเอก นั่ง โฆษกรัฐบาล เข้า ครม. สัปดาห์หน้า แทน รัชดา โยกเป็นผู้ช่วย รมต.

1 กันยายน 2569 เวลา 15:04 น.

ตามคาด! นายกฯ เผย เล็งเสนอชื่อ หมอเอก นั่ง โฆษกรัฐบาล เข้าที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า แจง โยก รัชดา ผู้ช่วย รมต. เพราะถนัดงานด้านสตรี

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี​มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มียุทธศาสตร์อย่างไร โดยนายกฯ กล่าวว่าเป็นการสับเปลี่ยนภารกิจ เนื่องจากมีเรื่องสตรีในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตนทราบมาว่านางสาวรัชดา ธนาดิเรก ได้ทำเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว จึงอยากให้มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาช่วยงานตนในเรื่องงานกลุ่มสตรี ในเขตภาคใต้รวมถึงช่วยงานอื่นๆ ด้วยส่วนโฆษกรัฐบาลคนใหม่ ก็น่าจะเป็นนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ หมอเอก ซึ่งเป็นคนมีประสบการณ์ทางการเมือง เป็นสส.มาก่อน ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

เมื่อถามว่า โฆษกคนใหม่เคยอยู่พรรคก้าวไกลมาก่อน นายกรัฐมนตรีกล่าวตอบทันทีว่าอยู่พรรคภูมิใจไทย เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยนานแล้ว

ครม, นายกฯ, รัชดา, หมอเอก, แนวหน้าออนไลน์, โฆษกรัฐบาล

สีหศักดิ์ เผย นายกฯ กำชับแก้ไฟใต้ ความปลอดภัยชีวิต-ทรัพย์สิน ต้องมาก่อน สั่งทุกหน่วยบูรณาการข่าวกรองแบบ ทีมประเทศไทย

1 กันยายน 2569 เวลา 14:56 น.

สีหศักดิ์ เผย นายกฯ กำชับแก้ไฟใต้ ความปลอดภัยชีวิต-ทรัพย์สิน ต้องมาก่อน สั่งทุกหน่วยบูรณาการข่าวกรองแบบ ทีมประเทศไทย มองงานมวลชนสำคัญ ต้องทำควบคู่กระชับความร่วมมือมาเลเซียติดตามผู้ก่อเหตุ พร้อมกระบวนการพูดคุยสันติสุขภาคใต้

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นายสีหศักดิ์​ พวง​เกตุ​แก้ว ​รอง​นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การต่างประเทศ กลับถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ ว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเองเป็นประธาน workshop ด้านความมั่นคง ซึ่งได้มีการหารือสถานการณ์ในปัจจุบัน และสถานการณ์ในวันที่ 22-23 ส.ค.​ที่ผ่านมา เห็นว่าจะต้องมาดูและหาแนวทางต่างๆในการแก้ไขในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภาคใต้ ให้เกิดความเข้มแข็งและเข้มข้นยิ่งขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

โดยเรื่องเฉพาะหน้าที่ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชน เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยได้เน้นการทำงานแบบบูรณาการในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องการข่าว ข่าวกรอง ต้องทำงานในลักษณะทุกหน่วยงานเป็นทีมประเทศไทย แล้วต้องเป็นไปด้วยความแม่นยำ ทันท่วงที

อีกหนึ่งประเด็นที่ได้มีการหารือกัน คือเรื่องงานมวลชน ที่จะต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งความเข้าใจการเข้าถึงประชาชน และสร้างโอกาสให้กับประชาชนในพื้นที่ ในส่วนของมิติสุดท้ายคือเรื่องความร่วมมือกับมาเลเซีย ความมั่นคงชายแดนและ และการติดตามผู้ที่ก่อเหตุความไม่สงบ รวมถึงกระบวนการพูดคุยสันติสุขภาคใต้

ชายแดนใต้, นายกฯ, สันติสุข, แนวหน้าออนไลน์

‘Blood Next Gen’ ชวนเยาวชนค้นหาจุดแข็ง เปลี่ยนพลังของตัวเองเป็นพลังช่วยชีวิต

2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดโครงการ “Blood Next Gen พลังคนรุ่นใหม่…ส่งต่อชีวิตด้วยการให้” โดยมี “แนะnow” ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ เดินสาย 30 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ชวนเยาวชนอายุ 17 ปี รู้จักจุดแข็งของตนเอง ผ่านแนวคิด “4 บ้านพรสวรรค์” ก่อนต่อยอดสู่การมีส่วนร่วมในภารกิจบริจาคโลหิตตามความถนัดของแต่ละคน

โลหิต เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วย เปรียบเสมือนยารักษาโรค ที่ปัจจุบันยังไม่มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใดๆ สามารถผลิตขึ้นมาทดแทนได้ ต้องได้รับบริจาคจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ตามมาตรฐานงานบริการโลหิต ต้องมีโลหิตสำรองคงคลังอย่างน้อย 3,000 ยูนิตต่อวัน ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จึงต้องมีการจัดโครงการและกิจกรรมต่างๆเพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

ผู้บริจาคโลหิตสามารถบริจาคโลหิตได้ ทุกๆ 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้ง ซึ่งจะทำให้มีปริมาณโลหิตสม่ำเสมอและเพียงพอ แก่ความต้องการใช้ของผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ และแม้ว่าความต้องการโลหิตยังคงมีอย่างต่อเนื่อง แต่สัดส่วนผู้บริจาคโลหิตในกลุ่มเยาวชนกลับลดลงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จากร้อยละ 10.24 ในปี 2566 เหลือเพียงร้อยละ 8.70 ในปี 2568 สะท้อนความจำเป็นในการสร้างผู้บริจาครุ่นใหม่ตั้งแต่ต้นทาง

โดยกลุ่มเยาวชนถือเป็นกำลังสำคัญของคลังเลือดในระยะยาว เพราะเป็นวัยที่สามารถบริจาคโลหิตได้ต่อเนื่องยาวนานที่สุด ตั้งแต่อายุ 17 ปีไปจนถึง 70 ปี การปลูกฝังความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องการบริจาคโลหิตตั้งแต่ต้นทาง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เยาวชนเติบโตขึ้นเป็นผู้บริจาคโลหิตประจำอย่างยั่งยืน และกลายเป็นเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่ช่วยส่งต่อการให้ในสังคมได้อย่างไม่ขาดสาย

โครงการ Blood Next Gen จึงชวน แนะnow เข้ามาเติมมิติ “การรู้จักตัวเอง” ให้กับภารกิจนี้ โดยมี น.ส.รุสนันท์ ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม หรือ “ครูพี่บิม” พิธีกรและผู้ดำเนินการโครงการ แนะnow รับหน้าที่เดินทางไปสอนนักเรียนในสถาบันการศึกษาต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนอายุ 17 ปี ก่อนที่จะมีการออกหน่วยรับบริจาคโลหิต เพื่อให้เยาวชนเข้าใจประโยชน์และความสำคัญของการบริจาคโลหิต พร้อมค้นหาว่าตัวเองมีความถนัดแบบไหน ผ่านแนวคิด 4 บ้านพรสวรรค์ อันเป็นหัวใจของ “แนะnow”

น.ส.รุสนันท์ หรือ “ครูพี่บิม” กล่าวว่า โครงการนี้เป็นอีกตัวอย่างของการนำแนวคิดการรู้จักตัวเองผ่าน 4 บ้านพรสวรรค์ของ แนะnow มาประยุกต์ใช้กับประเด็นสังคม เพื่อให้เยาวชนเห็นว่า ทุกคนสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ในแบบของตัวเอง เพราะแต่ละคนมีความถนัดและความสามารถแตกต่างกัน เมื่อเรารู้จักตัวเองและเข้าใจว่าศักยภาพของเราทำอะไรได้บ้าง เราจะเห็นทันทีว่าตัวเองมีที่ทางในการช่วยเหลือสังคมได้อย่างไร การบริจาคโลหิตก็เช่นกัน ไม่ใช่ทุกคนต้องทำเหมือนกันหมด แต่ทุกคนมีบทบาทของตัวเองที่ทำให้ภารกิจนี้สำเร็จได้

แนวคิด 4 บ้านพรสวรรค์แบ่งคนออกตามความถนัด และเมื่อนำความถนัดนั้นมาเชื่อมกับภารกิจของ Blood Next Gen ก็จะช่วยให้เยาวชนเห็นภาพชัดเจนว่าตัวเองจะเป็นฟันเฟืองแบบไหนได้บ้าง อาทิ บ้านสมอง นักคิดและนักวิเคราะห์ เหมาะกับการวางแผนข้อมูลในการจัดหาโลหิต ออกแบบหน่วยรับบริจาคโลหิตในโรงเรียน , บ้านใจ ผู้สนับสนุนและดูแลผู้อื่น เหมาะกับการดูแลผู้มาบริจาค , บ้านปาก นักสื่อสารและนักโน้มน้าวใจ เหมาะกับการประชาสัมพันธ์ รณรงค์ชวนบริจาคโลหิตผ่านเพื่อนและสื่อโซเชียล และบ้านมือ นักลงมือทำ พร้อมช่วยงานอาสา จัดรูปแบบการรับบริจาคโลหิตในโรงเรียน และก้าวสู่การเป็นผู้บริจาค

ไม่เพียงค้นหาบ้านพรสวรรค์ของตัวเอง เยาวชนยังได้ลองลงมือทำจริงผ่านภารกิจเล็กๆ ที่เลือกได้ตามความถนัด ไม่ว่าจะเป็นการชวนคนรอบตัวมาบริจาคโลหิต การทำสื่อให้ความรู้ การเป็นอาสาสมัครประจำหน่วย ไปจนถึงการบริจาคโลหิตด้วยตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นภาระที่ต้องรับผิดชอบ แต่โครงการมุ่งหวังสร้างประสบการณ์จิตอาสาที่ช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้คุณค่าของการเป็น “ผู้ให้” และเข้าใจว่า โลหิตเพียงหนึ่งถุง สามารถต่อชีวิตให้ผู้ป่วยได้หลายคน

“เราอยากให้เด็กๆรู้สึกว่าการบริจาคโลหิตไม่ใช่เรื่องไกลตัว ถ้าเด็กคนหนึ่งค้นพบว่า ตัวเองมีคุณค่า และเริ่มต้นการเป็นผู้ให้ตั้งแต่อายุ 17 ปี นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ให้ตลอดชีวิต” ครูพี่บิม กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์โครงการ Blood Next Gen ได้ที่ https://thaibloodcentre.redcross.or.th หัวข้อข่าวสารประชาสัมพันธ์ สื่อและหลักสูตรสำหรับเยาวชน หรือเฟซบุ๊ก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และสามารถติดตามกิจกรรมอื่นๆของแนะ now ได้ทางเฟซบุ๊ก NaenowOfficial

Blood Next Gen

แผ่นดินไหวใหญ่ติดต่อกัน โลกกำลังผิดปกติจริงหรือ? สรุปแผ่นดินไหวปี 69 นักวิชาการแนะปชช.เฝ้าระวัง

2 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นักวิจัยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ สรุปสถิติแผ่นดินไหวปี 2569 เปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง 100 ปี ระบุเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในกรอบความผันผวนตามธรรมชาติ แต่ต้องเปลี่ยนความตื่นตระหนกของประชาชนให้เป็นการเตรียมพร้อมรับมือ

รศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์และสื่อต่างๆอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ว่าเหตุการณ์ในประเทศฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวเนซุเอลา โคลอมเบีย ไปจนถึงหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก พร้อมภาพแรงสั่นสะเทือนที่รับรู้ได้เป็นบริเวณกว้าง อาคารสูงแกว่งตัว ความเสียหายของอาคารบ้านเรือน และการอพยพผู้คนอย่างรีบร้อน ได้สร้างความรู้สึกร่วมในสังคมว่าเปลือกโลกกำลังเคลื่อนตัวถี่และรุนแรงขึ้นอย่างผิดปกติ

“เมื่อข้อมูลข่าวสารเดินทางถึงมือเราแทบจะทันที คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าแผ่นดินไหวแต่ละครั้งมีขนาดเท่าใด แต่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันนี้กำลังส่งสัญญาณว่าโลกเข้าสู่ช่วงเวลาผิดปกติหรือไม่ และประเทศไทยควรตื่นตระหนกเพียงใด”

หากพิจารณาผ่านข้อมูลจาก USGS ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 17 สิงหาคม 2569 ทั่วโลกพบแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ตั้งแต่ 7.0 ถึง 7.9 จำนวน 11 เหตุการณ์ โดยยังไม่มีเหตุการณ์ขนาด 8.0 ขึ้นไป เมื่อนำไปเทียบกับสถิติระยะยาวตั้งแต่ปี พ.ศ.2469 โลกมีแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปเฉลี่ยปีละราว 10-20 ครั้ง และใหญ่กว่า 8 ประมาณปีละครั้ง ชี้ชัดว่าจำนวนแผ่นดินไหวใหญ่ยังคงอยู่ในกรอบความผันผวนตามธรรมชาติ เป็นกระบวนการที่เกิดซ้ำเป็นประจำ ที่สำคัญเกือบทั้งหมดเกิดตรงรอยต่อแผ่นธรณีภาคไม่ได้เกิดสะเปะสะปะทั่วทั้งโลก เพราะเปลือกโลกชั้นนอกไม่ได้เป็นแผ่นเดียว แต่แบ่งออกเป็นแผ่นธรณีภาคหลายแผ่นที่เคลื่อนที่ช้าๆ เมื่อแผ่นธรณีภาคชนกัน แยกออกจากกัน หรือเลื่อนผ่านกัน ความเค้นจะสะสมตามรอยเลื่อน เมื่อความเค้นมากกว่าแรงเสียดทาน รอยเลื่อนจึงเลื่อนตัวอย่างฉับพลันและปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นคลื่นแผ่นดินไหว

นักวิจัยระบุว่า สาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าแผ่นดินไหวเกิดถี่ขึ้นมีปัจจัยหลักจากความเร็วและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีสื่อสาร เครือข่ายตรวจวัดที่มีจำนวนมากขึ้นทำให้ USGS สามารถระบุตำแหน่งแผ่นดินไหวได้ราว 20,000 เหตุการณ์ต่อปี หรือเฉลี่ย 55 เหตุการณ์ต่อวัน ภาพและข่าวจากพื้นที่ประสบภัยจึงส่งตรงถึงผู้คนทั่วโลกอย่างรวดเร็วมาก อย่างไรก็ตามสถิติไม่ผิดปกติไม่ได้แปลว่าไม่อันตราย เพราะผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไม่ได้กำหนดด้วยค่าขนาดแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความลึก ระยะห่างจากเมือง ทิศทางการเลื่อนตัวของรอยเลื่อน สภาพชั้นดิน และความเปราะบางของสิ่งปลูกสร้าง แผ่นดินไหวตื้นใกล้เมืองใหญ่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงจากดินถล่ม ดินเหลว ไฟไหม้ หรือสึนามิในทะเล ได้มากกว่าแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในระดับลึกและอยู่ไกลออกไป แม้ประเทศไทยแม้จะไม่ได้ตั้งอยู่บนขอบแผ่นธรณีภาคหลักโดยตรงแต่ได้รับอิทธิพลจากเขตมุดตัวสุมาตรา-อันดามัน การเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนในเมียนมา และกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังภายในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่แอ่งตะกอนอ่อนอย่างกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ในหลายภูมิภาคของไทย ที่มีคุณสมบัติขยายคลื่นไหวสะเทือนคาบยาวจากระยะไกล ทำให้อาคารสูงสั่นไหวได้อย่างชัดเจน ดังนั้นเราจึงต้องมีเตรียมพร้อมในการรับมือกับภัยธรรมชาติโดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อลดความตื่นตระหนก

“ในส่วนวิชาการนั้นมีความจำเป็นต้องเข้าใจสาเหตุและแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย รวมถึงศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆ ทั้งสภาพธรณีวิทยา การออกแบบอาคารบ้านเรือนให้แข็งแรง เพื่อลดความสูญเสียจากแผ่นดินไหวให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิ โดยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่าน วช. เพราะในท้ายที่สุดเมื่อเรามีข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยลดความตื่นตระหนก และมีความปลอดภัยในชีวิตจากการเตรียมพร้อมรับมือก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติ” รศ.ดร.ภาสกร กล่าวทิ้งท้าย

สรุปแผ่นดินไหวปี 69, แผ่นดินไหว

กองทุน ป.ป.ช. มอบรางวัล ‘ละครต้านทุจริต-ยุวฑูตต้านทุจริต’ ปลุกจิตสำนึก ‘เด็กไทยไม่ทนคอรัปชัน’

1 กันยายน 2569 เวลา 20:22 น.

668913_0

กองทุน ป.ป.ช. จัดใหญ่ มอบรางวัลและฉายผลงาน “ละครต้านทุจริต-ยุวฑูตต้านทุจริต” ปลุกจิตสำนึก “เด็กไทยไม่ทนคอรัปชัน”

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริต “เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน ภาคตะวันออก” และโครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ สองโครงการใหญ่สร้างเยาวชนต้นแบบต้านทุจริต โดยกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) พิธีมอบโล่รางวัลและเกียรติบัตร สำหรับสถาบันการศึกษาทั้ง 20 สถาบันที่เข้าร่วมโครงการ โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  มอบโล่และเกียรติบัตรให้กับผู้บริหารสถานศึกษา ครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา ผู้เข้าร่วมโครงการ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นประธานในพิธีมอบมอบโล่และเกียรติบัตรโดยผู้แทนเด็กเยาวชนกว่า 300 คนเข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์

กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ให้การสนับสนุน บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ดำเนินการโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชันภาคตะวันออก” และโครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ  ได้จัดพิธีมอบรางวัลและฉายผลงานละครสั้น โดยมี นายสุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการโครงการ , มารุต สาโรวาท ผู้กำกับชื่อดัง ,ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ ครูสอนการแสดงและผู้กำกับการแสดง , ธัญพิสิษฐ์ ตั้งวงศ์ศิริ ,อิงฟ้า ชิโนทัย ศรีสุข พร้อมด้วยนักแสดง ทีมนักเรียนนักศึกษา 20 สถาบัน และคุณจรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัดให้เกียรติร่วมในพิธี

โดยปีนี้มีโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชันภาคตะวันออก ประกอบด้วย 10 โรงเรียนได้แก่ 1.โรงเรียนปราจีนกัลยาณี,2.โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง,3.โรงเรียนชลบุรี “สุขบท”,

4.โรงเรียนอรัญประเทศ,5.โรงเรียนสระแก้ว,6.โรงเรียนดาราสมุทร ศรีราชา,7.โรงเรียนชําป่างามวิทยาคม,8.โรงเรียนชลกันยานุกูล,9.โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา,10.โรงเรียนอัสสัมระยอง โดยแต่ละโรงเรียนส่งผู้แทนนักเรียนกว่า 100 คนเข้าร่วมโครงการรวมกว่า 1,000 คน พร้อมผู้บริหาร คณาจารย์จากทั้ง 10 โรงเรียน

นอกจากนี้ยังได้ทีมวงการบันเทิงมืออาชีพ ตัวจริงเสียงจริงมาให้ความรู้ ร่วมผลิตละครสร้างสรรค์ต้านทุจริต เช่น ครูต้อ มารุต สาโรวาท ผู้กำกับการแสดงชื่อดังแห่งวงการบันเทิงของไทย ที่มีผลงานการกำกับภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ รวมถึงซีรี่ย์ชื่อดังมากมาย ,ครูรัก ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ นักแสดง ครูสอนการแสดง ผู้กำกับละคร อดีตครูใหญ่แห่งบ้าน AF ,ครูกั๊ก วรรณศักดิ์ ศิริหล้า ครูสอนการแสดง เจ้าของรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และศิลปิน “ศิลปาธร” ประจำปี 2563 สาขาศิลปะการแสดง ,ครูออม จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดละคร พิธีกร ครูสอนสื่อสร้างสรรค์ประสบการรณ์มากกว่า 25 ปี ,ครูเบส ธัญพิสิษฐ์ ตั้งวงศ์ศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดงและเขียนบทละคร

พร้อมทีมนักแสดงมืออาชีพคับคั่ง อาทิ มินต์ ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง, มุก วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์, น้ำผึ้ง ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์, อ้วน รังสิต ศิรนานนท์, ไอซ์ อธิชนัน ศรีเสวก, บิ๊ก ณทรรศชัย จรัสมาส, คิมม่อน วโรดม เข็มมณฑา,

,แท้ป ศรีล สุขุม, อรชร เชิญยิ้ม, ตั้ว  คณิศร  อนุสิทธิ์, เก่ง ธชย ประทุมวรรณ, อรวรรณ พิไลวรเพชร, วิมลพันธ์ ชาลีจังหาญ , จีเกรซก้า ปวีณ์ธิดา ชาญหัตถกิจ , ท่านเพียว ชินธร แต่นโยบาย, ไตตั้น นราวิชญ์ บุญฤทธิ์, แฮปปี้ เนรมิตร ใจสิทธิ์, ปลิ้ม ปุริม รัตนเรืองวัฒนา, รภัทร เอกนิธิเศรษฐ์ และนักแสดงรับเชิญกว่า 30 คนที่มาร่วมเล่นละครต้านทุจริตกับนักเรียนทั้ง 10 โรงเรียน

โครงการอบรมยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ประกอบด้วย 10 สถาบัน ได้แก่ 1.โรงเรียนสิริรัตนาธร,

2.โรงเรียนสารสาสน์สุขสวัสดิ์,3.โรงเรียนปราโมชวิทยารามอินทรา,4.โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์,5.โรงเรียนอัสสัมชัญ,6.โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ,7.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ปทุมธานี,8.โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม ในพระบรมราชินูปถัมภ์,9.โรงเรียนวัดสุทธิวราราม,

10.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 600 คน ผลิตคลิปสั้นมากกว่า 50 คลิป สัมภาษณ์ผู้นำทางทางสังคม เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี , นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ,นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ,นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น และยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบได้เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล พร้อมรับฟังโอวาทด้านการต้านทุจริตและสวมสายสะพายยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบให้ท่านนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมห้องทำงานและนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

พิธีมอบโล่รางวัลและเกียรติบัตร สำหรับสถาบันการศึกษาทั้ง 20 สถาบันที่เข้าร่วมโครงการ โดยได้รับเกียรติจาก

ฯพณฯ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  มอบโล่และเกียรติบัตรให้กับผู้บริหารสถานศึกษา ครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา ผู้เข้าร่วมโครงการ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นประธานในพิธีมอบมอบโล่และเกียรติบัตรโดยผู้แทน ภายในงานเนืองแน่นไปด้วยบูธนิทรรศการผลงานการอบรมและการผลิตสื่อสร้างสรรค์ต้านทุจริต และการเตรียมความพร้อมของน้อง ๆ เยาวชน ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเวลาฉายผลงานละครสั้นต้านทุจริตที่พวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์ขึ้นมา โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารสถานศึกษา คณาจารย์ และแขกผู้เกียรติมาร่วมให้กำลังใจอย่างคับคั่ง

เมื่อถึงเวลาฉายละครสั้นจากฝีมือเยาวชน เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และเสียงปรบมือดังสนั่นสลับกับความเงียบสงบที่ทุกคนต่างจดจ่ออยู่กับเรื่องราวบนจอ ละครสั้นแต่ละเรื่องถ่ายทอดมุมมองปัญหาการทุจริตคอรัปชันในชีวิตประจำวันได้อย่างลึกซึ้ง แสบสัน และสร้างสรรค์ ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวในรั้วโรงเรียน การคดโกงเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงค่านิยมสังคมที่บิดเบือน ท่ามกลางความภาคภูมิใจของผู้เข้าร่วมงานทุกคน

ทั้งนี้ผลงานการผลิตละครสั้นที่นักศึกษามีส่วนร่วมทั้ง 10 เรื่องนี้ เผยแพร่สู่ผู้ชมทั่วประเทศผ่านสื่อโทรทัศน์ สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และทางช่อง TikTok @youthml ร่วมถึงสื่อโซเซียลทุกช่องทาง

ข่าวการศึกษา

“ประเสริฐ” ยืนยันเด็กทุกสัญชาติในไทยมีสิทธิ์เรียน หลัง สพป.ตาก เขต 2 ห้ามโรงเรียนรับเด็กจากค่ายผู้ลี้ภัย

1 กันยายน 2569 เวลา 20:18 น.

S__266780701

“ประเสริฐ” ยืนยันเด็กทุกสัญชาติในไทยมีสิทธิ์เรียน หลัง สพป.ตาก เขต 2 ห้ามโรงเรียนรับเด็กจากค่ายผู้ลี้ภัย

1 ก.ย. 69 นายประเสริฐ จันทรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 (สพป.ตาก เขต 2) ออกประกาศให้โรงเรียนในสังกัดงดรับเด็กจากค่ายผู้ลี้ภัยเข้าเรียนในโรงเรียนไทย จนส่งผลให้เด็กบางรายต้องพ้นสภาพการเรียนระหว่างภาคเรียน โดยยืนยันว่า ประเทศไทยมีพันธกรณีตามอนุสัญญาที่กำหนดให้เด็กทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติใด ต้องได้รับสิทธิในการเข้าถึงการศึกษา

นายประเสริฐ กล่าวว่า สำหรับเด็กที่พักอาศัยอยู่ภายในค่ายอพยพนั้น ตามระเบียบและกฎหมายสามารถจัดการเรียนการสอนภายในค่ายได้ ขณะที่ที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้ผ่อนผันให้เด็กบางส่วนสามารถออกมาเรียนภายนอกค่ายได้ เนื่องจากมีเหตุจำเป็นบางประการ แต่เมื่อเรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นขึ้นมา กระทรวงศึกษาธิการจึงเตรียมแนวทางดำเนินการ โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการจัดระบบการศึกษาภายในค่ายให้เป็นไปอย่างถูกต้อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเร็ว ๆ นี้ จะเชิญหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องเข้าหารือร่วมกัน ทั้งอาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงองค์กรอิสระระหว่างประเทศที่ดำเนินงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กทั่วโลกอย่าง Save the Children เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาและจัดระบบการศึกษาให้เหมาะสม

ทั้งนี้ จะพิจารณาด้วยว่ามีข้อกำหนดหรือระเบียบใดที่เป็นอุปสรรคและสามารถปรับแก้ได้หรือไม่ โดยอาจต้องประสานกับกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากเด็กบางส่วนไม่มีเอกสารหลักฐาน บัตรประชาชน หรือข้อมูลในทะเบียนราษฎร จึงขอให้รอผลสรุปจากการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน จากนั้นจึงจะนำแนวทางดังกล่าวไปหารือกับกระทรวงมหาดไทยต่อไป

“กระทรวงศึกษาธิการมีหน้าที่จัดการเรียนการสอนอยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ปิดกั้น พร้อมปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดไว้กับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงยึดหลักสิทธิมนุษยชน” นายประเสริฐ กล่าว

ข่าวการศึกษา, ประเสริฐ จันทรวงทอง