นายกฯ ทำท่าเดาะวอลเลย์ฯ พร้อมท่าส่งหัวใจ โชว์สื่อ หลัง ทีมนักตบสาว คว้าตั๋วโอลิมปิกแรกในประวัติศาสตร์

31 สิงหาคม 2569 เวลา 14:49 น.

นายกฯ ทำท่าเดาะวอลเลย์ฯ พร้อมท่าส่งหัวใจ โชว์สื่อ หลัง ทีมนักตบสาว คว้าตั๋วโอลิมปิกแรกในประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่โรงแรมบุรีศรีภู จังหวัดสงขลา ภายหลังการเป็นพยานในพิธีลงนามข้อตกลงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาและเชื่อมเกาะลันตา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขึ้นรถบัสไฟฟ้า เพื่อปฏิบัติภารกิจในช่วงบ่าย ระหว่างนั้นนายกรัฐมนตรี ทำท่าคล้ายการเดาะ ตบลูกวอลเลย์บอล พร้อมยกนิ้วโป้ง 2 ข้าง และทำสัญลักษณ์รูปหัวใจที่หน้าอกซ้าย หยอกล้อกับสื่อมวลชนที่มาติดตามทำข่าว

ทั้งนี้ เป็นการแสดงออกภายหลังที่นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยคว้าแชมป์เอเชีย และคว้าตั๋วสู้ศึกโอลิมปิกเกมส์ 2028 ซึ่งครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวงการวอลเลย์บอลทีมชาติไทย

นายกฯ, วอลเลย์บอลทีมชาติไทย, แนวหน้าออนไลน์

ระทึก! หม้อน้ำรถยนต์ระเบิด ก่อนนายกฯ ร่วมรับฟังความเห็นแนวทางพัฒนา 5 จว.ใต้

31 สิงหาคม 2569 เวลา 14:35 น.

ระทึก! หม้อน้ำรถยนต์ระเบิด ก่อนนายกฯ ร่วมรับฟังความเห็นแก้ปัญหา-แนวทางพัฒนา 5 จว.ภาคใต้ EOD รุดตรวจสอบ 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 31 ส.ค.2569 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณตรงข้ามอาคารคณะครุศาสตร์ และอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นจุดจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ (สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

โดยก่อนที่นายกฯ จะเดินทางมาถึง ได้เกิดเหตุการณ์เสียงดังเกิดขึ้น บริเวณรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์สีดำคันหนึ่งของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจอดอยู่ฝั่งตรงข้ามหอประชุม โดยเกิดมีเสียงดังขึ้นมา และมีกลุ่มควันขึ้นมาจำนวนมากที่บริเวณห้องเครื่อง จากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบบริเวณพื้นที่ทันที

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ชี้แจงเบื้องต้นว่า อาจจะเกิดจากหม้อน้ำระเบิด เนื่องจากรถยนต์คันดังกล่าวขับมาไกลท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด

นายกฯ, สงขลา, หม้อน้ำระเบิด, แนวหน้าออนไลน์

มท.4 ยันถอดถอนทุจริตท้องถิ่นครบแล้ว 100% ยังไม่มีคนอุทธรณ์-ฟ้องร้อง แม้ขอดูคะแนนกว่า 1.5 พันรายชื่อ

31 สิงหาคม 2569 เวลา 14:09 น.

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่ประตูระบายน้ำหน้าควน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการถอดถอนข้าราชการทุจริตสอบท้องถิ่น หลังจากที่วันนี้เป็นวันสุดท้าย ว่า วันนี้ 31 ส.ค.เป็นไปตามที่มติ ก.กลาง ระบุไว้ให้มีการถอดถอนให้แล้วเสร็จ

ซึ่งตามรายงานที่รับทราบ ดำเนินการถอดถอนทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคนที่มีคะแนนผิดปกติ 5,925 ราย และบรรจุไปแล้ว 3,864 ราย ซึ่ง ณ วันนี้ถอดถอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนคนที่เหลือคือยังไม่ได้มีการบรรจุฉะนั้นก็ไม่ต้องถอดถอน เพียงแต่ในรอบใหม่ก็จะไม่มีการเรียกบรรจุเพิ่มเติม พร้อมยืนยันว่าถอดถอนทั้งหมด 100% แล้ว

ขณะเดียวกัน รมช.มหาดไทย ระบุว่า ขณะนี้มีคนมาขอดูคะแนนจำนวนมากพอสมควรประมาณ 1,500 คน ซึ่งทั้งหมดเมื่อได้เห็นข้อมูลและหลักฐานก็ไม่ได้มีการโต้แย้งหรือร้องเรียน และในส่วนข้าราชการที่ถูกเพิกถอนก็ยังไม่ได้มีการร้องเรียนหรืออุทธรณ์เข้ามาอย่างไร

ก่อนย้ำว่ายังไม่มีได้รับรายงานว่ามีการไปร้องศาลปกครองเพื่อให้คุ้มครองแต่อย่างใด พร้อมยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามปกติ

มหาดไทย, แนวหน้าออนไลน์, โกงสอบท้องถิ่น

สภาสูง 132 เสียง! ฉลุยพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

31 สิงหาคม 2569 เวลา 13:59 น.

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน4แสนล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ

ทั้งนี้ ภายหลังที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางครบถ้วน และตัวแทน ครม. ได้ชี้แจงสรุปพ.ร.ก.แล้ว ในเวลา13.32น. ที่ประชุมจึงมีมติ132เสียงต่อ11เสียง เห็นชอบต่อพ.ร.ก.ฯกู้เงินฯ พ.ศ.2569 โดยงดออกเสียง28เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง1เสียง ใช้เวลาในการอภิปราย และชี้แจงทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง

พ.ร.ก.กู้เงิน, สว., แนวหน้าออนไลน์

ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ! นันทนา ซัด เงินกู้ส่วน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน เอื้อคนรวยไม่ไหว ปชช.จนไม่รอด

31 สิงหาคม 2569 เวลา 13:43 น.

ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ! นันทนา ซัด เงินกู้ส่วน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน สับดัน โซลาร์รูฟฯ เอื้อคนรวยไม่ไหว ปชช.จนไม่รอด เตือนถ้ารัฐบาลยังคิดตื้น ระวังได้เป็น ฝ่ายค้าน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ

โดยน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ทั้งที่มีแต่ผู้คนตั้งคำถามกันมากมายถึงความเร่งด่วนและความสมเหตุสมผลในการใช้เงินกู้จำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนเปลี่ยนโหมดพลังงานจากพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะรู้ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังไงก็ผ่านวุฒิสภา แต่ตนขออภิปรายเพื่อบันทึกไว้ว่าได้เคยเตือนแนวทางการใช้เงินกู้ของรัฐบาลในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศไทยโคม่า เปรียบเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือเกาไม่ถูกที่คัน

น.ส.นันทนา กล่าวว่า การที่รัฐบาลจะเอาเงินกู้ 2 แสนล้านบาทไปรองรับมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามบ้านเรือนของประชาชน เป็นความคิดที่ฉาบฉวยมีวาระซ่อนเร้นชนิดที่ต้องจับตาดูให้ดีว่า เงินกู้ก้อนนี้จะหล่นไปใส่กระเป๋าใคร เหตุใดรัฐบาลถึงทุ่มเทเงินมหาศาลกับพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เรามีพลังงานรูปแบบอื่นให้เลือกพัฒนา เช่น พลังงานไบโอ เชื่อมโยงกับภาคเกษตรสอดคล้องกับอาชีพหลักของคนในชุมชนการที่รัฐบาลดึงดันใช้โซลาร์เซลล์อย่างเดียว

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนอยากให้รัฐบาลตอบคำถาม 3 ข้อ ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์มีความเสถียรแล้วหรือไม่ หากวางโครงสร้างการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบปูพรม มั่นใจได้อย่างไรว่าอีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้า แผงโซล่าเซลล์จะไม่ล้าสมัย ตกรุ่น หรือกลายเป็นขยะพิษของประเทศไทย 2.ประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์หรือไม่ เพราะบรรดาโซลาร์เซลล์ที่นำเข้ามาประกอบในประเทศไทยต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมด ขณะนี้เจ้าของกิจการเป็นคนไทยจริงหรือไม่ สุดท้ายใครได้รับเงินทอนและเงินไหลออกนอกประเทศมากน้อยเพียงใด ขอให้ดูบทเรียนการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนว่า ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร 3.ในขณะที่เราอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจสมควรแล้วหรือไม่ ที่รัฐบาลจะนำเงินกู้มาใช้ในการเปลี่ยนพลังงาน เราควรนำเงินไปใช้ในวิธีที่ฉลาดกว่านี้ และประชาชนจำนวนมากได้ประโยชน์มากกว่านี้

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า เราควรหันไปพัฒนาพลังงานในระบบไบโอ เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง และอื่นๆ เพื่อให้ตลาดกว้างขึ้น ราคาดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซัพพลายเชนของใบโอ มีทั้งเกษตรกร คนงาน คนขายปุ๋ย คนขายเคมี เครื่องมือเครื่องจักร การเกษตร ขนส่ง พ่อค้าคนกลาง โรงงานต่าง ๆ จนถึงโรงไฟฟ้าห่วงโซ่อุปทานนี้ ยาวกว่าโซลาร์เซลล์หลายเท่า สำหรับวิธีการสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใช้การลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนที่ติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป จึงตั้งคำถามว่าการทำเช่นนี้รัฐบาลกำลังช่วยใครเพราะค่าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ต้องใช้เงินประมาณ 150,000-300,000 บาท คนกลุ่มไหนถึงจะมีเงินออกค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ก่อน

น.ส.นันทนา กล่าวว่า จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า 88% ของคนไทย มีเงินอยู่ในบัญชีน้อยกว่า 50,000 บาท และคนมีเงินในบัญชี 1 ล้านบาท มีเพียง 2% แปลว่าคนไทย 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่มีกำลังพอที่จะจ่ายเงินโซลาร์เซลล์ คนจะอยู่ในกลุ่มเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีเพียง 2% เท่านั้น จึงตั้งคำถามว่าเงินกู้ 2 แสนล้านบาท จะเป็นประโยชน์กับคนเพียง 2% แต่คนอีก 98% ต้องจ่ายหนี้ หากรัฐบาลอ้างว่าประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในโครงการนี้ได้ แต่คงจะเป็นคนชนชั้นกลางเท่านั้น พวกรากหญ้าคงไม่ต้องพูดถึง

น.ส.นันทนา กล่าวว่า หากคำนวณ 1 ล้านครัวเรือน ขอสินเชื่อครัวเรือนละ 200,000 บาท ก็จะมีเงินเข้ากระเป๋าคนในวงการโซล่าเซลล์ 200,000 ล้านบาท เท่ากับว่าจะเป็นการเพิ่มหนี้ครัวเรือนให้กับประเทศไทยจาก 16.4 ล้านบาท เป็น 16.66 ล้านบาททันที ดังนั้นรัฐบาลควรจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปให้คนที่เดือดร้อนที่สุด ใครที่กำลังจะจมน้ำต้องช่วยให้รอดก่อน และต้องช่วยอย่างฉลาด ทำให้เกิดการหมุนของเงินเพื่อดึงให้เศรษฐกิจพ้นวิกฤต ขณะนี้ SMEs ของไทยใกล้หมดลม รัฐบาลควรหันไปแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ช่วยแต่ธุรกิจใหญ่ในขณะที่ธุรกิจย่อยกำลังล้มหายตายจาก แต่ธุรกิจใหญ่ร่ำรวยขึ้นมากมาย ครึ่งปีแรกของปี 69 บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ขยายตัวรวมกัน 22.2% ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รวยไม่ไหวแล้ว แต่ประชาชนจนไม่รอดแล้ว

“หากรัฐบาลยังคิดตื้นๆ ด้วยกันกู้เงินมาใช้อย่างไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่เช่นนี้ วิกฤตเศรษฐกิจอาจจะส่งให้ท่านไปเป็นฝ่ายค้านในที่สุด ตนเองจึงไม่อาจให้ความเห็นชอบต่อ พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้แม้จะผ่านสภาฯ แต่ท่านก็จะได้ชื่อว่า เป็นรัฐบาลที่บริหารประเทศโดยไม่เห็นหัวประชาชน” น.ส.นันทนา กล่าว

นันทนา, รัฐบาล, สว., เงินกู้, แนวหน้าออนไลน์

เกาะติด ครม.สัญจร สงขลา นัดแรกปี 69 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ซอฟต์พาวเวอร์ 5 จชต.

31 สิงหาคม 2569 เวลา 13:42 น.

กรมประชาสัมพันธ์ เกาะติดภารกิจการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ณ จังหวัดสงขลา ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 นี้

การประชุม ครม.สัญจรในครั้งนี้ มุ่งเน้นการเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และการผลักดัน Soft Power เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) พร้อมทั้งเปิดพื้นที่รับฟังทุกข้อเสนอและเสียงสะท้อนจากประชาชนในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่อย่างตรงจุดและยั่งยืนต่อไป

ครม.สัญจร, ซอฟต์พาวเวอร์, สงขลา, อนุทิน ชาญวีรกูล

สำเนาถูกต้อง! “อนุทิน” ทนไม่ไหว โพสต์ลั่น “เหมือนกว่าเราตอนเด็กอีก”

31 สิงหาคม 2569 เวลา 12:06 น.

กลายเป็นกระแสไวรัลเรียกรอยยิ้มบนโลกออนไลน์ในขณะนี้ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อร่วมแจมกับกระแสฮิตหลังมีชาวเน็ตแชร์ภาพของหนุ่มน้อยคนหนึ่ง ซึ่งมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับตนเองในวัยเด็กแบบสำเนาถูกต้อง โดยนายอนุทินได้โพสต์ข้อความระบุว่า “อืมมม…เหมือนกว่าเราตอนเป็นเด็กจริงๆ #Minime” ซึ่งถือเป็นการออกมายืนยันและการันตีด้วยตัวเองว่าเด็กคนนี้หน้าเหมือนตนเองมากจนต้องขอยอมรับ

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ โลกโซเชียลได้มีการแชร์ภาพของเด็กชายคนดังกล่าวและนำไปเปรียบเทียบกับภาพวัยเด็กของนายอนุทิน จนเกิดเป็นกระแสพูดถึงอย่างกว้างขวาง ชาวเน็ตหลายคนต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า ทั้งโครงหน้า แววตา และรอยยิ้มของเด็กคนนี้ ถอดแบบมาจากนักการเมืองคนดังราวกับฝาแฝดข้ามรุ่น หรือราวกับกดปุ่มคัดลอกแล้ววาง จนทำให้ภาพการเปรียบเทียบนี้ถูกส่งต่อและกลายเป็นไวรัลในเวลาอันรวดเร็ว

หลังจากที่นายอนุทินได้แชร์ข้อความดังกล่าวออกไป ก็มีผู้คนและชาวเน็ตเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์แซวกันอย่างสนุกสนาน หลายคนมองว่าเป็นมุมที่น่ารักและเป็นกันเองที่ได้เห็นบุคคลระดับประเทศออกมารับลูกกับกระแสโซเชียลด้วยตัวเองอย่างอารมณ์ดี เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งสีสันน่ารักๆ บนโลกออนไลน์ ที่ช่วยสร้างรอยยิ้มและบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารได้เป็นอย่างดี

นายกฯ, อนุทิน, ไวรัล

รองปลัดมท. ลั่นเพิกถอน ขรก.โกงสอบท้องถิ่น 3,868 ราย ต้องปิดจ็อบวันนี้ จ่อเรียกบรรจุใหม่ทดแทนเดือนหน้า

31 สิงหาคม 2569 เวลา 11:41 น.

รองปลัดมท. ลั่นเพิกถอน ขรก.โกงสอบท้องถิ่น 3,868 ราย ต้องปิดจ็อบวันนี้ จ่อเรียกบรรจุใหม่ทดแทนเดือนหน้า เผยไม่มีฟ้องกลับ

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 ที่ จ.สงขลา นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการแทนราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) พร้อมด้วยนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดี สถ. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีถอนถอนรายชื่อทุจริตการสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ว่า ขณะนี้สถ.ได้ดำเนินการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบแข่งขันอย่างรอบคอบและโปร่งใส ล่าสุดได้มีมติให้เพิกถอนการบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นจำนวน 3,868 ราย โดยให้มีผลพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

นายนิรัตน์ ยังกล่าวถึงตัวเลขผู้ที่ถูกเพิกถอนว่า จากรายชื่อผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนในบัญชีใหญ่ทั้งหมด 5,925 รายนั้น ทาง สถ. ได้จัดชุดทำงานลงพื้นที่สอบทานข้อมูลอย่างละเอียดโดยเทียบเคียงข้อมูลระหว่างเครื่องและคน พบว่ามีผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการไปแล้วจำนวน 3,868 ราย ซึ่งกลุ่มนี้คือผู้ที่ต้องถูกเพิกถอนการบรรจุ ส่วนที่เหลืออีกกว่า 1,000 รายนั้นยังเป็นเพียงผู้ที่รอการบรรจุ จึงไม่ต้องดำเนินการเพิกถอน เพียงแต่จะไม่มีการเรียกมารายงานตัวเพื่อบรรจุแต่อย่างใด ซึ่งในจำนวน 3,868 รายที่ถูกเพิกถอน พบว่ามีผู้ที่ชิงลาออกไปก่อนแล้ว 146 ราย ซึ่งการลาออกจะไม่ส่งผลให้พ้นจากความผิด หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตก็จะต้องถูกดำเนินคดีต่อไป

นายนิรัตน์ กล่าวว่าสำหรับการแจ้งรายชื่อผู้ถูกเพิกถอน ทางกรม สถ. เลือกใช้วิธีส่งหนังสือแจ้งรายชื่อเฉพาะบุคคลไปยังคณะกรรมการข้าราชการส่วนจังหวัด (ก.จังหวัด) แต่ละแห่งโดยตรง เพื่อให้เห็นเฉพาะรายชื่อของจังหวัดตนเอง แทนการประกาศรายชื่อทั้งหมด 50,000 รายชื่อลงบนอินเทอร์เน็ต เพื่อความถูกต้องตามขั้นตอน พร้อมกันนี้ สถ. ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าสอบสามารถเดินทางมาขอตรวจสอบคะแนนของตนเองได้ทั้งที่ส่วนกลางและที่สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน มีผู้เดินทางมาตรวจสอบคะแนนแล้วถึง 1,489 คน โดยทาง สถ. ได้นำหลักฐานผลคะแนนที่แท้จริงและคะแนนที่ถูกปลอมแปลงมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ทำให้ทุกคนยอมรับในหลักฐาน ไม่มีผู้ใดโวยวาย ร้องไห้ หรือดำเนินการฟ้องร้องแต่อย่างใด ถือเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของกรมฯ ที่ต้องการแสดงความโปร่งใสให้สังคมได้รับทราบ

นายนิรัตน์ กล่าวต่อว่า ในระยะแรก สถ. จำต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบแข่งขันเป็นอันดับแรก เพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ที่สอบผ่านตามเกณฑ์แต่ต้องเสียโอกาสและรอคอยการบรรจุ โดยหลังจากดำเนินการเพิกถอนกลุ่มผู้ทุจริตเรียบร้อยแล้ว สถ. มีกำหนดการที่จะเรียกผู้ที่อยู่ในบัญชีสำรองที่ถูกต้องตามลำดับคะแนน (จากบัญชีผู้สอบผ่านกว่า 48,000 – 50,000 คน) เข้ามาบรรจุทดแทนในตำแหน่งที่ว่างลง ภายในช่วงเดือนตุลาคม 2569 นี้

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนกรณีของผู้ที่ตรวจสอบพบว่าคะแนนดีขึ้น แต่ได้รับการบรรจุไปแล้วนั้น จะยังคงยึดมติเดิมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม คือให้ปฏิบัติงานในพื้นที่เดิมที่ได้รับการบรรจุไปก่อน เนื่องจากเมื่อปฏิบัติงานครบ 6 เดือนก็สามารถทำเรื่องขอย้ายได้ตามระเบียบปกติ ทั้งนี้สำหรับความคืบหน้าทางคดีอาญา กรม สถ. ได้รวบรวมข้อมูลและส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เช่น ป.ป.ช., ตำรวจ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), ป.ป.ง. และ ป.ป.ท. เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิดต่อไป ทั้งนี้ กรมฯ ได้มีการรายงานความคืบหน้าของกระบวนการทั้งหมดให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทราบอย่างต่อเนื่องในทุกระยะ

นิรัตน์, รองปลัดมหาดไทย, แนวหน้าออนไลน์, โกงสอบท้องถิ่น

ศาลอาญาสั่งจำคุก ตะวัน ทะลุวัง 2 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานฝ่าฝืนคำสั่งตำรวจ ผิด ม.112 ปมไลฟ์สดขบวนเสด็จ

31 สิงหาคม 2569 เวลา 11:30 น.

31 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ห้องพิจารณา 906 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ1237/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน อดีตแกนนำกลุ่มทะลุวัง เป็นจำเลย ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันตาม ม.112 , พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.14 , ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน

กรณีเมื่อเดือน มี.ค.2565 น.ส.ทานตะวัน จำเลย ไปยืนไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก บริเวณทางเท้าบนถนนราชดำเนินนอก ตรงข้ามสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในช่วงเวลาก่อนที่จะมีขบวนเสด็จผ่าน

จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

โดยวันนี้ น.ส.ทานตะวัน เดินทางมาศาล และได้ให้สัมภาษณ์ก่อนฟังคำพิพากษาว่า พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้ว่าจะสิ้นหวังกับกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ และไม่มั่นใจว่าประเทศนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ยืนยันว่าวันนี้ยังอยู่ตรงนี้และจะไม่ไปไหน ซึ่งในชั้นนี้เป็นศาลชั้นต้น ทนายได้มีการเตรียมหลักทรัพย์ไว้แล้วหากมีการจำคุกและต้องประกันตัว

ทั้งนี้ ตนยอมรับว่าแอบตื่นเต้น แต่ถามว่าเครียดหรือไม่ ยืนยันว่าทำใจมาแล้ว ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็พร้อมยอมรับ และผ่านไปให้ได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ขอยืนยันว่า จะพูดเหมือนเดิมในวันนั้นที่มีม็อบชาวนาออกมามาเรียกร้องหลายวันมาก ด้วยความที่เราเคยไปม็อบชาวบ้านอยู่แล้ว อยากให้คนมีอำนาจหันมาสนใจชาวบ้านบ้าง

ศาลพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมดที่จำเลยถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ก่อนขบวนเสด็จมาถึง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถวายความปลอดภัย ซึ่งเป็นหน้าที่ถวายความปลอดภัยประมุขแห่งรัฐตามมาตรฐานสากลที่เห็นในนานาอารยประเทศ ทั้งจำเลยศึกษาคณะนิติศาตร์ เชื่อว่าต้องทราบหลักการดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่จำเลยกลับใช้ถ้อยคำชี้นำให้คนรับชมผ่านทางเฟซบุ๊คไลฟ์ของจำเลยในการพาดพิงพระมหากษัตริย์โดยไม่สมควรหลายครั้ง ชี้เจตนาว่า จำเลยต้องการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่การใช้สิทธิเสรีภาพตามที่จำเลยอ้าง จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นฯ เมื่อกระทำการผ่านเฟซบุ๊คจึงเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

คดีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับทราบคำสั่งแต่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ แจ้งให้จำเลยทราบ 3 ครั้งว่า ไม่ให้ถ่ายทอดสดเนื่องจากจะมีขบวนเสด็จผ่านมายังบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ พ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ (ผกก.สน.นางเลิ้ง ในขณะนั้น) สั่งให้ตำรวจหญิง 2 นาย เข้าควบคุมโดยการคล้องแขนและขาจำเลยข้างละ 1 คน ข้อหารับทราบคำสั่งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานเมื่อตำรวจมีหน้าที่รักษาความปลอดภัย พ.ต.อ.สมยศ จึงมีอำนาจในการออกคำสั่งในการปฏิบัติหน้าที่ ห้าม 3 ครั้งแต่จำเลยกลับเพิกเฉย จำเลยจึงมีความผิดฐานรับทราบคำสั่งและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งฯ

ส่วนข้อหาใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ไม่มีการแจ้งว่าจะควบคุมตัวจำเลย มีการล็อคแขนขาจำเลยแต่ไม่มีการแจ้งว่าจะนำไปที่ใดเป็นธรรมดาที่จำเลยจะตกใจกลัวการกระทำของจำเลยเป็นการดิ้นรนจากการตกใจกลัวเท่านั้น ฟังไม่ได้ว่ามีความผิดฐานใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าพนักงาน จึงไม่มีความผิดในฐานนี้

พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นโทษบทหนักที่สุด จำคุก 3 ปี ฐานทราบคำสั่งเจ้าพนักงานและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งปรับ 900 บาท ทางนำสืบของจำเลยมีประโยชน์อยู่บ้างมีเหตุให้บรรเทาโทษลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี ไม่รอลงอาญา ปรับ 600 บาท ริบของกลางโทรศัพท์มือถือไอโฟน

กลุ่มทะลุวัง, ตะวัน, ตะวันทะลุวัง, ทานตะวันตัวตุลานนท์, ม112, มาตรา112

นายกฯ ลั่น หากความผิดสำเร็จ ไม่มีใครหนี กม.ได้ หลัง 146 ผู้ถูกกล่าวหาทุจริตสอบท้องถิ่นชิงไขก๊อก

31 สิงหาคม 2569 เวลา 11:28 น.

นายกฯ ลั่น หากความผิดสำเร็จ ไม่มีใครหนีกฎหมายได้ หลัง 146 คน ผู้ถูกกล่าวหาทุจริตสอบท้องถิ่นชิงไขก๊อก ลั่น เอาผิดทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่มีอิทธิพลใด จะมาเปลี่ยนคดีได้

เมื่อเวลา 09.45 น.วันที่ 31 ส.ค. ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตสอบท้องถิ่นจากจำนวน จาก 5,925 คน ชิงลาออก 146 คน จะมีผลทางกฎหมายหรือไม่ ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่อง แต่กฎหมายว่าอย่างไรความผิดถ้าเกิดขึ้นแล้วก็ถือเป็นไปตามนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการเพิกถอนข้าราชการทุจริตสอบท้องถิ่น จำนวน 5,925 คน นายอนุทิน กล่าวว่า ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (กสถ.) ดำเนินการอยู่แล้ว มีระเบียบและกฎอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงแนวคิดเรื่องการยุบคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) นายอนุทิน ถามกลับว่า ยุบได้หรือไม่ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ พ.ร.บ.ท้องถิ่นหรือไม่ แต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย จะถูกใจไม่ได้ ต้องถูกหลักเกณฑ์ ถูกกฎหมาย จะถูกใจอย่างเดียวนำมาทำงานไม่ได้

เมื่อถามว่า คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ของสภาผู้แทนราษฎร มีการเปิดเผยข้อมูลว่า มีเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องทางคดี ป.ป.ช. เป็นผู้ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งได้ขอความร่วมมือไปทุกฝ่ายทั้งจากที่ดีเอสไอ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการติดตามเส้นทางการเงิน รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ทุกอย่างครบถ้วน และตนอยากขอความกรุณาผู้สื่อข่าวอย่าถามย้ำในเรื่องเดิม เพราะถามกี่ครั้งก็ตอบเหมือนเดิม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฏหมาย คนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการกระทำผิดหรือถูกพากพิงต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่มีข้อยกเว้น และไม่มีอิทธิพลใดๆที่จะทำให้การดำเนินคดีเปลี่ยนไปได้ตนขอให้คำยืนยัน

นายกฯ, แนวหน้าออนไลน์, โกงสอบท้องถิ่น