คุกแล้วหนึ่ง! เผดิมชัย เตือนสติสายตรวจเลือกตั้ง อย่าหาทำ เปิดหีบเอง ชี้โทษหนัก

คุกแล้วหนึ่ง! เผดิมชัย เตือนสติสายตรวจเลือกตั้ง อย่าหาทำ เปิดหีบเอง ชี้โทษหนัก

คุกแล้วหนึ่ง! เผดิมชัย เตือนสติสายตรวจเลือกตั้ง อย่าหาทำ เปิดหีบเอง ชี้โทษหนัก

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.59 น.

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณีกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชนได้รวมตัวชุมนุมกันที่โรงยิมเนเซียมเทศบาลเมืองชลบุรี เพื่อเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งเป็นเขตที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นผู้ชนะ หลังผู้ชุมนุมพบความผิดปกติในการนับคะแนนหลายจุด

ล่าสุด พล.อ.ต.เผดิมชัย กุลพิบูลย์ โพสต์ข้อความ ระบุว่า  #คุกเรียบร้อยแล้วหนึ่งผิดกฎหมายชัดเจน ยินดีด้วย น้องได้สิทธินั้นแล้ว สิ่งที่ประชาชนทั่วไป “ทำได้” 

เข้าไปสังเกตการณ์การนับคะแนนได้ ที่หน่วยเลือกตั้ง  (ตราบใดที่ไม่รบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่)

ดูการขานคะแนนและดูเอกสารสรุปผล (แบบ ส.ส.5/ส.ว.5) ที่ติดประกาศหน้าหน่วยได้

ถ้าเห็นความผิดปกติ สามารถ ร้องเรียนต่อ กกต. ได้

สิ่งที่ประชาชนทั่วไป “ทำไม่ได้” 

เปิดหีบบัตรเลือกตั้งที่นับคะแนนเสร็จแล้วเอง

จับต้องบัตรเลือกตั้ง หรือเข้าไปจัดการหีบ โดยไม่ได้รับอนุญาต
แล้วใคร “เปิดหีบ” ได้?

เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง

กกต. หรือศาล (เช่น กรณีมีคำสั่งให้นับใหม่/ตรวจสอบ)

ถ้าจะเปิดหีบอีกครั้ง ต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น

ไม่ใช่เปิดเพราะประชาชนขอเฉย ๆ
เปิดหีบบัตรเลือกตั้งเอง (หลังนับคะแนนแล้วหรือยังไม่แล้ว)

ผิดกฎหมาย

1.เพราะหีบบัตรเลือกตั้งถือเป็นพยานหลักฐานทางการเลือกตั้ง

การเปิดเอง = แทรกแซงกระบวนการเลือกตั้ง

โทษโดยทั่วไป

จำคุก

หรือปรับ

หรือทั้งจำทั้งปรับ
(โทษค่อนข้างหนัก เพราะกระทบความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง)

2.จับต้องบัตรเลือกตั้ง / เคลื่อนย้าย / จัดการหีบ โดยไม่ได้รับอนุญาต

ผิดกฎหมายเช่นกัน

แม้จะอ้างว่า “แค่ดู” หรือ “ไม่ได้เปลี่ยนคะแนน”

แค่แตะต้องโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ ก็ถือว่าผิดแล้ว

3.แล้วถ้าอ้างว่า “ทำเพื่อความโปร่งใส” ได้ไหม?

อ้างไม่ได้

กฎหมายกำหนดไว้ชัดว่า

ความโปร่งใส = สังเกตการณ์ได้

ไม่ใช่เข้าไปจัดการเอง

ถ้าพบความผิดปกติ วิธีที่ถูกต้อง คือ:

จดหลักฐาน

ถ่ายภาพ/วิดีโอ (เท่าที่กฎหมายอนุญาต)

ร้องเรียนต่อ กกต.

สรุปสั้น ๆ ตรงประเด็น

ดูได้ / สังเกตได้ / ร้องเรียนได้

เปิดหีบเอง = ผิด

จับบัตรเอง = ผิด

จัดการหีบโดยไม่มีอำนาจ = ผิด

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 (หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส. 2561) ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไป

แทรกแซงบัตรเลือกตั้งหรือหีบบัตรเลือกตั้ง

เข้าข่ายเมื่อ

เปิดหีบบัตรเลือกตั้งเอง

จับต้อง เคลื่อนย้าย ซ่อน ทำลาย หรือทำให้บัตรเสียหาย

กระทำการใด ๆ ที่ทำให้การนับคะแนนไม่สุจริตเที่ยงธรรม

ถือเป็นความผิด ร้ายแรง

โทษ: จำคุก / ปรับ / หรือทั้งจำทั้งปรับ

ภายใต้ พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส. 2561

บุคคลทั่วไป ห้ามยุ่งกับบัตรและหีบเลือกตั้งทุกกรณี

ฝ่าฝืน = ความผิดอาญาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

1. การเปิดหีบหรือยุ่งเกี่ยวกับหีบ/บัตรเลือกตั้งโดยไม่ได้รับอำนาจ

– หากเปิดหรือทำให้บัตรเสียหาย/ผิดปกติ จนทำให้ การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม

โทษอาจเป็น จำคุกไม่เกิน 1 ปี และ/หรือ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งด้วย 
มาตรา 116

เปิดหีบบัตรเลือกตั้งโดยไม่มีอำนาจ

ใจความกฎหมาย

ผู้ใดเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง

โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

แปลเป็นภาษาคน

ประชาชนทั่วไปไปเปิดหีบเอง 

อ้างตรวจสอบไม่ได้ 

อ้างเจตนาดีไม่ได้ 

โทษ

จำคุกไม่เกิน 5 ปี

ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขัดขวางการส่งหีบหรือทำให้การส่งหีบล่าช้า

โทษ จำคุก 1–10 ปี และ/หรือ ปรับ 20,000–200,000 บาท

เพจดัง เจาะโปรไฟล์ สาวชุดขาว กับปมร้อนที่โลกออนไลน์กำลังแห่แชร์

เพจดัง เจาะโปรไฟล์ สาวชุดขาว กับปมร้อนที่โลกออนไลน์กำลังแห่แชร์

เพจดัง เจาะโปรไฟล์ สาวชุดขาว กับปมร้อนที่โลกออนไลน์กำลังแห่แชร์

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.52 น.

นาทีนี้สปอตไลท์ทุกดวงพุ่งไปที่ ชลบุรี เขต 1 หลังปิดหีบเลือกตั้ง 2569 เมื่อกระแสความไม่พอใจของมวลชนระเบิดออกมาเป็นปรากฏการณ์ล้อมรถบรรทุกหีบเลือกตั้งช่วงเย็นวันที่ 9 ก.พ. 69 จากปมสงสัยในผลคะแนนที่ดูไม่สมเหตุสมผล จนทำให้แฮชแท็ก #ชลบุรีเขต1 และ #นับใหม่ทั่วประเทศ ทะยานติดเทรนด์ X อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสถานการณ์สุดตึงเครียด สายตาของสื่อและชาวเน็ตกลับโฟกัสไปที่หญิงสาวร่างท้วมในชุดสีขาว ที่ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนมวลชนเกาะติดการทำงานของกรรมการเลือกตั้งแบบตาไม่กะพริบ โดยเธอเฝ้าสังเกตการณ์การนับคะแนนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. ด้วยลีลาการพูดที่ฉะฉาน ตรงไปตรงมา และกล้าซัดจุดที่น่าสงสัยแทนคนไทยทั้งประเทศ

บทบาที่โดดเด่นในครั้งนี้ทำให้สื่อหลายเจ้าตบเท้าขอสัมภาษณ์ เพราะข้อมูลที่เธอมีนั้นแน่นจนน่าสะดุดตา แต่แล้วสถานการณ์กลับพลิกผันเพียงชั่วข้ามคืน เมื่อ สาวชุดขาว ถูกเปิดวาร์ปจนกลายเป็นดราม่าร้อน หลังเพจดังออกมาแฉหนังคนละม้วนโดยเฉพาะเพจอย่าง จักรวาลด้อมส้ม และ เจ๊จุก คลองสาม ออกมาเปิดเผยโปรไฟล์ชีวิตบนโลกโซเชียลของเธอด้วยแล้วว่า ชื่อ เฟิร์น กนกวัลย์ ด้อมส้มจากเขต 2 ที่อาสาข้ามเขตมาช่วยด้วยหัวใจ ยิ่งทำให้ชาวเน็ตแห่เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นและแชร์เรื่องราวของเธอจนกลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วประเทศในขณะนี้

เฟิร์น กนกวัลย์

เมื่อทางเพจเฟซบุ๊ก จักรวาลด้อมส้ม โพสต์ภาพและประวัติของสาวร่างท้วมคนนี้ โดยมีข้อความทั้งหมด ว่า “#ทุกคนคะ ประวัติไม่ธรรมดา เฟิร์น กนกวัลย์ วีรสตรีด้อมส้ม พี่เฟิร์น บ้านอยู่ชลบุรีเขต 2 แต่ทนไม่ได้ที่เขต 1 พรรคส้มแพ้จึงอาสาข้ามเขตมาช่วยด้วยหัวใจ พี่เฟิร์น เป็นหัวคะแนนธรรมชาติ เป็นด้อมฟ้ารักพ่อ DNA ด้อมส้ม100% พี่เฟิร์นทำธุรกิจช่วยเหลือคนยากจน เปิดบ้านกนกทรัพย์ขายสินค้าเงินผ่อน และให้กู้ยืมเงินลงทุน ใครกังวลเรื่องเสียภาษีหรือไม่ ทำถูกกฎหมายมั้ย ไม่ต้องกังวลพี่เฟิร์นเสียสละรับความเสี่ยงเอง เพื่อให้คนยากจนได้มีเงินและสินค้าไปใช้อนาคตทางการเมือง พี่เฟิร์น มีความสนใจ แต่ตอนนี้ยังมีจุดบกพร่อง กำลังพิจารณาตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่ ไม่อยากให้พรรคใดที่เราไปอยู่ด้วยมีข้อกังขาจากตัวเรา”

เฟิร์น กนกวัลย์

หลังจากโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก จักรวาลด้อมส้ม ถูกโพสต์ลงมา ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันยกใหญ่ เช่น

“อ่าว ไหนบอกมีส้มไม่มีเทา พรรคก็เทา กองเชียร์ก็เทา ให้มันเป็นสี เทาๆ 5555”

“ในพรรคมี 888 อยู่แล้ว มีเจ้าแม่เงินกู้จะได้ครบวงจรธุรกิจ”

“จ๊ะเอ๋ พวกเดียวกันนี่หว่า ดูสิไม่ได้จัดตั้งเลยนะเนี่ย”

“ทุนหนา ดูแลตัวเองได้ เตรียมลง สส.พรรค”

“ถ้ามีใจเที่ยงธรรมจะปรบมือให้น้อง คนนี้ ไม่ว่าเราสีอะไร เราก็ไม่ควรยอมรับปล่อยผ่านอะไรที่ดูไม่โปร่งใส ควรนับใหม่ จบ จากใจป้าสลิ่ม”

เฟิร์น กนกวัลย์

กระทั่งเพจเฟซบุ๊ก เจ๊จุก คลองสาม โพสต์ภาพของทางสำข่าวช่องหนึ่งพร้อมข้อความว่า “พร็อบมาไวมาก!!! เสื้อสกรีนมาเรียบร้อย เหมือนวางแผนมาอย่างดีตั้งแต่คืนที่แพ้เลือกตั้ง ตำรวจสอบสวนกลางต้องมาละ สันติบาลต้องเข้าด่วนๆ”

เฟิร์น กนกวัลย์

ก่อนที่ในเวลาต่อมาทางเพจจะแคปภาพสำนักข่าวชื่อดังของประเทศไทยพร้อมภาพของสาวคนดังกล่าวถ่ายภาพยืนคู่กับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ด้วยข้อความว่า “ผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่า กนกวรรณ สร้อยสน อาชีพ ปล่อยกู้นอกระบบผ่านการผ่อนของ ทำมาหากินบนหลังคน เก็บดอกเบี้ยแพงหูฉี่ มึงอยากเกิดเดี๋ยวเจ๊เปิดให้ค่ะ”

เฟิร์น กนกวัลย์

และทางเพจยังโพสต์ลงมาอย่างต่อเนื่องพร้อมภาพแคปลงมาบนโลกออนไลน์ “สรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แบงค์ชาติ ตำรวจสอบสวนกลาง ควรลงมาตรวจสอบธุรกิจ… ของ …เฟิร์น กนกวรรณ คนนี้หน่อยไหม? ทำนาบนหลังคน เก็บดอกอย่างแพง ที่สำคัญไม่เสียภาษีใดๆ ทั้งสิ้น งุบงิบทำกันแบบเทา ๆ ไหน ๆ เขาก็หาแสงขนาดนี้ รออะไรล่ะคะ”

เฟิร์น กนกวัลย์

ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันยกใหญ่กับโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก เจ๊จุก คลองสาม เช่น

“อุ้ย..มาเป็น Combo Set .. “

“ได้ดังสมใจเลยนะ “

“ประเทศต้องไม่เทา ประชาธิปไตยต้องไม่เทา ลืมมองตัวเองว่า กูเองนี่แหละที่เทา “

“อย่าเพิ่งให้มันรู้ตัว เข้าไปกู้มันก่อนแล้วค่อยบิดมันที่หลัง”

“อ้าววว ซวยแระ อยากเจริญ ไม่มีเทา แต่ดำปี๋เลย”

“นับใหม่จนก่าจะได้200ที่นั่งไม่งั้นไม่ยอม555”

“เทาๆ ดำๆ ส้มถนัด”

“ทำไมคนเทาๆชอบเลือกพรรคนี้คับ”

เฟิร์น กนกวัลย์
เฟิร์น กนกวัลย์

อย่างไรก็ตาม กระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวยังคงเป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตจากชาวโซเชียลและเพจต่าง ๆ เท่านั้น ท่ามกลางการเฝ้าติดตามความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบผลคะแนนในพื้นที่ ชลบุรี เขต 1 ที่ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในขณะนี้

เฟิร์น กนกวัลย์
เฟิร์น กนกวัลย์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก จักรวาลด้อมส้ม, เฟซบุ๊ก Fern Knw, เฟซบุ๊ก เจ๊จุก คลองสาม

อภิสิทธิ์ นำถก กก.บห. -ว่าที่ สส. ลุยยกเครื่องยุทธศาสตร์-ปราบทุนเทา

อภิสิทธิ์ นำถก กก.บห. -ว่าที่ สส. ลุยยกเครื่องยุทธศาสตร์-ปราบทุนเทา

อภิสิทธิ์ นำถก กก.บห. -ว่าที่ สส. ลุยยกเครื่องยุทธศาสตร์-ปราบทุนเทา

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.14 น.

คิกออฟเดินเครื่องงานฝ่ายค้าน! ‘หัวหน้ามาร์ค’ นำถก ‘กก.บห. -ว่าที่ สส.’ ประชาธิปัตย์ ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ -ปราบสแกรมเมอร์ทุนเทา -ยกร่าง กม.ชงสภาเตรียม ‘เลือกตั้งท้องถิ่น’ ปีนี้ พ่วงจับตาโกงเลือกตั้ง 

11ก.พ.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นางรัดเกล้า อินทวงศ์สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค นายชวน หลีกภัย นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค ปชป. และว่าที่ สส. พรรค ร่วมประชุมพรรคเพื่อกำหนดท่าทีของพรรคฯ หลังการเลือกตั้ง

บรรยากาศ เป็นไปอย่างคึกคัก เมื่อนายพิทักษ์เดช เดชเดโช ว่าที่ สส. จังหวัดนครศรีธรรมราช เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ ขี่รถมอเตอร์ไซด์ฮาร์เล่ย์ เดวิดสัน มาร่วมประชุมพรรค พร้อมสะพายกระเป๋า โกเท่ห์ผู้แทนลุ่มน้ำ  ขณะที่ สส.ใหม่ของพรรค ทั้ง นางกนกพร เดชเดโช เขต  4 จ.นครศรีธรรมราช นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ เขต 3 จ.ตรัง นายสมชาติ ประดิษฐพร เขต 4 จ.สุราษฎร์ธานี  เข้าร่วมประชุมพรรคอย่างพร้อมเพรียง  ขณะที่บางส่วนประชุมผ่านระบบซูม เช่นนายจูรี นุ่มแกัว เขต 2  จ. สงขลา   นาย ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรค  นายพศิน ปิตุเตชะ เขต 3 จ.ระยอง  นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง  เขต 9 จ.สงขลา  เป็นต้น 

ขณะที่นายอภิสิทธิ์  กล่าวเริ่มการประชุม โดยได้ขอบคุณที่ผู้สมัคร สส.ได้หาเสียงอย่างเต็มที่และแสดงความยินดีกับว่าที่ สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งการประชุมวันนี้จะมีการกำหนดแนวทางขับเคลื่อนพรรคต่อไปไม่ใช่เฉพาะสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่จะมีการวางรากฐานของพรรค หารือถึงกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้ง ปัญหาที่เกิดขึ้น รวมไปถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการทุจริตในนับคะแนนเลือกตั้ง  การตรวจสอบสแกรมเมอร์ทุนเทา ซึ่งเป็นนโยบายของพรรค รวมไปถึงการมอบหมายบุคคลและตั้งคณะทำงานทั้งที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างการบริหารจัดการพรรค การกำหนดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มต่างๆเช่นเยาวชน การจัดทำยกร่างกฎหมายตามนโยบายของพรรค เพื่อเตรียมเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และการเตรียมการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นรวมไปถึง ยุทธศาสตร์พรรค พร้อมกล่าวถึงผลการเลือกตั้ง ที่ได้คะแนน สส.บัญชีรายชื่อ 3.6 ล้านคะแนนใกล้เคียงกับคะแนนที่พรรคได้ในปี 2562  

แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ บุก หน้า กกต. ทวงนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ (ประมวลภาพ)

แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ บุก หน้า กกต. ทวงนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ (ประมวลภาพ)

แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ บุก หน้า กกต. ทวงนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ (ประมวลภาพ)

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.40 น.

“แนวร่วมธรรมศาสตร์และภาคประชาชน”กว่า 50 คน บุกยื่นหนังสือ กกต. จี้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศอย่างเปิดเผย เป็นรายหน่วยให้ประชาชนตรวจสอบ สอบวินัย–อาญาจนท.เกี่ยวข้อง ประกาศโมฆะเขตผิดปกติ พร้อมเรียกร้อง กกต. 7 คนลาออก หากวันนี้ยังไร้คำตอบขู่ยกระดับการชุมนุม

วันที่ 11 ก.พ.69 เวลา 10.00 น. แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาชนประมาณ 50 คน จัดกิจกรรมบริเวณหน้า อาคาร B ประตู 1 ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นำโดยนายนภสินธิ์ ตรีรยาภิวัฒน์ หรือสายน้ำ แกนนำกลุ่มทะลุวัง ทยอยเดินทางมาชุมนุมและยื่นหนังสือต่อกกต.เรียกร้อง 5 ข้อ ประกอบด้วย 1. ขอให้มีการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศอย่างเปิดเผยและให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้เนื่องจากมีความผิดปกติที่กระจายตัวเป็นวงกว้างและระบบการตรวจสอบไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อีกต่อไป

2. ริเริ่มกระบวนการสืบสวนสอบสวนทางวินัยและอาญากับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเชื่อว่าปล่อยปละละเลยจนมีการทุจริตเลือกตั้ง

3.ให้เปิดเผยผลคะแนนการเลือกตั้งรายหน่วยทันที เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้

4.หากนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศแล้วยังมีเขตไหนที่พบความผิดปกติเช่นมีบัตรเลือกตั้งหายหรือมีบัตรเขย่งเกินจำนวนผู้ใช้สิทธิ กกต.จะต้องประกาศให้เขตเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะและมีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ

5.  เมื่อแก้ไขปัญหาแล้วให้คณะกรรมการ กกต. ทั้ง 7 คนลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ทั้งหมด

นายนภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ แกนนำฯ กล่าวด้วยว่า เรายินดีเป็นศูนย์กลางในการร้องเรียนการทำงานของ กกต. และ กปน.ทั่วประเทศ ซึ่งพวกตนเป็นแค่ตัวแทนภาคประชาชนเท่านั้น ประชาชนที่ไม่สามารถยอมรับการโกงเลือกตั้งในครั้งนี้ได้ การพ่ายแพ้เป็นสิ่งที่พวกเรายอมรับได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่ความไม่โปร่งใส  และถ้าหากภายในวันนี้ กกต. ยังไม่ดำเนินการอะไร ก็จะพิจาณาในการยกระดับการชุมนุม ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ขึ้นอยู่กับ กกต. ว่าจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร

ส่วนกรณีที่สังคมมีการตั้งข้อสังเกตว่า พวกตนมีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลังนั้นยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องจริงเพราะแต่ละคนที่มาวันนี้ ก็ต่างเลือกพรรคการเมืองที่แตกต่างกันออกไป แต่เป็นกลุ่มเดียวกัน ที่ไม่สามารถยอมรับความไม่โปร่งใสในการนับคะแนนครั้งนี้ได้

ด้าน พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการกกต.  ผู้รับเรื่องกล่าวว่า ทุกเรื่องที่มีข้อสงสัยและร้องเรียนจะมีการตรวจสอบให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายในส่วนรายงานผลคะแนนรายวันทุกหน่วยประมาณ 100,000 หน่วยทั่วประเทศ รวมทั้งนอกเขตนอกราชฯ จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนโดยเฉพาะการรายงานผลนับคะแนนแต่ละหน่วยจะขึ้นเว็บไซต์สำนักงานกกต.จังหวัดทุกจังหวัด และส่วนกลางเพื่อให้ตรวจสอบความถูกต้อง ตอนนี้เราเร่งรัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ในช่วงวันถึง 2 วันนี้

ผู้สื่อข่ารายงานว่า ในระหว่างการยื่นหนัง สือได้มีมวลชนออกมาตะโกนว่า “ไม่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน ภาษีพวกเราทั้งนั้น ต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน นับใหม่ “

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการจัดพื้นที่ปราศรัยและมีการตั้งโต๊ะรับรายงานเหตุความผิดปกติในการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ กกต.ได้มีการทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมไม่พอใจ และได้เข้าล้อมทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กันตัวเจ้าหน้าที่กกต.กลับเข้าไปด้านในอาคาร และได้ขอตัวแทนจากกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปเพื่อเซ็นเอกสารคำร้อง

สมชัย อดีต กกต.ชี้ฟังไม่ขึ้น คำชี้แจงเรื่องปัญหาเขต 1 ชลบุรี

สมชัย อดีต กกต.ชี้ฟังไม่ขึ้น คำชี้แจงเรื่องปัญหาเขต 1 ชลบุรี

สมชัย อดีต กกต.ชี้ฟังไม่ขึ้น คำชี้แจงเรื่องปัญหาเขต 1 ชลบุรี

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.28 น.

“สมชัย” อดีต กกต.ชี้ฟังไม่ขึ้น คำชี้แจงเรื่องปัญหาเขต 1 ชลบุรี  ชี้เอกสารที่ทิ้งต้องอยู่ในหีบ ไม่มีสายรัดหีบยิ่งน่าสงสัย  

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร  อดีต กกต.และนักวิชาการ  โพสต์แสดงความคิดเห็นว่า  รับได้ไหมการชี้แจงจาก กกต. กรณีสิ่งผิดปกติของการเลือกตั้ง เขต 1 ชลบุรี   การแถลงเมื่อวานคล้ายพยายามอธิบาย ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ผิดระเบียบ  การอธิบายว่าใบขีดคะแนน   (แบบ ส.ส.5/11)  ที่พบในกองขยะ  เป็นเรื่องที่อยู่ในกระบวนการยุบรวมหีบ   เป็นคำอธิบายที่รับไม่ได้ เพราะถึงยุบรวมหีบ เอกสารนี้ต้องอยู่ในหีบที่ยุบรวม  ไม่ใช่อยู่ในกองขยะข้างนอก   ข้อสันนิษฐาน คือ ต้องทิ้งหรืออาจมีการทำเอกสารชุดนี้ใหม่  ให้ตรงกับใบรายงานผลการเลือกตั้ง (แบบ ส.ส.5/18)   ที่มีสำเนาหนึ่งอยู่ในหีบและอีกสำเนาหนึ่งส่ง กกต.

คำอธิบายว่าหีบที่ยุบรวมจำนวนมาก ไม่มีสายรัดสีฟ้า หรือ cable tie  ที่มีการลายเซ็นของกรรมการนั้น ไม่ใช่สาระสำคัญ   เพราะมีการปิดเทปกาวโดยรอบแน่นหนาแล้ว   ยิ่งเป็นคำอธิบายที่ไม่สมควรออกมาจากปากของ กกต. เพราะ ระเบียบ กกต. ก็เขียนไว้ชัด  ว่าหีบบัตรเลือกตั้งจากหน่วยเลือกตั้ง หรือ จากการยุบรวมหีบ  ต้องมีสายรัดและการลงลายมือชื่อของกรรมการบนสายรัด      การติดสายรัด ต้องมีการลงลายมือชื่อกำกับเป็นการแสดงความรับผิดหากสิ่งที่อยู่ในหีบไม่ถูกต้อง เช่น   ใส่เอกสารไม่ครบ   หรือมีการทุจริตแก้คะแนนในแบบรายงานผล    จึงเป็นได้ว่า ไม่มีใครกล้าเซ็น

นายสมชัย  ยังถามกลับไปยัง กกต.ว่า หากยอมให้หีบบัตรปิดเทปกาวโดยรอบแล้วบอกว่าใช้ได้   วันหลัง ลองประหยัดไม่รัด cable tie ทั้งประเทศ   ดูซิเลือกตั้งจะโมฆะไหม   ดูซิจะมี กกต. ได้ย้ายที่นอนไหม 

แก้วตา จี้ เท้ง ไขก๊อกหัวหน้าพรรค แสดงความรับผิดชอบ ทำพ่ายเลือกตั้ง 69

แก้วตา จี้ เท้ง ไขก๊อกหัวหน้าพรรค แสดงความรับผิดชอบ ทำพ่ายเลือกตั้ง 69

แก้วตา จี้ เท้ง ไขก๊อกหัวหน้าพรรค แสดงความรับผิดชอบ ทำพ่ายเลือกตั้ง 69

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.22 น.

กลายเป็นไวรัลข้ามคืนเมื่ออดีต สส.สาวค่ายส้ม แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ โพสต์ไอจีสตอรี่รัว ๆ ตลอดทั้งคืนวันที่ 10-11 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งสารถึง เท้ง ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน หลังจบศึกเลือกตั้ง 69 ด้วยความพ่ายแพ้ งานนี้ไม่มีคำว่าพี่น้อง เพราะเจ้าตัวซัดยับตั้งแต่คำว่า ไร้ภาวะผู้นำ ไปจนถึงขั้นจี้ให้ลาออกซะเถอะ

โดยสตอรี่ของเธอทำเอาชาวเน็ตต้องแคปไว้รัว ๆ อย่างหน้าแรกเป็นคลิปในรายการข่าวช่องดัง พร้อมแคปชั่นว่า “ลาออกเถอะ ไร้ภาวะผู้นำ” 

ธิษะณา

ก่อนที่ในเวลาต่อมาในโพสต์ในหน้าที่ 1 ของ แก้วตา จะร่ายยาวถึง เท้ง ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมคลิปรายการข่าวช่องดังช่องเดิม ว่า “​คือคนไม่ได้มีศักยภาพในการเป็นผู้นำค่ะ คุณเท้งคุณไม่ได้เป็นคนเก่งอะไร ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในการลาออกจากตำแหน่ง ตั้งแต่ตอนที่ยกมือให้ภูมิใจไทยแล้วล้มเหลว นี่ก๊อกหนึ่ง ก๊อกสองยังมีและการคัดเลือกผู้สมัครฟอกเงินยาเสพติด 2 หมื่นล้าน ก๊อกสามยังมีการปล่อยผ่านเรื่องเว็บพนันจนเรื่องแดงที่หลัง คุณควรลาออกตั้งแต่สามเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วค่ะ ถ้าเป็นจริยธรรมของนายกสากลทั่วโลก แต่คุณยึดติดกับตำแหน่งกระหายอำนาจทั้ง ๆ ที่ไม่มีศักยภาพจนมันเป็นแบบนี้ค่ะ”

“คนดีกว่าคุณมีหลายล้านคนทั่วประเทศค่ะ คลายอำนาจซะเถอะค่ะ ตอนเลือกตั้งหัวหน้าพรรคก็ไม่มีแคนดิเดตคนอื่นนอกจากคุณคนเดียว แล้วพรรคจะมีทางเลือกอื่นหรอคะ เหมือนมัดมือชกทั้ง ๆ ที่ดิฉันก็ไม่ได้เห็นว่าคุณมีศักยภาพตรงไหน

ยังไม่จบแค่นี้เมื่อไปยังหน้าที่สี่ของสตอรี่เป็นภาพของ เท้ง ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชนที่มีลักษณธเหมือนกำลังร้อนไห้ พร้อมข้อความว่า “เสียใจ เสียใจ เสียใจ ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ ไหนล่ะความรับผิดชอบในฐานะผู้นำประเทศ”

ธิษะณา
แก้วตา
แก้วตา

ขอขอบคุณข้อมูลจาก อินสตาแกรม tisana_choonhavan

ขอขอบคุณภาพจาก อินสตาแกรม tisana_choonhavan, เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan, เฟซบุ๊ก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – Natthaphong Ruengpanyawut

โปรดเกล้าฯ ให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ 3 นาย

โปรดเกล้าฯ ให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ 3 นาย

โปรดเกล้าฯ ให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ 3 นาย

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.54 น.

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569  เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ ความว่า

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 และข้อ 6 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ จำนวน 3 นาย ดังนี้

1.พลโท เฉลิมเกียรติ พิมพ์ทนต์

2.พลตรี เฉลิมชัย ไชยสวัสดิ์

3.พลอากาศเอก เผด็จ วงษ์ปิ่นแก้ว

ประกาศ ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

อ.ไชยันต์ ย้อนรอยอดีต การเลือกตั้งสกปรกที่สุด

อ.ไชยันต์ ย้อนรอยอดีต การเลือกตั้งสกปรกที่สุด

อ.ไชยันต์ ย้อนรอยอดีต การเลือกตั้งสกปรกที่สุด

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.13 น.

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 

ได้ชื่อว่าเป็น  “การเลือกตั้งสกปรก” โดยพบความผิดปรกติ ได้แก่ การมีชื่อคนตายแล้วในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เปลี่ยนชายให้เป็นหญิง หญิงให้เป็นชาย เพิ่มเติมชื่อเอาเองโดยให้อยู่ในบ้านใดบ้านหนึ่ง บางที่ไม่มีการปิดประกาศไว้ให้ประชาชนได้ตรวจสอบหรือคัดค้านรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง แต่เอามาปิดในวันสุดท้าย เจ้าพนักงานการเลือกตั้งที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งกลับไป ช่วยหาเสียง ให้อามิสสินจ้าง และเลี้ยงดูอันธพาลเพื่อให้เป็นหัวคะแนน  ใช้อิทธิพลในตำแหน่งหน้าที่ราชการ บีบบังคับและจูงใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนไปลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครพรรคเสรีมนังคศิลา  ก่อนการเลือกตั้งเล็กน้อย ได้มีการปล่อยข่าวออกไปในหมู่ประชาชนว่า จะมีอันธพาลไปรบกวนบรรดาผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง อาจจะถึงฆ่าฟันกันตาย  เป็นเหตุให้ประชาชนบางคนไม่ไปใช้สิทธิ ก่อนวันเลือกตั้งมีการจับบัตรเลือกตั้งโกงของผู้สมัครพรรคเสรีมนังคศิลาหมายเลข 25 – 33 มีบุคคลอันธพาลที่ได้รับอามิสสินจ้าง มีสัญลักษณ์คือ บัตรประจำตัวสมาชิกสามัญ พรรคเสรีมนังคศิลา ผ้าแถบขาวมีเครื่องหมายตราไก่กระพือปีกและข้อความพรรคเสรีมนังคศิลา นามบัตร ให้เป็นผู้ลงบัตร “ไพ่ไฟ” (บัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ลงด้วยวิธีทุจริต/ภาษาปาก) ณ หน่วยเลือกตั้งต่างๆตามที่ได้ซักซ้อมไว้ อันได้แก่สในเขตทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอดุสิต

มีการพบบัตรออกเสียงเลือกตั้งจำนวนหนึ่งที่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะใช้ลงคะแนนเสียงให้แก่พรรคเสรีมนังคศิลาจำนวน 9 คน ได้แก่ 

จอมพล ป. พิบูลสงคราม หมายเลข 25 

พลอากาศโทมุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฏิ์ หมายเลข 26 

พลเอกเภา เพียรเลิศ บริภัณฑ์ยุทธกิจ หมายเลข 27 

พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ หมายเลข 28 

พลเอกมังกร พรหมโยธี หมายเลข 29 

พลโทบัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หมายเลข 30 

พลเอกหลวงสวัสดิ์สรยุทธ หมายเลข 31 

พลเอกเดช เดชประดิยุทธ หมายเลข 32 

พันตรีรักษ์ ปัณยารชุน หมายเลข 33  

และบัตรเลือกตั้งเหล่านี้มีการประทับตราของนายอำเภอดุสิตไว้อย่างถูกต้องด้วย

การนับคะแนนเสียงโดยมิชอบ เช่น ในการนับบัตรเสีย, แก้บัตรลงคะแนนเสียง, หน่วงเหนี่ยวการนับเพื่อเพิ่มเติมบัตรผู้สมัครพรรคเสรีมนังคศิลาหมายเลข 25 – 33 เกือบทุกหน่วย
และมีข้อที่น่าสังเกตคือ พรรคเสรีมนังคศิลาใช้เงินในการหาเสียงเลือกตั้งเป็นจำนวนถึง 20,000,000 บาท  และคะแนนเสียงเลือกตั้งที่พรรคเสรีมนังคศิลามาเป็นอันดับหนึ่งคือ 137,735 คะแนน 
ส่วนอันดับที่สองคือ พรรคประชาธิปัตย์ได้ 118,457 คะแนน

จากการที่การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ได้ชื่อว่าเป็น “การเลือกตั้งสกปรก” นั้น ถือได้ว่าเป็นการทุจริตการเลือกตั้งในหลากหลายรูปแบบและชัดเจนครั้งแรกตั้งแต่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 

แต่ที่น่าสังเกตเกี่ยวกับวิธีการทุจริตในการเลือกตั้งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 คือ ยังไม่มีการซื้อเสียงกันอย่างจริงๆจังๆเหมือนที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา       แต่การซื้อเสียงและจัดเลี้ยงผู้แทนตำบลที่มีสิทธิ์เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 เริ่มมีขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในปี พ.ศ. 2476 ที่จังหวัดนครพนม และในการเลือกตั้งซ่อมจังหวัดอยุธยา พ.ศ. 2498

สาเหตุที่ยังไม่มีการทุจริตโดยเฉพาะการซื้อเสียงอย่างจริงจังและชัดเจนนั้น นักเศรษฐศาสตร์อย่างรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ได้อธิบายไว้ในปี พ.ศ. 2535 ว่า “สังคมเศรษฐกิจไทยยังมิได้มีการใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน อย่างแพร่หลาย หน่อของทุนนิยมยังไม่เติบใหญ่แกร่งกล้า ชนชั้นกลางยังไม่เข้มแข็ง และชนชั้นผู้ประกอบการยังอ่อนปวกเปียก ราษฎรยังมิได้ตระหนักว่า สิทธิการเลือกตั้ง (voting right) เป็นทรัพย์สินที่สามารถซื้อขายได้ 

ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง  ผมไม่เคยได้ยินหรือพบงานเขียนเกี่ยวกับการซื้อขายเสียงในการเลือกตั้ง จนผมเข้าใจเอาเองว่า ปรากฎการณ์เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองและเพิ่งจะแพร่หลายในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง (สามทศวรรษที่ผ่านมา นับจากพ.ศ. 2535 ที่อาจารย์รังสรรค์เขียนบทความชิ้นนี้คือ ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา—ผู้เขียน)  การแสวงหาชัยชนะในการเลือกตั้งด้วยวิธีการอันไม่ชอบธรรมดูเหมือนจะเริ่มต้นด้วยการโกงการเลือกตั้งก่อนการซื้อเสียงเสียอีก การโกงการเลือกตั้งครั้งฉาวโฉ่ปรากฏในการเลือกตั้งปี 2500 และผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการนี้ก็คือ ผู้นำฝ่ายทหารที่กำกับพรรคเสรีมนังคศิลาซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในขณะนั้น”

ดังนั้น การทุจริตครั้งแรกที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในการเมืองไทยคือ การโกงการเลือกตั้งด้วยกลวิธีต่างๆ ใน การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 26 กุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2500 ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น 

ซึ่งมาก่อนการทุจริตโดยการซื้อเสียง การโกงการเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวปรากฏให้เห็นถึงจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งที่สูงมากที่สุดตั้งแต่มีการเลือกตั้ง 6 ครั้งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง  

โดยในหกครั้งนี้  จำนวนสูงสุดของผู้มาใช้สิทธิคือ ร้อยละ 41.45 ในการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในประเทศไทย  ส่วนจำนวนต่ำที่สุดของผู้มาใช้สิทธิคือร้อยละ 32.52  ในการเลือกตั้งวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2489 แต่การเลือกตั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิกระโดดไปถึงร้อยละ 57.50   และต่อจากนั้น ในการเลือกตั้งวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิลดลงเหลือเพียงร้อยละ 40.10 ซึ่งไม่ต่างจากยอดสูงสุดในการเลือกตั้งก่อนหน้าวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 มากนัก   อีกทั้งการเลือกตั้งหลังจากการเลือกตั้งวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 อีกสามครั้งต่อมา ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะมีผู้มาใช้สิทธิสูงเท่าการเลือกตั้งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500    โดยในการเลือกตั้งอีกสามครั้งต่อมาคือ การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2518, 2519 และ 2522 มีผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 47.06, 43.99 และ 43.90     

ดังนั้น จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 จึงถือว่า สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง 6 ครั้งก่อนหน้าและสามครั้งหลังจากนั้น   ซึ่งอาจะกล่าวได้ว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิที่สูงผิดปกติคือจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากการโกงเลือกตั้ง   และถ้าเปรียบเทียบจำนวนของผู้มาใช้สิทธิในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 นั่นคือร้อยละ 57.50 กับจำนวนสูงสุดของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนหน้านั้นคือในการเลือกตั้งครั้งแรกวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 นั่นคือ ร้อยละ 41.45   จะพบส่วนต่างถึงร้อยละ 16.05  และจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 มีทั้งสิ้น 5,668,556 คน/คะแนน   พรรคเสรีมนังคศิลาได้คะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุดคือ 137,735 คะแนน และส่วนต่างของผู้มาใช้สิทธิทั้งหมดระหว่างการเลือกตั้งสองครั้งดังกล่าวคือ ร้อยละ 16.05 จากที่กล่าวไป ท่านคิดว่า การเลือกตั้งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปัจจุบัน หรือมีครั้งไหนที่สกปรกกว่านี้ ?

(แหล่งอ้างอิง: เฉลิม มลิลา,   รัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๐๐ ในประเทศไทย, วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2518;  David A. Wilson and Herbert P. Phillips, “Elections and Parties in Thailand”  Far Eastern Survey, (August, 1958), p. 116 อ้างใน เฉลิม มลิลา,   รัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๐๐ ในประเทศไทย, วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2518;  รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, อนิจลักษณะของการเมืองไทย: เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าด้วยการเมือง, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ผู้จัดการ: 2536), มนตรี เจนวิทย์การ, “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 12 วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522,” วารสารพัฒนบัณฑิตบริหารศาสตร์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 เมษายน 2522.)

ต๊ะ นารากร จี้ เท้ง ขอโทษ ที่โหวตให้ อนุทิน เป็นนายกฯ ต้นเหตุให้เกิดผลการเลือกตั้งแบบนี้

ต๊ะ นารากร จี้ เท้ง ขอโทษ ที่โหวตให้ อนุทิน เป็นนายกฯ ต้นเหตุให้เกิดผลการเลือกตั้งแบบนี้

ต๊ะ นารากร จี้ เท้ง ขอโทษ ที่โหวตให้ อนุทิน เป็นนายกฯ ต้นเหตุให้เกิดผลการเลือกตั้งแบบนี้

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.47 น.

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 คุณต๊ะ นารากร ติยายน อดีตผู้ประกาศข่าวและพิธีกรชื่อดัง และผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 เชียงใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า

ถึงคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ดิฉันเขียนบทความนี้ถึงคุณในฐานะประชาชนชาวไทยคนหนึ่งที่ต้องการคำขอโทษจากคุณ หลังจากเห็นคุณร้องไห้ขอโทษส.ส.เขตของคุณที่ผลการเลือกตั้งไม่ผ่าน แต่คุณยังไม่เคยขอโทษที่ตัดสินใจทำ MOA และยกมือโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี

ใช่ค่ะ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ลงสมัครและพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ดิฉันยอมรับและไม่เคยคิดกล่าวโทษใคร เพราะผลทุกอย่างมาจากการตัดสินใจของตัวดิฉันเอง เมื่อดิฉันได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนในเขตเลือกตั้งไม่มากพอ ดิฉันก็แพ้เลือกตั้งและสอบตก ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับใคร นอกจากตัวดิฉันเอง

แต่คุณณัฐพงษ์ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน คุณไม่เคยยอมรับว่าการที่คุณและ ส.ส.ในพรรคของคุณ เอาคะแนนเสียงของคน 14 ล้านคนไปโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นต้นเหตุให้เกิดผลการเลือกตั้งแบบนี้

คุณเป็นคนมอบโอกาสให้คุณอนุทินจัดตั้งรัฐบาลและดึงคนนอกทั้ง 3 คนเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ทำให้พรรคภูมิใจไทยเรืองอำนาจและมีผลงานเข้าตาประชาชน ทั้งเรื่องคนละครึ่งพลัส และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

ถ้าคุณยังยืนยันว่าการตัดสินใจทำ MOA เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว คุณก็ควรต้องเข้าร่วมรัฐบาล และขอดูแลกระทรวงที่สำคัญ โดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน ซึ่งพรรคของคุณมีข้อมูลเรื่องความไม่ชอบมาพากลมากมายในสนง.ประกันสังคม คุณไม่ควรทิ้งโอกาสนั้น และเรียกร้องให้ยุบสภา เพราะขณะนั้นสภาฯยังมีอายุเหลืออีกตั้งเกือบ 2 ปี

ถ้าพรรคประชาชนเข้าร่วมและดูแลกระทรวงแรงงานตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา พรรคของคุณน่าจะเข้าไปแก้ปัญหาประกันสังคมได้แล้ว ไม่ใช่แค่เอาข้อมูลออกมาแฉเพื่อหาคะแนนเสียง แต่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้สักเรื่อง

ถ้าพรรคประชาชนเข้าร่วมรัฐบาลอนุทินตั้งแต่ 4 เดือนก่อน เราอาจยังไม่ต้องมีการเลือกตั้ง เพราะสภาผู้แทนฯยังเหลือเวลาอีกตั้งเกือบ 2 ปี มีเวลาให้พรรคประชาชนสร้างผลงานได้มากมาย
ดิฉันก็เสียใจที่ผลการเลือกตั้งออกมาแบบนี้ เสียใจที่พรรคประชาชนไม่ได้จำนวนส.ส.มากเพียงพอที่จะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง และได้แสดงผลงานการบริหารประเทศ

ปกติดิฉันไม่ใช่คนที่พร่ำเพ้อกับอดีตที่ผ่านมาแล้ว แต่การตัดสินใจของคุณเมื่อ 4 เดือนก่อนคือสาเหตุหนึ่งที่ผลการเลือกตั้งออกมาแบบนี้ และดิฉันขอเรียกร้องคำขอโทษจากคุณ

ดร สุวินัย ปอกเปลือก ส้ม ชี้จุดพลาด สู้ด้วยความรู้สึก แต่พ่ายโลกความจริง

ดร สุวินัย ปอกเปลือก ส้ม ชี้จุดพลาด สู้ด้วยความรู้สึก แต่พ่ายโลกความจริง

ดร สุวินัย ปอกเปลือก ส้ม ชี้จุดพลาด สู้ด้วยความรู้สึก แต่พ่ายโลกความจริง

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.44 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงรับควันหลงการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เมื่อโลกออนไลน์ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ผลคะแนนกันอย่างดุเดือด

ล่าสุดวันนี้ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สรุปซีรีส์บทความ ชำแหละพรรคส้ม โดยระบุเนื้อหาที่น่าสนใจไว้ดังนี้ “พรรคส้มและด้อมส้มสู้แบบเอาศีรษะชนกำแพง : เมื่อพวกเขากำลังสู้กับระบบและกติกา ด้วยตรรกะของเด็กเอาแต่ใจ

สุวินัย ภรณวลัย

ตลอดซีรีส์ “ชำแหละพรรคส้ม” 10 กว่าตอน ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง (ลิงค์บทความอยู่ในคอมเมนท์) ผมพยายามอธิบายสิ่งหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำอีก มิใช่ด้วยความเกลียดชัง แต่เพื่อชี้ให้เห็น ความผิดพลาดเชิงโครงสร้างของวิธีคิดของพรรคส้ม

ความผิดพลาดนั้นสรุปได้ในประโยคเดียวคือ พรรคส้มและด้อมส้ม กำลัง “สู้กับระบบและกติกา” ด้วยตรรกะของเด็กที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางและนั่นคือเหตุผลที่ยิ่งสู้ ก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งปลุกระดม ก็ยิ่งติดกับ และยิ่งเชื่อว่าตัวเอง “ถูก” ก็ยิ่งไม่มีวันชนะโลกจริงได้

พรรคส้มไม่ได้สู้กับศัตรู แต่สู้กับ “ความจริงของระบบ” ถ้าอ่านซีรีส์นี้ทั้งหมดอย่างใจเป็นกลางจะเห็นชัดว่า สิ่งที่พรรคส้มสู้มาตลอด ไม่ใช่พรรคอื่น ไม่ใช่บุคคลและไม่ใช่ชนชั้นใดเป็นพิเศษ แต่คือ

– โครงสร้างรัฐที่มีข้อจำกัดจริง

– ระบบราชการที่ไม่ตอบสนองต่อศีลธรรม

– กติกาทางการเมืองที่ไม่ให้รางวัลกับความรู้สึก

– โลกภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่สนใจว่าใครคิดว่าตัวเองดีแค่ไหน

ปัญหาคือ

พรรคส้มไม่เคย “ยอมรับ” สิ่งเหล่านี้เป็นจุดตั้งต้น

แต่เลือกจะ “โกรธใส่ระบบ”

แล้วคาดหวังว่าโลกจะเปลี่ยน

เพราะตนเอง “รู้สึกถูก”

ตรรกะของเด็กเอาแต่ใจ คืออะไร? ตรรกะนี้ไม่ได้หมายถึง “อายุ” แต่หมายถึง ระดับวุฒิภาวะของการคิด ลักษณะสำคัญของตรรกะแบบนี้มี 4 ข้อ

1. ถ้าฉันตั้งใจดี ระบบต้องเปิดทางให้ฉัน

2. ถ้าฉันแพ้ แสดงว่ากติกาไม่ยุติธรรม

3. ถ้าคนอื่นไม่เห็นด้วย แปลว่าเขาโง่หรือชั่ว

4. ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่คิด ความผิดต้องเป็นของโครงสร้าง นี่คือกรอบคิดเดียวกับเด็กที่ วิ่งชนกำแพงแล้วโกรธกำแพง แทนที่จะถามว่า “กำแพงมันอยู่ตรงนั้นเพราะอะไร”

สุวินัย ภรณวลัย

นี่คือเหตุผลที่พรรคส้ม “พูดเก่ง แต่ไปไม่ถึงไหน” ตลอดซีรีส์ “ชำแหละพรรคส้ม” ผมชี้ให้เห็นซ้ำ ๆ ว่า พรรคส้มเก่งมากใน 3 เรื่อง

1.การรื้อความหมาย

2. การตั้งคำถามเชิงศีลธรรม

3.การทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองอยู่ฝ่ายถูก

แต่พรรคส้มอ่อนมากใน 3 เรื่องที่สำคัญกว่าคือ

1. การจัดการต้นทุนของการตัดสินใจ

2. การแบกรับผลลัพธ์ที่ไม่สวยงาม

3. การเลือกความเสียหายน้อยกว่าในโลกจริง

เมื่อถึงจุดที่ต้อง “เปื้อนมือ” โดยการเข้ามาบริหารประเทศจริง ๆ พรรคส้มจะถอยทุกครั้ง (มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน) แล้วเรียกการถอยนั้นว่า “หลักการ”ซึ่งในโลกของรัฐ เรา เรียกว่า “การไม่รู้จักโต” ต่างหาก

ด้อมส้ม คือกระจกสะท้อนวุฒิภาวะของพรรคส้ม ฐานมวลชนของพรรคส้มไม่ใช่ปัญหาในเชิงจำนวน แต่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างจิต ด้อมส้มจำนวนมากไม่ได้ถามว่า นโยบายนี้ทำได้จริงหรือไม่? ประเทศจะรับต้นทุนไหวหรือเปล่า? ถ้าล้มเหลว ใครจะรับผิดชอบ? แต่ถามเพียงว่า ใครพูดถูกใจฉัน ใครยืนอยู่ฝั่งศีลธรรม ใครทำให้ฉันรู้สึกเหนือกว่าอีกฝ่าย นี่คือเหตุผลที่ พรรคส้มต้องรักษา “ความบริสุทธิ์ทางวาทกรรม” ไว้ตลอดเวลา เพราะทันทีที่พรรคส้มต้องลงมือทำจริง ๆ โดยเข้าไปบริหารประเทศจริง ๆ มนต์สะกดของพรรคส้มจะสลายทันที

การปลุกม็อบ การปฏิเสธผลเลือกตั้ง และการร้องความยุติธรรมซ้ำ ๆ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่พลัง แต่คือ อาการ อาการของการไม่สามารถยอมรับว่า โลกไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับความรู้สึกของเรา เด็กที่แพ้เกม จะคว่ำกระดาน ผู้ใหญ่ที่แพ้เกมจะลุกขึ้นมาเรียนรู้กติกาใหม่ซีรีส์ “ชำแหละพรรคส้ม” ทั้งหมดพยายามชี้ให้เห็นว่า พรรคส้มเลือกทางแรกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สุวินัย ภรณวลัย

บทสรุป : ทำไมผมถึงบอกว่า นี่คือ “เอาศีรษะชนกำแพง” กำแพงไม่เคยโกรธใคร กำแพงไม่เคยเลือกข้าง กำแพงไม่เคยสนใจว่าใครคิดว่าตัวเองดีแค่ไหน กำแพงมีอยู่เพราะมันถูกสร้างมาแบบนั้น การเมืองก็เช่นเดียวกัน ตราบใดที่พรรคส้มและด้อมส้มยังสู้กับระบบด้วยความรู้สึก ด้วยศีลธรรม และด้วยการปฏิเสธผลลัพธ์ การต่อสู้นั้นจะไม่มีวันเป็นการต่อรองกับความจริง แต่เป็นเพียงการทำร้ายตัวเองซ้ำ ๆ โลกไม่ได้พังเพราะคนคิดฝัน แต่โลกไม่เคยเปลี่ยน เพราะคนที่ไม่ยอมโตพอจะรับผลของความฝันนั้นและนี่คือหัวใจทั้งหมด ของซีรีส์ “ชำแหละพรรคส้ม” ไม่ใช่เรื่องว่าใครดีหรือเลว แต่คือคำถามง่าย ๆ ว่า พวกคุณกำลังสู้กับโลก หรือกำลังสู้กับความจริงที่ไม่เข้าข้างพวกคุณกันแน่ ~ สุวินัย ภรณวลัย มหาวิทยาลัยไร้รอย”

หลังจากที่โพสต์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างพากันเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ผมคิดว่านายใหญ่ไม่ต้องการชนะเป้าหมายคือป่วน เป็นไปได้สูงด้วยว่า ต้องการให้ประเทศปั่นป่วน ประเทศไทยเป็นสนามชนกันระหว่าง จีนกับอเมริกา”

“สรุปแล้วจะเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงแย่ลงกว่าเดิมอีก..ประเทศไทย”

“ตรง เผง”

“ถูกต้อง ชัดเจนค่ะ”

“ชัดเจนค่ะ”

สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย
สุวินัย ภรณวลัย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย