ศบก.เผยผลตรวจคลังน้ำมัน-จ๊อบเบอร์ 7 จว. ไม่พบผิดปกติ นายกฯ ปรับแผนส่งออกไป สปป.ลาว

ศบก.เผยผลตรวจคลังน้ำมัน-จ๊อบเบอร์ 7 จว. ไม่พบผิดปกติ นายกฯ ปรับแผนส่งออกไป สปป.ลาว

ศบก.เผยผลตรวจคลังน้ำมัน-จ๊อบเบอร์ 7 จว. ไม่พบผิดปกติ นายกฯ ปรับแผนส่งออกไป สปป.ลาว

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.39 น.

ศบก. เผย ผลตรวจคลังน้ำมัน-จ๊อบเบอร์ 7 จว. ไม่พบความผิดปกติ นายกฯสั่งพิจารณาปรับแผนส่งออก ที่กลั่นเองให้ใช้ในประเทศ แล้วนำจากตปท.ไปให้ สปป.ลาวแทน

เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 27 มีนาคม 2569 ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แถลงว่า สำหรับการลงพื้นที่ตรวจผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่มีคลังน้ำมัน และจ๊อบเบอร์เมื่อวันที่ 26 มี.ค. โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพาณิชย์จังหวัดดำเนินการร่วมกัน จำนวน 22 จุด ใน 7 จังหวัด ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา อุดรธานี ลำปางพิษณุโลก ชุมพร และสงขลา ผลการตรวจในส่วนจ๊อบเบอร์ ทั้งจ๊อบเบอร์ที่มีคลังน้ำมันและไม่มีคลังน้ำมัน ไม่พบความผิดปกติ ในส่วนที่มีคลังน้ำมัน พบน้ำมันที่อยู่ในคลังเหลือติดคลังเฉลี่ยประมาณ 1 หมื่นลิตร ส่วนที่อยู่ในแต่ละจ๊อบเบอร์เป็นน้ำมันที่กำลังอยู่ระหว่างการขาย การตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ทั้งผู้ซื้อผู้ขายของจ๊อบเบอร์ที่ได้มีการบันทึกไว้ ถูกต้องตรงกัน ไม่ได้มีความผิดปกติ สำหรับการตรวจสอบคลังน้ำมันที่เป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 ซึ่งเป็นคลังน้ำมันขนาดใหญ่ที่ จ.สงขลา คือ บริษัท ปตท. และเชลล์  ก็พบว่า ทั้ง 2 คลังมีน้ำมันเหลือติดคลังไม่ถึง 50% หรือประมาณ 10 ล้านลิตร จากความจุของของคลังที่จุได้ 25-28 ล้านลิตร จากการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด มีการซื้อขาย และจัดส่งน้ำมันออกไปถูกต้อง ไม่มีข้อมูลที่ผิดปกติ และการส่งน้ำมันตั้งแต่เดือน มี.ค. เป็นต้นมา มีปริมาณการส่งออกจากคลังเพิ่มขึ้น และมีการติดประกาศราคาเรียบร้อย

นายดนุชา กล่าวว่า ขณะที่สถานการณ์ปั๊มน้ำมัน ข้อมูลจากหอการค้า ที่มีการสำรวจสถานีน้ำมันทั่วประเทศ ประมาณ 550 แห่ง พบว่า ปั๊มน้ำมันที่มีน้ำมันหมดลดลงค่อนข้างมาก จากประมาณ 450 กว่าแห่ง ตอนนี้เหลืออยู่ประมาณ 390 กว่าแห่ง โดยจะมีการสำรวจทุกวันตอนกลางคืน และช่วงเช้าจะมีน้ำมันเติมเข้าไป ให้บริการได้ต่อเนื่อง

นายดนุชา กล่าวว่า เรื่องปริมาณน้ำมันดิบที่เข้าสู่ประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 – 18 มี.ค. มีประมาณ 3.4 พันล้านลิตร ส่วนช่วงวันที่ 20 – 25 มี.ค.เข้ามาอีกประมาณ 878 ล้านลิตร รวมแล้วประมาณ 4.2 พันล้านลิตร ซึ่งเพียงพอที่จะนำมากลั่นให้ประชาชนในช่วงเดือน เม.ย. ทั้งนี้ เรามีแผนการนำเข้าน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงสิ้นเดือน มี.ค. จะมีน้ำมันเข้ามา อีกประมาณ 4 ล้านบาร์เรล เดือน เม.ย. จะมีเข้ามาใหม่อีกประมาณ  24 ล้านบาร์เรล และเดือน พ.ค. ผู้ค้าอย่าง ปตท. ได้มีการทำสัญญาแล้ว และเตรียมส่งมอบประมาณ 8 ล้านกว่าบาร์เรล ซึ่งจะมีการจัดหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศ

นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับน้ำมันที่เราส่งออกไป 2 ประเทศคือ สปป.ลาว และเมียนมา ตั้งแต่วันที่ 1 – 25 มี.ค. ส่งไป สปป.ลาว ประมาณ 4.6 ล้านกว่าลิตรต่อวัน เมียนมา 2 แสนกว่าลิตรต่อวัน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีดำริว่า น้ำมันที่เราผลิตและกลั่นได้ในประเทศ อยากเอาเก็บให้ประชาชนในประเทศได้ใช้ จึงมอบหมายให้ตนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับรูปแบบ โดยอาจนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ เพื่อส่งออกไปยัง สปป.ลาวแทน แทนที่จะเอาน้ำมันที่กลั่นในประเทศส่งไปที่ สปป.ลาว เพื่อเพิ่มน้ำมันสำรองในประเทศให้มากขึ้น อย่างน้อยจะเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานได้อีกประมาณ 5 ล้านลิตรต่อวัน ขณะนี้กำลังดูรายละเอียด

สภาพัฒน์ จ่อชง รัฐบาลใหม่ เร่งคลอด คนละครึ่ง เฟสใหม่ หลังแถลงนโยบาย

สภาพัฒน์ จ่อชง รัฐบาลใหม่ เร่งคลอด คนละครึ่ง เฟสใหม่ หลังแถลงนโยบาย

สภาพัฒน์ จ่อชง รัฐบาลใหม่ เร่งคลอด คนละครึ่ง เฟสใหม่ หลังแถลงนโยบาย

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

“สภาพัฒน์” จ่อชงรัฐบาลใหม่ เร่งคลอด “คนละครึ่ง เฟสใหม่” หลังแถลงนโยบาย ก่อนวางงบฯ 70 ทำเฟสต่อไป เพื่อช่วยประชาชนท่ามกลางวิกฤตสงคราม

วันที่ 27 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เตรียมจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตพลังงาน โดยนอกเหนือจาก 7 มาตรการ ที่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวานนี้ (26 มี.ค.) ที่เป็นการพุ่งเป้าช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่งและผู้ให้บริการรถสาธารณะ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งไม่ให้กระทบกับราคาสินค้ามากและไม่ทำให้เงินเฟ้อขึ้นเยอะนั้น

ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มคนชั้นกลาง ที่กำลังมีการเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ ได้มีการเตรียมไว้หมดแล้ว ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา สิ่งที่ควรจะเริ่มดำเนินการทันที อาทิ โครงการคนละครึ่ง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งต้องเร่งออกมาอย่างน้อย 1 เฟส หลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่มีอำนาจเต็ม แต่ถึงอย่างไรก็ต้องดูในเรื่องของงบประมาณประกอบด้วย จากนั้นจะต้องเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และจึงค่อยดำเนินการโครงการคนละครึ่ง เฟสถัดไป

พาณิชย์จ่อเพิ่ม 7 สินค้าควบคุม มะพร้าว-ปลากะพง รอประชาพิจารณ์ก่อนชง ครม.

พาณิชย์จ่อเพิ่ม 7 สินค้าควบคุม มะพร้าว-ปลากะพง รอประชาพิจารณ์ก่อนชง ครม.

พาณิชย์จ่อเพิ่ม 7 สินค้าควบคุม มะพร้าว-ปลากะพง รอประชาพิจารณ์ก่อนชง ครม.

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.25 น.

เมื่อเวลา 11.05 น.นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึงมาตรการในการดูแลช่วยเหลือประชาชนในด้านค่าครองชีพ สินค้าอุปโภค บริโภค ว่ากระทรวง พาณิชย์ ยังคงทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด และคณะกรรมการส่วนจังหวัด ลงพื้น ที่ติดตามตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการในทุกวัน เพื่อเฝ้าระวังและป้องปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินควรหรือกักตุนสินค้า ซึ่งได้ทำมาอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศตั้งแต่ วันที่ 1 – 26 มี.ค. มีเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วน กรมการค้าภายใน 1569 รวม 410 คำร้อง และได้ตรวจสอบไปแล้ว 187 คำร้อง อยู่ระหว่างการตรวจสอบ 200 กว่าคำร้อง ซึ่งในจำนวนนี้มีการร้องเรียนในเรื่องของการจำหน่ายราคาเกินควร คือไม่ได้สัดส่วนกับต้นทุนที่สูงขึ้นจำนวนทั้งหมด 44 คำร้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เรียกเอกสารต้นทุนจากผู้ที่ถูกร้องมาวิเคราะห์แล้ว หากพบว่ามีการจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควรจริงจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด 

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากทั่วโลก ส่งผลกระทบให้ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการช่วยลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และต้นทุนภาคธุรกิจ ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะครอบคลุมทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต ทั้งรายใหญ่และรายย่อย ผู้ค้าและผู้บริโภคให้สามารถอยู่ได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ โดยมาตรการแรก คือโครงการไทยช่วยไทย เพื่อลดภาระ ลดค่าครองชีพ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า (โมเดิร์นเทรด)  ซึ่งโครงการจะเริ่มวันที่ 1 เม.ย. ​ ซึ่งห้างสรรพสินค้ามีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงจะร่วมมือกับทั้งผู้ผลิตและผู้จำหน่าย ซึ่งจะมีการคัดเลือกสินค้าที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวันมาจัดจำหน่ายในราคาพิเศษ สินค้าเป้าหมายที่จะนำมาจำหน่าย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรก จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะเป็นพวก สบู่ แชมพู ผงซักฟอก กระดาษชำระ จะนำมาลดราคาสูงสุด ถึง 50%  ส่วนกลุ่มสินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำ มันพืช ซอสปรุงรส อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จะนำมาลดราคาสูงสุดถึง 25% ซึ่งเราจะนำเสนอทางเลือกสินค้าราคาประหยัดที่ยังคงมีคุณภาพ และจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้าจำเป็นของประชาชนควบคู่กับการสร้างการรับรู้ และการขยายโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้า นอกจากนี้โครงการไทยช่วยไทย ยังช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิตรายใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย เช่น โชว์ห่วย รับสินค้าราคาถูกจากผู้ผลิตรายใหญ่มาจำหน่าย เพิ่มกำไรส่วนต่างให้กับลูกค้าปลีกรายย่อย 

พาณิชย์จ่อเพิ่ม 7 สินค้าควบคุม

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า มาตรการที่ 2 คือ โครงการธงฟ้าราคาประหยัด ลดค่าครองชีพให้กับประชา ชน ซึ่งเป็นโครงการที่เรามีอยู่แล้วและทำต่อเนื่อง แต่ในสถานการณ์แบบนี้ กระทรวงพาณิชย์จะขยาย จุดจำหน่ายธงฟ้า สินค้าจำเป็นในราคาพิเศษทั่วประเทศให้ครอบคลุม ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และ ระดับชุมชนเป็นการเพิ่มความถี่ และเชื่อมโยงกับโครงการไทยช่วยไทยด้วย ควบคู่กับการใช้บัตร สวัสดิการแห่งรัฐ โดยกระทรวงพาริชย์จะทำปฏิทินธงฟ้าเผยแพร่ให้ทราบทั่วกันว่า จะจัดที่ไหน เมื่อไหร่ และจัดกี่วัน นอกจากนี้จากประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. ก็จะมีการพิจารณาเพิ่ม รายการสินค้าควบคุมในห้วงเวลาที่ผันผวน และยกระดับมาตรการควบคุมราคาสินค้าและบริการให้ เข้มข้นขึ้น เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชนได้อย่างใกล้ชิดขึ้น โดยมีแผนปรับสินค้าควบคุมจากเดิม ที่มี 59 รายการ เป็น 66 รายการ โดยขอความเห็นชอบเพิ่ม 7 รายการ ซึ่งในส่วนของเม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุเครื่อง ซอสปรุงรส ได้มีการทำประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนของมะพร้าวอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพงขาว กากถั่วเหลือง อยู่ระหว่างทำประชาพิจารณ์ประมาณ 7-15 วัน ก่อนที่จะนำเข้าสู่ กกร.และเข้าที่ประชุมครม.ต่อไป

พาณิชย์จ่อเพิ่ม 7 สินค้าควบคุม

แฟ้มภาพ

นายกฯ สั่งการด่วน! กอ.รมน. ลุยปราบกักตุนน้ำมัน-ลอบส่งนอกประเทศ

นายกฯ สั่งการด่วน! กอ.รมน. ลุยปราบกักตุนน้ำมัน-ลอบส่งนอกประเทศ

นายกฯ สั่งการด่วน! กอ.รมน. ลุยปราบกักตุนน้ำมัน-ลอบส่งนอกประเทศ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

นายกฯ สั่งการ กอ.รมน. เดินหน้าปราบปรามการกักตุนและลักลอบส่งออกน้ำมันนอกประเทศ เร่งตรวจสอบทั้งระบบ “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) ได้หารือร่วมกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรอง ผอ.รมน. และ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการกักตุนและการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทย

ภายหลังการหารือ ผอ.รมน. ได้สั่งการให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและตรวจสอบการดำเนินการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทาง- ระหว่างทาง-ปลายทาง ป้องกันการกักตุน ลักลอบขนย้าย หรือการนำออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย

สำหรับแนวทางการดำเนินการ ประกอบด้วย

1. ต้นทาง (โรงกลั่นน้ำมัน)

มอบหมายให้ ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน. ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคงทางพลังงาน ทำหน้าที่กำกับดูแลและติดตามการผลิตและการบริหารจัดการน้ำมันจากโรงกลั่น ให้เป็นไปตามกฎหมายและไม่เกิดการนำออกนอกระบบอย่างผิดปกติ

2. กลาระหว่างทาง (การขนส่งและการกระจายน้ำมัน)

ให้ กอ.รมน.จังหวัดทั่วประเทศ และ กอ.รมน.ภาคส่วนแยก ในกองกำลังป้องกันชายแดน ร่วมกำกับดูแลเส้นทางการขนส่งและการกระจายน้ำมัน โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกประเทศ

3. ปลายทาง (สถานีบริการน้ำมัน)ให้ ชุดตรวจร่วมของ กอ.รมน.จังหวัด ลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อตรวจสอบปริมาณการจำหน่าย การกักตุน และการดำเนินการที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการ รักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ ป้องกันการเอาเปรียบประชาชน และสร้างความโปร่งใสในระบบการค้าพลังงาน พร้อมย้ำว่า กอ.รมน.จะบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ

เต้ มงคลกิตติ์ บุกทำเนียบ! ยื่นไล่ อนุทิน พ้นนายกฯ เซ่นน้ำมันพุ่งลิตรละ 6 บาท

เต้ มงคลกิตติ์ บุกทำเนียบ! ยื่นไล่ อนุทิน พ้นนายกฯ เซ่นน้ำมันพุ่งลิตรละ 6 บาท

เต้ มงคลกิตติ์ บุกทำเนียบ! ยื่นไล่ อนุทิน พ้นนายกฯ เซ่นน้ำมันพุ่งลิตรละ 6 บาท

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.06 น.

มงคลกิตติ์ ไล่ อนุทิน พ้นนายกฯ ซัดไร้ความสามารถ ปมแก้น้ำมัน 

เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น เดินทางมายื่นหนังสือ เพื่อขับไล่ นายอนุทิน  ชาญวีรกูล พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยระบุข้อร้องเรียนว่า จากปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปากท้อง ความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันที่เกิดขึ้น จากวันที่ 26 มีนาคม ปรับขึ้นราคา 6 บาทต่อลิตร และคาดว่าก่อนสงกรานต์จะปรับขึ้นอีก คาดว่าจะเพิ่มไม่น้อยกว่า 15 บาทต่อลิตร จึงเชื่อว่าน่าจะมีการกักตุน 

โดยรัฐบาลปล่อยปละละเลยให้เกิดการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งไม่นับความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร ค่าปุ๋ย สินค้าทุกประเภท จะทำให้ประชาชนตกทุกข์ได้ยาก ดังนั้นมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น มีข้อสรุปว่านายกฯไม่มีความสามารถหรือปล่อยปละละเลยให้พรรคพวกของท่านทุจริตกักตุนน้ำมัน และท่านไม่คิดจะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน จึงไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่เพื่อบริหารประเทศ
 

ธนกร ยัน นายกฯ เกาะติดวิกฤตพลังงาน สั่งฟันพวกกักตุนไร้ข้อยกเว้น

ธนกร ยัน นายกฯ เกาะติดวิกฤตพลังงาน สั่งฟันพวกกักตุนไร้ข้อยกเว้น

ธนกร ยัน นายกฯ เกาะติดวิกฤตพลังงาน สั่งฟันพวกกักตุนไร้ข้อยกเว้น

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.45 น.

วันนี้ 27 มีนาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงวิกฤตด้านพลังงานในขณะนี้ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ได้นิ่งนอนใจ หรือปล่อยปละละเลยปัญหา วันนี้หลายๆ เรื่องรัฐบาลก็กำลังดำเนินการอยู่ เพียงแต่บางเรื่องรัฐบาลรักษาการนั้นอาจจะไม่สามารถเข้าไปบริหารจัดการได้อย่างเต็มที่เหมือนกับรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม อย่างไรก็ตาม วันนี้คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังการ พิจารณาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตแล้วว่าจะลดอย่างไร และระยะเวลามากน้อยเพียงใดจึงจะเหมาะสม รวมถึงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มอื่นๆ รวมถึงผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบด้วย ที่สำคัญ ท่านนายกฯ พูดชัดเจนว่า หากสุดท้ายแล้วพบว่ามีใครกักตุน รัฐบาลก็พร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายทันที ไม่มีการยกเว้นแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านมองว่ารัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนช้าเกินไป นายธนกร กล่าวว่า วิกฤตพลังงานในครั้งนี้กระทบไปทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งท่านนายกฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทั้งเรียกประชุมนัดพิเศษ หรือโทรศัพท์สอบถามกับผู้ที่รับผิดชอบเพื่อติดตามสถานการณ์เป็นระยะๆ รวมทั้งกำชับ ส.ส.ให้ลงพื้นที่เพื่อสื่อสารข้อเท็จจริงต่างๆ ไปยังประชาชน เพียงแต่สิ่งเหล่านี้ท่านนายกฯ อาจจะไม่ได้ออกมาประกาศให้สาธารณะรับรู้เท่านั้นเอง ดังนั้น เรื่องที่ฝ่ายค้านอาจจะไม่รู้ ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเลย แต่วันนี้นักการเมืองบางคนกลับพยายามวาดภาพให้ประชาชนตื่นตระหนก เอาประเด็นน้ำมันมาหากินอย่างน่าละอาย

ธนกร

“วันนี้ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ ถ้าฝ่ายการเมืองยังหากินกับความไม่เข้าใจของประชาชน สุดท้ายก็จะกลายเป็นสังคมของวาทกรรมแทนที่จะอยู่บนสังคมแห่งข้อเท็จจริง อยากให้ทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจกันด้วยการเสนอแนะแนวทางที่มีประโยชน์กับบ้านเมือง มากกว่าการสาดโคลนใส่ฝ่ายตรงข้ามแล้วได้เพียงแค่ความสะใจ เชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน” นายธนกร กล่าว

น้ำมันพุ่ง 6 บาท! สังคมหลงประเด็น รัฐบาลพลาดทั้งเกม

น้ำมันพุ่ง 6 บาท! สังคมหลงประเด็น รัฐบาลพลาดทั้งเกม

น้ำมันพุ่ง 6 บาท! สังคมหลงประเด็น รัฐบาลพลาดทั้งเกม

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.39 น.

การปรับขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตรภายในคืนเดียว ดันค่าครองชีพขึ้นทันที ทั้งค่าขนส่ง ราคาสินค้า และรายจ่ายของคนทั้งประเทศ สถานการณ์แบบนี้ต้องอธิบายด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม กระแสในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะฝั่งตรงข้ามรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย เลือกใช้จังหวะนี้ซ้ำเติมสังคม แสดงความสะใจ และโยงว่าความเดือดร้อนทั้งหมดเป็นผลจากการเลือกพรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล

วิธีคิดแบบนี้ใช้ไม่ได้ เพราะไม่แตะต้นตอของปัญหาเลย แต่เอาความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศมาเป็นเครื่องมือทางอารมณ์  ซึ่งไม่ใข่การวิพากษณ์วิจารณ์ แต่เป็นการหลงประเด็นด้วยอารมณ์ล้วน ๆ

ข้อเท็จจริงคือราคาน้ำมันผูกกับตลาดโลก ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบทั้งแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่ง ทำให้ราคาปรับขึ้นพร้อมกันหลายประเทศ ไทยในฐานะผู้นำเข้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

การลากปัญหาระดับโลกมาโยงกับการเมืองภายในแบบนี้ ไม่ได้ทำให้เข้าใจสถานการณ์ดีขึ้น มีแต่บิดเหตุบิดผล และทำให้สังคมยิ่งหลุดจากประเด็นจริง

ยิ่งไปกว่านั้น การแสดงความสะใจต่อความเดือดร้อนของคนทั้งประเทศ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย มีแต่สะท้อนว่าการถกเถียงทางการเมืองกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ มากกว่าข้อเท็จจริง

ในระดับภูมิภาค สถานการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในหลายประเทศ เวียดนามปรับราคาน้ำมันเบนซินขึ้นมากกว่า 20% ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ขณะที่น้ำมันดีเซลปรับขึ้นในอัตราที่สูงกว่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนแรงกดดันจากตลาดพลังงานโลกที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศ

ข้อเท็จจริงจึงชัดว่า วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของประเทศไทย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลไม่สามารถอธิบายด้วยคำว่า “ตลาดโลก” อย่างเดียวได้ เพราะหน้าที่ของรัฐคือการดูแลผลกระทบ การปล่อยให้ราคาขึ้นรวดเดียว 6 บาท ทำให้ประชาชนตั้งตัวไม่ทัน ทั้งที่มีทางเลือกในการบริหาร เช่น การทยอยปรับ หรือการสื่อสารล่วงหน้า 

จุดนี้สะท้อนชัดว่า รัฐบาลพลาดทั้งจังหวะและวิธีการจัดการ

ความเสียหายไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขราคา แต่อยู่ที่ความรู้สึกของประชาชนที่ต้องรับภาระโดยไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอ

เมื่อมองไปที่โครงสร้างการบริหาร ภาพความผิดพลาดยิ่งชัดขึ้น การมอบหมายให้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” เข้ามากำกับศูนย์บริหารสถานการณ์ด้านพลังงาน สร้างแรงกระเพื่อมทันที 

เพราะภาพจำที่เชื่อมโยงกับธุรกิจพลังงาน เสียงวิจารณ์จึงพุ่งตรงว่า การเอา “พ่อค้าน้ำมัน” มานั่งแก้ปัญหาน้ำมัน เป็นการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสมตั้งแต่ต้น

คำเปรียบเปรย “หมาป่าเฝ้าฝูงแกะ” จึงเกิดขึ้น และสะท้อนความไม่ไว้วางใจที่มีอยู่จริง ต่อให้การทำงานเป็นไปตามหน้าที่ ความไม่เชื่อมั่นตั้งแต่ต้น ย่อมกระทบความน่าเชื่อถือของทั้งระบบ

ขณะเดียวกัน บทบาทของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ไม่สอดคล้องกับระดับของสถานการณ์ การมอบหมายงานอาจเรียกว่ากระจายอำนาจ แต่ในสถานการณ์นี้ ภาพที่เห็นชัดคือการโยนความรับผิดชอบ 

สิ่งที่สังคมต้องการคือการตัดสินใจจากผู้นำโดยตรง ไม่ใช่การถอยออกจากจุดที่ต้องรับแรงกดดัน

เมื่อผู้นำไม่ยืนอยู่ในจุดนั้น ความเชื่อมั่นย่อมลดลง และภาพรวมของรัฐบาลก็อ่อนแรงลง

ยิ่งเมื่อมาดูการสื่อสาร ภาพยิ่งชัดขึ้นไปอีก ในช่วงที่ประชาชนต้องแบกรับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ผู้นำรัฐบาลอย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” ปรากฏภาพการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 

ภาพหนึ่งคือผู้นำที่ไม่ต้องพึ่งน้ำมัน แต่อีกภาพหนึ่งคือประชาชนที่ยังต้องเติมน้ำมันทุกวันเพื่อทำมาหากิน

ความต่างนี้คือ “ต้นทุนชีวิต” ที่ไม่เท่ากัน น้ำมันขึ้นสำหรับคนทำงานรายวันคือรายจ่ายที่เพิ่ม สำหรับคนขับรถคือรายได้ที่หาย สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยคือกำไรที่ถูกบีบ แต่ภาพของผู้นำกลับไม่แตะภาระเหล่านี้เลย

ความแตกต่างสองด้านนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้เห็นชัดว่าผู้นำกับประชาชนกำลังอยู่คนละเงื่อนไขของปัญหา

ในขณะที่ประชาชนต้องควักเงินเพิ่มทุกวัน สิ่งที่ควรชัดคือกองทุนน้ำมันอยู่ในสภาพใด และรัฐบาลจะจัดการโครงสร้างราคาอย่างไรต่อไป แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่ชัด ทำให้สังคมไม่เห็นทิศทาง

สถานการณ์ทั้งหมดสะท้อนว่าสังคมส่วนหนึ่งหลงประเด็น ปล่อยให้อารมณ์นำเหตุผล ขณะที่รัฐบาลพลาดทั้งจังหวะและวิธีการจัดการ

ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่น้ำมันแพง แต่คือความเชื่อมั่นที่ลดลงทั้งระบบ และนั่นคือปัญหาที่หนักกว่าราคาน้ำมัน

อรรถกร แนะ รบ.ตรวจคลังน้ำมันแค่ปลายเหตุ ชี้โรงกลั่นต้นทางปัญหา ทำศรัทธาพัง

อรรถกร แนะ รบ.ตรวจคลังน้ำมันแค่ปลายเหตุ ชี้โรงกลั่นต้นทางปัญหา ทำศรัทธาพัง

อรรถกร แนะ รบ.ตรวจคลังน้ำมันแค่ปลายเหตุ ชี้โรงกลั่นต้นทางปัญหา ทำศรัทธาพัง

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.23 น.

เมื่อวันที่ 27 มี.ค.เวลา 11.00 น.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานที่กำลังสร้าวความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับประชาชนว่า รัฐบาลมีความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยให้กระทรวงพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ทั้งกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่และผู้ค้าอิสระ (Jobber) ครอบคลุมพื้นที่ 16 จังหวัด รวม 35 จุดหมายทั่วประเทศ และออกมายืนยันกับประชาชนว่า จะสามารถเข้าถึงน้ำมันได้อย่างเพียงพอ และหวังจะสะท้อนถึงการควบคุมสถานการณ์ได้ 

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า แม้เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่ผลการตรวจกลับไม่พบความผิดปกติแทบทุกครั้ง ขณะที่ในความเป็นจริง ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังคงประสบปัญหาไม่มีน้ำมันให้เติม หรือบางแห่งจำกัดปริมาณการขาย คำถามคือ หากไม่มีการกักตุน แล้วเหตุใดน้ำมันจึงหายไปจากระบบในบางช่วงเวลา ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์กลับยิ่งสร้างความคลางแคลงใจ เมื่อราคาน้ำมันมีการปรับขึ้นรวดเดียวถึง 6 บาท กลับพบว่าปริมาณน้ำมันในตลาดเพียงพอทันที และสามารถเติมได้โดยไม่จำกัด

อรรถกร

นายอรรถกร ระบุด้วยว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ปลายทางอย่างสถานีบริการน้ำมัน แต่เป็นต้นทางอย่างโรงกลั่น หรือโครงสร้างการบริหารจัดการพลังงานทั้งระบบ ดังนั้นมาตรการลงพื้นที่ตรวจปั๊มน้ำมัน แม้จะเป็นมาตรการที่จำเป็น แต่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น ข้อสงสัยหลักพุ่งไปที่ระบบการจัดสรรน้ำมันจากโรงกลั่น และกลไกการกระจายสินค้า ซึ่งอาจเป็นจุดที่เกิดการชะลอการปล่อยน้ำมัน

“สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงคำยืนยันว่า น้ำมันเพียงพอ แต่ต้องมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ คือ ตัวเลข ข้อเท็จจริง เพื่อแผนรับมือที่ชัดเจน และความโปร่งใสในระดับโครงสร้าง เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่แท้จริงของประเทศ,แผนการจัดสรรน้ำมันในแต่ละช่วงเวลา,ระยะเวลาที่น้ำมันจะเพียงพอต่อความต้องการ เพราะสำหรับประชาชนแล้ว ข้อมูลคือ สิ่งสำคัญในการวางแผนชีวิต โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต ตราบใดที่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึก ไม่มีการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทาง และไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้น ความเชื่อมั่นของประชาชนก็ยากที่จะฟื้นกลับมา“

อรรถกร

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ ผู้นำรัฐบาลอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับรองรับสถานการณ์ แต่เพียง 1–2 วันหลังจากนั้น กลับเกิดภาวะตึงตัวของน้ำมันในหลายพื้นที่อย่างฉับพลัน เหตุการณ์ลักษณะนี้ได้สร้างรอยร้าวทางความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง เพราะคำยืนยันผู้นำประเทศไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่ประชาชนเผชิญ คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่า น้ำมันพอหรือไม่ แต่กลายเป็น ประชาชนควรเชื่อใคร

”วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำมัน แต่มันคือ วิกฤตความเชื่อมั่น และหากยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนก่อนถึงเทศกาลสงกรานต์ วิกฤตครั้งนี้อาจไม่ได้จบแค่เรื่องน้ำมันขาดแคลน แต่อาจลุกลามเป็นวิกฤตศรัทธาของคนไทยที่ไม่สามารถฝากความหวังไว้กับรัฐบาลที่นำโดยนายอนุทินได้อีกแล้ว“ นายอรรถกร กล่าวทื้งท้าย

อรรถกร

สุวินัย ชี้ชัด! น้ำมันขึ้น 6 บาท คือ สัญญาณเตือนล่วงหน้า ปลุกคนไทยตื่นรับโลกใหม่ยุค Stagflation

สุวินัย ชี้ชัด! น้ำมันขึ้น 6 บาท คือ สัญญาณเตือนล่วงหน้า ปลุกคนไทยตื่นรับโลกใหม่ยุค Stagflation

สุวินัย ชี้ชัด! น้ำมันขึ้น 6 บาท คือ สัญญาณเตือนล่วงหน้า ปลุกคนไทยตื่นรับโลกใหม่ยุค Stagflation

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.14 น.

วันที่ 27 มีนาคม 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า  น้ำมันขึ้น 6 บาท คือการเปิดเผย “โครงสร้างโลก” ที่คนไทยต้องเผชิญ เพื่อปลุกสติคนไทยให้ทันโลกใหม่

มีคนจำนวนมากกำลังตั้งคำถามว่า“ทำไมน้ำมันต้องขึ้น?”แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ“ทำไมเรายังคิดว่าน้ำมันควรถูกเหมือนเดิม?”

1. ระบบเศรษฐกิจโลกกำลัง “เปลี่ยนโหมด”

น้ำมันขึ้น 6 บาทไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจแต่มันคือสัญญาณว่าระบบเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนโหมดจาก“โลกเงินเฟ้อต่ำ + พลังงานเสถียร”ไปสู่“โลกของ Stagflation เชิงโครงสร้าง” (โลกเงินเฟ้อภายใต้เศรษฐกิจถดถอยที่พลังงานไม่เสถียร)Stagflation ในอดีตเกิดจากน้ำมันแพงชั่วคราวแต่ Stagflation ครั้งนี้เกิดจากสงครามพลังงานการแตกของ supply chainและการแบ่งขั้วของโลกนี่ไม่ใช่ cycleแต่มันคือregime change ของระบบเศรษฐกิจโลกในโลกใหม่ พลังงานไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่มันคือโครงสร้างของข้อมูล การผลิต และอัลกอริทึมของโลก

2. ศึกอิหร่านคงจะยืดเยื้อ

คนจำนวนมากยังรอว่าสงครามจะ “จบเมื่อไหร่”แต่ในสายตานักยุทธศาสตร์สงครามนี้ไม่ใช่ปัญหาที่รอวันแก้แต่มันคือโครงสร้างที่ยัง “แก้ไม่ได้”สหรัฐ “ลงไม่ได้”อิหร่าน “ยอมไม่ได้”อิสราเอล “หยุดไม่ได้”นี่คือสิ่งที่เรียกว่าstructural deadlockหรือ “ฉากจบแบบ B”  (ทางตันเชิงโครงสร้าง) ที่ผมเคยทำนายไว้ว่าในฉากจบแบบนี้ สงครามจะไม่จบแต่มันจะ“ยืด”“กดดัน”และ “กัดกินระบบโลกไปเรื่อย ๆ”



3. น้ำมันขึ้น = การถ่ายโอนความเจ็บปวดจากโลก → สู่คนไทย

เมื่อโลกเข้าสู่ deadlockต้นทุนจะไม่หายไปไหนมันจะถูก “ส่งต่อ”จากสมรภูมิตลาดพลังงานระบบการเงินลงมาสู่กระเป๋าของประชาชนน้ำมันขึ้น 6 บาทจึงไม่ใช่แค่ราคาพลังงานแต่มันคือการถ่ายโอน shock จากระดับโลก → ระดับชีวิตประจำวันรัฐบาลที่ “มาถูกทาง”ไม่ใช่รัฐบาลที่พยายาม “ซ่อน shock”แต่คือรัฐบาลที่“ปล่อยให้คนเห็นความจริงเร็วพอ” เพื่อได้สติและปรับตัว

4. ท่ามกลางโลกที่ปั่นป่วน…ไทยกำลังได้ “ตำแหน่งใหม่”

ทุกวิกฤตคือการจัดสรรใหม่ของทุนโลกเงินไม่ได้หายไปมันแค่ “ย้ายที่”ในโลกที่ตะวันออกกลางร้อนยุโรปเปราะจีนมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างประเทศที่ “ไม่ใช่สนามรบ”จะกลายเป็น“Safe Node ของระบบโลก” (Safe Node = จุดในเครือข่ายโลกที่ทุนสามารถไหลเข้าได้โดยไม่ถูกความขัดแย้งดูดกลืน)และไทยกำลังเริ่มเข้าใกล้ตำแหน่งนั้นไม่ใช่เพราะเราเก่งที่สุดแต่เพราะ“เราไม่ใช่คู่ขัดแย้งของใคร”นี่คือเหตุผลที่เงินทุนเริ่มมองไทยใหม่และอาจทำให้ไทย “ได้อานิสงส์”มากกว่าหลายประเทศใน ASEAN

5. ข้อได้เปรียบที่คนไทยไม่เคยรู้ตัว

คนไทยมีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งที่มักถูกมองข้ามนั่นคือ“ความสามารถในการปรับตัวโดยไม่ต้องมีทฤษฎี”ในขณะที่บางประเทศต้องวางแผนออกแบบหรือปฏิรูปเชิงระบบคนไทยสามารถ“ขยับตัวตามสถานการณ์” ได้ทันทีเสียงบ่นในโซเชียลจึงไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลวแต่มันคือ“กลไกระบายแรงกระแทกของสังคม”และหลังเสียงบ่นคนไทยจะปรับและอยู่รอดเหมือนที่เคยทำมาแล้วหลายครั้ง

6. บทเรียนที่ซ่อนอยู่ในน้ำมัน 6 บาท

น้ำมันขึ้นครั้งนี้ไม่ได้บอกว่า“เศรษฐกิจแย่”แต่มันกำลังบอกว่าโลกกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ที่กติกาเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไปและคำถามที่แท้จริงไม่ใช่“ทำไมราคาขึ้น”แต่คือ“ใครจะปรับตัวทันโลกใหม่ได้ก่อน”ในโลกแบบนี้การพยายาม “ทำให้ทุกอย่างเหมือนเดิม”คือความผิดพลาดเพราะโลกไม่ได้กำลัง “ผันผวน”แต่มันกำลัง“เปลี่ยนโครงสร้าง”

น้ำมันขึ้น 6 บาทจึงไม่ใช่ข่าวร้ายแต่มันคือสัญญาณเตือนล่วงหน้าสำหรับคนที่ยังมีเวลาปรับตัวและในเกมนี้จะไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจนมีแต่คนที่ “เข้าใจโครงสร้าง”กับคนที่ “ยังติดอยู่ในโลกเดิม”

~ สุวินัย ภรณวลัย 

มหาวิทยาลัยไร้รอย

ประธานวุฒิฯ เยี่ยม ‘เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์’ ศิลปินแห่งชาติ ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด

ประธานวุฒิฯ เยี่ยม 'เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์' ศิลปินแห่งชาติ ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด

ประธานวุฒิฯ เยี่ยม ‘เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์’ ศิลปินแห่งชาติ ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.59 น.

ประธานวุฒิฯ เยี่ยมให้กำลังใจ ‘เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์’ อดีตสมาชิกวิฒิสภาและศิลปินแห่งชาติ ป่วยป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด รักษาตัวที่ รพ.พหลพลฯ

วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น. นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วย นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร สมาชิกวุฒิสภา และ นางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา ได้เดินทางไปเยี่ยมอาการและมอบกำลังใจให้ นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2536 ซึ่งเข้ารับการรักษาอาการติดเชื้อในกระแสเลือดที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี