อว. นำนโยบาย Wellness ร่วม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 69-70 สู่ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

อว. นำนโยบาย Wellness ร่วม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 69-70 สู่ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

อว. นำนโยบาย Wellness ร่วม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 69-70 สู่ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.41 น.

6 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดกิจกรรม Kick off ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช. ปี 2569-2570 ภายใต้แนวคิด “Wellness วิถีเมืองด้วยวิจัยและนวัตกรรม เพื่อความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน” โดย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวรายงานผลการดำเนินงานและแผนงาน 2569-2570 พร้อมด้วย คณะนักวิจัย ผู้บริหาร วช. เครือข่ายชุมชนวิถีเมือง เข้าร่วมในกิจกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม และศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช.

นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้กำหนด MHESI Action Plan 2026–2030 เป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอย่างยั่งยืน ควบคู่กับนโยบาย “Wellness Thailand” ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ครบวงจร โดยต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศในด้านอาหาร สุขภาพ และสมุนไพร ผสานกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง พร้อมกันนี้ อว. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม การเร่งนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดย ศูนย์เกษตรวิถีเมืองของ วช. ถือเป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงการดำเนินงานของศูนย์เกษตรวิถีเมืองในช่วงระหว่างปี 2565–2568 ว่าได้มีการวางรากฐานและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งใช้ประโยชน์จากพื้นที่เมืองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งผลิตอาหารของชุมชนที่ให้ประชาชนในเขตเมืองสามารถเข้าถึงอาหารปลอดภัย สำหรับการ Kick off ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ระยะใหม่ของการพัฒนา ที่มุ่งเน้นการขยายผลนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ อาทิ AI และ Big Data มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหารเมืองปลอดภัย ควบคู่กับการใช้โมเดล BCG ในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึง ในปี 2569-2570 ได้มีแผนการพัฒนาแพลตฟอร์มเครือข่ายความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในบทบาทของ“นักปลูก นักปั้น และนักปราชญ์” เพื่อสร้างระบบนิเวศของความมั่นคงทางอาหาร ที่บูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยี ชุมชน และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ต่อมา เป็นพิธีมอบเกียรติบัตรให้แก่ “นักปั้นเกษตรวิถีเมือง วช.” จำนวน 10 ท่าน พร้อมด้วย การมอบป้ายประกาศ “เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง วช.” จำนวน 4 เครือข่าย ได้แก่ บ้านมั่นคงฟ้าใหม่, ชุมชนบ้านสวนร่วมพัฒนา, ชุมชนร่วมใจพัฒนา และชุมชนท่าอิฐ

พร้อมกันนี้ คณะนักวิจัยและภาคีเครือข่ายได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ “ศูนย์เกษตรวิถีเมือง” นำเสนอผลงานกันอย่างหลากหลาย อาทิ เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง วช. กลุ่มนักปั้นเกษตรวิถีเมือง วช. ตลอดจนผลงานนวัตกรรมด้านการเกษตร รวมกว่า 21 ผลงาน ครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การออกแบบระบบเกษตร การแปรรูปและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน ตลอดจนแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น

นอกจากนี้ นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติร่วมเยี่ยมชม “ศูนย์เกษตรวิถีเมือง วช.” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำเยี่ยมชมพื้นที่ ซึ่งภายในงานมีการจัดกิจกรรมอบรมแนวทางการขับเคลื่อนเครือข่ายและการนวัตกรรมเกษตรวิถีเมือง โดยได้รับเกียรติจากคณะนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีหัวข้อการอบรม ดังนี้

–  “การสร้างและขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง: พลังชุมชนสู่ความมั่นคงทางอาหารและสังคม (ความต้องการและทิศทาง ในการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง)” โดย ผศ.ลือพงษ์ ลือนาม และ คณะผู้วิจัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

– “การยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรวิถีเมือง: จากของดีชุมชนสู่สินค้าอัตลักษณ์ที่สร้างมูลค่า” โดย  อาจารย์ณัฐกานต์ รองทอง มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

– “การสร้างสรรค์ศักยภาพเครือข่าย: สู่ผู้ประกอบการและพัฒนาแหล่งเรียนรู้” โดย ผศ.ดร.กัลยา นาคลังกา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

–  “การสื่อสารและประชาสัมพันธ์เครือข่ายเกษตรวิถีเมือง: สร้างตัวตน สร้างตลาด สร้างความยั่งยืน” โดย ผศ.ดร.คฑาวุฒิ สังฆมาศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

ทั้งนี้ วช. มุ่งหวังว่า “เกษตรวิถีเมืองตาม BCG Model” จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรวิถีเมือง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างเมืองที่ประชาชนมีสุขภาวะที่ดี สามารถเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน บนพื้นฐานของการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์

‘ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ’ ดันอาคาร C สู่ฮับอิเวนต์ครบวงจร รองรับงานใหญ่ระดับนานาชาติ

‘ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ’ ดันอาคาร C สู่ฮับอิเวนต์ครบวงจร รองรับงานใหญ่ระดับนานาชาติ

‘ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ’ ดันอาคาร C สู่ฮับอิเวนต์ครบวงจร รองรับงานใหญ่ระดับนานาชาติ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.33 น.

บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) หรือ DAD Asset Development ยกระดับศักยภาพพื้นที่ “ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ” เปิดให้บริการพื้นที่อาคาร C รองรับการจัดกิจกรรมอิเวนต์ และการประชุมสัมมนาครบวงจร  

ดร.ธีธัช สุขสะอาด รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ DAD เปิดเผยว่า การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “พื้นที่กลาง” ที่รองรับการจัดกิจกรรมได้ทั้งของภาครัฐและเอกชน โดยออกแบบให้มีความยืดหยุ่น ใช้งานได้จริง และได้มาตรฐานการออกแบบและก่อสร้างระดับประเทศและนานาชาติ  

จุดเด่นสำคัญของ ลาน Atrium ชั้น 2” คือพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 5,500 ตารางเมตร โดดเด่นด้วย

 โครงสร้างสถาปัตยกรรมรูปทรงโค้ง ใช้แสงธรรมชาติ ช่วยลดการสะท้อนเสียง พร้อมระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ (District Cooling System) ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับการจัดงานอิเวนต์ นิทรรศการ งานศิลปะ ตลอดจนกิจกรรมไลฟ์สไตล์ในรูปแบบต่าง ๆ  

ด้านการเข้าถึง ลาน Atrium จะเชื่อมต่อกับอาคาร B และอาคารพดด้วง ช่วยคนจำนวนมากสามารถเดินทางมาร่วมงานได้อย่างคล่องตัว สามารถปรับแบ่งขนาดพื้นที่ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งที่ผ่านมา เคยรองรับการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ “ซีเกมส์ ครั้งที่ 33” ประเภทวูซู สะท้อนถึงศักยภาพในการรองรับ  อิเวนต์ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ห้องประชุมชั้น 7 อาคารพดด้วง ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 5,500 ตารางเมตร สามารถรองรับการจัดประชุม งานจัดเลี้ยง และงานประเภทอื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐาน  

ทั้งนี้ พื้นที่อาคาร C ทำให้ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญของสถานที่จัดงานในกรุงเทพฯ ที่รวมจุดแข็งด้านทำเล ฟังก์ชันการใช้งาน และมาตรฐานไว้ในแห่งเดียว ตอบโจทย์ผู้จัดงานที่ต้องการสร้างประสบการณ์ใหม่และแตกต่าง

เปิดตัว ‘Caregiver Plus รุ่นที่ 1’ ปั้นนักบริบาลไทยสู่มาตรฐานสากล รองรับสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ

เปิดตัว ‘Caregiver Plus รุ่นที่ 1’ ปั้นนักบริบาลไทยสู่มาตรฐานสากล รองรับสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ

เปิดตัว ‘Caregiver Plus รุ่นที่ 1’ ปั้นนักบริบาลไทยสู่มาตรฐานสากล รองรับสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.26 น.

โรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ จัดพิธีปฐมนิเทศและเปิดตัวหลักสูตร “นักบริบาลสุขภาพอิสลามนานาชาติ Caregiver Plus รุ่นที่ 1” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารจรรโลงบุตร ซอยลาดพร้าว 92 เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นทางการ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี เป็นประธานในพิธี กล่าวเปิดงานพร้อมให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ โดยเน้นย้ำว่า “การพัฒนาบุคลากรด้านการดูแลผู้สูงอายุ ต้องควบคู่ทั้งความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม โดยมีหลักศาสนาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและวิชาชีพ”

ด้าน ผศ.ดร.ศิริลักษณ์ จิตต์ระเบียบ ผู้อำนวยการโรงเรียนการบริบาล เดอะ พาเร้นส์ กล่าวถึงภาพรวมของหลักสูตรว่า ถูกออกแบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรด้านนักบริบาลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ ดร.สราวุธ และซัน ผู้อำนวยการหลักสูตร Caregiver Plus พร้อมทีมผู้บริหาร ได้นำเสนอหลักสูตรที่มุ่งพัฒนาทักษะการบริบาลควบคู่การดูแลแบบองค์รวม (Holistic Care) โดยบูรณาการหลักศาสนาอิสลามอย่างเหมาะสมและมีจริยธรรม พร้อมเสริมการเรียนภาษาอาหรับเบื้องต้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงานในระดับนานาชาติ

ไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ที่พิธีมอบชุดเครื่องแบบนักบริบาล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวเข้าสู่เส้นทางวิชาชีพอย่างภาคภูมิ พร้อมปิดท้ายด้วยการประกอบศาสนกิจเพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมทุกคน

ต่อยอดความสำเร็จ ทุนจุฬาราชมนตรี” สู่หลักสูตรนานาชาติ

ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โครงการ Caregiver Plus ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากการจัดสอบคัดเลือก “ทุนจุฬาราชมนตรี” เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยมีผู้สมัครจากทั่วประเทศกว่า 83 คน และผ่านเข้าสู่รอบสัมภาษณ์ 73 คน สะท้อนถึงความต้องการพัฒนาทักษะด้านการบริบาลในสังคมไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

นพ.วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เดอะพาเร้นส์ จำกัด เปิดเผยว่า หลักสูตรนี้มุ่งยกระดับนักบริบาลไทยสู่มาตรฐานสากล ภายใต้แนวคิด “วิชาชีพ – คุณธรรม – ศาสนา” อย่างสมดุล โดยชี้ว่า “หัวใจของการบริบาล คือการให้เกียรติและรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์”

ด้านเลขานุการจุฬาราชมนตรี ได้กล่าวเสริมว่า “การบริบาลไม่ใช่ภาระ แต่คือหน้าที่” พร้อมปลูกฝังแนวคิด “กตัญญูนำทาง วิชาชีพตามมา” ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคน

หลักสูตรเข้มข้น 420 ชั่วโมง เปิดโอกาสสู่ตลาดแรงงานนานาชาติ

หลักสูตร Caregiver Plus ใช้ระยะเวลาเรียนรวม 420 ชั่วโมง แบ่งเป็นภาคทฤษฎี 200 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติ 220 ชั่วโมง ครอบคลุมทักษะการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร พร้อมเสริมความรู้ตามหลักหลักศาสนาอิสลามอย่างเหมาะสม และความรู้ด้านภาษาอาหรับ เพื่อรองรับโอกาสการทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ผู้สำเร็จหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตร 3 ด้าน ได้แก่ ประกาศนียบัตรวิชาชีพนักบริบาลสุขภาพ , ประกาศนียบัตรภาษาอาหรับพื้นฐาน , ประกาศนียบัตรการดูแลตามหลักศาสนาอิสลาม

ผนึกกำลังพันธมิตร ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพฮาลาล

โครงการ Caregiver Plus เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท เดอะพาเร้นส์ จำกัด และสำนักจุฬาราชมนตรี โดยมีการสนับสนุนงบประมาณกว่า 3.2 ล้านบาท เพื่อมอบทุนการศึกษาเต็มจำนวน 80 ทุน พร้อมเครือข่ายความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย สมาคมแพทย์มุสลิม ศูนย์ภาษาอาหรับกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเกริก และบริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน)

ก้าวสำคัญของวงการบริบาลไทย

การเปิดตัว “Caregiver Plus รุ่นที่ 1” นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพของไทย ไม่เพียงสร้างโอกาสทางอาชีพ แต่ยังสะท้อนถึงการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาชีพ คุณธรรม และศาสนา เพื่อยกระดับมาตรฐานสู่เวทีสากล

ท่ามกลางการเติบโตของสังคมผู้สูงอายุ โครงการนี้จึงถูกมองว่าเป็น “ต้นแบบ” ของการพัฒนานักบริบาลคุณภาพ ที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

‘อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ’ รองผู้ว่าททท. ด้านตลาดในประเทศ เผยแนวคิด ‘ท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้’ ผ่านโครงการ Little Champions on Move – Move • Play • Explore

‘อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ’  รองผู้ว่าททท. ด้านตลาดในประเทศ เผยแนวคิด ‘ท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้’ ผ่านโครงการ Little Champions on Move – Move • Play • Explore

‘อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ’ รองผู้ว่าททท. ด้านตลาดในประเทศ เผยแนวคิด ‘ท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้’ ผ่านโครงการ Little Champions on Move – Move • Play • Explore

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนทิศทางการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ภายใต้แนวคิด Thailand Tourism Next โดยให้ความสำคัญกับ “Value Over Volume” มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายและคุณค่า มากกว่าการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว

หนึ่งในโครงการสำคัญที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว คือ Little Champions on Move โครงการท่องเที่ยวเชิงครอบครัวและเยาวชน ที่ผสานการเคลื่อนไหวเข้ากับการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ภายใต้แนวคิด MOVE • PLAY • EXPLORE “การท่องเที่ยว” ในฐานะพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ กล่าวว่า“เด็กในปัจจุบันไม่ได้เรียนรู้จากตำราเพียงอย่างเดียว แต่เรียนรู้จากประสบการณ์จริงการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกิจกรรมกลางแจ้งและการเคลื่อนไหว เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพัฒนาทั้งร่างกายและทักษะชีวิต”

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ

โครงการ Little Champions on Move จึงถูกออกแบบให้เด็กและครอบครัวได้มีส่วนร่วม ผ่านกิจกรรมที่เน้นการลงมือทำ การเล่น และการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง เชื่อมโยง “กีฬา วัฒนธรรม และสุขภาพ”กิจกรรมภายในโครงการครอบคลุม 3 แกนหลัก ได้แก่ Sport Traveling ส่งเสริมการเคลื่อนไหวและสุขภาพ  Thai Culture Heritage Game ถ่ายทอดวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ Food & Health สร้างความเข้าใจด้านอาหารและวิถีชีวิต

แนวทางดังกล่าวช่วยให้การท่องเที่ยวเป็นประสบการณ์แบบองค์รวม หรือ Holistic Travel ที่เชื่อมโยงทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม“เมื่อเด็กได้ลงมือทำ ได้สัมผัสวัฒนธรรม และได้เรียนรู้ร่วมกับครอบครัว การเดินทางจะมีความหมายมากขึ้น” มุ่งสู่การท่องเที่ยวคุณภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว ททท. คาดหวังว่าโครงการนี้จะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งกระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างความเข้าใจในคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น “เราให้ความสำคัญกับคุณภาพของประสบการณ์ และสิ่งที่นักท่องเที่ยวได้รับกลับไปมากกว่าการวัดผลจากจำนวนเพียงอย่างเดียว” เติบโตไปด้วยกัน ผ่านการเดินทาง

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ กล่าวทิ้งท้ายว่า “อยากให้มองการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่เป็นโอกาสในการเติบโตไปด้วยกันของทั้งเด็กและครอบครัวเพราะทุกกิจกรรมที่เด็กได้ลองทำ คือบทเรียนชีวิตที่มีคุณค่า”

แนวหน้าไกด์ : ไทยผงาดเจ้าภาพ ‘เวทีเวชศาสตร์การกีฬาเอเชีย’ ดึงผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมประชุม 2-4 ก.ค.นี้

แนวหน้าไกด์ : ไทยผงาดเจ้าภาพ ‘เวทีเวชศาสตร์การกีฬาเอเชีย’  ดึงผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมประชุม 2-4 ก.ค.นี้

แนวหน้าไกด์ : ไทยผงาดเจ้าภาพ ‘เวทีเวชศาสตร์การกีฬาเอเชีย’ ดึงผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมประชุม 2-4 ก.ค.นี้

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการกีฬาไทยแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ผลงานการแข่งขัน ตลอดจนความสำเร็จของนักกีฬาไทยในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของตัวนักกีฬาเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึง “เบื้องหลังความสำเร็จ” ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเวชศาสตร์การกีฬาของประเทศ ที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นตามลำดับ

การเติบโตอย่างเป็นระบบของวงการกีฬาไทย จึงไม่ได้อยู่แค่เพียงในสนามแข่งขัน หากแต่ครอบคลุมถึงองค์ความรู้และบุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์การกีฬา การฟื้นฟูสมรรถภาพ การแพทย์เฉพาะทาง ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยผลักดันศักยภาพของนักกีฬาไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น

นอกจากความก้าวหน้าดังกล่าวแล้ว ประเทศไทยกำลังเตรียมก้าวขึ้นเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการด้านเวชศาสตร์การกีฬาระดับเอเชีย ในงาน The Combined Meeting of AFSM SMAT TOSSM 2026 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 ก.ค. 2569 ที่โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการแพทย์และการกีฬาของไทย ในการแสดงศักยภาพสู่เวทีนานาชาติ พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ

ศ. นพ.บวรฤทธิ์ จักรไพวงศ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีความพิเศษเนื่องจากการผนึกกำลังของ 3 องค์กรหลัก ทั้งระดับเอเชียและระดับประเทศ ซึ่งมีบทบาทในการดูแลนักกีฬาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูและเพิ่มสมรรถนะ

“ครั้งนี้เป็นงานประชุมที่ใหญ่กว่าปกติ เพราะเป็นการรวม 3 องค์กรเข้าด้วยกัน ทั้งระดับเอเชียและของประเทศไทย ซึ่งแต่ละองค์กรมีบทบาทแตกต่างกัน แต่ทำงานเชื่อมโยงกัน”

หนึ่งในองค์กรสำคัญคือสหพันธ์เวชศาสตร์การกีฬาแห่งเอเชีย หรือ Asian Federation of Sports Medicine (AFSM) ซึ่งเป็นเครือข่ายแพทย์ผู้ดูแลนักกีฬาระดับชาติในภูมิภาคเอเชีย ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขณะที่ในประเทศไทย สมาคมกีฬาเวชศาสตร์แห่งประเทศไทย (SMAT) และอนุสาขาเวชศาสตร์การกีฬา ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย (TOSSM) ก็ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในกระบวนการดูแลนักกีฬา

“หมอเวชศาสตร์การกีฬาจะอยู่ใกล้ชิดนักกีฬามากที่สุด ตั้งแต่ช่วงก่อนแข่งขัน พอมีการบาดเจ็บก็ส่งต่อไปยังหมอกระดูก และเมื่อรักษาเสร็จก็กลับมาฟื้นฟู เพื่อให้กลับไปแข่งขันได้อีกครั้ง”

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเวชศาสตร์การกีฬาได้พัฒนาไปไกลกว่าการรักษาอาการบาดเจ็บ โดยมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของนักกีฬาอย่างเป็นระบบ ผ่านองค์ความรู้ด้านการฝึกซ้อม โภชนาการ จิตวิทยา และเทคโนโลยีทางการแพทย์

“เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้หาย แต่เราต้องการให้นักกีฬากลับไปเล่นได้เหมือนเดิม หรือดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ จากการฝึกและฟื้นฟูที่ถูกต้อง”

ศ. นพ.บวรฤทธิ์ ชี้ว่าไฮไลท์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ นอกจากการบรรยายวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศแล้ว ยังมีกิจกรรมน่าสนใจอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อปสาธิตการผ่าตัด ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เทคนิคการรักษาจริงจากผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการจัดประชุมแบบหลายห้อง (parallel sessions) ที่ครอบคลุมหัวข้อหลากหลาย ตั้งแต่การป้องกันการบาดเจ็บ การฟื้นฟู ไปจนถึงการเพิ่มสมรรถนะทางกีฬา รวมถึงนิทรรศการเทคโนโลยีทางการแพทย์จากภาคอุตสาหกรรมที่นำเสนอความก้าวหน้าล่าสุด

ขณะเดียวกัน องค์ความรู้จากเวทีดังกล่าวยังสามารถต่อยอดสู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในยุคที่การดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือการเล่นกีฬาในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มนักกีฬาอาชีพอีกต่อไป ภายใต้สถานการณ์ของประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

“องค์ความรู้พวกนี้ไม่ได้ใช้แค่กับนักกีฬา แต่นำมาประยุกต์ใช้กับคนทั่วไปได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ออกกำลังกาย หรือสังคมผู้สูงอายุที่ต้องดูแลสุขภาพ ซึ่งการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง การป้องกันการบาดเจ็บ หรือการฟื้นฟูร่างกาย ล้วนเป็นองค์ความรู้ที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้โดยตรง”

เลขาธิการ SMAT ย้ำว่าการที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการผ่านกระบวนการเสนอและแข่งขันกับประเทศอื่น ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อศักยภาพของไทย และการเป็นเจ้าภาพนี้ยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยก้าวสู่บทบาทผู้นำในองค์กรระดับเอเชียในอนาคต และอาจต่อยอดไปถึงเวทีระดับโลก

“เราไป bid แข่งกับประเทศใหญ่อย่างอินเดีย และได้รับเลือก แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของไทยได้รับการยอมรับ ทั้งด้านบุคลากรและความพร้อม ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศ”

นอกจากมิติทางวิชาการแล้ว การจัดประชุมตลอด 3 วันนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั้งในและต่างประเทศรวมกว่า 700–800 คน จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมกับส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฐานะ “ศูนย์กลางด้านสุขภาพและเวชศาสตร์การกีฬา” ได้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประชุม ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือบุคลากรสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้สามารถลงทะเบียนแบบปกติ (Standard Registration) ได้จนถึงวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ซึ่งจะได้รับค่าลงทะเบียนที่ต่ำกว่าแต่หากพ้นช่วงเวลาไปแล้วก็จะสามารถลงทะเบียนได้หน้างานในช่วงวันจัดประชุม โดยสามาถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://afsm2026.com

ศ. นพ.บวรฤทธิ์ ยังทิ้งท้ายถึงก้าวต่อไปของวงการกีฬาไทยว่า แม้ในภาพรวมจะมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาใช้มากขึ้น แต่ยังมีความท้าทาย โดยเฉพาะปัญหาการบาดเจ็บที่ส่งผลต่อเส้นทางของนักกีฬาในระยะยาว

“เรายังมีนักกีฬาหลายคนที่ต้องเลิกเล่นก่อนเวลาเพราะบาดเจ็บ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องพัฒนา และหวังว่าจะยกระดับได้มากขึ้นในอนาคต”

ดังนั้นการประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีวิชาการ หากแต่เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการยกระดับระบบเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อการพัฒนานักกีฬาไทยในระยะยาว สู่การมีบทบาทในระดับภูมิภาคและต่อยอดสู่เวทีโลกในอนาคต

ธรรมศาสตร์ ลงนาม MoU ครั้งสำคัญกับ Nai Lert Butler Academy ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพบุคลากรไทยสู่เวทีนานาชาติ

ธรรมศาสตร์ ลงนาม MoU ครั้งสำคัญกับ Nai Lert Butler Academy  ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพบุคลากรไทยสู่เวทีนานาชาติ

ธรรมศาสตร์ ลงนาม MoU ครั้งสำคัญกับ Nai Lert Butler Academy ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ระดับสากล ยกระดับศักยภาพบุคลากรไทยสู่เวทีนานาชาติ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Nai Lert Butler Academy ภายใต้บริษัท นายเลิศ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ผ่านการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ และทักษะวิชาชีพ ระดับสากล สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมในการยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของไทยสู่เวทีโลก

(ซ้าย)  ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม, ศ.พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร, ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล, ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร,พิไลพรรณ สมบัติศิริ, สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร, พิสิฐ หงษาครประเสริฐ

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผสานจุดแข็งของทั้งสองสถาบัน โดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้นำด้านวิชาการ และ Nai Lert Butler Academy ในฐานะองค์กรชั้นนำด้านการพัฒนาบุคลากร บริการระดับลักชัวรี เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการศึกษาและ การพัฒนาทักษะวิชาชีพ ในยุคอนาคต ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตร (Joint Certificate Program) การจัดอบรมผู้บริหาร (Executive Program) การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและผู้เชี่ยวชาญในระดับ นานาชาติ  ตลอดจนการขับเคลื่อนงานวิจัยและเวทีเสวนานโยบาย (Research & Policy Dialogue) เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ โดยเฉพาะการขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางและประเทศในกลุ่ม The Gulf Cooperation Council (GCC) ซึ่งเป็นตลาด ศักยภาพสูงในระดับโลก

ภายในพิธีลงนามได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร, ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธันยพร สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา, รองศาสตราจารย์ ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และกรรมการประจำสถาบันอาณาบริเวณศึกษา, รองศาสตราจารย์ ดร.ภูริ ฟูวงศ์เจริญ กรรมการประจำสถาบันอาณาบริเวณศึกษา และ นายชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงผู้แทนจาก Nai Lert Butler Academy ได้แก่ นางสาวณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ประธานบริหาร บริษัท นายเลิศ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด, นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ ประธานกรรมการ บริษัท นายเลิศพัฒนา จำกัด, นางสัณหพิศ โพธิรัตนังกูร ประธานกรรมการ บริษัท นายเลิศ จำกัด และนายพิสิฐ หงษาครประเสริฐ ผู้อำนวยการสถาบัน Nai Lert Butler Academy

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเชื่อมโยงทางวิชาการ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ผสานองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จริง เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรไทยให้สามารถแข่งขันและสร้างคุณค่าในระดับนานาชาติได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน Nai Lert Butler Academy กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะนำมาตรฐานการบริการระดับโลกมาผสานกับความเข้มแข็งทางวิชาการ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความพร้อมทั้งทักษะ วิสัยทัศน์ และความสามารถในการก้าวสู่เวทีนานาชาติ การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านวิชาการ ขณะที่ Nai Lert Butler Academy เป็นผู้นำด้านวิชาชีพในสาขาการบริการและการโรงแรม (Hospitality) สะท้อนความเชื่อร่วมกันว่า ‘คน’ คือหัวใจของการพัฒนา เราให้ความสำคัญกับการสร้างความสุขให้กับบุคลากรในองค์กร และการพัฒนา ‘Humanware’ หรือทรัพยากรบุคคลอย่างจริงจัง เราเชื่อมั่นว่าศักยภาพของบุคลากรไทยด้านการบริการนั้นยังเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล และสามารถที่จะยกระดับ พัฒนา ต่อยอดบนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ

ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน พร้อมทั้งสะท้อนแนวคิดของ Nai Lert ในการสร้างสมดุลระหว่าง ‘คน’ และ ‘ธรรมชาติ’ ผ่านการรักษาพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองให้คงอยู่คู่สังคมไทย ซึ่งเป็นการตอกย้ำปณิธานของ Nai Lert ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในทุกมิติ ทั้งการกิน อยู่ และการพักผ่อน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการส่งเสริม ‘การเรียนรู้’ ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

 อีกทั้ง ความร่วมมือระยะเวลา 3 ปีนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนาโครงการและกิจกรรม ทางวิชาการที่ หลากหลาย พร้อมทั้งสร้างเครือข่าย ความร่วมมือในระดับนานาชาติ ซึ่งไม่เพียงยกระดับการศึกษาไทย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในมิติของการศึกษา การบริการ และการทูตเชิง วัฒนธรรม

ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ Nai Lert Butler Academy ในครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงการลงนาม ในเอกสาร แต่คือการวางรากฐานของอนาคต ที่ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้และ ความเป็นเลิศด้านการบริการในระดับโลกอย่างแท้จริง

เซ็นทรัลพัฒนา ต่อยอดกระแสไวรัล ปั้น ‘แอโรบิคเซ็นทรัล’ สร้างปรากฏการณ์ ‘แพลตฟอร์มสุขภาพระดับชาติ’ ทั่วประเทศ

เซ็นทรัลพัฒนา ต่อยอดกระแสไวรัล ปั้น ‘แอโรบิคเซ็นทรัล’ สร้างปรากฏการณ์ ‘แพลตฟอร์มสุขภาพระดับชาติ’ ทั่วประเทศ

เซ็นทรัลพัฒนา ต่อยอดกระแสไวรัล ปั้น ‘แอโรบิคเซ็นทรัล’ สร้างปรากฏการณ์ ‘แพลตฟอร์มสุขภาพระดับชาติ’ ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.43 น.

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้นำอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อความยั่งยืน และผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ต่อยอดกระแสแอโรบิคที่กำลังเป็นไวรัลในสังคมไทย สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ สู่การสร้าง “แพลตฟอร์มสุขภาพระดับประเทศ” ผ่านกิจกรรม “แอโรบิคเซ็นทรัล” ที่เปิดพื้นที่เซ็นทรัลทั่วประเทศ คาดดึงดูดผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 30,000 คนตลอดแคมเปญ ตอกย้ำบทบาทศูนย์การค้าในฐานะ Center of Life และ Urban Lifestyle Platform ที่เป็นมากกว่าพื้นที่เพื่อการช้อปปิ้ง แต่คือพื้นที่ของการใช้ชีวิตการดูแลสุขภาพ และการเชื่อมโยงผู้คนในชุมชน

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) 

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบันเทรนด์ Health & Wellness กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ ควบคู่กับการมองหาพื้นที่ที่สามารถออกกำลังกายและใช้ชีวิตร่วมกับ community ได้ เซ็นทรัลพัฒนาจึงมุ่งพัฒนาให้ศูนย์การค้าทั่วประเทศ เป็น Sport & Wellness Destination ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในหลายมิติ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายทั้งด้านกีฬา ฟิตเนส และไลฟ์สไตล์สุขภาพ

จากกระแสการเต้นแอโรบิคออกกำลังกายที่สวนลุมพินี เรายังเห็นทิศทางของการพัฒนาเมืองสู่ ‘เมืองสุขภาพดี’ หรือ Bangkok Healthy City ของกรุงเทพมหานคร ที่ทุกภาคส่วนมีบทบาทร่วมกันในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง เราจึงต่อยอดสู่ ‘แอโรบิคเซ็นทรัล’ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้คนมีส่วนร่วมกับกิจกรรมด้านสุขภาพเข้าถึงง่ายในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยใช้ศักยภาพของศูนย์การค้าในการขยายพฤติกรรมนี้สู่ระดับประเทศขณะเดียวกันยังเป็นการสร้าง Active Community Space ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คน สะท้อนบทบาทของเซ็นทรัลพัฒนาในการเป็นแพลตฟอร์มการใช้ชีวิตของผู้คนในทุกมิติ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมแห่งสุขภาพอย่างยั่งยืน”

ล่าสุด! เซ็นทรัลเวิลด์ สร้างแอโรบิคไวรัลระดับโลก  กว่า 1,000 คนออกสเต็ปแดนซ์พร้อมกันกลางเมือง กิจกรรมแอโรบิคครั้งแรกกับ PERSES ศิลปิน T-POP มาแรง สร้างบรรยากาศแห่งความสนุกและการมีส่วนร่วมอย่างคึกคัก ผสานพลังเอ็นเตอร์เทนเมนต์เข้ากับการออกกำลังกายได้อย่างลงตัว สะท้อนพฤติกรรมคนเมืองยุคใหม่ที่ต้องการ “สนุกไปพร้อมกับสุขภาพ” ตอกย้ำการเป็น Community Platform ที่สามารถ connect ผู้คนผ่านประสบการณ์ร่วมได้จริง

3 กลยุทธ์ขับเคลื่อน “แอโรบิคเซ็นทรัล” สู่ National Wellness Movement

Nationwide Scalable Platform ต่อยอดกระแสแอโรบิคจากสวนลุมพินี ใช้เครือข่ายศูนย์การค้าเซ็นทรัล กว่า 40 สาขาทั่วประเทศ ยกระดับกระแสแอโรบิคสู่แพลตฟอร์มสุขภาพระดับประเทศ ทำให้กิจกรรมออกกำลังกายสามารถเข้าถึงได้จริงในทุกพื้นที่ ทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลัก เป็น movement ที่ทุกคนเข้าถึงได้ในระดับประเทศ

Real-Time Activation จับกระแสเร็ว ตั้งแต่การจับ Insight ผู้บริโภค ไปจนถึงการออกแบบกิจกรรมและ deploy พร้อมกันทั่วประเทศในระยะเวลาอันรวดเร็ว เสริมด้วย Celebrity/Influencer เพื่อสร้าง momentum และ engagement อย่างต่อเนื่องและวัดผลได้

Community-Driven Space  ใช้ศักยภาพของพื้นที่ศูนย์การค้า ทั้งลานกิจกรรมและทราฟฟิกของผู้คน ขับเคลื่อนแบบ Community-driven รองรับการใช้งานจริงของผู้คนในแต่ละพื้นที่ และเกิด participation ต่อเนื่อง สร้าง engagement ระยะยาว และตอกย้ำบทบาท “Center of Life” ในเชิงพฤติกรรมผู้บริโภค

ความสำเร็จของแคมเปญสะท้อนผ่านกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในช่วงสงกรานต์ ที่ผ่านมา ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ เซ็นทรัล อยุธยา, โคราช, สมุย, ชลบุรี, พิษณุโลก, สุราษฎร์, กระบี่, รามอินทรา และอุดรธานี  ซึ่งมีผู้ร่วมกิจกรรมรวมกว่า 10,000 คน จากนั้นต่อยอดสู่การจัดกิจกรรมต่อเนื่องตลอดเดือนเมษายนและพฤษภาคมครอบคลุมเครือข่ายศูนย์การค้าเซ็นทรัลในหลายสาขาทั่วประเทศ อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล วิลเลจ เอาท์เล็ต, พระราม 9, เวสต์วิลล์, พระราม 3, แจ้งวัฒนะ, บางนา, พระราม 2, ศาลายา, ลาดพร้าว รวมถึงหัวเมืองท่องเที่ยวและภูมิภาค เช่น พัทยา, ภูเก็ต, เชียงใหม่, เชียงราย, สุราษฎร์ และลำปาง สะท้อนการมีส่วนร่วมในวงกว้างและสร้าง engagement อย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค

 นอกจากนี้ ยังสร้างสีสันผ่านกิจกรรมพิเศษและแขกรับเชิญในแต่ละพื้นที่ อาทิ ดาด้า มิสแกรนด์กาฬสินธุ์ ที่เซ็นทรัลพัทยา และ Miss Universe แนท-อนิพรรณ์ น้ำตาล-ชลิตา และจูเนียร์ กาจบัณฑิต ที่เซ็นทรัล พระราม 9 ช่วยขยายผลจาก on-ground experience สู่การสร้างการรับรู้ พร้อมกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เกิด engagement ต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อยกระดับประสบการณ์และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้ร่วมกิจกรรมในวงกว้าง

“แอโรบิคเซ็นทรัล” ตอกย้ำบทบาทเซ็นทรัลพัฒนาในการเปลี่ยนศูนย์การค้าสู่แพลตฟอร์มแห่งการใช้ชีวิต เชื่อมโยงผู้คนทั่วประเทศ และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ National Wellness Movement อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ติดตามพิกัด “แอโรบิคเซ็นทรัล” ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น เช็กวัน–สาขา แล้วชวนเพื่อนมาแดนซ์ด้วยกัน https://www.facebook.com/CentralPattanaFanpage

HWPL จัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ ระดมผู้สื่อข่าวทั่วโลกหารือแนวทางการรายงานข่าวเชิงหาทางออก

HWPL จัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ  ระดมผู้สื่อข่าวทั่วโลกหารือแนวทางการรายงานข่าวเชิงหาทางออก

HWPL จัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ ระดมผู้สื่อข่าวทั่วโลกหารือแนวทางการรายงานข่าวเชิงหาทางออก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

HWPL (HWPL International Workshop on Peace Journalism Studies)  จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับนานาชาติว่าด้วยการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ ในรูปแบบออนไลน์ โดยมีผู้สื่อข่าวประมาณ 220 คนจากทั่วโลกเข้าร่วม ภายใต้หัวข้อ “การรายงานทางออกในยุคแห่งการหลีกเลี่ยงข่าว: การเสริมสร้างพลังของผู้ชมผ่านความร่วมมือด้านสันติภาพระหว่างสื่อและภาคประชาสังคม” กิจกรรมในครั้งนี้ได้สำรวจบทบาทของวารสารศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาการหลีกเลี่ยงข่าว (News Avoidance) การลดความขัดแย้ง และการส่งเสริมสันติภาพ

ภายในงานมีการนำเสนอโดย 3 ผู้สื่อข่าว  ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมในวารสารการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพของ HWPL ฉบับที่ 4 (Journal HWPL Peace Journalism Studies, Volume 4) โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของวารสารศาสตร์เชิงหาทางออก (Solutions-oriented Journalism) ที่ก้าวข้ามเพียงการรายงานเหตุการณ์ไปสู่การนำเสนอแนวทางเพื่อการแก้ไขความขัดแย้งและความหวัง

นายอะห์มัด ยานี (Mr. Achmad Yani) ผู้สื่อข่าวจากทีมบรรณาธิการ Indepthnews.id ประเทศอินโดนีเซีย ได้นำเสนองานวิจัยในหัวข้อ “บทบาทของเรื่องเล่าผ่านสื่อต่างประเทศในการลดความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา” โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า วิธีที่สื่อวางกรอบความขัดแย้ง (Frame) นั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดการรับรู้ของสาธารณชน

จากการวิเคราะห์บทความ 19 ชิ้นจากสำนักข่าวหลักระดับโลก พบว่า ประมาณ 64% ของการนำเสนอข่าวเน้นไปที่การปะทะกันทางทหารและความตึงเครียดทางการเมือง ในขณะที่ประสบการณ์ของพลเรือนที่ต้องพลัดถิ่นกว่า 200,000 คนกลับไม่ถูกกล่าวถึง เขาเน้นย้ำว่าสื่อกำหนดความเข้าใจของสังคมผ่านการเลือกข้อมูลที่จะนำเสนอหรือตัดออก และเรียกร้องให้วารสารศาสตร์หันมาใช้มุมมองที่มีผู้ตกเป็นเหยื่อเป็นศูนย์กลาง พร้อมสำรวจแนวทางแก้ไขอย่างสันติ

อีกหนึ่งการนำเสนอโดย นางสาวไอดา ยุสนิตา (Ms. Ida Yusnita) ผู้สื่อข่าวจาก mediabanjarmasin.com ประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้หัวข้อ “สันติภาพ: สิทธิมนุษยชนที่เราต้องร่วมกันปกป้อง” เธอได้นิยามสันติภาพว่าไม่ใช่เพียงแค่การปราศจากสงคราม แต่เป็นสภาวะที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย ความเท่าเทียม และความยุติธรรม ซึ่งต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมกัน

เธอได้สรุปบทบาทของรัฐ สังคม และสื่อในการบรรลุสันติภาพ โดยเน้นย้ำถึงธรรมาภิบาลที่ยุติธรรม ความอดทนอดกลั้นทางสังคม และการรายงานข่าวอย่างมีความรับผิดชอบ นอกจากนี้ เธอยังย้ำว่าสันติภาพและสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีความพยายามในทางปฏิบัติ เช่น การศึกษาเรื่องความอดทนอดกลั้น นโยบายต่อต้านการเลือกปฏิบัติ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสื่ออิสระ

นายโฮเซ นิโคลัส อาร์โรโย รามอส (Mr. José Nicolás Arroyo Ramos) ผู้สื่อข่าว ทนายความ และอาจารย์จากสาธารณรัฐโดมินิกัน ได้วิเคราะห์ว่าสภาพแวดล้อมของสื่อมีส่วนทำให้เกิดความแตกแยกและการสนทนาที่ขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งได้อย่างไร เขานำเสนอแนวคิด “ความรุนแรงเชิงวาทกรรม” (Discursive Violence) ซึ่งหมายถึงการสื่อสารที่ขยายความแตกแยกและความเป็นศัตรู แม้จะไม่มีการใช้กำลังทางกายภาพก็ตาม
เขายังตั้งข้อสังเกตอีกว่าในยุคดิจิทัล เนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และไม่ผ่านการตรวจสอบจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว บ่อยครั้งมักทำให้ประเด็นที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องเล่าแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างง่าย วารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพจึงเป็นทางเลือกสำคัญในการสำรวจต้นตอของปัญหา รวบรวมมุมมองที่หลากหลาย และนำเสนอทางออกที่สร้างสรรค์

แม้จะจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ แต่การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ก็เอื้อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ในช่วงการสนทนากลุ่มย่อย ผู้เข้าร่วมได้สำรวจประเด็นต่างๆ เช่น ข่าวที่สร้างแรงบันดาลใจและความหวัง รวมถึงบทบาทของเรื่องเล่าเชิงบวกในการรายงานข่าวความขัดแย้ง

นอกจากนี้ ในงานยังได้แนะนำแพลตฟอร์มสื่อและสันติภาพโลก (Media and Global Peace Platform – MAGP) ซึ่งเป็นเครือข่ายระดับโลกบน Substack ที่เชื่อมโยงผู้สื่อข่าวและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ข้ามพรมแดน โดยคาดว่าแพลตฟอร์มนี้จะสนับสนุนการขยายตัวของวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพไปในระดับโลก

คณะผู้จัดงาน กล่าวว่า “การประชุมเชิงปฏิบัติการนี้ยืนยันอีกครั้งว่าสื่อไม่ใช่เพียงผู้ส่งสารเท่านั้น แต่เป็นตัวแสดงหลักในการกำหนดการรับรู้ของสาธารณะและสร้างสันติภาพ” พร้อมเสริมว่า “เราจะเดินหน้าขยายความร่วมมือและการปฏิบัติจริงในด้านวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพผ่านเครือข่ายระหว่างประเทศที่เข้มแข็งต่อไป”

JGAB 2026 คึกคัก ผู้ร่วมงานจาก 80 ประเทศทั่วโลก ส่งไทยศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีแห่งอาเซียน

JGAB 2026 คึกคัก ผู้ร่วมงานจาก 80 ประเทศทั่วโลก ส่งไทยศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีแห่งอาเซียน

JGAB 2026 คึกคัก ผู้ร่วมงานจาก 80 ประเทศทั่วโลก ส่งไทยศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีแห่งอาเซียน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

งาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 (JGAB 2026) ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมสร้างความสำเร็จอีกขั้นด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 11,593 ราย จาก 80 ประเทศทั่วโลก สะท้อนบทบาทของงานในฐานะแพลตฟอร์มการค้าระดับนานาชาติ และตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของภูมิภาคอาเซียน

ตลอด 4 วันของการจัดงาน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักจากผู้ซื้อ นักธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากทั่วโลก โดยพบว่า กว่า 55% เป็นผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของกิจการ ขณะที่อีก 30% เป็นผู้จัดจำหน่าย ผู้นำเข้า-ส่งออก และนักออกแบบเครื่องประดับ สะท้อนถึงคุณภาพของผู้เข้าชมงานในระดับ Decision Maker ที่มุ่งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและการสร้างเครือข่ายในระดับสากล

ในด้านผู้จัดแสดงสินค้า งานปีนี้รวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 400 บริษัท จากกว่า 15 ประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ อัญมณีเจียระไน เครื่องประดับสำเร็จรูป ไปจนถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต ส่งผลให้เกิดการเจรจาธุรกิจและการจับคู่ทางการค้าอย่างคึกคักตลอดทั้งงาน

สรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “JGAB 2026 ประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในด้านจำนวนผู้เข้าร่วมงานและคุณภาพของการจัดงาน โดยเฉพาะผู้ซื้อจากต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดโลกต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน และบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางทางการค้าสำคัญของภูมิภาค”

ผู้ซื้อจากต่างประเทศที่เข้าร่วมงานส่วนใหญ่มาจากตลาดที่มีศักยภาพ อาทิ จีน อินเดีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เวียดนาม และตะวันออกกลาง ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกเหนือจากมิติด้านการค้า ภายในงานยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมคุณภาพ ทั้งนิทรรศการและเวทีสร้างสรรค์ อาทิ The Gallery of Thai Silver และ The Next Gem Contest รวมถึงเวทีสัมมนาระดับนานาชาติ ASEAN Jewellery and Gem Summit 2026 เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทรนด์ตลาด และนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม

การตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้เข้าร่วมงานทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในฐานะ “ศูนย์กลางตลาดอัญมณีและเครื่องประดับระดับโลก” ที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ความสำเร็จในปีนี้ยังตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะฮับธุรกิจเครื่องประดับ ที่สามารถผสานเอกลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว และเปิดมุมมองใหม่ด้านโอกาสการเติบโตในตลาดศักยภาพ โดยเฉพาะจีนและเมืองรอง

จากความสำเร็จดังกล่าว ผู้จัดงาน “Jewellery & Gem ASEAN Bangkok” ประกาศเดินหน้าต่อยอดโมเมนตัมเชิงบวก พร้อมกำหนดจัดงานครั้งต่อไประหว่างวันที่ 17–20 พฤษภาคม 2570 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) โดยตั้งเป้ายกระดับงานสู่การเป็น “ASEAN Jewellery & Gemstone Sourcing Hub” อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งมิติการค้า การสร้างเครือข่าย และการเชื่อมโยงซัพพลายเชนระดับภูมิภาคสู่ตลาดโลก

การจัดงานในปี 2027 คาดว่าจะยกระดับประสบการณ์ผู้เข้าร่วมงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งในด้านคุณภาพผู้ซื้อ กิจกรรม Business Matching เวทีสัมมนา และโซนแสดงนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ ขยายเครือข่าย และอัปเดตเทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ร่วมสมัย ความยั่งยืน (Sustainability) และการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจ

ความสำเร็จของ JGAB 2026 จึงไม่เพียงตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีอาเซียน แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันภูมิภาคสู่การเป็นหนึ่งในตลาดอัญมณีระดับโลกที่น่าจับตามองในอนาคต

สำหรับผู้ที่พลาดงานปีนี้ สามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้เลย เพราะ Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2027 จะกลับมาอีกครั้งในวันที่ 17–20 พฤษภาคม 2570 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.jewellerygemaseanbkk.com

ทรู ผนึก Google เปิดตัว “AI for All Thais” ครั้งแรกในไทย ร่วมมือกระทรวง อว. และเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ

ทรู ผนึก Google เปิดตัว “AI for All Thais” ครั้งแรกในไทย ร่วมมือกระทรวง อว. และเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ

ทรู ผนึก Google เปิดตัว “AI for All Thais” ครั้งแรกในไทย ร่วมมือกระทรวง อว. และเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ Google ประกาศเปิดตัวโครงการ “AI for All Thais” ครั้งแรกในไทย ความร่วมมือระดับประเทศที่มุ่งยกระดับการเข้าถึงการเรียนรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างเท่าเทียม และเร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยสู่ความเป็นเลิศด้าน AI ให้พร้อมสู่อนาคตดิจิทัล บูรณาการการเรียนรู้ AI มาตรฐานสากล เข้าสู่ระบบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทั้ง AI First Citizen การเรียนพื้นฐาน AI ภายใต้ Gemini Academy แบบออฟไลน์และออนไลน์ ที่ทรูพร้อมมอบดาต้าฟรี 10GB สำหรับนิสิตนักศึกษาที่ใช้ทรู-ดีแทค รวมทั้งหลักสูตรพิเศษ AI for Future Workforce ระยะเวลา 45 ชั่วโมง ที่สามารถนับหน่วยกิตได้จริง ตลอดจนจัดการแข่งขันด้าน AI ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับประเทศ โดยผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชนโดยทรู ที่มุ่งเชื่อมเทคโนโลยี AI ด้วยหัวใจ ร่วมกับ Google ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมถึงสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศด้าน AI ที่แข็งแกร่ง และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

ยกระดับการศึกษาไทย สู่การเรียน AI ที่นับหน่วยกิตได้จริง

หัวใจสำคัญของโครงการ คือการเปิดตัวหลักสูตร AI for Future Workforce ที่สามารถนับหน่วยกิตได้จริง ซึ่งจะถูกบูรณาการเข้าในหลักสูตรการเรียนของมหาวิทยาลัย ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการเรียน AI จากการสร้างการรับรู้ สู่การลงมือปฏิบัติจริงในระบบการศึกษา

โครงการนี้จะดำเนินการร่วมกับ มหาวิทยาลัยชั้นนำ นำร่องกว่า 20 แห่งและขยายสู่ทั่วประเทศต่อไป เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะ AI ในเชิงปฏิบัติ ควบคู่กับการเรียนในหลักสูตร พร้อมทั้งสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยสามารถนำเนื้อหาการเรียนรู้ด้าน AI ที่ได้มาตรฐานสากลไปบูรณาการในหลักสูตรได้อย่างเป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวง อว.

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า “ในยุคที่เทคโนโลยีพลิกโฉมโลกอย่างฉับพลัน การพัฒนากำลังคนด้าน AI ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือ ‘วาระแห่งชาติ’ ที่เราต้องเร่งขับเคลื่อน ท่ามกลางความท้าทายที่ประเทศไทยยังคงขาดแคลนบุคลากรด้านนี้สูงถึง 80,000 คน และการประยุกต์ใช้ในองค์กรที่ยังอยู่ในวงจำกัด กระทรวง อว. จึงขอประกาศความมุ่งมั่นในการเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส เราพร้อมให้การสนับสนุนและผลักดันโครงการนี้อย่างเต็มกำลัง เพื่อติดอาวุธทางทักษะดิจิทัลแห่งอนาคต ยกระดับระบบการเรียนรู้ และเตรียมความพร้อมให้คนไทยสามารถยืนหยัดแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่งและสง่างาม”

“ภาพความร่วมมือระดับประเทศที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือบทพิสูจน์อันทรงพลังของการ Synergistic ระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม โดยกระทรวง อว. มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการนำ AI เข้าไปบูรณาการในหลักสูตรการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เราจะสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่การปูพื้นฐาน ไปจนถึงการเจียระไนผู้เชี่ยวชาญระดับสูง เพื่อสร้างสรรค์บุคลากรที่มีศักยภาพและพร้อมปฏิบัติงานจริง การผนึกกำลังในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่มั่นคง เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวทะยานสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม AI อย่างยั่งยืนในระยะยาวครับ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “องค์กรจากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกต่างเห็นตรงกันว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดของการนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือทักษะของผู้คน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศักยภาพของ AI ยังไม่ถูกปลดล็อกได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ทรู คอร์ปอเรชั่น กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กร AI-First เราตั้งใจขับเคลื่อน ‘AI for All’ เพื่ออัปสกิลคนไทยด้วยทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต เตรียมกำลังคนให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานยุคใหม่ ทำให้ AI เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในหลักการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยตั้งเป้าเสริมศักยภาพให้คนไทย 12 ล้านคนภายในปี 2573

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากพนักงานทรู ในปีนี้ เราจะปูพื้นฐานให้พนักงานทุกคนมีความเข้าใจด้าน AI และเราจะเดินหน้าต่อยอดขีดความสามารถของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในงาน ไปจนถึงการพัฒนาโซลูชันและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหลักการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบเป็นหัวใจสำคัญในทุกๆ ระดับการเรียนรู้ ยิ่งไปกว่านั้น ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Google ทำให้เราขยายผลพัฒนาทักษะด้าน AI ให้ก้าวไกลกว่าคนในองค์กร เสริมศักยภาพคนไทยให้พร้อมก้าวเป็นกำลังคนแห่งอนาคต ในภูมิทัศน์ใหม่ที่กำลังถูกเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยี AI”

โครงการ “AI for All Thais” ของทรู ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนระบบนิเวศด้าน AI ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้ CP Center of Excellence (CP-CoE) ณ True Digital Park ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้าน Digital & AI และ Data Infrastructure เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และกำลังคนด้าน AI อย่างครบวงจร โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และการศึกษา เพื่อร่วมกันเร่งสร้างขีดความสามารถด้าน AI ให้กับประเทศไทยในระยะยาว

ผสานพลังทุกภาคส่วน สร้างระบบนิเวศ AI ระดับประเทศ

โครงการนี้สะท้อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้าน AI ในระดับประเทศ โดยทรู นำศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบนิเวศขององค์กร มาสนับสนุนการเรียนรู้ในวงกว้าง เชื่อมโยงนักศึกษา สถาบันการศึกษา และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าด้วยกัน

ขณะที่ Google สนับสนุนองค์ความรู้และหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักศึกษาใช้งาน Generative AI ได้อย่างปลอดภัย พร้อมยกระดับความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย Gemini และกระทรวง อว. ทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงนโยบาย พร้อมสนับสนุนการบูรณาการ AI เข้าสู่ระบบอุดมศึกษา ขณะที่มหาวิทยาลัยเป็นกำลังสำคัญในการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน และส่งเสริมนวัตกรรมจากการลงมือปฏิบัติจริง

ศารณีย์ บุญฤทธิ์ธงไชย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ Google

นางศารณีย์ บุญฤทธิ์ธงไชย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ Google กล่าวว่า “ในปี 2561 Google ได้ประกาศความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ภายใต้พันธกิจ ‘Leave No Thai Behind’ ซึ่งเราได้ยึดเป็นแนวทางหลักในการดำเนินโครงการต่างๆ ของเรามาโดยตลอด เพื่อให้มั่นใจว่าคนไทยทุกคนได้รับโอกาสในการเติบโตและก้าวหน้าในยุคดิจิทัล ในวันนี้ พันธกิจที่สำคัญของเราได้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นผ่านความร่วมมือกับทรู การนำความเชี่ยวชาญด้าน AI ระดับโลกของ Google มาเสริมความรู้และทักษะให้กับนักศึกษาไทยจะช่วยลดช่องว่างด้านทักษะดิจิทัล พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมให้พวกเขาสามารถเติบโตในยุคของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI เรามุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้งาน Generative AI ได้อย่างปลอดภัย ควบคู่ไปกับการยกระดับความคิดสร้างสรรค์และประสิทธิภาพในการเรียนรู้ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น Gemini Academy for Students และหลักสูตร AI Literacy & Safety Modules”

ยกระดับการเรียนรู้ AI สู่การลงมือปฏิบัติจริงในระดับประเทศ

ภายใต้โครงการ “AI for All Thais” ทรูและพันธมิตรได้ร่วมกันออกแบบการเรียนรู้ด้าน AI แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างพื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้จริงในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะ AI อย่างเป็นรูปธรรม

โครงการ AI for All Thais แบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ได้แก่

ระยะที่ 1: AI First Citizen

มุ่งเน้นการสร้างพื้นฐานความรู้และการเข้าถึง AI ภายใต้ Gemini Academy ที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้ AI Safety & Digital Literacy รวมถึงพื้นฐานการเขียนคำสั่ง Prompt Engineering ผ่านการเรียนรู้ทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมรับดาต้าฟรี 10GB เรียนออนไลน์สำหรับนิสิตนักศึกษาที่ใช้งานทรูดีแทค เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Challenge จัดการแข่งขัน ประยุกต์ใช้ AI ในหัวข้อ “AI for Daily Life” และ “AI for Society” ให้นิสิตนักศึกษาได้ใช้งานจริง โดยผู้ชนะ 5 ท่านจะได้เปิดประสบการณ์ระดับสากลเข้าร่วมศึกษาดูงาน ณ Google ประเทศสิงคโปร์

ระยะที่ 2: หลักสูตรพิเศษ AI for Future Workforce

หลักสูตร AI ระยะเวลา 45 ชั่วโมงที่ทรู และ Google ร่วมกันออกแบบโดยเฉพาะ เพื่อความรอบรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับการทำงานในอนาคต โดยจะเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย และสามารถนับหน่วยกิตได้จริง อีกทั้งมีโครงการ Train-the-Trainer อาจารย์ ตลอดจนจัดการแข่งขันด้าน AI ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับประเทศ โดยผู้ชนะ 4 ทีม รวม 16 ท่านจะได้รับโอกาสเข้าร่วมศึกษาดูงาน ณ Google ประเทศสิงคโปร์ เช่นเดียวกัน