เรื่องนี้มีประวัติ : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี

23 กันยายน 2569 เวลา 06:15 น.

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2539 ทรงได้รับการสถาปนาพระบรมราชอัฐิ แล้วเฉลิมพระนามเป็น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลอดุลยเดช วิมลรามาธิบดี จุฬาลงกรณราชปรียวรนัดดา มหิตลานเรศวรางกูร ไอศูรยสันตติวงศวิสุทธ์ วรุตมขัตติยศักตอรรคอุดมจักรีบรมราชวงศนิวิฐ ทศพิธราชธรรมอุกฤษฎนิบุณ อดุลยกฤษฎาภินิการรังสฤษฎ์ สุสาธิตบูรพาธิการ ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์อดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ ธัญอรรคลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมงคประณตบาทบงกชยุคล อเนกนิกรชนสโมสรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สรรพรัฐทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ วิศิษฎศักตอัครนเรศรามาธิบดี พระอัฐมราชบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร ทรงใช้พระปรมาภิไธย อปร ย่อมาจาก มหาอานันทมหิดล ปรมราชาธิราช

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงมีพระบรมราชสมภพ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน 2468 ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี เสด็จขึ้นทรงราชย์เมื่อทรงมีพระชนมพรรษาเพียง 9 พรรษา ในวันที่ 2 มีนาคม 2478 เมื่อยังประทับอยู่ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

พระองค์ทรงมีพระนามเดิมเมื่อแรกประสูติว่า หม่อมเจ้าอานันทมหิดล ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แล้วต่อมาทรงได้รับการสถาปนาพระราชอิสริยยศเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 

รัชกาลที่ 8 ทรงเป็นพระโอรสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงมีสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี (พี่สาว) คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี และสมเด็จพระอนุชาธิราช (น้องชาย) คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดี (ลุง) ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

พระองค์เสด็จกลับประเทศไทยครั้งแรกเมื่อทรงมีพระชนมพรรษา 3 พรรษา และเสด็จนิวัตประเทศไทย ในพระราชสถานะพระมหากษัตริย์ เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2481 และครั้งที่ 2 เมื่อ 5 ธันวาคม 2488 แต่ทว่าก่อนถึงหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพียงแค่ 4 วันเท่านั้น พระองค์ได้เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน เมื่อ 9 มิถุนายน 2489 ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ทรงครองสิริราชสมบัติรวม 12 ปี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวในพระบรมราชวงศ์จักรี ที่มิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ดังนั้น พระฉัตรที่กางกั้นพระโกศทรงพระศพในช่วงแรกจึงเป็นสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 7 ชั้น) ครั้นต่อมา พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชใหม่ว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล และในปีเดียวกันนั้น ได้ทูลเกล้าฯ ถวายนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น) ขึ้นกางกั้นพระบรมโกศทรงพระบรมศพแทน และจึงเฉลิมพระปรมาภิไธยพระบรมอัฐิแบบวิเศษตามโบราณราชประเพณีในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ปี 2539

พระองค์ทรงเริ่มการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนมาแตร์เดอี และโรงเรียนเทพศิรินทร์ ต่อมาสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงนำพระโอรสและพระธิดาไปประทับที่เมืองโลซาน โดยทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนมีเรมองต์ ต่อมาทรงย้ายไปทรงศึกษาที่โรงเรียนเอกอลนูแวลเดอลาซืออิสโรมองต์ ทรงศึกษาภาษาไทย ณ ตำหนักที่ประทับ โดยมีพระอาจารย์จากกรุงเทพถวายการสอน

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ โดยมิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาท ดังนั้น คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร จึงได้อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ที่พระชันษาเพียง 9 ปี ทรงเป็นเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์พระองค์ที่ 1 ในลำดับพระราชสันตติวงศ์ ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขึ้นทรงราชย์ สืบพระราชสันตติวงศ์ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2477 ทรงได้รับการเฉลิมพระนาม เมื่อ 25 มีนาคม 2477 ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล แต่ในขณะนั้น ยังพระองค์ทรงพระเยาว์และประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อบริหารราชการแผ่นดินแทนจนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะ โดยคณะผู้สำเร็จราชการได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าออศคาร์นุทิศ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ครั้นต่อมาจึงแต่งตั้งให้นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการ โดยในช่วงแรกนายปรีดีร่วมเป็นคณะผู้สำเร็จราชการ แต่ท้ายที่สุดนายปรีดี ได้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพียงผู้เดียว จนถึงเวลาที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัตพระนคร

แล้วเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง รัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัตพระนครอีกครั้ง พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนีและสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อ 5 ธันวาคม 2488 โดยประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง เนื่องจากทรงบรรลุพระราชนิติภาวะแล้ว จึงทรงบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ต้องมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่อไป 

พระองค์เสด็จสวรรคต ด้วยพระแสงปืน ในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ณ ห้องพระบรรทม ชั้น 2 พระที่นั่งบรมพิมาน พระบรมศพประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ระหว่างวันที่ 28-29 มีนาคม 2493 ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง วันรุ่งขึ้นมีพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมอัฐิ แล้วจึงอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิไปประดิษฐานที่บุษบกเหนือพระแท่นแว่นฟ้าทองภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มุขตะวันตก และจัดให้มีการพระราชกุศลถวายพระบรมอัฐิ หลังจากนั้นจึงอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ ขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน ชั้น3 พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

ต่อมา วันที่ 4 เมษายน 2493 อัญเชิญพระผอบบรรจุพระบรมราชสรีรางคารไปยังวัดสุทัศน์เทพวราราม และอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารประดิษฐานที่พระพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนี พระประธานในพระวิหารหลวง วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ 

หมายเหตุฯ ภาพประกอบจากหอจดหมายเหตุ และเว็บไซต์ต่าง ๆ 

เฉลิมชัย ยอดมาลัย 

LIFE & HEALTH : รู้จัก…กลิ่นแก่ เรื่องธรรมชาติที่จัดการได้

23 กันยายน 2569 เวลา 06:10 น.

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “กลิ่นแก่” หรือสังเกตว่าผู้สูงอายุบางคนมีกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างจากวัยหนุ่มสาว จนเกิดความกังวลหรือขาดความมั่นใจ แต่ความจริงแล้ว กลิ่นแก่ไม่ได้เป็นสัญญาณของความสกปรก หากแต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น การดูแลผิวอย่างเหมาะสม รักษาความสะอาดอย่างพอดี และดูแลสุขภาพโดยรวม สามารถช่วยลดความรุนแรงของกลิ่นและเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันได้

กลิ่นแก่เกิดจากอะไร

ข้อมูลจาก ผศ.ดร. ภญ.วรวรรณ กิจผาติ และ อาจารย์ ดร. ภญ.กัลยาณี โตนุ่ม ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า นักวิจัยพบว่าหนึ่งในสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นแก่คือ “2-โนนีนาล” (2-nonenal) ซึ่งมีกลิ่นเฉพาะคล้ายกลิ่นมันหืนหรือกลิ่นหญ้าแห้ง สารนี้เกิดจากการสลายตัวของไขมันบนผิวหนังภายใต้กระบวนการออกซิเดชัน หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า “ปฏิกิริยาที่เกิดจากอนุมูลอิสระ” เมื่ออายุมากขึ้น องค์ประกอบของไขมันบนผิวหนังและกระบวนการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิด 2-nonenal มากขึ้น ส่งผลให้เกิดกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างจากวัยหนุ่มสาว และมักพบได้บริเวณศีรษะ หลังใบหู ลำคอ หน้าอก หลัง และเสื้อผ้าหรือเครื่องนอนที่สัมผัสผิวเป็นเวลานาน นอกจากนี้ องค์ประกอบของจุลชีพบนผิวหนังยังเปลี่ยนแปลงไปตามวัย ซึ่งอาจมีส่วนทำให้ลักษณะของกลิ่นตัวเปลี่ยนแปลงไปด้วย

กลิ่นแก่ต่างจากกลิ่นตัวทั่วไปอย่างไร

กลิ่นตัวทั่วไปมักเกิดจากเหงื่อที่ถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียบนผิวหนัง ทำให้เกิดกลิ่นเปรี้ยวหรือกลิ่นอับ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกิจกรรม การออกกำลังกาย อากาศร้อน หรือสุขอนามัยส่วนบุคคล ในขณะที่กลิ่นแก่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและไขมันบนผิวตามวัย จึงอาจพบกลิ่นลักษณะนี้ได้แม้ในผู้ที่ดูแลสุขอนามัยเป็นอย่างดี ดังนั้น กลิ่นแก่จึงเป็นกลิ่นเฉพาะที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงตามวัย มากกว่าการสะสมของเหงื่อหรือความสกปรกเพียงอย่างเดียว 

กลิ่นแก่เริ่มพบได้เมื่ออายุเท่าไร

การศึกษาพบว่าสาร 2-nonenal ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลิ่นแก่ เริ่มตรวจพบได้บ่อยขึ้นในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ประมาณ 40 ปีขึ้นไป และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ อย่างไรก็ตาม การตรวจพบ 2-nonenal ไม่ได้หมายความว่าจะมีกลิ่นแก่ชัดเจนในทุกคน ความรุนแรงของกลิ่นอาจแตกต่างกันตามพันธุกรรม สุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ อาหาร การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมการดูแลตนเอง

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกลิ่นแก่

  • กลิ่นแก่เกิดจากการอาบน้ำไม่สะอาด

ความจริง: กลิ่นแก่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของไขมันบนผิวหนังตามวัย ไม่ได้เกิดจากความสกปรกเพียงอย่างเดียว จึงอาจพบได้แม้ในผู้ที่ดูแลสุขอนามัยเป็นอย่างดี

  • กลิ่นแก่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ความจริง: แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตามวัย แต่สามารถลดความรุนแรงของกลิ่นได้ด้วยการดูแลผิว สุขอนามัย และสุขภาพโดยรวมอย่างเหมาะสม

น้ำหอมช่วยลดกลิ่นแก่ได้หรือไม่

น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายบางชนิดอาจช่วยกลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ลดสาเหตุของการเกิดกลิ่นแก่ การใช้น้ำหอมที่มีกลิ่นแรงเกินไปอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหรือทำให้กลิ่นผสมกันจนไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นหากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ควรเลือกชนิดที่อ่อนโยนต่อผิวและมีกลิ่นไม่รุนแรงเกินไป

ควรดูแลอย่างไร

การดูแลความสะอาดยังคงมีความสำคัญ แต่การอาบน้ำบ่อยเกินไป การฟอกสบู่แรง ๆ หรือการใช้น้ำหอมเข้มข้น ไม่ได้ช่วยกำจัดสาเหตุของกลิ่นแก่ และอาจทำให้ผิวแห้งหรือระคายเคืองมากขึ้นได้ แนวทางดูแลตนเองที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่

  • อาบน้ำอย่างเหมาะสมและทำความสะอาดบริเวณที่มีเหงื่อหรือความอับชื้น
  • ใช้มอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำเพื่อช่วยคงความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว
  • เปลี่ยนเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และเครื่องนอนสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารที่หลากหลายและดูแลสุขภาพโดยรวม
  • งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพผิว

เมื่อใดควรปรึกษาแพทย์

หากมีกลิ่นตัวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รุนแรงผิดปกติ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด เหงื่อออกมากผิดปกติ หรือมีแผลติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากกลิ่นตัวที่เปลี่ยนแปลงไปอาจเกี่ยวข้องกับโรคบางชนิดหรือผลข้างเคียงจากยาได้

โดยสรุป กลิ่นแก่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของผิวหนังและไขมันบนผิวเมื่ออายุมากขึ้น การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง การดูแลสุขอนามัยและดูแลผิวอย่างเหมาะสมจะช่วยลดความกังวล เพิ่มความมั่นใจ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยได้

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนร่วมสร้างโอกาส สานฝันเด็กพิเศษสู่อนาคต

โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นหน่วยงานภายใต้การบริหารของ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 เพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและฝึกอาชีพให้แก่เด็กพิเศษ  เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก อายุระหว่าง 7–30 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะวิชาชีพ ทักษะทางสังคม และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนและบุคลากรรวมกว่า 200 คน

ด้วยความสำคัญของการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กพิเศษ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ ภายใต้การบริหารงานของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จึงจัดโครงการ “ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษ” ขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุนการจัดการศึกษา การฝึกอาชีพ ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อให้เด็กพิเศษได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การมีงานทำและพึ่งพาตนเองในอนาคต โดยงานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 08.00–12.00 น. ณ หอประชุมศูนย์มหาไถ่ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เมืองพัทยา

วรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนสร้างโอกาส เพื่ออนาคตของน้องๆ ร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็นได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี “โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” หรือผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 092-739-0990

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 23 กันยายน 2569

23 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ll ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงทำรายการ Princess Vlog Ep. 208 โดยทรงพาไปชมพระตำหนักใหญ่ วังเทเวศร์ หรือวังปากคลองผดุงกรุงเกษม ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ องค์ต้นราชสกุลกิติยากร

ll ยิ่งใกล้ถึงวันปิดกิจการ คาเฟ่ เดวา มานัวร์ ณ พระตำหนักใหญ่ วังเทเวศร์ เพราะต้องส่งมอบคืนพระตำหนักใหญ่ให้ราชสกุลกิติยากร ก็ยิ่งทำให้ คุณแซม พ.อ. เฟื่องวิชช์ุ อนิรุทธเทวา ผู้ดูแลรักษาพระตำหนักใหญ่ ถูกขอร้องโดยผู้สนใจให้นำชมพร้อมเล่าเรื่องน่าสนใจของสถานที่สำคัญแห่งนี้ให้ฟังวันหนึ่งหลาย ๆ รอบ แต่คุณแซมบอกว่าไม่สามารถทำตามเสียงเรียกร้องได้ เพราะไม่มีเวลาจริง ๆ แต่ก็ขอบคุณที่มีผู้สนใจใคร่รู้เรื่องราวของพระตำหนักใหญ่เป็นจำนวนมาก

ll พล.อ.ต. น.พ. คำพร ชาญวิเศษ อดีตผู้บริหารโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ปัจจุบันคือเจ้าของโรงพยาบาลบีแคร์ คือคุณหมอผ่าตัดสมองฝีมือดีระดับต้น ๆ คนหนึ่งของเมืองไทย ยิ้มอารมณ์ดีทุกครั้งเมื่อมีผู้แนะนำว่านี่คือคุณหมอ แล้วผู้ที่เป็นคู่สนทนาซึ่งไม่รู้จักคุณหมอมาก่อน ก็มักจะบอกว่ายินดีที่ได้รู้จักคุณหมอ หวังว่าเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยจะได้รับบริการจากคุณหมอนะคะ คุณหมอจึงตอบว่า อย่าให้ผมบริการเลยครับ เพราะผมเป็นหมอผ่าตัดสมอง หวังว่าคงไม่อยากป่วยด้วยการทางสมองนะครับ

ll ศ. ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมร้องเพลงจามจุรี ศรีจุฬาฯ ในวันที่ระลึกวันทรงดนตรี ณ หอประชุมจุฬาฯ เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา โดยนำเรื่องราวความประทับใจของตนเองกับจุฬาฯ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเป็นนิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ไล่เรื่อยมาจนถึงวันดำรงตำแหน่งอธิการบดี โดยถ่ายทอดผ่านบทเพลงอมตะ สำหรับเรื่องเสียงร้องเพลงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สปิริตของเลือดสีชมพูนั้นเข้มข้นยิ่งนัก   

Victor Lee

100 ปี ชาตกาล พิชัย รัตตกุล แห่งการรับใช้ ภาวะผู้นำ และสันติภาพ

22 กันยายน 2569 เวลา 18:57 น.

ครอบครัวรัตตกุล นำโดย ดร.พิจิตต รัตตกุล จัดงาน “100 ปี ชาตกาล พิชัย รัตตกุล แห่งการรับใช้ ภาวะผู้นำ และสันติภาพ” ภายใต้แนวคิด “จากชีวิตที่อุทิศเพื่อสันติภาพ สู่มรดกแห่งอนาคต” เนื่องในโอกาสครบรอบวันเกิด 100 ปี ของอดีตประธานรัฐสภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานโรตารีสากล บุคคลผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติทั้งในด้านการบริหารราชแผ่นดิน งานบริการสังคม และองค์กรระหว่างประเทศ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ หอประชุม 1 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อาคารพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร

ในงานได้รับเกียรติจาก ชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีสงฆ์ และ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติกล่าวเปิดงานผ่านคลิปวิดิโอ

ชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีสงฆ์

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการปาฐกถา เสวนาหลากหลายหัวข้อ ได้แก่ ปาฐกถา “ผู้นำ” และ “ผู้ให้” โดย บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ Past Rotary International President Gray C.K. Huang ดำเนินรายการโดย สุทธิชัย หยุ่น การเสวนาหัวข้อ “สันติภาพ” โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, ศ.ดร.พระเมธีวชิรบัณฑิต ผู้อำนวยการหลักสูตรพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสตินวัตกรรมและสันติศึกษา มจร. รศ.ดร.โคทม อารียา อดีตผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินรายการโดย สุภาพ คลี่ขจาย การปาฐกถาหัวข้อ จากมรดกทางความคิด และการเปิดตัว “รางวัลสันติภาพ พิชัยรัตตกุล” โดย ศ.กิตติคุณ ดร.อมรา พงศาพิชญ์ อดีตผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย จัดตั้งโดย พิชัย รัตตกุล จากนั้นเป็นกล่าวปิดงานโดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา

ศ.ดร.พระเมธีวชิรบัณฑิต, รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ,รศ.ดร.โคทม อารียา และ สุภาพ คลี่ขจาย

ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน และอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บุตรชาตคนที่ 2 ของ พิชัย รัตตกุล กล่าวว่า “การจัดงาน 100 ปี ชาตกาล พิชัย รัตตกุล ในวันนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงชีวิต บทบาท และผลจากการทำงานของ พิชัย รัตตกุล ซึ่งเป็นโอกาสให้สังคมได้ย้อนมองท่านในมิติที่มากกว่าการบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ หัวใจสำคัญของงานคือการทำให้ ความคิดแบบ พิชัย รัตตกุล ไม่หยุดอยู่กับคนรุ่นที่เคยรู้จักหรือเคยร่วมงานกับท่าน แต่ส่งต่อหลักคิดและคุณค่าบางประการให้คนรุ่นต่อไปสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทของตนเอง การจัดตั้งรางวังสันติภาพพิชัย รัตตกุล จึงเกิดขึ้นเพื่อยกย่องบุคคล องค์กร โครงการที่มีคุณูปการต่อสันติภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ให้เติบโตเป็นพลังแห่งสันติภาพที่สำคัญในการขับเคลื่อนสังคมสันติสุขต่อไป”

Gray C.K. Huang,บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตรองนายกรัฐมนตรี, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สุทธิชัย หยุ่น
ดร.พิจิตต รัตตกุล ต้อนรับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และ กฤษ กุลรชษาไพศาล
ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, กฤติ ไกรจิตติ และ ไพโรจน์ พรหมสาส์น
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กทม. และ ดร.เกรียงศักดิ์ หล่อวัฒนตระกูล
ยุพเรศ รัตตกุล, คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธย, สุดา พนมยงค์, ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ และ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
ดร.วัลลภ สุวรรณดี
กรรณวีร์ สืบแสง และทีมงานมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ ร่วมงาน
ดร.พิจิตต รัตตกุล, สุดา พนมยงค์, ปรีดิวิชญ์ พนมยงค์, กฤติ ไกรจิตติ และ อนุชา จินตกทนนท์
Gary C.K. Huang อดีตประธานโรตารีสากล และสมาชิกโรตารี ประเทศไทยร่วมงาน
ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ กล่าวปิดงาน

สาวงามลูกครึ่ง ไทย-ออสเตรเลีย ‘โซเฟียร์ สทอตต์’ คว้ามงกุฏ ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2569’

22 กันยายน 2569 เวลา 16:56 น.

ปิดฉากลงแล้วสำหรับเวทีประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม 2569  สาวงามลูกครึ่ง ไทย-ออสเตรเลีย หมายเลข 9 นางสาวโซเฟียร์ สทอตต์ (น้องโซเฟียร์) อายุ 19 ปี จาก Virtual School Victoria ประเทศออสเตรเลีย คว้ามงกุฎพร้อมกับเงินสดและของรางวัล รวมกว่า 1.5 ล้านบาท

กองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม 2569 นำโดย สินีนารถ เองตระกูล ประธานกรรมการบริหารกองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม  ได้จัดการประกวดรอบตัดสิน ณ โรงแรม เอส พาร์ค (ESC Park) รังสิต เป็นเวทีแห่งคุณค่าและความงดงามของสตรีไทยที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 76 ปี โดยมีเกียรติประวัติเเละคุณค่าทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนอัตลักษณ์และความงดงามของประเทศไทยผ่านมิติของศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เสน่ห์ล้านนา” ซึ่งมุ่งนำเสนอการผสมผสานระหว่างความร่วมสมัยกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมไทยล้านนาได้อย่างงดงาม โดยยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์และกลิ่นอายแห่งถิ่นฐานดั้งเดิม พร้อมทั้งมุ่งถ่ายทอดคุณค่าและเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

การประกวดรอบตัดสินมีเหล่าดาราคนดังที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง นำโดยสุดยอดนักแสดงหญิงมากฝีมือ ธัญญ่า-ธัญญาเรศ เองตระกูล เหล่านักแสดงและผู้จัดละครชื่อดัง ทาริกา ธิดาทิตย์, กอบสุข จารุจินดา และ หนิง-ปณิตา พัฒนาหิรัญ ที่ให้เกียรติมาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน โดยมีรุ่นพี่นางสาวถิ่นไทยงามหลายสมัยมาร่วมสร้างสีสันภายในงาน

เริ่มการประกวดด้วยการแสดงเปิดตัว 30 สาวงามในขบวนแห่แบบล้านนาอันวิจิตรตระการตา ต่อด้วยการประกวดในชุดว่ายน้ำย้อนยุคที่เป็นเอกลักษณ์ของเวทีการประกวด ซึ่งปีนี้ตัดเย็บจากผ้าไทยตกแต่งด้วยผ้าชาติพันธุ์ม้งอย่างประณีตและลงตัว ตามด้วยการประกวดในชุดว่ายน้ำสากลสีทองอันงามตา จากนั้นจึงประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย ซึ่งปรากฏโฉมในชุด “เสน่ห์ผ้าไทยลื้อ” โดยบริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ตามด้วยการอวดโฉมอย่างสง่างามในชุดราตรีเพื่อให้คณะกรรมการได้ตัดสินอีกครั้ง

จากนั้นเป็นการประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 5 คนสุดท้าย ก่อนเข้าสู่ช่วงตอบคำถามเป็นลำดับ และก่อนที่จะมีการประกาศรางวัลในปีนี้ก็มีการเปิดตัว น้องนานะ-นาตาลี สุกีอุระ นางสาวถิ่นไทยงาม 2568 ที่มาอำลาตำแหน่งบนเวที จากนั้นจึงเป็นการเดินให้ยลโฉมเป็นรอบสุดท้ายของทั้ง 5 สาวงามด้วยบทเพลง “ถิ่นไทยงาม” อันเป็นบทเพลงอมตะและเป็นเอกลักษณ์ของเวทีการประกวด

ผลการตัดสิน รางวัลชนะเลิศ นางสาวถิ่นไทยงาม 2569  ได้แก่  หมายเลข 9 นางสาวโซเฟียร์ สทอตต์ (น้องโซเฟียร์) อายุ 19 ปี สาวงามจาก Virtual School Victoria ประเทศออสเตรเลีย  ได้รับรางวัล เงินสด 500,000 บาท มงกุฎเพชร มูลค่า 300,000 บาท พร้อมสายสะพาย และของรางวัลอีกมากมาย

รองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้แก่ หมายเลข 7 ศศิ สุริยจันทราทอง (น้องน้ำทิพย์) อายุ 28 ปี กำลังศึกษาปริญญาเอก คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาการศึกษาพิเศษและการเรียนรวม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับรางวัลเงินสดมูลค่า 200,000 บาท พร้อมสายสะพาย   รองชนะเลิศอันดับ 2 (ได้รับตำแหน่งเท่ากันทั้ง 3 คน) ได้รับรางวัล เงินสดมูลค่า 100,000 บาท พร้อมสายสะพาย ได้แก่ หมายเลข 8 นางสาวกนกพร พยุงวงษ์ (น้องฟ้า) อายุ 27 ปีสำเร็จการศึกษาจาก คณะนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หมายเลข 16 นางสาวอภิสรา โปสู่  (น้องโดนัท) อายุ 22 ปี สาวงามจากจังหวัดสงขลา สำเร็จการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา หมายเลข 26 นางสาวสุพิชชา วิคตอเรีย โคตะขุน (น้องวิคกี้) อายุ 18 ปี สาวงามจากอุดรธานี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์ สาขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ทั้งนี้ สาวงามที่ได้รับตำแหน่งทั้ง 5 คน ยังได้รับเกียรติบัตร “นางงามทูตวัฒนธรรม” จาก นางปรารถนา สินธุนาวา รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อีกด้วย

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ เปิดตัว Craveable Impact™ Sodium and Sugar Solutions เดินหน้าตอบโจทย์ความท้าทายด้านโภชนาการระดับโลก

22 กันยายน 2569 เวลา 16:39 น.

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ (Griffith Foods Limited) เปิดตัว Craveable Impact™ Sodium Solutions และ Craveable Impact™ Sugar Solutions โซลูชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยผู้ผลิตอาหารลดปริมาณโซเดียมและน้ำตาล โดยยังคงรสชาติที่ผู้บริโภคชื่นชอบ ซึ่งสามารถช่วยลดโซเดียมได้สูงสุด 70%[i] และลดน้ำตาลได้สูงสุด 65%[i] ในผลิตภัณฑ์บางประเภท การเปิดตัวครั้งนี้มุ่งตอบโจทย์ความท้าทายด้านโภชนาการที่สำคัญสองประการในปัจจุบัน ได้แก่ การบริโภคโซเดียมในปริมาณสูง ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการเสียชีวิตประมาณ 1.89 ล้านคนต่อปี[ii] และการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อัตราโรคอ้วนและโรคเบาหวานทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น[iii]

“ที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ เราเชื่อว่ารสชาติ โภชนาการ และความยั่งยืนควรเดินไปด้วยกัน” ร็อบ เพลลิคาโน (Rob Pellicano) รองประธานฝ่ายการตลาดระดับโลก กล่าว “Craveable Impact™ Sodium and Sugar Solutions ช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายด้านโภชนาการ พร้อมคงรสชาติที่ผู้บริโภคชื่นชอบไว้” ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้ผลิตอาหาร โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

  1. ผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้วในผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท

Craveable Impact™ Sodium Solutions สามารถช่วยลดโซเดียมได้สูงสุด 70% ในผลิตภัณฑ์บางประเภท และมีส่วนช่วยให้การปรับสูตรผลิตภัณฑ์ประสบความสำเร็จ ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์โปรตีน ขนมขบเคี้ยว อาหารพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป ในตลาดอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียแปซิฟิก และละตินอเมริกา

ตัวอย่างความสำเร็จล่าสุดของลูกค้า ได้แก่:

  • ลดโซเดียม 16% ในเมนูไก่หลักของแบรนด์ร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ชั้นนำในสหราชอาณาจักร
  • ลดโซเดียมมากกว่า 40% ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้าวหลักในสหรัฐอเมริกา
  • ลดโซเดียม 25% ให้กับผู้นำธุรกิจขนมขบเคี้ยวระดับโลกในประเทศจีน ทำให้สามารถใช้คำกล่าวอ้างทางโภชนาการว่า “ลดโซเดียม” บนผลิตภัณฑ์ได้

Craveable Impact™ Sugar Solutions ใช้เทคโนโลยีด้านรสหวานที่เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะและสารเสริมสัมผัสในปาก เพื่อช่วยลดน้ำตาลได้สูงสุด 65% ในผลิตภัณฑ์บางประเภท โดยยังคงรสชาติและเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ โซลูชันนี้ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท รวมถึงซอส ไซรัป และเครื่องดื่มชนิดผง

  1. แนวทางที่ให้ความสำคัญกับรสชาติเป็นอันดับแรก

Craveable Impact™ Sodium and Sugar Solutions ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการทดแทนวัตถุดิบ แต่ให้ความสำคัญกับรสชาติเป็นอันดับแรก

Craveable Impact™ Sodium Solutions ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญของกริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ในการผสมผสานสารทดแทนเกลือ สารเสริมรสชาติ ส่วนผสมที่ช่วยเสริมรสอูมามิ สมุนไพร เครื่องเทศ กรด และสารปรับสมดุลรสชาติ เพื่อพัฒนาโซลูชันที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท ช่วยลดโซเดียมโดยไม่ลดทอนรสชาติ ขณะที่ Craveable Impact™ Sugar Solutions ใช้เทคโนโลยีด้านรสหวานเฉพาะของกริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ร่วมกับสารช่วยเสริมสัมผัสขณะรับประทาน เพื่อช่วยลดน้ำตาล พร้อมปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยกลบรสเปรี้ยวที่ไม่พึงประสงค์ และเสริมรสชาติโดยรวมของผลิตภัณฑ์

โซลูชันเหล่านี้ได้รับการพัฒนาด้วยความเชี่ยวชาญด้านการปรุงอาหาร วิทยาศาสตร์อาหาร การประเมินทางประสาทสัมผัส การวิเคราะห์ด้านโภชนาการ การประเมินด้านกฎระเบียบ และวิศวกรรมกระบวนการ เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความสมดุลและรสชาติที่ผู้บริโภคชื่นชอบ

  1. ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

ในขณะที่ผู้บริโภค 75% ให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ดีขึ้น[iv] รัฐบาลในหลายประเทศก็กำลังเร่งผลักดันมาตรการและกฎระเบียบด้านการลดโซเดียมและน้ำตาล รวมถึงข้อกำหนดด้านการแสดงฉลากโภชนาการ ส่งผลให้ผู้ผลิตอาหารเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในการปรับสูตรผลิตภัณฑ์

Craveable Impact™ Sodium and Sugar Solutions จึงช่วยให้ผู้ผลิตอาหารรับมือกับกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป ตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภค และนำผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

  1. โซลูชันระดับโลกที่ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละตลาด

Craveable Impact™ Sodium and Sugar Solutions ได้รับการพัฒนาให้สามารถประยุกต์ใช้ได้ในตลาดที่หลากหลาย และปรับให้เหมาะกับความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงข้อกำหนดด้านกฎระเบียบของแต่ละตลาด นอกจากนี้ เมื่อใช้ร่วมกับเครื่องมือประเมินสารอาหารของกริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ โซลูชันเหล่านี้ยังช่วยให้ผู้ผลิตสามารถประเมินคุณประโยชน์ด้านโภชนาการของผลิตภัณฑ์หลังการปรับสูตร และสื่อสารข้อมูลดังกล่าวได้อย่างชัดเจนและมั่นใจ

นอกจากนี้ Craveable Impact™ Sodium and Sugar Solutions ยังเป็นนวัตกรรมส่วนหนึ่งของ 2030 Aspirations ของกริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ และสนับสนุนความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อทั้งผู้คนและโลก ทั้งยังสะท้อนถึงแนวทางของกริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ในการนำความเชี่ยวชาญด้านอาหารและนวัตกรรมมาช่วยตอบโจทย์ความต้องการด้านโภชนาการที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละตลาด

แหล่งอ้างอิง

[i] Based on finished product

[ii] Global Burden of Disease 2021 report: https://www.frontiersin.org/journals/nutrition/articles/10.3389/fnut.2025.1617644/full

[iii] Reducing free sugars intake in adults to reduce the risk of noncommunicable diseases https://www.who.int/tools/elena/interventions/free-sugars-adults-ncds  

[iv] Griffith Foods Global Quantitative Consumer Study – January 2025 – N 20,000

ทั้งนี้ กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ เป็นพันธมิตรระดับโลกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ที่ให้บริการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงแก่บริษัทอาหาร ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการทำอาหารและการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1919 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอัลซิป รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรมจากความร่วมมือ ภายใต้พันธกิจ “เราผสานความใส่ใจและความสร้างสรรค์เพื่อหล่อเลี้ยงโลก – We Blend Care and Creativity to Nourish the World”

ปัจจุบัน กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ดำเนินธุรกิจในกว่า 40 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป มีพนักงานมากกว่า 5,000 คน รวมถึงเชฟกว่า 40 คน และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารกว่า 340 คน ที่ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาโซลูชันที่หล่อเลี้ยงผู้คน โลก และชุมชน ความสามารถด้านผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมเครื่องปรุงรส ซอส น้ำสลัด ระบบเคลือบอาหาร และโซลูชันโปรตีนทางเลือก โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจบริการอาหาร ผู้ผลิตอาหาร ผู้แปรรูปโปรตีน และธุรกิจค้าปลีก ข้อมูลเพิ่มเติม: www.griffithfoods.com/apac

พพ. นำร่อง 10 จังหวัดลดใช้พลังงานวัดผลเกณฑ์มาตรฐาน Green Hotel–GSTC

22 กันยายน 2569 เวลา 16:22 น.

พพ.เดินหน้าปั้นโรงแรมต้นแบบ 80 แห่งใน 10 จังหวัด ใช้ข้อมูล EnPI วิเคราะห์ Energy Gap เจาะจุดลดการใช้พลังงาน พร้อมผลักดันโรงแรมกว่า 5,000 แห่งเข้าสู่ระบบ EnPI–CF-Hotels รองรับตลาดนักท่องเที่ยวสายรักษ์โลก “Low Carbon Tourism”  พร้อมเปิดทาง Soft Loan–Green Loan–ESCO ช่วยผู้ประกอบการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน  เพิ่มขีดแข่งขันธุรกิจท่องเที่ยวไทย

22 กันยายน 2569  นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สมาคมโรงแรมไทย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย โดยใช้ “การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน” เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการท่องเที่ยว 

สำหรับความร่วมมือ  ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว ชุมชนท่องเที่ยว ผู้ประกอบการนำเที่ยว โรงแรม และที่พัก โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการเก็บข้อมูลวิเคราะห์ต้นทุนและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สู่แผนการลงทุนปรับปรุงอุปกรณ์และระบบพลังงานที่เหมาะสม ในแต่ละสถานประกอบการ พร้อมมีการประเมินการใช้พลังงานของโรงแรม เพื่อทำดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ( Energy Performance Indicator (EnPI)   เพื่อวิเคราะห์ “Energy Gap” ค้นหาจุดที่มีการใช้พลังงานสูงหรือมีโอกาสลดการสูญเสีย ก่อนกำหนดมาตรการปรับปรุงที่สามารถวัดผลการประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวนันธิกา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของ MOU คือการผลักดันโรงแรมมากกว่า 5,000 แห่ง ให้เข้าร่วมประเมินและจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบ EnPI และ Carbon Footprint Hotels (CF-Hotels) เพื่อสร้างฐานข้อมูลด้านพลังงานและคาร์บอนของภาคการท่องเที่ยว และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของโรงแรมไทยสู่การเป็นโรงแรมเบอร์ 5 ปัจจุบันแพลตฟอร์ม CF-Hotels สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการติดตามและวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของโรงแรมโดยครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง Scope 1, Scope 2 และ Scope 3

ทั้งนี้เพื่อยกระดับโรงแรมเข้าเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ โรงแรมเบอร์ 5, Green Hotel, Green Hotel Plus ไปจนถึงมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับสากล อาทิ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) และ Good Travel Seal โดยนำข้อมูลการใช้พลังงานและผลการประเมิน EnPI มาใช้กำหนดแนวทางปรับปรุงอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือครั้งนี้ ยังได้วางเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก Scope 2 ที่ระดับ 10% และสนับสนุนการใช้ข้อมูลจากระบบ CF-Hotels เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคการท่องเที่ยว

สำหรับการขับเคลื่อนระยะแรก ทั้ง 5 ฝ่ายเตรียมดำเนิน โครงการโรงแรมต้นแบบด้านพลังงาน โดยคัดเลือกโรงแรมระดับ 2–5 ดาวที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการ นำร่องจำนวน 80 แห่ง ในปีงบประมาณ 2570 ครอบคลุม 10 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พังงา และภูเก็ต  โดยโรงแรมที่เข้าร่วมจะเริ่มจากการประเมิน EnPI และวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงาน เพื่อค้นหา Energy Gap จากนั้นจึงลงพื้นที่สำรวจและออกแบบมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานให้เหมาะกับลักษณะการดำเนินงานของแต่ละโรงแรม โดย พพ.และกฟผ. จะให้การสนับสนุนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถบรรลุผลการประหยัดพลังงานได้จริงพร้อมมีการติดตามและประเมินผลทั้งด้านการใช้พลังงาน ค่าใช้จ่าย และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้หลักการ Measurement and Verification (M&V) เพื่อให้สามารถวัดผลลัพธ์ของโครงการได้อย่างชัดเจน

นางสาวนันธิกา กล่าวว่า อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน เนื่องจากการเปลี่ยนอุปกรณ์หรือปรับปรุงระบบพลังงานจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนดังนั้น

ความร่วมมือครั้งนี้จะสนับสนุนการเข้าถึงกลไกทางการเงิน เช่น Soft Loan และ Green Loan รวมถึงการใช้รูปแบบ บริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) และ Energy Performance Contract (EPC) เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนเริ่มต้น

ของผู้ประกอบการ และเปิดโอกาสให้โรงแรมสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานได้ตามศักยภาพและความพร้อม นางสาวนันธิกา กล่าว

ทั้งนี้ 5 หน่วยงานจะร่วมกันสร้างการรับรู้เรื่อง Low Carbon Tourism ผ่านการประชาสัมพันธ์โรงแรมต้นแบบและกิจกรรมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเห็นความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยมีเป้าหมายในการสร้างภาพลักษณ์ “โรงแรมคาร์บอนต่ำ” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งแผนดังกล่าว เป็นการดึงภาคการท่องเที่ยวที่ต้องเร่งปรับตัว และเป็นส่วนสำคัญของนโยบาย ที่จะมุ่งขับเคลื่อนไทยสู่ Carbon Neutrality ปี 2050 และเป้าหมาย NDC 3.0 ที่กำหนดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 60% หรือ 109.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) จากปีฐาน 2019

สำหรับกรอบความร่วมมือ 5 ปี ระหว่าง (ปี 2569 2574 )โดยมุ่งบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่การจัดทำฐานข้อมูล การประเมินประสิทธิภาพพลังงาน การพัฒนาโรงแรมต้นแบบ ซึ่งจะมีภาคเอกชนที่มีเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานที่เหมาะสมกับโรงแรมขนาดเล็ก ไปจนถึงโรงแรมขนาดใหญ่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานและการสื่อสารตลาด เพื่อให้การลดต้นทุนพลังงานและลดคาร์บอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงยกระดับสร้างองค์ความรู้ ‘ชุดไทย’ สู่เวทีโลก เสด็จเป็นองค์ประธานแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยม ณ กรุงโตเกียว

22 กันยายน 2569 เวลา 15:40 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทานทั้ง 3 ในกิจกรรม “CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME”  ณ Hyokeikan, Tokyo National Museum กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางวัฒนธรรมที่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการสร้างองค์ความรู้ “ชุดไทย” สู่เวทีโลก โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมงาน

ภายในงานได้มีการสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องประดับไทยโบราณซึ่งเป็นงานศิลป์ชั้นสูง อาทิ เครื่องประดับและศิลปะการพันดิ้น การปักสะดึงกรึงไหม งานช่างเครื่องเงินเครื่องทอง กระเป๋าผ้าเทคนิคประคบทองโบราณ และผ้าไหมทอลายมงคล โดยกิจกรรมทั้งหมดถูกนำเสนอในฐานะงานออกแบบร่วมสมัยที่สะท้อนโครงสร้างเชิงศิลป์ มิใช่เพียงวัตถุทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นมรดกที่ยังคงมีชีวิตและสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับรากฐานสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ชุดไทยสู่เวทีโลก จัดโดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สืบเนื่องมาจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมุ่งมั่นอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะด้านเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของประเทศไทย ด้วยพระวิสัยทัศน์และพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการแต่งกายของสตรีไทย ทั้งรูปแบบการแต่งกายไทยในราชสำนักในแต่ละยุคสมัยอย่างเป็นระบบ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และการออกแบบร่วมกันพัฒนา “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นมาตรฐานการแต่งกายสำหรับสุภาพสตรีไทยที่มีความเหมาะสมทั้งในเชิงวัฒนธรรมและบริบทของสังคมไทยสมัยใหม่ พัฒนาเป็นชุดไทยพระราชนิยม ต้นแบบเครื่องแต่งกายไทยร่วมสมัย ที่สุภาพ งดงาม เหมาะสมต่อการสวมใส่จริงในการประกอบพระราชกรณียกิจทั้งในและต่างประเทศ

ชุดไทยพระราชนิยมประกอบด้วย 8 รูปแบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ ซึ่งได้รับพระราชทานนามตามพระที่นั่งและพระตำหนักในพระบรมมหาราชวังและพระราชวังดุสิต อีกทั้งยังมีเสื้อพระราชทานสำหรับบุรุษ 3 รูปแบบ สะท้อนถึงเกียรติยศและความภาคภูมิใจของผู้สวมใส่ ตลอดจนพัฒนาการของมรดกเครื่องแต่งกายไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมในหลากหลายโอกาส เสมือนการใช้เครื่องแต่งกายเป็น “สื่อทางวัฒนธรรม” เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรป รวมถึงเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2503 ซึ่งชุดไทยพระราชนิยมได้สร้างความประทับใจและการยอมรับในระดับสากล อีกทั้งยังเกิดความร่วมมือกับปีแยร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศส ที่มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความงามของผ้าไหมไทยผ่านงานตัดเย็บระดับโอตกูตูร์

โดยในปี พ.ศ. 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เสนอ “ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” ต่อองค์การยูเนสโก เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาล สมัยที่ 21 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2569 ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน

“ชุดไทยพระราชนิยม” จึงถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ได้รับพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่ส่งต่อมาสู่การพัฒนาอัตลักษณ์ไทยในบริบทโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดในทุกมิติ ปัจจุบัน ชุดไทยพระราชนิยมได้รับการสืบสานและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของวัฒนธรรมไทยที่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับยุคสมัย โดยยังคงรักษาแก่นแท้ไว้อย่างสมบูรณ์ การนำเสนอในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงการอนุรักษ์ หากแต่เป็นการตีความใหม่ในมิติร่วมสมัย ที่งานหัตถศิลป์กลายเป็นทุนทางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทยได้รับการถ่ายทอดในฐานะคุณค่าที่มีชีวิต พร้อมก้าวสู่การยอมรับในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ปั้น ‘พลังรุ่นใหม่’ สู่ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง รับวันเยาวชนแห่งชาติ

22 กันยายน 2569 เวลา 15:34 น.

เพราะเยาวชนคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) เดินหน้าส่งเสริมและเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนาทักษะชีวิต การรณรงค์เชิงนโยบาย และการสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นวิกฤตระดับโลก

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้ภารกิจดังกล่าว คือการสนับสนุนเยาวชนไทยเข้าร่วม “Young Minds Camp 2026: Child-led Actions, Mobilization and Partnership” ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งจัดขึ้นโดย World Vision East Asia เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับภูมิภาคที่รวบรวมตัวแทนเยาวชนจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออก ได้แก่ มองโกเลีย ไทย เมียนมา กัมพูชา จีน ลาว และเวียดนาม

กิจกรรมมุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเด็น “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็กและชุมชน ผ่านกระบวนการที่เด็กและเยาวชนมีบทบาทเป็นผู้นำ ตั้งแต่การศึกษาค้นคว้าและวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อส่งต่อเสียงและข้อเสนอแนะของเยาวชนสู่ผู้กำหนดนโยบาย

การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และความตระหนักรู้ต่อประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง และก้าวสู่การเป็น “ผู้นำรุ่นใหม่” ที่กล้าคิด กล้าลงมือทำ และพร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชุมชนของตน

โน๊ต (ธีรพงศ์) ตัวแทนเยาวชนศุภนิมิตจากประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเวทีนี้ว่า “ผมเชื่อว่าเยาวชนสามารถเป็นกระบอกเสียงในการสะท้อนปัญหาและสร้างความตระหนักในสังคมได้ แม้วันนี้เรายังเป็นเยาวชน แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น เราจะสามารถมีบทบาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น เพราะเยาวชนคือรากฐานสำคัญของประเทศครับ”

แพท (ณิชากร) ตัวแทนเยาวชนศุภนิมิตจากประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “หนูอยากมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายหรือแนวทางการรับมือภัยพิบัติค่ะ แม้ตอนนี้หนูยังเป็นเยาวชน แต่หนูเชื่อว่าเด็กและเยาวชนสามารถส่งเสียง สะท้อนความคิดเห็น และนำเสนอประสบการณ์ของเราไปยังผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ค่ะ”

การดำเนินงานครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายกิจกรรมที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่มุ่งเน้นส่งเสริมศักยภาพเยาวชนด้านการศึกษาและทักษะชีวิต ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิเด็ก โดยเชื่อมั่นว่าเยาวชนไม่ใช่เพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่คือ “ผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง”

มูลนิธิศุภนิมิตฯ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสให้เยาวชน โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบาง ได้เข้าถึงกระบวนการการเรียนรู้สิทธิตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นที่ส่งผลต่อชีวิตและอนาคตของตนเอง เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน          

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เชื่อว่า การลงทุนในการพัฒนาและเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับสังคมในระยะยาว สอดคล้องกับคำขวัญวันเยาวชนแห่งชาติ “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” ที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการร่วมสร้างสังคมและโลกที่ดียิ่งขึ้น

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรคริสเตียนสาธารณกุศล เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาเด็กที่ดำเนินงานในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของศุภนิมิตสากล (World Vision International) ที่มีเครือข่ายการทำงานในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ผู้ที่สนใจสนับสนุนโครงการ หรือร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนา สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.worldvision.or.th

ฉลอง 47 ปี สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย เชิดชูเกียรติ 27 นักเรียนทุน พลังแห่งการพัฒนาประเทศ

22 กันยายน 2569 เวลา 15:31 น.

สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย จัดงาน Dinner Talk: Dream Beyond Yourself จากความฝันของตัวเอง สู่การสร้างความฝันให้ประเทศ พร้อมพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสที่สมาคมฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 47 โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมร่วม TGS Talk ถ่ายทอดแนวคิดเรื่องความฝัน ภาวะผู้นำ และการนำศักยภาพของนักเรียนทุนกลับมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ประธานในพิธี, คณะกรรมการสมาคมฯ พร้อมด้วย นักเรียนทุนรัฐบาลไทย ที่ได้รับรางวัลหอเกียรติยศเชิดชูเกียรติ Hall of Fame นักเรียนทุนรัฐบาลไทยทรงคุณค่า นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น และนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง ประจำปี 2568

นักเรียนทุนรัฐบาลไทย Hall of Fame ประจำปี 2568 ยรรยง พวงราช, ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์, ดร.ศรีภูมิ สุขเนตร และ ดร.สมชัย สัจจพงษ์

หนึ่งในช่วงสำคัญของงานคือพิธีประกาศเกียรติคุณนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ประจำปี 2568 รวม 27 ราย ใน 4 ประเภท ได้แก่ หอเกียรติยศเชิดชูเกียรติ Hall of Fame นักเรียนทุนรัฐบาลไทยทรงคุณค่า นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น และนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง โดยมีผู้ได้รับการบันทึกชื่อในหอเกียรติยศเชิดชูเกียรติ Hall of Fame ประจำปี 2568 จำนวน 12 ราย ในสาขากฎหมาย วิทยาศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ และต่างประเทศ เพื่อยกย่องนักเรียนทุนรัฐบาลไทยที่สร้างผลงานและคุณูปการต่อประเทศในหลากหลายมิติ  ดังนี้ ด้านกฎหมาย ได้แก่ ศ. ดร.วิษณุ เครืองาม, ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, มีชัย ฤชุพันธุ์ และ ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ด้านวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ศ. ดร.ธีระ สูตะบุตร และ ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ด้านสังคม ได้แก่ ดร.บุญปลูก ชายเกตุ และ ยรรยง พวงราช ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ดร.ศรีภูมิ สุขเนตร, ดร.สมชัย สัจจพงษ์ และ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และด้านต่างประเทศ ได้แก่ นายวิทยา เวชชาชีวะ

 นักเรียนทุนรัฐบาลไทย Hall of Fame ประจำปี 2568 ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, ดร.บุญปลูก ชายเกตุ และ นักเรียนทุนรัฐบาลไทยทรงคุณค่า สาวิตรี สุวรรณสถิตย์

ภายในงานยังมีการประกาศเกียรติคุณ นักเรียนทุนรัฐบาลไทยทรงคุณค่า จำนวน 4 ราย ได้แก่ ดร.อำพน กิตติอำพน, ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ, มหิดล จันทรางกูร และ สาวิตรี สุวรรณสถิตย์ สำหรับ นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น ประจำปี 2568 โดยผู้ได้รับรางวัลกลุ่มนี้มาจากหลากหลายบทบาทสำคัญทั้งด้านนโยบายภาครัฐ การลงทุน การแพทย์ กฎหมาย และการศึกษา จำนวน 5 ราย ได้แก่ ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์, นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, ศุธาศินี สมิตร,นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ และ ศ.ภญ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดา สุขหร่อง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานในพิธี, ดร.ชยธรรม์ พรหมศร นายกสมาคมฯ, อารดา เฟื่องทอง นายกสมาคมฯ คนใหม่, ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล เลขาธิการสมาคมฯ พร้อมด้วย นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น ประจำปี 2568 อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์,  ศ.ภญ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดา สุขหร่อง, ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์, นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน และ ศุธาศินี สมิตร, นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง ประจำปี 2568 ดร.กฤดา กฤติยาโชติปกรณ์, พ.ต.อ.ภูริทัศน์ ชัยศร, ดร.ศศิธร ศรีสวัสดิ์ และ รศ.ดร.วรางคณา ศรีจำนงค์

ขณะที่ นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง ประจำปี 2568 โดยผู้ได้รับรางวัลดาวรุ่งสะท้อนบทบาทของนักเรียนทุนรัฐบาลไทยรุ่นใหม่จากหลากหลายสาขา ทั้งเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ งานวิจัย ความมั่นคง การศึกษา และภาคประชาสังคม จำนวน 6 ราย ได้แก่ ดร.กฤดา กฤติยาโชติปกรณ์, พ.ต.อ.ภูริทัศน์ ชัยศร, ดร.ศศิธร ศรีสวัสดิ์, รศ.ดร.วรางคณา ศรีจำนงค์, ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ นางชนิตา ศรีดาเกษ เครธอร์น

ดร.ชยธรรม์ พรหมศร นายกสมาคมฯ ส่งไม้ต่อสู่ อารดา เฟื่องทอง นายกสมาคมฯ คนใหม่

งานในปีนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญของสมาคมฯ กับการส่งต่อภารกิจการบริหารจาก ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทยมาตลอดระยะเวลา 3 ปี สู่ อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเข้ารับหน้าที่นายกสมาคมฯ คนใหม่ ซึ่งตลอดวาระที่ผ่านมา สมาคมฯ เดินหน้าทั้งการพัฒนาฐานข้อมูลนักเรียนทุน การสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนทุน การให้คำปรึกษาแก่นักเรียนทุนรุ่นใหม่ การเชิดชูผู้สร้างผลงานเพื่อสังคม ตลอดจนกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์ โดย อารดา เฟื่องทอง เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดที่ 19 และดำรงตำแหน่งอุปนายกฯ ก่อนจะสานต่อการบริหารสมาคมฯ ในวาระต่อไป

TGS Talk โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รวม.คลัง ในหัวข้อ Dream Beyond Yourself

ดร.ชยธรรม์ พรหมศร นายกสมาคมฯ มอบของที่ระลึกแก่ประธานพิธี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ TGS Talk โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภายใต้หัวข้อ Dream Beyond Yourself ซึ่งถ่ายทอดประสบการณ์และวิธีคิดของผู้นำ ตั้งแต่คำถามว่า Why do you Dream ความฝันที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตคืออะไร การเปลี่ยนความฝันไปสู่การลงมือทำ ไปจนถึงแนวคิด Opportunity Mindset ที่มองปัญหาเป็นโอกาส และการเรียนรู้จากความล้มเหลวในฐานะส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ,ยรรยง พวงราช, ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์,ดร.ศรีภูมิ สุขเนตร และ ดร.บุญปลูก ชายเกตุ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคม วรายุ ประทีปเสน, ทรงยศินทร์ ชนปทาธิป, อารดา เฟื่องทอง อุปนายกสมาคมฯ , ดร.ชยธรรม์ พรหมศร นายกสมาคมฯ,  ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล เลขาธิการสมาคมฯ, จิรโรจน์ กุศลรัตน์, ฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ และ หรินทร์ สูตะบุตร

แนวคิด Dream Beyond Yourself ยังสะท้อนเป้าหมายของงานในปีนี้ จากความฝันและความสำเร็จของแต่ละบุคคล ไปสู่คำถามที่ใหญ่ขึ้นว่า นักเรียนทุนรัฐบาลไทยจะสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ และโอกาสที่ได้รับกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้อย่างไร

ดร.สมชัย สัจจพงษ์ และ ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์

ศ.ดร.ยงยุทธ- รศ.อรชุมา ยุทธวงศ์

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมยินดีกับ ศ.ภญ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดา สุขหร่อง คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น ประจำปี 2568

สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย หรือ The Association of the Thai Government Scholarship Students ก่อตั้งเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2522 โดยมีเป้าหมายในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนทุนรัฐบาลไทย เป็นสื่อกลางเชื่อมโยงกับสำนักงาน ก.พ. และหน่วยงานต่างๆ รวมถึงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความก้าวหน้าในวิชาชีพ และกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ ปัจจุบันสมาคมฯ ดำเนินงานต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 47