เตรียมความพร้อมทุกภาคส่วน เดินหน้าเทศกาลดนตรีระดับโลก ‘Tomorrowland Thailand’

เตรียมความพร้อมทุกภาคส่วน เดินหน้าเทศกาลดนตรีระดับโลก ‘Tomorrowland Thailand’

เตรียมความพร้อมทุกภาคส่วน เดินหน้าเทศกาลดนตรีระดับโลก ‘Tomorrowland Thailand’

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.48 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ศาลากลางจังหวัดชลบุรี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานประสานงานการจัดงาน Tomorrowland Thailand ครั้งแรก เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการจัดเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก โดยมีคณะผู้แทนจาก Tomorrowland พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารืออย่างพร้อมพยศ

การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือในด้านการวางแผนปฏิบัติการ ทั้งด้านความปลอดภัย การจัดการจราจร การเข้าถึงพื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐาน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีได้ประกาศแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 7 ด้าน อาทิ ด้านการรักษาความปลอดภัย ด้านการขนส่ง และด้านการแพทย์ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีจะเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในพื้นที่จัดงาน

สำหรับการประชุมถัดไป มีกำหนดจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ณ Wisdom Valley เพื่อติดตามความคืบหน้าและการเตรียมความพร้อมในพื้นที่จริงต่อไป

Tomorrowland ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อนโดยสองพี่น้องชาวเบลเยียม Manu และ Michiel Beers โดยยังคงดำเนินธุรกิจในรูปแบบครอบครัวที่ขับเคลื่อนด้วยทีมงานที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และแพสชัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Tomorrowland ได้วิวัฒนาการสู่การเป็นแบรนด์ความบันเทิงระดับโลก กลุ่มธุรกิจในเครือประกอบด้วยหน่วยงานที่หลากหลาย อาทิ การจัดเทศกาลและกิจกรรม (Festival & Events) ค่ายเพลง (Music) การสร้างสรรค์ประสบการณ์ (Experiences) สันทนาการ (Leisure) ผลิตภัณฑ์ (Products) และสื่อบันเทิง (Fiction) ปัจจุบันมีทีมงานกว่า 350 คนที่ร่วมกันสร้างสรรค์ความมหัศจรรย์จากสำนักงานใหญ่ในเมืองแอนต์เวิร์ป (เบลเยียม) รวมถึงสำนักงานสาขาในบราซิล ฝรั่งเศส อีบีซา และประเทศไทย

ออร่าตัวแม่พุ่งกระจายส่องดูชัดๆกับลุค ลิซ่า ในชุดสูทสีขาวประดับเฟอร์สุดหรูเซ็กซี่ขยี้ใจ

ออร่าตัวแม่พุ่งกระจายส่องดูชัดๆกับลุค ลิซ่า ในชุดสูทสีขาวประดับเฟอร์สุดหรูเซ็กซี่ขยี้ใจ

ออร่าตัวแม่พุ่งกระจายส่องดูชัดๆกับลุค ลิซ่า ในชุดสูทสีขาวประดับเฟอร์สุดหรูเซ็กซี่ขยี้ใจ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.24 น.

กลายเป็นเจ้าแม่แฟชั่นระดับโลกไปซะแล้วสำหรับ  ลิซ่า (Lisa) – ลลิษา มโนบาล ไม่ว่าจะปรากฏตัวในลุคไหนก็กลายเป็นกระแสให้พูดถึง ล่าสุดก็ทำเอาโซเชียลแทบลุกเป็นไฟ  ซึ่งเจ้าตัวได้โพสต์ภาพชุด After Party จาก  Met Gala 2026ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @lalalalisa_m พร้อมแคปชั่นสุดเก๋ว่า “The party starts after Metnight “ ซึ่งเผยให้เห็นความเป๊ะปังในสไตล์ความหรูหราและความเซ็กซี่ ที่ผสมผสานความเท่ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว จนแฟนคลับทั่วโลกต้องรีบกดซูมดูความเป๊ะปังแบบชัดๆ ทุกองศา หลังจากโพสต์ภาพไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ยอดผู้เข้ามากดถูกใจพุ่งสูงถึงกว่า 6.8 แสนครั้ง และมีการแสดงความคิดเห็นชื่นชมในความสวยมากกว่า 5,600 คอมเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นแฟนชาวไทยหรือต่างชาติต่างก็พร้อมใจกันส่งอีโมจิรูปหัวใจและไฟลุกให้แก่ลุคนี้อย่างล้นหลาม

โดยในภาพ ‘ลิซ่า’เลือกสวมชุด Total Look สีขาวออฟไวท์ ที่ดูสะอาดตาแต่แฝงไปด้วยความจัดจ้าน เริ่มจากชุดสูทกางเกงทรงกระบอกที่ส่งเสริมรูปร่างให้ดูเพรียวระหง แต่จุดที่ทำให้ลุคนี้ดูพิเศษกว่าใครคือการแมตช์ด้วย เสื้อบราตัวจิ๋วผ้าซาติน ด้านใน เผยให้เห็นหน้าท้องสุดเฟิร์มและเอวเอส และที่ขาดไม่ได้คือ เสื้อคลุมประดับขนเฟอร์ ขนาดใหญ่ช่วงปกเสื้อ ซึ่งช่วยเพิ่มวอลลุ่มและความหรูหราแบบไฮเอนด์ ราวกับหลุดออกมาจากรันเวย์ระดับโลก เสริมทัพความระยิบระยับด้วยเครื่องประดับเพชร ทั้งสร้อยคอเข้าชุดและแหวนวงโตที่นิ้วชี้ พร้อมถือกระเป๋าทรงกล่องสี่เหลี่ยมประดับคริสตัลที่ส่องประกายสู้แสงแฟลช

นอกจากเสื้อผ้าหน้าผมที่เป๊ะทุกระเบียบนิ้วแล้วสิ่งที่ทำให้ลิซ่าดูโดดเด่นที่สุดคือ “Energy” และ “Inner” ของเธอ ในภาพชุดนี้เธอเลือกโพสต์ท่าในทางเดินโรงแรมที่ดูคลาสสิก การสื่อสารผ่านสายตาที่ดูนิ่งแต่ทรงพลังและการโพสต์ท่าที่ดูเป็นธรรมชาติแต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นแฟชั่นไอคอนระดับโลกที่ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็กลายเป็นกระแสไปเสียหมดไม่มีใครต้านทานได้จริงๆ สวย เป๊ะ ปัง สมมงตัวแม่ที่สุด!

เอ็นดูไม่ไหว น้องเกล เล่าเป็นฉากๆรู้ไหมแม่แต่งงานกับใครเผยเห็นจากในคลิปปะป๊าให้ดอกไม้ตอนหิมะตก

เอ็นดูไม่ไหว น้องเกล เล่าเป็นฉากๆรู้ไหมแม่แต่งงานกับใครเผยเห็นจากในคลิปปะป๊าให้ดอกไม้ตอนหิมะตก

เอ็นดูไม่ไหว น้องเกล เล่าเป็นฉากๆรู้ไหมแม่แต่งงานกับใครเผยเห็นจากในคลิปปะป๊าให้ดอกไม้ตอนหิมะตก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

เป็นโมเมนต์ที่สร้างรอยยิ้มให้กับชาวเน็ตทั่วประเทศ สำหรับความน่ารักสดใสของ “น้องแอบิเกล รังษีสิงห์พิพัฒน์” ลูกสาวตัวน้อยของซุปตาร์ตัวแม่ “ชมพู่ อารยา” และ “น็อต วิศรุต” ที่ล่าสุดทำเอาพี่ป้าน้าอาต้องตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับบทสนทนาสุดไร้เดียงสาโดยเรื่องราวความน่ารักนี้ถูกเผยแพร่ผ่านสตอรี่อินสตาแกรมส่วนตัวของ “มอส” (mossomee) ที่ได้ลงคลิปวิดีโอบทสนทนาขณะพูดคุยกับน้องเกล ซึ่งน้องเกลได้เล่าย้อนถึงวันแต่งงานของคุณแม่ชมและคุณพ่อน็อตที่ตัวเองได้เห็นจากในคลิปวิดีโอไว้อย่างน่าเอ็นดูว่า

 เกล: “รู้ไหมแม่เกลแต่งงานกับใคร?”

 มอส: “แต่งกับใครคะ?”

 เกล: “แต่งกับป๋า”

 มอส: “เหรอ?”

 เกล: “ใช่ ทันทีที่แม่ออกมาจากประตู หิมะตก ปะป๊าก็ให้ดอกไม้แม่ แต่งงานเลย!”

 มอส: “จริงเหรอ!! แล้วเกลเห็นได้ไงอะ?”

 เกล: “เกลดูในคลิปไง”

งานนี้ทำเอาคนฟังถึงกับกลั้นขำไม่ไหวในความช่างพูดช่างเจรจาของซุปตาร์ตัวจิ๋ว ที่สามารถเล่ารายละเอียดเหตุการณ์สำคัญในวันแต่งงานของคุณพ่อคุณแม่ได้อย่างเป็นตุเป็นตะ เรียกได้ว่าความสดใสและรอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติของ “น้องเกล” ยังคงครองใจมหาชนและสร้างความสุขให้กับผู้ที่พบเห็นได้เสมอจริงๆ

คุณมัมทวงบัลลังก์! พลอย เฌอมาลย์ เสิร์ฟลุคผิวแทนสุดเซ็กซี่

คุณมัมทวงบัลลังก์! พลอย เฌอมาลย์ เสิร์ฟลุคผิวแทนสุดเซ็กซี่

คุณมัมทวงบัลลังก์! พลอย เฌอมาลย์ เสิร์ฟลุคผิวแทนสุดเซ็กซี่

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

6 พฤษภาคม 2569 ทำเอาโซเชียลแทบลุกเป็นไฟ เมื่อดาราสาวตัวแม่อย่าง “พลอย เฌอมาลย์” ปล่อยภาพเซ็ตล่าสุดจากทริปเที่ยวทะเลสุดชิลที่แหลมปะการัง งานนี้เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ได้ถล่มทลาย ด้วยลุคสุดแซ่บที่ทั้งสวยทั้งมั่นใจจนยากจะละสายตา

โดยทริปนี้ พลอยมาในลุคเซ็กซี่ขี้เล่น สวมชุดว่ายน้ำวันพีซโชว์หุ่นเป๊ะทุกสัดส่วน พร้อมเผยผิวแทนสวยฉ่ำ เพิ่มดีกรีความฮอตแบบเต็มพิกัด ท่ามกลางบรรยากาศทะเล พร้อมแคปชั่นว่า “พลอยแทนแทน กลับมาแย้วนาาาาพี่บ่าววววว”

ทำเอาบรรดาแฟนคลับและเพื่อนในวงการต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมอย่างล้นหลาม หลายเสียงยกให้ลุคนี้คือการทวงบัลลังก์ตัวแม่สายแซ่บได้อย่างสมศักดิ์ศรี

เรียกได้ว่าไม่ว่าจะปรากฏตัวในลุคไหน พลอย เฌอมาลย์ ก็ยังคงรักษามาตรฐานความสวยและความมั่นใจไว้ได้อย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะลุคผิวแทนกับชุดว่ายน้ำ ยิ่งขับเสน่ห์ให้โดดเด่นขึ้นอีกหลายเท่า ตอกย้ำตำแหน่งแฟชั่นไอคอนตัวจริงของวงการบันเทิงไทย

ถอดรหัสทางรอดวิกฤตแล้ง! ชู 4 แพลตฟอร์ม ‘ดวงตาอวกาศ’ พลิกฟื้นอนาคตเกษตรกรไทย

ถอดรหัสทางรอดวิกฤตแล้ง! ชู 4 แพลตฟอร์ม ‘ดวงตาอวกาศ’ พลิกฟื้นอนาคตเกษตรกรไทย

ถอดรหัสทางรอดวิกฤตแล้ง! ชู 4 แพลตฟอร์ม ‘ดวงตาอวกาศ’ พลิกฟื้นอนาคตเกษตรกรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “ภัยแล้ง” ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอีกต่อไปแต่กำลังกลายเป็นความท้าทายระดับชาติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฤดูร้อนที่ยาวนานขึ้น ฝนที่ทิ้งช่วง และปริมาณน้ำในแหล่งกักเก็บที่ลดลงล้วนเป็นภาพสะท้อนของวิกฤตที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างเงียบงัน ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรม งานสัมมนาภายใต้ชื่องาน DROUGHT SURVIVAL พลิกวิกฤตแล้งด้วยนวัตกรรมอวกาศ และทางรอดเศรษฐกิจเกษตรไทยอย่างยั่งยืน” จึงได้เปิดฉากขึ้น ณ อาคารสัมมนา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

เพื่อระดมสรรพกำลัง องค์ความรู้ และเทคโนโลยีจากทุกภาคส่วน มาร่วมกันค้นหา “ทางรอด” และสร้างอนาคตใหม่ให้กับภาคเกษตรกรรมไทย งานสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และ นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มาร่วมกันเปิดวิสัยทัศน์ด้านการบริหารจัดการน้ำ พร้อมด้วยมุมมองเชิงนโยบายจาก ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มาตอกย้ำทิศทางการช่วยเหลือเกษตรกรให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในครั้งนี้  

ไฮไลต์สำคัญของการแก้วิกฤตครั้งนี้ คือ การเปิดตัวนวัตกรรมที่เปรียบเสมือน “ดวงตาจากอวกาศ” ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการดาวเทียมสำรวจโลก THEOS พร้อมการเจาะลึก 4 นวัตกรรมเทคโนโลยีอวกาศเพื่อเป็นทางรอดให้เกษตรกรไทย โดย ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผู้อำนวยการ GISTDA ซึ่งภายในงานได้มีการสาธิตแพลตฟอร์มอัจฉริยะหลัก ได้แก่ Smallwat, Cropsdrought, Dragonfly และ SGi-Farm ตลอดจนเครื่องมือตรวจวัดมาตรฐานสากล เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลน้ำ ดิน และพืช ได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการความเสี่ยง ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าการขับเคลื่อนวิกฤตไม่อาจพึ่งพาเพียงเทคโนโลยี เวทีเสวนาจึงได้เชื่อมโยงไปสู่มิติด้านนโยบายและภาคธุรกิจอย่างครบวงจร

ผู้ร่วมงานครั้งนี้ได้สัมผัสกับเรื่องราวความสำเร็จในการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่เขตชลประทาน จ.ระยอง โดย รัตนา เพ็ชรสูงเนิน รวมถึงทางรอดและการปรับตัวด้วยนวัตกรรมของเกษตรกรนอกเขตชลประทาน จ.สุราษฎร์ธานี จาก ณัฐกร แจ้งเศษ และสิทธิโชค ร่าหมาน ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ชัดเจนว่า นวัตกรรมอวกาศสามารถนำมาใช้ได้จริงและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ถึงระดับรากหญ้า งาน “DROUGHT SURVIVAL” จึงไม่ใช่เพียงการรับฟังปัญหา แต่คือเข็มทิศชี้ทางรอดในยุคที่สภาพอากาศแปรปรวน เป็นการเชื่อมโยงเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูงลงสู่ผืนดินของเกษตรกรไทย เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับแหล่งน้ำและแหล่งอาหารของประเทศ

ก.ค.ศ.ไฟเขียวเพิ่มรอง ศธจ. 27 ตำแหน่งภาคกลาง พร้อมยุบเลิกตำแหน่ง 38 ค.(2)ศปบ.จชต.13 อัตรา

ก.ค.ศ.ไฟเขียวเพิ่มรอง ศธจ. 27 ตำแหน่งภาคกลาง พร้อมยุบเลิกตำแหน่ง 38 ค.(2)ศปบ.จชต.13 อัตรา

ก.ค.ศ.ไฟเขียวเพิ่มรอง ศธจ. 27 ตำแหน่งภาคกลาง พร้อมยุบเลิกตำแหน่ง 38 ค.(2)ศปบ.จชต.13 อัตรา

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติที่สำคัญ โดยได้มีการอนุมัติ การกำหนดตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม) ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ในกลุ่มจังหวัดขนาดกลาง จำนวน 27 จังหวัด จังหวัดละ 1 ตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 27 ตำแหน่ง ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ตรัง นครปฐม นครพนม นครสวรรค์ นนทบุรี นราธิวาส น่าน ปทุมธานี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ยโสธร ยะลา ระยอง ราชบุรี ลพบุรี ลำปาง เลย สมุทรปราการ สุโขทัย สุพรรณบุรี และ หนองบัวลำภู  

และอนุมัติให้ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศูนย์ประสานงานและบริหาร การศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้) สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 13 อัตรา เพื่อนำมากำหนดเป็นตำแหน่ง รองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม)

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบ (ร่าง) กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูง ของอันดับ พ.ศ. ….เพื่อให้มีความชัดเจนขึ้น

เปิดประตูการศึกษาออนไลน์ หนุน สกร. จับมือ ทภ.1 ยกระดับทหารกองประจำการ สร้างอนาคตใหม่หลังปลดประจำการ

เปิดประตูการศึกษาออนไลน์ หนุน สกร. จับมือ ทภ.1 ยกระดับทหารกองประจำการ สร้างอนาคตใหม่หลังปลดประจำการ

เปิดประตูการศึกษาออนไลน์ หนุน สกร. จับมือ ทภ.1 ยกระดับทหารกองประจำการ สร้างอนาคตใหม่หลังปลดประจำการ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ร่วมกับกองทัพภาคที่ 1 จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ เพื่อยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ณ หอประชุมกองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร โดยมี พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 และ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมลงนาม พร้อมด้วย ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้คือการ “เปิดประตูแห่งโอกาส” ให้ทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติ ได้เรียนรู้ พัฒนาตนเอง และเตรียมความพร้อมสู่อนาคตหลังปลดประจำการ โดย ศธ.ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาที่เข้าถึงได้จริง ตอบโจทย์ชีวิตจริง และเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ภายใต้นโยบาย Anywhere Anytime โดยแนวทางสำคัญ 3 ประการ ในการขับเคลื่อนความร่วมมือ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับภารกิจและวิถีชีวิตของทหารกองประจำการ การพัฒนาระบบออนไลน์ให้เข้าถึงง่าย มีประสิทธิภาพ และมีผู้ดูแลติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวัดและประเมินผลที่โปร่งใส มีมาตรฐาน และสะท้อนสมรรถนะที่นำไปใช้ได้จริง

ด้าน ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า สกร. ตระหนักถึงความสำคัญของทหารกองประจำการในฐานะกำลังสำคัญของชาติ การเปิดโอกาสทางการศึกษาระหว่างรับราชการจึงเป็นการเพิ่มทุนมนุษย์ เพิ่มโอกาสทางอาชีพ และสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ให้แก่ผู้เรียน ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งจัดการเรียนรู้ให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง

“หัวใจของความร่วมมือครั้งนี้ คือการใช้ “การศึกษาออนไลน์” เป็นเครื่องมือขยายโอกาสอย่างมีคุณภาพ โดยต้องเป็นระบบที่ “เข้าถึงผู้เรียนจริง ดูแลได้จริง และเห็นผลจริง” ไม่ใช่เพียงการนำบทเรียนขึ้นระบบดิจิทัล แต่ต้องมีครูดูแล ติดตามความก้าวหน้า มีการเทียบโอนผลการเรียน และมีมาตรฐานการวัดผลที่ชัดเจน เพื่อให้ทหารกองประจำการไม่เพียง “ได้เรียน” แต่ต้อง “เรียนแล้วเกิดผล” และนำความรู้ไปใช้ได้จริง” อธิบดี สกร. กล่าว

ทั้งนี้ สกร. จะขับเคลื่อนงานบน 4 เสาหลัก ได้แก่ ข้อมูลผู้เรียนต้องชัดเจน แผนการเรียนรู้ต้องยืดหยุ่น การดูแลผู้เรียนต้องต่อเนื่อง และการวัดประเมินผลต้องมีมาตรฐาน โปร่งใส สะท้อนสมรรถนะจริง เพื่อให้ความร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 1 เป็นต้นแบบของการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น มีคุณภาพ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเปลี่ยนช่วงเวลาระหว่างรับราชการให้เป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนาศักยภาพ สร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่ตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติต่อไป

รองผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ เข้าพบเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านการศึกษา

รองผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ เข้าพบเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านการศึกษา

รองผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ เข้าพบเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านการศึกษา

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.04 น.

รองผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ  เข้าพบเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยใน ลอนดอน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับและส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ภราดาพัชรปกรณ์ ลังบุบผา รองผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายวิชาการ และ มาสเตอร์พชร จันทร์ศิริ ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายวิชาการ  โรงเรียนอัสสัมชัญ และพันธมิตรด้านทางการศึกษา เข้าพบ นายณัฐวัฒน์ กฤษณามระ เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยใน ลอนดอน

ในการเข้าพบครั้งนี้ มีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมการหารือ ได้แก่ นางสาวกฤษณา ชลวีระวงศ์ อัครราชทูต นางอรวิจิตร์ จันทรังสี ที่ปรึกษา นายมานากรณ์ เมฆประยูรทอง ที่ปรึกษา

โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับคณะผู้แทนจากโรงเรียนอัสสัมชัญเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับและส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่าง ประเทศไทย และ สหราชอาณาจักร โดยเฉพาะการพัฒนาหลักสูตรไทยศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้เน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญของสถานเอกอัครราชทูตในการผลักดันปี พ.ศ. 2569 ให้เป็น “ปีแห่งการศึกษา (Year of Thai-UK Education Partnership)” เพื่อส่งเสริมและขยายความร่วมมือทางการศึกษาในทุกระดับระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้แสดงความยินดีในการให้การดูแลและสนับสนุนนักเรียนของโรงเรียนอัสสัมชัญที่เข้ามาศึกษาและทำกิจกรรมใน สหราชอาณาจักร อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมีแนวทางในการพัฒนา โครงการความร่วมมือทางด้านการศึกษาในอนาคต ร่วมกับโรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนในเครือมูลนิธิเซนต์คาเบรียล เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาสู่ระดับสากล
ในส่วนของโรงเรียนอัสสัมชัญ ได้มีการนำเสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพนักเรียนสู่เวทีนานาชาติ ผ่านโครงการสำคัญในปีการศึกษา 2569 ได้แก่

โครงการระยะสั้น: Summer และ October Camp

โครงการระยะกลาง: โครงการแลกเปลี่ยนระยะเวลา 1 ปี

โครงการระยะยาว: AC-UK Foundation Pathway

การเข้าพบในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโรงเรียนอัสสัมชัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางการศึกษาระดับนานาชาติ และการพัฒนานักเรียนสู่การเป็นพลเมืองโลกอย่างมีคุณภาพต่อไป

มือปราบปลากระป๋อง! ณัฐชาโร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอไม่ตรงปก

มือปราบปลากระป๋อง! ณัฐชาโร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอไม่ตรงปก

มือปราบปลากระป๋อง! ณัฐชาโร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอไม่ตรงปก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

“ณัฐชา”สวมบทมือปราบปลากระป๋อง! โร่เทพิสูจน์โชว์สื่อ เจอปลาไม่ตรงปก เหน็บ”กรมประมง”บอกเป็น”ปลานิล”ใช้ FishAI ตรวจสอบหรือไม่ ข้องใจโรงงานผลิตอยู่ในพื้นที่แพร่ระบาด”ปลาหมอคางดำ” เตรียมส่ง”นักวิจัยมหาลัย”ตรวจคู่ขนานรัฐบาล

6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับปลากระป๋อง ที่ระบุเป็นปลาแมคเคอเรล หรือปลาซาร์ดีน แต่เมื่อเปิดกระป๋องออกมากลับพบว่าเป็นปลาชนิดอื่น โดยก่อนที่จะมีการแถลง นายณัฐชา ได้นำปลากระป๋องชนิดอื่นที่สุ่มซื้อจากพื้นที่ จ.สมุทรสาคร มา 2 กระป๋อง โดยมีฉลากข้างปลากระป๋องระบุว่าเป็นปลาซาร์ดีน แต่เมื่อเทออกมาแล้วนั้นพบว่าเป็นปลาชนิดอื่น อย่างไรก็ตาม การนำปลากระป๋องมาทดลองในวันนี้ เป็นคนละยี่ห้อกับยี่ห้อที่เป็นข่าว

นายณัฐชา กล่าวว่า มีการเปิดเผยว่ามีการซื้อปลากระป๋องโดยฉลากด้านข้างระบุว่าเป็นปลาแมกเคอเรล หรือปลาซาดีน แต่เมื่อเปิดกระป๋องออกมาแล้ว เห็นเป็นปลาชนิดอื่น หากแอพพลิเคชั่นของกรมประมงใช้ได้เร็วกว่านี้ ก็คงถ่ายรูปมาแล้วจะขึ้นได้ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบและเป็นกระแสในสังคมออนไลน์ว่าปลาชนิดดังกล่าวเป็นปลาชนิดใดกันแน่ มีการตั้งคำถาม 2 ประเด็น คือ ปลานิล ซึ่งองค์ประกอบโดยรวมครบองค์ประกอบที่เป็นปลานิล หรือเป็นปลาหมอคางคำ แต่ก็ไม่สามารถดูได้ด้วยเปล่า เนื่องจากปลาในกระป๋องมีการตัดหัวออกไป ซึ่งปลานิลและปลาคางดำนั้นเป็นปลาที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน จะมีความต่างบริเวณแก้มของปลาหมอคางดำจะมีแถบสีดำขึ้นมา ถ้าตัดหัวออกผ่าท้องขายแดดเดียวก็แยกไม่ออกระหว่างปลานิลหรือปลาหมอคางดำ

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคก็ว่ากันไป ในเรื่องกระบวนการกฎหมายที่บริษัทที่ดำเนินการผลิต ผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นออกมาต้องดำเนินการ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องของสายพันธุ์ปลา ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงงานผู้ผลิตในบริเวณเหล่านั้น เป็นพื้นที่การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ตนไม่ได้บอกว่าปลาคางหมอน่ากลัว ทานไม่ได้ หรือแปรรูปไม่ได้ แต่ตนบอกว่าถ้าจะมีกระบวนการดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องปลาคางดำอย่างหนึ่งอย่างใด ควรที่จะออกประกาศให้ชัดเจนและมีมาตรการรองรับให้ชัดเจน เพราะถึงแม้จะมีกระบวนการนำหรือแอบนำไปแปรรูป ขั้นตอนขณะนี้ก็ยังผิดกฎหมายอยู่ เพราะปลาคางดำเป็นสัตว์คุ้มครองพิเศษ ห้ามโยกย้าย ห้ามแปรรูป หากไม่ได้รับการอนุญาต

นายณัฐชา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องน่ากังวล เพราะเรามีมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ แต่เราไม่มีวิธีการดำเนินการเพื่อที่ให้ปลาหมอคางดำหมดลงไป และเพราะเหตุใดบริเวณโดยรอบพื้นที่ ที่เป็นโรงงานผลิตปลากระป๋อง ยี่ห้อไหนก็แล้วแต่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่อันดับหนึ่งของการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ทั้ง จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรสงคราม ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำลำดับต้นๆ โดยไม่ได้รับการแก้ไขหรือพัฒนาปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์นี้แต่อย่างใด จนถึงเหตุการณ์พบเจอเรื่องของชนิดอื่น ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์แปรรูปของสัตว์น้ำ ควรหยิบยกขึ้นมาพูดคุย วันนี้มีการประกาศโดยกรมประมงว่าปลาชนิดนี้ได้มีการตรวจสอบผ่านกระบวนการของกรมประมงแล้ว คือปลานิล แต่มีนักวิชาการกรมประมงออกมาให้ข่าวเมื่อช่วงสายว่า การพิสูจน์ปลาหมอคางดำหรือปลานิลนั้น ยังไม่ทราบว่ากรมประมงใช้วิธีใด ในการเทียบดีเอ็นเออย่างไร แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเพราะเหตุใด ทำไมบริษัทปลากระป๋องถึงต้องใช้ปลานิลจิ๋ว หรือปลานิลขนาดเล็ก

นายณัฐชา กล่าวว่า ปลาหมอคางดำในช่วงที่มีการแพร่ระบาดและมีการกวาดล้างมีมาตรการในการกวาดรับซื้อของกรมประมง ปลาหมอคางดำที่พบเจอคือขนาดประมาณ 2 – 3 นิ้ว จึงเป็นข้อสังเกตว่าสุดท้ายแล้วรัฐไทยแก้ไขปัญหาไม่ได้ และมีการแอบหรือปกปิดกระบวนการในการทำลายปลาหมอคางดำในช่วงเวลาที่ผ่านมาหรือไม่ เราไม่นิ่งนอนใจและจะติดตามการตรวจสอบของกรมประมงว่าสุดท้ายใช้วิธีใดในการตรวจสอบดีเอ็นเอ หรือใช้แอพพลิเคชั่นล่าสุด FishAI ท่านอาจจะใช้ถ่ายปลากระป๋องอันนี้ แล้วออกมาเป็นปลานิลหรือไม่ แต่พวกเรา สส.จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะจะเกิดผลกระทบ 2 ด้าน ทางผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง ทำดีมาตลอดจะได้รับผลกระทบด้วย ต้องให้ความเป็นธรรมกับกลุ่มผู้ผลิตปลากระป๋องที่ผลิตถูกต้องตามกระบวนการ และเป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้อยู่ในพื้นที่เช่นกัน แต่วันนี้ได้รับผลกระทบแล้ว ส่วนแบรนด์ที่ไม่ได้รับมาตรฐานหรือแบรนด์ที่มีปัญหานั้น ในสื่อบอกว่าเก็บหมดแล้ว 2 กระป๋องนี้ เป็นเพียง 2 กระป๋องในหนึ่งลังที่ทาง สส.ได้ไปหาซื้อมาในร้านค้าทั่วไปในพื้นที่ และตรวจสอบพบว่ามีอีกหลายแบนที่มีการสุ่มเปิดมาแล้วเป็นเช่นนี้ จึงอยากให้เข้มงวดกวดขันมากกว่านี้

ด้าน นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าไม่เกิดความชัดเจน จะสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการที่เขาทำถูกต้อง รวมถึงภาพลักษณ์ในจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิต ทำให้ผู้บริโภคตั้งคำถามว่า จะเป็นเหมือนกันหมดหรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่เขาทำถูกต้อง และขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า เรื่องนี้ต้องเกิดการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ฉลากและของในผลิตภัณฑ์ต้องตรงกัน ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น ส่วนใครที่ทำไม่ถูกต้องก็ต้องเร่งดำเนินการจับกุมแก้ไข และใครที่ทำถูกก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา

ภายหลังการแถลงข่าว นายณัฐชา พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน ได้ตักปลากระป๋องขึ้นมาให้ผู้สื่อข่าวดูอีกครั้ง ก่อนที่ นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สส.สมุทรสงคราม พรรคประชาชน จะตักปลากระป๋องวางบนฝ่ามือ และหยิบก้างโชว์ให้ผู้สื่อข่าวได้ดูว่า ปลาในกระป๋องไม่ใช่ปลาซาร์ดีน เพราะก้างมีลักษณะใหญ่และแข็งกว่าปลาแมคเคอเรลทั่วไป ก่อนจะชิมและกล่าวว่า “ทานได้ แต่ไม่ตรงปก ข้างกระป๋องเขียนว่าปลาซาร์ดีน แต่ปลาในกระป๋องไม่เหมือนกับที่เราเคยกิน เนื้อจะนิ่มกว่าปลาซาร์ดีน หรือปลาแมคเคอเรล”

อย่างไรก็ตาม นายณัฐชา ระบุว่า จะส่งปลากระป๋องที่เหลือไปให้นักวิจัยตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นการตรวจสอบคู่ขนานกับการตรวจสอบของรัฐบาลด้วยต่อไป

ดร.สามารถ ถอดรหัสแลนด์บริดจ์! จาก เสี่ยงเจ๊ง สู่ คุ้มทุน

ดร.สามารถ ถอดรหัสแลนด์บริดจ์! จาก เสี่ยงเจ๊ง สู่ คุ้มทุน

ดร.สามารถ ถอดรหัสแลนด์บริดจ์! จาก เสี่ยงเจ๊ง สู่ คุ้มทุน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  ถอดรหัสแลนด์บริดจ์: จาก “เสี่ยงเจ๊ง” สู่ “คุ้มทุน”

ผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร “คุ้มทุน” แต่กลับขัดแย้งกับผลการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษา และสรุปว่า “ไม่คุ้มทุน”
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า… แลนด์บริดจ์จะคุ้มทุนได้จริงหรือ? จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้จริงแค่ไหน เมื่อเทียบกับการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา?

1. ประเด็นที่น่ากังขาจากผลการศึกษาของ สนข.

(1) แลนด์บริดจ์จะช่วยประหยัดเวลาได้ 4 วัน จริงหรือ?
ผลการศึกษาระบุว่า การขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์จะช่วยลดเวลาขนส่งสินค้าได้ถึง 4 วัน เมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา
แต่คำถามคือ… ได้มีการรวม “เวลาขนถ่ายสินค้า” เข้าไปแล้วหรือยัง?
เพราะในความเป็นจริง สินค้าจะถูกขนจากเรือสู่รถไฟ และ/หรือ รถบรรทุกที่ฝั่งหนึ่ง จากนั้นต้องขนส่งข้ามแผ่นดิน แล้วจึงขนถ่ายกลับขึ้นเรืออีกฝั่งหนึ่ง กระบวนการเหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา ต้องใช้แรงงาน และมีต้นทุนเพิ่มเติมทั้งสิ้น
หากนำเวลาทั้งหมดมาคำนวณอย่างครบถ้วน หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสงสัยว่า แลนด์บริดจ์อาจไม่ได้เร็วกว่าเส้นทางผ่านช่องแคบมะละกาอย่างที่กล่าวอ้าง แต่อาจใช้เวลามากกว่าด้วยซ้ำ

(2) ปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะใช้แลนด์บริดจ์ สูงเกินจริงหรือไม่?
สมมติฐานเรื่อง “ประหยัดเวลาได้ 4 วัน” นำไปสู่ข้อสรุปอีกข้อว่า จะมีเรือจำนวนมากหันมาใช้บริการท่าเรือระนองและชุมพร เพราะถ้าประหยัดเวลาได้ ก็ย่อมลดต้นทุนได้เช่นกัน
ผลการศึกษาคาดการณ์ว่าในปี 2602 หรือ 30 ปีหลังเปิดใช้บริการ (เปิดปี 2573) จะมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือทั้งสองฝั่งรวมกันถึง 19.92 ล้านตู้ (Twenty-foot Equivalent Unit หรือ TEU)
ตัวเลขนี้น่าสนใจมาก เมื่อเทียบกับท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2534 ในปี 2564 หรือ 31 ปีหลังเปิดใช้งาน ท่าเรือแหลมฉบังมีปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เพียงแค่ 8.34 ล้านตู้ TEU
นั่นหมายความว่า สนข.กำลังคาดการณ์ว่า ท่าเรือระนองและชุมพรมีปริมาณคอนเทนเนอร์มากกว่าท่าเรือแหลมฉบังถึง 139%
คำถามสำคัญคือ… การคาดการณ์นี้อยู่บนพื้นฐานที่สมเหตุสมผลหรือไม่?

(3) ผลตอบแทน “คุ้มทุน” มาจากสมมติฐานที่น่าเชื่อถือหรือไม่?
เมื่อการศึกษาคาดการณ์ว่า จะมีปริมาณสินค้าเข้ามาใช้บริการแลนด์บริดจ์จำนวนมาก ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (ประเทศและประชาชนได้รับ) และผลตอบแทนทางการเงิน (ผู้ลงทุนได้รับ) จึงออกมาสวยงาม และสรุปว่า “คุ้มทุน”
แต่หากสมมติฐานเรื่องเวลาและปริมาณสินค้าคลาดเคลื่อน ผลตอบแทนทั้งหมดก็จะเปลี่ยนไปทันที
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผลการศึกษาของ สนข.ขัดแย้งกับผลการศึกษาของ สศช. ซึ่งสรุปว่าโครงการนี้ “ไม่คุ้มทุน”

2. นักลงทุนจะเชื่อผลการศึกษานี้หรือไม่?
แม้ผลการศึกษาจะออกมาดูดี แต่คำถามสำคัญคือ นักลงทุนจะเชื่อหรือไม่? เพราะโครงการนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลกว่า 1 ล้านล้านบาท นักลงทุนระดับโลกย่อมไม่ตัดสินใจจากรายงานที่รัฐทำเพียงอย่างเดียว แต่จะทำการศึกษาของตนเองอย่างละเอียดรอบคอบ และตรงไปตรงมา หากผลการศึกษาชี้ว่าโครงการไม่คุ้มทุน เขาก็จะไม่เข้ามาลงทุน

3. ต่อให้เอกชนลงทุน… ประเทศก็ยังมีความเสี่ยง
บางคนมองว่า หากเอกชนเป็นผู้ลงทุน รัฐก็ไม่น่ากังวล เพราะไม่ใช่เงินภาษีของประชาชนโดยตรง แต่ในความเป็นจริง ประเทศยังต้องสูญเสียอีกหลายอย่าง เช่น ค่าเวนคืน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีค่ายิ่ง ซึ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว ยากที่จะแก้ไขให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้ รวมทั้งโอกาสในการใช้พื้นที่และงบประมาณกับโครงการอื่นที่จำเป็นกว่า และหากโครงการเดินหน้าไปแล้ว แต่สุดท้ายไปต่อไม่ไหวเหมือนบางโครงการในอดีต สิ่งที่อาจเหลืออยู่ก็คือ “ซากโครงการ” ที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง!

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่ “คุ้มทุนหรือไม่” แต่คือ… เราต้องการรับความเสี่ยงนั้นจริงหรือ?