เคลียรปมเรื่องแม่-วุฒิฯ ‘ไชยชนก’ฮึ่ม เตรียมปรึกษาทนายเอาผิด

เคลียรปมเรื่องแม่-วุฒิฯ ‘ไชยชนก’ฮึ่ม เตรียมปรึกษาทนายเอาผิด

เคลียรปมเรื่องแม่-วุฒิฯ ‘ไชยชนก’ฮึ่ม เตรียมปรึกษาทนายเอาผิด

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เคลียรปมเรื่องแม่-วุฒิฯ ‘ไชยชนก’ฮึ่ม เตรียมปรึกษาทนายเอาผิด คปท.บุกจี้ทวงเขากระโดง ขู่สอบจริยธรรม‘นันทนา’

ไชยชนกเปิดใจตอบทุกคำถามปมดราม่าเรื่องแม่-วุฒิการศึกษาย้ำไม่เคยปิดบัง ขอหากจะโจมตีให้พุ่งเป้ามาที่ตน อย่าโฟกัสผิดจุด เตรียมปรึกษาทนายเอาผิด แม้ไม่อยากก่อกรรมเพิ่ม ด้าน สว.จ่อยื่นสอบนันทนาหลังอภิปรายเสียดสีไชยชนก-แนนโดนเเล้ว1คดีปปช.ตั้งไต่สวนขัดจริยธรรมฯเหตุบูลลี่สว.เขียงหมู

เมื่อวันที่ 10มิถุนายน2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสโจมตีเกี่ยวกับเรื่องมารดา ว่า ตนขอชี้แจงเพียงรอบเดียว เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมที่จะดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง นายไชยชนก กล่าวว่า ความสัมพันธ์กับคุณแม่นั้น ตนทราบว่าได้หย่ากับ นายเนวิน ชิดชอบ บิดาของตน ตั้งแต่ตนอายุประมาณ 2–3ขวบ ซึ่งยังจำความอะไรไม่ได้และเมื่อจำความได้ คุณแม่กรุณา ชิดชอบ เป็นผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กจนโต ตนเคยถามเรื่องมารดาที่ให้กำเนิดกับคุณพ่อหรือไม่ ตนเคยถาม แต่เป็นคำถามที่คุณพ่อไม่สบายใจที่จะตอบ จึงไม่ได้ถามต่อถึงเหตุผลว่า ทำไมถึงเลิกรากัน โดยทราบว่าคุณแม่มีครอบครัวใหม่ และมีความสุขดี คบกันมายาวนานหลายสิบปีแล้ว ซึ่งตนไม่ได้พบหรือพูดคุยกับคุณแม่ โดยเมื่อเติบโตขึ้นก็ได้ติดตามความเป็นอยู่ของคุณแม่ ซึ่งทราบว่าไม่ได้ลำบากอะไร

ไชยชนกเปิดใจประวัติครอบครัว

ส่วนกรณีคดีปี2554 ที่ตำรวจบุกทลายบ่อนและมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับมารดาของตนนั้น ตนไม่เคยทราบมาก่อน และเพิ่งมาทราบภายหลัง ทำให้ได้รู้จักคุณแม่มากขึ้น ทั้งนี้ หากฝากอะไรถึงคุณแม่ หากได้เห็นข่าวนี้ อยากบอกว่า อดีต ปัจจุบันและอนาคตเป็นอย่างไร ขอขอบคุณที่ให้กำเนิดตนมา และเรื่องที่เป็นกระแสข่าวไม่ได้กระทบความรู้สึก ขอให้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ส่วนสื่อมวลชนที่มีจุดประสงค์จะทำลายอนาคตทางการเมืองของผม หรือดิสเครดิตผม ขอให้โฟกัสให้ถูกจุด อย่าเบี่ยงไปเรื่องอื่น เพราะคุณแม่ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ ต่างคนต่างอยู่ ต่างครอบครัวและทุกคนก็มีความสุขอยู่แล้ว

ชี้การเมืองโหดร้าย-ต้องอดทน

เมื่อถามว่า ตั้งแต่เกิดเรื่อง คุณพ่อได้ให้คำแนะนำอะไรหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องอดทน เพราะเราเป็นเป้า และเป็นเรื่องปกติ ต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อยู่ให้ได้ ที่ตนเลี่ยงการเมืองมาตั้งแต่เด็กจนโต เพราะรู้ว่าการเมืองโหดร้าย และเมื่อเข้ามาเองก็ต้องยอมรับ เชื่อมั่นในสิ่งที่คุณพ่อสอนว่า หากมีเจตนาทำดี ก็ให้ยึดมั่นและทำต่อไป

เรียนนอกไม่จบ-ทำสนามแข่งรถ   

เมื่อถามถึงกรณีวุฒิการศึกษาที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศถึง 17ปี แต่เหตุใดจึงมาจบปริญญาตรี ที่ จ.บุรีรัมย์ นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่เคยปิดบัง เคยเรียนprep school และ high school ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยมีการซ้ำชั้น มีฝึกงานและสุดท้ายจึงออกจากการเรียนเพื่อไปทำสนามแข่งรถ ทั้งที่ยังเรียนไม่จบ ทั้งหมดไม่มีสิ่งใดที่เคยปิดบัง ทั้งเรื่องครอบครัวและการศึกษา

เล็งใช้สิทธิตามกฎหมายจัดการ

เมื่อถามถึงกระแสวิจารณ์ครั้งนี้ มองว่าเป็นการ “ชกใต้เข็มขัด”หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนเป็นมือใหม่ทางการเมือง จะใต้หรือไม่ใต้ไม่ทราบ แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ตนจะไม่ทำสิ่งเหล่านั้น ยึดจุดยืนนี้ เมื่อถามว่า จะใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องตนเองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยได้มอบหมายฝ่ายกฎหมายไปดูแล หากรับได้ก็อาจไม่จำเป็นต้องดำเนินการ เพราะไม่อยากก่อกรรมเพิ่ม แต่จะขอปรึกษาทีมกฎหมายก่อน

ขู่สอบนันทนาบูลลี่ไชยชนก-แนน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ตั้งกระทู้ถามสดโครงการ TH-AI Passport ถามนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดย นายไชยชนก มอบหมายให้ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มาตอบกระทู้แทน เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยการอภิปรายของ น.ส.นันทนา ถูกวิพากวิจารณ์ว่าใช้ถ้อยคำเสียดสีนายไชยชนก และน.ส.แนน นั้น

ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวจาก สว.บางส่วนที่ไม่พอใจท่าที น.ส.นันทนา โดยเฉพาะการอภิปรายช่วงหนึ่งที่ น.ส.นันทนาระบุว่า“ขอบคุณที่ น.ส.แนน มาตอบกระทู้เรื่องนี้แทนนายไชยชนก เพราะหากนายไชยชนกมาตอบ ดิฉันคงต้องไปฝึกภาษา“ทิงลิช”มาสนทนากับนายไชยชนกและอาจจะต้องมีคนมาแปลภาษาให้คนอื่นเข้าใจอีกครั้ง ขอกระทู้ถามรัฐมนตรีช่วยเป็นภาษาคน อุ้ย !ภาษาไทยแล้วกัน”

เเหล่งข่าวจาก สว.ระบุว่า สว.บางส่วนมองว่าคำพูดเชิงเสียดสีดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การทำงานของ สว. อีกทั้งตัวของน.ส.นันทนา ถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมืองมาหลายครั้ง ที่สำคัญก่อนหน้านี้ น.ส.นันทนา มีคดีเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมถูกฟ้องร้องอยู่ด้วย และเห็นว่า สว.พยายามสร้างมาตรฐานการอภิปรายเชิงสร้างสรรค์มาตลอด สว.หลายคนได้ทำความเข้าใจตรงกันว่างานสภาฯควรดำเนินการให้เป็นแบบอย่างกับบุคคลภายนอก แต่น.ส.นันทนา มักจะสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งมาหลายครั้ง

แหล่งข่าวจาก สว.ระบุว่า ดังนั้นการอภิปรายของ น.ส.นันทนา เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีเนื้อหาเสียดสีนายไชยชนก และน.ส.แนน มีโอกาสที่ทาง สว.บางคน จะยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ตรวจสอบว่า เข้าข่ายความผิดมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่

ปปช.ไต่สวนปมสว.เขียงหมูแล้ว

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 ต.ค.68 น.ส.นันทนา ถูก มติสว.เสียงข้างมาก 130 เสียงชี้ว่า ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง และส่งให้ ปปช.ดำเนินการจากกรณีด้อยค่า นางเเดง กองมา สว.กลุ่ม10 ว่าสว.คนขายหมู มาแล้ว เเละเมื่อวันที่ 5 พ.ย.68 น.ส.นันทนายื่นคำร้องต่อป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและชี้มูลพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรม วุฒิสภา กับพวกรวม 18 คน ว่ามีการกระทำที่อาจเข้าข่ายฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้านแรงหรือไม่ กรณีสอบสวนเรื่องจริยธรรมที่มีผู้ร้องเรียน น.ส.นันทนา โดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ พ.ศ.2563 และ ระเบียบว่าด้วยการยื่นเรื่องร้องเรียน การรับเรื่องร้องเรียน การนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณา และวิธีพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา พ.ศ.2563 ซึ่งอาจเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้ได้รับโทษทางจริยธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณี น.ส.นันทนา พาดพิงนางเเดงนั้น ล่าสุดมีรายงานว่า ป.ป.ช.พิจารณาแล้วและมีมติเอกฉันท์ตั้งไต่สวนน.ส.นันทนาในกรณีนี้เเล้ว และ อีกคดีของน.ส.นันทนานั้นเกิดขึ้นช่วงต้นเดือน ส.ค.68 โดย น.ส.นันทนาและสว.อีก 20คน ถูกกล่าวหาว่า ปลอมลายมือของ สว.2ราย ประกอบด้วย นายณัชชญ์พงศ์ วงศ์มูลาลี เเละ นายเดชา นุตาลัย ส่วนพ.อ.หญิง ธณตศกร บุศราคม สว.อีกรายหนึ่งนั้น ขอถอนชื่อในการรวบรวมรายชื่อ สว.ตามมาตรา82 วรรคหนึ่งเเห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อถอดถอน136สว.สีน้ำเงิน

ตามที่ น.ส.นันทนา กับพวกระบุว่า สว.สีน้ำเงิน ฝ่าฝืนมาตรา113 เและขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ สว.จำนวนดังกล่าว ยุติปฏิบัติหน้าที่ในการลงมติเลือกกรรมการองค์กรอิสระ ซึ่งกรณีดังกล่าวต้องล้มเลิกไป แต่มีเรื่องร้องเรียนไปยังป.ป.ช.ให้ดำเนินคดีกับน.ส.นันทนา กับพวกเเล้ว ซึ่งหากข้อกล่าวหานี้พิสูจน์เเล้วมีมูล น.ส.นันทนา กับพวกอาจต้องรับโทษทางอาญาคือ ปลอมเเละใช้เอกสารทางราชการ รวมทั้งขัดมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายเเรง

ชัชชาตินำมัลลิกาที่2-อนุชาอันดับ3

ผศ.ดร.สานิตศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น”นอร์ทกรุงเทพโพล” มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งเป็นการสำรวจในรอบที่ 2 ภายหลังจากการสมัครรับเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน2569 จากจำนวน 2,391ตัวอย่าง จากกลุ่มตัวอย่างในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้งในรูปแบบของออนไลน์และการเก็บข้อมูลภาคสนาม ในประเด็น “เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร 2569” ต่อข้อคำถาม ดังนี้ ท่านติดตามข่าวสารการเมืองกรุงเทพมหานครบ่อยเพียงใด พบว่า คนกรุงเทพฯ ติดตามข่าวสารการเลือกตั้งสัปดาห์ละหลายครั้ง ร้อยละ 31.5 , นานๆ ครั้ง ร้อยละ 29.1 , ติดตามทุกวัน ร้อยละ 26.5 และไม่เคยติดตามเลย ร้อยละ 12.6

พรรคการเมืองที่ชื่นชอบและจะสนับสนุนผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พบว่า คนกรุงเทพฯ ไม่ยึดติดพรรคการเมืองโดยสนับสนุนผู้สมัครอิสระ37.0,พรรคประชาชน ร้อยละ 22.2 , พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 14.8 , พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ7.4 , กลุ่มคนทำงาน ร้อยละ3.7,กลุ่มเพื่อนมัลลิกา ร้อยละ3.7และกลุ่มกรุงเทพบินได้ ร้อยละ0.8 บุคคลที่ท่านจะสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มากที่สุด พบว่า บุคคลที่ประชาชนอยากสนับสนุนมากที่สุด 6อันดับแรก คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 69.1 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ร้อยละ 10.0 นายอนุชา บูรพชัยศรี ร้อยละ 4.0 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 3.6 นายชาญเทพ เสสะเวช ร้อยละ 1.4 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ร้อยละ 1.1ในการเลือกตั้งครั้งนี้ท่านมีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองใดเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) พบว่า การเลือกตั้ง สก.ยังคงให้ความสำคัญกับผู้สมัครอิสระ ร้อยละ 33.0 , พรรคประชาชน ร้อยละ 25.9 , พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 18.5 , พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 18.5 และอื่นๆ ร้อยละ 3.7 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ท่านมีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครสมาชิสภากรุงเทพมหานคร (สก) ในเขตของท่านอย่างไร พบว่า ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 48.1 , ยังคงเลือกผู้สมัคร สก.คนเดิม ร้อยละ 40.7 และผู้สมัครคนใหม่ ร้อยละ11.1

อนุชาเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข5และนายสมพร คงโครัด ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางบอน หมายเลข2 ลงพื้นที่หาเสียงตลาดเช้าหมู่บ้าน DK จากนั้นลงพื้นที่ร่วมกับ ดร.ฮารูนมูหมัดอาลี ผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองแขม หมายเลข 5 ที่ตลาดวัดหนองแขม โดยพ่อค้า แม่ค้า ประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยให้การต้อนรับทักทายกันอย่างเป็นกันเองและได้พูดคุยสอบถามเกี่ยวกับการหาเสียงรวมถึงนโยบายต่างๆ กับ นายอนุชา จากนั้น นายอนุชา เปิดเผยว่า ปัญหาสำคัญของประชาชนในพื้นที่เขตบางบอนและหนองแขมส่วนใหญ่ คือปัญหาน้ำท่วมขังเวลามีฝนตก ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงยาก ตลอดจนประเด็นความสะอาดและการจัดเก็บขยะที่ยังล่าช้า ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ ภายใต้การทำงานที่มุ่งเน้นความสะดวก สะอาด และความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้

สำหรับมาตรการบรรเทาอุทกภัยและน้ำทะเลหนุนหนุนสูง นายอนุชา ย้ำว่า นอกจากการลอกท่อระบายน้ำและคูคลองเป็นประจำแล้ว จำเป็นต้องมีการวางแผนระยะยาวผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำ การปรับปรุงประตูระบายน้ำให้มีความเหมาะสม ส่วนโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในอนาคต จะต้องตรวจสอบและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเตรียมพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลกรุงเทพมหานคร เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหารและอัตลักษณ์ของแต่ละเขต เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการค้าขาย

คปท.บุกจี้รบ.เร่งคืนที่เขากระโดง

เวลา 10.00น.ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาลสำนักงาน ก.พ. นายพิชิต ไชยมงคล พร้อมด้วย นายนัสเซอร์ยีหมะ แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) รวมไปถึงตัวแทนสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามคำพิพากษาคดีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งรักษามาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยปัญหาเขากระโดงไม่ใช่ข้อพิพาทด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่เป็นบททดสอบสำคัญหลักนิติรัฐ หลักธรรมาภิบาลและความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมไทยคปท.จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลที่มีผลผูกพันต่อทุกหน่วยงานของรัฐ พร้อมแก้ไขปัญหาการออกเอกสารสิทธิทับซ้อนบนที่ดินของรัฐโดยเร็ว และไม่ใช้กลไกหรือกระบวนการสอบสวนของกรมที่ดินมาอยู่เหนือคำพิพากษาของศาล

บี้นายกฯย้ายชื่อพ้นทะเบียนบ้าน

นอกจากนี้ คปท.ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีมีข้อมูลว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายไชยชนก ชิดชอบ มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านภายในพื้นที่ที่กำลังมีข้อพิพาทและอยู่ระหว่างการดำเนินการตามคำพิพากษา โดยเห็นว่าอาจก่อให้เกิดข้อสงสัยจากสังคมเกี่ยวกับความเหมาะสมทางจริยธรรมและความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐจึงเรียกร้องให้นายกฯย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านดังกล่าวโดยทันทีรวมถึงหยุดหรือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมใดๆอาจถูกมองว่าเป็นการรับรองหรือเอื้อประโยชน์ต่อการบุกรุกหรือละเมิดที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลและสถาบันทางการเมือง

ไชยชนกย้ำเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยและกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.)เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีทวงถามเกี่ยวกับเรื่องที่ดินเขากระโดงว่าตามที่ได้ศึกษาข้อมูลมาขอให้ปล่อยไปตามกระบวนการกฎหมาย ขอยืนยันเหมือนเดิมตามที่เคยบอกในเรื่องของสิทธิ์และความถูกต้อง ส่วนที่ถูกขุดขึ้นมาเป็นประเด็นเรื่องนายชัย ชิดชอบ ผมอยากให้ไปเช็กข้อมูลด้วยตัวเอง ไม่ต้องฟังจากปากผมเรื่องเนื้อที่ที่ปู่ชัยเซ็นเพราะไม่มีเอกสารสิทธิ์มีเพียง 6ไร่ ซึ่งเห็นแล้วว่าหากไม่มีเอกสารสิทธิ์ ครอบครัวของเราก็เซ็นอยู่แล้วอะไรที่ไม่มีสิทธิ์และไม่ถูกต้อง เราต้องยึดมั่นในความถูกต้องแต่พื้นที่ที่เหลือมีเอกสารสิทธิ์ เราครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย

มั่นใจปมเขากระโดงไม่เป็นจุดอ่อน

เมื่อถามว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ฟ้องในส่วนของที่ดินที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวชิดชอบหรือไม่ นายไชยชนกตอบว่าทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนกระบวนการของกฎหมาย ขอให้เป็นเรื่องของทีมฝ่ายกฎหมายมาตอบเพื่อความชัดเจนทั้งนี้นายไชยชนก มั่นใจว่าประเด็นดังกล่าวนี้จะไม่เป็นจุดอ่อนของรัฐบาล

ไม่กระทบความยั่งยืนบัตรทอง ‘เอกภพ’ จี้ สปสช. กางเกณฑ์ฮอร์โมนยืนยันเพศให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ

ไม่กระทบความยั่งยืนบัตรทอง 'เอกภพ' จี้ สปสช. กางเกณฑ์ฮอร์โมนยืนยันเพศให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ

ไม่กระทบความยั่งยืนบัตรทอง ‘เอกภพ’ จี้ สปสช. กางเกณฑ์ฮอร์โมนยืนยันเพศให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.03 น.

“เอกภพ ปชน.” ชี้สิทธิ “ฮอร์โมนยืนยันเพศ” ไม่กระทบความยั่งยืนระบบบัตรทอง แนะ สปสช. กางเกณฑ์พิจารณาให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ เพิ่มความโปร่งใส

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตจากสังคมเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญของชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ท่ามกลางงบประมาณที่จำกัด โดยเฉพาะประเด็นสิทธิการรับฮอร์โมนยืนยันเพศ โดยระบุว่า สิทธิฮอร์โมนยืนยันเพศไม่ใช่คู่ตรงข้ามกับความยั่งยืนของกองทุนฯ หากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สามารถยืนยันได้ว่าการจัดบริการดังกล่าวในวันนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในอนาคตได้ ทั้งนี้ ตนมองว่าประเทศไทยควรจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอสำหรับสถานพยาบาลทั้งบริการผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก พร้อมทั้งลงทุนเพิ่มในบริการสุขภาพปฐมภูมิสำหรับประชากรทุกคน รวมถึงการจัดบริการเฉพาะสำหรับกลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นตาข่ายรองรับความเปราะบางที่ประชาชนทุกคนสมควรได้รับ

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

นายเอกภพ กล่าวต่อไปว่า งบประมาณที่กระทรวงการคลังต้องจัดสรรเพิ่มสำหรับสิทธิการรับฮอร์โมนยืนยันเพศนั้นไม่ได้สูงเกินไป เมื่อเทียบกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับประเทศให้บรรลุมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อย่างไรก็ตาม เพื่อความสบายใจและลดข้อกังขาของประชาชน ตนเห็นว่าสังคมควรได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจจากคณะอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์และระบบบริการ (UCBP) อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากรที่ได้รับผลกระทบ ความรุนแรงของปัญหาสุขภาพ ประสิทธิผลของบริการหรือเทคโนโลยี ความแตกต่างของชุดสิทธิประโยชน์ระหว่างระบบบัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ผลกระทบทางเศรษฐกิจของครัวเรือน ตลอดจนประเด็นด้านความเป็นธรรมและจริยธรรม รวมทั้งต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่ามีชุดสิทธิประโยชน์ใดบ้างที่เป็นคู่แข่งในการพิจารณา และเพราะเหตุใดชุดสิทธิประโยชน์ฮอร์โมนยืนยันเพศจึงได้รับการพิจารณาให้ผ่านเกณฑ์

ในวันพรุ่งนี้ (11 มิถุนายน) ตัวแทนจาก สปสช. จะเดินทางเข้ามาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งนายเอกภพ ยืนยันว่า จะเข้าร่วมซักถามเพื่อขอทราบรายละเอียดเชิงลึกในการพิจารณาจัดสรรสิทธิฮอร์โมนยืนยันเพศของคณะอนุกรรมการฯ เพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้น อันจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจตัด ลด หรือเพิ่มชุดสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างโปร่งใส พร้อมทิ้งท้ายว่า ตนสนับสนุนให้กองทุน สปสช. กองทุนสุขภาพอื่นๆ ตลอดจนประชาชนในฐานะเจ้าของกองทุน มีมุมมองร่วมกันว่าเรื่องสุขภาพไม่ใช่เพียงแค่การรักษาตัวในโรงพยาบาลโดยแพทย์และพยาบาลเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความอยู่ดีมีสุขของทุกคนภายใต้ระบบสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งพรรคประชาชนจะร่วมผลักดันระบบสุขภาพในมิตินี้ต่อไป

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

มั่นใจไม่เจอทางตัน! ดีเอสไอ ลุยสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ชี้มติอนุ กกต.อุ้ม 229 ราย ไร้ผล

มั่นใจไม่เจอทางตัน!  ดีเอสไอ ลุยสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ชี้มติอนุ กกต.อุ้ม 229 ราย ไร้ผล

มั่นใจไม่เจอทางตัน! ดีเอสไอ ลุยสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ชี้มติอนุ กกต.อุ้ม 229 ราย ไร้ผล

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.56 น.

‘DSI’ มั่นใจไม่เจอทางตัน”คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.” ระบุแม้รอมติบอร์ด กกต. “สำนวนคดีฮั้ว สว.”ยกหมดหรือฟ้อง 229 ราย เข้าประกอบสำนวน อาจมีผลต่อสำนวนดีเอสไอจริง แต่จะเน้นชูหลักฐานเส้นทางการเงิน 

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 12 มี.ค.69 ปรากฏรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุถึงความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยว ข้องอีกจำนวน 91 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดี ส่วนอีก 2 มติ เห็นควรให้ชี้มูล 134 รายในกลุ่ม สว.ปัจจุบัน 138 ราย ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้ยืนยันว่าความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ได้เริ่มการพิจารณาครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.69 และจะมีการประชุมร่วมกันทุกวันจันทร์ (กรอบประชุมทั้งหมด 12 ครั้ง) ขณะที่สำนวนคดีความผิดอาญาที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ได้ถูกตีกลับสำนวนจากอัยการคดีพิเศษ หลังสั่งฟ้องผู้ต้องหาล็อตแรก จำนวน 8 ราย ประกอบด้วย สว.ตัวจริง 2 ราย และอีก 6 ราย เป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองดัง โดยอัยการคดีพิเศษได้สั่งการสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วน และให้รวบรวมข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ที่สืบสวนสอบสวนคณะบุคคล 7 กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. เข้าสู่สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอด้วยนั้น 

ล่าสุด รายงานข่าวจากกรมสอบ สวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่า ปัจจุบันคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่น ๆ ให้นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วย ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ จะถูกส่งไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต.ในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ในการสอบ สวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้วเพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็มีความจำเป็นต้องรอผลการมีมติของคณะกรรมการ กกต. ที่จะพิจารณาว่าเห็นควร หรือไม่เห็นควรที่จะดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะการมีมติก็จะต้องมีการยกเหตุผลประกอบการพิจารณา ดังนั้น ความเห็นพิจารณาภายในคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดไม่ว่าจะมีผลอย่างไร ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จะต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เช่นกัน จึงยืนยันว่าระหว่างนี้การสอบสวนยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทางคณะพนักงานสอบสวนได้มีการประชุมหารือร่วมกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อรายงานความคืบหน้าคดีระหว่างกันทั้งสองหน่วยงาน เช่น ได้ดำเนินการสอบปากคำพยานรายใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนมาก่อน เป็นต้น ไม่ได้เจอทางตันแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอยังไม่สามารถสรุปไปได้เลยทันที โดยจะต้องนำผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต.มาพิพิจารณาประกอบด้วย เช่น หากมติของคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดแล้วมีความเห็นพ้องกันว่าทั้ง 229 ราย ไม่มีความผิดในเรื่องการฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ประเด็นนี้ก็อาจจะมีผลในเรื่องของข้อพิจารณาสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงินของดีเอสไอได้ เพราะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ก็ถือเป็นคดีมูลฐานไปแล้ว ฉะนั้น การจะมีความเห็นสั่งคดีของคณะพนักงานสอบสวนก็ต้องมีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเป็นหลัก จากนั้นก็เป็นขั้นตอนของพนักงานอัยการคดีพิเศษ ที่จะตรวจสอบสำนวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต่อไป ตามที่เคยมองว่าขาดข้อสมบูรณ์ของคน 7 กลุ่ม ว่าครบถ้วนหรือไม่ตามที่ได้มีคำสั่งให้ไปสอบสวนเพิ่มเติมก่อนหน้านี้

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุด้วยว่า ต้องยอมรับว่าในการตรวจสอบเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งต่าง ๆ ที่ผ่านมา กฎหมายของการเลือกตั้งที่เป็นความรับผิดชอบของ กกต. ก็ค่อนข้างมีความเข้มข้นไม่ต่างจากคดีอาญาที่พนัก งานสอบสวนทำ ซึ่งหาก กกต. มีการสืบสวนไต่สวนแล้วพบว่ามีการกระทำ ความผิดของรายใดในกฎหมายเลือกตั้ง ทาง กกต.ก็จะมีแนวทางการดำเนินการเป็นตัวอย่างมาก่อนแล้ว

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุอีกว่า ส่วนท้ายสุดแล้วสำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงินของดีเอสไอจะมีความเห็นทางคดีเหมือน สอดคล้อง หรือแตกต่างกับมติของคณะกรรมการ กกต. คงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะดีเอสไอมีหน้าที่ต้องนำเอาผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. มาประกอบดูในสำนวนคดีอาญาตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ และก็ไม่ใช่ประเด็นในเรื่องของลำดับศักดิ์กฎหมายการเลือกตั้ง ที่จะมีผลต่อกฎหมายคดีอาญาแต่อย่างใด เพราะดีเอสไอจะรับผิดชอบเรื่องโทษทางอาญา ขณะที่ กกต.จะรับผิดชอบโทษตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งมันก็เป็นกฎหมายคนละฉบับ อีกทั้งดีเอสไอยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถใช้พิจารณาร่วมได้ ซึ่งจะไม่เป็นการซ้ำซ้อนในเรื่องของอำนาจหน้าที่ระหว่างสองหน่วยงาน แต่เพียงแค่ว่าพยานหลักฐานบางรายการอาจต้องใช้ร่วมกัน ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือดีเอสไอเองก็ต้องนำความเห็นผลพิจารณาของบอร์ดคณะกรรมการ กกต. มาพิจารณาประกอบในสำนวน

สค.1 ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เด็ดขาด! ’ทนายคดีเขากระโดง’ ออกโรงชี้ ‘รฟท.’ ไม่จำเป็นต้องถือ ‘สค. 1’

สค.1 ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เด็ดขาด! ’ทนายคดีเขากระโดง’ ออกโรงชี้ ‘รฟท.’ ไม่จำเป็นต้องถือ ‘สค. 1’

สค.1 ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เด็ดขาด! ’ทนายคดีเขากระโดง’ ออกโรงชี้ ‘รฟท.’ ไม่จำเป็นต้องถือ ‘สค. 1’

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.30 น.

สค.1 ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เด็ดขาด! ’ทนายคดีเขากระโดง’ ออกโรงชี้ ‘รฟท.’ ไม่จำเป็นต้องถือ ‘สค. 1’ หรือ ‘โฉนด’ เหมือน ‘เอกชน’ สามารถอ้างสิทธิตามกฎหมายเฉพาะในฐานะ ‘หน่วยงานรัฐ’ ได้ ย้ำ ‘รถไฟ’ ต้องพิสูจน์สิทธิในที่ดินด้วยหลักฐานทางกฎหมายประกอบอื่นให้ครบถ้วน

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ   ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า มีประเด็นน่าสนใจ เกี่ยวกับเอกสารที่ปรากฏในสื่อหลายสำนัก ในหลายช่องทาง คือ สค.1 หรือหนังสือแจ้งการครอบครองที่ดิน ของ รฟท. เพื่อเป็นความรู้และความเข้าใจของ ผู้สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจะให้ความเห็นจากภาพ ส.ค.1 ที่ปรากฎ โดยไม่ด่วนสรุปว่าเอกสารจริงหรือเท็จ พบประเด็น ที่จะข้อสังเกตไว้หลายประการ คือ

ประการแรก เอกสารฉบับนี้เป็นเพียง ส.ค.1 หรือแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน มิใช่เอกสารสิทธิ และมิใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ การมี ส.ค.1 จึงพิสูจน์ได้เพียงว่ามีการ “แจ้ง” ต่อทางราชการในวันเวลานั้นว่าผู้แจ้งอ้างว่าครอบครองที่ดินอยู่เท่านั้น แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่ามีสิทธิครอบครองจริง หรือเป็นเจ้าของที่ดินจริง

ประการที่สอง หากพิจารณาจากตัวเอกสารเอง จะเห็นว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยแจ้งครอบครองที่ดินเป็นเนื้อที่ประมาณ 5,083 ไร่ โดยระบุลักษณะที่ดินว่าเป็น “ทางรถไฟ” แต่คำถามสำคัญคือ การรถไฟครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมดจริงหรือไม่ในวันที่แจ้ง   เพราะเจตนารมณ์ของ ส.ค.1 ตามกฎหมายที่ดิน มุ่งหมายให้ผู้ที่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาแจ้งการครอบครอง มิใช่เพียงแจ้งอ้างสิทธิในพื้นที่กว้างขวางโดยยังไม่มีการใช้ประโยชน์จริงทุกส่วน

ประการที่สาม ในช่องสาเหตุการได้มา มีการอ้างถึง “พระราชกฤษฎีกา” แต่จากเอกสารที่ปรากฏไม่ได้ระบุรายละเอียดของพระราชกฤษฎีกาฉบับใด วันเดือนปีใด หรือประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มใด ซึ่งหากจะใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนสิทธิในที่ดิน ย่อมควรสามารถตรวจสอบที่มาของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

ประการที่สี่ แม้การรถไฟจะยื่น ส.ค.1 ได้ แต่ในทางกฎหมาย การยื่น ส.ค.1 ไม่ได้ทำให้การรถไฟมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป การแจ้งการครอบครองเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์สิทธิเท่านั้น
มีประเด็นชวนคุยต่อไปว่า “เหตุใดการรถไฟจึงไม่สามารถขอออกเอกสารสิทธิได้เหมือนประชาชน”

คำตอบอยู่ที่หลักฐานพิสูจน์สิทธิที่การรถไฟอ้าง

หากการรถไฟอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็น “ที่ดินของรัฐ” หรือ “ที่ดินหวงห้ามเพื่อกิจการรถไฟ” ตามกฎหมายเฉพาะ การรถไฟก็ไม่จำเป็นต้องขอออกโฉนดเหมือนเอกชน เพราะโฉนดเป็นหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดินสำหรับเอกชนเป็นหลัก

แต่ในทางกลับกัน เมื่อการรถไฟไม่ถือโฉนดหรือเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน การรถไฟก็ต้องพิสูจน์สิทธิของตนด้วยหลักฐานประเภทอื่น เช่น  กฎหมายที่ให้อำนาจได้มา ,พระราชกฤษฎีกา ,ประกาศกำหนดเขต ,แผนที่ที่กฎหมายรับรอง ,หลักฐานการเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์  และ หลักฐานการกันเขตที่ดินอย่างชัดเจน

ดังนั้น ปัญหาสำคัญของคดีเขากระโดงจึงไม่ใช่ว่าการรถไฟมีหรือไม่มี ส.ค.1 แต่เป็นว่า การรถไฟสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า พื้นที่ที่อ้างถึง 5,083 ไร่นั้น มีขอบเขตอยู่ตรงไหน ครอบคลุมถึงที่ดินแต่ละแปลงที่ประชาชนถือโฉนดอยู่จริงหรือไม่ และมีหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอจะลบล้างเอกสารสิทธิที่รัฐออกให้ประชาชนในอดีตได้หรือไม่

กล่าวโดยสรุป ส.ค.1 ฉบับนี้เป็นเพียงหลักฐานว่าการรถไฟเคยแจ้งการครอบครองพื้นที่ไว้ในปี 2498 แต่ยังไม่ใช่หลักฐานเด็ดขาดของกรรมสิทธิ์ และยังไม่ใช่หลักฐานที่พิสูจน์โดยตัวเองว่าที่ดินทุกแปลงในพื้นที่ 5,083 ไร่เป็นของการรถไฟทั้งหมด เพราะยังต้องพิสูจน์แนวเขตและสิทธิในที่ดินตามหลักฐานอื่นประกอบอีกหลายส่วน    ความเห็นนี้ว่ากันตามเนื้อผ้า ไม่มีอคติ นะครับ แต่อาจขัดใจ

‘ปิยะรัฐชย์’ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

'ปิยะรัฐชย์'ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

‘ปิยะรัฐชย์’ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.20 น.

‘ปิยะรัฐชย์’ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เสนอให้เกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

10 มิถุนายน 69 นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยุคบัจจุบันข้อมูลมีความสำคัญ ใครเข้าถึงข้อมูลได้เร็ว วางแผนได้ดี มีโอกาสลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เบื้องต้นจึงได้รวบรวม  10 Application & Website สำหรับเกษตรกรที่ใช้ได้ตั้งแต่ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูล ติดตามมาตรการภาครัฐ, บันทึกข้อมูลแปลงและกิจกรรมการเกษตร, ดูคำแนะนำเรื่องดิน-ปุ๋ย ไปจนถึงหาช่องทางซื้อขายสินค้าเกษตรและเข้าถึงแหล่งพันธุ์พืชที่น่าเชื่อถือ

‘บางตัวเป็นแอป บางตัวเป็นเว็บไซต์เลือกใช้ให้ตรงกับงานของตัวเองได้เลย อีกทั้งยุคนี้ข้อมูลสำคัญมาก ใครเข้าถึงข้อมูลได้เร็ว วางแผนได้ดี ก็มีโอกาสลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และทำเกษตรได้อย่างมั่นคงขึ้น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระบุ และว่าอยากให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่อยู่ในมือเกษตรกรทุกคนใช้ให้เป็น ใช้ให้คุ้ม เพื่อให้ภาคเกษตรไทยเดินหน้าได้เต็มประสิทธิภาพ

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

DIPROM โชว์ผลสำเร็จเกษตรแม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับเกษตรไทยสู่ตลาดโลก
 
กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ร่วมกับสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม (DPAI) แสดงผลสำเร็จของกิจกรรมพัฒนาเกษตรแม่นยำด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ภายใต้โครงการยกระดับสินค้าเกษตรสู่เกษตรอุตสาหกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 6 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เมื่อเช้าวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พร้อมแสดงความยินดีและมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 47 กิจการ รวมถึงประกาศกิจการต้นแบบ (Success Case) จำนวน 6 กิจการ ที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและระบบเกษตรแม่นยำจนเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวศศิวิมล สุทธิเลิศ ผู้อำนวยการกองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการเกษตรสูง และมีผลผลิตที่นำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้อีกมาก แต่การทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่อาศัยความเคยชินและประสบการณ์เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอต่อความท้าทายของโลกยุคใหม่ กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมจึงผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอวกาศเข้ามาช่วยยกระดับภาคการเกษตรให้มีความแม่นยำมากขึ้น สามารถตรวจสอบย้อนกลับและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

“โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมเริ่มแรก 19 กิจการ และจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ในปี 2569 มีผู้ประกอบการและเกษตรกรเข้าร่วมเพิ่มเป็น 47 กิจการ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความเชื่อมั่นต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาภาคเกษตรของไทย” นางสาวศศิวิมลกล่าว

สำหรับพืชเศรษฐกิจที่เลือกเข้าร่วมโครงการในระยะแรก ได้แก่ มะพร้าว ซึ่งเป็นพืชที่เคยเผชิญปัญหาราคาตกต่ำและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก จากการนำระบบเกษตรแม่นยำเข้ามาช่วยบริหารจัดการการผลิต ทำให้สามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้าได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการส่งเสริมการผลิตโกโก้ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง และในอนาคตมีแผนขยายผลไปสู่พืชเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ เช่น ทุเรียนและผลไม้ไทยเพื่อการส่งออก

นางสาวศศิวิมล กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้บริบทของโลกที่กำลังเผชิญความผันผวน จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมจากตลาดโลก เทคโนโลยีอวกาศจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบการผลิตที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยผลผลิตจากผู้เข้าร่วมโครงการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต รวมถึงสามารถยืนยันได้ว่าพื้นที่เพาะปลูก ไม่ได้รุกล้ำพื้นที่ป่าไม้หรือสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคและตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน

“แม้เทคโนโลยีจะดูเป็นเรื่องซับซ้อน แต่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีเป้าหมายทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย โดยมีผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้เกษตรกร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สามารถนำข้อมูลและเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ได้จริง จากเดิมที่อาศัยการคาดเดา ก็เปลี่ยนมาใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นางสาวศศิวิมลกล่าว

ด้าน นายกำพล โชคสุนทสุทธิ์ นายกสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม กล่าวว่า หัวใจสำคัญของกิจกรรมในครั้งนี้ คือ การนำเทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่ง (Remote Sensing) และข้อมูลจากอวกาศมาช่วยให้เกษตรกร มองเห็นสถานการณ์ในแปลงเกษตรได้อย่างละเอียดและแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหาเกิดขึ้นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก่อน

“ในอดีตเกษตรกรจำนวนมาก ใช้ประสบการณ์เป็นหลักในการเพาะปลูก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่า แต่โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งสภาพอากาศ โรคพืช ต้นทุนการผลิต และความต้องการของตลาด การตัดสินใจโดยอาศัยความรู้สึกเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่งจะช่วยให้เรารู้ล่วงหน้าว่า พื้นที่ใดเริ่มขาดน้ำ พืชเริ่มเครียด มีความเสี่ยงเกิดโรค หรือใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย” นายกำพลกล่าว

นายกำพลอธิบายเพิ่มเติมว่า หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของระบบเกษตรแม่นยำ คือ Smart Dashboard ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลจากดาวเทียม เซนเซอร์ IoT ข้อมูลสภาพอากาศ และข้อมูลภาคสนาม ก่อนนำมาวิเคราะห์และแสดงผลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เกษตรกรสามารถติดตามสุขภาพพืช ความชื้นในดิน ความเสี่ยงของโรคพืช และแนวโน้มสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ผ่านอุปกรณ์มือถือ ช่วยให้วางแผนการผลิตและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากการดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการและเกษตรกรในหลายพื้นที่ พบว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่งและข้อมูลดาวเทียม สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 10-30% โดยเฉพาะต้นทุนน้ำ ปุ๋ย และปัจจัยการผลิตต่างๆ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ประมาณ 15-25% เนื่องจากสามารถดูแลพืชได้ตรงจุดมากขึ้น ลดความเสียหายจากโรคพืชและสภาพอากาศ รวมถึงยกระดับคุณภาพผลผลิตให้มีความสม่ำเสมอและตอบโจทย์ตลาดคุณภาพสูงได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เทคโนโลยีอวกาศยังช่วยให้สามารถติดตามและประเมินสถานการณ์ภัยแล้ง น้ำท่วม และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนรับมือและบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ลดการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น และลดผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว

“สิ่งสำคัญที่สุดในอนาคต คือการปรับวิธีคิดจากการทำเกษตรตามความเคยชิน มาเป็นการทำเกษตรที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีประกอบการตัดสินใจ เพราะตลาดโลกไม่ได้ต้องการเพียงผลผลิตจำนวนมาก แต่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบที่มาได้ เทคโนโลยีอวกาศจึงไม่ใช่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว” นายกำพลกล่าว

นางสาวศศิวิมล กล่าวปิดท้ายว่า กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมมุ่งส่งเสริมให้ภาคการเกษตรไทยสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่การยกระดับคุณภาพการผลิตในระดับต้นน้ำ เพราะเมื่อได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ก็จะสามารถส่งต่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและมีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก พร้อมขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และข้อมูลที่ตรวจสอบได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต

ไทยเบฟ โชว์ศักยภาพความแข็งแกร่งผู้นำอาเซียน พร้อมขยายเครือข่ายการค้าสู่เวทีโลก ดึงนักลงทุนนานาชาติเข้าเจรจาธุรกิจคึกคัก ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026

ไทยเบฟ โชว์ศักยภาพความแข็งแกร่งผู้นำอาเซียน พร้อมขยายเครือข่ายการค้าสู่เวทีโลก ดึงนักลงทุนนานาชาติเข้าเจรจาธุรกิจคึกคัก ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026

ไทยเบฟ โชว์ศักยภาพความแข็งแกร่งผู้นำอาเซียน พร้อมขยายเครือข่ายการค้าสู่เวทีโลก ดึงนักลงทุนนานาชาติเข้าเจรจาธุรกิจคึกคัก ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.46 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) ร่วมจัดแสดงบูทในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 บูทไทยเบฟได้รับความสนใจจากนักลงทุน ผู้ประกอบการ พันธมิตรทางธุรกิจและสื่อมวลชนจากทั้งในและต่างประเทศที่เข้าเยี่ยมชมบูทและร่วมเจรจาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องดื่มและอาหาร จาก 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจสุรา กลุ่มธุรกิจเบียร์ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และกลุ่มธุรกิจอาหาร พร้อมเปิดโอกาสในการเจรจาทางธุรกิจและให้ผู้ชมบูทได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมที่ทางแบรนด์สรรสร้างความหลากหลายมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกช่วงวัย ตอกย้ำศักยภาพความแข็งแกร่งของผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารครบวงจรที่มั่นคง และยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียน (Stable and Sustainable ASEAN Leader)

ตลอดการจัดงาน ไทยเบฟได้รับเกียรติจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมด้วย ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กลินท์ สารสิน ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อีกทั้ง ฌอน เค. โอนีล (Mr. Sean K. O’Neill) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พร้อมด้วย อดัม แบรนสัน (Mr. Adam Branson) อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร รวมถึงคณะนักลงทุนและผู้แทนภาคธุรกิจจากประเทศต่าง ๆ เยี่ยมชมบูทไทยเบฟอย่างต่อเนื่อง โดยมีคณะผู้บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ

กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์

กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เดินหน้าขับเคลื่อนผ่านการขับเคลื่อนนวัตกรรมสินค้า การสร้างสรรค์รสชาติใหม่ พร้อมแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคครบทุกมิติ

“โออิชิ กรีนที” ชาพร้อมดื่มเบอร์ 1 ของไทย ยังคงเดินหน้าสร้างสีสันให้ตลาดชาเขียวด้วยการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตอบรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ชาเขียวสไตล์ญี่ปุ่นที่ครองใจคนไทยอย่างต่อเนื่อง การันตีความแข็งแกร่งด้วยรางวัล “Thailand’s Most Admired Brand” ต่อเนื่องยาวนาน 15 ปี ภายในงาน “โออิชิ กรีนที” นำเสนอผลิตภัณฑ์ยอดนิยมอย่าง รสฮันนี่เลมอน, ต้นตำรับ, องุ่นเคียวโฮและโออิชิ ไอซ์ เลมอนที พร้อมทั้งรสชาติใหม่ที่ผสานความหอมสดชื่นของผลไม้เข้ากับชาเขียวได้อย่างลงตัว ได้แก่ โมโมะพีช, ทรอปิคอล บลิส, ไวท์สตรอว์เบอร์รี่ และ นาชิ แพร์  รวมถึงชาพร้อมดื่มอัดลมรสใหม่ “โออิชิ ชาคูลล์ซ่า” พีชชี่ ป๊อบ ชาเขียวโซดากลิ่นพีชที่เติมความซ่าและความสนุกให้ทุกโมเมนต์ อีกหนึ่งไฮไลต์ คือความร่วมมือกับ Magnolia ภายใต้ F&N เปิดตัว “Oishi Icy Jell-To รสชาเขียวน้ำผึ้งมะนาว” ไอศกรีมรูปแบบใหม่ที่ต่อยอดจากชาเขียวรสชาติยอดนิยมของโออิชิ สู่ประสบการณ์ความอร่อยแบบ “กัดได้ เคี้ยวได้” มอบความสดชื่นแบบคูณสองในทุกคำ

“คริสตัล” ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดน้ำดื่มคุณภาพของไทย ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยในทุกหยด ผ่านการใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การบรรจุ ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากล โดยได้รับการรับรองจากองค์กรชั้นนำทั้ง NSF International, ISO 22000 และ FSSC 22000 รวมถึงรางวัล อย.ควอลิตี้ อวอร์ด สะท้อนความเชื่อมั่นในฐานะแบรนด์น้ำดื่มคุณภาพที่คนไทยไว้วางใจมาอย่างยาวนาน ควบคู่กับการเดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด Sustainability ผ่านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกอย่าง “Tethered Caps” หรือ “ฝาติดขวด ฝารักขวดของคนรักษ์โลก” ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและเพิ่มประสิทธิภาพในการรีไซเคิล ภายใต้แนวคิด “คริสตัล เซฟพื้นที่สีฟ้า” สะท้อนพันธกิจของแบรนด์ในการดูแลทั้งคุณภาพชีวิตผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม พร้อมยืนหยัดเคียงข้างคนไทยมากว่า 30 ปี

“เอส” เครื่องดื่มอัดลมของ Gen Z เดินหน้าสร้างสีสันให้ตลาดน้ำอัดลมด้วยการเปิดตัว “est Shoot Salty Lemonade” (เอส ชูท ซอลตี้ เลมอนเนด) น้ำอัดลมรสเลมอนผสมซอลตี้ที่ให้รสชาติเปรี้ยวซ่า กลมกล่อม น้ำตาลน้อย พร้อมเครื่องหมายทางเลือกเพื่อสุขภาพ และเสริมวิตามินบีคอมเพล็กซ์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สายแอคทีฟ อีกทั้ง “est Glow Edition” น้ำอัดลม เรืองแสง 4 สี 4 รสชาติที่ผสานรสผลไม้หลากหลาย สะท้อนความสนุก กล้า และความเป็นตัวเองได้แก่ “est Electric Green” รสแอปเปิ้ลผสมกีวี, “est Sigma Blue” รสมิกซ์เบอร์รี่ผสมพีซ, “est Pinky Winky” รสพีชและกลิ่นดอกซากุระ และ “est Flashy Yellow” รสแคนตาลูปผสมสาลี่หิมะนอกจากนี้ เอส ยังเปิดตัว “เอส ขนาด 10 บาท” ขนาด 359 มล. ครอบคลุมทั้งกลุ่มโคล่า น้ำอัดลมสี และรสชาติใหม่ “est Shoot Salty Lemonade” เพื่อขยายการเข้าถึงและเพิ่มความคุ้มค่าให้ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

“100 PLUS” แบรนด์เครื่องดื่มเกลือแร่ยอดนิยม เดินหน้าต่อยอดนวัตกรรมเครื่องดื่มเพื่อตอบรับเทรนด์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจทั้งสุขภาพ ความแอคทีฟ และการดูแลร่างกายในทุกวัน ด้วยการเปิดตัว “100PLUS PRO” สูตรใหม่ เครื่องดื่มรีเฟรชความสดชื่นที่ผสานโปรตีนในรูปแบบใส มีวิตามิน B3, B6, B12 และ BCAAs ชูจุดเด่นด้านการช่วยฟื้นคืนกล้ามเนื้อ 

กลุ่มธุรกิจอาหาร

สำหรับกลุ่มธุรกิจอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมทาน ภายใต้แบรนด์ “โออิชิ อีทโตะ” (OISHI EATO) มุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมอาหารคุณภาพ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาทั้งความอร่อย ความสะดวก และคุณค่าทางโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพ ผ่านการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง อาทิ “โออิชิ อีทโตะ แซนวิชไส้เบคอนหมูซอสยากินิกุ” ผลงานความร่วมมือกับ เชฟบิ๊ก – อรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล ท็อปเชฟ ประเทศไทย 2023 ที่ได้รับการตอบเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค และล่าสุดกับ “โออิชิ อีทโตะ แซนวิชไส้ชีสซี่เบคอนสลัดไข่” รสชาติยอดนิยมที่กลับมาตามเสียงเรียกร้อง หลังได้รับกระแสตอบรับที่ดีในปีที่ผ่านมา พร้อมวางจำหน่ายแล้วที่ เซเว่น อีเลฟเว่น ตั้งแต่วันนี้จนถึง 21 กันยายน 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

ขณะเดียวกัน ยังคงเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศเชิงรุก ภายใต้แบรนด์ “โอโยชิ อีทโตะ” (OYOSHI EATO) ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์รสชาติแบบเอเชียนอินสไปร์สู่ตลาดโลก
โดยไฮไลต์สำคัญในปีนี้ คือ “โอโยชิ อีทโตะ มินิ พัฟเฟลตส์” ขนมแป้งทอดกรอบไส้หวานในรูปแบบสแน็กพรีเมียมที่นำเสนอเสน่ห์ของผลไม้ไทยและเมนูขนมหวานไทยยอดนิยม พร้อมเปิดตัว 4 รสชาติใหม่ ได้แก่ มะม่วง ข้าวเหนียวมะม่วง ทุเรียน และข้าวเหนียวทุเรียน เพื่อตอบรับผู้บริโภคต่างชาติที่ชื่นชอบรสชาติแบบไทย ๆ  นอกจากนี้ ยังมุ่งขยายการเติบโตในตลาดยุโรป สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายฐานลูกค้าใหม่และเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ทั้ง “โออิชิ อีทโตะ มินิ พัฟเฟลตส์” ข้างต้น และ “โอโยชิ อีทโตะ เกี๊ยวซ่า สยาม เอสเซ็นซ์” ที่นำเสนอรสชาติอาหารไทยยอดนิยมในรูปแบบเกี๊ยวซ่าสไตล์ญี่ปุ่น รวมถึงกลุ่มเกี๊ยวซ่าต้นตำรับญี่ปุ่น ซึ่งยังคงได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ สะท้อนศักยภาพของแบรนด์อาหารไทยที่เติบโตสู่ตลาดระดับสากลอย่างแข็งแกร่ง

การเข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ของไทยเบฟครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารของภูมิภาคอาเซียน แต่ยังตอกย้ำบทบาทของภาคเอกชนไทยในการร่วมผลักดันอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเวทีการค้าของโลกอย่างยั่งยืน

แคนนอน นำพนักงานจิตอาสาส่งต่อรอยยิ้มต้อนรับเปิดเทอม สานต่อ ‘Canon Volunteer ครั้งที่ 45’ เพื่อเยาวชนพื้นที่ห่างไกล

แคนนอน นำพนักงานจิตอาสาส่งต่อรอยยิ้มต้อนรับเปิดเทอม  สานต่อ ‘Canon Volunteer ครั้งที่ 45’ เพื่อเยาวชนพื้นที่ห่างไกล

แคนนอน นำพนักงานจิตอาสาส่งต่อรอยยิ้มต้อนรับเปิดเทอม สานต่อ ‘Canon Volunteer ครั้งที่ 45’ เพื่อเยาวชนพื้นที่ห่างไกล

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.29 น.

บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลอิมเมจจิ้งระดับโลก นำทีมพนักงานจิตอาสาแคนนอนพร้อมสมาชิกในครอบครัวรวม 53 คน สานต่อโครงการเพื่อสังคม “Canon Volunteer ครั้งที่ 45” ลงพื้นที่ปรับปรุงภูมิทัศน์โรงเรียนบ้านช่องตะเคียน (ละเอียดวารีอุปถัมภ์) ตำบลพระอาจารย์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกล เปิดภาคเรียนใหม่ในปีการศึกษา 2569 นี้

พงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและ CSR บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด

นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและ CSR บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “แคนนอน ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนโรงเรียนรัฐบาลขนาดเล็กในชุมชนห่างไกล เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคนมีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น เพราะเยาวชนคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ และการพัฒนาเยาวชนที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการศึกษาที่มีคุณภาพ ภายใต้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้ออำนวย ซึ่งช่วงเปิดภาคเรียนแรกของแต่ละปีถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของนักเรียนในทุกระดับชั้น  และครั้งนี้ แคนนอน ได้จัดกิจกรรมอมรบเชิงปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย และความปลอดภัย ที่เน้น “สนุก-เข้าใจง่าย-ทำได้จริง” เพื่อเพิ่มความรู้นอกตำรา และเสริมทักษะชีวิตให้กับเยาวชนในโรงเรียนอีกด้วย”

โรงเรียนบ้านช่องตะเคียน (ละเอียดวารีอุปถัมภ์) เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 อาคารเรียนเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวจำนวน 2 หลัง ที่ผนังและพื้นไม้ชำรุด สีภายในซีดจางตามกาลเวลา ทางโรงเรียนจึงประสานขอความอนุเคราะห์มายังแคนนอน เพื่อร่วมปรับปรุงห้องเรียนให้พร้อมต้อนรับนักเรียนในปีการศึกษาใหม่ ปัจจุบันมีนักเรียน 73 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน

กิจกรรม “Canon Volunteer ครั้งที่ 45” ที่เหล่าอาสาสมัครร่วมมือกันในครั้งนี้  ได้แก่ การให้บริการถ่ายภาพติดบัตรแก่นักเรียนและคุณครูเพื่อใช้ประกอบเอกสารทางการศึกษา การทาสีห้องเรียนและห้องคอมพิวเตอร์รวม 5 ห้องให้สวยงามน่าเรียน การจัดซื้อและติดตั้งตาข่ายประตูฟุตบอลใหม่จำนวน 2 ชุดทดแทนของเดิมที่ชำรุด การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมความรู้พื้นฐานด้านความปลอดภัยและกฎจราจร การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย และการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการคัดแยกขยะและการลดขยะอาหาร พร้อมส่งมอบชุดโต๊ะนักเรียนที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล (กล่องนม UHT) จำนวน 1 ชุด เพื่อจุดประกายให้เยาวชนเห็นคุณค่าของการรีไซเคิลผ่านประสบการณ์จริง รวมถึงการมอบเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจากบริษัท แมทเธเรียล ออโตเมชั่น จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทแคนนอนในประเทศไทยจำนวน 3 เครื่อง เพื่อใช้ในห้องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน และการมอบอุปกรณ์การเรียน เครื่องเขียน และสิ่งของจำเป็น ที่พนักงานแคนนอนนำมาร่วมสมทบให้แก่นักเรียนเพื่อนำไปใช้ในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่นี้

นายวชิรวิชญ์ แก้วตา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านช่องตะเคียน (ละเอียดวารีอุปถัมภ์) กล่าวว่า “ทางโรงเรียนขอขอบคุณเป็นอย่างสูงสำหรับความช่วยเหลือจากแคนนอนในครั้งนี้ ซึ่งนอกจากการมาปรับปรุงให้โรงเรียนมีบรรยากาศที่น่าเรียนรู้ยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยเปิดโลกทัศน์ให้นักเรียนได้รู้จักสังคมนอกชุมชน ได้พัฒนาทักษะการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ได้รับความรู้และทักษะใหม่ๆ  ทั้งยังได้เห็นแบบอย่างที่ดีจากพี่ ๆ จิตอาสา ทั้งในด้านความสามัคคีและการเสียสละเพื่อสังคม ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะช่วยปลูกฝังเยาวชนให้เติบโตเป็นคนคุณภาพของประเทศชาติต่อไป”

กิจกรรม Canon Volunteer ครั้งที่ 45 ตอกย้ำเจตนารมณ์ของแคนนอน ในการดำเนินธุรกิจที่เติบโตเคียงข้างการพัฒนาผู้คน สิ่งแวดล้อม และสังคมไทย ภายใต้ปรัชญาเคียวเซ (Kyosei) หรือการอยู่ร่วมกันและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน แคนนอนเชื่อมั่นว่าทุกห้องเรียนที่สดใสและทุกรอยยิ้มของเยาวชนในวันนี้ คือเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังที่จะเติบโตขึ้นเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยในวันข้างหน้า

THΞPOP 2026 โชว์ผลงานศิลปินและครีเอเตอร์รุ่นใหม่จาก 12 ประเทศ

THΞPOP 2026 โชว์ผลงานศิลปินและครีเอเตอร์รุ่นใหม่จาก 12 ประเทศ

THΞPOP 2026 โชว์ผลงานศิลปินและครีเอเตอร์รุ่นใหม่จาก 12 ประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.18 น.

Bangkok Contemporary Art Fair ภูมิใจนำเสนอ THΞPOP 2026 งาน International Creative & IP Art Fair ครั้งแรกของประเทศไทย นำเสนอ Art Toy, Character IP และศิลปะร่วมสมัยไว้ด้วยกัน โดยรวบรวมศิลปิน สตูดิโอชั้นนำของเอเชีย และแกลเลอรี่กว่า 60 ราย จาก 12 ประเทศ ได้แก่ ไทย สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และเมียนมา มาไว้ในงานเดียว พร้อมสะท้อนบทบาทใหม่ของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจครีเอเตอร์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในเอเชีย

THΞPOP 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Safe to Bloom” เพื่อสร้างพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ความคิดสร้างสรรค์เติบโตได้อย่างอิสระ พร้อมโอบรับความหลากหลายของศิลปิน และครีเอเตอร์รุ่นใหม่จากหลากหลายประเทศ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 มิถุนายน 2569 ณ centralwOrld PULSE ชั้น 7-8 เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 60,000 คน ตลอด 4 วัน

ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมครีเอเตอร์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วเอเชีย ทางผู้จัดมีความตั้งใจให้ THΞPOP 2026 เป็นมากกว่างานแฟร์ แต่สร้างแพลตฟอร์มแห่งเศรษฐกิจครีเอเตอร์ของเอเชีย โดยมี IP เป็นหัวใจสำคัญ ให้พื้นที่คาแรกเตอร์ต้นฉบับนำเรื่องเล่ามาเชื่อมต่อกับนักสะสม แบรนด์ สื่อ และพันธมิตรด้านลิขสิทธิ์โดยตรง

‘สวนน้ำรามายณะ’ สร้างประวัติศาสตร์สวนน้ำไทยแห่งแรกคว้าอันดับ 9 ของโลก

‘สวนน้ำรามายณะ’ สร้างประวัติศาสตร์สวนน้ำไทยแห่งแรกคว้าอันดับ 9 ของโลก

‘สวนน้ำรามายณะ’ สร้างประวัติศาสตร์สวนน้ำไทยแห่งแรกคว้าอันดับ 9 ของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.15 น.

สวนน้ำรามายณะ (Ramayana Water Park) สร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยอีกครั้ง หลังได้รับการจัดอันดับให้เป็น สวนสนุกและสวนน้ำลำดับ 9 ของโลก จากการจัดอันดับ Tripadvisor Travellers’ Choice Best of the Best Amusement & Water Parks 2026 ซึ่งถือเป็นอันดับสูงสุดที่สวนน้ำในประเทศไทยเคยได้รับจากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง Tripadvisor และตอกย้ำสถานะของสวนน้ำรามายณะในฐานะสวนน้ำชั้นนำระดับนานาชาติ

ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยสวนน้ำรามายณะ เป็นสวนน้ำในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวที่ได้รับการจัดอันดับในรายการระดับโลกประจำปี 2569 พร้อมครองตำแหน่งสวนน้ำอันดับ 1 ของประเทศไทย ในการจัดอันดับ Tripadvisor Travellers’ Choice Best of the Best Amusement & Water Parks ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพการให้บริการ มาตรฐานความปลอดภัย และประสบการณ์อันน่าประทับใจ และเป็นที่ยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ สวนน้ำรามายณะ เคยได้รับการจัดอันดับในระดับโลกจาก Tripadvisor มาแล้วหลายครั้ง แต่ในปี 2569 ถือเป็นปีที่สวนน้ำรามายณะสามารถทำอันดับได้สูงที่สุด ด้วยการก้าวขึ้นสู่ลำดับที่ 9 สุดยอดสวนน้ำและสวนสนุกของโลก

รางวัล Tripadvisor Travellers’ Choice Best of the Best มอบให้แก่สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับคะแนนรความคิดเห็นเชิงบวกอย่างต่อเนื่องจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกตลอดระยะเวลา 12 เดือน โดย Tripadvisor ระบุว่ามีสถานประกอบการไม่ถึง 1% จากทั้งหมดบนแพลตฟอร์มที่ได้รับการยกย่องในระดับนี้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดของเว็บไซต์ท่องเที่ยวระดับโลก

สวนน้ำรามายณะ ตั้งอยู่ใกล้จุดท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดชลบุรี อย่างเขาชีจรรย์ ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากเมืองพัทยาเพียง 25 นาที และจากกรุงเทพมหานครเพียง 90 นาทีเท่านั้น สวนน้ำรามายณะโดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม รายล้อมด้วยภูเขา ทะเลสาบ และพื้นที่สีเขียวที่เงียบสงบ มอบประสบการณ์การพักผ่อนและความสนุกที่แตกต่างจากสวนน้ำทั่วไป บนพื้นที่กว่า 16 เฮกตาร์ หรือประมาณ 100 ไร่ สวนน้ำรามายณะ ได้รับการยอมรับว่าเป็นสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายในประกอบด้วยสไลเดอร์และเครื่องเล่นทางน้ำมากถึง 26 รายการ ตอบสนองทุกความต้องการสำหรับครอบครัว เด็กเล็ก และสายแอดเวนเจอร์ที่ชื่นชอบความท้าทาย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์อันเป็นมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของไทยผสานความสนุกเข้ากับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยได้อย่างลงตัว

นอกจากความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวและการบริการแล้ว สวนน้ำรามายณะ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยล่าสุดสวนน้ำรามายณะได้เปิดใช้งานโครงการ Solar Car Park ร่วมกับ SUN Vision Technology ซึ่งติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูงกว่า 1,720 แผง กำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดรวม 1.22 เมกะวัตต์พีค (MWp) ช่วยผลิตพลังงานสะอาดควบคู่ไปกับการให้บริการพื้นที่จอดรถแบบมีหลังคาแก่นักท่องเที่ยว พร้อมติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) เพื่อรองรับการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อีกทั้ง สวนน้ำรามายณะ ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน STGs STAR Certification ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน หลังสามารถบรรลุเป้าหมายท่องเที่ยวยั่งยืนครบทั้ง 17 ข้อ สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

สวนน้ำรามายณะ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความปลอดภัย คุณภาพการบริการ การพัฒนาเครื่องเล่นและสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับสากล

สามารถดูผลการจัดอันดับ Tripadvisor Travellers’ Choice Awards 2026 ได้ที่: