มมส – TNDR จัดประชุมวิชาการระดับชาติ-นานาชาติ ครั้งที่ 4 มุ่งสร้างเมืองยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ

23 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับ เครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย (TNDR) จัดการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติ ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “จากความเสี่ยงสู่เมืองยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ : บูรณาการเทคโนโลยี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความร่วมมือสหวิทยาการ” โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน และ รศ.ดร.อดิศักดิ์  สิงห์สีโว คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ นำนักวิจัย คณาจารย์ นิสิต นักเรียนเข้าร่วม ณ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

รศ.ดร.อดิศักดิ์  สิงห์สีโว คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ กล่าวว่า  การประชุมวิชาการครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อรับมือกับสภาวะวิกฤตการณ์ซ้อนวิกฤต และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเป็นเวทีกลางเชื่อมโยงงานวิจัย นโยบาย และการปฏิบัติจริง เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นและความร่วมมือแบบสหวิทยาการ เพื่อลดช่องว่างทางองค์ความรู้ ตลอดจนเปลี่ยนสถานะของเมืองและชุมชนจากผู้อยู่ในความเสี่ยง ไปสู่การเป็นผู้มีความสามารถในการปรับตัวและฟื้นคืนกลับจากภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน

ภายในงานได้จัดกิจกรรมทางวิชาการ อาทิ การบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกและระดับชาติ อาทิ Mr. Sanjaya Bhatia หัวหน้าสำนักงาน UNDRR ONEA & GETI, นายปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่าย เครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย และ Mr. Aslam Perwaiz ผู้อำนวยการใหญ่ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) พร้อมด้วยการเสวนาวิชาการและการนำเสนอผลงานวิจัยใน 4 เสาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ความเสี่ยงและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม, ระบบทรัพยากรธรรมชาติและการปรับตัว, ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน, และการศึกษา สุขภาพ ตลอดจนความเข้มแข็งของชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีเวทีพิเศษสำหรับภาคเยาวชน การเสวนาร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนิทรรศการรวมองค์ความรู้ TNDR Market Place  โดยมหาวิทยาลัยมหาสารคามมุ่งหวังให้ผลลัพธ์จากเวทีนี้นำไปสู่การยกระดับหลักสูตร การเผยแพร่งานวิจัยในระดับสากล และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะประธานเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย  กล่าวว่า ภาวะโลกร้อนถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาวะภัยพิบัติเกิดขึ้น ถี่ขึ้น เข้มขึ้น สิ่งที่ไม่เคยเห็นจะได้เห็น มีความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น ในการเกิดที่ถี่ เข้ม แปลก ก็จะเกิดความเสียหายที่รุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ทุกภาคส่วนต้องมีการเตรียมตัว ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน เพื่อที่จะอยู่กับภัยพิบัติให้ได้โดยไม่เสียชีวิต ไม่เสียหายด้านทรัพย์สิน เป็นเรื่องที่ต้องเริ่มกระบวนการเดี๋ยวนี้ ภายใต้ความร่วมมือของสถานบันการศึกษา มีองค์ความรู้ที่จะนำมาพัฒนาต่อยอด ทำอย่างไรให้สามารถอยู่กับภัยพิบัติได้ คิดค้นหาวิธีการรับมือ ถ่ายทอดความคิดไปยังชุมชนที่เป็นด่านแรกของการเผชิญเหตุ ยิ่งภาวะโลกร้อนก็จะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้น 

“สิ่งที่เป็นเรื่องภัยที่ท้าทายมนุษย์ เกิดจากภาวะโลกร้อน เมืองไทยที่เคยคิดว่าภัยพิบัติเกิดขึ้นน้อย ณ ปัจจุบันต้องเปลี่ยนความคิด ต้องเตรียมตัว เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง มีการแจ้งเตือนภัย อพยพ  เปลี่ยนโครงการการก่อสร้าง เพื่อให้อยู่ได้โดยไม่เสียหาย ในเมื่อเราไม่สามารถควบคุมภัยพิบัติได้ ต้องเตรียมตัว ทั้งคนทั้งเครื่องมือ แนวทางในการจัดการภัยพิบัติ ทั้งในด้านงานวิจัยที่มุ่งเป้าในการแก้ไขแต่ละพื้นที่  โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน ในเรื่องความแห้งแล้ง น้ำท่วม ไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ต้องเตรียมตัว” ดร.พิจิตต กล่าว

‘BLOOM ACROSS THE SKY’ สองคืนสุดท้ายของ Drone Show ในงาน Bangkok Flower Festival 2026 เทศกาลดอกไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

23 กันยายน 2569 เวลา 16:15 น.

โค้งสุดท้ายของ “Bangkok Flower Festival 2026” เทศกาลดอกไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ที่ชวนทุกคนมาสัมผัสเสน่ห์ของปากคลองตลาดผ่านมุมมองใหม่ ทั้งศิลปะ บรรยากาศริมแม่น้ำ และกิจกรรมหลากหลายตลอดการจัดงาน พร้อมอีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างสีสันให้กับค่ำคืนของเทศกาล นั่นคือ “Drone Show : BLOOM ACROSS THE SKY” การแสดงโดรนจำนวน 1,000 ลำ ที่ร่วมกันสร้างสีสันและเรื่องราวบนท้องฟ้าเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา

การแสดง “BLOOM ACROSS THE SKY” นำความงดงามของดอกไม้และเสน่ห์ของกรุงเทพมหานครมาถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยีโดรน ผสานการแปรอักษร แสง และสี ให้เกิดเป็นภาพบนท้องฟ้ายามค่ำคืน สะท้อนแนวคิดของการนำ “ดอกไม้” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของย่านปากคลองตลาด มาตีความในรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากการชมดอกไม้บนพื้นดิน สู่การชมความงดงามที่เบ่งบานขึ้นบนท้องฟ้าเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา

ความพิเศษของ Drone Show จึงไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนของโดรนที่ขึ้นแสดง แต่ยังอยู่ที่การนำเทคโนโลยี แสง สี และการออกแบบภาพบนท้องฟ้า มาผสมผสานเข้ากับบรรยากาศของเทศกาลดอกไม้ ทำให้ผู้ชมได้สัมผัสงานในอีกหนึ่งมิติ โดยเฉพาะในช่วงค่ำที่แสงจากการแสดงตัดกับท้องฟ้าและวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา กลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สะท้อนบรรยากาศของ Bangkok Flower Festival 2026 ได้อย่างโดดเด่น ตลอดการแสดงฝูงโดรนจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าและถ่ายทอดเรื่องราวผ่านรูปแบบการแปรอักษรและแสงสีสอดคล้องกับแนวคิด “BLOOM ACROSS THE SKY” หรือการผลิบานบนท้องฟ้า เปลี่ยนพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดชมการแสดงในยามค่ำคืน

26–27 กันยายน นี้ สองคืนสุดท้ายของ Drone Show

สำหรับผู้ที่ยังไม่มีโอกาสได้ชม หรือกำลังวางแผนมาเที่ยว Bangkok Flower Festival 2026 ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ขอชวนปักหมุดไว้ให้พร้อมเพราะจะเป็นรอบสุดท้ายของการแสดง Drone Show : BLOOM ACROSS THE SKY ก่อนที่เทศกาลจะเข้าสู่ช่วงท้ายของการจัดงาน การแสดงมีกำหนดเริ่ม เวลาประมาณ 20.30 น. ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค -ปากคลองตลาด ใช้เวลาประมาณ 15 นาที โดยเป็นการแสดงรอบสุดท้าย

“Bangkok Flower Festival 2026” เทศกาลดอกไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–27 กันยายน 2569 ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค – ปากคลองตลาด พร้อมชวนทุกคนมาสัมผัสสีสันของดอกไม้ ศิลปะ และบรรยากาศของย่านปากคลองตลาดในมุมมองใหม่ บัตรเข้าชมราคา 150 บาท พร้อมรับดอกไม้และกรวยช่อกระดาษจากพื้นที่ที่กำหนดภายในงาน ทั้งนี้ ติดตามรายละเอียดกิจกรรม และ ข้อมูลการจำหน่ายบัตรได้ทาง Facebook: Bangkok Flower Festival และ Yodpiman River Walk

ภาครัฐ-เอกชนนครปฐม ปลุกพลังเยาวชนร่วมอนุรักษ์ สายน้ำท่าจีน เนื่องในวันอนุรักษ์แม่น้ำคูคลองแห่งชาติ และวันเยาวชนแห่งชาติ 2569

23 กันยายน 2569 เวลา 15:51 น.

ชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีนนครปฐม มูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม ร่วมกับ ภาครัฐและเอกชนในจังหวัดนครปฐม จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลองแห่งชาติ และวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยได้รับเกียรติจาก ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธีเปิดงาน พร้อมปฐกถาพิเศษ เรื่อง “การแทนคุณแผ่นดินของคนไทย” และมอบโล่ “ท่าจีน อวอร์ด” ประจำปี 2569 ให้แก่ หน่วยงานปกครองท้องถิ่น ในการนี้มี อโนชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาคีเครือข่าย นักเรียนจากสถานศึกษาภายในจังหวัดนครปฐม ร่วมงาน เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ บริษัท โรงงานเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด อ.สามพราน จ.นครปฐม

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี, อโนชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย ผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาคีเครือข่าย นักเรียนจากสถานศึกษาภายในจังหวัดนครปฐม รวมพลังรักแม่น้ำท่าจีน

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี กล่าวเปิดงาน

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี, อโนชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม  พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานร่วมจัดงาน ประภาส ปิ่นตกแต่ง สว.นครฐม, ประเชิญ คนเทศ ผจก.มูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม, ภาคภูมิ ทวีวิทยรัศมี์ ผู้บริหาร บมจ.ทีทีดับบลิง, พิทักษ์ชัย จันทร์สมวงษ์ ปธ.มูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม, ผศ.เด่นศิริ ทองนพคุณ เลขาธิการชมรมเรารักษ์แม่น้ำท่าจีนนครปฐม,  ศราวุธ – วาทิต วงศ์สุรไกร ผู้บริหารโรงเส้นหมี่ชอเฮง และ วิภารัตน์ พิพัฒน์เตชากร ปธ.ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคนครปฐม

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธี กล่าวว่า “รู้สึกยินดีที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ ซึ่งการอนุรักษ์พัฒนาแม่น้ำคูคลอง เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง ถ้าเราไม่รักแล้วใครจะรัก แม่น้ำท่าจีนก็เช่นกัน ชาวนครปฐมมีชีวิตอยู่คู่กับแม่น้ำสายประวัติศาสตร์นี้ ที่เชื่อมโยงทั้งนครปฐม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี ชัยนาท ซึ่งไม่มีใครที่จะมารักแม่น้ำท่าจีนแทนเราได้นอกจากตัวเราเองที่ต้องเป็นผู้พิทักษ์รักษา ช่วยกันสร้างความสำนึกรักให้เกิดขึ้น จึงยินดีที่ได้ทราบว่าการอนุรักษ์พัฒนาแม่น้ำท่าจีนของจังหวัดนครปฐมมีความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งดียิ่ง”

อเนก น้อยพิทักษ์ นายก อบต.คลองใหม่ อ.สามพราน รับรางวัลท่าจีน อวอร์ด 2569

ธรรมศักดิ์ จิระวิทยพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองสามพราน อ.สามพราน รับรางวัลท่าจีน อวอร์ด 2569

ขจรเดช นพคุณชัยกิจ นายกเทศมนตรีตำบลนครชัยศรี .อ.นครชัยศรี

จากนั้น  ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธี ได้มอบโล่ “ท่าจีน อวอร์ด” ประจำปี 2569 ให้แก่ 7 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำคูคลอง ได้แก่ อบต.คลองใหม่ อ.สามพราน, เทศบาลเมืองสามพราน อ.สามพราน, เทศบาลตำบลนครชัยศรี อ.นครชัยศรี, เทศบาลตำบลงิ้วราย อ.นครชัยศรี, อบต.บางระกำ อ.นครชัยศรี, อบต.บางระกำ อ.บางเลน และ อบต.บางหลวง อ.บางเลน มอบโล่รางวัล โครงงานรักคลองเจดีย์บูชา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนวัดวังตะกู (เสรีเรืองฤทธิ์อุปถัมภ์) รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 1 วัดพระงาม (สามัคคีพิทยา)

สมัชชา ทองสิมา นายกเทศมนตรีตำบลงิ้วราย อ.นครชัยศรี

เสฏฐวุฒิ ปิ่นเกษร นายก อบต.บางระกำ อ.นครชัยศรี

วีรกิตต์ ชั้นอินทร์งาม นายก อบต.บางระกำ อ.บางเลน

ชิตณรงค์ จูมัจฉะ นายก อบต.บางหลวง อ.บางเลน

ภายในงานมีการขนทัพกิจกรรมส่งเสริมความรู้ เพื่อสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้น อาทิ

ณัฐรดา จิตรแก้วดี ผอ.รร.วัดวังตะกู (เสรีเรืองฤทธิ์อุปถัมภ์) พร้อมคณะครูและนักเรียน รับรางวัลชนะเลิศโครงงานรักคลองเจดีย์บูชา

บุษกร แดงโพธิชา และนักเรียน รร.เทศบาล 1 วัดพระงาม (สามัคคีพิทยา) รับรางวัลรองชนะเลิศ โครงงานรักคลองเจดีย์บูช

การบำบัดน้ำเสีย: สาธิตการใช้ถังดักไขมันครัวเรือนที่นำไปปรับใช้ได้จริง และโมเดลระบบบำบัดน้ำเสีย การตรวจวัดคุณภาพน้ำ: สาธิตการใช้ชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างง่าย โดยทีมจาก สคพ.5 การใช้น้ำอย่างถูกกฎหมายและยั่งยืน: ให้ความรู้การประกอบกิจการน้ำบาดาลตาม พ.ร.บ. น้ำบาดาล พ.ศ. 2520 กู้โลกร้อนเพิ่มพื้นที่สีเขียว: นำเสนอแนวคิดการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงนิทรรศการและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นักธุรกิจน้อย 12 โรงเรียน และการประกวดการแสดง “ร้อง เล่น เต้น เพลงสื่อรักท่าจีน” ซึ่งโรงเรียนที่เข้าประกวดจะต้องเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีนในจังหวัดนครปฐมเท่านั้น

ศราวุธ วงศ์สุรไกร ปธ.บจก.โรงเส้นหมี่ชอเฮง พร้อมผู้บริหาร เอริค หว่อง, อิทธิพล สีมะสิงห์, วาทิต วงศ์สุรไกร, สุดาพร วงศ์สุรไกร, นันทวรรณ โชติวิจิตร และ สุจิตรา วงศ์สุรไกร มอบของที่ระลึกแก่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี

ศราวุธ วงศ์สุรไกร ประธานบริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจของเรามีพืชผลทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งต้องใช้น้ำในการเพาะปลูก อีกทั้งโรงงานของเราก็ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะแม่น้ำลำคลองจึงเป็นหน้าที่สำคัญของบริษัท เมื่อเรานำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ เราก็ต้องบำบัดน้ำเสียจากโรงงานให้มีความสะอาดปลอดภัยต่อแหล่งน้ำ ต่อชุมชน เพราะน้ำที่เราปล่อยคืนธรรมชาติจะถูกนำไปใช้ในการเพาะปลูกของเกษตรกร หากเราดำเนินธุรกิจโดยไม่มีความรับผิดชอบ ธุรกิจของเราก็ไม่สามารถยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้ โรงเส้นหมี่ชอเฮงจึงมีความยินดีและภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลแม่น้ำท่าจีนอันแม่น้ำสายหลักที่มีความสำคัญต่อพี่น้องชาวนครปฐม”

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี ประธานพิธี, อโนชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม และคณะกรรมการชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีนนครปฐม

ท่านองคมนตรี เยี่ยมชมร้านค้านักธุรกิจน้อยของน้องๆ เยาวชนนครปฐมจากโรงเรียนต่างๆ

คณะกรรมการจัดงานมอบของที่ระลึกแก่ ประธานพิธี และ ผวจ.นครปฐม

การผนึกกำลังในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการดึงพลังเยาวชนและภาคประชาชน มาร่วมกันเปลี่ยนความรู้ให้เป็นการลงมือทำ เพื่อคืนชีวิตให้แม่น้ำคูคลองและแม่น้ำท่าจีนอย่างยั่งยืน

นิทรรศการและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นักธุรกิจน้อย จากโรงเรียนต่างๆ

บรรยากาศการประกวด “ร้อง เล่น เต้น เพลงสื่อรักท่าจีน”

Miss Grand International 2026 เยือนเมืองโบราณ สมุทรปราการ สัมผัสเสน่ห์ศิลปวัฒนธรรมทั่วไทยในหนึ่งวัน

23 กันยายน 2569 เวลา 14:52 น.

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 คณะผู้เข้าประกวด Miss Grand International 2026 (มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2026) จาก 80 ประเทศ เดินทางเยือนเมืองโบราณ สมุทรปราการ แหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมสำคัญของประเทศไทย เพื่อสัมผัสเสน่ห์ศิลปวัฒนธรรมไทยและความงดงามของสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า

ตลอดการมาเยือน ผู้เข้าประกวดได้ร่วมเก็บภาพบรรยากาศและเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของตนเอง สร้างการรับรู้และเผยแพร่เอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่ผู้ติดตามและแฟนนางงามทั่วโลก

การเยือนครั้งนี้สะท้อนบทบาทของเมืองโบราณ สมุทรปราการ ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับนานาชาติ พร้อมร่วมส่งต่อเสน่ห์และคุณค่าของมรดกไทยสู่สายตาชาวโลกอย่างงดงาม

“ดั่งแสงอรุณรุ่ง…รำไพพรรณีขัตติยนารีศรีสยาม” คอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติฯ ถ่ายทอดพระราชประวัติผ่าน Orchestra × Theatre ในวาระ UNESCO ยกย่องพระเกียรติคุณ

23 กันยายน 2569 เวลา 13:58 น.

มูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี ร่วมกับ มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประกาศจัดงานคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ภายใต้ชื่อ “Light of Dawn: The Resilient Queen Rambhai Barni of Siam ดั่งแสงอรุณรุ่ง…รำไพพรรณีขัตติยนารีศรีสยาม” เนื่องในโอกาสที่องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศยกย่องเชิดชูพระเกียรติคุณ ในวาระครบ 100 ปี แห่งพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสังคม และความเสมอภาคทางเพศ (พ.ศ. 2469–2569)

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า และพระราชจริยาวัตรอันงดงาม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ปวงชน ผ่านรูปแบบ An Immersive Orchestra Experience ที่ผสมผสาน Orchestra × Theatre เข้ากับบทเพลงคลาสสิก คลังภาพยนตร์ และภาพประวัติศาสตร์หาชมยากจากพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าและหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านประสบการณ์ทางดนตรีและการแสดง

ศ.เกียรติคุณ ดร.ม.ร.ว.ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ประธานกรรมการมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี กล่าวว่า “สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นขัตติยนารีผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นต่อประเทศชาติ พระราชกรณียกิจของพระองค์ ทั้งในมิติด้านการส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสังคม และความเสมอภาคทางเพศ ได้สร้างคุณประโยชน์อันยาวนานจนเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล

การที่องค์การ UNESCO ได้ประกาศยกย่องเชิดชูพระเกียรติคุณในวาระครบ 100 ปีแห่งพระราชกรณียกิจ จึงนับเป็นวาระอันสำคัญยิ่ง มูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณีมีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระราชจริยาวัตรอันงดงาม ให้คนรุ่นใหม่และสาธารณชนได้รับรู้ และสัมผัสผ่านมิติทางศิลปวัฒนธรรมและเสียงดนตรี โดยเชื่อมั่นว่าการนำเสนอผ่านรูปแบบ An Immersive Orchestra Experience ซึ่งผสมผสานบทเพลง การแสดง และภาพประวัติศาสตร์หาชมยาก จะช่วยให้เรื่องราวอันทรงคุณค่าเหล่านี้เข้าถึงผู้ชมในปัจจุบัน และส่งต่อแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจของพระองค์สู่คนรุ่นต่อไป”

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา

ด้าน ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และประธานกรรมการ มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า “มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี ในการสร้างสรรค์งานคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งสำคัญนี้ ทั้งยังได้รับความสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกล้า หอภาพยนตร์(องค์การมหาชน) และมูลนิธิโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนในการดำเนินโครงการให้สมบูรณ์ นอกจากผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสสุนทรียภาพทางดนตรีที่ถ่ายทอดโดยวง Thailand Philharmonic Orchestra จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว  งานในครั้งนี้ยังเปี่ยมด้วยคุณค่าแห่งการ ‘ให้’ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการจำหน่ายบัตรจะนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์แก่สังคม ทั้งการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นมอบให้แก่ โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี การมอบทุนการศึกษาแก่ วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ตลอดจนการสนับสนุนโครงการ ‘โรงงานยามีชีวิต’ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้กองทุนมูลนิธิมหิดลเพื่อความยั่งยืน จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมพระเกียรติ และร่วมสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมไปด้วยกัน”

สำหรับรูปแบบการแสดงบนเวที จะร้อยเรียงเรื่องราวออกเป็น 5 องก์ ถ่ายทอดผ่านการบรรเลงของ Thailand Philharmonic Orchestra (TPO) แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล ควบคุมวงโดย พลตรี ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ วาทยกรและผู้เรียบเรียงเสียงประสานหลักในงานสำคัญของชาติ ร่วมด้วยการกำกับการแสดงโดย สุวรรณดี จักราวรวุธ จาก Dreambox Theater ศิลปินศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง ผู้ชมจะได้สัมผัสทั้งบทเพลงไทยเดิมและดนตรีตะวันตกที่นำมาเรียบเรียงใหม่ พร้อมเรื่องราวและเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ร้อยเรียงไปกับภาพประวัติศาสตร์ ตลอดจนนิทรรศการภาพหาชมยากบริเวณหน้างานอีกด้วย

งานคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติฯ “Light of Dawn: The Resilient Queen Rambhai Barni of Siam ดั่งแสงอรุณรุ่ง…รำไพพรรณีขัตติยนารีศรีสยาม” กำหนดจัดขึ้น ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล วันที่ 31 ตุลาคม 2569 เวลา 15.00 น. ความยาวในการแสดง 90 นาที รวมพักครึ่ง

ผู้สนใจสามารถสำรองบัตรเข้าชมได้แล้ววันนี้ ผ่านทาง ThaiTicketMajor  โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบทุนการศึกษา และสนับสนุนโครงการด้านการแพทย์ต่อไป

กลุ่มเซ็นทรัล เปลี่ยนพลังธุรกิจเป็นพลังเพื่อโลก สู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางของทรัพยากร

23 กันยายน 2569 เวลา 13:51 น.

กลุ่มเซ็นทรัล นำศักยภาพของธุรกิจที่หลากหลายมารวมเป็นพลังขับเคลื่อนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ภายใต้แคมเปญ Central Group Love the Earth – Zero Waste เชื่อมการดำเนินธุรกิจเข้ากับความร่วมมือของ ลูกค้า ร้านค้า พนักงาน คู่ค้า พันธมิตร และชุมชน เพื่อร่วมเปลี่ยนวิธีใช้ทรัพยากรและจัดการของเสียตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การลดการใช้ก่อนเกิดขยะ ไปจนถึงการนำสิ่งที่ยังมีคุณค่ากลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง หัวใจของการขับเคลื่อนคือ ลดการสูญเสียทรัพยากร และเพิ่มโอกาสในการหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง การคัดแยกอย่างถูกต้อง และการส่งต่อวัสดุเข้าสู่กระบวนการที่เหมาะสม ทั้งการใช้ซ้ำ รีไซเคิล และอัปไซเคิล ควบคู่กับการลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัดและฝังกลบ ให้การจัดการทรัพยากรและของเสียเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ห้างเซ็นทรัล กับแคมเปญLove the Earth

กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมพลังความร่วมมือนี้ ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ Food Surplus & Food Waste, Reduce Plastic & Packaging, Sort Waste Right และ Turn Waste into Value เพื่อให้แต่ละธุรกิจและผู้มีส่วนร่วมในอีโคซิสเต็มร่วมขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร สนับสนุนการหมุนเวียนทรัพยากรในระยะยาว และเดินหน้าสู่ Zero Waste to Landfill ด้วยพลังของทุกภาคส่วน

 4 แนวทางการทำงานที่สำคัญภายใต้ CENTRAL GROUP ZERO WASTE

1.FOOD SURPLUS & FOOD WASTE: ป้องกันการเกิดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง ลดอาหารเหลือทิ้ง และส่งต่อคุณค่าของอาหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด

กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการจัดการอาหารตั้งแต่ต้นทาง ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ Prevention การป้องกันการเกิดขยะอาหาร, Recovery การส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้ และ Conversion การนำขยะอาหารที่ไม่สามารถบริโภคต่อกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น เพื่อให้การจัดการครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเกิดขยะไปจนถึงการนำกลับมาใช้ประโยชน์

เซ็นทรัลพัฒนานำร่องระบบติดตามการคัดแยก

Prevention : ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ท็อปส์ (Tops) นำระบบ AI-powered Smart Way มาใช้ตรวจสอบสินค้าที่ใกล้หมดอายุ ช่วยให้การบริหารสินค้าและการวางแผนสั่งซื้อมีความแม่นยำมากขึ้น ขณะที่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CHR) ใช้การวางแผนบุฟเฟต์ตามจำนวนผู้เข้าพัก และระบบบริหารสินค้าคงคลัง FIFO และ FEFO เพื่อลดสินค้าค้างสต็อกและการสูญเสีย รวมถึงโครงการ “NO Bin Day” ในห้องอาหารพนักงาน ซึ่งออกแบบกระบวนการตั้งแต่การเตรียมอาหารจนถึงการรับประทาน จนสามารถบันทึกปริมาณขยะอาหารเป็นศูนย์ในวันที่จัดกิจกรรม และปัจจุบันมีโรงแรมในเครือ 16 แห่งนำแนวทางไปปรับใช้

โรงแรมเซ็นทาราบริจาคอาหารส่วนเกิน

Recovery : ส่งต่ออาหารที่ยังรับประทานได้ ท็อปส์ (Tops)  เดินหน้าโครงการ “Food For Good Deed อาหารปันสุข” ร่วมกับ SOS Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยตลอดระยะเวลาความร่วมมือสามารถส่งต่ออาหารส่วนเกินแล้วกว่า 2.1 ล้านกิโลกรัม หรือมากกว่า 9 ล้านมื้ออาหาร พร้อมชวนลูกค้ามีส่วนร่วมผ่าน “Food Hero, Taste not Waste” นำสินค้าที่ใกล้หมดอายุแต่ยังมีคุณภาพมาจำหน่ายในราคาพิเศษ 30–50% ขณะที่ โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ร่วมกับ SOS, VV Share และเครือข่ายในพื้นที่ ส่งมอบอาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้กว่า 80 ตัน หรือประมาณ 334,000 มื้ออาหาร ด้าน เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป เดินหน้าโครงการ CRG Surplus Food โดย Mister Donut ร่วมกับ SOS Thailand และ VV Share ส่งต่อโดนัทส่วนเกินให้แก่ชุมชนและกลุ่มผู้ขาดแคลนอาหาร ในปี 2568 สามารถส่งต่อโดนัทได้ 796,549 ชิ้น หรือประมาณ 223,034 มื้อ และลดขยะอาหารก่อนเข้าสู่หลุมฝังกลบได้กว่า 53,103 กิโลกรัม ส่วน บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CHR) ในปี 2568 สามารถบริจาคอาหารส่วนเกินได้ 27,626.16 กิโลกรัม หรือประมาณ 116,030 มื้ออาหาร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 69.89 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

CRG Surplus Food

Conversion : นำขยะอาหารกลับมาใช้ประโยชน์ สำหรับอาหารที่ไม่สามารถบริโภคต่อได้ กลุ่มเซ็นทรัลนำเข้าสู่กระบวนการจัดการที่เหมาะสม เช่น การนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ ปุ๋ย หรือพลังงาน เพื่อให้ขยะอาหารเหลือทิ้งมีปลายทางที่สามารถสร้างประโยชน์ต่อ และลดปริมาณที่ต้องเข้าสู่กระบวนการกำจัดและการฝังกลบ

2. REDUCE PLASTIC & PACKAGING ลดการใช้ก่อนเกิดขยะ และออกแบบทางเลือกที่หมุนเวียนกลับมาใช้ได้

สำหรับพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ การลดขยะไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้ให้น้อยลง แต่รวมถึงการตั้งคำถามตั้งแต่ต้นว่า วัสดุที่เลือกใช้จำเป็นแค่ไหน และเมื่อหมดอายุการใช้งานแล้วจะไปต่ออย่างไร

ไทวัสดุ (Thai Watsadu) ร่วมกับพันธมิตรพัฒนา “ตาข่ายคลุมพาเลท” เพื่อทดแทนฟิล์มพลาสติกในการขนส่ง สามารถลดการใช้ฟิล์มได้กว่า 12 ตันต่อปี พร้อมพัฒนา “Extra Roll Cage” สำหรับสินค้าที่มีความยาวพิเศษ ช่วยลดการใช้ฟิล์ม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ และประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งได้ประมาณ 20.4 ล้านบาทต่อปี

Dried Coffee Grounds

เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG) เปลี่ยนวัสดุในการผลิตสื่อจาก PP Board มาเป็น Honeycomb Paper ซึ่งมีน้ำหนักเบาและสามารถรีไซเคิลได้ ช่วยลดการใช้ PP Board ได้รวม 410 ตารางเมตร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1.16 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

บีทูเอส (B2S) ปรับเปลี่ยนวัสดุในสื่อประชาสัมพันธ์ Standee, POP และ Store Display ทั่วประเทศ โดยเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา ลดขยะพลาสติกได้กว่า 2 ตัน และลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 20,000 ใบ

Pretty Ugly Bag

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล (CDS) เดินหน้าแนวทาง Say No to Plastic Bags งดแจกถุงพลาสติกในทุกสาขา พร้อมส่งเสริมการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ลดบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นในการจัดส่งสินค้า ใช้ภาชนะหมุนเวียนสำหรับผัก ผลไม้ และเบเกอรี รวมถึงเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือก เช่น กระดาษที่ได้รับการรับรอง วัสดุ Bio-based และชานอ้อย ตลอดจนผลิตภัณฑ์แบบแกลลอนใหญ่สำหรับเติมลงในขวดรีฟิลในห้องพัก

3.SORT WASTE RIGHT คัดแยกให้ถูกตั้งแต่ต้นทาง และบริหารจัดการเพื่อให้ขยะแต่ละประเภทไปสู่ “ปลายทางที่ถูกต้อง   ต่อให้วัสดุชิ้นหนึ่งยังมีคุณค่า หากถูกทิ้งรวมกันตั้งแต่ต้นทาง โอกาสที่จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ก็ลดลง การคัดแยกจึงเป็นจุดสำคัญที่จะกำหนดปลายทางของทรัพยากร

Tops_Food-Hero

 บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) นำร่องระบบติดตามการคัดแยกขยะรายร้านค้าในเซ็นทรัล กระบี่ เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส โดยใช้ QR Code ประจำร้านในการบันทึกข้อมูลทุกครั้งที่นำขยะมาทิ้ง พร้อมชั่งน้ำหนักและให้คำแนะนำในการคัดแยก โดยแบ่งเป็น Food Waste, Recyclable Waste และขยะทั่วไปหรือ RDF ผลจากโครงการนำร่องที่เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ พบว่าปริมาณการคัดแยก Food Waste เพิ่มขึ้น 83% และขยะรีไซเคิลในส่วน Plaza เพิ่มขึ้นถึง 280% เมื่อเทียบกับก่อนเริ่มโครงการ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานด้านการคัดแยกและบริหารจัดการขยะในอาคารสำนักงานภายใต้การบริหารของบริษัท รวมไปถึงการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ขยะแต่ละประเภทได้รับการส่งต่อไปยังปลายทางที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง

ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (RBS) ยกระดับระบบจัดการขยะตั้งแต่การจัดวางถัง ห้องขยะ การคัดแยก การชั่งน้ำหนัก ไปจนถึงการบันทึกและติดตามข้อมูล พร้อมอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การจัดการขยะมีมาตรฐานเดียวกัน

โก โฮลเซลล์ ส่งมอบอาหารส่วนเกิน

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) มีระบบคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ชั่งน้ำหนักและบันทึกข้อมูลขยะแต่ละประเภทก่อนส่งเข้าสู่พื้นที่จัดเก็บ โดยในปี 2568 ปริมาณขยะที่ส่งไปยังหลุมฝังกลบอยู่ที่ 2.39 กิโลกรัมต่อห้องพักที่มีการใช้งาน ลดลงจากปีฐาน 22.90%

4. TURN WASTE INTO VALUE เมื่อ “ของเหลือใช้” ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการเป็น “ขยะ”

 ปลายทางของวัสดุไม่ได้มีเพียง “หลุมฝังกลบ” หากมีการออกแบบระบบที่เหมาะสม ของเหลือใช้สามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ใหม่ พลังงาน หรือกลับไปสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนได้อีกครั้ง

ซีอาร์จีกับการคัดแยกขยะ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) ซึ่งรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วจากการประกอบอาหารในสาขา ส่งต่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน โดยในปี 2568 รวบรวมน้ำมันครัวใช้แล้วได้ 1,081.82 ตัน และในช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 อีก 546 ตัน

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วในปี 2568 ได้ 66.70 ตัน เพื่อนำไปผลิตไบโอดีเซล และในครึ่งปีแรกของปี 2569 อีก 28.64 ตัน

ซูเปอร์สปอร์ตกับโครงการ May Move Up

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) คัดแยกกล่องกระดาษและพลาสติกพันพาเลทจากการดำเนินงาน ก่อนส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 สามารถส่งวัสดุรีไซเคิลได้แล้วกว่า 140 ตัน

สำหรับ E-Waste เพาเวอร์บาย (Power Buy) เดินหน้าโครงการ “เก่าแลกใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่ามาส่งต่อเข้าสู่กระบวนการคัดแยกชิ้นส่วน รีไซเคิล และ Zero Landfill ที่เหมาะสม พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ามีส่วนร่วมผ่านสิทธิประโยชน์ในการซื้อสินค้าใหม่

ขณะที่ขวด PET จากงาน Supersports 10 Mile Run 2026 ถูกคัดแยกและส่งต่อผ่านโครงการ “Empty Bottles, No Waste” ของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อนำไปผลิตเป็นผ้าห่มสำหรับผู้ประสบภัย พร้อมสนับสนุนการจ้างงานและวิสาหกิจชุมชน และไม่ได้มีเพียงขวด PET ที่เดินทางต่อได้ รองเท้ากีฬาที่ไม่ได้ใช้แล้วก็เช่นกัน โดยโครงการ “May Move Up 2025” ของ Supersports สามารถรวบรวมและส่งต่อรองเท้ากีฬา 4,400 คู่ ช่วยลดขยะรองเท้าประมาณ 5,115 กิโลกรัม พร้อมเพิ่มโอกาสการเข้าถึงกีฬาให้แก่เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลน

เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป เปลี่ยนวัสดุ

อีกหนึ่งตัวอย่างของการเปลี่ยนของเหลือใช้ให้กลับมามีคุณค่า คือ “Pretty Ugly Bag” ของ Tops ที่นำป้ายไวนิลโฆษณาของ Tops Daily ซึ่งหมดอายุการใช้งานแล้วมา Upcycle เป็นกระเป๋าช้อปปิ้งใบใหม่ ภายใต้แนวคิด “Ugly Bag, Pretty World”

การทำให้ทรัพยากรเดินทางต่อได้ไม่ได้เกิดจากกระบวนการหลังบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกคน กลุ่มเซ็นทรัลจึงเดินหน้าสร้างความเข้าใจผ่านการอบรมพนักงาน การทำงานร่วมกับผู้เช่า การสื่อสารกับลูกค้า ตลอดจนการสร้างพื้นที่เรียนรู้ด้าน Zero Waste เพื่อให้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน

ไทวัสดุ ร่วมกับพันธมิตรพัฒนา “ตาข่ายคลุม”

ภายใต้แนวทาง Central / Robinson Love the Earth กลุ่มเซ็นทรัลยังเดินหน้าลดการใช้ถุงพลาสติก ส่งเสริมวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนสินค้าชุมชนที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับสิ่งแวดล้อม ขณะที่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593

ท้ายที่สุดแล้ว Zero Waste อาจไม่ได้หมายถึงวันที่โลกไม่มี “ขยะ” เหลืออยู่เลย แต่หมายถึงวันที่เราสามารถทำให้ทรัพยากรแต่ละชิ้น เดินทางต่อไปได้ไกลที่สุดก่อนจะกลายเป็นของที่ต้องกำจัด เพราะการเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ตั้งแต่การเลือกไม่รับถุง การแยกขยะให้ถูกถัง การนำอาหารที่ยังมีคุณค่าไปส่งต่อ ไปจนถึงการออกแบบการดำเนินงานของธุรกิจให้ทรัพยากรกลับเข้าสู่กระบวนการใช้ประโยชน์อีกครั้ง

Photographer Wichai Kpaisal

กลุ่มเซ็นทรัลจึงมอง Zero Waste ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ขยะ” แต่คือเรื่องของ “ทรัพยากร” และเมื่อทุกคนในอีโคซิสเต็มเข้ามามีส่วนร่วม ทุกคนก็สามารถเป็นฮีโร่ที่ช่วยต่อเส้นทางของทรัพยากรให้เดินทางไปได้อีกไกล

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ centralgroup.com/zero-waste

S&P รังสรรค์เค้กขนาดใหญ่ เพื่อร่วมน้อมรำลึก และถ่ายทอดพระราชกรณียกิจ รัชกาลที่ 5 เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ

23 กันยายน 2569 เวลา 11:53 น.

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) โดย มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร ร่วมงานบวงสรวงสักการะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร่วมกับมูลนิธิร่วมกตัญญู โดยมี บิณฑ์ และ เอกพัน บรรลือฤทธิ์ ร่วมจัดงาน เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 20 กันยายน ครบรอบ 173 พรรษา ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า จังหวัดสมุทรปราการ


สำหรับเค้กที่จัดทำขึ้นเพื่อถวายในครั้งนี้ ประกอบด้วยเค้กพวงมาลัย และคัพเค้ก จำนวน 3,060 ก้อน เนื้อบัทเทอร์วานิลลา น้ำหนักรวม 520 ปอนด์ จัดเรียงเป็นชิ้นงานขนาดใหญ่ โดยบริเวณด้านบนถ่ายทอดพระราชกรณียกิจสำคัญ 5 เรื่อง ผ่านภาพพิมพ์และงานปั้น 3 มิติ ได้แก่ การเลิกทาส การรถไฟไทย การไฟฟ้า ไปรษณีย์ไทย และการเสด็จประพาสยุโรป พร้อมตกแต่งโดยรอบด้วยคัพเค้กดอกกุหลาบครีมและคัพเค้กตกแต่งด้วยแผ่นน้ำตาล



ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ได้มีการแจกจ่ายเค้กให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมงาน เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยตราบจนถึงปัจจุบัน 

‘ยามุ่งเป้า’ ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

23 กันยายน 2569 เวลา 07:34 น.

เรามักคุ้นเคยกับยาคีโม (Chemotherapy) หรือยาเคมีบำบัด ที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งผู้ป่วยหลายรายมักกังวลในเรื่องของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นมากในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาตัวยาที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งและเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า เรียกว่า “ยามุ่งเป้า”

นพ. อัศวเดช แสนบัว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ “ยามุ่งเป้า”

ยามุ่งเป้าคืออะไร

ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) คือ ยาที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษามะเร็งอย่างตรงจุด ออกฤทธิ์จำเพาะในการยับยั้งการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งที่มีความผิดปกตินั้น ๆ เช่น ยีนกลายพันธุ์

ยามุ่งเป้าใช้ในกลุ่มมะเร็งชนิดใดบ้าง

ยามุ่งเป้าไม่ใช่ยาที่สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยมะเร็งทุกราย จำเป็นต้องมีการตรวจสารบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) เช่น การตรวจยีนหรือโปรตีนที่มีการกลายพันธุ์ โดยส่งชิ้นเนื้อมะเร็งตรวจ เพื่อให้ใช้ยาได้เหมาะสมกับชนิดของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย
มะเร็งที่สามารถรักษาโดยใช้ยามุ่งเป้า ได้แก่: มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้

มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด มะเร็งตับ มะเร็งไต

ชนิดและการทำงานของยามุ่งเป้า

ปัจจุบันยามุ่งเป้ามี 2 รูปแบบ คือ: ยาเม็ดรับประทาน ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ชนิด Monoclonal Antibody แพทย์อาจรักษาด้วยการให้ยากลุ่มนี้เพียงอย่างเดียว หรือใช้ร่วมกับการรักษารูปแบบอื่น เช่น การฉายรังสี หรือยาเคมีบำบัด

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

อาการทางผิวหนัง เช่น ผื่นคัน ลมพิษ คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย ความดันโลหิตสูง อาการส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและสามารถแก้ไขได้

สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มใช้ยามุ่งเป้า

ต้องตรวจยีนหรือโปรตีนก่อนเสมอ เพื่อยืนยันว่าตรงกับกลไกของยา ไม่ใช่ทุกคนจะได้ผลจากยา บางรายอาจตอบสนองไม่ดี หรือเกิดการดื้อยา ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง มีโอกาสดื้อยาได้เมื่อใช้ไปนาน ๆ

ผลข้างเคียงยังคงมี แต่โดยทั่วไปน้อยกว่ายาเคมีบำบัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ควรตรวจสอบสิทธิ์การรักษาและประกันสุขภาพ ต้องติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด ตรวจเลือดและถ่ายภาพรังสีเป็นระยะ

“ยามุ่งเป้า” ถือเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าของการรักษามะเร็งในปัจจุบัน ทำให้การรักษามีความแม่นยำมากขึ้น และลดผลข้างเคียงลงได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยาชนิดนี้จะใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยที่มียีนหรือโปรตีนผิดปกติ ตรงกับกลไกของยาเท่านั้น ดังนั้น การตรวจยีนก่อนเริ่มรักษา และการติดตามผลอย่างใกล้ชิดกับแพทย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงที่สุด

ข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับการรักษามะเร็งด้วย “ยามุ่งเป้า” สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่  ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล ชั้น 11 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทร 02-836-9999 ต่อ *1901

รมว.พม. เสนอ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฯ เร่งคุ้มครองผู้ถูกกระทำ-เพิ่มโทษหนัก-ป้องกันเหตุซ้ำ พร้อมผนึกกำลังเครือข่าย

23 กันยายน 2569 เวลา 06:35 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฯ เร่งคุ้มครองผู้ถูกกระทำ-เพิ่มโทษหนัก-ป้องกันเหตุซ้ำ พร้อมผนึกกำลังเครือข่าย

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า  ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี นำเสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. … ต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ให้สามารถคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมีประสิทธิภาพและมีกลไกและมาตรการในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ชัดเจนและสะดวกมากขึ้น เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน ขาดความชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวซึ่งได้รับผลกระทบ รวมทั้งความไม่ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน ขาดความชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวซึ่งได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว รวมทั้งความไม่ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ 

นิกร โสมกลาง รมว. พม.

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว  มีสาระสำคัญ แบ่งเป็น 5 หมวด  ดังนี้ 1) การกระทำความรุนแรงในครอบครัว อาทิ กำหนดความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว และการกำหนดบทบัญญัติคุ้มครองผู้แจ้งเหตุที่กระทำโดยสุจริต ให้ได้รับความคุ้มครองและไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง 2) การคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว  อาทิ กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุ , การจัดให้ผู้ถูกกระทำเข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์ อยู่ในสถานที่ปลอดภัย และร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และการทำหน้าที่เป็นผู้จัดการรายกรณี เพื่อให้การคุ้มครองช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

3) การดำเนินคดี อาทิ กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามโฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน เพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายโดยเท่าเทียมกัน , กำหนดเขตอำนาจศาลให้ชัดเจน กรณีเป็นความผิดที่เกี่ยวพันกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น และกำหนดให้มีการจัดทำแผนแก้ไขและป้องกันการใช้ความรุนแรงในชั้นศาล  4) การบูรณาการและการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน อาทิ กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการบูรณาการและการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การบริหารงบประมาณ การจัดเก็บข้อมูล และ 5) บทกำหนดโทษ อาทิ กำหนดโทษอาญา กรณีบุคคลในครอบครัวกระทำความผิด ตามมาตรา 6 และเพิ่มโทษหากการกระทำความผิดต่อเด็ก หรือเป็นการกระทำความผิดซ้ำภายใน 3 ปี รวมถึงกรณีผู้ใดลงพิมพ์โฆษณาหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยวิธีใดๆ ซึ่งภาพ เรื่องราว หรือข้อมูลใดๆ ที่อาจทำให้ทราบได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ถูกกระทำ หรือเป็นผู้กระทำ เว้นแต่เป็นไปตามข้อยกเว้น

เตือน! ลูกอาเจียน ถ่ายเหลว ระวังโนโรไวรัส เสี่ยงขาดน้ำ

23 กันยายน 2569 เวลา 06:32 น.

โนโรไวรัส  เป็นเชื้อที่ติดต่อได้ง่ายผ่านอาหาร น้ำ และสิ่งของที่ปนเปื้อน ทำให้เด็กมีอาการอาเจียน ถ่ายเหลว และเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หากเด็กดื่มไม่ได้ ปัสสาวะน้อย หรือซึมผิดปกติ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

นพ.คริษฐ์ เพ็งสะและ

นพ.คริษฐ์ เพ็งสะและ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า โนโรไวรัส (Norovirus) เป็นหนึ่งในเชื้อที่ทำให้เกิดกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลันในเด็ก เชื้อชนิดนี้ก่อโรคได้แม้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณเพียงเล็กน้อย และสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว จึงมักเกิดการระบาดในสถานที่ที่เด็กอยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสถานรับเลี้ยงเด็ก ก่อนแพร่ต่อไปยังสมาชิกในครอบครัว เชื้อนี้พบได้ในคนทุกวัย แต่เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสเกิดภาวะขาดน้ำและอาการรุนแรงได้ง่ายกว่า

เชื้อโนโรไวรัสติดต่อได้อย่างไร

เชื้อโนโรไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางปากและแพร่กระจายได้หลายช่องทาง ได้แก่ รับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน รวมถึงอาหารที่จัดเตรียมโดยผู้ติดเชื้อ สัมผัสของเล่น ภาชนะ หรือพื้นผิวที่มีเชื้อ แล้วนำมือเข้าปาก สัมผัสใกล้ชิดหรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย สัมผัสอาเจียน อุจจาระ หรือผ้าอ้อมที่มีเชื้อ อยู่ใกล้ผู้ป่วยขณะอาเจียน ทำให้ละอองขนาดเล็กกระจายและปนเปื้อนบริเวณโดยรอบ เด็กเล็กมีโอกาสรับและส่งต่อเชื้อได้ง่าย เนื่องจากมักนำมือหรือสิ่งของเข้าปาก และยังดูแลสุขอนามัยของตนเองได้ไม่สม่ำเสมอ

อาการโนโรไวรัสในเด็กที่ผู้ปกครองควรสังเกต

หลังได้รับเชื้อประมาณ 12–48 ชั่วโมง เด็กมักเริ่มมีอาการอย่างฉับพลัน ได้แก่ อาเจียนหลายครั้ง ถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ คลื่นไส้และปวดบิดท้อง เบื่ออาหารหรือกินได้น้อย มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย งอแง หรือไม่ร่าเริงเหมือนปกติ

เด็กเล็กอาจยังไม่สามารถบอกได้ว่ารู้สึกคลื่นไส้หรือปวดท้อง ผู้ปกครองจึงควรสังเกตพฤติกรรมร่วมด้วย เช่น ร้องกวน ไม่ยอมกินนม กุมท้อง นอนซม หรือไม่สนใจเล่น

เด็กส่วนใหญ่มักมีอาการดีขึ้นภายใน 1–3 วัน แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้แม้อาการจะหายแล้ว จึงควรรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดต่อเนื่อง

โนโรไวรัสแตกต่างจากอาหารเป็นพิษอย่างไร

อาหารเป็นพิษ เป็นคำเรียกรวมของอาการเจ็บป่วยจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ซึ่งอาจเกิดจากไวรัส แบคทีเรีย สารพิษจากเชื้อโรค หรือสาเหตุอื่น การติดเชื้อโนโรไวรัสจึงอาจจัดเป็นโรคติดต่อทางอาหารและน้ำได้ หากได้รับเชื้อผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน

เนื่องจากอาการจากแต่ละสาเหตุอาจคล้ายกัน จึงไม่สามารถแยกได้อย่างแน่นอนจากอาการเพียงอย่างเดียว แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับประวัติการเจ็บป่วย การสัมผัสผู้ป่วย และการตรวจร่างกาย

ภาวะขาดน้ำ สัญญาณสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง

การอาเจียนและถ่ายเหลวทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะทารกและเด็กเล็กที่อาจเกิดภาวะขาดน้ำได้อย่างรวดเร็ว ผู้ปกครองควรสังเกตอาการต่อไปนี้ ปากและลิ้นแห้ง กระหายน้ำหรือขอน้ำบ่อย ปัสสาวะน้อยลงหรือมีสีเข้ม ร้องไห้แล้วมีน้ำตาน้อยหรือไม่มีน้ำตา อ่อนเพลีย เล่นน้อยลง หรืองอแงผิดปกติ ตาโหลหรือซึมลง

การวินิจฉัยโนโรไวรัสในเด็ก

แพทย์จะประเมินจากลักษณะอาการ ระยะเวลาที่เริ่มป่วย จำนวนครั้งของการอาเจียนและถ่ายเหลว ประวัติอาหารที่รับประทาน รวมถึงการสัมผัสบุคคลที่มีอาการคล้ายกันในครอบครัวหรือโรงเรียน ร่วมกับการตรวจร่างกายเพื่อประเมินระดับการขาดน้ำและแยกโรคอื่นที่มีอาการใกล้เคียงกัน เด็กส่วนใหญ่อาจไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อ แต่แพทย์อาจพิจารณาตรวจอุจจาระหากมีอาการรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด อาการไม่เป็นไปตามลักษณะทั่วไป หรือสงสัยการระบาดเป็นกลุ่ม

วิธีดูแลเด็กที่ติดเชื้อโนโรไวรัส

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่ใช้รักษาโนโรไวรัสโดยเฉพาะ การดูแลหลักจึงเป็นการทดแทนน้ำและเกลือแร่ ควบคู่กับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ให้สารละลายเกลือแร่ ORS อย่างถูกวิธี ควรใช้สารละลายเกลือแร่สำหรับผู้ป่วยท้องเสียหรือ ORS และผสมตามสัดส่วนที่ระบุบนฉลาก ไม่ควรผสมให้เข้มข้นหรือเจือจางกว่าที่กำหนด หากเด็กอาเจียน ไม่ควรให้ดื่มครั้งละมาก เพราะอาจกระตุ้นให้อาเจียนซ้ำ ควรพักช่วงสั้นๆ แล้วเริ่มป้อนด้วยช้อนหรือให้จิบครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง ทั้งนี้ เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับการออกกำลังกาย น้ำอัดลม น้ำหวาน และน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ไม่ควรใช้แทน ORS เนื่องจากมีสัดส่วนของน้ำตาลและเกลือแร่ไม่เหมาะกับการทดแทนน้ำจากอาการท้องเสีย

เมื่อติดเชื้อ ควรให้เด็กกินอาหารแบบไหน

ทารกที่กินนมแม่สามารถให้นมต่อได้ โดยแบ่งให้บ่อยขึ้นครั้งละน้อย เด็กที่ยังรับประทานอาหารได้ สามารถกินอาหารตามสูง ไม่ควรงดอาหารเป็นเวลานาน หากเด็กยังรับประทานได้

การใช้ยาในเด็กควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

วัยในปริมาณน้อย เลือกอาหารย่อยง่ายและปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารหวานจัด และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ไม่ควรให้ยาหยุดถ่าย ยาแก้อาเจียน หรือยาปฏิชีวนะแก่เด็กด้วยตนเอง เนื่องจากยาบางชนิดอาจไม่เหมาะกับอายุ อาการ หรือภาวะสุขภาพของเด็ก อีกทั้งยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาการติดเชื้อไวรัสได้ หากเด็กมีไข้ ควรให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และใช้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัว โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรเพิ่มขนาดหรือความถี่ของยาเอง

อาการแบบไหนควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์

ผู้ปกครองควรพาเด็กไปพบแพทย์ หากมีอาการดังต่อไปนี้ ดื่มน้ำหรือนมไม่ได้ หรืออาเจียนต่อเนื่อง ปัสสาวะน้อยลงอย่างชัดเจนหรือไม่ปัสสาวะเป็นเวลานาน ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ซึมลง ปลุกตื่นยาก หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ถ่ายเป็นเลือดหรือมีมูกเลือด มีไข้สูงหรือปวดท้องรุนแรง อาการไม่ดีขึ้นหรือผู้ปกครองกังวลว่าเด็กอาจมีภาวะขาดน้ำ ทารก เด็กเล็ก และเด็กที่มีโรคประจำตัวควรได้รับการประเมินจากแพทย์เร็วขึ้น เนื่องจากอาจเกิดภาวะขาดน้ำหรืออาการรุนแรงได้รวดเร็ว

วิธีป้องกันการแพร่เชื้อในโรงเรียนและครอบครัว

ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ ควรสอนให้เด็กล้างมือด้วยสบู่และน้ำไหลอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนรับประทานอาหาร และเมื่อกลับจากโรงเรียน ผู้ดูแลควรล้างมือทุกครั้งหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือทำความสะอาดอาเจียนและอุจจาระ เจลแอลกอฮอล์สามารถใช้เสริมได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการล้างมือ เนื่องจากมีประสิทธิภาพต่อเชื้อโนโรไวรัสไม่ดีเท่าสบู่และน้ำ แยกของใช้และทำความสะอาดบริเวณที่ปนเปื้อน แยกแก้วน้ำ ช้อนส้อม และผ้าเช็ดตัวของเด็กที่ป่วย สวมถุงมือเมื่อต้องสัมผัสอาเจียน อุจจาระ หรือผ้าอ้อม ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อของเล่น ลูกบิดประตู ก๊อกน้ำ และโถสุขภัณฑ์ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม นำเสื้อผ้าและเครื่องนอนที่ปนเปื้อนไปซักทันที โดยไม่เขย่าก่อนซัก ใช้อุณหภูมิน้ำและวิธีอบแห้งสูงสุดที่เหมาะกับเนื้อผ้า ล้างมือด้วยสบู่และน้ำทุกครั้งหลังทำความสะอาด

ควรให้เด็กหยุดเรียนหรือหยุดไปศูนย์เด็กเล็กอย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังอาการอาเจียนและถ่ายเหลวหยุดลง รวมถึงหลีกเลี่ยงการเตรียมอาหารหรือดูแลผู้อื่นในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อ

แม้เด็กส่วนใหญ่มักมีอาการดีขึ้นภายในไม่กี่วัน แต่สิ่งสำคัญคือการป้องกันภาวะขาดน้ำด้วยการให้สารละลายเกลือแร่ ORS อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการรักษาสุขอนามัยเพื่อลดการแพร่เชื้อ หากเด็กดื่มไม่ได้ อาเจียนต่อเนื่อง ปัสสาวะน้อย ซึมลง ถ่ายเป็นเลือด หรือมีอาการผิดปกติรุนแรง ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม