โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พันโท-ร้อยตรี เป็นกรณีพิเศษ 3 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พันโท-ร้อยตรี เป็นกรณีพิเศษ 3 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พันโท-ร้อยตรี เป็นกรณีพิเศษ 3 ราย

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.26 น.

วันที่ 27 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ความว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการทหาร สังกัดกองทัพบก ที่ได้รับบาดเจ็บถึงพิการทุพพลภาพเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาเหตุฉุกเฉิน จำนวน 3 ราย ดังนี้

1.จ่าสิบเอก มะนายี สาเมาะ

เป็น พันโท ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2567

2.จ่าสิบเอกเจริญ เพ็ชรภิมล

เป็น พันโท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2568

3.สิบโทอดิศัย สุขศิริวัฒน์

เป็น ร้อยตรี ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2567

ประกาศ ณ วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2569

ของแพงถล่มซ้ำคนไทย จ่อขยับยกแผง ตั้งแต่ค่าเรือยันข้าวแกง

ของแพงถล่มซ้ำคนไทย  จ่อขยับยกแผง  ตั้งแต่ค่าเรือยันข้าวแกง

ของแพงถล่มซ้ำคนไทย จ่อขยับยกแผง ตั้งแต่ค่าเรือยันข้าวแกง

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ของแพงถล่มซ้ำคนไทย จ่อขยับยกแผง ตั้งแต่ค่าเรือยันข้าวแกง ประชาชนกัดฟันเข้าปั๊ม พณ.เพิ่ม7สินค้าควบคุม

การปรับขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียวลิตรละ 6 บาท ส่งผลกระทบหนักเรือคลองแสนแสบแบกรับต้นทุนไม่ไหว ปรับขึ้นค่าโดยสาร 2 บาท เริ่ม30มีนาคม และหากราคาน้ำมันยังพุ่งสูงไม่หยุดเตรียมพิจารณาปรับครั้งภายในวันที่6เมษายนนี้ขณะที่ปั๊มน้ำมันในพื้นที่ต่างๆ ยังคงมีผู้คนไปต่อคิวเติมน้ำมันอย่างเนืองแน่นเพราะแม้ว่าจะได้รับความเดือดร้อนหนัก แต่ก็จำเป็นต้องใช้น้ำมัน ด้าน“ศุภจี” เคาะเพิ่มสินค้าควบคุมอีก 7 รายการไม่ให้กระทบประชาชน

เมื่อวันที่ 26มีนาคม 2569 นายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด เจ้าของ เรือคลองแสนแสบ แจ้งว่าสืบเนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงในวันที่ 26 มีนาคม 2569 โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล B7 ที่พุ่งสูงขึ้นถึงลิตรละ 38.94 บาท หรือปรับขึ้นรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเดินเรือในคลองแสนแสบ เส้นทางระหว่างวัดศรีบุญเรือง-สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ผู้ประกอบการครอบครัวขนส่ง จึงได้ออกประกาศเพื่อแจ้งปรับอัตราค่าโดยสารใหม่จาก 11-21 บาท เป็น 13-23บาท ตามระยะทาง เพื่อให้ธุรกิจสามารถประคองตัวอยู่ได้ในสภาวะต้นทุนพลังงานวิกฤตขณะนี้

สำหรับการปรับขึ้นค่าโดยสารในครั้งนี้ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 2 บาทต่อช่วงระยะทาง โดยอ้างอิงจากตารางกำหนดอัตราค่าโดยสารในระดับราคาต้นทุนน้ำมันดีเซลที่ช่วง 33.01 – 35.00 บาทต่อลิตร แม้ว่าในความเป็นจริง ณ ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดีเซลจะทะลุไปถึงเกือบ 39 บาทต่อลิตรแล้วก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการบรรเทาผลกระทบของผู้ใช้บริการในเบื้องต้นก่อนจะมีการประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง

“อัตราค่าโดยสารที่ปรับขึ้น 2 บาทนี้อาจยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย เนื่องจากราคาดีเซล ณ วันที่ 26 มีนาคม อยู่ที่ 38.94 บาท ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ใช้ปรับราคาในรอบนี้ ดังนั้นบริษัทจะทำการพิจารณาสถานการณ์และต้นทุนที่แท้จริงอีกครั้งภายในวันที่ 6 เมษายน 2569 ว่าจะต้องมีการปรับอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่เกิน 35 บาทขึ้นไปหรือไม่ โดยในตารางเปรียบเทียบระบุว่าหากราคาน้ำมันขยับไปอยู่ในช่วง 35.01 – 37.00 บาท หรือสูงกว่านั้น ค่าโดยสารจะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีกระยะละ 1 บาทตามลำดับ” นายชวลิต กล่าว และว่า เราให้บริการเดินเรือมา 40 ปีแล้ว ไม่เคยเจอน้ำมันกระโดดขึ้นขนาดนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและดีเซลแบบก้าวกระโดดถึง 6 บาทต่อลิตรมีผลตั้งแต่ 05.00 น. วันที่ 26 มีนาคม 2569 ส่งผลให้สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งในจังหวัดพังงาคึกคักไปด้วยรถกระบะและรถจักรยานยนต์ของประชาชนที่มาเข้าแถวรอคิวเติมน้ำมันยาวเหยียดตั้งแต่ช่วงเช้ามืดในพื้นที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา

จากการลงพื้นที่สำรวจบางปั๊มจำกัดการเติมอนุญาตให้เติมได้เพียงคันละ 500 บาท เพื่อป้องกันน้ำมันหมดคลังก่อนกำหนด และบางปั๊มให้เติมเต็มถัง สำหรับผู้ที่มาเข้าคิวรอเป็นเวลานาน ส่วนกลุ่มลูกค้าประจำยังคงได้รับอนุญาตให้นำแกลลอนมาเติมเพื่อสำรองไว้ใช้ในการเกษตรและการขนส่ง ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้ไม่ได้กระทบเพียงผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไป แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดพังงา ที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องจักรกลทางการเกษตรและรถขนส่งผลิตผล ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเปรียบเสมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันขึ้นทีเดียว 6 บาท มันแรงเกินไป ตั้งตัวไม่ทันจริงๆ อยากให้รัฐบาลช่วยลงมาดูหน่อย ไม่ใช่แค่ประกาศขึ้นแล้วจบไป

ส่วนบรรยากาศในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา อำเภอที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทยที่มีพรมแดนติดต่อประเทศมาเลเซีย หลังมีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันโดยพบว่าที่ปั๊มน้ำมัน PT เบตงรัตนะบริการ ในเขตเทศบาลเมืองเบตง ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 39.48 ต่อลิตรแก๊สโซฮอร์ อยู่ที่41.59 ต่อลิตร และ เบนซินอยู่ที่50.18 ต่อลิตร โดยที่ปั๊มที่เปิดให้บริการ ตั้งแต่ 06.00 น.เป็นไปอย่างคึกคักโดยมีประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวเบตงเป็นจำนวนมาก ต่างนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ มาเข้าคิวรอเติมน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พนักงานปั๊มต้องเร่งให้บริการเพื่อรองรับความต้องการของประชาชนที่ทยอยเดินทางมาเข้าคิวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเช้า

ด้านเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเบตง ที่นำรถยนต์ออกมาเข้าคิวรอเติมน้ำมัน บอกว่า การปรับราคาน้ำมันขึ้นทีเดียว 6 บาทต่อลิตรนั้น ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันใส่ปั๊มน้ำเพื่อรดน้ำต้นทุเรียนโดยเฉพาะตนที่ใช้รถยนต์ในการเข้าทำสวนและสวนของตนก็เป็นเนินเขาต้องใช้น้ำมันวันละไม่ต่ำกว่า 30 ลิตรและ ต้องวิ่งตระเวนเติมน้ำมันทุกวัน

ที่เชียงใหม่ หลายปั๊มเต็มไปด้วยผู้ใช้รถออกมาเติมน้ำมันกันเนืองแน่น คิวรอเติมน้ำมันแถวยาวออกมานอกปั๊ม ที่ปั๊มบางจาก ริมถนนซูเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง รถต่อแถวยาวเหยียดเช่นกัน แต่รถที่ใช้น้ำมันดีเซล อย่างรถกระบะ รถบรรทุกหลายคัน มารอคิวเก้อ เพราะน้ำมันดีเซลหมด

ขณะที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่ ซึ่งปิดให้บริการหลัง 4 ทุ่ม รถส่งน้ำมันมาส่งหลังปั๊มปิดแล้ว จึงยังมีน้ำมันดีเซลให้บริการปกติเช้านี้ พนักงานขับรถส่งพัสดุบอกว่ารู้สึกแย่มากๆ กับการประกาศขึ้นราคากลางดึกที่หลายปั๊มปิดแล้ว ทำให้หลายคนเลือกไม่ได้ ต้องยอมเติมน้ำมันที่ราคาแพงขึ้น

ด้านไรเดอร์ส่งอาหารต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าวันนี้คงเหลือเงินกลับบ้านไปเลี้ยงดูครอบครัวน้อยลงแน่นอน เพราะต้องแบกต้นทุนค่าน้ำมันเพิ่ม อยากให้แอปฯ ช่วยเหลือไรเดอร์บ้าง

ส่วนที่ อ.เมืองขอนแก่น ปั๊มน้ำมันบางจาก ริมถนนขอนแก่น-เชียงยืน ประชาชนต่อแถวรอเติมน้ำมันอย่างคึกคัก บางช่วงแถวยาวจนล้นออกไปยังถนน แต่ปั๊มแห่งนี้ยังจำกัดการเติม รถเล็กไม่เกินคันละ 700 บาท รถใหญ่ไม่เกิน 3,000 บาท ผู้ใช้รถไม่พอใจที่ราคาน้ำมันพุ่งพรวด ขณะที่ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าบางรายพยายามประหยัดน้ำมันทุกวิถีทาง

ขณะที่ผู้ประกอบการด้านการเกษตรต่างทยอยซื้อน้ำมันกักตุนไว้เพื่อใช้เติมรถเกี่ยวข้าวนาปรัง 3 คัน ซึ่งจะเริ่มออกรับจ้างช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ปกติต้องใช้เงินเติมน้ำมันวันละ 10,000 บาท เมื่อน้ำมันถีบตัวสูงขึ้น ต้นทุนก็จะสูงขึ้นมาก

ส่วนปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่อยู่ใกล้เคียงกัน สัปดาห์นี้การขนส่งน้ำมันคล่องตัวขึ้น ทำให้ผู้ใช้รถเข้ามาเติมได้ไม่จำกัด แต่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง ต้องลุ้นวันต่อวัน สังเกตพบว่าไม่เฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตร แต่เกษตรกรทั่วไปก็นำถังมาบรรจุน้ำมันกักตุนไว้เช่นกัน เพราะหวั่นใจว่าราคาจะถีบตัวสูงขึ้นอีก

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ระบุว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันลักษณะก้าวกระโดดเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศ ช็อกทั้งด้านราคาและการเข้าถึงน้ำมัน ในหลายพื้นที่ไม่มีน้ำมันขายให้เกษตรกร เฉพาะเช้านี้ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกแล้ว 17 จังหวัด ว่ากำลังจะเกี่ยวข้าว แต่ตามปั๊มไม่มีน้ำมันจำหน่าย ช่วงนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ถ้าไม่มีน้ำมันให้รถเกี่ยวข้าวทำงานจะทำให้การเก็บเกี่ยวล่าช้า เสี่ยงเสียหาย

ร้านอิ่มแปล้ ข้าวแกง 10 บาท ริมถนนเส้นทางงามเขต มุ่งหน้าถนนสายเอเชีย ต.ธนู อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นร้านข้าวแกงที่รู้จักกันดีของชาวอยุธยา วันนี้ยังคงเต็มไปด้วยประชาชนจำนวนมากที่เดินมารับประทานอาหาร ฝากท้องกับร้านข้าว 10 บาทแห่งนี้กันอย่างคึกคัก มีมากกว่า 20 เมนูต่อวัน

ขณะที่ย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ปั๊มน้ำมันโล่งมากกว่าทุกวัน แต่ประชาชนต้องตกใจว่าทำไมรัฐบาลขึ้นราคารวดเดียว 6 บาท ทำไมไม่ขึ้นราคาครั้งละน้อยๆ เพื่อจะได้เตรียมตัว ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งชาวแปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา ถึงกับต้องขับรถมาเติมน้ำมันในเขตกรุงเทพฯ ระบุว่าถ้าให้เปรียบเทียบกับการขาดแคลนน้ำมัน ให้ราคามันขึ้นดีกว่าไม่มีเติม

ส่วนรถเมล์ยังมีผู้ใช้บริการตามปกติ โดย ขสมก. ยอมรับว่าได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากขณะนี้ใช้น้ำมันประมาณ 128,000 ลิตรต่อวัน เพื่อเดินรถรับ-ส่งประชาชน โดยจะ ขสมก. จะประชุมเรื่องวิกฤติพลังงานน้ำมันในวันที่ 30 มีนาคมนี้ คาดจะมีการปรับลดความถี่ในการเดินรถ นำรถก๊าซธรรมชาติเอ็นจีวี ที่พร้อมใช้งานอีก 800 คัน มาวิ่งทดแทนเพื่อลดสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซล

เมื่อเวลา 13.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการกำชับให้เตรียมความพร้อม โดยกรมการค้าภายในทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัด คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ให้เน้นย้ำเรื่องของสินค้าควบคุม ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค ซึ่งมีอยู่แล้ว 59 รายการ และได้มีการจัดการประชุม กจร. เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ให้ทบทวนว่า ควรจะเพิ่มเติมในเรื่องสินค้าที่จะต้องดูแลให้ไม่มีผลกระทบกับประชาชน ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จะเพิ่มเติมมา 7 รายการด้วยกัน โดยได้ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแล้ว เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับห่วงโซ่อุปสงค์ อุปทาน ตัวอย่างเช่น เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด ซอสปรุงรส ทั้งน้ำปลาและซีอิ๊ว เป็นต้น

“ปัจจุบันมีสินค้าที่ควบคุมดูแลอยู่แยกออกเป็น 12 หมวด และมีระดับความเข้มข้น 5 ระดับ ซึ่งระดับที่เข้มข้นสูงสุดคือ หากจะขยับราคาจะต้องมีการขออนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อน มีทั้งหมด 8 สินค้า เช่น ปลากระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป นมผงและนมเหลว นมเปรี้ยว เป็นต้น โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการแล้ว ย้ำว่า ยังสามารถดูแลสต๊อกที่มีอยู่ได้ในหมวดสินค้าจำเป็นที่ควบคุมดูแลอยู่ได้ แต่ในหมวดสินค้าทั่วไปยอมรับว่า จะมีการปรับขึ้นราคาตามที่ประชาชนได้รับรับทราบ เช่น น้ำตาลทราย เป็นต้น” รมว.พาณิชย์ กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“คนไทยทราบดีว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการสู้รบในประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้น แต่ก็หวังว่า วันนี้คนไทยจะได้อุ่นใจขึ้นได้บ้างจากมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมของรัฐบาล”

นายสิรภพ สมผล

สส.สกลนคร พรรคกล้าธรรม

ฮุนเซนดิ้นใหญ่ รีบประท้วงไทย ไม่ยอมรับมติสว. ปมยกเลิกMOU

ฮุนเซนดิ้นใหญ่  รีบประท้วงไทย  ไม่ยอมรับมติสว.  ปมยกเลิกMOU

ฮุนเซนดิ้นใหญ่ รีบประท้วงไทย ไม่ยอมรับมติสว. ปมยกเลิกMOU

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เขมรดิ้นหนัก ร่อนแถลงการณ์ประท้วงไม่ให้ไทยยกเลิก MOU 2543 อ้างละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ยอมรับขั้นตอนกฎหมายไทย ย้ำเขมรยึดมั่นแก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคี

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กSamdech Hun Sen of Cambodia ซึ่งมีใจความว่า สำนักงานเลขาธิการกิจการชายแดนแห่งรัฐกัมพูชา (SSBA) ออกแถลงการณ์ตามที่คณะกรรมาธิการฯของวุฒิสภาไทย ได้ลงมติเห็นควรให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 2000) พ.ศ.2543

โฆษกสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาฝ่ายชายแดนปฏิเสธอย่างเด็ดขาด โดยฝ่ายไทยไม่สามารถอ้างขั้นตอนทางกฎหมายภายในประเทศ หรือเหตุผลอื่นใด เพื่อยกเลิก MOU 2543 และขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และบ่อนทำลายความสำเร็จของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองฝ่ายในอดีต

โดยทางการกัมพูชา ได้ชี้แจงให้ประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศทราบข้อเท็จจริง ดังนี้ 1.MOU 2543 ได้รับการลงทะเบียนและฝากไว้ที่สำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ เป็นสนธิสัญญาหรือข้อตกลงทวิภาคีเกี่ยวกับเรื่องชายแดน สร้างภาระผูกพันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นกรอบที่สำคัญสำหรับทั้งสองฝ่ายในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC)

2.ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้สถานการณ์ใดๆ ประเทศไทยไม่สามารถใช้กฎหมายภายในประเทศหรือกระบวนการภายในประเทศ หรือเหตุผลอื่นๆ เพื่อเพิกถอน MOU 2543 ได้

3.MOU 2543 มอบอำนาจอย่างเต็มที่แก่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ทั้งสองฝ่ายในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติตามอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสพ.ศ.2447 และ พ.ศ.2450 แผนที่เกิดจากการทำงานของคณะกรรมาธิการเขตแดนระหว่างสยามและอินโดจีนรวมถึงการระบุตำแหน่งที่แท้จริงของเสาเขตแดนทั้งหมด 74 เสาในยุคฝรั่งเศส การซ่อมแซมและรักษาเสาเขตแดนที่ตกลงกันไว้ การสำรวจและการใช้เครื่องหมายชั่วคราว การสร้างเครือข่ายทางธรณีวิทยาร่วมกันระหว่างกัมพูชาและไทย และดำเนินการสำรวจโดยละเอียดที่จุดตรวจชายแดน

ในโอกาสนี้ โฆษกสำนักงานเลขาธิการชายแดนไทย-กัมพูชา จึงขอเน้นย้ำว่า ฝ่ายกัมพูชายึดมั่นในการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี รวมทั้งกลไกทวิภาคีที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (IBC) กัมพูชายังคงเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ โดยสรุปแล้ว การยกเลิก MOU 2000 ด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะไม่เพียงเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการไร้ความหมายของพรมแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการขัดขวางการแก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างสองประเทศอย่างสันติและขัดขวางการจัดตั้งพรมแดนแห่งเสถียรภาพ สันติภาพ และการพัฒนาด้วย

อุ้มคนจนหัวละ100บาท รบ.เคาะแล้ว! เยียวยาผลกระทบน้ำมัน

อุ้มคนจนหัวละ100บาท  รบ.เคาะแล้ว!  เยียวยาผลกระทบน้ำมัน

อุ้มคนจนหัวละ100บาท รบ.เคาะแล้ว! เยียวยาผลกระทบน้ำมัน

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อุ้มคนจนหัวละ100บาท รบ.เคาะแล้ว! เยียวยาผลกระทบน้ำมัน จ่อหั่นภาษีสรรพสามิต ช่วยค่าปุ๋ยกลุ่มเกษตรกร ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยถูก

ศบก.ไม่กล้ารับประกันสงกรานต์นี้ดีเซลทะลุ 70 บาทหรือไม่ ระบุทุกอย่างไม่มีความแน่นอน แจงต้องปรับราคากลางดึก 6 บาท เพราะมาเลเซียขึ้นก่อนถึง 7 บาท ถกด่วน “ครม.นัดพิเศษ” ยอมรับหนักใจ พร้อมเคาะช่วยกลุ่มคนจนหัวละ 100 บาท พร้อมหั่นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) แถลงสถานการณ์ประจำวันถึง กรณีการปรับราคาน้ำมันทุกชนิดลิตรละ 6 บาท ว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ แม้จะมีการเสนอข้อตกลงต่างๆ แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกเพิ่มสูง โดยเมื่อวันที่ 17 มี.ค.2569 ประมาณ 198 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ราคาพุ่งถึง 242 เกือบ 243 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลถึงราคาขายปลีกทั่วไปทุกประเทศ

อ้างมาเลซียขึ้น7บาท

สำหรับประเทศไทยทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดสภาพคล่องติดลบมากขึ้นปัจจุบันอยู่ที่ 35,000 ล้านบาท กองทุนน้ำมันเริ่มขาดสภาพคล่อง เพราะมีเงินไหลออก ประมาณวันละ 2,000 ล้านบาท  ส่วนราคาน้ำมันประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง มาเลเซีย ก็มีการปรับน้ำมันดีเซล 7 บาทต่อลิตร ซึ่งเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านราคาของเราไม่ได้สูงอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างต่ำด้วยซ้ำไป

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. มีการพิจารณาหลายมิติ จนได้ข้อสรุปว่าต้องมีการปรับลดการชดเชยในกลุ่มของน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร

ขอประชาชนช่วยประหยัด

นายพรชัย ยังกล่าวว่าการปรับลดการชดเชยเข้ากองทุนน้ำมัน จะทำให้กองทุนน้ำมันจะช่วยเหลือน้ำมันเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นน้ำมันทางเศรษฐกิจ และแก๊สโซฮอล์ E10 และ E20 ให้ประชาชนได้ใช้ในราคาที่ถูก ขอให้ประชาชนมั่นใจ ว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงรักษาเสถียรภาพ ขายปลีกในประเทศได้อย่างเหมาะสม และขอให้ประชาชนประหยัด และเราจะดำเนินการไปด้วยกัน ซึ่งคาดว่าการลดการจัดเก็บครั้งนี้จะทำให้เราสามารถยืนสู้กับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อาจสูงขึ้นในอนาคตได้ เพราะสภาพคล่องเราจ่ายน้อยลงเราก็ยังพอช่วยเหลือได้ต่อไป

สถานการณ์โลกเปลี่ยนไป

เมื่อถามว่า การขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ทำให้ประชาชนตกใจ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หรือ สภาพัฒน์ ยืนยันว่า การขึ้นราคาจะขึ้นเป็นขั้นบันไดแต่การขึ้น 6 บาทโดยไม่แจ้งประชาชนจะชี้แจงอย่างไร นายพรชัย กล่าวย้ำว่า สถานการณ์โลกที่เราคุยกันณ วันที่ 17 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกยังอยู่ที่ 198 เหรียญ สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากนั้นเพียง 2 วันกระโดดขึ้นมา 243 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น รวมถึงประเทศไทยที่มีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการช่วยสนับสนุน

”แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับสูงก็ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดทุน และขาดสภาพคล่อง โดยเหตุผลที่ต้องปรับขึ้น 6 บาทเพื่อจะได้รักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไปให้มีสภาพคล่อง “ผอ. สำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ระบุ ขณะที่ราคาน้ำมันในประเทศอาเซียนไม่ใช่เพียงประเทศไทยก็มีการกระโดดขึ้นอย่างเช่น มาเลเซีย และทุกประเทศจะมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น

ไม่รับประกันขึ้นแบบขั้นบันใด

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะไม่มีการรับประกันใช่หรือไม่ว่าการขึ้นราคาน้ำมันจะขึ้นแบบขั้นบันได จะมีการปรับขึ้นเมื่อเมื่อไหร่ก็ได้ใช่หรือไม่ และประชาชนต้องรอลุ้นราคาน้ำมันในแต่ละวันใช่หรือไม่ นายพรชัย ชี้แจงว่า การขึ้นในแต่ละครั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะมีการพิจารณาในหลายมิติ ที่ผ่านมาบางครั้งมีการปรับขึ้น 50 สตางค์ บางครั้ง 75 สตางค์ บางครั้งมีการขึ้น 1.80 บาท ครั้งนี้ขึ้น 6 บาท ซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาจากหลายด้านไม่ใช่เฉพาะราคาน้ำมันอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณามิติของเพื่อนบ้านและประชาชนด้วย คงไม่การันตีว่าจะมีการขึ้นรวดเดียวต้องขอดูเป็นรายวันไป

ส่วนกรณีที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีหนี้ 35,000 ล้านบาท หากเปรียบเทียบกับในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2565 ที่กองทุนน้ำมันติดลบเป็น 1.2 แสนล้านบาท สมัยนั้นมีวิธีการแก้ปัญหา เหตุใดจึงไม่นำมาใช้กับการบริหารกองทุนน้ำมันในขณะนี้ นายพรชัย กล่าวว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ว่าจะวิธีไหนมีหลักการในการพิจารณาเหมือนกัน เพียงแต่ขณะนั้นสถานการณ์ของรัสเซีย-ยูเครน

จะค่อยๆขยับ ถึงแม้จะมีความยืดเยื้อหลายเดือน จนถึงปัจจุบันยังมีสถานการณ์ประปราย แต่ราคาน้ำมันไม่เท่าพุ่งสูงขึ้นอย่างเช่นสถานการณ์ปัจจุบันเหมือนเหตุการณ์สหรัฐกับอิหร่าน ที่ราคาพุ่งสูงต่อวัน 20 ถึง 30 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลถึง 243 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

“เพราะฉะนั้นการตัดสินใจขึ้นบางอย่างต้องรีบดำเนินการ เพื่อไม่ให้บานปลาย ไปมากกว่านี้ ต้องมีการสกัดไว้บ้าง ยืนยันว่ายังคงรักษาเสถียรภาพ และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าเรายังดูแลอยู่“ นายพรชัย กล่าว

ไม่รับปากสงกรานต์ทะลุ70บาท

ส่วน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ราคาน้ำมันจะทะลุไปถึง 70 บาทต่อลิตรหรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า ราคาน้ำมันประเทศขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตลาดโลก แต่จะขึ้นถึง 70 บาทหรือไม่ ต้องดูว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีกำลังพอที่จะรักษาสภาพคล่องได้หรือไม่ หากทำได้เราก็จะทำ ทั้งนี้ การลดการจัดเก็บในครั้งนี้จะทำให้ดีขึ้น แต่เราไม่สามารถยืนยันได้ว่า ราคาในตลาดโลกจะสูงขึ้นเท่าไหร่มากขนาดไหน

เมื่อถามว่า ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า ทำไมถึงขึ้นราคากลางดึก และตั้งข้อสงสัยว่า ก่อนหน้านี้ที่หาน้ำมันเติมไม่ได้ เพราะมีการกักตุนรอราคาขึ้นหรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องประกาศกลางดึก เพราะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่สิงคโปร์จะปิดราคาช่วงประมาณ 19.00 น. ซึ่งเขาจะค่อยๆ ปล่อยราคาน้ำมันแต่ละชนิด เช่น น้ำมันดีเซล น้ำมันดูไบ น้ำมันเบนซิน ซึ่งตนต้องมานั่งทำโครงสร้างราคาที่ตีออกมาเป็นค่าเงินบาท กว่าจะเสร็จก็ 21.00 น. และ กบน.ก็มีการประชุมกันในช่วง 21.00 น. เพื่อให้ได้ข้อมูลหลายมิติ เราก็เพิ่งทราบว่า เพื่อนบ้านก็ขึ้นราคา ฉะนั้น การประกาศช่วงดึกไม่ได้ทำเพื่อช่วยเหลือใครทั้งนั้น แค่รอข้อมูลให้รอบด้าน เพื่อให้ราคาที่ชัดเจน

รับประกันพ่อค้าไม่รู้เรื่อง

ส่วนที่คนสงสัยว่า ผู้ค้ามีการกักตุนรอให้ราคาขึ้นนั้น ยืนยันว่า ไม่มี และทางผู้ค้าก็ไม่ทราบว่าเราจะทำ แม้กระทั่งตนและคนที่ทำงานก็ไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนแน่นอน คีย์ข้อมูล ณ ตอนนั้นเลย รับประกันได้

เมื่อถามว่า วิเคราะห์อย่างไรที่ก่อนหน้านี้น้ำมันหมดปั๊ม แต่พอราคาขึ้น น้ำมันกลับไม่ขาด นายพรชัย กล่าวว่า เรามองในมิติอัตราเงินกองทุน ส่วนเรื่องการจัดเก็บสต็อกน้ำมันขอให้กรมธุรกิจพลังงานเป็นผู้ตอบจะดีกว่า เขาจะตอบได้ชัดเจน

หนูถกครม.นัดพิเศษ/เอาอยู่

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เวลา 11.00น.ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือประเด็นวิกฤตพลังงานหลังดีเซลปรับราคาอีก 6 บาท ต่อมานายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาเปิดผยว่า หารือกันหลายเรื่อง ขอให้รอการแถลงข่าว

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะเอาอยู่ใช่หรือไม่ นายนภินทร กล่าวว่า “เอาอยู่สิครับ”และมีข่าวดีแน่นอนในการช่วยเหลือประชาชน โดยจะมีเรื่องการลดราคาสินค้า และจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีน้ำมันใช้เดินทางในช่วงสงกรานต์ รวมไปถึงการควบคุมราคาสินค้า

รับมือผลกระทบน้ำมัน

เวลา 13.50น.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการดูแลผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นทั้งนี้รัฐบาลยังทำงานเต็มกำลังแม้จะอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และ นายกรัฐมนตรีกล่าวในที่ประชุมว่าวันนี้เป็นวิกฤตพลังงานทั่วโลก จึงกำชับให้ส่วนงานราชการทั้งส่วนกลาง ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และท้องถิ่น เข้มงวดในมาตรการประหยัดพลังงานที่เคยได้สั่งการในมติครม.ไปแล้ว โดยเฉพาะการเดินทางไปอบรมดูงานต่างประเทศขอให้ยกเลิก และให้ส่วนราชการต่างๆไปกำชับเรื่องนี้ การประชุมสามารถเดินทางได้ แต่การดูงานกำชับว่าห้าม เราต้องปรับตัวประหยัดทุกอย่าง เพราะทั่วโลกกระทบกับวิกตพลังงาน การใช้ไฟหรือแอร์ต่างๆได้กำชับให้ข้าราชการไปปฏิบัติตาม เราต้องปรับตัวหลายประเทศต้องปรับตัว

เพิ่มเงินคนจนหัวละ100

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้แถลงข่าวมาตรการช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้คลัง พิจารณา ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต ว่าจะลดอย่างไร แค่ไหน ตามความเหมาะสม 2.ดูแลกลุ่มเปราะบาง ใช้กลไกสวัสดิการแห่งรัฐ ปกติใช้จ่ายคนละ 300 บาท จะเพิ่มให้อีก 100 เป็น 400 บาท ระหว่างรัฐบาลรักษาการ จะใช้แค่ 1เดือน เดี๋ยวมีรัฐบาลทางการจะดูว่าต่อหรือไม่ 3.กลุ่มขนส่ง จะมีทั้งรถบรรทุกและรถโดยสาร รัฐบาลจะดูแลทั้ง 2 กลุ่ม รวมถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 4.ช่วยภาคเกษตรกร เบื้องต้นสิ่งที่กระทบคือ ปุ๋ย พาณิชย์จะมีโครงการสงวนค่าปุ๋ย ลดต้นทุนภาคเกษตรกร และสนับสนุนใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 5.กลุ่มประมง หารือเบื้องต้น เยียวยาด้วยการใช้น้ำมัน B20 ที่ต้นทุนต่ำกว่าปกติ 5-6บาท 6.คู่สัญญาภาครัฐ กลุ่มอุตสาหกรรม ก่อสร้าง จะขยายการตรวจรับงานที่เหมาะสม ค่าปรับยังอยู่ แต่ดูว่าจะขยายเวลาตรวจรับงาน จะดูเคสบายเคส และ 7.กลุ่มอื่นๆ สำหรับเอสเอ็มอี ออมสินเตรียมวงเงินซอฟต์โลน 1หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง

/ พณ.ควบคุมราคาสินค้า

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ แถลงว่า า ภาวะวิกฤตนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มีการกำชับให้เตรียมความพร้อม โดยกรมการค้าภายในทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัด คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ให้เน้นย้ำเรื่องของสินค้าควบคุม ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค ซึ่งมีอยู่แล้ว 59 รายการ และได้มีการจัดการประชุม กจร. เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ให้ทบทวนว่า ควรจะเพิ่มเติมในเรื่องสินค้าที่จะต้องดูแลให้ไม่มีผลกระทบกับประชาชน ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จะเพิ่มเติมมา 7 รายการด้วยกัน โดยได้ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแล้ว เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับห่วงโซ่อุปสงค์ อุปทาน ตัวอย่างเช่น เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด ซอสปรุงรส ทั้งน้ำปลาและซีอิ๊ว เป็นต้น

นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันมีสินค้าที่ควบคุมดูแลอยู่แยกออกเป็น 12 หมวด และมีระดับความเข้มข้น 5 ระดับ ซึ่งระดับที่เข้มข้นสูงสุดคือ หากจะขยับราคาจะต้องมีการขออนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อน มีทั้งหมด 8 สินค้า เช่น ปลากระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป นมผงและนมเหลว นมเปรี้ยว เป็นต้น โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการแล้ว ย้ำว่า ยังสามารถดูแลสต๊อกที่มีอยู่ได้ในหมวดสินค้าจำเป็นที่ควบคุมดูแลอยู่ได้ แต่ในหมวดสินค้าทั่วไปยอมรับว่า จะมีการปรับขึ้นราคาตามที่ประชาชนได้รับรับทราบ เช่น น้ำตาลทราย เป็นต้น

ติดตามการผลิตปุ๋ย

รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ขณะที่เรื่องการหาวัตถุดิบเพิ่มเติมในภาคของเกษตรกรที่กำลังจะมีการเก็บเกี่ยวในบางพืชผลนั้น กระทรวงพาณิชย์จะติดตามเรื่องปุ๋ย ซึ่งมีสต็อกเพียงพอในประเทศถึงประมาณเดือน เม.ย. ซึ่งจะหาเข้ามาเพิ่มเติมได้ แต่อาจมีราคาที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น จึงต้องมีมาตรการเยียวยาเพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกรและชาวประมง โดยการหารือถึงแนวทางการช่วยค่าปุ๋ย รวมถึงทำงานร่วมกันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการปรับสูตรปุ๋ยให้ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้ามากขึ้น หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มเติมในพื้นที่ที่สามารถทำได้

ยอมรับรัฐบาลหนักใจ

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเมื่อถามถึงกรณีที่ประชาชนกังวลว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปถึง 50 บาทต่อลิตร มีแผนรับมือในระยะยาวอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นายประเสริฐ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ตัดสินใจ ถือว่าคุยกันนาน หนักใจ แต่ด้วยสถานการณ์ความรุนแรงที่เราคาดไม่ถึง ซึ่งคาดว่า ไม่น่าจะรุนแรงและยาวนานขนาดนี้ รัฐบาลพยายามจะตรึงให้ได้ และผ่อนมาเหลือ 33 บาทต่อลิตร แต่สุดท้ายต้องยอมรับว่า ด้วยสถานการณ์ที่รุนแรงขนาดนี้ กองทุนน้ำมันเอาไม่อยู่ ประกอบกับการลักลอบส่งออกกักตุนเก็งกำไร ทำให้น้ำมันฝืดเข้าระบบประมาณ 86 ล้านลิตร ซึ่งมากกว่าปกติ อยู่ประมาณ 20% ถูกนำไปเก็บสำรองเอาไว้ มาตรการราคาจึงเป็นอีกมาตรการหนึ่ง

นายประเสริฐ กล่าวว่า หากถามว่าจะถึง 50 บาทต่อลิตรหรือไม่ ตนไม่สามารถตอบได้ อาจจะลงมาก็ได้ หากเขาหยุดรบ ราคาหลังจากนี้ไปจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากสถานการณ์ดีขึ้น ลดภาษีสรรพสามิตลดราคา ซึ่งมีทั้งบวกและลบหลังจากนี้ไป

เป็นไปตามกลไกตลาด

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ตอบคำถามถึงกรณีราคาน้ำมันพุ่งรวดเดียว 6 บาท ว่า มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ ซึ่งมีกลไกราคาโลก หากเรามัวแต่กดไว้ จะทำให้มีการรั่วไหล ไปในประเทศที่มีการปรับราคาขึ้น ตามราคาตลาด ซึ่งจะส่งผลกระทบหลายอย่าง และป้องกันไม่ให้น้ำมันเถื่อน ออกไปประเทศอื่น และทำให้เรามีน้ำมันในประเทศน้อยลง พร้อมยกตัวอย่าง ว่าอาจมีกองทัพมด แฝงตัวเป็นประชาชน มาซื้อและนำไปขายช่องทางอื่น ซึ่งตามปิดไม่ได้ 100% อยู่แล้ว

รุมฟัดรัฐบาล ฝ่ายค้านฉะขึ้น6บาท ชี้ผลักภาระให้กับปชช.

รุมฟัดรัฐบาล  ฝ่ายค้านฉะขึ้น6บาท  ชี้ผลักภาระให้กับปชช.

รุมฟัดรัฐบาล ฝ่ายค้านฉะขึ้น6บาท ชี้ผลักภาระให้กับปชช.

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“อภิสิทธิ์-กรณ์” ฉะรัฐบาลแก้พลังงานล้มเหลว ลักไก่ขึ้นน้ำมันกลางดึกพรวดเดียว 6 บาท จี้ถามทำไมไม่รีดกำไรลาภลอยโรงกลั่นแต่กลับผลักภาระให้ปชช.แบกฝ่ายเดียว ปล่อยผี “ไอ้โม่ง”กักตุนฟัน ขณะที่ “ณัฐพงษ์-วีระยุทธ” รุมอัดซ้ำมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ด้าน สว.ผสมโรงจัดหนัก เชื่อค่าครองชีพพุ่งซ้ำดาบสองทั้งไฟฟ้า-สินค้าอุปโภค-บริโภค

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคฯ ได้ร่วมพูดคุยในรายการ“กรรมกรข่าว คุยนอกจอ”วิพากษ์วิจารณ์กรณีรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาท เมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา ชี้เป็นการกระทำที่ขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์และเป็นการผลักภาระให้ประชาชนโดยไม่พยายามบริหารจัดการ
งบประมาณส่วนอื่น

อภิสิทธิ์ฉะรบ.บริหารพลังงานล้มเหลว

โดย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนทราบข่าวการขึ้นราคาน้ำมันในช่วงเวลาประมาณ 22.00-23.00 น. หลังจากการประชุมสภาสิ้นสุดลง โดยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจงใจส่งข่าวหลังจากสภาปิดเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้าและการตรวจสอบจาก สส.ทั้งที่ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยรัฐมนตรีควรเข้ามาแถลงและชี้แจงเหตุผลต่อสภาเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบแนวทางที่ชัดเจน
ดังนั้นเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไว้ 3 ประเด็นหลัก 1.ขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ รัฐบาลไม่มีการตั้งเป้าหมายหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าจะพยุงราคาน้ำมันไปจนถึงระดับราคาตลาดโลกที่เท่าใด ทำให้ภาคเอกชนและประชาชนไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้

ผลักภาระให้ปชช.แบกฝ่ายเดียว

นายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามว่า 2.ประชาชนแบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว เหตุใดรัฐบาลไม่ขอความร่วมมือจากโรงกลั่นน้ำมันในการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มเติมจาก “ค่าการกลั่น” ที่สูงขึ้น (ลาภลอย) หรือพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยพยุงราคา แทนที่จะปล่อยให้ราคาดีเซลพุ่งสูงขึ้นทันที 3.มาตรการช่วยเหลือล่าช้า แม้รัฐบาลจะระบุว่ามีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะเป้าหมาย 5 กลุ่ม แต่กลับยังไม่มีผลบังคับใช้จริงในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงไปแล้ว ซึ่งควรดำเนินการควบคู่ไปกับการขึ้นราคา

เสมือน‘ปล่อยผีไอ้โม่ง’กักตุนฟันกำไร

นายอภิสิทธิ์อธิบายว่า จากการอภิปรายของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่ระบุว่ารัฐบาลมีข้อมูลย้อนแย้งกันระหว่างภาครัฐที่ยืนยันว่าน้ำมันสำรองมีเพียงพอ แต่หน้าปั๊มกลับไม่มีน้ำมันขายหรือมีการลดโควตา ซึ่งตามความเห็นของตนสิ่งนี้สะท้อนว่ามี “ไอ้โม่ง”หรือกระบวนการกักตุนน้ำมันเกิดขึ้นจริง พร้อมกับได้เปรียบเทียบว่าการที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท เมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นการ “ปล่อยผีไอ้โม่ง” เพราะเมื่อราคาขยับขึ้นไปสูงตามที่ต้องการแล้ว น้ำมันที่เคยถูกกักตุนไว้ก็จะถูกปล่อยออกมาขายทันที

“การขึ้นราคาทีเดียว 6 บาทเมื่อคืนนี้ เปรียบเสมือนการ “ปล่อยผีไอ้โม่ง” เพราะก่อนหน้านี้มีการกักตุนน้ำมันไว้เนื่องจากราคาไม่สะท้อนความเป็นจริง แต่พอราคาขยับขึ้นมาแบบนี้ ก็ไม่มีใครไปตามจับไอ้โม่งแล้ว” นายอภิสิทธิ์ ย้ำ

จงใจประกาศหลังปิดสภาชิ่งโดนสอบ

นายอภิสิทธิ์ยังพูดถึงลักษณะการทำงานของรัฐบาลในมิติของระบบสภาในระบอบประชาธิปไตยว่าหน้าที่สำคัญของรัฐบาลในระบบนี้คือต้องมีความรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรซึ่งในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาแถลงมติสำคัญในสภาโดยเฉพาะเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากสส.และชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจผ่านระบบสภาโดยตรงขณะที่การประกาศขึ้นราคาน้ำมันในช่วงดึกคืนวานทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลจงใจประกาศขึ้นราคาหลังจากที่ปิดประชุมสภาหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบหรือซักถามจากสมาชิกสภา

เตือนปชช.เตรียมใจรับมือของแพง

ด้านนายกรณ์ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่น้ำมันตามปั๊มต่างๆ เริ่มขาดแคลนว่าเกิดจากการที่รัฐบาลค้างชำระเงินชดเชยแก่โรงกลั่นกว่า 20,000 ล้านบาท เนื่องจากยังไม่มีมติครม.อนุมัติให้กองทุนน้ำมันกู้เงินได้ ส่งผลให้โรงกลั่นขาดสภาพคล่องและลังเลที่จะปล่อยน้ำมันออกมาขายในราคาต่ำ พร้อมกับได้เตือนว่าหากรัฐบาลใช้กลไกราคาตลาดจริงโดยไม่ตรึงราคา ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นอีกกว่า 10 บาทต่อลิตร เมื่อคำนวณจากราคาหน้าโรงกลั่นและภาษีต่างๆ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความโปร่งใสเรื่องงบประมาณในกองทุนน้ำมันเพื่อให้ประชาชนเตรียมใจรับมือกับ
ค่าครองชีพที่จะสูงขึ้นตามมา

คาดน้ำมันดีเซลจ่อทะลุ50บาทแน่

ก่อนหน้านี้นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์โพสต์เฟซบุ๊กว่าพรรคประชาธิปัตย์เราขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ควรให้ประชาชนรับภาระอยู่ฝ่ายเดียวแต่รัฐบาลและโรงกลั่นต้องเสียสละด้วย ในส่วนของโรงกลั่น มี 3 ประเด็นสำคัญ 1.วิธีการกำหนดราคาขายเป็นราคาสิงคโปร์ที่รวมค่าขนส่งสมมติว่าต้องขนจากสิงคโปร์มาไทย (ทั้งๆ ที่โรงกลั่นอยู่ในไทย)-วิธีนี้ทำให้ราคานํ้ามันสูงเกินจริง 2.โรงกลั่นช่วงนี้กำไรแบบลาภลอยจากนํ้ามันดิบในสต๊อกที่ราคาสูงขึ้นมาก 3.บวกกับค่าการกลั่นปัจจุบันพุ่งขึ้นเป็น 6.33 บาทต่อลิตร สูงกว่าระดับก่อนวิกฤตถึง 3 เท่าพรรคประชาธิปัตย์จึงได้เสนอว่ารัฐบาลควรเก็บ “ค่าธรรมเนียมลาภลอย” 3 บาทต่อลิตร เข้ากองทุนนํ้ามันในส่วนของรัฐบาล รัฐบาลควรปรับลดภาษีสรรพสามิตลงทันที 6 บาทต่อลิตร (ปัจจุบันเก็บอยู่ 6.90) ซึ่งความจริงหากรัฐบาลเชื่อเรา ด้วยเพียงแค่มาตรการนี้ พรุ่งนี้รัฐบาลไม่ต้องปรับเพิ่มราคานํ้ามันเลยแม้แต่บาทเดียว!

“รัฐบาลกำลังผลักภาระทั้งหมดไปที่ประชาชนโดยปล่อยให้โรงกลั่นทำกำไรมหาศาล โดยที่รัฐบาลไม่คิดจะเสียสละลดรายได้ภาษีหรือค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเลยขอเสริมว่าถ้ารัฐบาล “พูดแล้วทำ” จริง และปล่อยลอยตัวราคานํ้ามันดีเซลตามคำพูดท่านนายกฯ ราคาจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ครับ มีสิทธิได้เห็นลิตรละ 50 บาทในอีกไม่นาน”

พีระพันธ์ซัด‘แบบนี้ปล้นกันชัดๆ’

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “แบบนี้มันปล้นกันชัดๆ”ภายหลังตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบในการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ปรับขึ้นราคาอีก 6 บาท/ลิตร

หมอวรงค์ซัดรบยอมสยบพ่อค้า

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กขยี้ปมร้อนนี้ทันที ทำเอาโซเชียลลุกเป็นไฟ โดยชาวเน็ตแห่เข้ามากดไลค์กดแชร์ พร้อมระเบิดความคิดเห็นกันอย่างดุเดือดถึงการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ใครๆ ก็รู้ว่าตามปั๊มไม่มีน้ำมันขาย เพราะมีการกักตุนน้ำมัน แต่รัฐบาลไม่รู้ มาบอกว่าประชาชนตื่นตระหนก มาเติมน้ำมันพร้อมกันจำนวนมาก สุดท้ายก็ต้องยอมขึ้นลิตรละ 6 บาท เพื่อให้เขาปล่อยน้ำมันให้ปั๊มมาขาย แถมวันนี้ไม่มีประชุมสภาอีกด้วยแค่เริ่มต้นก็แย่แล้วครับเอาพ่อค้าน้ำมัน มาแก้ปัญหาน้ำมันก็เป็นแบบนี้”

โซเชียลเรียกร้องให้ลุยตรวจสอบ

ทันทีที่คุณหมอวรงค์โพสต์ความเห็นของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนเรื่องค่าน้ำมันก็หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย หลายคนฝากความหวังไว้ที่การตรวจสอบครั้งนี้ เช่น “เป็นอีกเรื่องที่คุณหมอต้องทำเพื่อประชาชนค่ะ” “คุณหมอก็เล่นเรื่องนี้สิครับ เอาให้ประชาชนรู้ข้อมูลในเชิงลึก” “ขอเป็นกำรังใจให้คุณหมอวรงค์ทำสำเร็จนะครับใครไม่พอใจให้ลาออกไปเลยคนอื่นๆ เขาจะได้เข้ามาใหม่สมัยนี่คุณหมอทำให้เต็มที่ไป” “จัดการให้ถึงต้นตอเหมือนรับจำนำข้าว เลยค่ะ” “ไม่ทันไร ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มก็เห็นจุดจบของรัฐบาลนี้แล้ว” “ปั้มมีที่เก็บไม่มาก สร้างขึ้นขายวันต่อวัน เผื่อนิดหน่อย คนแห่เติมเยอะก็หมดเร็ว ต้องรอรอบส่งใหม่ จึงเกิดปัญหาหน้าปั้ม ???”

‘เท้ง’อัดขึ้น6บาทปชช.เดือดหนัก

ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายวีระยุทธ  กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงกรณีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา รวมทั้งการบริหารจัดการวิกฤตน้ำมันของรัฐบาลในด้านอื่นๆ โดยนายณัฐพงษ์กล่าวว่า วันนี้ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าโดยเฉพาะเมื่อมีการปรับราคาน้ำมันขึ้นมา 6 บาทต่อลิตร ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนได้พยามเรียกร้องให้มีการบริหารจัดการที่ดีกว่านี้สิ่งที่ตนอยากเรียกร้องถึงรัฐบาลโดยตรงคือการพูดความจริงกับประชาชนมากกว่านี้และการบริหารที่ทำให้ประชาชนเชื่อใจได้มากกว่านี้ เวทีสภาผู้แทนราษฎรเป็นเวทีที่ดีที่สุดที่รัฐบาลจะสามารถใช้ชี้แจงประชาชนทั้งประเทศได้ 

ข้องใจมีผลประโยชน์ทับซ้อน?

“จนถึงวันนี้ประชาชนยังมีข้อสงสัยหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีผลประโยชน์ทับซ้อนของคนที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล อย่าง พิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่เป็นประธานศบก.ด้วย มีการตั้งคำถามว่าหากคนในรัฐบาลรู้ล่วงว่าจะมีการดำเนินนโยบายอย่างไร จะตรึงราคาถึงเมื่อไหร่ แล้วจะมีการประกาศขึ้นราคาเมื่อไหร่ โดยเฉพาะเมื่อบุคคลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน การที่รัฐบาลแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเข้าไปทำงานโดยอ้างความเชี่ยวชาญ จะกลายเป็นความช่ำชองหรือฉ้อฉลในการใช้อำนาจรัฐและมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่”นายณัฐพงษ์ ระบุ 

กระทุ้งเปิดหน้าไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาในขณะที่รัฐบาลบอกว่าน้ำมันไม่ขาด แต่หน้างานจริงหลายพื้นที่ประชาชนต้องต่อคิวเติมน้ำมันหลายชั่วโมง ตอนนี้ก็ยังตามหาตัวไม่พบว่าคนที่กักตุนน้ำมันคือใคร แม้ตำรวจจะมีการจับกุมและแถลงข่าวทุกวันแต่ก็เป็นเพียงรายย่อยเท่านั้น สถานการณ์วันนี้เชื่อได้ว่ามีคนที่ได้ผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังบนความเดือดร้อนของประชาชนแน่นอน แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะชี้แจงผ่านเวทีสื่อมวลชนที่รัฐบาลสามารถควบคุมเนื้อหาในการสื่อสารได้เอง หลีกเลี่ยงไม่มาชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎร ที่สามารถตั้งคำถามในเชิงกล่าวหาได้ มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง และรัฐมนตรีหรือสส.ที่ถูกพาดพิงสามารถใช้สิทธิพาดพิงในการตอบชี้แจงได้ทันที 

“สิ่งที่สำคัญคือวิกฤตความเชื่อมั่น
ของประชาชน ทุกคนกำลังตั้งข้อสงสัยว่าส่วนต่างที่เกิดขึ้นจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันผลประโยชน์ตกอยู่ที่ใครก่อนหน้านี้มีการกักตุนไว้หรือไม่ ถ้าวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับมาได้ก็ยังไม่เห็นว่าจะหาทางออกจากสถานการณ์วิกฤตตรงนี้ให้กลับสู่สถานการณ์ปกติได้อย่างไร”นายณัฐพงษ์ กล่าว

ปชน.ซัดรัฐบาลไม่เห็นใจประชาชน

ขณะที่ นายวีระยุทธ์กล่าวว่าการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาททันทีไม่มีคำอธิบาย ไม่มีหลักการและไม่มีความเห็นอกเห็นใจประชาชน ทำตรงข้ามกับที่พูดมาโดยตลอด และไม่มีการรับฟังข้อเสนอที่มีการอภิปรายในสภาด้วย ข้อเสนอทั้ง 3 ข้อที่พรรคประชาชนรวบรวมเสนอไม่ได้ถูกนำไปใช้เลยไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลยังคงใช้การบริหารแบบปิดห้องคุยเฉพาะกลุ่มธุรกิจรายใหญ่แล้วมาบอกประชาชนให้ทำอย่างที่ต้องการ ไม่มีการเปิดรับฟังผู้ได้รับความเดือดร้อน ไม่มีการเข้าไปหาชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่งรายย่อยหรือไรเดอร์ที่ต้องขับรถรายวันเลยและยังคงไม่ยอมรับว่าปัญหาความปั่นป่วนเกิดจากการที่รัฐบาลประกาศตรึงราคา 15 วัน แล้วยังกลับมาชี้หน้าต่อว่าประชาชน พรรคได้เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบเป็นขั้นบันได ไม่ใช่แบบที่รัฐบาลทำอยู่ในการขึ้น 6 บาททันทีโดยไม่มีคำอธิบายว่าทิศทางในอนาคตจะเป็นอย่างไร คนไทยผู้ประกอบการจะใช้ชีวิตอย่างไร รอความไม่แน่นอนต่อไปแค่ไหน ถ้าประกาศให้รู้ล่วงหน้า แล้วสังคมก็จะเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขไปด้วยกัน แต่อย่างน้อยต้องรู้ว่าหลักการคืออะไรและพรรคประชาชนเสนอว่าจำเป็นต้องมีการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยมีการออกแนวทางอย่างเป็นทางการเลย มีเพียงให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่ไม่เคยเรียกรับฟังความคิดเห็น

กธ.จวกรบ.ยับไร้บริหารทิศทาง

นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกรณีมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเห็นชอบปรับราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตรว่าเป็นสถานการณ์ที่สร้างภาระหนักให้กับประชาชน โดยเฉพาะ จ.แม่ฮ่องสอนโดยราคาหน้าปั๊มใน อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นกว่าราคาขายปลีกที่ประกาศทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและพื้นที่อื่นๆ เชื่อว่าทุกคนเข้าใจสถานการณ์โลกแต่สิ่งที่พวกเราไม่เข้าใจคือการบริหารของรัฐบาลที่ไม่ชัดเจนไม่มีทิศทางที่แน่นอน ทำให้ประชาชนต้องมารับภาระอย่างเต็มที่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้นอกจากค่าครองชีพของประชาชนที่จะปรับตัวสูงขึ้นแล้วยังจะกระทบต่อภาคแรงงานในโรงงานต่างๆ เช่น ในจ.แม่ฮ่องสอน เริ่มมีการหารือถึงการปรับลดแรงงาน เพื่อช่วยลดต้นทุนในการผลิตแล้ว

ซ้ำเติมรากหญ้า-เกษตรกร-ขนส่งจ่อพัง

นายปกรณ์เน้นย้ำว่าในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลควรมีบทบาทสำคัญเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และแรงงาน ต้องเผชิญกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นเพียงลำพัง โดยการปรับขึ้นราคาน้ำมันในลักษณะก้าวกระโดดเช่นนี้ จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคการขนส่ง ภาคการผลิตรวมไปถึงราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือประชาชน

สว.รุมอัดรบ.ลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน

ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กทธ.) พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภควุฒิสภากล่าวว่า ขณะนี้เราก็รับทราบกันแล้วว่ารัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6-8 บาท เชื่อว่าไม่ใช่การปรับตัวครั้งสุด และจะส่งผลกระทบถึงค่าไฟฟ้า ขอให้เตรียมตัวรับค่าไฟปรับขึ้นแน่นอนในเดือนพ.ค.นี้ขั้นต่ำปรับขึ้น 50-60 สตางค์ต่อหน่วย เรื่องนี้จะสอบถามรัฐบาลจะมีนโยบายตรึงค่าไฟฟ้าอย่างไรเพื่อช่วยประชาชน เพราะกฟผ.รับภาระเรื่องต้นทุนแอลเอ็นจีจนมีหนี้อยู่ 30,000 กว่าล้านบาท ต้องดูแนวทางรัฐบาลจะช่วยเหลืออย่างไร

ผลกระทบที่ตามมาคือราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่เพิ่มขึ้นตามพลาสติก น้ำมัน การขนส่ง กรมการค้าภายในพบว่าต้นทุนเม็ดพลาสติกเพิ่มขึ้นแล้ว ก่อนหน้านี้รมว.พาณิชย์ระบุว่ามีสต๊อกเม็ดพลาสติกอยู่ได้ 40 วัน ผ่านไปไม่ถึง 1 เดือน ต้นทุนเหล่านี้เพิ่มขึ้น จนส่งผลกระทบต่อบรรจุภัณฑ์สินค้า ส่วนที่กรมการค้าภายใน ระบุว่าจะตรึงราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคแต่คาดว่า จะตรึงได้แค่เดือนเม.ย.เท่านั้น ช่วงสงกรานต์สินค้าต่างๆ อาจขึ้นราคา

“กมธ.อยากสื่อสารไปยังรัฐบาลที่ดูแลปากท้องประชาชนในช่วงสงกรานต์ที่ประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนากมธ.หวังอยากให้ช่วงเวลานั้นประชาชนได้ผ่อนคลายกับความเครียด ใช้ชีวิตกับพ่อแม่พี่น้องอย่างมีความสุข แต่สถานการณ์ค่าครองชีพสูงขึ้น กลัวว่าวันสงกรานต์แทนที่จะได้สาดน้ำสงกรานต์ อาจต้องสาดน้ำตาแทน ขอให้ดูตอนประกาศผลกำไรประจำปี บริษัทไหนได้กำไรมากที่สุด แต่เป็นกำไรที่อยู่บนความเดือดร้อนประชาชน ”นายนรเศรษฐ์กล่าว

ช็อกรู้สึกโกรธมากเหมือนปชช.

ด้านนายสุนทร พฤกษ์พิพัฒน์ สว. ประธานอนุกมธ.คุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า รัฐบาลควรจริงใจเปิดเผยข้อมูลตรงไปตรงมากับประชาชนมากกว่านี้ เมื่อเช้าขับรถผ่านปั๊มน้ำมันเห็นราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้น 8 บาท เบนซิน 6 บาทคืออะไร เหตุใดรัฐบาลช็อกเศรษฐกิจอย่างนี้ ทั้งที่เคยบอกจะค่อยๆ ปรับราคา ค่อยเป็นค่อยไป แต่วันนี้ไม่ใช่ จู่ๆ ช็อกแบบนี้ รู้สึกโกรธมากและประชาชนก็โกรธเหมือนที่นายกฯบอกไม่มีไอ้โม่งประชาชนกักตุนกันเอง

ดักคอเอื้อ‘ไอ้โม่ง’กักตุนน้ำมัน

นายสุนทรกล่าวอีกว่าก่อนหน้านี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม บอกว่ามีไอ้โม่ง อย่างนี้คืออะไรอยู่ๆ ขึ้นราคาแบบนี้ใครได้ประโยชน์ คนที่กักตุนน้ำมันใช่หรือไม่ ทั้งที่น้ำมันที่มีอยู่เป็นสต๊อกเก่า ราคาเก่า แต่ทำไมต้องมาขึ้นราคาช็อกแบบนี้ รัฐบาลมีทางเลือกหลายทางที่จะรับมือเศรษฐกิจได้มากกว่านี้ ส่วนที่รัฐบาลอ้างว่ายังไม่มีอำนาจเต็ม ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้นั้น ฟังไม่ขึ้น เพราะสามารถไปตรวจสอบสต๊อกน้ำมันได้ ไม่มีการห้ามรัฐบาลไปตรวจสามารถตรวจเจอไอ้โม่งก็ตรวจเจอมา 3 แสนกว่าลิตร ทำไมจะทำไม่ได้ แต่ไม่รู้ท่านทำเป็นหรือไม่ การอ้างไม่มีอำนาจเต็ม คิดว่ามันแย่

ค่าครองชีพสูงขึ้น-ค่าไฟฟ้าพุ่ง

นายวีรยุทธ สร้อยทอง สว. กล่าวว่า เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยต้องพบวิกฤติว่าจะผ่านไปด้วยดีหรือบอบช้ำบนความเจ็บปวดประชาชน อยู่ที่รัฐบาลจะฝ่าวิกฤติครั้งนี้ ขอฝากไปถึงรัฐบาลว่าความเดือดร้อนประชาชนเรื่องน้ำมัน ตนเป็นสว.ที่เดินทางไปกลับจ.ฉะเชิงเทรา มารัฐสภาทุกวัน 2 วันที่แล้วใช้ชีวิตปกติ ไปหาเติมน้ำมันไม่ได้ ต้องใช้น้ำมันอย่างประหยัดในการเดินทาง แต่เมื่อเช้าวันที่ 26 มี.ค. เดินทางจากจ.ฉะเชิงเทรา มารัฐสภา แวะเติมน้ำมัน สามารถเติมได้แบบไม่อั้นเพราะราคาปรับขึ้นไปแล้ว ที่ผ่านมาเป็นจ.ฉะเชิงเทรา แต่ตอนนี้เป็นฉะเชิงเศร้า

เพราะน้ำมันเพิ่มลิตรละ 6 บาท เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ ค่าครองชีพ
สูงขึ้น ค่าไฟฟ้า แต่รัฐบาลไม่มีความชัดเจน และยังไม่เห็นมาตรการช่วยค่าครองชีพ มีแต่มาตรการถอดสูท ลดแอร์ไม่ตอบโจทย์ภาพใหญ่ให้เกิดเอฟเฟกต์หลังวิกฤติรัฐบาลต้องมองเรื่องที่เป็นเอฟเฟกต์ และมีมาตรการรองรับ ขอให้รัฐบาลฟังประชาชนและทำความเข้าใจกับประชาชนที่เลือกท่านมา รับผิดชอบความเดือดร้อนประชาชนเหมือนความเดือดร้อนของตัวเอง

ปธสภาฯลุยตัดงบอาหารสส.จริงจัง

ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร หารือกับผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรณีค่าอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของสาธารณชนในขณะนี้ จากกระแสเรียกร้องให้มีการปรับลดหรือตัดงบประมาณในส่วนดังกล่าวโดยนายโสภณกล่าวว่า เรื่องดังกล่าว ถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังโดยมีแนวโน้มว่าจะเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลงภายหลังช่วงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาหรือภายหลังเทศกาลสงกรานต์ ทั้งนี้ ในระหว่างช่วงเตรียมการจะมีการปรับลดปริมาณการสั่งอาหารลงให้เหมาะสมกับความจำเป็น เพื่อให้เกิดความประหยัดและสอดคล้องกับสถานการณ์

เล็งแก้ไขระเบียบการแต่งกาย

ประธานสภาฯยังกล่าวถึงประเด็นการแต่งกายของสส.ว่าควรมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรการประหยัดพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการใช้พลังงานภายในอาคารรัฐสภาอาจมีการพิจารณาแก้ไขหรือปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณชน ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการดังกล่าว  ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในระยะอันใกล้ ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นการประชุม ประธานสภาฯเชิญชวนผู้บริหารสำนักงานที่เข้าร่วมประชุมร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ห้องอาหารรัฐสภาเพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในบรรยากาศไม่เป็นทางการ

ศาลรธน.งดดูงานตปท. สนองรบ.ประหยัดงบฯ

ศาลรธน.งดดูงานตปท.  สนองรบ.ประหยัดงบฯ

ศาลรธน.งดดูงานตปท. สนองรบ.ประหยัดงบฯ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศาลรัฐธรรมนูญ ยุติเดินทางไปศึกษาดูงาน “อียิปต์-จอร์เจีย-อาเซอร์ไบจาน” ตามมติ ครม.เรื่องวิกฤตพลังงาน แม้ได้รับงบประมาณดำเนินการหลักสูตรศึกษาอบรมเพิ่มศักยภาพบุคลากรภายใน-ภายนอก

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารข่าวชี้แจงรายละเอียดการศึกษาดูงานต่างประเทศ ระบุว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงาน/โครงการที่กำหนด โดยจัดหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายใน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพในการบริหารและขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักสูตรการศึกษาอบรมให้แก่บุคลากรภายนอก เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย หลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหลักการเสริมสร้างกระบวนทัศน์สำหรับผู้นำในสังคมประชาธิปไตย ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตรดังกล่าว จึงกำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมได้ศึกษาดูงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

ต่อมามีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม2569 ให้ทุกส่วนราชการงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของทุกหลักสูตรนับตั้งแต่วันที่ครม.มีมติ เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐ ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงมีแนวโน้มสูงมากขึ้น และสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในแผนงาน/โครงการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไปได้  อีกทั้งกระทรวงการคลัง ได้มีหนังสือด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกค่าใช้จ่าย กรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศได้

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามติ ครม.ดังกล่าวแล้ว จึงยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานตามหลักสูตรข้างต้น ณ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เมษายน-2 พฤษภาคม 2569 และประเทศจอร์เจียและสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 14-24 พฤษภาคม 2569

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นองคมนตรี

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นองคมนตรี

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นองคมนตรี

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.18 น.

26 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง แต่งตั้งองคมนตรี ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งองคมนตรีตามประกาศ ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2566 แล้วนั้น

บัดนี้ ทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรีเพิ่มขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็น องคมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ไผ่ ลิกค์ แฉปุ๋ยใกล้วิกฤต คาด ยูเรีย 40-0-0 หมดก่อนสงกรานต์ ซัดรัฐปิดความจริง จี้ ศุภจี เร่งแก้

ไผ่ ลิกค์ แฉปุ๋ยใกล้วิกฤต คาด ยูเรีย 40-0-0 หมดก่อนสงกรานต์ ซัดรัฐปิดความจริง จี้ ศุภจี เร่งแก้

ไผ่ ลิกค์ แฉปุ๋ยใกล้วิกฤต คาด ยูเรีย 40-0-0 หมดก่อนสงกรานต์ ซัดรัฐปิดความจริง จี้ ศุภจี เร่งแก้

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.01 น.

ไผ่ ลิกค์ แฉปุ๋ยใกล้วิกฤต คาด ยูเรีย 40-0-0 หมดก่อนสงกรานต์ ซัดรัฐปิดความจริง ปล่อยเกษตรกรเสี่ยงหมดตัว จี้ ศุภจี เร่งแก้ด่วน ก่อนซ้ำรอยวิกฤตน้ำมัน

เมื่อวันที่ 26 มี.ค.2569 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม โพสต์ข้อความพร้อมด้วยรูปภาพแสดงข้อมูลปริมาณปุ๋ยคงเหลือในครอบครองของผู้นำเข้า และผู้ผลิต ณ วันที่ 10 มี.ค.2569 (รวบรวมเมื่อ 17 มี.ค.2569 โดยนายไผ่ ระบุว่า “ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว เราต้องบอกให้เกษตรกรเตรียมตัว ใครที่บอกว่า ปุ๋ยมีพอ มันเป็นเรื่องไม่จริง ปุ๋ยที่จะให้กับนาข้าวหลังต้นข้าวเริ่มโต เป็นปุ๋ย Urea (40-0-0) ก่อนสงกรานต์ก็ไม่น่าจะพอแล้ว

ผมกราบขอร้องให้รัฐบาลเร่งดูแลในส่วนนี้ เพราะพี่น้องประชาชนไม่ได้มีทุนจะอยู่ต่อ ถ้าพูดเอาความจริงออกมาพูด และแก้ปัญหา ไม่ใช่วันนี้พูดอย่าง อีกวันพูดอีกอย่าง ฝากท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วย ทุกคนรับความจริงได้ แต่ต้องให้เกษตรกรเตรียมตัว อย่าให้เหมือนเรื่องน้ำมัน เพราะถ้าเป็นปุ๋ย เกษตรกรถึงขั้นหมดตัวจริงๆ

วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ใช้งานกระทรวงเกษตรเลยอาจจะเป็นเพราะพวกเราไม่ได้ร่วมรัฐบาล แต่พวกเราเป็นห่วงประชาชนไม่น้อยกว่าใคร”

โบกมือลา-ยกมือไหว้! อนุทิน ปัดตอบสื่อปมน้ำมันพุ่ง 6 บาท

โบกมือลา-ยกมือไหว้! อนุทิน ปัดตอบสื่อปมน้ำมันพุ่ง 6 บาท

โบกมือลา-ยกมือไหว้! อนุทิน ปัดตอบสื่อปมน้ำมันพุ่ง 6 บาท

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.24 น.

26 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 16.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี โบกมือปฏิเสธพร้อมยกมือไหว้ เมื่อผู้สื่อข่าวขอสัมภาษณ์เรื่องราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตร และภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ถึงมาตรการดูแลผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ก่อนที่ขับรถออกจากทำเนียบฯ ทันที