โจ ชัยวัฒน์ ไขก๊อก สส. ลุยชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.-เพชร กรุณพล คัมแบ็กสภาฯ

โจ ชัยวัฒน์ ไขก๊อก สส. ลุยชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.-เพชร กรุณพล คัมแบ็กสภาฯ

โจ ชัยวัฒน์ ไขก๊อก สส. ลุยชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.-เพชร กรุณพล คัมแบ็กสภาฯ

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

“โจ ชัยวัฒน์”ไขก๊อก สส.เรียบร้อย ลุยชิงเก้าอี้”ผู้ว่าฯ กทม.”เต็มตัว ด้าน”เพชร กรุณพล”ได้อานิสงส์คัมแบ็กเข้าสภาฯ ชี้หาก”วิโรจน์”ไม่ติดคดี”44 สส.”คงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ รับรู้ดีแข่งกับ”ชัชชาติ”ไม่ง่าย ยัน”ปชน.”ตระหนักดี”ชาวเมือง”เทคะแนนผ่าน สส. จึงไม่อยากทำให้ผิดหวัง อ้อนขอความไว้วางใจ

6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ยื่นหนังสือลาออก สส.ภายหลังเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดย นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้มายื่นเอกสารลาออก สส.ตามกระบวนการ ส่วนเสียดายหรือไม่นั้น เป็นความรู้สึกสองอย่าง ก็มีความรู้สึกเสียดาย เพราะเป็น สส.แต่ก็รู้สึกว่าประตูบานใหม่กําลังเปิดสําหรับโอกาสของคนกรุงเทพฯ ซึ่งพรรคประชาชนให้ความสําคัญกับการเลือกตั้ง กทม.ในครั้งนี้

นายชัยวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่าการที่จะหาคนมาลงสมัครรับเลือกตั้ง กทม.ก็ไม่ได้ง่ายมีกระบวนการที่ยาวนาน มีการคัดเลือกอย่างรอบคอบ ซึ่งสุดท้ายทางพรรคได้ตัดสินใจส่งตนเองลงมา เพราะเราให้ความสําคัญกับสนาม กทม.จริงๆ ไม่ใช่เช่นนั้น ตนเองคงไม่ถึงขั้นต้องลาออกจากการเป็นผู้แทน อย่างไรก็ตาม ยังรู้สึกผูกพันกับการเป็นผู้แทนอยู่ แต่ความรู้สึกไม่ได้ต่างไปจากเดิม เพราะเราก็เหมือนเป็นผู้แทนของคนกรุงเทพฯ ที่รับมอบฉันทามติ และความหวังของคนกรุงเทพฯ เพื่อมาทํางานอันใหม่

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการที่ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ จะเลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อ แทนตนเองนั้น คงไม่ต้องฝากบอกอะไร เพราะรู้จักและร่วมงานกันมาโดยตลอด ยินดีมากๆ ที่สภาฯ จะมีนายกรุณพล เข้ามา เรามีการพูดคุยประสานงานกันมาโดยตลอดอยู่แล้ว แม้ตนเองจะออกจากสภาฯ ไปแล้ว แต่การทํางานจะดําเนินต่อไปอย่างไร้รอยต่อ เพราะเราทํางานกันเป็นทีม มีความสามัคคีร่วมมือกัน

“จากการเปิดตัวเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา หากพูดตรงๆ ว่า ถ้าหากไม่มีปัญหา หรือความซับซ้อนจากคดี 44 สส.คนที่อยู่ตรงนี้ อาจจะไม่ใช่ตนเอง แต่เป็น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.แต่เมื่อมีคดีที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การจะส่งนายวิโรจน์ลง จึงเป็นเรื่องที่พรรคคิดว่าไม่ควร เพราะยังมีความไม่แน่นอนหลายอย่าง เพราะฉะนั้นความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ผ่านมา ทั้งการเลือกตั้งใหญ่ จนถึงการเลือกตั้ง กทม.นี้ ตนเองจึงเป็นผู้เสนอตัวเข้ามา เป็นความยาก การจะบอกว่าจะเป็นใครนั้น จึงต้องมีการประเมินอย่างรอบด้าน ถึงได้มีการเปิดตัวทางการเมื่อวานนี้” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงคู่แข่งอย่างนายชัชชาติ ว่า การแข่งขันในสนามนี้ มันไม่ง่าย เรารู้ดีอยู่แล้ว ทราบดีว่าความพึงพอใจกับนายชัชชาติ ของกรุงเทพฯ มีมาก แต่เราก็คาดหวังที่จะชนะ ไม่ใช่เช่นนั้นคงไม่ส่งตนเองลง เรามีเจตจํานงทําให้ กทม.เป็นมากกว่า กทม.เพื่อนําเสนอวาระทางเลือกในการเลือกตั้งทุกครั้ง เป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้รับทางเลือกใหม่ ทางเลือกแห่งการเปลี่ยนแปลง ทางเลือกแห่งโอกาสที่ดีขึ้น เราจึงอยากนําเสนอว่า กทม.จะเป็นเมืองหลวงแบบไหนให้กับคนกรุงเทพฯ จากมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนกรุงเทพฯ ได้อย่างไรบ้าง

ส่วนมองว่าตัวเลข สส.จะส่งผลต่อสนาม ส.ก.ด้วยหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อาจไม่ได้ตรงไปตรงมา หรือง่ายขนาดนั้น เพราะคนกรุงเทพฯ ใช้ปัจจัยหลายอย่างในการตัดสินใจ ซึ่งเราก็อยากบอกว่า เมื่อคนกรุงเทพฯ เลือก สส.ของพรรคประชาชน มาแล้ว 33 เขต มอบความไว้วางใจให้กับพวกเราแล้ว

“พรรคประชาชนจึงตระหนักในเรื่องนี้ดี ว่าเราได้รับภารกิจใหญ่หลวง จากคนจากคนกรุงเทพฯ มา เราจึงอยากให้คนกรุงเทพฯ ไม่ผิดหวัง หากมีโอกาสที่พรรคประชาชนเข้ามาทําให้คนกรุงเทพฯ เขาก็จะตอบแทนความไว้วางใจที่คนกรุงเทพฯ มอบให้” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายกรุณพล กล่าวเสริมว่า พรรคได้มีการคัดเลือกผู้สมัครเป็นแคนดิเดต ไม่ใช่แค่คนในอย่างเดียว แต่ยังมีคนนอกเข้ามาร่วมด้วย การคัดเลือกของพรรค มีเรื่องทั้งนโยบายส่วนตัว นโยบายหลัก และการทํางานร่วมกันกับ ส.ก.เดิมและใหม่ รวมถึง สส.กทม.และปริมณฑล เพราะ กทม.ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ปกครองพิเศษ ที่เราจะทํางานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีรอยต่อที่ต้องประสานความร่วมมือในพื้นที่ใกล่เคียงอื่นๆ ที่ต้องทํางานร่วมกันด้วย ดังนั้น เราจึงเล็งเห็นว่าการที่มีผู้เสนอตัวหลายท่าน ที่ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์ และพูดคุยกัน จึงตกตะกอนกันเช่นนี้

นายกรุณพล กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีของนายวิโรจน์นั้น หากมีคําตัดสินหรือคําวินิจฉัยของศาลฎีกา ซึ่งอาจทําให้เกิดความกังวล ว่าถ้าเราได้มีโอกาสดูแล กทม.แล้วถึงเวลานั้น มีคําพิพากษาออกมา อาจทําให้เสียโอกาส หรือเกิดปัญหาใดๆ ในอนาคตได้ จึงปิดโอกาสในการที่ต้องแก้ปัญหานี้ และเอาคนที่พรรคคิดว่า น่าจะสื่อสารได้ดี มีความรู้ความสามารถ และเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของคนกรุงเทพฯ คนใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.จะทําได้ดีมากๆ แต่นายชัชชาติเพียงคนเดียวไม่สามารถที่จะผลักดันวาระ กทม.ได้ ไม่ใช่การแก้เพียงเส้นเลือดฝอย แต่ปัญหาหลักคือเส้นเลือดใหญ่ รวมถึงการใช้งบประมาณที่มีข้อสงสัยในหลายครั้ง ซึ่งนายชัชชาติเองไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง มีทีมงานที่เป็นรองผู้ว่าฯ กทม.และทีมทํางานอยู่ปริมาณหนึ่ง แต่พรรคประชาชนเรามี สส.ทั้ง 33 คน มีผู้สมัคร ส.ก.ครั้งที่แล้ว เราได้ 10 กว่าเสียง แต่ครั้งนี้ เราคาดหวังว่า น่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 30 คน เพื่อผลักดันประเด็นที่สำคัญ

“การที่มี ส.ก.แต่ไม่มีผู้ว่าฯ กทม.หรือการที่มีผู้ว่าฯ กทม.แต่ไม่มี ส.ก.นั้น เราเห็นกันแล้วว่า การผลักดันประเด็นที่ผ่านมาเกิดข้อขัดแย้งจริงๆ ไม่สามารถผลักดันประเด็นที่จะพัฒนา กทม.ให้เป็นของทุกคนได้ ดังนั้น ครั้งนี้เราจึงเชื่อว่า การที่เรามีตัวแทนผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก.เกินครึ่งของสภาฯ กทม.จะช่วยผลักดันวาระของประชาชนในกรุงเทพฯ ได้ รวมถึง สส.อีก 33 คนของเรา และ สส.ทั้งหมด 120 คน ที่จะช่วยแก้ไขกฎหมายใหญ่ ที่เป็นอุปสรรคของ กทม.ในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่จะแก้ไขการปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ กทม.เพียงอย่างเดียว แต่ยกระดับได้ทั่วประเทศ” นายกรุณพล กล่าว

นายกรุณพล กล่าวอีกว่า องคาพยพทั้งหมดของพรรคประชาชน และเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมจะเข้ามาทํางานท้องถิ่น เป็นที่ประจักษ์ให้ทุกคนได้เห็น อย่างการที่ทุกคนเห็นพรรคประชาชนทํางานท้องถิ่น จ.ลำพูน แต่นั่นยังเห็นภาพไม่ชัดเพียงพอ เพราะเรามีผู้แทน 2 คน นายก อบจ. 1 คนเท่านั้น ครั้งนี้ใน กทม.เรามีทีมพรรคประชาชนทั้งพรรค เข้ามาขับเคลื่อน กทม.เพื่อให้เป็นตัวอย่างว่า ถ้า กทม.พัฒนาได้ด้วยพรรคประชาชน ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาได้มากขนาดไหน

พยายามจ่าย BTS มาตลอด เอิร์ธ กางตัวเลขงบ กทม. เกินดุลทุกปี

พยายามจ่าย BTS มาตลอด เอิร์ธ กางตัวเลขงบ กทม. เกินดุลทุกปี

พยายามจ่าย BTS มาตลอด เอิร์ธ กางตัวเลขงบ กทม. เกินดุลทุกปี

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

วันนี้ 6 พฤษภาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง หรือ เอิร์ธ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และบุตรชายของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะการเงินของกรุงเทพมหานครในช่วงที่ผ่านมา เพื่อความเป็นธรรมให้กับคุณพ่อ โดยยืนยันว่าไม่ได้เป็นการวิจารณ์ผู้บริหารปัจจุบัน โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “”งบประมาณของกรุงเทพมหานคร“ เกินดุลทุกปี-ความพยายามชำระหนี้BTS-เงินเหลือไว้ให้ 76,000 ล้าน ไม่ใช่ 94 ล้าน เมื่อเร็วๆ นี้ มีการพูดถึงสถานะการเงินของ กทม. และมีการพาดพิงมาถึงช่วงเวลาที่ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ

ผมอยากจะขออนุญาตชี้แจง โดยไม่วิจารณ์ผู้บริหารปัจจุบัน(ตามเจตนารมณ์ของ พล.ต.อ.อัศวิน ที่ยืนยันว่า จะสนับสนุนการทำงาน โดยไม่มีวิจารณ์และขัดขวาง ผู้บริหารกทม. เพื่อให้สามารถบริหารงานอย่างเต็มที่)

เอิร์ธ พงศกร

ดังนั้น ผมจึงขออธิบายความจริงอีกด้าน เพื่อความเป็นธรรมของ พล.ต.อ.อัศวิน

1. “เงินเหลือ เกินดุล” งบประมาณ พ.ศ.2560 +5406, พ.ศ.2561 +14193, พ.ศ.2562 +8134, พ.ศ.2563 +4586, พ.ศ.2564 +4551, พ.ศ.2565 +10952 การมีเงินเหลือจ่ายตอนสิ้นปีงบประมาณ เป็นเรื่องปกติทางบัญชีที่เกิดขึ้นได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นเพราะเก็บรายได้ทะลุเป้า หรือเพราะมีโครงการที่ประมูลได้ต่ำกว่าราคากลาง แต่ในช่วงปี 62-65 กรุงเทพก็เผชิญกับวิกฤตCOVID-19 รัฐบาลกลางมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือประชาชนด้วยการประกาศ “ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลงถึง 90%” ติดต่อกันถึงสองปี นั่นหมายความว่า รายได้หลักของ กทม. หายวับไป ปีละ 10,000 ถึง 14,000 ล้านบาท

แต่รายจ่ายกลับพุ่งทะยานขึ้น ทั้งในเรื่องของสาธารณสุข การเยียวยาและการดูแลคนกรุงเทพในช่วงโควิด แต่ก็เลือกที่จะประคองเมืองให้รอดพ้นวิกฤตมาได้ด้วยการรัดเข็มขัดอย่างหนักหน่วงที่สุด

เอิร์ธ พงศกร

2. หนี้รถไฟฟ้า ทุกวันนี้ มีการพูดว่า กทม. ขนาดนำเงินไปชำระหนี้ยังมีเงินเหลือ เกินดุล อีกกว่า5000ล้านบาท ในอดีต พล.ต.อ.อัศวิน พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหานี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าหนี้ก้อนนี้จะมีมาก่อนที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง

-ขอให้ สภา กทม. อนุมัติใช้เงินสะสม เพื่อชำระหนี้ แต่ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากสภา กทม. มีความกังวลว่าภาระหนี้จะใหญ่เกินกว่าที่ กทม. จะแบกรับไหว และกลัวว่าเมืองจะล้มละลาย

-จากนั้น ก็ได้ไปขอ สภากทม. พร้อม “ร่างข้อบัญญัติกู้เงิน” เพื่อขอนำเงินมารับโอนทรัพย์สินและชำระหนี้ก้อนนี้ให้จบ ซึ่งสามารถแบ่งชำระได้ในส่วนของ หมอชิต-คูคต

-ในส่วนหนี้ที่เหลือ ก็หันไปหารัฐบาลกลาง ขอเงินอุดหนุนเพราะรัฐบาลเป็นคนสร้างโครงสร้างนี้ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ

-สุดท้าย มีความพยายามจากรัฐบาลในการใช้ ม.44 เพื่อเจรจากับเอกชน ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สามารถหาข้อตกลงได้

เอิร์ธ พงศกร

3. วาทกรรม “เหลือเงินให้ 94 ล้าน” นี่เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมที่สุดคือ มีการพูดซ้ำๆ ว่าผู้บริหารชุดเก่าทิ้งเงินไว้ให้ผู้บริหารชุดใหม่เพียงแค่ 94 ล้านบาท… (ภายหลัง ผู้ว่าฯปัจจุบัน ออกมาชี้แจงว่าไม่จริง) “บัญชีเงินสะสมรวม” ของ กทม. ที่ผู้บริหารชุดเก่าส่งต่อให้นั้น สูงถึงประมาณ 76,000 ล้านบาท (เพื่อเป็นบำนาญให้ข้าราชการ เพื่อสำรองยามฉุกเฉิน และ เพื่อให้ใช้ไปแนวทางผู้บริหารใหม่ช่วงเวลาสำคัญ)

ซึ่งต่อมา ผู้บริหารและ สภา กทม. ชุดใหม่ ได้อนุมัติให้ใช้”เงินสะสม 76,000 ล้านบาท” ออกมาจ่ายหนี้ค่าระบบ (E&M) กว่า 23,000 ล้านบาท และค่าเดินรถ (O&M) อีกกว่า 40,000 ล้านบาทได้สำเร็จ ทำให้ปัจจุบันยังเหลือหนี้ในโครงการนี้ อีกประมาณ 50,000-60,000 กว่าล้านบาท

ปัจจุบันเงินสะสมนี้คาดการณ์ว่าเหลืออยู่ที่หลักพันล้านบาท ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการบริหารเงินจะออกมาในรูปแบบ “เกินดุล” “สมดุล” หรือ”ขาดดุล” มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความมั่นคงและผลประโยชน์ของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ การที่ผู้บริหารชุดปัจจุบันและสภา กทม. ชุดใหม่ สามารถหาทางออกและชำระหนี้ก้อนใหญ่ได้สำเร็จ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งครับ และขอเป็นกำลังให้ท่านผู้ว่าฯ ท่านปัจจุบัน และ สก. ทุกท่าน ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่เพื่อเมืองนี้ให้สำเร็จลุล่วง เพราะความสำเร็จของพวกท่าน คือ ”กรุงเทพมหานครของพวกเราทุกคน“”

เอิร์ธ พงศกร

หลังโพสต์ของ นายพงศกร ขวัญเมือง เผยแพร่ออกไป มีแฟนคลับและชาวเน็ตเข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก เช่น

“เยี่ยมมากค่ะอธิบายได้ละเอียดชัดเจนตรงไปตรงมา..ลูกไม้หล่นใต้ต้นเก่งทั้งคุณพ่ออัศวินและลูก สมัยหน้าขอให้ได้เป็นส.สนะคะน้องเอิร์ธพงศกร #ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณอัศวินและน้องเอิร์ธพงศกรคนที่เก่งและดีไม่ว่าจะทำหน้าที่ตำแหน่งอะไรก็สามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้เสมอ”

“คนจริง ของจริงครับ”

“รักเคารพท่านอัศวิน ค่ะ เจตนารมณ์ของท่านยิ่งใหญ่มากท่านไม่เคยวิจารณ์และว่าใคร ไม่ว่าจะยุคไหนๆ”

“ถ้ายังไม่ลืมพาสเวิร์ดใน X โพสต์ด้วยนะคะ จะรอรีโพสต์”

“สุดยอดครับท่าน”

เอิร์ธ พงศกร
เอิร์ธ พงศกร
เอิร์ธ พงศกร
เอิร์ธ พงศกร

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอิร์ธ พงศกร ขวัญเมือง – Earth Pongsakorn Kwanmuang

โบว์ ณัฏฐา อัดยับ! สูตรเดิม ยกประเด็น ชาตินิยม ขวางสร้างแลนด์บริดจ์

โบว์ ณัฏฐา อัดยับ! สูตรเดิม ยกประเด็น ชาตินิยม ขวางสร้างแลนด์บริดจ์

โบว์ ณัฏฐา อัดยับ! สูตรเดิม ยกประเด็น ชาตินิยม ขวางสร้างแลนด์บริดจ์

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา อดีตโฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มากันแล้วตามสูตร ยกประเด็น “ชาตินิยม” ขวางสร้างแลนด์บริดจ์

 ไม่เอาท่าเรือ ไม่เอาคลังสินค้า ไม่เอาถนน ไม่เอาทางรถไฟ ไม่เอานิคมอุตสาหกรรม ไม่เอาตำแหน่งงาน ไม่เอา GDP ไม่เอาเศรษฐกิจใหม่ ไม่เอาอะไรเลย

อยากเก็บแผ่นดินเปล่าๆไว้ รอดูลูกหลานออกไปหาโอกาสนอกประเทศ ที่ยังอยู่ก็ก้มหน้าหางานค่าแรงถูกต่อไป

ทั้งนี้ โบว์ ณัฏฐา ยังโพสต์ข้อความใต้คอมเมนต์ ว่า แลนด์บริดจ์ไม่ได้เป็นแค่แลนด์บริดจ์ คลังสินค้าตรงนั้นสามารถเป็นที่พักสินค้าและกลายเป็นจุดจ่ายสินค้าหลักได้ จะออกขวาออกซ้ายไปได้หมด ยังไม่นับว่าเป็นการกระจายความเจริญอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด คนภาคใต้ลืมตาอ้าปากได้ ผลเป็นโดมิโนโตกันทั้งประเทศ

โครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างท่าเรือและเส้นทางเชื่อมต่อระว่างระนองกับชุมพร แต่เป็นการสร้าง อำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ และโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ช่วยให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียกับภูมิภาคอาเซียน จีน ทะเลจีนใต้และตะวันออกไกล

ข้อกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมสามารถจัดการได้ด้วยเทคโนโลยีและงบประมาณ ส่วนเรื่องการให้เช่าที่ดินก็เป็นกลไกปกติในการดึงดูดการลงทุน

หากไทยไม่ทำแล้วเมียนมาทำสำเร็จ ประเทศไทยจะสูญเสียความได้เปรียบไปอีกนาน

จังหวะที่ดีที่สุดมาถึงแล้ว ค่าเสียโอกาสจากการล้มโครงการ คือสิ่งที่ประเมินค่ามิได้

สภาฯมี สส.ครบ 500 คน หลัง ขัตติยา สส.ป้ายแดง รายงานตัว แทน สุริยะ ที่ลาออก

สภาฯมี สส.ครบ 500 คน หลัง ขัตติยา สส.ป้ายแดง รายงานตัว แทน สุริยะ ที่ลาออก

สภาฯมี สส.ครบ 500 คน หลัง ขัตติยา สส.ป้ายแดง รายงานตัว แทน สุริยะ ที่ลาออก

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

สภาฯมีสส.ครบ 500 คน หลัง “ขัตติยา” สส.ป้ายแดง รายงานตัวต่อสภาฯ แทน “สุริยะ”ที่ลาออก

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ ห้องรับรองพิเศษ 206 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) รายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ลงวันที่ 4 มี.ค.69 ซึ่งได้ประกาศให้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ  พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 3 ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. นั้น บัดนี้ นายสุริยะ  ได้มีหนังสือขอลาออกจากการเป็น สส. ตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย.69 เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ นายสุริยะ สิ้นสุดลง ตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงประกาศให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.แทน 

จากนั้นในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์  ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ให้ น.ส.ขัตติยา กล่าวปฎิญาณตนในการทำหน้าที่ สส.   

ส่งผลให้ปัจจุบันมี สส.ปฎิบัติหน้าที่ จำนวน 500 คน   โดยองค์ประชุมคือ 251 คน

‘สว.’ ปัดคว่ำ ‘ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ ชี้สมาชิกทุกคนเห็นว่าเป็นประโยชน์ เตรียมถก ‘วิป 3 ฝ่าย’

‘สว.’ ปัดคว่ำ ‘ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ ชี้สมาชิกทุกคนเห็นว่าเป็นประโยชน์ เตรียมถก ‘วิป 3 ฝ่าย’

‘สว.’ ปัดคว่ำ ‘ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ ชี้สมาชิกทุกคนเห็นว่าเป็นประโยชน์ เตรียมถก ‘วิป 3 ฝ่าย’

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.47 น.

‘สว.’ ปัดคว่ำ ‘ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ ชี้สมาชิกทุกคนเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อปชช. แนะคำนึงถึงทุกฝ่าย เตรียมถก ‘วิป 3 ฝ่าย’ เดินหน้าพิจารณาต่อ เปิดทางตั้ง กมธ.ร่วม 2 สภาฯ เคลียร์ประเด็นเห็นต่าง

6พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติยืนยันส่งร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯว่า หลังจากนี้จะต้องนัดประชุมวิป 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา เพื่อหารือยืนยันร่างกฎหมายดังกล่าว ตนเห็นด้วยกับมติ ครม. เพราะสะท้อนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนที่จะได้หายใจด้วยอากาศสะอาด พร้อมยืนยันว่าจะเร่งพิจารณาให้เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนกระแสข่าววุฒิสภาจะคว่ำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เป็นไปไม่ได้ เพราะ สว.ทุกคนเห็นตรงกันว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพียงแต่ในการพิจารณาต้องคำนึงถึงทุกฝ่าย ทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่ในร่างของสภาผู้แทนราษฎรยังมีบางประเด็นที่วุฒิสภาไม่เห็นด้วย จึงมีความเป็นไปได้ที่จะต้องตั้งกรรมาธิการร่วม 2 สภา เพื่อพิจารณาประเด็นเห็นต่าง แต่เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากที่ผ่านมาได้พิจารณาไปแล้วหลายมาตรา และในชั้นกรรมาธิการก็มีตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมด้วย

นายวุฒิชาติ กล่าวอีกว่า ขณะที่การกำหนดมาตรการต่อผู้ประกอบการต้องให้เวลาปรับตัวอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ตัดสินทันทีจนกระทบภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม แต่หากผู้ประกอบการไม่ปรับตัวก็ยอมไม่ได้เช่นกัน โดยต้องมีการกำหนดมาตรฐานการลดมลพิษเป็นลำดับ รวมถึงบทลงโทษ ค่าปรับ หรือขั้นสูงสุดคือการยกเลิกกิจการ

เมื่อถามถึงข้อสังเกตว่าร่างกฎหมายไม่ผ่านเพราะเอื้อกลุ่มทุน นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่จริง และไม่ควรใช้คำว่าเอื้อนายทุน เพราะการพิจารณาเป็นไปตามเหตุผลและข้อเท็จจริง ต้องคำนึงถึงทั้งประชาชนที่ควรได้รับอากาศสะอาด และผู้ประกอบการที่ต้องได้รับความเป็นธรรม โดยควรกำหนดระยะเวลาปรับตัวประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่

สิริพงศ์ ปัด ตีเช็คเปล่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เหน็บ ไม่ได้เอามาทำถนนเหมือนบางยุค

สิริพงศ์ ปัด ตีเช็คเปล่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เหน็บ ไม่ได้เอามาทำถนนเหมือนบางยุค

สิริพงศ์ ปัด ตีเช็คเปล่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เหน็บ ไม่ได้เอามาทำถนนเหมือนบางยุค

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

“สิริพงศ์” ปัด ตีเช็คเปล่าออก พ.ร.ก.กู้เงิน เหน็บ ไม่ได้เอามาทำถนนเหมือนบางยุค แต่ช่วยลดภาระประชาชน บอก เป็นสิทธิ ปชป.ยื่นศาลรธน.ตีความ ยัน ฝ่ายกม.รัฐบาลการันตีเข้าเงื่อนไขออก พ.ร.ก.ทุกข้อ  

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และสส.ศรีสะเกษ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)  กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นการตีเช็คเปล่าว่า คงไม่ใช่การตีเช็คเปล่า แต่อาจจะเป็นแบบที่เขาไม่คุ้นเคย ที่ผ่านมารัฐบาลบางยุคจะกู้เงินมาทำโครงการ แต่ครั้งนี้เงินจะลงไปถึงประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มาในรูปแบบจะทำถนนเส้นนั้นเส้นนี้ เป็นรูปแบบที่เขาไม่เคยทำ จึงทำให้เขาสงสัย นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่า 2 แสนล้านบาทจะไปช่วยประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง โดยเงินจะอุดหนุนไปที่ตัวประชาชน โดยจะดำเนินการผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนรายละเอียดขอให้รอกระทรวงการคลัง ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท จะช่วยประชาชนลดภาระสำหรับการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิล มาใช้พลังงานสะอาด รัฐจะไปช่วยสนับสนุน อาจจะมาในรูปแบบช่วยดอกเบี้ยคนละครึ่ง หรือช่วยติดโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งที่ผ่านมากู้เงินมาก้อนหนึ่งมาทำถนน ทำนู่น ทำนี่ ทำนั่น แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ เงินทั้งหมดที่กู้มาจะไปถึงประชาชนทั้งหมด   

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้งบกลางที่เหลืออยู่ต้องสำรองไว้สำหรับเรื่องความมั่นคง และเม็ดเงินไม่เพียงพอ กว่างบประมาณปี 70 จะใช้ได้ก็เดือน ต.ค.69 สถานการณ์วันนี้คำถามคือ ประชาชนได้รับผลกระทบแล้วหรือยัง เดือดร้อนหรือยัง สมควรที่จะทำหรือยัง ถ้าเกิดประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว ไม่รู้สถานการณ์จะจบเมื่อไหร่ มันก็เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ 

เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 4 แสนล้านบาทที่กู้มาหมดไป จะต้องกู้เพิ่มหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เดี๋ยวมาว่ากันอีกครั้ง วันนี้เราบริหารต่อสถานการณ์นี้ และเชื่อว่า 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานแม้สถานการณ์ยืดยาวแต่ประชาชนลดการใช้พลังงานอย่างมีนัยยะสำคัญ เท่ากับลดรายจ่ายได้โดยตรง ลดการพึ่งพาพลังงานแบบเก่า ประชาชนจะสัมผัสได้ ต่อให้สถานการณ์จะยืดยาวก็ตาม ที่สำคัญคือ ต้องทำให้ทัน หากส่งผลถึงประชาชนในมุมกว้างจะช่วยประชาชนในระยะยาว 

เมื่อถามถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของเขา แต่คิดว่า สิ่งที่นายกฯนำเสนอและฝ่ายกฎหมายรัฐบาลพิจารณาเข้าเงื่อนไขในการออก พ.ร.ก.ทุกข้อ

ยศชนัน ร่วมวงเสวนา PM 2.5 ชูโมเดลแก้ปัญหาแบบเข้าใจพื้นที่

ยศชนัน ร่วมวงเสวนา PM 2.5 ชูโมเดลแก้ปัญหาแบบเข้าใจพื้นที่

ยศชนัน ร่วมวงเสวนา PM 2.5 ชูโมเดลแก้ปัญหาแบบเข้าใจพื้นที่

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

“ยศชนัน” ร่วมวงเสวนา PM 2.5 ชูโมเดลแก้ปัญหาแบบ “เข้าใจพื้นที่” ผสานเทคโนโลยี-ภูมิปัญญาชาวบ้าน เร่งคืนอากาศสะอาดบนฐานความเข้าใจจริง

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมการเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นในงาน “ผนึกกำลังหาทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 – การคุ้มครองสิทธิและก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โดยมีตัวแทนจากหลากมิติเข้าร่วม อาทิ นายพฤ โอ่โดเชา แกนนำเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือ, ดร.เจน ชาญณรงค์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพ, นางสาวปริศนา พรหมมา สภาลมหายใจเชียงใหม่ และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา

ยศชนัน

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 คือภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลมุ่งมั่นจัดการทั้งระบบ จากการลงพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็นชัดว่าการแก้ปัญหาจะใช้สูตรสำเร็จเดียวไม่ได้ แต่ต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจบริบทพื้นที่อย่างแท้จริง การรับฟังเสียงจากพี่น้องที่อยู่หน้างานจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะมีหลายมิติที่ “ข้อมูลตัวเลข” เพียงอย่างเดียวบอกเราไม่ได้ เวทีนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นภาพปัญหาที่สอดคล้องกับความจริงในปัจจุบัน

รองนายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้เรามีศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อวิเคราะห์จุดความร้อนและแหล่งกำเนิดฝุ่นได้อย่างแม่นยำ แต่เครื่องมือเหล่านี้จะทรงพลังที่สุดเมื่อนำมา ผนึกกำลังกับองค์ความรู้และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เพื่อออกแบบการแก้ปัญหาที่ตรงเป้าและยั่งยืน โดยรัฐบาลได้นำแนวคิด “Circular Economy” มาเป็นแกนหลัก เริ่มนำร่องในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเพื่อเปลี่ยนภาระให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการเคารพภูมิปัญญาและวิถีชุมชน เพื่อให้เกิดการเติบโตที่สมดุลทั้งมิติสิ่งแวดล้อมและปากท้องของประชาชน

ยศชนัน

ในช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ต้องก้าวข้ามเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อมุ่งไปที่ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญพร้อมขอโอกาสพิสูจน์ความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหา โดยพร้อมเปิดรับและบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วน แม้ที่ผ่านมาอาจมีความไม่มั่นใจในการสื่อสารกับภาครัฐ แต่ตนเชื่อมั่นว่าหากเราแบ่งปันข้อมูลและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายและการตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแม่นยำและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังย้ำถึงการขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่อง ทั้งการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสิทธิในอากาศสะอาดของประชาชนในระยะยาว

ยศชนัน

ด้านนายสมบัติ กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 70% โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย พบว่าแต่ละพื้นที่ต้องการชุดคำสั่งและการจัดการที่ต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ ซึ่งเชียงรายถือเป็นตัวอย่างที่สามารถลดการเผาได้อย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นายสมบัติให้ความเห็นว่า สถานการณ์ไฟป่าปีนี้รุนแรงจากปัจจัยสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัด หากไฟลุกลามเกินขีดความสามารถ กลไกรัฐที่มีอยู่ยังรองรับได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น โดยนายสมบัติเสนอให้เกิดเสริมศักยภาพ “หน่วยดับไฟมืออาชีพ” ในทุกพื้นที่ และลงทุนกับระบบป้องกันอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการการใช้ไฟในภาคเกษตรอย่างมีระบบ รวมถึงการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าฤดูไฟ เช่น แนวกันไฟและแหล่งน้ำสำรอง โดยต้องให้ชุมชนเป็นฐานหลักในการจัดการ เพราะหากขาดการมีส่วนร่วมและการยอมรับจากคนในพื้นที่ รัฐบาลย่อมไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน

สส.ภัณฑิล น้อมรับผิด! ขอโทษชาวคลองเตย ยอมรับสื่อสารพลาด เหมารวมยาเสพติด

สส.ภัณฑิล น้อมรับผิด! ขอโทษชาวคลองเตย ยอมรับสื่อสารพลาด เหมารวมยาเสพติด

สส.ภัณฑิล น้อมรับผิด! ขอโทษชาวคลองเตย ยอมรับสื่อสารพลาด เหมารวมยาเสพติด

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้ออกมาชี้แจงกรณีอภิปรายในสภาในประเด็นยาเสพติด เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 แล้วทำให้ “ชาวคลองเตย” ไม่สบายใจกับเนื้อหาในการอภิปรายในครั้งนี้

โดยระบุว่า  ก่อนอื่นผมต้องขอโทษ พ่อแม่พี่น้องชาวคลองเตยทุกท่านที่มีการพาดพิง หรือเหมารวม ทำให้ชุมชนต่าง ๆ ไม่สบายใจ ในประเด็นนี้ผมน้อมรับผิด และจะนำไปปรับปรุง เป็นบทเรียนในการสื่อสารในอนาคต ว่าไม่ควรจะเหมารวมไม่ว่าจะเป็นอาชีพ ชุมชน หรือองค์กรใดก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ให้บทเรียนกับผมเป็นอย่างมาก

แต่ในฐานะ “ผู้แทนราษฎร” เขต #คลองเตย นี่คือส่วนหนึ่งจาก inbox ข้อร้องเรียนเพียงช่องทางเดียวเท่านั้น (คือ facebook messenger) ที่มีเข้ามาแจ้งปัญหาเกี่ยวกับประเด็นยาเสพติดในเขตคลองเตย 

หากผมนิ่งนอนใจและไม่สะท้อนปัญหาจากข้อร้องเรียนเหล่านี้ ผมคิดว่าตรงนี้ก็ไม่ยุติธรรมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผู้ที่ไว้ใจแจ้งปัญหาเหล่านี้กับผมเช่นกัน หากพูดเป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่ายคือ ยาเสพติดในคลองเตยนั้นมี หาได้ง่าย ผู้คนได้รับผลกระทบ นั้นเป็นเรื่องจริง มีข้อร้องเรียนจริง มีผู้เดือดร้อนจริง แต่ผิดที่การสื่อสารที่ผมไป “เหมารวม” คลองเตย จึงทำให้เกิดความไม่พอใจ

หากจะให้ผมไม่พูดถึงปัญหาในคลองเตยเลย อยู่นิ่ง ๆ ไม่โดนว่า ก็คงได้เช่นกัน… แล้วผมจะเป็นผู้แทนของคนคลองเตยทำไม ถ้ามัวแต่กลัวโดนว่า หรือทำให้ใครไม่พอใจ ผมคิดว่าถ้าผมกลัวขนาดนั้น ผมก็ไม่ควรอาสามาเป็นผู้แทน แต่เมื่อผมได้เป็นผู้แทนของทุกท่านแล้ว ไม่ว่าจะปัญหาอะไร ผมก็ไม่ควรกลัวที่จะพูดหรือสะท้อนปัญหานั้นออกไป

เนื้อหาในการอภิปรายครั้งนี้ยาว 7 นาที

ผมไล่เรียงว่ามีปัญหาอะไรขึ้นบ้าง ผมไม่เพียงแต่พูดถึงคลองเตย ในเขตวัฒนาผมก็พูด ผับที่เอกมัยถูกจับแล้วกลับมาเปิดใหม่ คนมั่วสุมยาเสพติดในทองหล่อ ผมก็พูด แต่ด้วยข้อจำกัดที่จะตัดคลิปมานั้น ไม่สามารถนำคลิป 7 นาทีมาโพสท์ได้ ทางทีมงานจึงเลือกตัดเฉพาะส่วนที่มีน้ำหนักชัดเจน

โดยทั้งหมดทั้งมวล ในเนื้อหาอภิปราย ผมไม่มีเจตตาด้อยค่าคนคลองเตยเลยแม้แต่นิดเดียว ผมไม่มีความจำเป็นหรือความคิดที่จะต้องด้อยค่าคลองเตยด้วยซ้ำ เพราะตัวผมเองก็เป็นผู้แทนชาวคลองเตยมาแล้ว 3 ปี มีความสัมพันธ์ ใกล้ชิด อย่างดีกับผู้คนในหลาย ๆ ชุมชน หรือแม้แต่ผู้ช่วยผม อาสาที่มาช่วย ก็ล้วนแต่เป็นคนในคลองเตยทั้งนั้น ผมจึงขอยืนยันอีกครั้งว่าจุดประสงค์ในการอภิปราย ผมอยากให้ปัญหายาเสพติดนั้นดีขึ้น และผมก็อยากให้คลองเตยของเราดีขึ้น ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะยาเสพติด หรืออะไรก็ตาม น้อยลงจนไม่มี

ผมได้แนบคลิปเต็มของการอภิปรายในวันที่ 30 เม.ย. 69 ไว้ เผื่อว่าท่านใดอยากฟังแบบเต็มครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ชุมชนคลองเตย เดือด! จี้ สส.ภัณฑิล ลาออก เซ่นอภิปรายโจมตีเป็นแหล่งค้ายาเสพติด

ณัฐพงษ์ นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.เงา จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’

ณัฐพงษ์ นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.เงา  จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’

ณัฐพงษ์ นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.เงา จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

’เงาส้ม‘ ตั้งแท่นตามเกาะติดรัฐบาลทำงานนัดแรก! จี้ 3 ข้อเสนอเรียกเยียวยา ‘ขนส่ง-ประมง’ เตือน ‘แลนด์บริดจ์’ ซ้ำรอย ’EEC‘ หวั่น ‘พ.ร.ก.เงินกู้’ ใช้เงินไร้หลักการ ด้าน ‘ศิริกัญญา’ อัด ‘4 แสนล้าน’ เมินอุ้ม ‘กลุ่มตกหล่น’ แต่ทุ่มหมดหน้าตักไปกับ ‘คนละครึ่ง’ ขณะที่ ‘วีระยุทธ’ กระตุกอย่าทิ้งไพ่ใบสำคัญ ให้ชาติมหาอำนาจใด ต้องคํานึง ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ส่วน ‘ภคมน’ ซัดแรง มักง่าย ‘นายกฯ’ เอาแค่หน้าตัวเองมาการันตี  ‘พิศาล’ ชี้ การต่างประเทศมีพลังต่อรอง ทำให้สง่างาม-น่าเกรงใจ

6พ.ค.2569 เมื่อเวลา 10.30น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน นำแถลงภายหลังการประชุมนัดแรกของ ครม.เงา พรรคประชาชนว่า วัตถุประสงค์ในการประชุมดังกล่าว เพื่อต้องการแสดงให้เห็น ถ้าการประชุม ครม. แต่ละสัปดาห์ ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ชีวิตของประชาชนจะดีขึ้นในทุกสัปดาห์อย่างไร 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น กําลังกระทบต่อผู้ประกอบการ 2 ภาคส่วนสําคัญ คือกลุ่มประมง และผู้ประกอบการขนส่ง ซึ่งภารกิจของพวกเราคือการชวนคิดไปข้างหน้า ส่วนข้อเรียกร้องในสัปดาห์ที่แล้ว มติ ครม.ล่าสุด ออกมาแล้วว่า จะมีการยืนยัน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับมา

ขณะที่ตัวแทนชาวประมง กล่าวถึง 3 ประเด็นหลัก ทั้งเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ราคาสัตว์น้ํา ที่ไม่สามารถต่อรองการตั้งราคาขายได้ และการขาดสภาพคล่อง 

ด้านตัวแทนขนส่ง ระบุว่า การเยียวยาของรัฐบาล 6,000 บาท ไม่เพียงพอต่อความเสียหายของพวกเราที่มากมายเหลือเกิน แต่อยากวิงวอนและฝากไป คืออยากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เรื่องไฟฟ้า และค่าขนส่ง 

ส่วนตัวแทนไรเดอร์ กล่าวว่า รัฐบาล 2 มาตรฐาน ไรเดอร์ส่งคนได้รับเงินเยียวยา แต่ไรเดอร์ส่งอาหารไม่ได้รับ จึงอยากให้มีการช่วยเหลือเพิ่มเติม 

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงข้อสรุปจากการประชุมว่า 1.เรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาภาคขนส่งและประมงซึ่งแบกต้นทุนพลังงานสูงสุด แต่กลับถูกทอดทิ้ง วิกฤตการณ์ด้านพลังงานส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ในระดับที่แตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุน ครม.เงา เรียกร้องให้รัฐบาลบริหารประเทศด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเยียวยาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยต้องไม่ละเลยผู้ประกอบการกลุ่มประมง สำหรับกลุ่มขนส่ง ซึ่งเป็นต้นน้ำของระบบเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยในการประชุมครั้งนี้ ตัวแทนผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่มได้เข้ามาบอกเล่าปัญหาความเดือดร้อน และหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือที่ตรงจุดและเหมาะสม

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า 2.โครงการแลนด์บริดจ์ เสี่ยงซ้ำรอย EEC และอาจพาไทยอยู่ใต้เงามหาอำนาจ หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเหตุผลทางการเงินไม่มีความคุ้มค่า เรายิ่งต้องระมัดระวังไม่ทิ้งไพ่ใบสำคัญ หรือฝากอนาคตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของไทยไว้กับมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง และ 3.ข้อห่วงใยต่อการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เนื่องจากมีความเสี่ยงจะเป็นการใช้เงินโดยไร้หลักการ กู้มาแจกระยะสั้น เพื่อหวังคะแนนนิยม แต่ไม่เตรียมพร้อมรับมือกรณีสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ โดย ครม. เงาเสนอว่า รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส รัดกุม ไม่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห และต้องแสดงแผนการใช้คืนหนี้ที่ชัดเจนต่อสาธารณะ

ด้านน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า การเยียวยาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ต้องประสบกับภาวะเดือดร้อนยังคงตกหล่นไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม และน้อยเกินไป แต่เมื่อดู พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท พบว่าไม่ได้มีการพูดถึงการเยียวยากลุ่มที่ตกหล่นแต่อย่างใด ยังคงเป็นการเทหมดหน้าตัก งบประมาณ 200,000 ล้านบาท คือการเยียวยาในโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นแบบหวานแห ไม่มีการคัดกรอง ขณะนี้เจอปัญหาว่า คนที่เดือดร้อนอาจจะไม่ได้รับ คนที่ได้รับอาจจะไม่ได้เดือดร้อน หากเราสังเกตดูโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกมาทีเดียว 4 เดือนใช้งบประมาณในแผนการเยียวยาเกือบหมด รัฐบาลคิดว่าสงครามจะสิ้นสุดในเร็ววันนี้ใช่หรือไม่ ถ้าหลังจาก 4 เดือนนี้วิกฤตยังยืดเยื้อ ราคาพลังงานอยู่ในระดับที่สูง จะต้องกู้ก้อนใหม่หรือไม่ การกู้รอบนี้อาจจะเป็นการกู้รอบสุดท้ายเพราะทุกอย่างกำลังอยู่ในสภาวะที่ไม่ได้อนุญาตให้รัฐบาลกู้ครั้งใหม่ได้อีก  แต่กลับถมเงินก้อนเยียวยาใช้ให้หมดภายใน 4 เดือน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนอีก 200,000 ล้านบาทที่เป็นแผนการเปลี่ยนผ่านต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ  เราเห็นว่ายังไม่เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ควรออกเป็น พ.ร.บ.มากกว่าการเป็น พ.ร.ก. อยากให้รัฐบาลทบทวนรายละเอียดให้ชัดเจนนำมาเสนอต่อสภาฯ คิดว่าไม่เกิน 3 เดือนน่าจะผ่าน พ.ร.บ.นี้ได้โดยไม่ยุ่งยากและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 

ขณะที่นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลพยายามลดแรงเสียดทานโดยมอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปศึกษาเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์เพิ่มเติมอีก 90 วัน แต่อยากชวนสังคมให้เห็นว่ามีเรื่องที่ครอบแลนด์บริดจ์ขึ้นไปอีก 2 ชั้น ที่เราควรร่วมกันพิจารณา
ชั้นแรก เรื่องแลนด์บริดจ์อยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งคล้ายกับโครงการ EEC ที่เกิดขึ้นมาแล้วในภาคตะวันออก เป็นการให้อำนาจพิเศษบายพาสข้ามผ่านกฎหมายเก่าที่มีอยู่แทบทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาซ้ำรอยกับภาคตะวันออก เพราะขาดการมีส่วนร่วมและปัญหาอื่นๆ ที่ตามมา ชั้นที่ 2 คือปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ชัดเจนว่าความคุ้มค่าทางการเงินมีความเสี่ยง มองย้อนไปอัตราผลตอบแทนทางการเงินมีเพียง 4% เท่านั้น ส่วนมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ 4 หมื่นล้าน จึงค่อนข้างเสี่ยงว่าจะมีใครมาลงทุน รัฐบาลจึงนำปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลกมาร่วมพิจาณา ซึ่งสมเหตุสมผล แต่ก็น่ากังวล 

“เพราะโครงการนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของไทย หากไทยทิ้งไพ่ใบสำคัญนี้ให้ชาติมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง จะยิ่งเป็นความเสี่ยงให้เราเกิดจุดเปราะบางทั้งในเชิงพลังงานและความมั่นคงในอนาคต รัฐบาลจึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบคอบ ถ้าจะทำควรใช้โอกาสนี้วางจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย กระจายความเสี่ยงเป็นจุดร่วมลงทุนของประเทศต่างๆ ทั้งในเชิงเทคโนโลยีและประเทศที่ร่วมลงทุน” นายวีระยุทธ กล่าว

ส่วนน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ยืนยันว่า เราไม่ได้ขวางการพัฒนา แต่ต้องรู้ทันรัฐบาล ต้องมองภาคใหญ่กว่าแลนด์บริดจ์ ว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องการจริงๆ คือนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้น ภายใต้ พ.ร.บ.SEC 

“วันนี้รัฐบาลอย่าใช้โอกาสนี้ เอาจุดอ่อนของภาคใต้มาขายฝัน แน่นอนว่าคนใต้ต้องการเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่ ต้องการการต่อยอดทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ต้องการการสร้างงาน เศรษฐกิจ รายได้ แต่การที่คุณเอาแลนด์บริดจ์มาโฆษณา โดยไม่พูดถึงว่า จริงๆ แล้ว แลนด์บริดจ์มีที่มาที่ไปอย่างไร จะมีอะไรเกิดขึ้นกว่าแลนด์บริดจ์ เป็นการขายฝัน และฉวยโอกาสมากเกินไป” นางสาวภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวว่า เนื่องจากต้องตอบให้ได้ว่า การสร้างเศรษฐกิจ แต่เม็ดเงินที่ได้นั้น สร้างให้กับใคร มีบทเรียนให้เห็นกันอยู่แล้ว EEC ในภาคตะวันออก ใครจะการันตีว่า จะไม่เกิดขึ้นซ้ําในภาคใต้อีก น่าเสียดายที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยกเลิกการลงพื้นที่ อยากให้ลงไปรับฟังประชาชนจริงๆ ไม่ใช่จากการจัดตั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อจากที่ดินไปแล้ว 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ซึ่งคนในพื้นที่รู้จักกัน ในนามของอาม่า จึงคิดว่ารัฐมนตรีที่เชี่ยวชาญในภาคใต้ จะหาเจอแน่นอนถ้าไปลงพื้นที่ 

น.ส.ภคมน กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลไม่มีความจริงใจ และไม่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ  ทุกอย่างดูเร่งรีบเร่งรัดไปหมด ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ตอบคําถามเรื่องการยืนยันและการันตีว่าโครงการแลนด์บริดจ์ จะไม่เป็นการเอื้อทุนต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดินว่า ให้ดูน่าท่าน ท่านไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้กับใคร แต่การตอบแบบนี้ มักง่ายไปหน่อย ท่านเอาแค่หน้าท่านมาการันตี ว่าท่านจะไม่ทําเพื่อใคร แต่วันนี้สิ่งที่เราต้องพูดกันคือผลประโยชน์ของประชาชน ต้นทุนทรัพยากรของประเทศ ดังนั้น ต้องมีการยืนยันด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการที่บอกว่า ตัวเองเป็นคนดี ให้เชื่อฉันสิ 

นายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ให้ความเห็นเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ว่า ถ้ามหาอำนาจที่รู้ว่าการลงทุนมหาศาลไม่คุ้มค่าในแง่ของเศรษฐกิจการลงทุนเม็ดเงิน แต่ยังพร้อมที่จะมาลงทุนยิ่งทำให้รัฐบาลประเทศไทยต้องมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น คือการต่างประเทศเป็นเรื่องของการต่อรอง 

นายพิศาล กล่าวต่อว่า การต่อรองก็คือการใช้จุดแข็งของประเทศมาเป็นไพ่ในการต่อรอง จุดแข็งของประเทศก็เป็นเรื่องของที่ตั้ง ขอยืนยันว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่มีที่ตั้งสำคัญและสามารถใช้เป็นไพ่ ถ้าเล่นเป็นกับมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายได้อย่างชัดเจน   ต่อมาคือเรื่องทรัพยากร ขนาดเศรษฐกิจ และความสามารถของผู้นำที่จะใช้ไพ่และสร้างไพ่ให้เป็นประโยชน์ แลนด์บริดจ์จะเป็นการสร้างไพ่ ส่วนจะเป็นประโยชน์หรือไม่กับประเทศไทย ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ไพ่ใบนี้ที่สร้างขึ้นมาใหม่ ทำให้พลังต่อรองของประเทศไทยกับมหาอำนาจที่มาลงทุนและมหาอำนาจประเทศอื่นที่ไม่ได้มาลงทุนมากขึ้นหรือน้อยลง ทำให้ไทยเป็นที่น่าเกรงใจ เป็นแหล่งดึงดูดเงินทุนเทคโนโลยีจากนานาประเทศมากขึ้นหรือน้อยลง ทำให้เราเป็นเพียงทางผ่านหรือส่วนต่อทางเศรษฐกิจ 

นายพิศาล กล่าวว่า เราสามารถกำหนดแนวทางที่เป็นอิสระได้มากขึ้นหรือน้อยลง ถ้าเกิดการต่างประเทศของเรามีพลังต่อรองจะทำให้เราสง่างาม ทำให้เราสามารถที่จะลดความเกรงใจที่เรามีกับมหาอำนาจ และจะทำให้มหาอำนาจทุกค่ายจะมีความเกรงใจเรามากขึ้น ถ้าตอบคำถามทั้งหมดนี้ เราดีขึ้นหมด เราสอบผ่านด้านภูมิรัฐศาสตร์ 

จากนั้นได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสอบถาม โดยเมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อยู่ระหว่างการปรึกษากันภายใน เราได้รับทราบมาว่าพรรคประชาธิปัตย์จะขอเสียงในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วย คงจะต้องมีการพูดคุยกันระหว่างพรรคเพราะตอนนี้ยังไม่เห็นตัวคำร้อง ต้องดูว่าเห็นตรงกันหรือไม่ในแต่ละประเด็น ก่อนที่จะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงินฯ ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อนก็อาจจะมีการชะลอการนำ พ.ร.ก.เข้ามาให้อนุมัติเห็นชอบในสภาฯ กำลังดูจังหวะเวลาอยู่

เมื่อถามว่าจะต้องเร่งพิจารณาก่อนวันที่ 14 พ.ค.หรือไม่ ในการคุยกันกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมฝ่ายค้าน น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่าตามกฎหมายต้องกระทำก่อนการ พิจารณาในสภาฯ 

ด้านนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่เป็นการหว่านแห สอดไส้ หรือตีเช็กเปล่า มีแผนการใช้หนี้ที่ชัดเจน ถ้ารัฐบาลแยกมาตรการเยียวยาและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างชัดเจน เราคงไม่ได้ติดใจอะไร แต่ข้อสังเกตของพวกเราคือ รัฐบาลพยายามอาศัยช่องในรัฐธรรมนูญเพื่อผ่านร่าง พ.ร.ก.ส่วนที่ถามว่าเราจะใช้ ช่องทางตามรัฐธรรมนูญยื่นตีความว่ากฎหมายถูกหรือผิด แต่หากรัฐบาลทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ส่วนไหนที่เร่งด่วนออก พ.ร.ก. ที่ไม่เร่งด่วนออกเป็น พ.ร.บ.เราจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันเรื่องนี้

นายวีระยุทธ กล่าวว่าข้อกังวลที่สำคัญคือการเร่งใช้เงิน 200,000 ล้านบาทภายใน 4 เดือน เรากังวลว่ารัฐบาลกู้เงินมาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามจริงหรือไม่ หรือเป็นการใช้เงินเพื่อคะแนนนิยมทางการเมืองที่กำลังลด หรือเพื่อเรียกเสียงคืนกลับมา หากเตรียมพร้อมกับสงครามและไม่อยากก่อหนี้ซ้ำในอนาคต การใช้เงินเงินก้อนนี้ยิ่งต้องระมัดระวังแต่แผนล่าสุดคือใช้เงิน 200,000 ล้านบาทภายในเวลา 4 เดือน ซึ่งไม่เหมาะสมกับการรับมือในสถานการณ์วิกฤตเป็นอย่างยิ่ง

‘บิ๊กเกรียง’เคลียร์ชัด! ปมเดินประกบ อนุทิน ยันไม่ได้เดินตาม แต่นายกฯ ให้เดินคู่

'บิ๊กเกรียง'เคลียร์ชัด! ปมเดินประกบ อนุทิน ยันไม่ได้เดินตาม แต่นายกฯ ให้เดินคู่

‘บิ๊กเกรียง’เคลียร์ชัด! ปมเดินประกบ อนุทิน ยันไม่ได้เดินตาม แต่นายกฯ ให้เดินคู่

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

ไม่ได้เดินตาม! ‘บิ๊กเกรียง’ แจงเดินเทียบ ’นายกฯ‘ เพื่อนร่วมรุ่น วปอ.- ดูใจกันมาตอนประสบอุบัติเหตุ เผยถูกเชิญเข้าพบกินข้าว-คุยปัญหาชายแดนใต้

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 กล่าวถึงกรณีที่มีภาพเดินประกบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งถูกหลายฝ่ายจับจ้องถึงความเหมาะสมว่า ตนไม่ได้เดินตาม นายกบอกให้เดินคู่เลย ซึ่งการที่ตนได้ไปพบกับนายกรัฐมนตรีเพราะนายกรัฐมนตรีได้เชิญไปอาหาร และหารือเรื่องความมั่นชายแดนใต้ ในฐานะที่ตนเองผ่านเรื่องนี้มา 37 ปี นายกรัฐมนตรีต้องการทราบพื้นหลังและข้อมูลหลายๆด้านมาประกอบกัน จึงเชิญตนเองเข้าหารือ ซึ่งจะเชิญให้เข้าร่วมหารือประมาณ 3 สัปดาห์ครั้ง เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาชายแดนใต้ 

พล.อ.เกรียงไกร ยังกล่าวด้วยว่า นายอนุทินเป็นเพื่อนร่วมรุ่นขณะที่เรียนวปอ. และในช่วงที่ตนเองประสบอุบัติเหตุ เฮลิคอปเตอร์ตก นายอนุทินก็บินไปเยี่ยมให้กำลังใจตนคนแรก