เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

22 กันยายน 2569 เวลา 14:40 น.

22 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 ดังนี้

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้ง นางบัญชาลักษณ์ ลือสวัสดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเศรษฐศาสตร์) ในคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เสนอแต่งตั้ง ศาสตราจารย์อธิภัทร มุทิตาเจริญ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเศรษฐศาสตร์) ในคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ แทน นายกุลิศ สมบัติศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเศรษฐศาสตร์) เดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับการแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการแต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอ แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติจำนวน 9 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

1. นายสุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา ด้านการแพทย์

2. นางสุภาพร พุทธรัตน์ ด้านการสาธารณสุข

3. นางสาวสาวตรี สุขศรี ด้านกฎหมาย

4. นางฐาณิษา สุขเกษม ด้านการคุ้มครองสิทธิสตรีหรือสิทธิเด็ก

5. นางสาวบังอร ฤทธิภักดี ด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ในการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ

6. นายตระกูล โทธรรม จากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน

7. นางวิลาสินี พิพิธกุล จากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน

8. นายณัฐวุธ แก้วสุทธา จากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน

9. นายภัทระ คำพิทักษ์ จากองค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์มิใช่เป็นการแสวงหากำไร และดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี) (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอรับโอน พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอน และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้ง (โอน/ย้าย) ข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง และจะว่าง และเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 8 ราย ดังนี้

1. เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง จำนวน 1 ราย คือ โอน นางธาราพร สิงหพันธุ์ มหิทธาฟองกุล ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทนผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการ นางสาวพิมพ์เพ็ญ ลัดพลี) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง และเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 7 ราย ดังนี้

2.1 ย้าย นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทนผู้เกษียณอายุราชการ นางสาวศุกร์ศิริ อภิญญานุวัฒน์)

2.2 โอน นางสาวสภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทน นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์)

2.3 โอน นายธีรลักษ์ แสงสนิท ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง (แทนผู้เกษียณอายุราชการ นายอัครุตม์ สนธยานนท์)

2.4 โอน นางสาวจิตรา ณีศะนันท์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง (แทน นายธีรลักษ์ แสงสนิท)

2.5 ย้าย นางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง (แทนผู้เกษียณอายุราชการ นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์)

2.6 โอน นายธิบดี วัฒนกุล ตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง (แทนผู้เกษียณอายุราชการ นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล)

2.7 โอน นายพลจักร นิ่มวัฒนา ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์(นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง (แทน นายธิบดี วัฒนกุล)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ดังนี้

1. นางฉัตรวดี จินดาวงษ์ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมอาเซียน ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอาเซียน

2. นางสาวมารินี สุวรรณโมลี ตำแหน่ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

3. นายพสุศิษฏ์ วงศ์สุรวัฒน์ ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง มาเลเซีย ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง และลำดับที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 4 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 1 ราย และเพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง จำนวน 1 ราย ดังนี้

1.นางธารินี แสงสว่าง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2.นางสาวนันทรัศมิ์ เทพดลไชย ใหดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

3.พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

4.นายโกมล พรมเพ็ง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

5.พันตำรวจโท พงษ์ธร ธัญญสิริ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

6.ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงวัฒนธรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้ง นายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางสาวสัตบุษย์ บุญเรือง เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายพจน์ หาญพล เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยแล้ว

การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดังนี้

1. นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล

2. นายกริชเพชร ชัยช่วย

3. นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2569 เป็นต้นไป และให้มีวาระอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการ ซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ตามมาตรา 16 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

คลัง ยืนยัน กยศ. มีสภาพคล่อง พร้อมจัดสรรงบให้ผู้กู้ ควบคู่ปรับแผนติดตามหนี้ ยันโอกาสทางการศึกษา ต้องไม่สะดุดเพราะเรื่องงบ

22 กันยายน 2569 เวลา 14:27 น.

22 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ และโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีปัญหาสภาพคล่องของกองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) ว่า เรื่องนี้มีสองประเด็นคือ เรื่องแรกเรื่องสภาพคล่อง ซึ่งช่วงเช้า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ โดยสภาพคล่องของ กยศ.จะมีการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอในการใช้จ่ายแต่ละเดือนควบคู่กับการปรับแผนในการติดตามหนี้เพื่อนำเข้ามาเป็นกองทุนหมุนเวียน

“ขอยืนยันว่า จะไม่มีใครเสียโอกาสทางการศึกษาเพราะเราจะจัดการงบประมาณให้เพียงพอ ทันเวลากับการทำงานของ กยศ.ซึ่งตอนนี้มีผู้เรียน 36% หรือประมาณ 7.7 หมื่นรายอยู่ในขั้นตอนของมหาวิทยาลัยที่จะส่งข้อมูลมาพิจารณา ซึ่งอาจทำให้ท่านรู้สึกว่าการพิจารณาล่าช้า จึงได้สั่งการเร่งรัดไปทางกยศ. ให้เตรียมประสานกับทางมหาวิทยาลัยที่จะส่งรายชื่อกลับเข้ามา ซึ่งตอนนี้มีผู้สมัครขอทุนที่เราวางไว้ประมาณ 1.2 หมื่นราย ซึ่งจำนวนนี้กยศ.จะประชุมวันที่ 24 ก.ย.เพื่อปรับกรอบและเงินหมุนเวียนเพื่อให้ทุกคนที่ขอมาได้รับโอกาสทางการศึกษา” นายวินิจ ระบุ

เมื่อถามว่า เรื่องของแหล่งเงินจะมาจากงบกลางหรือไม่ นายวินิจ กล่าวว่า เรื่องแหล่งเงินก็เป็นหนึ่งปัญหา ซึ่งเดี๋ยวจะมีการจัดสรรตามที่รองนายกฯยืนยันว่าไม่ให้มีใครเสียสิทธิ์เพราะเรื่องข้อจำกัดของงบประมาณ ตอนนี้ตัวเลขที่อนุมัติไปแล้ว 137,874 ราย คิดเป็น 64% ส่วนอยู่ระหว่างดำเนินการ 77,164 ราย คิดเป็น 36% กลุ่มนี้อยู่ระหว่างดำเนินการของมหาวิทยาลัยในการรวบรวมชื่อซึ่งอาจจะดูช้า แต่เป็นเรื่องขั้นตอนในการตรวจสอบ ซึ่งปีนี้ กยศ.มีการปรับใช้ข้อมูลการตรวจสอบความยากจนโดยไม่ต้องรับรอง ถ้าอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ปีนี้การรับรองจะไม่เสียเวลาเหมือนที่ผ่านมา เราจะใช้ชุดข้อมูลเดียวกันกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นายวินิจ กล่าวอีกว่า และกลุ่มที่เกินกรอบ 12,786 ราย ประมาณ 5% ซึ่งจะมี 2 ลักษณะคือค่าเทอมหรือค่าเล่าเรียน กับค่าครองชีพ ขอยืนยันนโยบายรัฐบาลจะดูแลทุกราย ส่วนผู้กู้เดิมที่เรียนปี 2 – ปี 4 จะได้รับสิทธิ์ตามเดิม ดูแลไปตามขั้นตอนทั้งหมด

เมื่อถามว่า กลุ่มสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาดที่ฝ่ายนโยบายกำหนดไว้ เกณฑ์นี้จะยกเว้นให้ใช่หรือไม่ นายวินิจ กล่าวว่า เรื่องเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมาย กยศ.ซึ่งสะท้อน 2 มิติ มิติแรกคือการที่เราเลือกเกณฑ์ว่าในสาขาที่มีความต้องการได้สิทธิ์ก่อน ส่วนมิติที่สอง คือส่วนที่เหลือเราจะพยายามดูแลให้ครบถ้วน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีและต่อไปจะมีการขยายในเรื่องการอัปสกิล รีสกิล

เมื่อถามถึงกรณีการสวมสิทธิ์กู้ กยศ. นายวินิจ กล่าวว่า วันนี้ กยศ.พัฒนาโดยการใช้ฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐโดยการเชื่อมโยง ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องเฉพาะราย แต่อย่างไรต้องดูภาพรวมของทุกคนก่อน เรื่องที่ผิดก็ตามดูและจัดการกันไป

ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชา รมว.สธ.ยันใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น เผยร้านค้าเดิมหลังหมดใบอนุญาต ต้องปรับเป็นสถานพยาบาล

22 กันยายน 2569 เวลา 14:12 น.

ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชา “รมว.สธ.”ยันใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น ลุยเพิ่มบทลงโทษหนักขึ้น เผยร้านค้าเดิมหลังหมดใบอนุญาต ต้องปรับเป็นสถานพยาบาล มีหมอประจำ-สั่งจ่ายยาเท่านั้น เตรียมส่งทีมสแกนเข้มทั่วประเทศ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว

22 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. ขั้นตอนหลังจากนี้ก็จะส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อ โดยเนื้อหาสาระเป็นการควบคุมตั้งแต่แปลงเพาะปลูก ที่จะต้องลงทะเบียนว่าจะเป็นแปลงขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ให้ติดตามได้ว่า แหล่งปลูกอยู่ที่ไหน เพื่อควบคุมคุณภาพและสกัดออกมาเป็นสารสกัด หรือการใช้ประโยชน์ของช่อดอกต่างๆ จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงจะมีบทกำหนดโทษที่ชัดเจน และรุนแรงมากยิ่งขึ้น จาก พ.ร.บ.ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

นายพัฒนา ยืนยันว่า ขณะนี้กัญชาใช้ทางการแพทย์เท่านั้น ส่วนร้านต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมถนน ใช้ใบอนุญาตเดิมอยู่ มีอายุ 3 ปี และจะไล่หมดอายุ ตั้งแต่ 2569 – 2571 ดังนั้น ร้านค้าที่ไม่ได้เป็นสถานพยาบาลเมื่อใบอนุญาตหมดอายุ หากจะต่ออายุ ก็จะต้องปรับเป็นสถานพยาบาล ต้องมีแพทย์ประจำ ตามระเบียบใหม่ และการสั่งจ่ายยาจะต้องมีใบสั่งที่เซ็นโดยแพทย์ และในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันที่เป็นลิงก์สามารถตรวจสอบได้ว่าร้านกัญชา แหล่งปลูก ตั้งอยู่ที่ใด ซึ่งเท่าที่ตนตรวจสอบข้อมูลเมื่อเช้า มีการบันทึกข้อมูลลงไปแล้วกว่า 10,000 แห่ง ก็คิดว่าตอนนี้ครอบคลุมกว่า 95% แล้ว ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าร้านไหนเป็นร้านที่ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมาย แต่หากร้านใด ที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ก็ให้สันนิษฐานได้เลยว่าเป็นร้านที่ไม่ถูกกฎหมาย

หลังจากนี้จะมีการจัดทีมลงไปตรวจสอบร้านค้าที่เปิดอยู่ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น เพื่อจะดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในหัวเมืองท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ต่างๆ และหลังจากนี้จะให้กรมการแพทย์แผนไทย แถลงในรายละเอียดเรื่องของการควบคุมและลงไปตรวจสอบร้านค้าจำหน่ายกัญชา แต่มั่นใจว่าบุคลากรมีครอบคลุมที่จะสามารถลงไปตรวจตราได้

‘รุทธพล’ ปัดตั้ง ‘ปิยะ’ นั่งอธิบดีDSI ตอบแทน คดีฮั้ว สว. แจงโยก ยุทธนา เข้าสำนักนายกฯ

22 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

’รุทธพล‘ปัดตั้ง ‘ปิยะ’นั่งอธิบดีดีเอสไอตอบแทนคดีฮั้วสว. หลังมีรูปยกไหว้ ‘อนุทิน’หลังมีมติ แจงโยก ‘ยุทธนา’ นั่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ขึ้นซี 11

เมื่อเวลา 12.00น.วันที่ 22 ก.ย.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)แต่งตั้ง ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)คนใหม่ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติในส่วนของ พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ เทียบเท่าระดับซี 11 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงขึ้น และหากเทียบกับท่านเดิมที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก็เทียบได้กับว่าที่ปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งอยู่ในระดับซี 11 เทียบเท่ากับระดับปลัดกระทรวง และ เท่าที่ตนทราบ เห็นว่าในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 25-30 คน ที่โยกไปอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามต่อว่าการโยกย้ายครั้งนี้มีเรื่องเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล ยืนยันว่า ไม่มี เพราะเป็นการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น และหากดูจากประวัติของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้ง 15 คน ก็จะดำรงตำแหน่งประมาณ 1-2 ปี ฉะนั้นยืนยันว่านี่เป็นตำแหน่งที่สูงขึ้นเทียบเท่ากับปลัดกระทรวง

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านมีข้อครหาว่าการโยกย้าย ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องตำแหน่งที่สูงขึ้น และตนว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่อง สว. อย่างตนมาดำรงตำแหน่งสองสมัยประมาณ 1 ปี ก็ไม่เคยโยกย้ายและถือว่าทุกหน่วยงานดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายอยู่แล้ว ทั้งนี้ ตำแหน่งของ พ.ต.ต. ยุทธนา อยู่ในตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอมาประมาณ 1 ปี 8 เดือน จึงเป็นการโยกย้ายตามขั้นตอน เพื่อไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น

เมื่อถามต่อถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าคนที่มาดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอแทนเคยปรากฏภาพไหว้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หลังมีมติในคดีฮั้ว สว. พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ตนมองว่าการไหว้ก็ส่วนหนึ่ง แต่การแต่งตั้ง ร.ต.อ. ปิยะ มานั่งอธิบดีดีเอสไอ เป็นเรื่องของปลัดกระทรวง ที่ทางราชการจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม ซึ่งบุคลากรที่เคยอยู่ดีเอสไอมี 2 คน คือ ร.ต.อ. ปิยะ และ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปรับปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ที่มีประสบการณ์ทางด้านนี้ ยอมรับว่า ตำแหน่งซี 10 เป็นเรื่องของปลัด ส่วนตำแหน่งซี 11 เป็นเรื่องของรัฐมนตรี

เมื่อถามต่อว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการล้างบางขั้วเดิมไหนที่อยู่ในดีเอสไอ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ไม่ใช่การตั้งข้อสังเกต เพราะการพิจารณาของปลัดกระทรวงจะต้องมีข้อมูล ขณะเดียวกันการพิจารณาโยกย้ายปลัดกระทรวงของกระทรวงยุติธรรม เราก็ให้ดูผลงานย้อนหลัง 2 ปี และหากอยู่ในระดับผู้อำนวยการกองขึ้นไปก็ต้องนำเสนอผลงาน 2 ปีย้อนหลังเช่นกัน ฉะนั้นยืนยันว่าไม่ใช่การตอบแทนคดีฮั้ว สว. แต่เป็นการพิจารณาตามความเหมาะสม เพราะท่านก็เคยอยู่ดีเอสไอมาก่อน

‘พลพีร์’ ชม ‘กล้าธรรม’ ทำถูกแล้วโหวต กม.งบฯ ไม่ทราบ ปรับ ครม.ดึงมาหรือไม่ อยู่ที่นายกฯ

22 กันยายน 2569 เวลา 13:59 น.

“พลพีร์” ชม ”กล้าธรรม“ ทำถูกแล้ว โหวตกม.งบฯ ยกทำเพื่อประชาชน-ประเทศ ไม่ทราบ ปรับ ครม.ดึงมาหรือไม่ อยู่ที่นายกฯ แต่ระบุ รมต.ขยันขันแข็งทุกคน ลงตัวแล้ว ลั่น ลูกเทพอย่าจำกัดแค่ใน ภท. อวย ”อ.เชน“ เป็นรองนายกฯครั้งแรก แต่ผลงานเป็นที่ประจักษ์

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย และสส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคกล้าธรรมออกจากวิปฝ่ายค้าน จะเป็นผลดีกับรัฐบาลหรือไม่ว่า จริงๆ แล้วเขาคงมีการหารือกันภายในฝ่ายค้านอยู่แล้ว และการที่พรรคกล้าธรรมไปโหวตให้กับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ก็แสดงให้เห็นว่าพรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับประชาชน เพราะการใช้งบประมาณในการผลักดันเศรษฐกิจและการช่วยเหลือประชาชนเพื่อพัฒนาประเทศไทย ตนคิดว่าสิ่งที่พรรคกล้าธรรมทำเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ส่วนการที่ผู้นำฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนไม่ให้เข้าร่วมในวิปฝ่ายค้าน ก็สุดแล้วแต่พรรคประชาชน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่า การแสดงออกในเวทีรัฐสภา หรือการโหวตในญัตติหรือกฎหมายต่างๆ ถ้ายึดประชาชน ยึดประเทศชาติเป็นหลัก คิดว่าพรรคกล้าธรรมทำถูกแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหมือนพรรคฝ่ายค้านผลักให้พรรคกล้าธรรม มาอยู่กับรัฐบาล นายพลพีร์ กล่าวว่า ผลักหรือผลักตนไม่ทราบ ซึ่งในพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีการหารือกันในเรื่องนี้ แต่ต้องขอบคุณพรรคกล้าธรรมที่ช่วยลงมติและแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าพรรคกล้าธรรมจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ถ้ายึดประเทศชาติและประชาชนเป็นหลักก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีพรรคกล้าธรรมอยู่ด้วย นายพลพีร์ กล่าวว่า ไม่ทราบเลย เพราะดุลพินิจในการปรับรัฐมนตรีต่างๆ เป็นของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่เคยมีการหารือในพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคร่วมรัฐบาลเลย ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรอยู่ที่นายกรัฐมนตรีคนเดียว ตนคิดว่า ครม.ทั้งหมด ก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง และทุกคนพยายามช่วยเหลือประชาชนให้ทันท่วงทีตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย

เมื่อถามว่า ส่วนตัวเห็นว่ายังไม่ควรมีการปรับ ครม. ในช่วงนี้หรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าตอนนี้รัฐมนตรีทุกคนก็ลงตัวแล้ว อย่างที่นายกรัฐมนตรีได้เคยให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ว่า ตอนนี้รัฐมนตรีทุกคนที่มีบางคนอาจจะเป็นรัฐมนตรีใหม่ที่เข้ามาร่วมกับนายกรัฐมนตรีในการบริหารงานก็กำลังลงตัว และทำงานกับข้าราชการประจำได้เป็นอย่างดีแล้ว เพราะฉะนั้น เชื่อว่า ปัญหาต่างๆ ที่สั่งสมมานาน หรือสิ่งที่จะต้องแก้ไขภายในกระทรวง และการบริการให้ความช่วยเหลือประชาชนก็คงจะออกมาเรื่อยๆ เพราะตรงนี้ทุกคนเข้าที่อยู่แล้ว ตนคิดว่าหนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน รัฐมนตรีแต่ละคนเป็นรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว ผลงานที่เป็นที่ประจักษ์คงจะออกมาเร็วๆ นี้จากทุกๆ คน

ผู้สื่อข่าวถามว่า อันนี้ถือเป็นการพิสูจน์ของรัฐมนตรีกลุ่มลูกเทพหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า หากถามว่าเป็นบทพิสูจน์ของรัฐมนตรีลูกเทพหรือไม่ ตนคิดว่าลูกเทพทุกคนก็มีความสามารถอยู่แล้วมั้งครับ แล้วลูกเทพจะไปจำกัดความเฉพาะพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ อย่างนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาเป็นครั้งแรกก็ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งผลงานก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหลายคน ก็เป็น สส.ไล่ๆ กัน บางคนอาจจะมีความอาวุโสในสภาน้อยกว่าเพื่อนๆ สมาชิกในพรรคภูมิใจไทยด้วยซ้ำ ถ้าเหมารวมให้พวกตนเป็นลูกเทพ ก็ขอเป็นลูกเทพอย่างนี้แหละครับ คงไม่ใช่ลูกเทวดา

ศาลฎีกาไต่สวนพยานนัดที่ 2 คดี 44 สส.ก้าวไกล ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม

22 กันยายน 2569 เวลา 13:49 น.

ศาลฎีกาไต่สวนพยานนัดที่ 2 คดี 44 สส.ก้าวไกล ลงชื่อแก้ม.112 อดีตเลขาฯสภาข้าราชการ-เข้าเบิกความ 3 ปาก นัดต่อไป 20 ต.ค. คาดเป็นอดีตสส.ที่ไม่ร่วมลงชื่อแก้ม.112เบิกความ

วันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนิน ใน ศาลนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 1/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กับ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ผู้คัดค้านกรณีการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112

โดยวันนี้ ปปช.ผู้ร้องนำพยานเข้าไต่สวนทั้งหมด 3 ปากเป็นข้าราชการและอดีตข้าราชการในสภาผู้แทนราษฎรได้แก่นายสุวัฒน์ คีรีวิเชียร นิติกรสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

นางสินี ส้มมี ผอ.สำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และว่าที่ ร.ต.อาพัทธ์ สุขนันท์ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ภายหลังไต่สวนพยานทั้ง 3 ปากเสร็จสิ้นศาลได้นัดไต่สวนครั้งต่อไปในวันที่ 20 ต.ค.นี้เวลา 09.30 น.คาดว่าพยานที่เข้าไต่สวนวันดังกล่าวจะเป็นอดีตสส.ของพรรคก้าวไกลที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อแก้ไขร่าง ม.112

ทัังนี้ในส่วนของพยานผู้คัดค้านจะมีการยกเลิกนัดไต่สวน 4 นัดสุดท้ายจากการปรับปรุงพยานผู้คัดค้าน ซึ่งบางนัดอาจจะไต่สวนพยานจำนวน 4-5 ปาก ทำให้จากเดิมที่จะไต่สวนพยานผู้คัดค้านจบวันที่ 18 พ.ค.2570 ก็อาจจะไต่สวนแล้วเสร็จภายในเดือนมี.ค.2570 หลังจากนั้นศาลฎีกาจะกำหนดนัดฟังคำสั่งต่อไป

ทีมสุดซอย แจงยิบ เอกนัฏ ตรึงดีเซล สกัดวิกฤต ชี้ถ้าไร้มาตรการ อาจทะลุ 54 บาท

22 กันยายน 2569 เวลา 13:39 น.

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์

วันนี้ 22 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก ทีมสุดซอย ทุบทุนเทา Factcheck โพสต์ภาพพร้อมข้อความชี้แจงการตรึงราคาน้ำมันดีเซล สกัดวิกฤตตะวันออกกลาง หากไร้มาตรการฯ อาจทะลุ 54 บาท ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “”เอกนัฏ” ตรึงดีเซลอยู่หมัด สกัดวิกฤตตะวันออกกลาง ดันราคาดีเซลต่ำเกือบที่สุดในอาเซียน (รองแค่บรูไน) หากไร้มาตรการฯ อาจทะลุ 54 บาท!

จากการที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคประชาธิปัตย์ ปมข้อเสนอให้เอาเงิน “ไทยช่วยไทย” ไปโปะดีเซล ทำเหมือนว่ารัฐบาล ปล่อยลอยตัว ทีมสุดซอยจึงขอโต้กลับด้วยผลงานของ “รมว.ขิง” นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน และหัวหน้าทีมสุดซอย ที่เดินหน้ายื้อราคาสุดฤทธิ์ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลางนับตั้งแต่รับตำแหน่ง สกัดไม่ให้ดีเซลพุ่งกระฉูดทะลุ 50 กว่าบาทเหมือนที่หลายคนกังวล

ทีมสุดซอย

ซึ่งกระทรวงพลังงาน ภายใต้การนำของนายเอกนัฏ เน้นย้ำมาตลอดว่า “ราคาน้ำมันดีเซลไม่ใช่เรื่องไกลตัว” แต่มันคือเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทุนการเกษตร การขนส่ง โรงงาน การกระจายสินค้า ไปจนถึงราคาของบนชั้นวางและค่าครองชีพของทุกครัวเรือน รัฐบาลจึงต้องบริหารราคาอย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมปล่อยให้ความผันผวนจากตลาดโลกกระแทกใส่ประชาชนแบบเต็มๆ ในคราวเดียว

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก ทางกระทรวงพลังงานได้งัดมาตรการเชิงรุกเข้ามารับมืออย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 เพื่อไม่ให้ต้นทุนพุ่งกระฉูดกระทบค่าครองชีพประชาชนและภาคเศรษฐกิจ ซึ่งมาตรการลดราคา ณ โรงกลั่น เป็นมาตรการที่ใช้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และลดราคาต่อเนื่องมา 7 ครั้งแล้ว

มาตรการลดราคา ณ โรงกลั่น: ดำเนินการเป็นระลอก ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน (ลด 5 บาท และ 3 บาทต่อลิตร) ต่อเนื่องถึงช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม (ลด 2.40 บาท) และล่าสุดขยายผลลด 4 บาทต่อลิตร สำหรับดีเซล B0, B7 และ B20 ยาวจนถึง 31 ตุลาคม 2569

กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: ใช้เงินกองทุนฯ เข้ามาชดเชยส่วนต่างเพื่อพยุงราคาหน้าปั๊มให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

โดยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่า ดีเซลได้รับส่วนลด ณ โรงกลั่น 4 บาทต่อลิตร และเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันอีก 8.62 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ 40.69 บาทต่อลิตร
เปรียบเทียบสถานการณ์ราคา:

ราคาปัจจุบัน: 40.69 บาทต่อลิตร
หากไม่มีส่วนลดโรงกลั่น: ราคาขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 44.97 บาทต่อลิตร
หากปล่อยลอยตัว (ไร้โรงกลั่นและกองทุนฯ): ราคาอาจพุ่งสูงถึง 54.19 บาทต่อลิตร

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน พบว่าราคาดีเซลไทยในปัจจุบันยังคงมีความสามารถในการแข่งขันสูง โดยต่ำกว่ามาเลเซีย (ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน) ที่ราคา 42.96 บาทต่อลิตร และอินโดนีเซียที่ 44.73 บาทต่อลิตร ขณะที่ใกล้เคียงกับเวียดนามที่ 40.75 บาทต่อลิตร

งานนี้ขอฝากถึงผู้ที่วิจารณ์ ก่อนจะบอกว่า “น้ำมันแพง” คงต้องยอมรับความจริงก่อนว่าประเทศไทยไม่ใช่ผู้ส่งออกน้ำมัน แต่ด้วยความทุ่มเทของนายเอกนัฏ รมว.สุดซอยคนนี้ ที่ใช้มาตรการรับแรงกระแทกไว้ ทำให้คนไทยรอดพ้นจากน้ำมันลิตรละ 50 กว่าบาทมาได้ จนคนไทยได้ใช้น้ำมันดีเซล “ถูกเกือบที่สุดในอาเซียน!” ถูกกว่ามาเลเซีย และเป็นรองแค่บรูไนประเทศเดียว!

#ทีมสุดซอย #ทุบทุนเทา #FactCheck#เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #ขิงเอกนัฏ #ราคาน้ำมัน #ดีเซล #วิกฤตพลังงาน #ข่าวพลังงาน #กระทรวงพลังงาน”

ทีมสุดซอย

หลังจากที่โพสต์ของ เพจเฟซบุ๊ก ทีมสุดซอย ทุบทุนเทา Factcheck เผยแพร่ลงบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ประเทศไทย โชคดีที่ ได้คุณขิง และท่านนายกฯ ให้ความสำคัญและทำภายใต้กฏหมายที่มีปัจจุบัน ขอบคุณที่ลดภาระพลังงานให้กับคนไทย”

“พวกที่ไม่เข้าใจ เห็นตัวเลข คงเข้าใจขึ้นนะ”

“ลูก.ก หวาย”

“การางแผนผลงานมันเลยออกมาดี เก่งมากตบมือให้ทีมงานสุดซอย”

“ถือว่าทำผลงานให้ทีถูกกว่าท้องตลาดหลายประเทศขอชื่นชม”

“สุดซอยของแท้”

“เข้าใจว่าทำดีที่สุดแล้วครับ สู้ๆ”

ทีมสุดซอย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก ทีมสุดซอย ทุบทุนเทา Factcheck

ครม.ไฟเขียวคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ-สกร.

22 กันยายน 2569 เวลา 13:37 น.

“อัครนันท์” เผยข่าวดี ครม.ไฟเขียวคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ-สกร.

วันที่ 22 กันยายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อคืนสิทธิให้แก่นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา และผู้เรียนในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์เดิม

นายอัครนันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่กระทรวงศึกษาธิการพยามยามเร่งผลักดันให้เกิดการพิจารณาปรับปรุงและแก้ไขมาโดยตลอด เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้เรียน เพราะที่ผ่านมา มีนักเรียน และนักศึกษาบางส่วนต้องเผชิญกับทางเลือกที่ไม่ควรเกิดขึ้น คือการตัดสินใจว่าจะเรียนต่อ หรือรักษาสิทธิด้านสวัสดิการของรัฐ

“ผมดีใจที่วันนี้เราสามารถนำข่าวดีมาบอกกับนักเรียน และผู้เรียน สกร.ได้ว่า ครม.เห็นชอบแนวทางคืนสิทธิให้กับพวกเขาแล้ว เด็กคนหนึ่งไม่ควรต้องเลือกระหว่างอนาคตทางการศึกษาของตัวเองกับสวัสดิการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เราอยากเห็นเด็กทุกคนได้เรียนต่อ ได้มีโอกาสสร้างอนาคตของตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเรียนแล้วสิทธิที่ครอบครัวพึ่งพาอยู่จะหายไป เพราะหน้าที่ของรัฐคือการสร้างโอกาส ไม่ใช่ทำให้เด็กต้องเลือกว่าจะเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง”นายอัครนันท์ กล่าว

นายอัครนันท์ กล่าวด้วยว่า สำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเปราะบาง เงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีความหมายมากเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และช่วยให้เด็กสามารถเดินหน้าศึกษาต่อได้

“เราไม่อยากเห็นเด็กคนหนึ่งต้องบอกว่า ผมขอหยุดเรียน เพราะถ้าเรียนแล้วจะเสียสิทธิ วันนี้เราพยายามแก้ตรงนี้ ผมอยากบอกกับเด็ก ๆ ว่า ขอให้เดินหน้าต่อ อย่าทิ้งการศึกษา อย่าทิ้งอนาคตของตัวเอง”นายอัครนันท์ กล่าว

นายอัครนันท์ กล่าวด้วยว่า การคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งนี้ ยังถือเป็นส่วนสำคัญในการเปิดโอกาสให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา สามารถกลับเข้าสู่ระบบได้อีกครั้ง โดยเฉพาะเด็กที่ต้องหยุดเรียนจากข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการต้องการลดอุปสรรคดังกล่าว เพื่อให้เด็กมีโอกาสกลับมาเรียนต่อและเดินหน้าสร้างอนาคตของตัวเองได้

“เราไม่อยากให้มีเด็กคนไหนต้องหลุดออกจากระบบเพียงเพราะครอบครัวมีภาระหรือกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย วันนี้เมื่อมีแนวทางที่ช่วยลดภาระได้ ก็อยากให้เด็กที่หลุดจากระบบไปแล้วกลับมาเรียนอีกครั้ง เพราะโอกาสทางการศึกษาไม่ควรหมดไปเพียงเพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ” นายอัครนันท์ กล่าว

ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้การพิจารณาคุณสมบัติสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และผู้เรียนที่มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ

นิกร จี้ ฝ่ายค้าน-ไอลอว์ เร่งชงร่างแก้ไข รธน. หวั่น ฉบับใหม่คลอดไม่ทันเลือกตั้งครั้งหน้า

22 กันยายน 2569 เวลา 13:33 น.

‘นิกร’ บี้ ‘ฝ่ายค้าน-iLaw’ เร่งชงร่างแก้ไข รธน. – กางไทม์ไลน์ หวั่นฉบับใหม่คลอดไม่ทันเลือกตั้งครั้งหน้า สอนมวยอย่าเดินการเมืองซับซ้อน ชี้แก้ปัญหา สว.-หมายเลขผู้สมัคร สส. ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แก้แบบ ‘แมลงหวี่-แมลงวัน’

วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการกลั่นกรองและยกร่างกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่างชี้แจงถึงกรณีที่มีกระแสเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาล เร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลการออกเสียงประชามติ ที่ประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า พรรคภูมิใจไทย มีความพร้อมตั้งแต่ก่อนปิดสมัยประชุมสภาครั้งที่ 1 ปี 2569 ก่อน 22 กรกฎาคมที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาแล้ว แต่เนื่องจาก ประธานวิปฝ่ายค้าน ได้หารือกับประธานวิปรัฐบาล เพื่อขอให้รอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากภาคประชาชน ที่กำลังริเริ่มการเข้าชื่อกันก่อน เพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด ถูกพิจารณาไปในคราวเดียวกัน และเท่าที่ตนทราบ ขณะนี้ ภาคประชาชน ได้ชื่อครบเกิน 100,000 เสียงแล้ว แต่เหตุยังจึงยังไม่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้รัฐสภา บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเพื่อพิจารณา ซึ่งตนขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการรอเพื่อให้ กกต.ได้พิจารณาคดีฮั้ว สว.เพื่อล้ม สว.ก่อนหรือไม่ แต่เมื่อขณะนี้ เหตุการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว และเวลาไม่รอแล้ว เพราะตนคำนวณกรอบระยะเวลา แม้จะดำเนินการขั้นตอนตามกรอบระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก็แทบจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ทันต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ดังนั้น จึงขอให้เร่งดำเนินการ

นายนิกร กล่าวต่อว่า ส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากพรรคการเมืองต่าง ๆนั้น พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ จะเสนอต่อรัฐสภา แต่ขณะนี้ ก็ยังไม่มีการเสนอต่อประธานรัฐสภา และมีเพียงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ที่บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมไปแล้ว ดังนั้น จะโทษว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ฟังเสียงประชามติประชาชน 21 ล้านเสียงไม่ได้ เพราะพรรคภูมิใจไทย ดำเนินการตามคำสั่งประชาชนแล้ว แต่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญภาคประชาชน ที่ iLaw ดูแลนั้น ขณะนี้ อยู่ที่ไหน และเมื่อได้รายชื่อครบแล้ว ก็ขอให้เสนอรัฐสภาเลย แต่เมื่อไม่ยื่นแล้ว กลับมาโทษรัฐบาลไม่ดำเนินการ ทั้งที่รัฐบาลทำแล้ว ฟังแล้ว และรออยู่ รวมถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้านด้วย เพราะเวลาไม่คอยท่า จะรอให้ได้เปรียบแล้วค่อยยืนไม่ได้ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ยกร่างเพื่อประชาชน จึงขอให้รีบดำเนินการกัน อย่าเดินการเมืองซับซ้อนกันแบบนี้ และยังอ้างประชาชนกันอีก ขอให้นับเวลากัน และทราบว่า เวลาที่มีล่อแหลมแล้ว

นายนิกร กล่าวอีกว่า แต่เดิมคาดว่า จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในปี 2572 แต่เวลาในการดำเนินการขณะนี้ มีเวลาเริ่มดำเนินการได้ถึงวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ก่อนปิดสมัยประชุมสภา ซึ่งหากรัฐสภา ยังไม่สามารถรับหลักการและตั้งกรรมาธิการได้ ก็จะเกิดปัญหา ทำให้ต้องรออีก 3 เดือน จนกว่าจะมีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ ปี 2570 ซึ่งตนก็หวังว่า ในช่วงปิดสมัยประชุมหลังเดือนธันวาคม กรรมาธิการ จะสามารถพิจารณาไปพลางก่อนได้ และเสนอรัฐสภา ลงมติหลังเปิดสมัยประชุม และเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก็จะต้องดำเนินการจัดการออกเสียงประชามติอีก 100 วัน รวมถึงการสรรหา สสร. และการรับฟังความเห็นประชาชนในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกราว 1 ปี ก่อนจัดทำประชามติขั้นสุดท้ายอีก 3 เดือน ดังนั้น กรอบเวลาจึงแทบไม่พอ เพราะยังจะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องอีก 6 เดือน ดังนั้น หากจะฟัง 21 ล้านเสียง ก็ต้องฟังให้ชัด และมีความจริงใจ

เมื่อถามว่าหากต้องใช้เวลาดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับนานแล้ว จะมีการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในประเด็นที่ยังเป็นปัญหาก่อนหรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า เป้าหมายใหญ่ พรรคภูมิใจไทย ต้องการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ เพราะมิเช่นนั้นจะถูกครหาว่าเตะถ่วงอีก เพราะผลการออกเสียงประชามติ ประชาชนไม่ได้ต้องการแก้ไขรายมาตรา แต่ต้องการฉบับใหม่ และระหว่างรอ พรรคภูมิใจไทย จะเสนอแก้ไขรายมาตราในการกระจายอำนาจ และการปกครองท้องถิ่น หรือความเห็นจากวุฒิสภา ที่ต้องการให้แก้ไขให้หมายเลขผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต เป็นหมายเลขเดียวกับพรรคการเมืองนั้น ก็ถูกรัฐธรรมนูญล็อกไว้ว่า จะต้องสมัคร สส.แบบแบ่งเขตก่อน จึงจะสามารถสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อได้ ยกเว้นจะต้องมีการรื้อกันใหม่ แต่การแก้ไขนี้ จะเป็นการแก้ไขในประเด็นแมลงวัน แมลงหวี่หรือไม่ เพราะเรื่องหมายเลขนั้น ถือเป็นเรื่องเล็กมาก อย่ามองเรื่องเล็ก เป็นเรื่องใหญ่ และหากจะแก้ไขระบบการเลือกตั้งนั้น ควรจะถามประชาชนก่อนหรือไม่ ไม่ใช่คิดกันไปเอง

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้การแก้ไขระบบการเลือก สว.ใหม่ นายนิกร กล่าวว่า ตนได้ยืนยันมาตั้งนาน ตั้งแต่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ.ยกร่างแล้วว่า ระบบการเลือกกันเองจะเป็นปัญหา ซึ่งตนไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้น และปัญหาที่เกิดนี้ จะต้องโทษรัฐธรรมนูญ วิธีการแก้ไข ไม่ใช่การล้ม กกต. หรือจัดการกับ สว. ซึ่งเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ แต่ต้นเหตุอยู่ที่รัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบ ก็ต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ รวมถึง กกต.ก็ต้องยกร่างระเบียบให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย รวมถึงศาลก็ต้องวินิจฉัยภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉะนั้น วิธีการแก้ปัญหา สว.ก็จะต้องยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แก้ปัญหาให้ถูกจุด ไม่ใช่แก้ตามแนวทางที่ตนเองต้องการ

ทนายตั้ม นำกลุ่มคนพิการบุกทำเนียบ จี้นายกฯ ตรวจสอบโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล

22 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น.

วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ’ตั้ม บ้าพลัง‘ นำเครือข่ายผู้พิการจากทั่วประเทศ ยื่นหนังสือร้องเรียนถึง พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในประเด็นโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลของผู้พิการ เมื่อมาถึง ทนายตั้มได้ใส่เสื้อแจคเกตแขนยาวสีขาว ปักข้อความด้านหน้าและหลังว่า ’ตั้ม บ้าพลัง‘ พร้อมใช้ผ้าขาวม้าคาดเอว จากนั้นได้ลงจากรถตู้สีดำ และไปร่วมกินข้าวกล่องกับกลุ่มคนพิการและให้สัมภาษณ์กับสื่อ

หลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเสร็จแล้ว ทนายตั้มได้เปลี่ยนเป็นชุดเสื้อยืดสีขาว สกรีนโลโก้ด้านหน้าว่า ‘หมายแตก’ ก่อนจะแจกจ่ายเสื้อให้กับสื่อมวลชนและกลุ่มผู้พิการ

ในช่วงหนึ่งของการส้มภาษณ์ ทนายตั้มได้เน้นย้ำใน 2 ประเด็นใหญ่ ประเด็นแรก คือเรื่องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้พิการได้รับโควตาน้อยมาก เนื่องจากถูกกลุ่มคนที่มีร่างกายสมบูรณ์เอาโควตาไป มีการขโมยโควตาของผู้พิการ ทำให้ประโยชน์และสิทธิส่วนนี้ส่งไปไม่ถึงมือผู้พิการอย่างแท้จริง

ทนายตั้ม ระบุว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 70% ที่ส่งผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมทั้งหมดประมาณ 19 ล้านใบ ตกมาถึงมือของผู้พิการจริง ๆ ประมาณ 1 ล้านกว่าใบเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก จึงอยากเรียกร้องให้มีการเกลี่ยโควตาสลากลงมาช่วยเหลือผู้พิการให้ถึงมือจริง ๆ พร้อมชี้ว่าเรื่องนี้ยังไม่มีรัฐบาลไหนที่สามารถแก้ไขได้อย่างจริงจัง แม้ในยุครัฐบาลทหารจะมีการปราบปราม 5 เสือ แต่สุดท้ายโควตากลับไปอยู่ในมือของกลุ่มอื่น ไม่เคยมาถึงคนพิการอย่างแท้จริง ซึ่งสลากกินแบ่งรัฐบาลถือเป็นอาชีพสร้างรายได้สำคัญของผู้พิการ เพราะผู้พิการไม่สามารถประกอบอาชีพอื่นเพื่อสร้างรายได้เหมือนคนร่างกายปกติทั่วไปได้ 

ประเด็นที่สอง คือเรื่องสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการดูแลคุณภาพชีวิตของคนพิการ โดยตามกฎหมายระบุไว้ว่า ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชนจะต้องรับผู้พิการเข้าทำงานในอัตราส่วนประชากร 100 คน ต่อผู้พิการ 1 คน ซึ่งตามกฎหมายควรต้องมีผู้พิการได้ทำงานในหน่วยงานของรัฐจำนวน 18,000 คน แต่ในปัจจุบัน กลับมีการรับเข้าทำงานในหน่วยงานราชการเพียงแค่ 5,000 คน เท่านั้น ทั้งที่ตัวเลขผู้พิการที่ลงทะเบียนไว้ทั่วประเทศมีสูงถึง 2.3 ล้านคน แต่กลับยังไม่ได้รับโอกาสในการทำงาน

จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญและเปิดโอกาสรับผู้พิการเข้าทำงานในตำแหน่งที่สามารถทำได้ เช่น ล่ามภาษามือ หรือตำแหน่งอื่น ๆ เพราะการช่วยเหลือผู้พิการก็เหมือนกับการช่วยดูแลครอบครัวและลูกหลานของพวกเขาไม่ให้ต้องเป็นภาระแก่ครอบครัว อีกทั้งคนพิการทุกคนไม่ต้องการแบมือขอเงินฟรีจากรัฐ แต่ต้องการโอกาสในการทำงานเพื่อพึ่งพาตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี 

ซึ่งวันนี้ตนเองได้ชวนเครือข่ายผู้พิการทั่วประเทศมาร่วมเรียกร้อง โดยเดินทางมาจากทั่วประเทศเกินกว่า 500 คน ซึ่งการเดินทางมาครั้งนี้ จะไม่จบลงแค่การยื่นหนังสือแล้วเดินทางกลับ เพราะผู้พิการทุกคนเดินทางมาจากพื้นที่ไกล จึงต้องการเห็นความคืบหน้า และถึงแม้นายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ต้องมีตัวแทนออกมารับหนังสือ ซึ่งเมื่อวานนี้ทีมงานทำเนียบรัฐบาลได้ประสานมาว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะเดินทางมารับเรื่องด้วยตนเอง และก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้มารับหนังสือจากตัวแทนผู้พิการแล้ว

อย่างไรก็ตามวันนี้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงอยากเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาและแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่การมายื่นหนังสือแล้วกลับไปโดยทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม พร้อมระบุทิ้งท้ายว่าวันนี้กลุ่มผู้พิการจะไม่รีบเดินทางกลับ แต่จะรอฟังคำตอบและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในช่วงการประชุม ครม. วันนี้

ขณะที่ตัวแทนทหารผ่านศึก เปิดเผยว่าทหารผ่านศึกเป็นกลุ่มคนที่สละแรงกายและชีวิตเพื่อประเทศชาติ แต่หลายคนต้องประสบภาวะบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ ทำให้โอกาสในการประกอบอาชีพมีจำกัด โดยเฉพาะผู้พิการที่ไม่สามารถทำงานทั่วไปได้ จึงต้องการให้ภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่ทหารผ่านศึกพิการอย่างทั่วถึง เพื่อให้พวกเขามีรายได้มาจุนเจือครอบครัว พร้อมฝากประเด็นถึงรัฐบาลในการพิจารณาช่วยเหลือทหารผ่านศึกชั้นที่ 2, 3 และ 4 ที่กำลังเรียกร้องเรื่องเงินดำรงชีพ

“สลากกินแบ่งรัฐบาลอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ครอบครัวของพวกเขามีรายได้มาใช้จ่าย ทหารผ่านศึกไม่ได้มีเงินเดือนเยอะทุกคน บางคนยังลำบากอยู่ ผมเองเป็นทหารผ่านศึกชั้นที่ 1 แต่พี่น้องชั้นที่ 2 , 3 และ 5 เขายังเดือดร้อน จึงอยากขอฝากไปยังรัฐบาลให้มอบโอกาสแก่ทหารผ่านศึกทุกคนด้วย”

ขณะที่ นายสมชาย ปัญญ์เอกวงศ์ ประธานฝ่ายกฎหมายและสิทธิมนุษยชน สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ได้กล่าวเสริมถึงเงินผดุงเกียรติของทหารผ่านศึกที่มีเพียงเดือนละ 2,000 กว่าบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการครองชีพในปัจจุบัน พร้อมชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลขายเกินราคา 80 บาท

นายสมชายอธิบายว่า ปัจจุบันมีการพิมพ์สลากฯ ออกมาจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบดิจิทัลประมาณ 36 ล้านฉบับ และสลากแบบใบอีกราว 70 ล้านฉบับ แต่เหตุใดราคาสลากในท้องตลาดยังคงพุ่งสูงถึงใบละ 100 บาท ทั้งที่รับมาจากสำนักงานสลากฯ ในราคาต้นทุนเพียงฉบับละ 70 บาท 40 สตางค์

นายสมชายระบุว่า สาเหตุหลักเกิดจากกลุ่มนายทุน ขุนศึกและกลุ่มอิทธิพลที่เข้ามาใช้คนตาบอดหรือคนพิการเป็นเพียงหัวโขนหรือนายหน้าบังหน้า เพื่อกว้านซื้อโควตาจากสมาคมและนิติบุคคลกว่า 800 แห่ง ซึ่งบางส่วนมีลักษณะเป็นนอมินีแล้วนำสลากเหล่านั้นไปขายส่งต่อให้พ่อค้าคนกลางในราคาสูงถึงเล่มละ 8,300 – 8,400 บาท (ตกฉบับละกว่า 80 บาท) ทำให้ผู้ค้าปลีกรายย่อยที่ไม่มีโควตาจริง จำเป็นต้องนำไปขายต่อในราคา 100 บาท

จากปัญหาดังกล่าว นายสมชายจึงได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง คือล้างไพ่จัดระเบียบโควตาใหม่ให้มีการตรวจสอบและจัดระเบียบผู้ถือครองโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดเพื่อขจัดระบบนอมินี / 2.ขจัดกลุ่มอิทธิพล โดยเฉพาะกวาดล้างกลุ่มนายทุน นักการเมืองและทหารมาเฟียที่เข้ามาสวมสิทธิโควตาของคนพิการ / 3.คืนอาชีพให้ผู้พิการและคนตาบอด เพื่อให้สิทธิ์ในการจำหน่ายสลากฯ ตกถึงมือผู้พิการ คนตาบอด และทหารผ่านศึกที่ต้องการประกอบอาชีพอย่างแท้จริง

การยื่นหนังสือวันนี้ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้แทนมารับหนังสือจากนายสมชาย ถึงข้อเรียกร้องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลรวมถึงอาชีพของผู้พิการ

โดยนายนิกรบอกว่า โควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลเชื่อมโยงกับหน่วยงาน ซึ่งมีหน่วยงานที่มีโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ไม่ได้จ้างงานคนที่คนพิการ ซึ่งเราจะไปคุยกับกองสลากเพื่อตรวจสอบ

ตนเองเข้าใจในความเดือดร้อนของผู้พิการ ซึ่งวันนี้หลังจากที่รับเรื่องแล้วจะนำไปตรวจสอบและจะมีการอัพเดทความคืบหน้าเป็นระยะ และวันนี้ยังมีร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่จะนำเข้าประชุม ครม. เพื่อเพิ่มสิทธิคุ้มครองพี่น้องคนพิการและขยายการใช้เงินกองทุนให้เข้าถึงผู้พิการ ซึ่งจะต้องประสานกับกรมการปกครองท้องถิ่นแต่ละจังหวัดในการประสานข้อมูล โดยยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจและจะขับเคลื่อนเพื่อพี่น้องผู้พิการ

นายษิทรา กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับเรื่องนี้มีการฝังรากลึก แม้ตนจะมานั่งแหกปาก แต่หากรัฐบาลซึ่งมีอำนาจเขาไม่ช่วย คนพิการจะไม่ได้รับการดูแล ทัังนี้หากจะเป็นรูปธรรมควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหา เนื่องจากในเดือนหน้า (ต.ค.) จะมีการเกลี่ยโควตาใหม่ของกองสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้กับมูลนิธิองค์กร เพื่อให้สลากกินแบ่งรัฐบาลไปถึงคนพิการจริงๆ สำหรับตั้ม บ้าพลัง ไม่รู้จะมีพลังเพียงพอหรือไม่แต่จะทำต่อไปไปเรื่อยๆ เพื่อให้รัฐบาลมาช่วยเหลือผู้พิการอย่างจริงจัง หากทำได้จริงความดีความชอบขอยกให้รัฐบาล เนื่องจากเขาเป็นคนทำ ตนเป็นเพียงคนพามา ส่วนที่หลายคนบอกว่าตนไม่เหมือนเดิม เนื่องจากเคยอยู่ในจุดที่ต่ำสุดมาแล้ว เรื่องชื่อเสียงเงินทองไม่ได้สำคัญเพราะสุดท้ายก็ตายเหมือนกัน ตนได้เข้าไปอยู่ในคุกได้เห็นทั้งคนที่ติดเพราะทำผิดและไม่ได้ทำผิด ซึ่งแต่ละคนมีแต่ความทุกข์ เมื่อศาลให้โอกาสออกมา จึงเอาโอกาสนี้มาทำความดี เพราะไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่อาจจะเป็น 1-2 ปีข้างหน้า หรืออาจจะถูกคนยิงตายก็ได้ แต่วันนี้ได้ทำเพื่อคนด้อยโอกาส อย่างน้อยผลบุญจะทำให้ได้ขึ้นสวรรค์ คนที่มองว่าตนเลวอาจจะมองดีขึ้นก็ได้