Catch Your Breath ตาม-(ลมหาย)ใจ-ลูก แคมเปญสร้างความตระหนักรู้ ปลุกพ่อแม่เข้าใจโรค RSV ในเด็ก

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:27 น.

Ogilvy Thailand เปลี่ยนความยากลำบากในการหายใจของเด็กที่ป่วยเป็น RSV ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่พ่อแม่เข้าใจได้อย่างแท้จริง

บ่อยครั้งที่คำเตือนเกี่ยวกับ “โรค RSV” มักถูกมองเป็นเพียงข่าวสารทางการแพทย์ทั่วไป…  

วันนี้ พ่อแม่จำนวนไม่น้อยยังคงเข้าใจผิดว่า RSV เป็นเพียงโรคหวัดธรรมดาตามฤดูกาล ทั้งที่ในความเป็นจริง เด็กถึง 9 ใน 10 คน จะติดเชื้อไวรัสตัวร้ายนี้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 2 ขวบ  

โจทย์สำคัญของการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจในแคมเปญ “Catch Your Breath ตาม-(ลมหาย)ใจ-ลูก” โดย Ogilvy Thailand ร่วมกับ MSD จึงไม่ใช่การป้อนศัพท์เทคนิคทางการแพทย์ แต่คือการเปลี่ยนจากบทสนทนาทั่วไป ไปสู่การทำให้ผู้ใหญ่ที่ร่างกายแข็งแรง ได้สัมผัสถึงสิ่งที่เด็กๆ ต้องเผชิญ เพื่อเปลี่ยนความคุ้นชินให้กลายเป็นความตระหนักรู้ และนำไปสู่การปกป้องอย่างทันท่วงที  

จาก Hard Fact สู่ Heartfelt สิ่งที่ลูกน้อยต้องแบกรับเมื่อป่วย RSV 

เบื้องหลังแนวคิด From Hard Fact to Heartfelt เกิดจากการตั้งคำถามว่า “จะทำให้คนที่ไม่เคยสัมผัสผลกระทบจากโรคนี้ เข้าใจความรู้สึกอย่างลึกซึ้งของเด็กได้อย่างไร?” 

ในการค้นหาคำตอบได้นำไปสู่การเปรียบเทียบเชิงวิทยาศาสตร์ที่ทรงพลัง เมื่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นสิ่งสำคัญว่า “ผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อ RSV อัตราการหายใจจะพุ่งสูงเกิน 60 ครั้งต่อนาที” พูดให้เห็นภาพชัดเจนคือ วิ่งมาราธอนเหนื่อยแค่ไหน เด็กที่เป็น RSV หายใจเร็วกว่านักวิ่ง~2 เท่า*

ทีมงานได้ถ่ายทอดแนวคิดนี้ผ่านภาพยนตร์สั้นเชิงทดลอง โดยเชิญ พ่อแม่ 3 คู่ที่ลูกเคยป่วยเป็น RSV จริงๆ มาร่วมทดสอบสมรรถภาพทางกายบนลู่วิ่ง โดยที่พวกเขายังไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริง เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้น พ่อแม่เริ่มเหนื่อยหอบ และอัตราการหายใจพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 35 ครั้งต่อนาที ทีมงานจึงเฉลยว่า นั่นเป็นอัตราการหายใจเพียงครึ่งเดียวของสิ่งที่ลูกน้อยของพวกเขาเคยต้องแบกรับขณะติดเชื้อ RSV  

ประสบการณ์ตรงที่พ่อแม่สัมผัสในครั้งนี้ ได้ทลายภาพจำเก่า ๆ และทำให้ตระหนักว่าเสียงหายใจวี้ดหรือสภาวะอกบุ๋มของลูกน้อย ซ่อนความน่ากังวลใจไว้มากเพียงใด 

Little Marathoners และกิมมิกที่ถอดรหัสจากหัวใจของพ่อแม่ 

แคมเปญ Little Marathoners บนป้ายบิลบอร์ด (Billboard) ได้นำเสนอภาพเด็กๆ ที่ป่วย RSV ในบริบทของนักวิ่งมาราธอน เพื่อสะท้อนความจริงอันน่าสะเทือนใจว่า ในขณะที่นักวิ่งลงสนามและผลักดันร่างกายไปจนถึงขีดจำกัดด้วยความสมัครใจ แต่เด็กที่ป่วย RSV กลับต้องเผชิญกับการหายใจที่เร็วระดับเดียวกับผู้ใหญ่ที่เป็นนักวิ่ง

นอกจากนี้ ชื่อแคมเปญภาษาไทยยังได้นำเอาคำว่า “ตามใจลูก” ซึ่งเป็นสำนวนไทยที่คุ้นเคย มาสอดแทรกคำว่า “ลมหาย” เข้าไปตรงกลาง กลายเป็น “ตาม-(ลมหาย)ใจ-ลูก” เป็นการเปลี่ยนนิยามจากความรักในรูปแบบการยอมตามใจ ให้กลายเป็นการเชิญชวนให้พ่อแม่หันมาใส่ใจ และติดตามลมหายใจของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด  

เป้าหมายสูงสุดของการสื่อสารนี้ คือการเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นว่า ปอดอันบอบบางของทารกซึ่งยังไม่พัฒนาเต็มที่ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้พลังทั้งหมดที่มีสูดอากาศเข้าปอดต่อเนื่องหลายวัน จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรจะรอให้เกิดขึ้นแล้วค่อยหาทางรักษาที่ปลายทาง  

“แม้พ่อแม่อาจจะรู้อยู่แล้วว่า RSV เป็นอันตราย แต่การรู้ข้อเท็จจริงกับการเข้าใจว่าลูกกำลังเผชิญกับอะไรอยู่นั้น เป็นสองสิ่งที่แตกต่างกันมาก แคมเปญนี้จึงต้องการช่วยเติมเต็มช่องว่าง เพื่อเปลี่ยนจากการตระหนักรู้ให้กลายเป็นการป้องกัน” Farica Agustin Khong, Business Unit Director, MSD (Thailand) กล่าว

“เราไม่ต้องการบอกข้อมูลหรือศัพท์เทคนิคทางการแพทย์ เกี่ยวกับ RSV ให้พ่อแม่ฟังแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสถึงมันจริงๆ เมื่อหมออธิบายว่าเด็กที่ป่วยจะหายใจเร็วขึ้นมาก เราจึงเปลี่ยนสิ่งที่มองไม่เห็นให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เพราะบางครั้งการจะเข้าใจใครสักคนอย่างแท้จริง คุณอาจต้องลอง Catch Their Breath ของเขาดู”  ทสร บุณยเนตร, Chief Creative Officer, Ogilvy Thailand  กล่าว

บทสรุปของแคมเปญนี้ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่ต้องการส่งต่อพลังแห่งการปกป้องผ่านข้อความ #ภูมิปอดจิ๋วสู้RSV เพื่อย้ำเตือนว่าช่วงฤดูระบาดของ RSV (ก.ค.-พ.ย.) คือเวลาที่ปอดดวงน้อยต้องการเกราะคุ้มกันมากที่สุด การเตรียมภูมิคุ้มกัน RSV ให้เค้าและการปรึกษาแพทย์ จึงเปรียบเสมือนการยื่นมือเข้าไปช่วยรับไม้ต่อ เพื่อไม่ให้เด็ก ๆ ต้องลงแข่งขันในสนามนี้เพียงลำพังตั้งแต่วัยเตาะแตะ  

เมื่อพ่อแม่รับรู้ถึงความหมายในทุกลมหายใจของลูก การป้องกัน RSV จึงไม่ใช่แค่เรื่องของโรคภัย แต่คือภารกิจสำคัญในการปกป้องคนที่รักที่สุดในชีวิต 

ติดตามรับชมโฆษณา Catch Your Breath ตาม-(ลมหาย)ใจ-ลูก ที่จะทำให้พ่อแม่ได้ ‘รู้สึก’ มากกว่า ‘รู้จัก’ พิสูจน์ความรักลูกจริง ด้วยการวิ่งตาม ได้ที่ https://youtu.be/NZ6JEnZ85WM?si=M5MEGnhoRGh69gjK  

RSV

NIA ดัน 5 ข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบาย PPCIL รุ่น 8 สู่การใช้จริง ชู ‘คน-วิจัย-เวลเนส’ กลไกใหม่ขับเคลื่อนประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:23 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าผลักดัน 5 ข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบายจากหลักสูตร PPCIL รุ่นที่ 8 สู่การนำไปใช้ประโยชน์จริง หลังผู้เข้าร่วมหลักสูตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ผ่านกระบวนการอบรมเชิงปฏิบัติการเข้มข้นต่อเนื่อง 13 สัปดาห์ มุ่งวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างและออกแบบแนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาทุนมนุษย์ การยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Economy) หวังสร้างต้นแบบนโยบายที่ต่อยอดสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA  กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของหลักสูตรในปีนี้ คือ ข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบายจำนวน 5 เรื่อง ที่วิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้าง และออกแบบแนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง โดยครอบคลุม 3 มิติสำคัญของการพัฒนาประเทศ ได้แก่ การพัฒนาทุนมนุษย์ การยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ และการสร้างเศรษฐกิจสุขภาวะ ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ข้อเสนอทั้ง 5 เรื่อง ประกอบด้วย  3 ข้อเสนอด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) ได้แก่ 1.การส่งเสริมการเกิดและคุณภาพชีวิตครอบครัว 2.การปฏิรูประบบการพัฒนาทักษะแรงงานฐานสมรรถนะ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางใจเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กและเยาวชน เพื่อยกระดับคุณภาพคนไทยตลอดช่วงชีวิต และ3.เตรียมกำลังคนที่มีศักยภาพสำหรับอนาคต และ 1 ข้อเสนอด้านการวิจัยและนวัตกรรม (Research & Innovation) มุ่งปลดล็อกระบบนิเวศงานวิจัยไทย เร่งการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้ ยกระดับศักยภาพการวิจัยของประเทศ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว  และอีก 1 ข้อเสนอด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Economy) มุ่งยกระดับมาตรฐานและเชื่อมโยงระบบนิเวศ Wellness ของไทย เพื่อสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาวะระดับนานาชาติ

โดยข้อเสนอทั้ง 5 เรื่องไม่ได้เป็นเพียงผลงานของผู้เข้าร่วมหลักสูตร แต่เป็น ต้นแบบของนโยบาย (Policy Prototype) ที่สามารถต่อยอดผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประเทศ NIA จะทำหน้าที่เป็น Platform Builder และ Policy Innovation Platform เชื่อมโยงองค์ความรู้ นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อเร่งให้ข้อเสนอที่มีศักยภาพสามารถต่อยอดสู่การทดลองเชิงนโยบาย (Policy Sandbox) การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการผลักดันสู่การใช้ประโยชน์จริง

ในส่วนของทีม ที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วม หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ภาครัฐและเอกชน (Public and Private Chief Innovation Leadership : PPCIL) รุ่นที่ 8  ประกอบด้วย  ทีม Change COMPETENCY VALUE Ecosystem  ทีม Viking   ทีม Apollo  Thai Wellness, Globally Trusted   ทีม Millennium Falcon   ทีม Voyager โตไปด้วยกัน

NIA

‘ยิ่งปิยา ใบหยก’ ส่งต่อโอกาสและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคม ผ่านโครงการจิตอาสา IBIU Project (I Believe in You)

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

โครงการ IBIU Project (I Believe in You) โครงการจิตอาสาเพื่อสังคม ที่ก่อตั้งโดย ยิ่งปิยา ใบหยก บุตรสาวคนโตของ ปิยะเลิศ และ สุนทรี ใบหยก จัดกิจกรรม Charity Lunch “A Surin Passage” ร่วมกับ “เชฟไพโรจน์ ประไพรักษ์” Executive Chef ประจำโรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ (Hua Chang Heritage Hotel ) โดยรังสรรค์มื้ออาหารสุดพิเศษด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นจากจังหวัดสุรินทร์ มาเสิร์ฟเป็นคอร์สอาหาร พร้อมชวนแขกผู้มีเกียรติร่วมส่งต่อโอกาสและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมต่อไป

ไอจัง – ยิ่งปิยา ใบหยก ผู้ก่อตั้งโครงการ IBIU Project (I Believe in You)

ไอจัง – ยิ่งปิยา ใบหยก ผู้ก่อตั้งโครงการ IBIU Project (I Believe in You) กล่าวว่า IBIU Project หรือ โครงการ  I Believe in You เป็นโครงการจิตอาสาเพื่อสังคม ที่มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเด็กและนักเรียนที่ขาดแคลนหรือด้อยโอกาสทั่วประเทศ โดยมีจุดกำเนิดมาจากการที่ได้ติดตามคุณพ่อคุณแม่ไปทำกิจกรรมช่วยสังคมอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ได้รับรู้ถึงความสุขที่ได้จาก “การให้” เลยชวนเพื่อนๆ มาร่วมกันทำกิจกรรมดีๆ เพื่อช่วยเหลือสังคม

คุณพ่อปิยะเลิศ และคุณแม่สุนทรี ใบหยก มาให้กำลังใจ

“ที่ผ่านมา เราได้จัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การออกแบบและจำหน่ายกระเป๋า เพื่อระดมทุนไปช่วยค่าผ่าตัดรักษาเด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ให้กับมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม และล่าสุดก็ได้จัดกิจกรรมอาสาพัฒนา ลงพื้นที่ที่โรงเรียนบ้านตะเคียน จังหวัดสุรินทร์ เพื่อไปสอนภาษาอังกฤษ และช่วยเหลือเรื่องปรับปรุงระบบน้ำดื่ม พร้อมมอบอุปกรณ์และสิ่งของจำเป็นให้กับน้องๆ ทำให้เราได้สัมผัสถึงเสน่ห์ ความอบอุ่น และวิถีชีวิตของชุมชนในสุรินทร์ จนเกิดเป็นกิจกรรม A Surin Passage ส่งต่อคอร์สอาหารกลางวัน ด้วยการนำวัตถุดิบท้องถิ่นจากสุรินทร์มาตีความใหม่ เพื่อแปรเปลี่ยนอาหารมื้อนี้ให้เป็นการร่วมทำบุญ ดังนั้น ทุกจานจึงไม่ใช่เพียงประสบการณ์แห่งรสชาติ แต่ยังเป็นสะพานที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และการแบ่งปัน เพื่อส่งต่อโอกาสและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคม”

เชฟไพโรจน์ ประไพรักษ์

เชฟไพโรจน์ ประไพรักษ์ เล่าต่อถึงความพิเศษของคอร์ส “A Surin Passage” ว่า สิ่งแรกคือการเลือกวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีคุณภาพ เน้นความสะอาด ปลอดภัย นำมาประยุกต์และรังสรรค์เมนูที่ยังคงมีกลิ่นอายของความเป็นอาหารอีสาน ควบคู่กับเอกลักษณ์ของโรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ ที่พิถีพิถันและใส่ใจในรสชาติอาหาร พร้อมเสิร์ฟในสไตล์ไฟน์ไดนิ่ง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบของชุมชน โดยวัตถุดิบหลักครั้งนี้ เราได้นำของดีประจำจังหวัดสุรินทร์ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิปลอดสาร, ไข่มดแดง และปลาร้า มาเป็นส่วนหนึ่งในการรังสรรค์เมนู จนออกมาเป็นมื้อพิเศษ “A Surin Passage” ซึ่งเริ่มด้วย Appetizer ได้แก่ ข้าวตังหน้าตั้ง, กุ้งห่มสไบ, ปากหม้อไส้ไก่, เมี่ยงผักกาดหอม และ ปูห่อ จากนั้นเข้าสู่ Pre Course อันประกอบไปด้วย  ยำไข่มดcดง, ลาบปลาดุกย่าง ข้าวเหนียวสุรินทร์ และ ต้มเปรอะใบย่านาง ส่วน Main Dishes คือ หลนปลาร้าหมูสับ, ไก่บ้านย่างตะไคร้, แกงเป็ดเนื้อปลาช่อน, เนื้อแดดเดียว และข้าวหอมมะลิสุรินทร์ ก่อนปิดท้ายด้วยของหวาน และผลไม้รวม

ศิลา ศิลาอ่อน,สุภัชชา พูลวรลักษณ์, ยิ่งปิยา ใบหยก และภูเรภัทร์ ศรีโรจนันท์

เทเรซ่า อากีล่าร์ ศรีโรจนันท์,คริสติน่า อากีล่าร์ และ ภูเรภัทร์ ศรีโรจนันท์

ภายในงานได้รับเกียรติจาก อภิชาติ ลีนุตพงษ์, ธนกร ชวตานนท์, อาริย์ณัฎฐา ชวตานนท์, วศธร พลไพศาล,แพทย์หญิง นรีกุล เกตุประภากร, ณวพรรณ พรประภา, พศิน ลาทูรัส, จุฑาภา ลาทูรัส, คริสติน่า อากีล่าร์, เทเรซ่า อากีล่าร์ ศรีโรจนันท์, ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์, ธนา ฉัตรบริรักษ์ และวันใหม่ ฉัตรบริรักษ์ ฯลฯ ร่วมกิจกรรมเพื่อการกุศลจาก โครงการ IBIU Project (I Believe in You) ในครั้งนี้

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของโครงการ IBIU Project (I Believe in You) ได้ที่ Facebook : IBIU project และ Instagram : IBIUProject

IBIUProject, ยิ่งปิยาใบหยก

ORI ส่ง ‘แอนชิลี’ และ ‘เดียร์น่า’ ปลุกพลัง Your True Color แท็กทีม 30 ORI Challengers ระเบิดความแกร่งในสนาม HYROX Bangkok 2026

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:04 น.

สนาม HYROX Bangkok 2026 กลับมาจุดกระแสความคึกคักให้วงการฟิตเนสเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อเหล่านักกีฬา คนดัง และสายแอ็กทีฟจากหลากหลายวงการมารวมตัวกัน เพื่อท้าทายสมรรถภาพทั้งด้านความเร็ว ความแข็งแรง และความทรหด ผ่านบททดสอบที่เข้มข้นในทุกสเตชั่น ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลัง เสียงเชียร์ และลุคสปอร์ตโดดเด่นสะกดทุกสายตา

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส

หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าจับตามองคือ การลงสนามของ “แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส” Muse คนสำคัญของ ORI (โอริ) แบรนด์พรีเมียมเอธเลเชอร์แวร์ นอกจากนี้ยังมี “เดียร์น่า ฟลีโป” นักแสดงหญิงมากความสามารถ ที่หันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายอย่างจริงจัง ก็ลงสนามแข่งเพื่อท้าทายความแกร่งของร่างกายอีกด้วย ทั้งสองสาวเข้าร่วมการแข่งขันในประเภท Doubles พร้อมถ่ายทอดพลังแห่งความมั่นใจผ่านคอนเซ็ปต์ “Your True Color” ที่ชวนทุกคนเลือกสวมสีที่สะท้อนตัวตน ปลดล็อกความมั่นใจ และพร้อมแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ในทุกสนาม

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จากบทบาท Miss Universe Thailand 2021 สู่ผู้ริเริ่มแคมเปญ #RealSizeBeauty ตัวแทนของผู้หญิงยุคใหม่ที่แข็งแกร่ง กล้าเป็นตัวเอง และเชื่อมั่นในความงดงามที่แตกต่าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “Your True Color” ของ ORI ที่เชื่อว่า สีที่ใช่ไม่จำเป็นต้องเป็นสีที่โดดเด่นที่สุด แต่ต้องเป็นสีที่ปลุกพลังภายใน และทำให้ผู้สวมใส่พร้อมก้าวข้ามทุกขีดจำกัดในแบบของตัวเอง สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ แอนชิลีเติมความร้อนแรงให้สนามด้วย ORI-FLY Liftline Bra สี Burning Lava  สีแดงสดที่สะท้อนพลัง ความมุ่งมั่น และหัวใจของนักสู้ แมตช์กับ ORI-FEEL Curve Shorts สี Horizon Blue ที่สร้างคอนทราสต์ให้ลุคสปอร์ตดูสดใสและโดดเด่น พร้อมรองรับทุกจังหวะการวิ่ง การยก และการเคลื่อนไหวตลอดการแข่งขัน โดย ORI-FLY ผลิตจากผ้าซิกเนเจอร์ที่เบาราวขนนก แต่ยังให้การซัพพอร์ตและกระชับพอดีตัวโดยไม่จำกัดการเคลื่อนไหว พร้อมคุณสมบัติระบายอากาศได้ดี ขณะที่ ORI-FEEL Curve Shorts มอบสัมผัสเบาสบาย พร้อม Gentle Compression และทรง High-rise ที่ช่วยเพิ่มความกระชับมั่นใจ เสริมด้วยดีเทล Ruched Seam ช่วยเก็บทรงให้ดูเรียวรับกับสรีระ โดยทั้งสองไอเทมออกแบบและตัดเย็บในสไตล์ Asian Fit เพื่อให้เข้ากับรูปร่างของผู้หญิงเอเชียโดยเฉพาะ

เดียร์น่า ฟลีโป

และอีกหนึ่งนักแสดงหญิงที่มาร่วมสร้างสีสันในสนาม เดียร์น่า ฟลีโป สาวสวยมากความสามารถชาวไทย-ฝรั่งเศส ที่ปีนี้หันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายอย่างจริงจัง การลงสนาม HYROX ครั้งนี้นอกจากเพื่อท้าทายสมรรถภาพและความแกร่งของร่างกายแล้ว เดียร์น่ายังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและพลังในแบบฉบับของตัวเอง พร้อมเลือก ORI-FLY Set Bra และ ORI-FORCE Base Shorts 5″ สี Midnight Plum โทนสีม่วงลึก ด้วยเนื้อผ้าที่ให้ความกระชับ พร้อมความยืดหยุ่นและความคล่องตัวสูง ช่วยให้ทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างคล่องตัว พร้อมให้เธอแสดงศักยภาพบนสนามได้อย่างเต็มที่

ความเคลื่อนไหวของ ORI ในสนามครั้งนี้ยกระดับแนวคิด “Your True Color” สู่การสร้าง Authentic Community ผ่านการคัดเลือกลูกค้าตัวจริงที่ลงแข่งขัน HYROX จำนวน 30 คน มารวมพลังในฐานะ “ORI Challengers” พร้อมดูแลทุกคนอย่างเต็มรูปแบบตลอด Journey ตั้งแต่การฝึกซ้อม การฟื้นฟูร่างกาย เสื้อผ้าที่เสริมสมรรถภาพใช้ในการลงสนามพิสูจน์ขีดจำกัดของตัวเอง

เหล่า ORI Challengers ทั้ง 30 คน ได้เปิดฉากการเตรียมความพร้อมด้วย Exclusive Training Session ณ ENGINE LAB ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของ ขจรศิลป์ วงษ์มา หรือ โค้ชโค้ก แชมป์ HYROX Thailand, Brand Ambassador ของ HYROX และเจ้าของผลงานอันดับ 1 ประเภท Men’s Open จาก HYROX Singapore รวมถึงเจ้าของสถิติ Personal Best ประเภท Men’s Open ของประเทศไทย ถ่ายทอดทั้งเทคนิค ความแข็งแกร่ง และกลยุทธ์สำหรับรับมือทุกด่านสุดโหดในสนาม ก่อนเข้าสู่ Recovery Session ณ RECHILL เพื่อฟื้นฟูร่างกายและเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้ายก่อนวันแข่งขันจริง นอกจากนี้ ORI ยังต่อยอดประสบการณ์การฝึกซ้อมออกไปสู่คอมมูนิตี้ในวงกว้าง ผ่านคอนเทนต์ HYROX Training Session บน Instagram ของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแบ่งปันเทคนิคการออกกำลังกาย การวางแผนฝึกซ้อม และเคล็ดลับยกระดับ Performance เพื่อให้ทุกคนสามารถเตรียมตัวได้อย่างถูกต้องและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ตลอดเส้นทางตั้งแต่ Training และ Recovery จนถึงวันแข่งขันเหล่า ORI Challengers ยังได้ร่วมทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ORI ผ่านการใช้งานจริง โดยเสียงตอบรับต่างสะท้อนถึงคุณภาพของเนื้อผ้าที่เบา สวมใส่สบาย เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว และดีไซน์ Asian Fit ที่ช่วยเสริมความกระชับมั่นใจ พร้อมรับมือกับทุกด่านและทุกความท้าทายในสนาม

การปรากฏตัวของ ORI ใน HYROX Bangkok 2026 คือการประกาศพลังของคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งและมีเป้าหมายร่วมกัน พร้อมพิสูจน์ว่า เมื่อความมั่นใจ การฝึกซ้อม และชุดที่ตอบโจทย์การเคลื่อนไหวมารวมกัน ทุกคนก็สามารถปลดล็อกศักยภาพ ก้าวข้ามขีดจำกัด และไปได้ไกลกว่าที่เคย ด้วย “Your True Color” คือสีที่ทำให้คุณกล้าเป็นตัวเอง และพร้อมลงสนามอย่างมั่นใจ

เปล่งประกายในแบบที่เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มศักยภาพพร้อม “Stay True” ไปกับ ORI ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน ORI สยามเซ็นเตอร์ ชั้น G, เซ็นทรัล พาร์ค ชั้น 2, เอ็มสเฟียร์ ชั้น 1 และ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3

อัปเดตเทรนด์แฟชั่นและกิจกรรมสำหรับคนรักสุขภาพจาก “ORI” เพิ่มเติมได้ที่

Instagram: @oristaytrue

Facebook: www.facebook.com/oristaytrue

LINE Official Account: @oristaytrue

Tiktok : @oristaytrue

ORI, โอริ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จัด ‘เติมฝันด้วยใจให้น้อง’ มอบอุปกรณ์การเรียน-กีฬา เสริมทักษะเยาวชน จ.สกลนคร

18 สิงหาคม 2569 เวลา 13:59 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เดินหน้าส่งต่อโอกาสให้เยาวชน ลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร มอบอุปกรณ์การเรียน กีฬา และสิ่งของจำเป็น ผ่าน “โครงการเติมฝันด้วยใจให้น้อง” มุ่งเสริมสร้างทักษะและพัฒนาการของนักเรียน

18 สิงหาคม 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมคณะทำงาน ลงพื้นที่จังหวัดสกลนครเพื่อส่งมอบสิ่งของให้แก่นักเรียนภายใต้ “โครงการเติมฝันด้วยใจให้น้อง” ณ โรงเรียนโคกเลาะวิทยาคาร และโรงเรียนบ้านนา (คุรุราษฎรอุทิศวิทยายน) อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร โดยมี นายประกอบ ตันมูล ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้แทนรับมอบ ซึ่งทางโรงเรียนได้ติดต่อขอรับการสนับสนุนสิ่งของที่จำเป็นสำหรับนักเรียนและกิจกรรมภายในโรงเรียน ผ่านทางหน้าเพจของมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ทางมูลนิธิฯ จึงได้ประสานความร่วมมือไปยังภาคีเครือข่าย เพื่อรวบรวมสิ่งของที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการของเด็ก ๆ โดยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

สำหรับสิ่งของที่นำมาส่งมอบในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA สนับสนุนอุปกรณ์กีฬา เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้มีอุปกรณ์สำหรับออกกำลังกายและแข่งขันกีฬา บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด หรือ TSB สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้า ตุ๊กตา ของเล่นเสริมทักษะ และหนังสือนิทาน เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สนุกและเหมาะสมกับวัย และบริษัท ไบ่ ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด สนับสนุนขนมขบเคี้ยว เพื่อเติมเต็มความสุขให้แก่นักเรียน

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้รับความร่วมมือจาก บริษัท เทพสมบัติ จำกัด (สมบัติทัวร์) ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการขนส่งสิ่งของลงพื้นที่ พร้อมกันนี้ยังได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการอำนวยความสะดวกนำส่งสิ่งของไปยังโรงเรียนเป้าหมายอย่างราบรื่น

นางเธียรรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชน สิ่งของทุกชิ้นที่ส่งมอบล้วนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในด้านการศึกษา กีฬา และการพัฒนาทักษะ โครงการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้สนับสนุนสิ่งของและหน่วยงานที่ช่วยอำนวยความสะดวก จึงขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันทำให้ความช่วยเหลือครั้งนี้ส่งถึงมือเด็กๆ ได้อย่างเหมาะสม

“มูลนิธิฯ เชื่อเสมอว่าการช่วยเหลือที่ดีเริ่มต้นจากการรับฟังและลงมือทำ เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกัน จึงเกิดเป็นพลังน้ำใจที่ช่วย ‘เติมความฝันให้น้อง ๆ’ ในจังหวัดสกลนคร พร้อมสร้างโอกาสและต่อยอดให้นักเรียนได้เรียนรู้และเติบโตต่อไปได้อย่างดี” ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าว

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์, เติมฝันด้วยใจให้น้อง

คุณแหน : 18 สิงหาคม 2569

18 สิงหาคม 2569 เวลา 08:52 น.

กล้าพูดได้เลยว่าเรื่องเช่นนี้ไม่มีใครนอกจาก Super Power จึงสามารถทำได้ มหาอำนาจต่างๆทั่วโลกว่าขณะนี้ SP. มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก – – USA นั่นเอง เล่ามาถึงตรงนี้เพื่อเข้าเหตุการณ์พิสดารเมื่อ ประธานาธิบดีทรัมป์ เดินทางไปประชุมกับกลุ่มนาโต้ที่กรุงอังการา ตอนไปโอเค แต่ตอนขากลับสหรัฐฯที่สนามบิน จู่ๆ ทรัมป์ ก็สั่งเปลี่ยนแผนกระทันหันลอบออกจากเครื่องบินไปขึ้นเครื่องบินทหารพิเศษ C-32Aโดยสตาฟชั้นผู้ใหญ่และคณะสื่อมวลชนใน AIR FORCE ONE (ลำเก่า) ไม่รู้เบาะแสเลยว่า เบื้องหลังเหตุการณ์คือ CIA ได้รับรายงานว่าฝ่ายตรงข้ามส่งสัญญาณให้ลอบสังหาร ทรัมป์ โดยจะใช้ขีปนาวุธมุ่งร้าย เครื่องบินทรัมป์ (AFO ลำเก่า) ส่วนทรัมป์บินไปด้วยเครื่องบินทหารพิเศษ C-32A มุ่งฐานทัพในอังกฤษ เพื่อขึ้นเครื่อง AFO (ลำใหม่ )มุ่งตรงสู่สหรัฐฯ เมื่อคณะทั้งหมดไปถึงวอชิงตันดี.ซี.แล้ว ความจริงจึงปรากฏออกมา ถึงเราไม่บอกผู้อ่านคงตระหนักดีถึงความรู้สึกของสตาฟชั้นผู้ใหญ่และคณะสื่อมวลชนว่า เสียวสันหลังวาบเลย !…ดีว่าเหตุการณ์ผ่านไปด้วยดี มิฉะนั้นผู้โดยสาร AFO (ลำเก่า) ทั้งหมดคงเป็นเป้านิ่งของฝ่ายตรงข้ามไปแล้ว เรื่องไม่จบแค่นี้ เพราะสมาคมสื่อมวลชนสหรัฐฯเตรียมยกเรื่องดังกล่าวขึ้นร้องเรียนกับ ทรัมป์ ต่อไป…

ถ้าเปรียบเป็นร้านอาหารอร่อยเขาว่ามีแค่ 2 เจ้าเท่านั้น คือเวทีมวยราชดำเนิน กับ ลุมพินี วันนี้ขอรีวิว เวทีราชดำเนิน ก่อน เพราะเป็นเวทีมวยมาตรฐานแห่งแรกของไทยในสมัย ฯพณฯจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ 2484 ปัจจุบันผู้คนทุกรูปนามให้ความสนใจทุกอย่างเกี่ยวกับ “มวยไทย” เพราะถูกยกย่องให้เป็น SOFT POWER ระดับแนวหน้าของประเทศทีเดียว หลายทศวรรษที่ผ่านมาผู้บุกเบิกสร้างชื่อเสียงให้สนามแห่งนี้และวงการมวยคืออดีตนายสนามฯ เฉลิมพงษ์ เชี่ยวสกุล เขาทำทุกอย่างในยุค “เปิดตลาด” มวยไทยสู่สายตาชาวโลก ตั้งแต่ใส่สูทเดินทางไปสร้างไมตรีกับโปรโมเตอร์ฝรั่ง, เจรจาเรื่องกฎกติกาข้อบังคับกับฝ่ายหน่วยงานรัฐ และแม้แต่ต้องถกแขนเสื้อเจรจางานกับกลุ่มโปรโมเตอร์ไทย ถึงวันนี้มวยไทยแข็งแรงดีแล้ว ดีกว่าทุกคนคาดหมายไว้ เพราะมวยไทยถูกยกย่องจากชาวโลกให้เป็น “THE NUMBER ONE WORLD’S FIGHTING SPORT” ทราบหรือไม่ว่า วันนี้ฝรั่งจำนวนหลายหมื่นคนยอมทิ้งบ้านเกิดเดินทางมาแออัดหัดมวยไทยในหลายจังหวัด อาทิ ภูเก็ต, สมุย, โคราช, กทม., เชียงใหม่ และต่างชาติบางคนบรรลุความฝันก้าวขึ้นเวทีมวยในฐานะแชมป์มวยไทยได้ค่าตัวครั้งละหลายสิบล้านบาท…

วันที่ 18 ส.ค.วันคล้ายวันสถาปนากรมลดโลก “3 ปีกรมลดโลกร้อน พลิกวิกฤตภูมิอากาศ สร้างโอกาสสู่ Net Zero 2050” งานจัด ณ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีฯเป็นประธานในพิธีทำบุญตอนเช้า เสร็จแล้วเชิญแขกเหรื่อรับประทานอาหารร่วมกัน…

ขอแสดงความยินดีกับ คณะขับร้องประสานเสียง Wattana Girls’ Chorus คว้า 2 รางวัล Silver Medals จาก การแข่งขัน World Choir Games 2026 ระหว่าง 4-12 ส.ค. 69 ณ เมืองเฮลซิงบอร์ก ประเทศสวีเดน ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จและความไพเราะของการแสดงในครั้งนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมวงของ ผู้อำนวยเพลง (Conductor) อ.สถิต สุกจงชัยพฤกษ์ และ อ.ณัฐธิตา วงศ์พรหม พร้อมด้วยนักเปียโน (Pianist) โดย อ.สิริ จัง และ อ.พรวรินทร์ กาลศิริศิลป์…งานนี้ ลานทิพย์ ทวาทศิน ผู้จัดการโรงเรียนเดินทางไปด้วย…ขอส่งกำลังใจให้ Wattana Girls’ Chorus สร้างเสียงเพลงและความประทับใจบนเวทีโลกต่อไป !!…

บารอนเนส

Wattana Girls’ Chorus, กรมลดโลกร้อน, คุณแหน, ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช, ทรัมป์, มวยราชดำเนิน, มวยลุมพินี, มวยไทย, ลานทิพย์ ทวาทศิน, อ.ณัฐธิตา วงศ์พรหม, อ.พรวรินทร์ กาลศิริศิลป์, อ.สิริ จัง, เฉลิมพงษ์ เชี่ยวสกุล

ถึงเวลาต้องชัดเจน! อรรถวิชช์ ผลักดันห้ามใช้เหล็ก IF สร้างเสา-คาน หลังพบตกมาตรฐาน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:29 น.

18 สิงหาคม 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถึงเวลาต้องชัดเจน “ห้ามผลิตเหล็กข้ออ้อย ชนิด IF ในเสาและคาน“

วันนี้ผมมาร่วมเวทีประชาพิจารณ์มาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ประเด็นสำคัญคือการเดินหน้าตามมติคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ที่ให้ยกเลิกการใช้เหล็ก IF ในการผลิตเหล็กข้ออ้อยสำหรับทำเสาและคาน

เดิมประเทศไทยล็อกมาตรฐานผลิตเหล็ก ด้วย ”กรรมวิธี” แต่เมื่อปี 2559 มีการแก้ มอก.24 เปิดทางให้ใช้เตาหลอมประเภท IF สามารถผลิตเหล็กข้ออ้อยที่ใช้สร้างตึกได้…เราจึงเปลี่ยนแนวทางกำหนดมาตรฐานมาชี้ขาดที่ “ประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์” 2559 – 2569 เกือบ 10 ปี ในการบังคับใช้ มอก.24 ที่เลวลง

เพราะ กองตรวจการมาตรฐาน 1 ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีเจ้าหน้าที่ตรวจมาตรฐานเหล็กเพียง 5 คน ประกอบกับ พ.ร.บ.โรงงาน มีการแก้กฎปี 2562 ให้โรงงานไม่ต้องต่อใบอนุญาต ทำให้ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปตรวจโรงงานได้ตามปกติ แล้วกำลังเจ้าหน้าที่น้อยแบบนี้ใครจะไปตามตรวจหน้างานไหว กลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่! และเหล็กกรรมวิธี IF นั้นไม่มีกระบวนการขจัดสิ่งเจือปนได้ดีเหมือน กรรมวิธี EF ที่ไทยเราเคยทำก่อนปี 2559 ดังนั้น คุณภาพเหล็ก IF ต้องวัดดวงที่เศษเหล็กที่นำมาหลอม

ในกรณีตึก สตง. ถล่มมีทั้งเหล็กจากกรรมวิธีเตา EF และ IF ทั้ง 2 ประเภทถูกเก็บมาตรวจ ผลคือเหล็กที่ตกมาตรฐานคือ IF

เหล็กตกมาตรฐาน จะทำให้ตึกถล่มหรือไม่? ก็ต้องดูประกอบกับแบบและการก่อสร้างด้วย แต่ผลตรวจจากแล็บสถาบันเหล็กฯ 2 ครั้ง มันชัดเจนแล้ว IF สอบตก ที่กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีเอกสารยืนยันในข้อเท็จจริงนี้

ผมย้ำว่าผลการตรวจสอบของ สตง. ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา แต่มีบางฝ่ายพยายามบ่ายเบี่ยงว่า “เหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ใช่สาระสำคัญหลักที่ทำให้ตึกถล่ม” เพียงเพราะกลัวว่าถ้าพูดความจริงแล้วสังคมจะตื่นตระหนก

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าการที่ประชาชนตื่นตระหนก คือ การที่หน่วยงานรัฐไม่ยอมพูดความจริง

“มาตรฐาน” ไม่ใช่เรื่องการเกรงใจ หรือ เพื่อความยุติธรรมทางการค้า มันคือความปลอดภัยของประชาชน เหล็กประเภท IF อยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2569 10 ปีนี้พอแล้ว

ถึงเวลายกระดับมาตรฐานเหล็กไทยด้วยการ “ล็อกมาตรฐานตั้งแต่กระบวนการผลิต” อย่างเข้มงวดได้แล้วครับ

อรรถวิชช์สุวรรณภักดี,เหล็กข้ออ้อย,เหล็กIF,สตง,

เปิดภาพบังเกอร์ชายแดนไทย-กัมพูชา ปรับปรุงแข็งแรงแล้ว หลังโดนดราม่าคุณภาพไม่สมราคา

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:08 น.

เปิดภาพบังเกอร์ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดของ กปช.จต.ได้รับการปรับปรุงแข็งแรงแล้ว หลังโดนดราม่าคุณภาพ ไม่สมราคา ด้าน นย.แจงสร้างช่วงสู้รบรอบแรก “ทำไป สู้ไป” จากงบกลาง ยันไร้เงินทอน ขณะ “กมธ.ทหาร” ลงพื้นที่จริงพิสูจน์ พร้อมรับฟังเสียงทหารแนวหน้า พบข้อจำกัด เร่งประสานงานผลักดันสร้างความแข็งแกร่ง “รั้ว-ถนน-เทคโนโลยี”

ที่ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร (กมธ.การทหาร) นำคณะกรรมาธิการฯ ตรวจเยี่ยม และศึกษาดูงานด้านกิจการทหารเพื่อความมั่นคง ที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด หรือ กปช.จต. กองทัพเรือ โดยมีพลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (ผบ.นย.) และผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (ผบ.กปช.จต.) ให้การต้อนรับ

ภายหลังที่ก่อนหน้านี้นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร คนที่ 3 ได้เปิดภาพ และตั้งคำถามถึงโครงการก่อสร้างบังเกอร์คุ้มภัยทหาร ที่พบว่าบังเกอร์อาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิศวกรรมด้านความปลอดภัย และส่อทุจริต หลังมีการอนุมัติงบประมาณในการสร้างบังเกอร์หลังละ 50,000 บาท แต่มีการสั่งทำจริงในราคาประมาณ 35,000 บาท จำนวนรวมกว่า 90 หลัง ส่งผลให้เกิดส่วนต่างงบประมาณสูงถึง 1,350,000 บาท ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของ กปช.จต.

โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้ใช้เวลาหารือกับ กปช.จต.ประมาณ 15 นาที ก่อนที่นายเอกราช จะให้สัมภาษณ์ว่า หน่วยฯ ได้อธิบายถึงการจัดทำบังเกอร์ต่าง ๆ ของนาวิกโยธิกว่า จะมีความแตกต่างจากการทำงานของหน่วยอื่นอย่างไร รวมไปถึงมีการติดขัดเรื่องการเบิกจ่ายงบกลาง ที่ไม่ได้มีการใช้เงินอย่างคล่องตัวมากนัก เพราะถูกจำกัดเป็นงวดเงิน อีกทั้งกองกำลังฯ มีหลายฝ่าย และต้องมีการย้ายกำลังพลอยู่เรื่อย ๆ

เมื่อถามว่า บังเกอร์ที่เป็นประเด็นก่อนหน้านี้ จากการฟังคำชี้แจงจาก กปช.จต. ยังมีสิ่งใดที่คณะกรรมาธิการฯ ติดใจอยู่หรือไม่ นายฉัตร กล่าวว่า เราได้รับข้อมูลจาก กปช.จต.ว่า หน่วยนาวิกโยธินรับผิดชอบชายแดน ซึ่งกินพื้นที่กว่า 250 กิโลเมตร ซึ่งย่อมมีถิ่นทุรกันดารบางจุดจริง ๆ แต่ว่า ในแต่ละจุดทาง ผบ.นย. ได้ยืนยันว่า ด้วยความตั้งใจต่าง ๆ ไม่ว่า จะใช้กำลังพลอย่างไร จะพยายามเข้าไปให้ถึงพื้นที่ ซึ่งอาจมีบางจุดที่แร้นแค้น หรือกันดาร ซึ่ง ผบ.นย.ก็พยายามวางแผนว่า จุดไหนมีความผันแปร หรือมีการเปลี่ยนจุดจู่โจม ซึ่งทาง กปช.จต. ได้บอกกับคณะกรรมาธิการฯ ว่า จะไปตรวจสอบ เพราะมีความเป็นห่วงกำลังพล ในขณะที่ต้องสู้ไป ทำไป และต้องโยกย้ายกำลังพลไป แต่ขอยืนยันว่า จะทำทุกอย่างเพื่อเรากำลังพลปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพบังเกอร์ เพราะว่า หลายจุดที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และกันดารมาก บางครั้งกว่าจะไปเติม หรือไปดำเนินการก็ค่อนข้างมีอุปสรรค และหากมีเหตุปะทะก็จะทำให้เกิดความล่าช้า

นายฉัตร กล่าวอีกว่า บังเกอร์ที่เป็นประเด็นดังกล่าว ได้รับการชี้แจงว่า เป็นการสร้างขึ้นในช่วงการสู้รบรอบแรก มีการนำงบของกองทัพเรือมาใช้ เพื่อดำเนินการสร้างความมั่นคงแข็งแรงในพื้นที่ก่อน จากนั้นจึงได้รับงบกลาง เข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งการก่อสร้างก็ได้ดำเนินการ ระหว่างการสู้รบไปด้วย โดยตัวเลขที่ออกมาหลังละ 50,000 บาทนั้น เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นในเรื่องของการซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง ไม่ได้กำหนดสเปกโดยเฉพาะ เนื่องจากอยู่ในช่วงการสู้รบ ซึ่งกองทัพมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างที่มั่น เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติงาน จากนั้นกองทัพได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้มีความแข็งแรงมากขึ้น และได้ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องเงินทอน และจะให้ความสำคัญเรื่องการดูแลความปลอดภัยกำลังพล ซึ่งจากการรับฟังข้อมูลทหาร ตนก็เข้าใจถึงความจำเป็นดังกล่าว

จากนั้นคณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่ไปยังฐานปฏิบัติการชายแดน จ.ตราด เพื่อไปรับทราบสถานการณ์ในพื้นที่ และตรวจการก่อสร้างบังเกอร์ที่เป็นประเด็นในพื้นที่จริง ซึ่งปัจจุบันพบว่า การก่อสร้างบังเกอร์แล้วเสร็จ มีความแข็งแรงทนทาน และมีคุณภาพ ซึ่งนายเอกราช กล่าวว่า ภายหลังได้ลงพื้นที่ และได้ดูเรื่องเส้นทางการส่งกำลังบำรุง เห็นว่า ควรจะผลักดันเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น น้ำประปา หรือไฟฟ้า รวมถึงเส้นทาง เพื่อให้คุณภาพชีวิตของกำลังพลตามแนวชายแดนดีขึ้น

โดยเฉพาะเรื่องบังเกอร์ที่ประชาชนมีความเป็นห่วง ซึ่งทางคณะกรรมาธิการฯ ได้เห็นถึงการเตรียมพร้อม และการบริหารจัดการ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ข้อมูลจึงต้องเป็นชั้นความลับ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องบังเกอร์เป็นไปตามยุทธวิธี และแผนของกองทัพ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทั้งในส่วนของงบกลาง และงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งในช่วงการพิจารณางบประมาณ อยากให้มีการผลักดันในเรื่องนี้ และหาแนวทางกระบวนการลดขั้นตอนกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้าง โดยให้เป็นไปอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ มีความคล่องตัวทั่วถึง ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ในแต่ละพื้นที่

นายเอกราช ยังย้ำว่า ได้เห็นอุปสรรคในหลาย ๆ อย่าง เช่น เส้นทางส่งกำลังบำรุงที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติ ในการดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เจออุปสรรคทางข้อกฎหมาย จึงต้องดูกรอบการดำเนินการในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างความมั่นคง กับพื้นที่ป่าจะจัดการอย่างไร และเมื่อดูจากยุทธศาสตร์ของฝั่งกัมพูชาก็พบว่า ได้ใช้ ชาวบ้าน และเกษตรกรมาอยู่ในพื้นที่ เพื่อเป็นพื้นที่กันชน ซึ่งพี่น้องทหารตามแนวชายแดนได้ส่งสัญญาณมาว่า จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า ในอนาคตจะส่งเสริมให้ภาคประชาชนของไทย เข้ามาอยู่เพื่อรักษาแนว เป็นชุมชน ซึ่งจะเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร และประชาชน

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา และอุปสรรค ในการทำเส้นทางส่งกำลังบำรุง รวมไปถึงเรื่องของการใช้งบกลาง เพื่อให้การดำเนินการในทุกเรื่องเป็นไปอย่างคล่องตัว รวมถึงแนวทางในการทำ SMART POWER ในจุดที่สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มา สนับสนุนได้ ซึ่งได้มีการพูดคุยถึงเรื่องโดรน และเทคโนโลยีสมัยใหม่กับทหารที่ปฏิบัติงานหน้าแนว ซึ่งเราจะไปช่วยผลักดันในทางนโยบายต่อไป ในเรื่องของความต้องการของพี่น้องทหาร พร้อมยืนยันว่า เราจะติดตาม และผลักดันให้แนวรั้วชายแดน มีความมั่นคงสูง, มีความร่วมสมัย และสามารถรักษาแนวไว้ได้ตลอด.

จันทบุรี, ชายแดนไทย-กัมพูชา, บังเกอร์

นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน เปิดตลาดเกือบ 700 ล้านคน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:55 น.

นายกฯ ชวนธุรกิจออสเตรเลีย ลงทุนไทย เชื่อมอาเซียน เปิดตลาดเกือบ 700 ล้านคน ชู 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Crown Towers นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาในงาน “Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception” หัวข้อ “Thailand and Australia, A Strategic Partnership for Growth” โดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยและออสเตรเลียเข้าร่วม พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจออสเตรเลียใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในปี 2570 ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน การเยือนครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล แต่เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะที่ภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เข้มแข็ง การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยและภูมิภาคสามารถเติบโตได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

ในระดับภูมิภาค ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดยไทยกำลังขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงขนาดของตลาดภายในประเทศ แต่รวมถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ การลงทุนและผลิตในประเทศไทยจึงไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงตลาดไทยที่มีประชากรราว 66 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน และมีการบูรณาการด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“การลงทุนและผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค” นายกรัฐมนตรีกล่าว

สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–ออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียที่มีผลบังคับใช้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ โดยเห็นโอกาสขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากปีก่อน คิดเป็นเงินไทยราว 1.87 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 23.47 บาท) ซึ่งเพียงช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วประมาณ 61,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน นักลงทุนยังคงมองเห็นโอกาสและเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังเร่งทำให้การลงทุนในประเทศไทยสะดวกและแข่งขันได้มากขึ้น โดย Thailand FastPass ช่วยให้นักลงทุนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถเดินหน้าจากขั้นตอนการอนุมัติไปสู่การดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่ Skill Bridge มุ่งพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ และการผลิตขั้นสูง ส่วน Utility Green Tariff นั้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนและความยั่งยืน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเชิญชวนภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลียใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจที่สั่งสมมาเกือบ 75 ปี และรากฐานจากความตกลงการค้าเสรีที่มีมานานกว่า 2 ทศวรรษ เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทาน ขยายการลงทุน และสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมองประเทศไทยเป็นทั้งฐานการลงทุนและจุดเชื่อมต่อสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้ ในการจัดงานครั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เชิญบริษัทชั้นนำของออสเตรเลียกว่า 53 แห่งเข้าร่วม ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของไทย ทั้งเทคโนโลยี ดิจิทัล เกษตรและอาหาร ยานยนต์ การผลิตขั้นสูง เหมืองแร่ และการศึกษา อาทิ ANCA บริษัทด้านการผลิตขั้นสูงซึ่งมีฐานการดำเนินธุรกิจและผลิตเครื่องจักรในประเทศไทย Canva บริษัทเทคโนโลยีด้านการออกแบบที่ให้ความสนใจต่อศักยภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย และ Hastings ซึ่งดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ส่วนเอกชน ได้แก่ ไทยเบฟเวอเรจ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.กริม เพาเวอร์ จำกลุ่มมิตรผล เป็นต้น

ภาคธุรกิจออสเตรเลียและไทยที่เข้าร่วมงานยังสะท้อนว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศได้พบปะและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจโดยตรง ขณะเดียวกัน การได้พบกับนายกรัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายสำคัญของไทย ทำให้ภาคธุรกิจออสเตรเลียได้รับทราบทิศทางนโยบายและโอกาสการลงทุนของประเทศไทยอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถมองเห็นสาขาที่จุดแข็งของออสเตรเลียสามารถเชื่อมโยงกับความต้องการและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยได้ในอนาคต

นายกฯ, แนวหน้าออนไลน์

รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้าน เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างบังเกอร์-หอกระจายข่าว

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

รัฐบาลอนุมัติงบ 433.5 ล้าน ให้ มท. เสริมความปลอดภัย 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างบังเกอร์ หอกระจายข่าว เพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย

18 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบประมาณดังกล่าวครอบคลุม 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท และการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท

“หัวใจสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในกรณีเกิดเหตุปะทะ พร้อมทำให้ข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนจากภาครัฐสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา และสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งมีบทบาทในการดูแลความสงบเรียบร้อย คุ้มครองประชาชน ตลอดจนดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินในกรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานงบประมาณได้พิจารณากรอบวงเงิน 493,819,268 บาท ครอบคลุม 4 กิจกรรม ซึ่งรวมการจัดหาอาวุธปืนลูกซอง 1,675 กระบอก วงเงิน 60.3 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน แต่เนื่องจากการจัดหาดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาและขออนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอให้ดำเนินการเฉพาะ 3 กิจกรรมที่มีความพร้อมและมีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน ทำให้วงเงินที่เสนออนุมัติในครั้งนี้อยู่ที่ 433.52 ล้านบาท

นางสาวลลิดากล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้พื้นที่ชายแดนมีความพร้อมทั้งด้านสถานที่หลบภัย ระบบรับรู้ข่าวสาร การแจ้งเตือนภัย และการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับประชาชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมถึงปัญหาชายแดนในรูปแบบอื่น เช่น การลักลอบเข้าเมือง การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก งบประมาณครั้งนี้จึงมุ่งไปยังสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเร่งดำเนินการได้ทันที ทั้งพื้นที่หลบภัยและระบบสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

รัฐบาล,ชายแดนไทยกัมพูชา,บังเกอร์,หอกระจายข่าว,เตือนภัย,