อั้ม อธิชาติ ควงคุณแม่ลุยการแข่งขัน HYROX ในวัย 68 ปี พิชิตระยะทาง 8 กิโลเมตร และ 8 สถานีฟิตเนสสุดโหดได้สำเร็จ

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11:06 น.

อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์ พระเอกหนุ่มสายฟิต สร้างปรากฏการณ์สุดประทับใจ ด้วยการควงคุณแม่68ปี ออกสนามแข่งขันฟิตเนสระดับโลกอย่าง HYROX ในประเภท Double Mixed โดยถือเป็นรอบการแข่งขันที่ลุ้นที่สุดในชีวิต เพื่อร่วมสร้างความทรงจำและสร้างแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพร่วมกัน       โดยเจ้าตัวตั้งเป้าเข้าเส้นชัยภายในเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง (วิ่งรอบละ 12 นาที และทำสถานีละประมาณ 8 นาที)ผลงานการแข่งขัน ทำเวลาจบไปได้อย่างยอดเยี่ยมที่ 2 ชั่วโมง 32 นาที 14 วินาที พร้อมคว้าอันดับ 8 ในรุ่นอายุ 55-59 ปี ภารกิจสุดแกร่ง ร่วมฟันฝ่าการวิ่งรวมระยะทาง 8 กิโลเมตร พร้อมผ่าน 8 สถานีฝึก ได้แก่ Ski, ดึง, ดัน, Row และ Farmer Carry

งานนี้ แม้คุณแม่จะผ่านการซ้อมวิ่งมาเพียง 5-6 กิโลเมตร แต่ก็อาศัยใจสู้ แรงฮีด และเสียงเชียร์จากคนดูรอบสนามจนก้าวผ่านความเหนื่อยเข้าเส้นชัยได้สำเร็จโดยไม่ต้องใชียาดม

พระเอกหนุ่มเปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า ตอนเด็กๆ คุณแม่เคยสอนตนเดินและวิ่ง แต่วันนี้ถึงเวลาที่ตนได้พาคุณแม่มาลุยและตากตรำวิ่ง 8 กิโลเมตรจนบรรลุเป้าหมาย ทำให้คุณแม่อุทานด้วยความภาคภูมิใจว่า “ค้นหาตัวเองเจอในวัย 68 ปี” จากเดิมที่ไม่เชื่อว่าจะทำได้ จนตอนนี้พร้อมชวนเพื่อนๆ มาร่วมออกกำลังกายและเตรียมตัวสำหรับการลงแข่งขันในรอบถัดไปแล้ว

BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 2026 – BKKIFF เดินหน้ายกระดับเทศกาลภาพยนตร์ไทยสู่เวทีสากล

18 สิงหาคม 2569 เวลา 10:37 น.

สมาคมเทคนิค ไทยแลป ฟิล์มภาพยนตร์ ได้เปิดตัว เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2569 (Bangkok International Film Festival 2026: BKKIFF 2026)อย่างเป็นทางการ โดยได้รับการสนับสนุนจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม นับเป็นอีกก้าวสำคัญ

ของการวางรากฐานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติของประเทศไทยให้มีความต่อเนื่อง ชัดเจน และเป็นที่จดจำบนปฏิทินอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก โดยเทศกาลฯ มุ่งพัฒนา BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL ให้เป็นมากกว่าพื้นที่สำหรับการจัดฉายภาพยนตร์ แต่เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้สร้าง ผลงาน บุคลากร และเครือข่ายอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากประเทศไทยสู่ระดับนานาชาติ พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือและการต่อยอดทางธุรกิจในอนาคต จากประเทศไทยเข้าสู่เครือข่ายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับนานาชาติ พร้อมสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน ความร่วมมือ และการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจระหว่างบุคลากรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลก โดยมีกำหนดจัดเทศกาลระหว่างวันที่ 13–27 กันยายน 2569

นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีความพร้อมและศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญบนเวทีนานาชาติ เราเชื่อว่าความสามารถของบุคลากรไทย ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในสายงานภาพยนตร์ สามารถแข่งขันและทัดเทียม นานาประเทศได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและมีเวทีที่เปิดโอกาสให้ศักยภาพเหล่านี้ได้แสดงออกอย่างเต็มที่ การสนับสนุนในครั้งนี้จึงมุ่งสร้างพื้นที่ให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้รับการมองเห็นในวงกว้าง

ผ่าน Bangkok International Film Festival 2026 ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงนำภาพยนตร์จากนานาประเทศมาพบกับผู้ชมในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอความสามารถของผู้สร้าง บุคลากร และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยสู่สายตานานาชาติ สร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นให้แก่เครือข่ายอุตสาหกรรมจากทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยน ความร่วมมือ และการต่อยอดในมิติต่าง ๆ ที่จะช่วยขยายบทบาทของประเทศไทยในอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก เรามุ่งหวังให้ความต่อเนื่องของเทศกาลสามารถผลักดันกรุงเทพฯ ให้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญบนปฏิทินภาพยนตร์นานาชาติ และเป็นจุดหมายที่ผู้สร้างและคนในอุตสาหกรรมจากทั่วโลกนึกถึงเมื่อมองหาโอกาสในการเชื่อมโยงกับภูมิภาคนี้ ก่อนต่อยอดไปสู่เป้าหมายระยะยาวในการวางบทบาทของประเทศไทยให้เป็น Film Industry Hubหรือศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างแข็งแกร่งและได้รับการยอมรับในระดับสากล

ดรสะรณ โกวิทวณิชชา Festival Director, Bangkok International Film Festival 2026
กล่าวว่า การกลับมาของ Bangkok International Film Festival 2026 ในปีนี้ ไม่ใช่เพียงการกลับมาจัดเทศกาลอีกครั้ง แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อสร้างบทบาทของเทศกาลให้มีความชัดเจนบนเวทีอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกเราต้องการให้ผู้สร้างและคนในวงการรับรู้ว่า ในทุกปีกรุงเทพฯ จะมีช่วงเวลาสำคัญที่ทุกคนสามารถนำภาพยนตร์และโอกาสใหม่ ๆ เข้ามาเชื่อมโยงและต่อยอดร่วมกันได้ ขณะเดียวกัน เทศกาลยังเดินหน้าพัฒนามาตรฐานการจัดงานอย่างจริงจัง เพื่อให้ Bangkok International Film Festival เติบโตอย่างต่อเนื่องและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันเทศกาลให้ก้าวสู่ มาตรฐาน FIAPF A-List ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และหากสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

จะถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเทศกาลภาพยนตร์ในระดับดังกล่าว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับ BKKIFF ให้เทียบเคียงเทศกาลภาพยนตร์ชั้นนำของโลก ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับเทศกาลและองค์กรภาพยนตร์ชั้นนำจากนานาประเทศนอกจากนี้เทศกาลฯ ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยง “ผู้คน” ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ไม่เพียงแต่สร้างความร่วมมือระหว่างเทศกาลหรือเชื่อมโยงภาพยนตร์เข้าสู่ตลาดเท่านั้น แต่ยังมุ่งเปิดโอกาสให้ Rising Star หรือนักแสดงดาวรุ่งที่มีศักยภาพจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ได้พบปะกับผู้สร้าง ผู้ผลิต และบุคลากรในอุตสาหกรรมจากนานาประเทศเพื่อสร้างเครือข่าย ต่อยอดโอกาสในการทำงาน และเปิดเส้นทางสู่เวทีนานาชาติ พร้อมผลักดันให้กรุงเทพฯเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญในการนำเสนอศักยภาพของบุคลากรรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เอเชีย

อนันดา แมทธิว เอเวอริงแฮม Festival Ambassador, Bangkok International Film Festival 2026 กล่าวว่า สิ่งที่จะทำให้เทศกาลเติบโตได้อย่างแท้จริงคือ “ความต่อเนื่อง” เพราะเมื่อเทศกาลเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ผู้สร้าง ผู้ชม และคนในอุตสาหกรรมจะเริ่มจดจำ เกิดความเชื่อมั่น และสามารถวางแผนที่จะกลับมาเชื่อมโยงและทำงานร่วมกับเราได้ ความต่อเนื่องจึงไม่ใช่แค่การจัดงานให้เกิดขึ้นทุกปี แต่คือการค่อย ๆ สร้างเครือข่าย ความสัมพันธ์ และโอกาสใหม่ ๆให้เติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย สิ่งที่เราอยากเห็นคือ Bangkok International Film Festival

เติบโตควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจากทั่วโลกอยากกลับมาพบปะ แลกเปลี่ยนและสร้างความร่วมมือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขับเคลื่อนเทศกาลฯ ในแต่ละปีเกิดขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมวิชาชีพ ตลอดจนเครือข่ายและบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่ร่วมกันผลักดันให้เทศกาลฯ

เป็นพื้นที่ซึ่งสร้างผลลัพธ์ได้ทั้งในมิติของศิลปะ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และธุรกิจ เพราะเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติไม่ได้เติบโตจากความสำเร็จของการจัดงานเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จนสามารถสร้างการรับรู้ ความเชื่อมั่น และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้สร้าง พันธมิตร และเครือข่ายอุตสาหกรรมจากทั่วโลก Bangkok International Film Festival 2026 จึงไม่ใช่เพียงการกลับมาของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานครเป็นครั้งที่ 9 แต่คืออีกก้าวสำคัญของการวางรากฐานระยะยาว เพื่อผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นหนึ่งในจุดนัดพบสำคัญ

ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เชื่อมโยงเรื่องราว ผู้คน ผลงาน ตลาด และโอกาสจากทั่วโลก พร้อมเปิดพื้นที่ให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้แสดงศักยภาพ เชื่อมต่อกับเครือข่ายนานาชาติ และต่อยอดไปสู่ความร่วมมือใหม่ ๆในอนาคต

ภูมิภัทร ถาวรศิริ Festival Ambassador, Bangkok International Film Festival 2026 กล่าวว่า
เทศกาลภาพยนตร์ที่แข็งแรงไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่ที่ผู้ชมมาดูภาพยนตร์ แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้ชมได้เห็นว่าเบื้องหลังภาพยนตร์หนึ่งเรื่องประกอบด้วยผู้คน ความคิดสร้างสรรค์ กระบวนการทำงาน และองค์ประกอบอีกมากมายที่ร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่คนในวงการได้พบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างโอกาสใหม่ ๆ

สิ่งสำคัญของเทศกาลฯ คือการทำให้ทั้งผู้ชมและผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศได้เห็นว่า ศักยภาพของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงที่เรื่องราวหรือสถานที่ที่น่าสนใจ แต่ยังอยู่ที่ “คนไทย” ซึ่งมีทั้งความคิดสร้างสรรค์ ทักษะ ประสบการณ์และความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ผู้กำกับ นักแสดง ผู้สร้าง นักเขียนบท ไปจนถึงบุคลากรเบื้องหลังในสาขาต่าง ๆ ที่ล้วนเป็นกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ในปีนี้ เทศกาลฯ จึงให้ความสำคัญกับการนำเสนอศักยภาพของบุคลากรไทยควบคู่ไปกับความพร้อมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างครบวงจรผ่านการพบปะกับผู้สร้าง การสัมมนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อเปิดให้ทั้งผู้ชมและผู้เข้าร่วมจากนานาชาติได้เห็นศักยภาพของคนไทยผ่านผลงาน ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการทำงานจริง เทศกาลฯ จึงไม่ได้มุ่งเพียงนำภาพยนตร์จากทั่วโลกมาจัดฉายในประเทศไทย

แต่ต้องการให้เป็นพื้นที่ที่ผู้ชมได้เข้าใกล้โลกของภาพยนตร์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้บุคลากรไทยได้แสดงศักยภาพ เชื่อมโยงกับเครือข่ายอุตสาหกรรมจากนานาชาติ และต่อยอดไปสู่โอกาสใหม่ ๆ ที่จะร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เติบโตต่อไป

แอฟ ทักษอร ปลื้มใจสุดพลัง น้องปีใหม่ แท็กทีมเพื่อน คว้าเหรียญทองแข่งหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ ที่ปักกิ่ง

18 สิงหาคม 2569 เวลา 10:31 น.

ทำเอาหัวอกคนเป็นแม่ยิ้มแก้มปริและภาคภูมิใจแบบสุดๆ สำหรับคุณแม่คนสวย แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ ที่ล่าสุดลูกสาวคนเก่ง น้องปีใหม่ เตชะณรงค์ ได้สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวรวมถึงแฟนๆ ชาวไทย ด้วยการคว้าชัยบนเวทีระดับโลก

โดย น้องปีใหม่ ได้จับมือแท็กทีมกับเพื่อนๆ ในนามตัวแทนทีมไทย ร่วมลงสนามแข่งขันสิ่งประดิษฐ์และการประกวดหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ รุ่นจูเนียร์โรบอท (Junior Robot) ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งเด็กๆ ได้แสดงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะด้านเทคโนโลยีออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม จนสามารถคว้า “รางวัลเหรียญทอง” กลับประเทศไทยได้สำเร็จ
งานนี้คุณแม่แอฟที่คอยส่งกำลังใจและเป็นกองเชียร์ชิดติดขอบสนาม ถึงกับเก็บความภาคภูมิใจไว้ไม่อยู่ แฟนคลับและชาวเน็ตต่างเข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของน้องปีใหม่และเพื่อนๆ กันอย่างถล่มทลาย พร้อมชื่นชมในความสามารถที่ทั้งน่ารักและเก่งครบเครื่องสมเป็นลูกสาวของคุณแม่แอฟจริงๆ

#ความภูมิใจของคนเป็นแม่ #แม่แอฟ #แอฟทักษอร #น้องปีใหม่ #จูเนียร์โรบอท #ทีมไทย

เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านหม้อ วังเดิมที่ยังหอมกรุ่นด้วยกลิ่นอายของยุคต้นรัตนโกสินทร์

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:52 น.

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษเทเวศร์ พระนามเดิมคือพระองค์เจ้ากุญชร ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาศิลา เมื่อวันพุธ เดือน 6 ขึ้น 4 ค่ำ มีมะเมีย สมฤทธิศก จุลศักราช 1160 ตรงกับวันที่ 18 เมษายน 2341 สิ้นพระชนม์ 16 เมษายน 2406 ทรงเป็นต้นราชสกุล “กุญชร”

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นกรมหมื่นพิทักษ์เทเวศร์ ทรงให้ดูแลกรมม้า

ในกาลต่อมา รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ นเรศรราชริววงศ์ อิศวรพงศพิพัฒนศักดิ อุดมอรรควรยศ วงศประนตนาถนเรนทร์ พาหเนนทรบพิตร ทรงให้ดูแลกรมคชบาล เพิ่มอีกกรมหนึ่ง

พระองค์กุญชรสิ้นพระชนม์ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 แรม 13 ค่ำ ปีกุน เบญจศก จุลศักราช 1225 ตรงกับวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2406 สิริพระชันษา 65 ปี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ จากราชกาลที่ 4 พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง

พระองค์ทรงมีวัง ชื่อวังบ้านหม้อ ตั้งอยู่บนนถนนอัษฎางค์ ซึ่งหากเราเดิมลัดเลาะแล้วเลียบไปตามคลองหลอด โดยเริ่มจากบริเวณที่ใกล้กับโรงแรมรัตนโกสินทร์ แล้วเดินไปยังกระทรวงมหาดไทย จนถึงเขตรั้ววัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เราก็จะได้พบกำแพงโบราณที่เป็นอาณาเขตของวัง โดยภายในกำแพงจะมีเรือนไม้หลังใหญ่ และยังมีอาคารทั้งเก่าและใหม่อยู่ภายใน ซึ่งในบริเวณนี้คืออาณาเขตของวังบ้านหม้อ วังที่มีอายุมากกว่า 200 ปี นับเป็นวังกลุ่มแรก ๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะสร้างในครั้งรัชสมัย รัชกาลที่ 2 ในบริเวณดังกล่าวนี้ถูกเรียกว่าบริเวณท้ายวัดโพธิ์ ซึ่งในครั้งนั้นอยู่ใกล้กับหับเผย หรือเขตที่ถูกใช้เป็นที่คุมขังในบริเวณท้ายวังหลวง ดังนั้นบางคนจึงเรียกวังที่รัชกาลที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างพระราชทานพระโอรสทั้ง 3 พระองค์ ซึ่งในจำนวนนั้นคือพระองค์เจ้ากุญชรรวมอยู่ด้วยว่า กลุ่มวังท้ายหับเผย

ตามประวัติกล่าวว่า พระโอรสทั้ง 3 ที่ทรงได้รับพระราชทานวังคือ วังแรกเป็นของพระองค์เจ้าพนมวัน หรือกรมพระพิพิธฌโภคภูเบนทร์ ในเจ้าจอมมารดาศิลา ต้นราชสกุลพนมวัน วังต่อมาเป็นของพระองค์เจ้าทินกร หรือกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ในเจ้าจอมมารดาศิลา ต้นราชสกุลทินกร และพระองค์ที่ 3 คือเจ้าของวังบ้านหม้อ คือพระองค์เจ้ากุญชร โดยชื่อวังบ้านหม้อมาเกิดขึ้นในสมัยหลัง เพราะอยู่ใกล้กับบริเวณเขตบ้านหม้อ ปัจจุบันวังบ้านหม้อได้รับการจดทะเบียนเป็นโบราณสถานเรียบร้อยแล้ว จึงถือว่าเป็นวังสุดท้ายที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2 ที่พระราชทานแด่พระโอรส ส่วนวังของพระองค์เจ้าพนมวัน และพระองค์เจ้าทินกร ถูกเพลิงไหม้จนหมดสิ้นไปแล้ว

วังบ้านหม้อยังคงเป็นวังที่มีชีวิตดังเดิม เพราะเหล่าทายาทราชสกุลกุญชรยังคงเข้าไปดูแลและบำรุงรักษาโบราณสถานแห่งนี้เป็นอย่างดีตลอดเวลา และในทุกครั้งเมื่อถึงวันสงกรานต์ วังแห่งนี้ก็จะเป็นศูนย์รวมของทายาทรุ่นต่าง ๆ ของราชสกุลกุญชร

วังบ้านหม้อในวันนี้ยังคงได้รับการยกย่องว่ารักษารูปแบบดั่งเดิมของวังโบราณไว้ได้ครบครัน คือยังมีท้องพระโรงที่ทำด้วยไม้สักที่ยังคงสภาพสมบูรณ์มาก แล้วก็ยังมีศาลา และเก๋งโบราณดำรงคงอยู่ ส่วนบริเวณรอบ ๆ ท้องพระโรงคือบ้านเรือนที่พักอาศัยของเหล่าบรรดาทายาทและลูกหลาน ทั้งนี้ ท้องพระโรงได้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นพื้นที่สำคัญของราชสกุลกุญชร เพราะถือเป็นศูนย์กลางของวังบ้านหม้อ โดยในแต่ละปีจะใช้ท้องพระโรงสำหรับพิธีสำคัญคือการทำบุญอุทิศถวายองค์ต้นราชสกุล และใช้เป็นสถานที่จัดงานรดน้ำดำหัววันสงกรานต์ หรือใช้สำหรับงานสำคัญของบุคคลในราชสกุลกุญชรเท่านั้น

ท้องพระโรงยังเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงคฤทธิ์ พระนามเดิมคือ หม่อมเจ้า สิงหนาท และอัฐิของเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ หรือ หม่อมราชวงศ์ หลาน กุญชร

ทายาทของราชสกุลกุญชรบอกเล่ากันต่อ ๆ มาว่า ประเพณีการทำบุญวันสงกรานต์ และการรดน้ำดำหัวของคนในราชสกุลนี้ ดำเนินสืบต่อมาจากขนบประเพณีของครอบครัวกว่า 200 ปีแล้ว เพราะเมื่อครั้งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ ทรงมีพระชนม์ จะทรงเข้าไปบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระราชบิดา และพระมารดาเป็นประจำทุกปี ดังนั้น สิ่งนี้จึงเป็นขนบของพวกเรา ที่เป็นลูกหลานเหลนของพระองค์ท่าน เรามารวมตัวกันเพื่อทำบุญอุทิศถวายให้บรรพบุรุษของเรา และใช้โอกาสวันสงกรานต์รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และญาติ ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยจัดงานในวันที่ 16 เมษายนทุกปี เพราะในวันดังกล่าวถือเป็นวันสิ้นพระชนม์ของต้นราชสกุลกุญชรด้วย

ปัจจุบันพวกเราเป็นทายาทรุ่นที่ 6-7 ของพระองค์ท่าน ซึ่งพวกเราไม่เคยลืมเลือนพระคุณของท่านแม้แต่น้อย ซึ่งพวกเราถือว่าการทำบุญอุทิศถวายนี้เป็นกิจสำคัญของเรา และในโอกาสเดียวกันนี้ พวกเราก็ถือว่าพิธีรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ในตระกูลของเราก็คือการพบปะสังสรรค์ของหมู่ญาติ ได้พบหน้ากัน ได้คุยกัน ได้ถามถึงสารทุกข์สุขดิบของกันและกัน และได้รวมตัวกันทำกิจกรรม เช่น ลูกหลานคนใดที่มีความสามารถด้านเล่นดนตรีไทย ก็จะรวมตัวกันเล่นดนตรีไทยถวายพระในขณะที่พระท่านกำลังฉันภัตตาหาร และบ้านของเรามีข้าวแช่ตำรับเฉพาะของวังบ้านหม้อ ซึ่งถือเป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นเก่าก่อนจวบจนปัจจุบัน ดังนั้น ในการทำบุญของวังบ้านหม้อจึงต้องมีข้าวแช่ของวังถวายพระทุกครั้ง

ข้าวแช่ตำรับวังบ้านหม้อ  มีเครื่องเคียงที่สำคัญที่ตำรับอื่นไม่มี คือ ปลารำวงทอดฉาบน้ำตาล และถั่วทองทอด แต่เครื่องเคียงอื่น ๆ เช่น หอมแดงยัดไส้ปลาแห้ง พริกหยวกสอดไส้ห่อด้วยแพตาข่ายไข่ ผักเคียง ลูกกะปิทอด ไช้โป๊วผัดไข่ มีในตำรับข้าวแช่ทุกที่

เฉลิมชัย ยอดมาลัย

วังบ้านหม้อ

ราชเทวีคลินิก ฉลอง 50 ปี เปิดตัว “TRUE BEAUTY” ยกระดับความงามด้วยวิทยาศาสตร์ที่วัดผลได้จริง

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:31 น.

{“ARInfo”:{“IsUseAR”:false},”Version”:”1.0.0″,”MakeupInfo”:{“IsUseMakeup”:false},”FaceliftInfo”:{“IsChangeEyeLift”:false,”IsChangeFacelift”:false,”IsChangePostureLift”:false,”IsChangeNose”:false,”IsChangeFaceChin”:false,”IsChangeMouth”:false,”IsChangeThinFace”:false},”BeautyInfo”:{“SwitchMedicatedAcne”:false,”IsAIBeauty”:false,”IsBrightEyes”:false,”IsSharpen”:false,”IsOldBeauty”:false,”IsReduceBlackEyes”:false},”HandlerInfo”:{“AppName”:2},”FilterInfo”:{“IsUseFilter”:false}}

ราชเทวีคลินิก และ แพนคอสเมติก นำโดย นายภัคณิช พะลายานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฉลองครบรอบ 50 ปี จัดงาน Kick-off เปิดตัวแนวคิด “TRUE BEAUTY” ก้าวสำคัญของการดูแลความงามที่ผสานศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเข้ากับการดูแลผิว พร้อมความร่วมมือและการสนับสนุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กระทรวง อว.) และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ตอกย้ำการเป็นคลินิกแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองและสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ความงามอย่างเป็นทางการ

แนวคิด TRUE BEAUTY มุ่งเปลี่ยนมุมมองเรื่อง “ความงามที่แท้จริง” จากการคาดเดาหรือการลองผิดลองถูก สู่การดูแลผิวและความสวยที่สามารถ “วัด คำนวณ และติดตามผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน” เพื่อให้ผู้รับบริการเห็น Destination ของการดูแลที่เหมาะสมกับตนเองมากขึ้น โดยครอบคลุมตั้งแต่ สิว สภาพผิว ริ้วรอย ไปจนถึงการดูแลผิวในวัย Aging และการดูแลผิวเพื่อย้อนวัย

ราชเทวีคลินิกยังต่อยอดแนวคิด TRUE BEAUTY ด้วยการพัฒนา “มากกว่า 10 Destinations” ที่ครอบคลุมหลากหลายมิติของความงาม โดยให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ วางเส้นทางสู่ Destination และติดตามผลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดูแลตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล และสามารถประเมินพัฒนาการได้อย่างมีหลักการ

การเปิดตัว TRUE BEAUTY ในวาระครบรอบ 50 ปี สะท้อนอีกก้าวสำคัญของราชเทวีคลินิก ร่วมกับ อพวช. ในการนำวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการวัดผล มาผสานกับศาสตร์แห่งการดูแลความงาม เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลที่มุ่งสู่ผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และยั่งยืน

“ความงามที่แท้จริง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน แต่ต้องเป็นความงามที่ยั่งยืน ยืนยาวและยืนยันได้ ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ความงามตามความมุ่งหมายที่ปลายทางของแต่ละบุคคล”

ไม่ต้องเดา ไม่ต้องลองผิดลองถูก เพราะทุกขั้นตอนวัดผลและติดตามได้

สัมผัสประสบการณ์ TRUE BEAUTY ได้แล้ววันนี้ที่ ราชเทวีคลินิก ทุกสาขา

ติดตามข่าวสาร กิจกรรม และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: @rcclub

เตรียมจัดงานเทิดพระเกียรติ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเผยแพร่พระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:10 น.

ก.เกษตรฯ เตรียมจัดงานเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้อง 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมจัดงานเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 ณ ลาน Parc Paragon ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนชาวไทยให้เป็นที่ประจักษ์ ภายใต้แนวคิดหลัก “สดุดีพระเกียรติคุณเกริกไกร พระแม่แห่งการอนุรักษ์และพัฒนา เพื่อคุณภาพที่ยั่งยืน” โดยองค์การอาหารและเกษตรและสหประชาชาติ (FAO) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเซเรส (Ceres Medal) ในฐานะที่ทรงเป็นสตรีผู้มีบทบาทในการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรในสตรีและประชาชนในชนบทให้มีอาชีพและรายได้เสริมจากงานหัตถกรรม การพัฒนาเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม ให้ราษฎรมีอาหารเพียงพอและสามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมถึงการสงเคราะห์และช่วยเหลือผู้ยากไร้ เด็กกำพร้า ผู้ด้อยโอกาส และผู้ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

นอกจากนี้ ในด้านการสร้างบทบาทสตรีไทยในชนบทให้มีบทบาททางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ควบคู่การรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นจนเป็นที่ประจักษ์ คณะกรรมาธิการหม่อนไหมระหว่างประเทศ (ISC) ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย “รางวัลหลุยส์ ปาสเตอร์” (Louis Pasteur Award) เพื่อเทิดพระเกียรติในพระวิริยะอุตสาหะในการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตไหมของไทย โดยทรงส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแก่ราษฎร ที่ช่วยสร้างรายได้และพัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น อีกทั้งยังทรงเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และวางรากฐานสู่ความยั่งยืนให้แก่ผ้าไหมของไทย

การจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านนิทรรศการเทิดพระเกียรติ 3 โซนสำคัญ ได้แก่ โซน 1 พระแม่แห่งการอนุรักษ์ คืนลมหายใจให้แผ่นดินและสายน้ำ โซน 2 พระแม่แห่งการพัฒนา ส่งเสริมสตรีและวิถีเกษตร และโซน 3 พระแม่แห่งการห่วงใย ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อปวงประชา ยังมีการจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ภายใต้หัวข้อ “ชุดไทย ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติ” ที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียน “ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์กรยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งถือเป็นการสร้างการรับรู้และแรงบันดาลใจในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานและพระราชกรณียกิจที่สำคัญ ทั้งในด้านการพัฒนาด้านการเกษตร การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสตรีในชนบทให้ยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงานมากมาย อาทิ การจำหน่ายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าหัตถกรรมจากกลุ่มเกษตรกร/กลุ่มสตรีภายใต้โครงการพระราชดำริฯ การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย เป็นต้น

ในโอกาสนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอเชิญทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานสำคัญครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 ณ ลาน Parc Paragon ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้ง ร่วมกันสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานและพระราชกรณียกิจที่สำคัญให้คงอยู่สืบไป

พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, เทิดพระเกียรติ

‘C PROJECT’ เดสทิเนชั่นรวมแบรนด์ไทยชั้นนำ เชื่อมโยงแบรนด์ ไอเดีย แฟชั่นและบิวตี้ สู่คอมมูนิตี้มีสไตล์

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:04 น.

เมื่อ “สไตล์” ในวันนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เสื้อผ้าที่เราเลือกใส่ แต่ยังรวมถึงเมคอัพ บิวตี้ไอเทม และรายละเอียดต่างๆ ที่แต่ละคนเลือกมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน C PROJECT จึงเปิดตัวในฐานะแพลตฟอร์มออนไลน์แห่งใหม่สำหรับคนรักสไตล์ ที่เชื่อมโลกของแฟชั่นและบิวตี้เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านการคัดสรรแบรนด์ไทยที่มีเอกลักษณ์ ความคิด และเรื่องราวของตัวเอง เพื่อให้การค้นพบสไตล์ใหม่ๆ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการตามหาไอเทมชิ้นใหม่ แต่เป็นพื้นที่ของแรงบันดาลใจและการแสดงออกในแบบของแต่ละคน

จิรวัฒน์ ศรีเลื่อนสร้อย, ดนยา สุขะวิริยะ และจิรัฏฐ์ พรพนิตพันธุ์

ในฝั่งแฟชั่น C PROJECT รวบรวมแบรนด์ไทยชั้นนำมากกว่า 50 แบรนด์ อาทิ IC LAB, PONY STONE, HEIDI’S SECRET, Dry Clean Only, Calm Outdoors, Morph8ne, Urbanapparels, Palini, Cuppa.knit, S.V.S.S. และ The Only Market รวมถึงอีกหลากหลายแบรนด์ที่มีภาษาการออกแบบและเรื่องราวเฉพาะตัว ขณะเดียวกันยังขยายการค้นหาสไตล์ไปสู่โลกของบิวตี้ โดยเริ่มต้นกับ ACOCO และ Qloas Beauty สองแบรนด์ที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน เพื่อให้คนที่สนใจทั้งแฟชั่นและความงามสามารถเข้ามาค้นพบไอเดียและแบรนด์ใหม่ๆ ได้ในพื้นที่เดียวกัน

จิรัฏฐ์ พรพนิตพันธุ์, ธรรมรัตน์ โชควัฒนา และกานดา สายทุ้ม

สำหรับ C PROJECT คำว่า “สไตล์” จึงไม่ได้หมายถึงการแต่งตัวตามเทรนด์ล่าสุด แต่คือสิ่งที่ค่อยๆ เผยให้เห็นตัวตนของแต่ละคน ตั้งแต่เสื้อผ้าที่เลือกสวมใส่ วิธีการมิกซ์แอนด์แมทช์ ไปจนถึงเมคอัพและบิวตี้ไอเทมที่เลือกใช้ในแต่ละวัน การคัดเลือกแบรนด์จึงไม่ได้มองเพียงความนิยม แต่ให้ความสำคัญกับ ตัวตน แนวคิด ความเชื่อ และภาษาของแต่ละแบรนด์ เพื่อสร้างพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง แต่เชื่อมโยงกันด้วยจุดร่วมเดียวกัน คือความเป็นตัวเองที่ชัดเจน

จีระพักตร์ จีระวัฒนา เจ้าของแบรนด์ Morph8ne

มุมมองของ Curator ทั้งสองยังทำให้ C PROJECT ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรวบรวมสินค้า แต่เป็นเหมือนพื้นที่ที่ช่วยพาคนไปทำความรู้จักกับแนวคิดและเรื่องราวเบื้องหลังแต่ละแบรนด์ จิรัฏฐ์ พรพนิตพันธุ์ ดูแลการคัดสรรในมิติของแฟชั่น โดยมองไปไกลกว่าสิ่งที่กำลังอยู่ในกระแส ขณะที่ กานดา สายทุ้ม เข้ามาเติมเต็มมิติของบิวตี้ด้วยมุมมองที่ให้ความสำคัญทั้งคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ ผลลัพธ์ และคาแรกเตอร์ของแบรนด์ เปิดพื้นที่ให้ทั้งแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วและแบรนด์รุ่นใหม่ที่กำลังสร้างเส้นทางของตัวเองได้มาอยู่ร่วมกัน

ณัฐพงษ์ บุษบงษ์ เจ้าของแบรนด์ Calm Outdoors

ธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้ก่อตั้ง C PROJECT กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการแสดงออกถึงตัวตนของคนในวันนี้มีความหลากหลายมากขึ้น และแต่ละคนก็มีวิธีเลือกสิ่งที่สะท้อนตัวเองแตกต่างกันไป เสื้อผ้าและบิวตี้จึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่เราเลือกใช้ในแต่ละวัน แต่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้เราได้แสดงออกถึงความชอบ ความสนใจ และตัวตนของเรา C PROJECT จึงอยากสร้างพื้นที่ที่รวบรวมคนและแบรนด์ที่มีความรักในสิ่งเดียวกันไว้ด้วยกัน เราอยากให้คนเข้ามาที่นี่แล้วได้ค้นพบทั้งแบรนด์ใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ ส่วนแบรนด์ที่เข้ามาก็จะได้มีพื้นที่ในการเล่าเรื่องของตัวเองอย่างเต็มที่ และขณะเดียวกัน ICC ก็ยังได้นำความเชี่ยวชาญและ Ecosystem ที่มี เข้ามาช่วยเติมเต็มเบื้องหลังการเติบโตของแต่ละแบรนด์ ตั้งแต่การพัฒนาแบรนด์ การผลิต ไปจนถึงช่องทางการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ เพื่อให้แบรนด์ที่มีไอเดียโดดเด่นสามารถเดินทางไปได้ไกลยิ่งขึ้น”

นอกจากการเป็นพื้นที่แห่งการค้นพบ C PROJECT ยังตั้งใจสร้างโอกาสให้แบรนด์ได้รู้จัก แลกเปลี่ยนไอเดีย และต่อยอดไปสู่ความร่วมมือใหม่ๆ หนึ่งในนั้นคือการทำงานร่วมกับ The Only Market เพื่อพัฒนา Windy T-Shirt เสื้อยืดรุ่นยอดนิยมของแบรนด์ให้กลายเป็นคอลเลกชั่นพิเศษสำหรับ C PROJECT โดยเฉพาะ มีทั้งหมด 5 เฉดสี พร้อมปรับรายละเอียดงานสกรีนด้วยเทคนิค Tone-on-Tone และวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟผ่านช่องทางออนไลน์ของ C PROJECT เท่านั้น นอกจากนี้ยังเตรียมต่อยอดความร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นอย่าง PONY STONE และ HEIDI’S SECRET เพื่อสร้างสรรค์โปรเจกต์พิเศษร่วมกันในโอกาสต่อไป

ชานน ริกุลสุรกาน

จากโลกออนไลน์ C PROJECT ยังเตรียมต่อยอดสู่กิจกรรมสร้างสรรค์และป๊อปอัพในสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสตัวตนของแบรนด์อย่างใกล้ชิด พบปะ แลกเปลี่ยนมุมมอง และสนุกไปกับกิจกรรมที่เชื่อมโยงทั้งแฟชั่น บิวตี้ และไลฟ์สไตล์ โดยมุ่งให้ C PROJECT ค่อยๆ เติบโตจากพื้นที่แห่งการค้นพบแบรนด์ไทย สู่การเป็น คอมมูนิตี้และจุดนัดพบของผู้คนที่หลงใหลในสไตล์และเชื่อว่าการเป็นตัวเองไม่มีสูตรสำเร็จ

พบกับ C PROJECT ได้แล้ววันนี้ทาง Website: https://www.cproject.store/, Instagram: cproject.official.bkk, Facebook: C Project Bangkok และ TikTok: cproject.official.bkk

CPROJECT

กระทรวงศึกษาธิการ x โฟร์โมสต์ เดินหน้า “ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย” ปีที่ 6

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:44 น.

กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ในประเทศไทยและอินโดจีน จัดพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) เดินหน้าโครงการ “โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย” ปีที่ 6 (Foremost One Million Smiles 6th) ชูแนวคิด “สร้างทุกรอยยิ้ม…ให้มีความหมาย” เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปี ของโฟรโมสต์ในประเทศไทย โดยส่งมอบนมพร้อมดื่มยูเอชที โฟร์โมสต์ โอเมก้า 369 จำนวน 1,000,000 กล่อง ให้แก่เด็กไทยทั่วประเทศ สานต่อภารกิจในการส่งมอบโภชนาการที่ดีที่สุดให้กับเด็กผ่านผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มคุณภาพสูง โดยมุ่งหวังที่จะเติมเต็มโอกาส และส่งเสริมศักยภาพด้านโภชนาการที่ดีให้แก่เด็กไทยอย่างยั่งยืน

ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อความร่วมมือใน โครงการ “โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย”      ปีที่ 6 (Foremost One Million Smiles 6th) ได้รับเกียรติจาก ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนาม พร้อมด้วย ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569  ณ กระทรวงศึกษาธิการ

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการผนึกพลังกันอย่างเต็มกำลังของกระทรวงศึกษาธิการและโฟร์โมสต์ เพื่อร่วมสานต่อโครงการ “โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย” เป็นปีที่ 6 โดยการที่เยาวชนได้ดื่มนมนั้นไม่ใช่เพียงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน แต่เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้กับเด็กไทย ซึ่งรัฐบาลเองก็มีเป้าหมายที่อยากจะขยายโอกาสให้เด็กไทยในการเข้าถึงนมคุณภาพ กระจายไปถึงเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในกลุ่มโรงเรียนด้อยโอกาสหรือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เป็นการส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสมทุกช่วงวัย และแก้ไขภาวะทุพโภชนาการอย่างยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ โฟรโมสต์และภาคีพันธมิตรทุกภาคส่วน จะช่วยสร้างประโยชน์แก่เด็กไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่โฟรโมสต์เติบโตอยู่ในประเทศไทยมาแล้วกว่า 70 ปี และมีกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมไทยอยู่เสมอ

ด้าน ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ฟรีสแลนด์คัมพิน่า ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ ที่ดำเนินกิจการในประเทศไทยมาจนครบ 70 ปี ทำให้เราตระหนักถึงภารกิจในการนำจุดแข็งของโฟรโมสต์มา สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมไทยในระยะยาว เพราะเราเชื่อว่า การลงทุนที่ดีที่สุด คือการลงทุนในเด็กและเยาวชน ที่จะเติบโตเป็นพลังสำคัญของประเทศไทย ด้วยการสานต่อโครงการ “โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยปีนี้เราได้พันธมิตรหลักสำคัญ คือกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และภาคีพันธมิตร เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี หนุนช่วยภารกิจส่งมอบนม 1,000,000 กล่อง

จุดเด่นในปีนี้คือ การสร้างความร่วมมือระดับชาติเพื่อยกระดับการส่งมอบนมไปสู่เด็กไทย ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการให้เกียรติกับโฟรโมสต์เพื่อร่วมส่งเสริมพัฒนาการของเด็กไทยอย่างเป็นระบบ นอกเหนือจากการส่งมอบนมแล้วยังมีการติดตามภาวะโภชนาการ ลงพื้นที่สำรวจ เก็บข้อมูลชี้วัดการเจริญเติบโต การประเมินพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและเชาว์ปัญญา

นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับปลูกฝังเยาวชนไทยให้ตระหนักถึงเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ด้วยการให้ข้อมูลเรื่องการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ (Circular) เพราะทุกกล่องนมของโฟร์โมสต์สามารถนำไปรีไซเคิล และสร้างประโยชน์ต่อได้ด้วยการนำไปแปรรูปให้กลายเป็นเยื่อกระดาษ, โพลิเมอร์ และอลูมิเนียม สำหรับการนำไปใช้ต่อในรูปแบบต่างๆ

เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีของโฟร์โมสต์ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นกำลังสำคัญของการแบ่งปันและส่งมอบ “โภชนาการที่ดี” ให้เด็กไทยผ่านโครงการส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยปีที่ 6 เพียงซื้อนมโฟร์โมสต์ UHT ทุกรสชาติ 1 ลัง เราจะบริจาคนมโฟร์โมสต์ โอเมก้า 369 อีก 1 ลัง รวมสูงสุด 1,000,000 กล่อง ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ณ ร้านค้าพันธมิตรที่ร่วมรายการ เช่น Lotus, Big C, Tops, 7 Eleven, CJ, Makro และร้านค้าปลีกใกล้บ้าน เพราะ “รอยยิ้ม” ของเด็กไทย เริ่มต้นจากนมกล่องเล็กๆ ที่คุณเลือกดื่ม

ติดตามข่าวสารของโครงการ “โฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทย” ปีที่ 6 ได้ทางเว็บไซต์ www.foremostthailand.com และ Facebook :: ForemostThailand

กระทรวงศึกษาธิการ, โฟร์โมสต์

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปลุกกระแส ‘ริบบิ้นสีพีช’ Peach Power: พลังผู้หญิงไทย สู้ภัยมะเร็งมดลูก

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:42 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ต้อนรับเดือนแห่งวันแม่ด้วยการจัดแคมเปญเพื่อผู้หญิงปลุกกระแส ‘ริบบิ้นสีพีช‘ (Peach Ribbon) สัญลักษณ์สากลในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมบริการวิชาการสุขภาพด้านกลุ่ม โรคทางนรีเวช ประจำปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “Peach Power: พลังผู้หญิงไทย สู้ภัยมะเร็งมดลูก” โดยผนึกความร่วมมือกับ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และชวนสตรีไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพมดลูก ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนของโรค การเข้าถึงนวัตกรรม การตรวจ วินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งมดลูกอย่างครบวงจร ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโภชนาการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงอย่าง ยั่งยืน

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลิลาอุดมลิปิ

โดยมี รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลิลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และทีมแพทย์เฉพาะทาง ด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำโดย ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม (ศูนย์สุขภาพสตรี) โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, นพ.รวย กิตติคุณ ประธานคณะ ทำงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์, พญ.ฐานิตา เวชโช, พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมด้วย พญ.วทันยา คุวัฒนานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านโภชนศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และแขกรับเชิญพิเศษ ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการส่งเสริมองค์ความรู้และพลังแห่งการดูแลเพื่อยกระดับสุขภาวะสตรีไทยให้ปลอดภัยจากโรคมะเร็งมดลูกอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุม CONVENTION HALL ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ของมะเร็งมดลูก ว่าถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีแนวโน้มพบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ได้ตระหนักถึงความสำ คัญในการรับมือกับภัยเงียบนี้และได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูกขึ้น มีเป้าหมายสำคัญคือ “การยกระดับ มาตรฐานการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจรโดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยีและการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคน ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด” สืบสานพระปณิธานของ ศ.ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อ้ครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภา ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงจัดตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง ยกระดับการรักษามะเร็งให้ได้มาตรฐานสากล พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิชาการ ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้ทัดเทียมนานาประเทศ

ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์, ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร และนพ.รวย กิตติคุณ

ด้าน ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวแสดงเจตนารมณ์ถึงความร่วมมือในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกว่า มดลูกของผู้หญิงเปรียบเสมือน “ผลพีช” ที่สวยงามและสมบูรณ์ แต่บางผลพีชอาจต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ พลังสีพีช หรือ Peach Power จึงเป็นพลังแห่งการดูแล โดยราชวิทยาลัยฯ มุ่งมั่นสนับสนุนให้ผู้หญิงไทย “ฟังเสียงเตือนจากมดลูก” สังเกตความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอาการเลือดออกผิดปกติอย่าปล่อยผ่านเด็ดขาด พร้อมลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อหยุดมะเร็งมดลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร ปนัดดา วงศ์ผู้ดี พญ.ฐานิตา เวชโช และพญ.วทันยา คุวัฒนานนท์

ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ “Peach Power: Uterine Cancer Awareness Talk รู้ไว รักษาได้ นวัตกรรมขั้นสูงเพื่อหญิงไทยห่างไกลมะเร็งมดลูก” การเสวนาส่งเสริมการปรับพฤติกรรมและสร้างแรงบันดาลใจใน หัวข้อ เมื่อ ‘ความอ้วน’ ชวนมะเร็งมาทักทาย: ปรับโภชนาการ พลิกชีวิตใหม่ให้สตรอง” ปิดท้ายด้วยแขกรับเชิญพิเศษ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่มาร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจให้สตรีไทยลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง ปรับไลฟ์สไตล์และก้าวข้ามความอายเข้ารับ การตรวจเช็กสุขภาพนรีเวช พร้อมเปิดให้บริการพิเศษแก่สตรีกลุ่มเสี่ยงเข้ารับสิทธิ์ตรวจคัดกรองอัลตราซาวด์ทางนรีเวช ณ ศูนย์สุขภาพสตรี พร้อมรณรงค์ให้สตรีไทยร่วมรู้ทันและป้องกันภัยมะเร็งมดลูกไปกับกิจกรรม Peach Care นิทรรศการความรู้นวัตกรรมทางการแพทย์ โซนให้คำปรึกษาด้านสุขภาพสตรีและโภชนาการ และร่วมรณรงค์ ส่งต่อพลังความรู้และแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพมดลูก ผ่านกิจกรรม Voice of Peach Power

สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษาติดต่อได้ที่ ศูนย์สุขภาพสตรี อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน ชั้น 2 โซนโถงลิฟต์ A โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โทร 1118 ศูนย์สุขภาพสตรี กด 5266 หรืออัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพโดยเพิ่มเป็นเพื่อนกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทาง LINE OA @chulabhornhospital , Facebook โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ติดตามข่าวสารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ที่ www.cra.ac.th

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ริบบิ้นสีพีช

สิ้นสุดการรอคอยของสายสตรีท! อาดิดาส ปักหมุด “adidas Originals Factory Outlet” แห่งแรกในไทย

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:36 น.

อาดิดาส ประเทศไทย ยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งสำหรับผู้หลงใหลในแฟชั่นและวัฒนธรรมสตรีทแวร์ ด้วยการเปิด adidas Originals Factory Outlet แห่งแรกของประเทศไทย ณ ชั้น 1 บลูพอร์ต หัวหิน พื้นที่ที่รวบรวมสินค้า adidas Originals ไว้โดยเฉพาะ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงแฟชั่นและสนีกเกอร์ระดับไอคอนิกในราคาพิเศษตลอดทั้งปี

ความพิเศษของสาขาแห่งนี้ไม่ได้อยู่เพียงการเป็นเอาท์เล็ต แต่คือการเป็นพื้นที่ที่ถ่ายทอดตัวตนของ adidas Originals ได้อย่างครบถ้วน ภายใต้แนวคิดที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นตัวของตัวเอง และวัฒนธรรมสตรีท ผ่านสัญลักษณ์ Trefoil หรือโลโก้ใบไม้สามแฉกอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์คนรักสตรีทแฟชั่นโดยเฉพาะ

หนึ่งในไฮไลต์ที่หลายคนจับตามองคือการรวบรวมรองเท้ารุ่นไอคอนิกของ adidas Originals ไม่ว่าจะเป็น Samba, Gazelle, Superstar, Stan Smith และ Campus ซึ่งได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในหมู่คนรักแฟชั่นและนักสะสมสนีกเกอร์ทั่วโลก พร้อมวางจำหน่ายในราคาพิเศษแบบเอาท์เล็ต เปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยเล็งรุ่นโปรดไว้ ได้เป็นเจ้าของง่ายขึ้น

นอกจากรองเท้าแล้ว ภายในร้านยังคัดสรรเสื้อผ้าและแอ็กเซสซอรีจาก adidas Originals อย่างครบครัน ทั้งเสื้อยืด เสื้อแจ็กเก็ต เสื้อฮู้ดดี้ กางเกงสไตล์สตรีท กระเป๋า และไอเท็มสำหรับการมิกซ์แอนด์แมตช์ลุคในแบบของตัวเอง ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ชื่นชอบความคลาสสิกและผู้ที่หลงใหลในแฟชั่นสตรีทร่วมสมัย

การเปิด adidas Originals Factory Outlet ในครั้งนี้ ยังช่วยเติมเต็มประสบการณ์การช้อปของบลูพอร์ต หัวหิน ในฐานะ Lifestyle Destination ที่รวบรวมแบรนด์ระดับโลกและเติมเต็มประสบการณ์ด้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายไว้ในที่เดียว พร้อมตอบโจทย์ทั้งชาวหัวหิน นักท่องเที่ยวชาวไทย และนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ

  ไม่ว่าจะเป็นสาย Sneakerhead คนรักสตรีทแฟชั่น หรือผู้ที่กำลังมองหาไอเท็ม Originals คู่ใหม่ adidas Originals Factory Outlet พร้อมเปิดประสบการณ์การช้อปในราคาสุดคุ้มแล้ววันนี้ ที่ชั้น 1 บลูพอร์ต หัวหิน จุดหมายใหม่ของคนรักสตรีทแฟชั่นที่ไม่ควรพลาด