18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:41 น.

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สหสาขาวิชานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Innovative Engineering for Sustainability: IES) โดยมีนายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ พร้อมด้วยนายสยาม ช้างเนียม ผู้ช่วยปลัดกระทรวงฯ รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และศาสตราจารย์ ดร.เสวกชัย ตั้งอร่ามวงศ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์และประธานหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ณ อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และเพิ่มขีดความสามารถบุคลากรของกระทรวงฯ ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า ความร่วมมือภายใต้หลักสูตร IES มีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของกระทรวงฯ เนื่องจากเป็นหลักสูตรที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม นวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้าใจถึงการเติบโตที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับความท้าทายสำคัญของประเทศ ทั้งการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ข้อกำหนดด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมในเวทีระหว่างประเทศ การขยายตัวของเมือง การเพิ่มขึ้นของประชากร ตลอดจนวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2565–2568 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้บุคลากรของกระทรวงฯ เข้าศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวแล้ว 14 ราย และในปี พ.ศ. 2569 มีผู้ผ่านการคัดเลือกเพิ่มเติมอีก 8 ราย จากสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือทางวิชาการที่ต่อเนื่องและมุ่งพัฒนาบุคลากรให้สอดรับกับภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ทั้งนี้ ในช่วงท้าย ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ ได้กล่าวขอบคุณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณาจารย์ทุกท่านที่สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของกระทรวงฯ มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และพร้อมนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางวิชาการกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในรูปแบบต่าง ๆ โดยมุ่งนำองค์ความรู้ ผลงานวิจัย และนวัตกรรมที่มีศักยภาพมาต่อยอดเชิงนโยบายและขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน








สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย กิจกรรม รักป่า รักชุมชน รักบ้านเกิด รักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีการบำรุงรักษา ใส่ปุ๋ย พรวนดินต้นไม้บริเวณสวนสิงห์ดำ ในการนี้ นายภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัด นักเรียน นักศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยนาท เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว
นอกจากนี้มีกิจกรรมฐานการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1.กิจกรรม เรียนรู้ป่าเขาขยาย สืบสานการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. (อพ.สธ.) โดย วิทยากรครูแกนนำ จากโรงเรียนชัยนาทพิทยาคม และโรงเรียนวัดสิงห์
2.กิจกรรม ฐานการเรียนรู้สืบสานพระปณิธาน ความเป็นพลเมืองดีตามรอยพระยุคลบาทด้านการศึกษา จำนวน 7 ฐานการเรียนรู้ ได้แก่ ฐานการเรียนรู้ที่ 1 พระบรมราโชบายด้านการศึกษา จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 2 SDG4 และดนตรี รักษ์ป่า จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และนักดนตรีโรงเรียนอุลิตไพบูลย์ชนูปถัมภ์ , ฐานการเรียนรู้ที่ 3 เรารักสถาบัน จาก กอ.รมน.ชัยนาท โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ และครู ก.จังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 4 กิจกรรมการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จาก โรงเรียนชัยนาทพิทยาคม , ฐานการเรียนรู้ที่ 5 เทคโนโลยีเกษตรสู่เกษตรสร้างรายได้ จาก วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 6 ทักษะอาชีพสู่รายได้ที่ยั่งยืน จาก สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 7 รักษ์เขาขยายบรรยายผ่านกระเป๋าผ้า และดนตรี รักษ์ป่า จาก สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท และน้องๆ นักดนตรี จากวิทยาลัยเทคนิคชัยนาท
สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้นั้น มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบไปด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัดของจังหวัดชัยนาท ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาจากทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการภายในจังหวัดชัยนาท บุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท สมาชิกมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท และแขกผู้มีเกียรติ จำนวนกว่า 650 คน เข้าร่วมกิจกรรมฯ ครั้งนี้


ผศ.ดร.ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหาร Denla Group และผู้ช่วยผู้อำนวยการอนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษมประกาศเปิดตัว “Denla Learning Commons” ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) รูปแบบใหม่ของอนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม ที่ออกแบบขึ้นด้วยแนวคิดเพื่อสร้างโอกาสให้เด็กได้ค้นหาศักยภาพ ค้นพบความสนใจ และเติบโตผ่านประสบการณ์ที่หลากหลายในช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของชีวิต (6 เดือน – 6 ปี) โดยเชื่อมโยงพื้นที่ คุณครู หลักสูตร และการลงมือทำเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้น Denla Learning Commons จึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงอาคารแห่งใหม่ แต่เป็นพื้นที่ที่เด็กได้คิด ทดลอง สร้างสรรค์ สื่อสาร เล่น และลงมือทำ เพื่อค้นพบตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ “หน้าที่ของการศึกษา ไม่ใช่การกำหนดว่าเด็กควรเป็นอะไร แต่คือการสร้างโอกาสให้เด็กได้ค้นพบว่าตัวเองเป็นใคร เพราะเราเชื่อว่า การค้นหาศักยภาพไม่ควรรอจนเด็กโต”
ตลอดระยะเวลากว่า 47 ปี อนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม เป็นที่รู้จักในฐานะโรงเรียนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยและการเตรียมความพร้อมสู่โรงเรียนประถมชั้นนำ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนเชื่อว่าความสำเร็จของการเป็น Feeder School ที่ดีไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เด็กสอบเข้าได้ แต่เริ่มจากวันที่เด็กมีรากฐานการเรียนรู้ที่แข็งแรง ทั้งการคิดอย่างเป็นระบบ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความมั่นใจ และความกล้าที่จะตั้งคำถาม ซึ่งทักษะในโลกยุค AI ไม่ใช่เพียงความรู้ แต่คือความคิดสร้างสรรค์ ความเห็นอกเห็นใจ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับ Denla Learning Commons ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด Child Centered, Play-based และ Experiential Learning ประกอบไปด้วย 5 พื้นที่การเรียนรู้ไฮไลท์ ประกอบด้วย 1.Wonder Garden พื้นที่แห่งการคิดและสร้างสรรค์ผ่าน LEGO, Minecraft Education, ปั้นดิน, และกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และจินตนาการ 2.Sound Garden พื้นที่แห่งดนตรีและการแสดงออก ส่งเสริมสมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจ 3.Discovery Garden พื้นที่แห่งภาษาและการสื่อสาร ผ่าน Storytelling, Speech และ Thai Plus เพื่อพัฒนาการสื่อสารและการแสดงออก 4.Play Zone เมืองจำลองแห่งการเรียนรู้ ให้เด็กเรียนรู้การใช้ชีวิตผ่าน Role Play เช่น Café, Clinic, Fire Station, Supermarket และ Carpenter Workshop และ 5.Kids Club พื้นที่สำหรับเด็กวัย 6 เดือน ถึง 3 ปี ส่งเสริมพัฒนาการ ผ่านการเล่นและการเรียนรู้ร่วมกันกับผู้ปกครอง
สำหรับการเปิด Denla Learning Commons ครั้งนี้อนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม ใช้งบประมาณในการสร้างกว่า 25 ล้านบาทกับพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร และพร้อมเปิดใช้งานกรกฎาคม 2569 รองรับเด็กนักเรียนทุกคน “การศึกษาปฐมวัยในวันนี้ ไม่ได้แข่งขันกันว่าใครสอนมากกว่า แต่แข่งขันกันว่าใครเข้าใจเด็กมากกว่า และใครสามารถสร้างโอกาสให้เด็กแต่ละคนเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ Denla Learning Commons จึงไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านสถานที่ แต่เป็นการลงทุนกับประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะอยู่กับเด็กไปตลอดชีวิต” ผศ.ดร.ต่อยศ กล่าว



































