เปิดวาร์ป เนเน่ นางสาวไทยกาฬสินธุ์ เหยื่อหมอดูถอดจิต หลังเปิดใจหมดเปลือกในโหนกระแส

เปิดวาร์ป เนเน่ นางสาวไทยกาฬสินธุ์ เหยื่อหมอดูถอดจิต หลังเปิดใจหมดเปลือกในโหนกระแส

เปิดวาร์ป เนเน่ นางสาวไทยกาฬสินธุ์ เหยื่อหมอดูถอดจิต หลังเปิดใจหมดเปลือกในโหนกระแส

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.54 น.

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันที หลังจากรายการ โหนกระแส เปิดโปงเรื่องราวของนางงามสาวสวยที่ถูกหมอดูไสยเวทย์หลอกเงินไปหลักล้านบาท โดยอ้างพิธีกรรมดึงแฟนเก่ากลับมาและแก้เคล็ดเรื่องครอบครัว ทำเอาชาวเน็ตแห่เปิดวาร์ปจนพบว่าเธอคือ เนเน่ ณัฐไพลิน เจ้าของตำแหน่งนางสาวไทยกาฬสินธุ์ ประจำปี 2569 ที่กำลังถูกจับตามองทั้งในแง่ของความสวยและความเก่ง

เนเน่ หรือ นางสาวณัฐไพลิน สถิตพลธนานันท์ ปัจจุบันอายุ 23 ปี พื้นเพทางการศึกษาของเธอไม่ธรรมดา โดยสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนชื่อดังทางภาคเหนืออย่าง โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะคว้าปริญญาตรีจาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาได้สำเร็จ ถือเป็นนางงามที่มาพร้อมกับสมองและบุคลิกภาพที่โดดเด่น

เนเน่

ในปี 2569 เนเน่สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองด้วยการคว้าตำแหน่ง นางสาวไทยกาฬสินธุ์ 2569 มาครองอย่างสมศักดิ์ศรี พร้อมทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรม ผลักดัน Soft Power ของจังหวัดกาฬสินธุ์สู่สายตาชาวโลก ไม่ว่าจะเป็น การโปรโมตแหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์ให้ก้าวสู่มรดกโลก, การยกระดับผ้าไหมแพรวา ราชินีแห่งไหมให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ด้วยไหวพริบและการนำเสนอภายใต้แนวคิด Local to Global ส่งให้เธอทะลุเข้าสู่รอบ 11 คนสุดท้าย (Top 11 Finalists) ของเวทีการประกวดนางสาวไทยระดับประเทศในปีเดียวกัน

เบื้องหลังความสำเร็จบนเวที เนเน่ได้เปิดเผยเรื่องราวสุดช็อกผ่านรายการโหนกระแสถึงมรสุมชีวิตที่เกิดขึ้นหลังจากเลิกรากับแฟนเก่าเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเธอระบุว่าถูกเพื่อนสนิทสมัยมัธยมแนะนำให้รู้จักกับ อาจารย์ รายหนึ่ง ซึ่งอ้างว่ามีความสามารถพิเศษถึงขั้นถอดจิตได้และมีลูกศิษย์เป็นถึงคนดังและนักการเมือง

เนเน่

โดยอาจารย์รายนี้อ้างว่าบ้านของเนเน่มีสิ่งไม่ดี และดวงวิญญาณของคุณพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วยังไม่ไปผุดไปเกิด เริ่มมีการเรียกเก็บค่าทำพิธีครั้งแรก 50,000 บาท ก่อนจะขยับเป็น 100,000 บาท โดยอ้างว่าของมันแรงต้องใช้เงินแก้ และแนะนำให้บูชาตะกรุดราคา 9,999 บาท พร้อมอ้างปาฏิหาริย์ว่าแผ่นทองจะเปลี่ยนสีตามดวง และสามารถรับเคราะห์แทนเจ้าของได้

ช่วงนั้นตนยอมรับว่ามีสภาพจิตใจอ่อนแอจากการเลิกรา จึงยอมทำตามคำแนะนำ ต่อมาทางเพื่อนและอาจารย์ชี้ว่าสายขาวไม่ทัน ต้องใช้ทางลัด ด้วยการใช้น้ำมันพรายขวดละ 100,000 บาท รวมถึงเสนอขายในราคาสูงถึง 180,000 บาท ซึ่งเธอก็ตัดสินใจบูชา โดยหวังว่าแฟนเก่าจะกลับมา

เนเน่

อย่างไรก็ตาม เมื่อยังไม่เห็นผล อาจารย์ได้เสนอพิธีเรียกจิตดึงจิตเพิ่มอีก 300,000 บาท รวมถึงค่าอัปพื้นดวงอีก 200,000 บาท และค่าดำเนินการอื่น ๆ อีกหลายรายการ นอกจากนี้ยังแนะนำให้บูชา ปั้นเหน่ง ซึ่งอ้างว่าเป็นวิญญาณผู้หญิงเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในราคา 330,000 บาทต่อชิ้น โดยตนก็เชื่อบูชารวม 2 ชิ้น เป็นเงิน 660,000 บาท ทั้งชักจูงให้บูชาพระปิดตาเพิ่มเติม รวมมูลค่าหลักแสนบาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดสูญเงินไปกว่า 2.5 ล้านบาท แม้ยอมรับว่าไม่ได้เชื่อทั้งหมด แต่ยอมทำเพราะต้องการให้คนรักกลับมา

เหตุการณ์นี้ทำให้เนเน่ต้องสูญเงินสะสมไปเป็นจำนวนมาก ก่อนจะตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องราวเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคมว่า ความเชื่อและความศรัทธาหากขาดสติอาจกลายเป็นเครื่องมือให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสได้เสมอ

เนเน่
เนเน่

ขอขอบคุณภาพจาก อินสตาแกรม neyney.th

รอยเสด็จพระราชดำเนิน ร.5 ณ วัดคูเต่า อ.เมือง จ.สงขลา

รอยเสด็จพระราชดำเนิน ร.5 ณ วัดคูเต่า อ.เมือง จ.สงขลา

รอยเสด็จพระราชดำเนิน ร.5 ณ วัดคูเต่า อ.เมือง จ.สงขลา

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเป็น “มหาราชของชาติ” ในพระราชสมัญญา “พระปิยมหาราช”  ด้วยทรงเป็นที่รักของปวงพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ด้วยทรงคำนึงถึงทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร  และเพียรปัดเป่าแก้ไขให้ลุล่วง เปี่ยมสุข

ทรงใกล้ชิดกับประชาชน ผ่านการเสด็จประพาสไปยังท้องถิ่นต่างๆในประเทศไทย เพื่อดูแลทุกข์สุขของราษฏรของพระองค์“สงขลา” เป็นหัวเมืองสำคัญภาคใต้เมืองหนึ่ง ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือนบ่อยมาก  จากหลักฐานการบันทึก  ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จสงขลามากถึง 10 ครั้ง  ทั้งก่อนขึ้นครองราชย์และหลังขึ้นครองราชย์
การเสด็จเมืองสงขลา ครั้งสำคัญ  8 ครั้ง ได้แก่

ครั้งที่ 1 (พ.ศ.2414)  เสด็จเมืองสงขลาในเที่ยวกลับ  จากการเสด็จประพาสอินเดีย โดยพระองค์เสด็จขึ้นบกที่เมืองไทรบุรี (ปัจจุบันคือ รัฐเกดะฮ์ ประเทศมาเลเซีย)  จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินตามถนนไทรบุรี (กาญจนวนิช) สู่เมืองสงขลา กล่าวได้ว่า พระองค์คือพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่เสด็จพระราชดำเนินผ่านถนนไทรบุรี  โดยได้ลงเรือพระที่นั่งเสด็จกลับสู่พระนครจากเมืองสงขลานี่เอง

ครั้งที่ 2 (พ.ศ.2431) คราวที่พระองค์เสด็จประพาสแหลมมลายูทางชลมารค  ระหว่างทางเสด็จพระองค์ทรงแวะตรวจราชการ ณ เมืองและเกาะต่างๆ อาทิ เกาะเหล็ก เมืองชุมพร เกาะช่องอ่างทอง เกาะสมุย เกาะพงัน น้ำตกธารเสด็จ แหลมตะลุมพุก จนมาถึงปากอ่าวเมืองสงขลา ตลอดเส้นทางพระราชดำเนินของพระองค์ พระองค์ได้ไถ่ถามทุกข์สุขจากประชาชนอยู่ตลอด โดยการเสด็จในครั้งนี้ พระองค์ได้ทรงบันทึกเป็นจดหมายเหตุไว้ดังนี้

“…วันอาทิตย์ เดือน 9 แรม 11 ค่ำ เวลาเช้า 4 โมง 25 นาที ถึงปากน้ำเมืองสงขลา ทอดเรือพระที่นั่งหลังเกาะหนูห่างฝั่ง 60 เส้นเศษ หลวงวิเศษภักดีผู้ช่วยเมืองสงขลาลงมา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในเรือพระที่นั่ง กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระยาวิเชียรคีรี ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาป่วยเป็นฝีอรรคเนสันมาแต่เมืองแขก กลับมาถึงสงขลาได้ 4 วัน ถึง อนิจกรรม

…เสด็จพระราชดำเนินขึ้นบก ประทับแรมที่ค่ายหลวง ที่แหลมทราย เมืองสงขลา เวลาบ่ายโมงเศษ เสด็จโดยทางชลมารคไปขึ้นท่าหน้าจวนเมืองสงขลา…”การเสด็จประพาสของพระองค์ในครั้งนี้ ได้เสด็จพระราชดำเนินมายัง วัดมัชฌิมาวาส ทะเลสาบสงขลา ปากช่องแหลมทราย ป้อมเขาแดง ป้อมค่ายม่วง เกาะยอ ช่องเขาเขียว ปากจ่า และเกาะต่างๆในทะเลสาบสงขลา จนถึงเมืองพัทลุง พระองค์ยังเสด็จขึ้นไปนมัสการพระเจดีย์บนเขาตังกวนอีกด้วย

ครั้งที่ 3 (พ.ศ.2433) ครั้งนี้พระองค์เสด็จมาเฉพาะตัวเมืองสงขลา และวัดมัชฌิมาวาสเท่านั้น

ครั้งที่ 4 (พ.ศ.2439) คราวที่พระองค์เสด็จกลับจากเกาะชวา ได้เสด็จที่วัดมัชฌิมาวาส ซึ่งเป็นวัดโบราณที่พระองค์ เสด็จพระราชดำเนินเยือนทุกครั้ง ที่เสด็จถึงเมืองสงขลา

ครั้งที่ 5 (พ.ศ.2441) พระองค์เสด็จขึ้นบนเขาตังกวน เพื่อประทับพักผ่อนพระอิริยาบถบนศาลาที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ทรงนมัสการเจดีย์บนยอดเขา และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างประภาคารบนเขาตังกวน เมื่อปี พ.ศ.2440  อีกทั้งพระองค์ได้ประทับรถม้าพระที่นั่งถึงสวนพระยาวิเชียรคีรีที่สวนวัฒฑีวัน หรือสุสานสวนตูลในปัจจุบัน

ครั้งที่ 6 (พ.ศ.2443) พระองค์เสด็จเมืองสงขลาและวัดมัชฌิมาวาส  การเสด็จประพาสครั้งนี้  พระยาสงขลา (ชม) ได้มีการสร้างถนนรับเสด็จ ตั้งแต่บริเวณหน้าศาลาว่าการมณฑลนครศรีธรรมราช (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลาในปัจจุบัน) จนถึงแหลมทราย พระองค์จึงพระราชทานนามถนนสายนี้ว่า “ถนนวิเชียรชม” เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้สร้าง
ครั้งที่ 7 (พ.ศ.2444) พระองค์เสด็จประพาสชวาครั้งที่ 3 โดยเรือพระที่นั่งทอดสมอที่เกาะหนู พระองค์พระราชทานเงินสำหรับปฏิสังขรณ์สุเหร่า  และเสด็จไปตามถนนสายในถึงวัดมัชฌิมาวาส ผ่านวัดดอนแย้ วัดเลียบ ตลาดริมน้ำ ฯลฯ  ได้เสด็จเยี่ยมเยือนราษฎรในเมืองสงขลา ณ จุดต่างๆ เมื่อเสร็จสิ้นพระราชกิจ ก็ลงเรือพระที่นั่งหน้าจวน และเสด็จนิวัตพระนคร

ครั้งที่ 8 (พ.ศ.2448) การประพาสครั้งนี้ พระองค์เสด็จไปถึงอำเภอสทิงพระ และเสด็จพระราชดำเนินทรงสดับปกรณ์พระศพพระยาสงขลา ทอดพระเนตรเห็นศาลเจ้าจีน และถนนตัดใหม่ระหว่างเขาตังกวน และเขาน้อย
ที่ “วัดคูเต่า” ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ยังปรากฏร่องรอยและเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับการเสด็จประพาสของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ผ่าน “สะพานแขวนวัดคูเต่า” ว่า สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อายุนับร้อยปี ได้รับการบูรณะจนแล้วเสร็จโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จนสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ และยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้เกือบทั้งหมด โดยยังใช้เสาตอม่อคอสะพานเดิมทั้งสองฝั่ง เปลี่ยนเฉพาะลวดสลิง และไม้ที่เป็นทางเดินเท่านั้น

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในยุคของนายนิพนธ์ บุญญามณี ใช้งบประมาณในการบูรณะทั้งสิ้น 2 ล้านบาท หลังจากที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี และชาวบ้านได้เรียกร้องให้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าหลวง ที่ทรงให้สร้างสะพานแขวนแห่งนี้ขึ้น  เมื่อครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จประพาสเมืองสงขลา ทรงล่องเรือผ่านคลองอู่ตะเภา และเห็นถึงความเดือดร้อนในการเดินทางข้ามไปมาของประชาชนทั้ง 2 ตำบล จึงให้สร้างสะพานแขวนขึ้นเพื่อความสะดวก

จากอักษรที่จารึกอยู่ที่ฐานของสะพานระบุว่า ได้เริ่มสร้าง เมื่อวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 9 ค่ำ ปีมะเส็ง ต่อท้ายด้วยคำภาษาอังกฤษที่เขียนว่า LONG 96 เป็นความทรงจำ และความประทับใจของชาวบ้านมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่รับรู้กันจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานว่า เป็นสะพานแขวนของ ร.5

วัดคูเต่าเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดสงขลา ตั้งอยู่ริมคลองอู่ตะเภาก่อนออกสู่ทะเลสาบสงขลา สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยพระอุปัชฌาย์แก้วประมาณปี พ.ศ. ๒๒๙๙ ในที่ดินเป็นของนายสร้าง ซึ่งเป็นชาวจีนมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในตำบลคูเต่า และได้หยุดสร้างอยู่ระยะหนึ่ง เนื่องจากพระอุปัชฌาย์แก้วมรณภาพลง

ต่อมาอุปัชฌาย์หนูได้ดำเนินการสร้างต่อจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ โดยเฉพาะพระอุโบสถซึ่งมีความกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๔ เมตร โครงสร้างก่ออิฐถือปูนและล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีเจดีย์ทั้ง ๔ มุมกำแพง องค์เจดีย์กว้างและยาวองค์ละ ๒ เมตร สูง ๗ เมตร มีซุ้มประตู ๓ ประตู  โดยที่ซุ้มประตูก่ออิฐถือปูนขาว ยอดเป็นจัตุรมุขแกะลายกนก และซุ้มสีมาลายกนก หน้าบันเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณพระพรหมทรงหงส์ มีลายกนก และรูปสัตว์ประกอบสวยงามวิจิตรบรรจงอย่างมาก

ในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องประวัติพระเวสสันดรชาดก เขียนโดยช่างพื้นบ้านภาคใต้ ซึ่งเป็นชาวบ้านในแถบนั้น

เนื่องจากที่ตั้งวัดเดิมเป็นที่ลุ่มและเป็นที่อาศัยของเต่าเป็นจำนวนมากชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “วัดสระเต่า” ต่อมามีชาวจีนเข้ามาทำมาหากินบริเวณสองฟากของคลองอู่ตะเภามากขึ้น จนบริเวณริมน้ำเกิดเป็นหมู่บ้านขึ้น ประกอบกับที่ตั้งวัดเดิมทางสัญจรไม่สะดวก จึงได้ย้ายวัดมาตั้งในที่ปัจจุบันนี้  

ชาวบ้านร่วมกันขุดคูขึ้นทางทิศเหนือของวัดที่เชื่อมติดกับลำคลองอู่ตะเภา และขุดยาวไปทางทิศตะวันตก  พอให้เรือเล็กแล่นผ่านไปมาได้ในฤดูฝน ในบริเวณคูน้ำมีเต่ามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียก “คูเต่า” และเรียกวัดสระเต่าเดิมว่า “วัดคูเต่า” แทน

จิตรกรรมฝาผนังเรื่อง “พระเวสสันดร” ในโบสถ์นั้น มีเสน่ห์แบบท้องถิ่นใต้ ที่หาดูได้ยาก โดยเฉพาะการเขียนภาพตัวละคร “ชูชก” เหมือนตัวหนังตะลุง  ซึ่งพระอธิการถาวร ถาวโร เจ้าอาวาสวัดคูเต่ารูปที่ 6 เล่าว่า  จิตรกรรมเหล่านี้น่าจะวาดขึ้นในราวปี พ.ศ.2348 เป็นต้นมา (ในยุคของพระอาจารย์แก้วเจ้าอาวาสรูปที่ ๒)โดยใช้ชาวบ้านที่เป็นช่างศิลป์ในพื้นที่เป็นผู้วาดทั้งหมด  สีที่ใช้ในการระบายก็ได้มาจากธรรมชาติ เช่น เปลือกไม้ รากไม้ เป็นต้น

นอกจากนี้ สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่มีอายุหลายร้อยปีภายในวัด ทั้งกุฏิและศาลาต่างๆ ก็ถือเป็นมรดกตกทอดทางศิลปกรรมที่ทรงคุณค่า  จน ศาลาการเปรียญ (ศาลาเรียน) วัดคูเต่า ได้รับรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจาก UNESCO ปี 2554 ที่โดดเด่นด้วยการใช้ไม้ต่อสลักแบบโบราณ หลังคาทรงมะนิลา มุงกระเบื้องดินเผา มีลายปูนปั้นที่หน้าบันด้วย  หากใครได้ไปเยือนจังหวัดสงขลา โปรดหาเวลาไปสัมผัสกลิ่นอายทางประวัติศาสตร์เมืองสงขลา ที่วัดคูเต่าแห่งนี้ด้วย  เพื่อสัมผัสรอยพระยุคลบาทของมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระปิยมหาราช” ของปวงชนชาวไทย.

สมมงที่สุด! ‘Golden’ จาก KPop Demon Hunters คว้ารางวัล ‘ออสการ์’

สมมงที่สุด! ‘Golden’ จาก KPop Demon Hunters คว้ารางวัล ‘ออสการ์’

สมมงที่สุด! ‘Golden’ จาก KPop Demon Hunters คว้ารางวัล ‘ออสการ์’

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

ในที่สุด “Golden” เพลงประกอบแอนิเมชันเรื่องดัง KPop Demon Hunters จาก Netflix ก็สามารถคว้ารางวัลใหญ่อย่าง Best Original Song จากเวทีออสการ์ 2026 ได้อย่างสวยงามแบบไม่พลิกโผ โดย “Golden” เป็นเพลง K-Pop เพลงแรกที่ได้รางวัลออสการ์ รวมถึงตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รางวัล Best Animated Feature Film ไปครองอีกด้วย เรียกได้ว่าสมมงทั้งภาพยนตร์และเพลงประกอบกันเลยทีเดียว

นอกจากสามสาวผู้ให้เสียงร้อง HUNTR/X ทั้ง EJAE, Audrey Nuna และ Rei Ami จะได้ขึ้นแสดงสดเพลง “Golden” บนเวทีออสการ์เป็นครั้งแรก ท่ามกลางเหล่านักแสดงที่ร่วมกับถือแท่งไฟ สัญลักษณ์และสีสันของวงการเพลง K-Pop ด้วยกันทั้งฮอลล์แล้ว EJAE ยังได้ขึ้นไปรับรางวัลบนเวทีพร้อมกับทีมแต่งเพลง และได้กล่าวสปีชรับรางวัลสุดประทับใจเอาไว้ด้วยว่า

ตอนเด็ก ๆ ผู้คนมักล้อเลียนฉันที่ชอบ K-Pop แต่ตอนนี้ทุกคนกลับร้องเพลงของพวกเราและร้องตามเนื้อเพลงภาษาเกาหลีทั้งหมด รางวัลนี้จึงไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จ แต่มันคือเรื่องของความเข้มแข็งและการไม่ยอมแพ้

ก่อนหน้านี้ เพลง “Golden” คว้ารางวัล Best Original Song – Motion Picture จากเวที Golden Globe Awards และรางวัล Best Song Written for Visual Media จาก Grammy Awards โดยเป็นเพลง K-Pop เพลงแรกที่ได้รับรางวัลจากทั้งสองเวทีนี้อีกด้วย นับว่าทุกพื้นที่ทั่วโลกในขณะนี้ มีแต่ “Golden” ของจริง และแน่นอนว่ายังมีอีกหลายเวทีที่ “Golden” เตรียมคว้ารางวัลอีกเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปีนี้

ดาวเด่นสายเอ็นฯ โฟร์เอส ปักหมุดเพลงมันส์ 4ดาวรุ่งคัดเพลงเอกประชันไมค์รอบลึกสุดหิน

ดาวเด่นสายเอ็นฯ โฟร์เอส ปักหมุดเพลงมันส์ 4ดาวรุ่งคัดเพลงเอกประชันไมค์รอบลึกสุดหิน

ดาวเด่นสายเอ็นฯ โฟร์เอส ปักหมุดเพลงมันส์ 4ดาวรุ่งคัดเพลงเอกประชันไมค์รอบลึกสุดหิน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

ปักหมุดความสนุกสำหรับสายโจ๊ะบนเวทีคอนเสิร์ต “ชุมทางดาวทอง” สัปดาห์นี้ยังคงยกเวทีให้กับกลุ่มศิลปินค่ายใหญ่โฟร์เอส นำทีมโดย “หมอนทอง โฟร์เอส”, “ผักบุ้ง หิมพานติ์”, “นมสด โฟร์เอส” และ “มายมิ้นท์ โฟร์เอส” ที่แท็กทีมกันมาเสิร์ฟหลากบทเพลงที่แฟนเพลงคุ้นหู อาทิ ใครหนอจะรอคนเศร้า, เพชรร่วงในสลัม, ไอ้หนุ่มตังเก และ หนูเพิ่งรู้ ขอเชิญแฟนๆ เตรียมขยับแข้งขยับขา ร้องเล่นเต้นตามดาวเด่นสายเอ็นฯที่มารวมตัวกันแน่นเวที

ส่งท้ายปลายสัปดาห์นี้ เปิดสังเวียนประชันไมค์เดือด! กับการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งระดับมาตรฐาน GLO Miracle Music ซีซั่น 2 ที่เดินทางมาถึงรอบตัดเชือกสุดหินของ 4 สาวดาวรุ่งโชว์พลังหญิง “นิว สวิตตา” จ.อ่างทอง, “แก้มอุ่น ปฏิญญา” จ.เชียงใหม่, “โบว์ ธมลวรรณ์” จ.ชัยนาท และ “กุ๊บกิ๊บ บุญญฉัตร” จ.สตูล ที่ต้องคัดสรรเพลงเด็ด และอินเนอร์มาสู้กันผ่านบทเพลงลูกทุ่งสุดคลาสสิก อาทิเพลง น้ำตาน้องเพ็ญ, จำเสี่ยงเลี้ยงพ่อ, ตะวันลับฟ้า งานนี้มี 3 สาวที่ได้ไปต่อ และต้องมี 1 สาวที่ต้องโบกมืออำลา! .. รอลุ้นพาเพลินกับผลงานเพลงลูกทุ่งคุณภาพได้ในรายการ “ชุมทางดาวทอง” ทางช่อง 7HD กดหมายเลข 35 หรือชมผ่านออนไลน์ที่เพจเฟสบุ๊ค Ch7HD ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 26 และศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป สามารถดูย้อนหลังได้ที่ http://www.bugaboo.tv, Youtube Channel 7 Star Studio และเฟสบุ๊คแฟนเพจhttps://www.facebook.com/chumtangdaotong/ พร้อมสุขสนุกไปด้วยกันทุกที่

‘ดารา-อินฟลู’อบอวลด้วยกำลังใจ Global Empower Awards 2026 ยกย่องคนคุณภาพวงการบันเทิง

'ดารา-อินฟลู'อบอวลด้วยกำลังใจ Global Empower Awards 2026 ยกย่องคนคุณภาพวงการบันเทิง

‘ดารา-อินฟลู’อบอวลด้วยกำลังใจ Global Empower Awards 2026 ยกย่องคนคุณภาพวงการบันเทิง

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.56 น.

อีกหนึ่งวันที่เต็มไปด้วยความหมายและความภาคภูมิใจของคนในวงการบันเทิง สำหรับงาน Global Empower Awards 2026 เวทีประกาศรางวัลที่จัดขึ้นอย่างอบอุ่นและสง่างามโดย สำนักข่าว The Viral Hits ณ โรงละครคาลิปโซ่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการแสดงความยินดีและมีพลังบวกจากบุคคลในแวดวงบันเทิง สื่อ และคอนเทนต์สร้างสรรค์ที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวันสำคัญครั้งนี้ อาทิ เบิ้ล ปทุมราช, พูห์ กฤติน-พาเวล นเรศ,  ป๊ายปาย โอริโอ้, อันดา-ลูกแก้ว, เอ ศุภชัย, ต้า อธิวัตน์, หน่อง อรุโณชา, มอสมาย, บุญรอด, กตัญญู, ฟลุ๊ค กะล่อน, เรียวตะ, เอวา ปวรวรรณ, ลิซ่า อลิชา, เอส คมกฤษ, พิซซ่ามูฟวี่, ปาร์ตี้ฟีลกู้ด, กฤษ บุญยะเลี้ยง, น้ำผึ้ง ณัฐริกา, ชมพู่ ก่อนบ่าย และอีกมากมายถึงแม้งานจะเปล่งประกายด้วยสีสันของวงการบันเทิง ทั้งศิลปิน นักแสดง ผู้ผลิต ผู้กำกับ ครีเอเตอร์ และอินฟลูเอนเซอร์จากหลากหลายแขนง แต่หัวใจสำคัญของ Global Empower Awards 2026 ในปีนี้กลับชัดเจนยิ่งกว่านั้น เพราะนี่ไม่ใช่เพียงเวทีแห่งเกียรติยศ หากแต่เป็นเวทีที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อส่งต่อกำลังใจ ยกย่องความมุ่งมั่นและมองเห็นคุณค่าของคนทำงานคุณภาพอย่างแท้จริง

แมกซ์-ภัทรกฤต ดวงสนิท เผยว่า  “เวทีนี้อยากเป็นกำลังใจให้คนคุณภาพในวงการ Global Empower Awards 2026 เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่เราอยากให้มีอีกหนึ่งเวทีที่คอยมองเห็นและยกย่องคนที่ตั้งใจทำงานจริง ๆ ในวงการบันเทิง สื่อ และคอนเทนต์สร้างสรรค์ เพราะเราเชื่อว่าความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดจากกระแสเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากคุณภาพ วินัย ความรับผิดชอบ และความพยายามที่แต่ละคนใส่ลงไปในผลงาน และเป้าหมายสำคัญในการทำหน้าที่เป็น “กำลังใจ” ให้กับทั้งคนเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ที่ทุ่มเทสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เราอยากให้งานนี้เป็นเหมือนพื้นที่แห่งการยืนยันว่า คนที่ทำงานดี มีความสามารถ และคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น สมควรได้รับการชื่นชมอย่างจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักแสดง ผู้ผลิต ผู้กำกับ สื่อ หรือครีเอเตอร์ ทุกคนล้วนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง และเราอยากให้เวทีนี้เป็นหนึ่งในแรงสนับสนุนเล็ก ๆ ที่ช่วยเติมกำลังใจให้พวกเขาเดินหน้าต่อไปอย่างภาคภูมิ เราอยากให้ Global Empower Awards เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ทำให้คนในวงการรู้ว่า สิ่งที่พวกเขาทำมีความหมาย และยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวงการบันเทิงไทยและซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้ก้าวต่อไปอย่างสง่างาม”

โดยความพิเศษของงานในปีนี้ อยู่ที่การคัดสรรบุคคลและผลงานจากหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ ภาพยนตร์ ดนตรี รายการโทรทัศน์ สื่อคุณภาพ ไปจนถึงคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ ซึ่งล้วนเป็นตัวแทนของคนทำงานที่ใช้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างผลงานที่มีพลัง และเมื่อชื่อของผู้ได้รับรางวัลแต่ละสาขาถูกประกาศออกมา สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนไม่ใช่เพียงเสียงปรบมือแห่งความยินดี แต่คือความรู้สึกร่วมของคนทั้งงานว่าการได้รับการมองเห็นในฐานะ “คนคุณภาพ” นั้นมีความหมายอย่างยิ่ง

โดยผลผู้ได้รับรางวัล Global Empower Awards 2026 มีดังนี้

BEST SERIES BOY LOVE AWARD — Goddess Bless You From Death สิงสาลาตาย

BEST SERIES GIRL LOVE AWARD — Queendom ซ่อนใจไว้ที่เธอ

BEST VIRAL GL COUPLE AWARD — ANDA – LOOKKAEW

BEST VIRAL BL COUPLE AWARD — POOH – PAVEL

BEST DRAMA SERIES AWARD — Decalcomania ทวิญ ร่างฉันวิญญาณเธอ

BEST FEATURE FILM AWARD — My Boo 2 อนงค์ 2.. สามสี่ชาติ

BEST DIRECTOR AWARD — PHONTHARIS CHOTKIJSADARSOPON

BEST MUSIC GROUP AWARD — ASIA7

BEST FEMALE SOLO ARTIST AWARD — ZOM MARIE

BEST MALE SOLO ARTIST AWARD — Jaonaay

OUTSTANDING VIRAL MUSIC ARTIST AWARD — PHUWASIT ANANBHORNSIRI

BEST LUK THUNG ARTIST AWARD — BLE PATUMRACH

BEST ENTERTAINMENT PROGRAM AWARD — THE WALL SONG (ร้องข้ามกำแพง)

OUTSTANDING DRAMA & SERIES PRODUCER AWARD — SUPPACHAI SRIVIJIT

BEST FILM PRODUCTION AWARD — M STUDIO

BEST DRAMA & SERIES PRODUCER SUPPORTING THE THAI ENTERTAINMENT INDUSTRY AWARD — ARUNOSHA BHANUPAN

OUTSTANDING CONTRIBUTOR TO THAI THEATRE AWARD — TAKONKIET VIRAVAN

EXCELLENCE IN CREATIVE MEDIA AWARD — Thai PBS

ARTIST DRIVING THAI SOFT POWER AWARD — KT KRATAE (Tare Boonyaliang)

BEST VIRAL ACTRESS AWARD — LISA ALLYSSA

BEST MALE ACTOR AWARD — ATIWAT SAENGTIEN

BEST FEMALE ACTRESS AWARD — Jackie Jacqueline

BEST MODEL AWARD — FLUK KARON

BEST VIRAL TRENDSETTER AWARD — MOSJOOKQS (มอสมัดจุ๊ก)

BEST SOCIAL MEDIA INFLUENCER AWARD — CHATNAPHA KHIAOKHAM (Paipai)

BEST YOUTUBE CHANNEL AWARD — KATANYU TONIGHT

BEST CONTENT CREATOR & INFLUENCER AWARD (Lifestyle Content) — RYOTA IN THAILAND

BEST CONTENT CREATOR & INFLUENCER AWARD (Entertainment Content) — PARTYFEELGOOD (ปาร์ตี้ นักพากย์ฟีลกู้ด)

BEST CONTENT CREATOR & INFLUENCER AWARD (Creative Review Content) — PIZZAMOVIE

Best TikTok content creator Award — Sunflowava

Global Empower Awards 2026 มากกว่าคำว่าการเฉลิมฉลอง เพราะสิ่งที่งานนี้มอบให้ไม่ได้มีเพียงถ้วยรางวัลหรือเสียงปรบมือ แต่คือการยืนยันว่าความตั้งใจที่ดีมีความหมายและคนที่สร้างสรรค์ผลงานด้วยคุณภาพสมควรได้รับกำลังใจจากสังคมความหมายที่แท้จริงที่สุดของคำว่า Global Empower การใช้เวทีหนึ่งเวทีเพื่อมอบพลังใจให้กับคนคุณภาพของวงการอย่างแท้จริง

#TheViralHits

#GlobalEmpowerAwards2026

#GEA2026

ธรรมนัส ส่งสารถึงรัฐบาลใหม่ ชี้วิกฤตโลกซ้ำเติมเกษตรกร ชง 3 มาตรการเร่งด่วน

ธรรมนัส ส่งสารถึงรัฐบาลใหม่ ชี้วิกฤตโลกซ้ำเติมเกษตรกร ชง 3 มาตรการเร่งด่วน

ธรรมนัส ส่งสารถึงรัฐบาลใหม่ ชี้วิกฤตโลกซ้ำเติมเกษตรกร ชง 3 มาตรการเร่งด่วน

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.50 น.

24 มีนาคม 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำทางการเมืองด้านภาคเกษตร กล่าวถึงรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และสะเทือนถึงภาคเกษตรกรรมของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า สิ่งที่เกษตรกรไทยกำลังเผชิญคือต้นทุนชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ปุ๋ย และค่าขนส่ง ซึ่งล้วนเป็นภาระโดยตรงต่อชาวนาและเกษตรกรที่อยู่ฐานรากของประเทศ พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนวทาง “Smart & Hard” ให้รัฐบาลใช้เป็นหลักคิดในการแก้ปัญหา โดยต้อง “อ่านเกมโลกให้ขาด” ควบคู่กับ “การตัดสินใจที่เด็ดขาด” เพื่อรับมือกับวิกฤตอย่างทันท่วงที

ผมขอเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลควรดำเนินการทันที ได้แก่

1.ปฏิรูปโครงสร้างปุ๋ย มุ่งลดต้นทุนทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการแจกจ่าย โดยเสนอให้ใช้กลไกความร่วมมือรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อจัดหาปุ๋ยราคาถูก

2.บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งพื้นที่ชลประทานและนอกชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในภาคเกษตร

3.แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อให้เกษตรกรมีสิทธิ์เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง และสามารถใช้ที่ดินเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน

ร.อ.ธรรมนัส ยังเน้นย้ำว่า เกษตรกรคือ “กระดูกสันหลังของประเทศ” ไม่ใช่กลุ่มที่ต้องรอความช่วยเหลือ แต่ต้องได้รับการเสริมสร้างศักยภาพ ทั้งด้านสถาบัน อำนาจต่อรอง และคุณภาพชีวิตที่มั่นคง และขอเรียกร้องให้ข้าราชการปรับบทบาทในการทำงานในภาวะวิกฤต โดยต้องทำงานอย่างรวดเร็ว กล้าตัดสินใจ และลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเตือนว่า ความล่าช้า คือความเสียหายของชีวิตประชาชน

ศาลสั่งนับโทษต่อ! อาย กันต์ฤทัย โดนอีกคดี ม.112 รวมคุก 15 ปี

ศาลสั่งนับโทษต่อ! อาย กันต์ฤทัย โดนอีกคดี ม.112 รวมคุก 15 ปี

ศาลสั่งนับโทษต่อ! อาย กันต์ฤทัย โดนอีกคดี ม.112 รวมคุก 15 ปี

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.35 น.

24 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลอาญาพิพากษาคดี ม.112 คดีที่สองของ “อาย กันต์ฤทัย” กรณีโพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความเมื่อปี 2565 ลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน โดยให้นับโทษต่อจากคดีแรก”

พร้อมทั้งโพสต์ข้อความในคอมเมนต์ ระบุว่า “คดีที่สองของ “อาย กันต์ฤทัย” นี้มี อานนท์ กลิ่นแก้ว จากกลุ่ม ศปปส. เป็นผู้กล่าวหา จากการโพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ เมื่อปี 2565 ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน พร้อมสั่งให้นับโทษต่อจากคดีแรกก่อนหน้านี้ ซึ่งถูกศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 8 ปี 48 เดือน หากรวมโทษสองคดี อยู่ที่จำคุก 10 ปี 60 เดือน (หรือประมาณ 15 ปี)”

ย้ายที่นั่งแต่คนเดิม! สมชัย ชี้รัฐบาลคิดผิด ตั้งเลขาฯกฤษฎีกา นั่งรองนายกฯ

ย้ายที่นั่งแต่คนเดิม! สมชัย ชี้รัฐบาลคิดผิด ตั้งเลขาฯกฤษฎีกา นั่งรองนายกฯ

ย้ายที่นั่งแต่คนเดิม! สมชัย ชี้รัฐบาลคิดผิด ตั้งเลขาฯกฤษฎีกา นั่งรองนายกฯ

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

24 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แต่งตั้งรองนายกด้านกฎหมายคนใหม่ รัฐบาลไม่ได้กำไร คนมาใหม่อาจขาดทุน

ไม่ว่าเหตุผลของการไม่ได้ไปต่อของ อ.บวรศักดิ์ จะมาจากเขาไม่เอาหรือไม่อยากไปต่อเอง แต่การตั้งเลขาธิการกฤษฎีกามาเป็นรองนายกที่ดูด้านกฎหมายนั้น รัฐบาลไม่ได้กำไรอะไรเลย

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลอยู่แล้ว เลขาธิการกฤษฎีกา ก็อยู่ในที่ประชุม ครม.ทุกครั้ง อยากรู้อะไร ก็ขอให้กฤษฎีกาให้ความเห็นในเชิงกฎหมายได้ ต้องสนองตอบรัฐบาลแบบเต็มที่อยู่แล้ว หรือว่า ไม่ตั้งเป็นรองนายก จะไม่ปฏิบัติงานเต็มกำลังความสามารถ

การตั้งเลขาธิการกฤษฎีกา มาเป็นรองนายก จึงหมายถึงการย้ายที่นั่งจากข้าง ๆ แถวหลัง มาข้างหน้า โดยคนเป็นคนเดิม และแทนที่จะมีใครอีกคนที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในฐานะรองนายก คอยสอบทานความเห็นของกฤษฎีกา

ส่วนเจ้าตัวที่มา เป็นเกียรติประวัติแก่ชีวิตที่มาตำแหน่งรองนายก ฯ แต่ อายุราชการอีก 3 ปี อาจเป็นผลดีต่อชีวิตระยะยาวหรือไม่ และถ้าอยู่ได้ไม่กี่เดือน เขาเบื่อ เขาเปลี่ยนอีก จะคุ้มหรือไม่

แต่ที่แน่ ๆ คนในกฤษฎีกา อาจดีใจ เพื่อได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นอีกหลายคน หลายระดับ แบบคนนึงไป อีกหลายคนก็เลื่อนต่อ ๆ กัน

กมธ.วุฒิสภาฯ มติเอกฉันท์ ชงรัฐบาลยกเลิก MOU 2543 ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง

กมธ.วุฒิสภาฯ มติเอกฉันท์ ชงรัฐบาลยกเลิก MOU 2543 ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง

กมธ.วุฒิสภาฯ มติเอกฉันท์ ชงรัฐบาลยกเลิก MOU 2543 ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

“กมธ.วุฒิสภาฯ”มีมติเอกฉันท์ ชง”รัฐบาล”ยกเลิก”MOU 2543” ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง-ขัดรัฐธรรมนูญไทย “สว.นพดล”มองผ่านมา 26 ปี ข้อพิพาทดินแดนไม่คืบหน้า แถม”เขมร”ยั่วยุ วางทุ่นระเบิด คาดส่งมติเข้าที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายใน เม.ย.นี้

24 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา แถลงผลการพิจารณา โดยระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 หลังจากที่กรรมาธิการฯ เคยมีมติให้ยกเลิก MOU 2544 ไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568

นายนพดล ระบุว่า หลังจากผ่านการประชุมกว่า 20 ครั้ง และการลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 7 จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ตลอดจนรับฟังข้อมูลเชิงลึกจากฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งพบว่ากัมพูชาได้ละเมิดพื้นที่ของไทยอย่างต่อเนื่องและเพิกเฉยต่อการทักท้วง

คณะกรรมาธิการฯ ได้ยกเหตุผลสำคัญ 6 ประการ ในการเสนอให้ยกเลิก MOU 2543 ได้แก่

1.ข้อกำหนดใน MOU มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่

2.MOU 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียง “รับทราบ” ไม่ใช่ “เห็นชอบ” และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย

3.รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้นแผนที่ที่เกิดจาก MOU 2543 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า

4.ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกเท่านั้น

5.สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน

และ 6.กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ซึ่ง MOU 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้

สำหรับแนวทางการยกเลิกนั้น คณะกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่าไทยสามารถยกเลิก MOU 2543 ได้เพียงฝ่ายเดียวตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (VCLT) ข้อ 60 เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทั้งการสร้างอาคารสูงบริเวณชายแดน การวางทุ่นระเบิด และการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทย โดยไทยจะต้องแจ้งให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน

ทั้งนี้ ภายหลังการยกเลิก ไทยและกัมพูชายังคงสามารถใช้กลไกสนธิสัญญาสยาม – ฝรั่งเศส ค.ศ.904 และ 1907 รวมถึงข้อตกลงความร่วมมือชายแดนปี 2538 ในการระงับข้อพิพาทได้ตามปกติ

นายนพดล กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอแนะว่า หากจะมีการจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ในอนาคต จะต้องไม่มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ว่าเป็นผลงานการปักปันเขตแดน ต้องเพิ่มอำนาจให้ JBC จัดการการรุกล้ำได้ ต้องยึดแนวขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก และต้องกำหนดเงื่อนไขเวลาสิ้นสุดข้อตกลงอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของชาติ

นายนพดล กล่าวด้วยว่า ขั้นตอนต่อไปจะนำมติของที่ประชุม กมธ.บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบต่อไป จากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาจะส่งรายงานของ กมธ.ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอมติ กมธ.เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายในเดือนเมษายนนี้

สปสช.วิกฤต! สว.เผยค้างค่ายารพ.6หมื่นล้าน ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน บุคลากรหมดไฟรุนแรง

สปสช.วิกฤต! สว.เผยค้างค่ายารพ.6หมื่นล้าน ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน บุคลากรหมดไฟรุนแรง

สปสช.วิกฤต! สว.เผยค้างค่ายารพ.6หมื่นล้าน ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน บุคลากรหมดไฟรุนแรง

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

หนี้ท่วม! กมธ.ศึกษา สปสช.วุฒิสภา เผย สปสช. ค้างค่ายารพ.รัฐฯ กว่า 6 หมื่นล้านบาท ตัดพ้อ ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน หวั่นบุคคลากรทางการแพทย์เผชิญภาวะหมดไฟ แนะปรับอัตราจ่ายสะท้อนต้นทุนจริง-แยกเงินเดือนออกจากงบรายหัวเด็ดขาด กระจายอำนาจให้พื้นที่บริหารงบได้จริง

เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ มะโนมะยา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการศึกษาพบว่า โรงพยาบาลทั่วประเทศ มีหนี้ค้างจ่ายค่ายามากกว่า 60,000 ล้านบาท หน่วยบริการรัฐมากถึง 54% เงินบำรุงติดลบ และ 15% อยู่ในระดับวิกฤตสูงสุด ขณะเดียวกันงบเหมาจ่ายรายหัวปี 2569 แม้จะอยู่ที่265,000 ล้านบาท แต่ถูกหักเงินเดือนถึง 71,446 ล้านบาท หรือเกือบ 40% ทำให้งบรักษาจริงลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายโสภณ กล่าวต่อว่า โครงสร้างงบประมาณที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริงนี้เอง คือ สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่ายาและเวชภัณฑ์ไว้ล่วงหน้า เมื่อรายรับต่ำกว่าต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และการเบิกจ่ายล่าช้า หรือถูกปฏิเสธ จึงนำไปสู่สถานการณ์ที่เห็นในวันนี้ คือ หนี้ค้างจ่ายค่ายาสะสมกว่า 60,000 ล้านบาท ทางกมธ.ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย พบว่าโรงพยาบาล 11 จาก 18 แห่ง มีเงินติดลบ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน 72.6 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวและมีอุปกรณ์ทางการแพทย์กว่า 211 รายการที่เบิก 

“วันนี้ต้องยอมรับความจริงว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือประชาชน ข้อห่วงใยสำคัญ นโยบายเพิ่มสิทธิ แต่ไม่มีงบรองรับ โครงสร้างการตัดสินใจ ไม่สะท้อนเสียงผู้ให้บริการ ระบบตรวจสอบเน้น จับผิดเอกสารมากกว่าคุณภาพการรักษา บุคลากรเผชิญภาวะหมดไฟ อย่างรุนแรง” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวว่า ข้อเสนอเพื่อหยุดวิกฤต และฟื้นระบบ ระยะเร่งด่วน ควรปรับอัตราจ่ายให้สะท้อนต้นทุนจริง อย่างน้อย 13,000 – 18,000 บาท/AdjRW พร้อมทั้งปฏิรูประบบตรวจสอบ จากตรวจเอกสาร เป็นยึดหลักการแพทย์ระยะแก้ไขโครงสร้างระยะกลาง  อีกทั้งแก้กฎหมาย (มาตรา 46) แยกเงินเดือนออกจากงบรายหัวอย่างเด็ดขาด พร้อมกระจายอำนาจให้พื้นที่บริหารงบได้จริง และบังคับใช้การประเมินผลกระทบทางการคลังทุกนโยบาย ระยะยั่งยืน เปลี่ยนสู่ระบบจ่ายตาม ผลลัพธ์สุขภาพ บูรณาการ 3 กองทุน ลดความเหลื่อมล้ำ โดยการมีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ และปรับโครงสร้างบอร์ดให้เสียงผู้ให้บริการมีน้ำหนัก นี่ไม่ใช่เพียงปัญหางบประมาณ แต่คือเสถียรภาพของระบบสุขภาพทั้งประเทศเพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคน

“การปฏิรูประบบโครงสร้างงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลของระบบหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง ไม่ใช่เพียง ข้อเสนอแต่คือ “วาระสำคัญเรา จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นายโสภณ กล่าว