ไม่เชื่อมั่นรบ. ปชช.กลัวเชื้อเพลิงหมด ล้มแผนเที่ยวสงกรานต์

ไม่เชื่อมั่นรบ.  ปชช.กลัวเชื้อเพลิงหมด  ล้มแผนเที่ยวสงกรานต์

ไม่เชื่อมั่นรบ. ปชช.กลัวเชื้อเพลิงหมด ล้มแผนเที่ยวสงกรานต์

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นิด้าโพลเผยปชช.กว่า 44% ไม่เชื่อมั่นรัฐบาล รับมือวิกฤตน้ำมัน หวั่นน้ำมันสำรองไม่พอใช้ เลิกแผนเที่ยวสงกรานต์ กลัวไม่มีน้ำมันเติม

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผย ผลการสำรวจ เรื่อง “น้ำมันขาดแคลนคุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17 – 18 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ97.0

จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงความตื่นตระหนกเกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 31.76 ระบุว่า ค่อนข้างตื่นตระหนก รองลงมา ร้อยละ 26.64 ระบุว่า ไม่ค่อยตื่นตระหนก ร้อยละ 23.89 ระบุว่า ไม่ตื่นตระหนกเลย และร้อยละ 17.71 ระบุว่า ตื่นตระหนกมาก

เมื่อถามถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำมันของประชาชนที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.90 ระบุว่า ไม่เผชิญกับปัญหาเลย รองลงมา ร้อยละ 33.66 ระบุว่า เผชิญกับปัญหาบ้าง ร้อยละ 23.59 ระบุว่า เผชิญกับปัญหามาก และร้อยละ 8.85 ระบุว่า ไม่ได้ใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน

สำหรับความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในประเด็น น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอใช้ได้ 98 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569) และรัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมให้แก่ประเทศได้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.28 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน และไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน และมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน แต่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ ร้อยละ 9.54 ระบุว่า มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน แต่ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการตัดสินใจของประชาชนเกี่ยวกับการวางแผนการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ หากว่าวิกฤตการณ์น้ำมันยังไม่จบ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 57.56 ระบุว่า ไม่มีแผนการเดินทางอยู่แล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.80 ระบุว่า ยกเลิกแผนการเดินทางทั้งหมด ร้อยละ 12.06 ระบุว่า ดำเนินการตามแผนการเดินทางที่วางไว้ ร้อยละ 9.62 ระบุว่า ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับวิธีการเดินทาง ร้อยละ 2.98 ระบุว่า ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับทั้งวิธีเดินทางและจุดหมายปลายทางในการเดินทาง ร้อยละ 2.75 ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับจุดหมายปลายทางในการเดินทาง และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘สวนดุสิตโพล’ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังต่อรัฐบาลและฝ่ายค้าน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,456 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 17-20 มีนาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากเห็นบทบาทของฝ่ายรัฐบาลในการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติได้ดี ร้อยละ 72.94 และสร้างสรรค์ ร้อยละ 75.62 โดยค่อนข้างคาดหวังต่อการทำงานของฝ่ายค้าน ร้อยละ 50.83 ทั้งนี้ สิ่งที่อยากบอกนายกฯอนุทิน คือ อยากให้เร่งแก้ไขปัญหาน้ำมันแพงและวิกฤติพลังงาน ร้อยละ 44.71

ตร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจจสะท้อนว่าประชาชนค่อนข้างคาดหวังต่อการทำงานของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่ถูกจับตามองว่าจะรับมือวิกฤติพลังงานอย่างไร เพราะจากประสบการณ์การบริหารวิกฤติในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ส่งผลให้ประชาชนเกิดความกังวลและบางส่วนตื่นตระหนกไม่น้อย แม้จะเป็นวิกฤติที่หลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญร่วมกัน แต่การสื่อสารและการบริหารจัดการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า จากการที่รัฐบาลชุดใหม่ภายได้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นถึงตำแหน่งรัฐมนตรี และรัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่อเค้าในภาวะวิกฤติของรัฐบาลมากที่สุดถึง 72.94% ซึ่งต้องยอมรับว่ายากที่จะผ่านพ้นไปได้และความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลใหม่สร้างสรรค์ที่ต่างจากอดีตที่มักทำหน้าที่ฝ่ายแค้นและมุ่งทำลายรัฐบาลมากกว่าปัญหาจากการทำงาน โดยสิ่งที่ประชาชนต้องการบอกไปถึงนายกฯอนุทิน คือ “น้ำมันแพงและความกังวลต่อวิกฤติพลังงาน” ที่กระทบต่อประชาชนและรัฐบาลทั่วโลก สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นตัวแปรที่รัฐบาลพยายามควบคุมและใช้องคาพยพที่มีทั้งหมดในการแก้ไขปัญหา ซึ่งไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า สถานการณ์จะลุกลามหรือยืดเยื้อออกไปอีกนานเท่าใด เพราะนั่นหมายถึง อายุของรัฐบาลใหม่ที่กำลังจัดตั้งด้วย

ยันน้ำมันมีพอใช้103วัน เร่งแก้‘ดีเซล’

ยันน้ำมันมีพอใช้103วัน  เร่งแก้‘ดีเซล’

ยันน้ำมันมีพอใช้103วัน เร่งแก้‘ดีเซล’

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยันน้ำมันมีพอใช้103วัน เร่งแก้‘ดีเซล’ นำสต๊อกอัดฉีดเข้าระบบ พบยอดใช้มากกว่าปกติ คาดสัปดาห์นี้คลี่คลาย

นายกฯออกคำสั่งปรับมาตรการรับมือน้ำมันขาดแคลน ขณะที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันไทยมีน้ำมันสำรอง 103 วัน พบความต้องการใช้ดีเซลยังสูงกว่าปกติ จนต้องนำสต็อกวันละ 130 ล้านลิตร อัดฉีดเข้าสู่ระบบปั๊มเป็นการด่วน คาดสัปดาห์นี้สถานการณ์จะคลี่คลายขณะที่เครือข่ายผู้เลี้ยงสุกรประกาศปรับราคา เนื้อหมูขึ้นอีกกิโลละ 2 บาท ส่วนที่สตูลชาวบ้านโอดเดือดร้อนหนักอัมพาตมา5วันเต็มแล้ว

เมื่อวันที่ 22มีนาคม2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)โดย นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน แถลงผลการดำเนินงานของกรมธุรกิจพลังงานว่า สถานภาพน้ำมันเบนซินที่ผลิตภายในประเทศ ณ วันนี้ ใน 5 โรงกลั่น ประกอบด้วย โรงกลั่นบางจาก โรงกลั่นบางจากศรีราชา โรงกลั่นไออาร์พีซี โรงกลั่นเอสพีอาร์ซี และโรงกลั่นไทยออยล์ ที่มีปริมาณการผลิตรวม ณ วันนี้ อยู่ที่ 35.28 ล้านลิตร

โดยเป็นน้ำมันเบนซินที่เติมเอทานอล ผสมโดยผู้ค้าน้ำมันทั้ง 5 โรงกลั่นดังกล่าว และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 อาทิ เชลล์ สตาร์ฟีเวอร์ และโออาร์ ซึ่งจะทําให้น้ำมันเพิ่มขึ้น 43.40ล้านลิตรต่อวัน และจะส่งไปผู้ค้ารายใหญ่ตามมาตรา 7 ทั้งสิ้น 14 ราย เพื่อจําหน่ายผ่านทางปั๊มน้ำมันที่มีแบรนด์เป็นหลัก 28.78 ล้านลิตร ส่วนที่เหลือจะขายให้กับผู้ค้ารายย่อย ตามมาตรา 10 หรือจ็อบเบอร์ ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน และบางส่วนก็เป็นจ็อบเบอร์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ที่ขายน้ำมันไม่ถึง 36 ล้านลิตรต่อปี

เผยปริมาณใช้ดีเซลสูงผิดปกติ

นายสราวุธ กล่าวต่อว่า ส่วนสถานการณ์ ปริมาณการผลิตและจําหน่ายน้ำมันดีเซล มีโรงกลั่น ทั้งสิ้น 6 โรง ประกอบด้วย บางจาก บางจากศรีราชา โรงกลั่นไออาร์พีซี โรงกลั่นพีทีทีจีซี โรงกลั่นเอสพีอาร์ซี และโรงกลั่นไทยออยล์ โดยเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ผลิตดีเซลพื้นฐาน 79.9 ล้านลิตร และจําหน่ายไปยังภาคอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และเรือเดินทะเล และโรงกลั่นก็จะส่งไปยังผู้ค้าเพื่อผสมกับไบโอดีเซล จนเป็นน้ำมันดีเซลที่จําหน่ายในประเทศ เรียกว่าดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งมีทั้งหมด 11 ราย

“โดยผู้ค้าผลิตน้ำมันดีเซลออกมารวมทั้งสิ้น 66.8 ล้านลิตร ณ วันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา และส่งให้ผู้ค้ารายย่อยมาตรา 10 หรือจ็อบเปอร์ และส่งให้ผู้ค้าจําหน่ายดีเซลหมุนเร็วรายใหญ่ที่มีสถานีบริการน้ำมัน 15 ราย ปริมาณที่จําหน่าย 71 ล้านลิตร ณ วันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการดึงสต็อกเก่ามาใช้ โดยปริมาณการใช้ดีเซล ปกติอยู่ที่ประมาณ 67 – 70 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งตอนนี้สูงขึ้นกว่าปกติ มีบางช่วงที่ผ่านมาในบางวัน ขึ้นไปถึง 100 ล้านลิตร”นายสราวุธ กล่าว

ผลตรวจบ.น้ำมันอ่างทองไม่ถูกต้อง

นายสราวุธ กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบบริษัทน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง ว่า ได้มีการตรวจสอบคลังน้ำมันของบริษัทดังกล่าว โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบเมื่อวันที่ 19 มีนาคม เนื่องจากได้รับรายงานว่ามีปั๊มน้ำมันสถานบริการน้ำมันในจังหวัดสิงห์บุรีจำหน่ายน้ำมันในราคาสูงก็มีการแกะไว้ว่าน้ำมันมาจากไหน มีการเก็บตัวอย่างน้ำมันเพื่อมาตรวจคุณภาพ ซึ่งผลตรวจอยู่ระหว่างการจัดส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการจำหน่ายต้นทาง บริษัทที่เป็นผู้ขึ้นทะเบียนพลังงานจากข้อมูล พบว่า ใบกำกับการขนส่ง ระบุสถานที่ส่งปลายทางอยู่ในกรุงเทพ แต่น้ำมันดังกล่าวไปพบที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งคงต้องให้มีการตรวจสอบต่อไปและน่าจะมีความผิดในเรื่องใบกำกับการขนส่งที่ไม่ถูกต้อง และได้มีการตรวจบริษัทดังกล่าวด้วยว่าใบกำกับการขนส่งได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฏหมายหรือไม่ และจะมีการรายงานต่อไป

ยันมีสำรองไม่น้อยกว่า 103 วัน

นายสราวุธ กล่าวต่อว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมาได้รับคําสั่งจากนายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงพลังงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่อนผันข้อจํากัดเพื่อเร่งนําน้ำมันเข้าสู่ระบบ และเร่งกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการให้เร็ว อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบัน ปริมาณการสํารองน้ำมันสำหรับการใข้ ไม่น้อยกว่า 103 วัน โดยมีน้ำมันสํารองเพื่อการค้า 1,504 ล้านลิตร ใช้ได้ 15 วัน น้ำมันสํารองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร อยู่ได้ 25 วัน น้ำมันอยู่ระหว่างการขนส่ง 4,206 ล้านลิตร อยู่ได้ 33 วัน น้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้วจากทุกเส้นทาง 3,700 ล้านลิตร อยู่ได้ 30 วัน ข้อมูลอ้างอิง ณ วันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา

นำดีเซลในสต็อกเติมเข้าปั๊มด่วน

นายสราวุธ ยังกล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำมันอย่างเหมาะสมและอย่างรวดเร็ว จะดึงสต๊อกน้ำมันกระจายไปยังปั๊มต่างๆ ได้ภายในกี่สัปดาห์ว่า ได้มีการปลดล็อคเวลาขนส่งน้ำมันเข้าพื้นที่ในเขตเมืองแล้ว ได้มีการผ่อนผันดีเซลอย่างน้อย 130 ล้านลิตร เข้ามาในระบบ ต้องรีบกระจายตัวไปยังจุดต่างๆ รวมถึงสถานีบริการ

คาดสัปดาห์นี้สถานการณ์จะดีขึ้น

เมื่อถามถึงสถานการณ์ปัจจุบันมีความต้องการของประชาชนเกินขีดความสามารถในการจัดส่งใช่หรือไม่ นายสราวุธ กล่าวว่า น้ำมันดีเซลบางช่วงมีปริมาณความต้องการผ่านปั๊มถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน สถานการณ์วันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมาสูงกว่ากว่าปกติถึง 71 ล้านลิตรมีการดึงสต๊อกออกมาใช้จึงต้องรีบกระจายตัวให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่า จะเสร็จสิ้นภายใน 1 – 2 สัปดาห์ หรือไม่ นายสราวุธกล่าวว่า เบื้องต้นถ้าส่งน้ำมันได้เร็วขึ้น 10 ล้านลิตรในทุกวัน ช่วงสัปดาห์จะถึงน่าจะผ่อนคลายสถานการณ์ไปในทางที่ดี

สั่งพลังงานจังหวัดลุยตรวจปั๊ม

ส่วนนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าได้สั่งการด่วนให้พลังงานจังหวัด (พนจ.) ทั่วประเทศลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของสถานีบริการน้ำมันและสถานที่เก็บน้ำมันที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงพลังงานทุกแห่งอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้รายงานผลการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันอย่างต่อเนื่อง

«ผมได้สั่งการให้พลังงานจังหวัดทั่วประเทศติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย พาณิชย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไม่ให้มีการกักตุน หรือการจำหน่ายในราคาที่สูงเกินควร ซึ่งกระทรวงพลังงานจะยังคงเกาะติดสถานการณ์เช่นนี้ไปจนกว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค» นายอรรถพล กล่าว

ฟันบ.น้ำมันอ่างทองเป็นตัวอย่าง

สำหรับที่มีการพบการกักตุนน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเข้าข่ายการกักตุนหรือไม่นั้น โดยเบื้องต้นพบความผิดฐานไม่รายงานใบกำกับการขนส่ง รวมถึงการจำหน่ายน้ำมันในราคาสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ หากผลการตรวจสอบออกมาอย่างไร หากสามารถดำเนินคดีทางกฎหมายได้ กระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์จะร่วมดำเนินการอย่างเต็มที่ ในการลงโทษผู้กระทำผิดไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

พณ.คุมเข้มรุกตรวจกว่า2พัน

ขณะที่น.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ แถลงว่า ได้มีการติดตามตรวจสอบและกำกับดูแลสถานการณ์สินค้าเชิงรุกอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันที่ 1-20 มี.ค. 2569 รวม 2,321 กรณี แบ่งเป็น การลงพื้นที่ตรวจจริงทั่วประเทศ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบ โดยการตรวจสอบร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.)

“ได้มีการตรวจสอบสถานประกอบการ เช่น สถานีบริการน้ำมัน 1,262 แห่ง ร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมี 433 แห่ง และตลาดค้าปลีกค้าส่ง 326 แห่ง เพื่อกำกับดูแลให้ราคาสินค้าเป็นไปอย่างสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ป้องกันการปฏิเสธการจำหน่าย และดูแลให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน จากการตรวจสอบระดับจังหวัด พบการกระทำผิดไม่ปิดป้ายแสดงราคา จำนวน 10 ราย และได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย” น.ส.ญาณี กล่าว

สั่งฟันไม่ปิดป้ายแสดงราคา12 ราย

และว่า การลงพื้นที่ตรวจจริงตามที่ประชาชนร้องเรียน ผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ได้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับราคาและปริมาณสินค้ารวมทั้งสิ้น 300 คำร้อง แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 53 คำร้อง และต่างจังหวัด 247 คำร้อง โดยได้ตรวจสอบแล้วเสร็จจำนวน 99 คำร้อง แยกเป็นกรุงเทพมหานคร 42 คำร้อง และต่างจังหวัด 57 คำร้อง ซึ่งผลการตรวจสอบพบการกระทำความผิดกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา จำนวน 12 ราย ซึ่งได้ดำเนินการปรับตามกฎหมาย ในพื้นที่เขตบางซื่อ ลาดพร้าว วัฒนา พญาไท บางกอกน้อย คลองเตย สวนหลวง ประเวศ และบางบอน

นอกจากนี้พบกรณีจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง จำนวน 3 ราย ในพื้นที่คลองเตย ยานนาวา และบางขุนเทียน ซึ่งได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว

เปิดให้ปชช.ชี้เป้าพวกฉวยโอกาส

น.ส.ญาณี กล่าวว่า ขณะเดียวกัน มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าราคาเกินสมควร จำนวน 25 คำร้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เรียกเอกสารมาวิเคราะห์ต้นทุน และหากตรวจพบว่า มีการตั้งราคาสูงเกินสมควรจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไม่พบการกระทำความผิดจำนวน 79 ราย และยังมีเรื่องร้องเรียนอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 201 คำร้อง แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 11 คำร้อง และต่างจังหวัด 190 คำร้อง ซึ่งกรมการค้าภายใน จะติดตามการตรวจสอบเชิงรุก และรายงานตัวเลขการตรวจสอบทุกวัน

น.ส.ญาณีกล่าวอีกว่า กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินงานเชิงรุกผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมชี้เป้าร้านค้าและแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด เพื่อสร้างเครือข่ายข้อมูลราคาสินค้าทั่วประเทศ ควบคู่กับการเฝ้าระวังพฤติกรรมการฉวยโอกาสขึ้นราคา โดยกรมการค้าภายในจะร่วมกับตลาดสดในความส่งเสริมของกรม อาทิ สมาคมตลาดสด ตลาดกลาง ที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ เร่งประชาสัมพันธ์การจำหน่ายสินค้าที่เป็นราคาปกติ รวมถึงใช้กลไกร้านค้าธงฟ้าและร้านอาหารราคาประหยัดที่อยู่ในความส่งเสริมของกรมฯ เป็นช่องทางช่วยลดภาระค่าครองชีพ

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ขอยืนยันว่า จะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน และรักษาเสถียรภาพระบบสินค้าและบริการของประเทศ

ยธ.-ตร.ลุยปราบลอบขนน้ำมัน

ทางด้าน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปนม.ตร.) ประชุมติดตามการปฏิบัติ โดยมี พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, พ.ต.อ.ศราวุฒิ ลิจฉวีราช รองผู้บังคับการตำรวจน้ำ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ กองบังคับการตำรวจน้ำ จ.สมุทรปราการ

ภายหลังการประชุม พล.ต.ท.รุทธพล และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ได้ร่วมกันปล่อยเรือตรวจการณ์ “ปทุมวัน 3” พร้อมกำลังพลชุดปฏิบัติการพิเศษเพื่อออกลาดตระเวนน่านน้ำไทย มุ่งเน้นการป้องปรามการลักลอบขนน้ำมัน และสกัดกั้นการกระทำความผิด

ลุยตรวจโรงกลั่น-คลังน้ำมัน-ปั๊ม

พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ตามนโยบายนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลน จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งในส่วนของโรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน สถานีบริการน้ำมัน รวมถึงกำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบทั้งทางบกและทางทะเลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันเขียวสูงกว่าราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการ ซึ่งอาจเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบจำหน่ายข้ามชาติ หรือนำน้ำมันเถื่อนมาจำหน่ายให้เรือประมง อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

กำชับตำรวจน้ำเอกซเรย์พื้นที่

ด้าน พล.ต.อ.ธัชชัยได้สั่งการขั้นเด็ดขาดไปยังเจ้าหน้าที่ ศปนม.ตร. และกองบังคับการตำรวจน้ำ ให้เอกซเรย์พื้นที่และตรวจสอบการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับเรือประมง หรือน้ำมันเขียว อย่างรัดกุมที่สุด พร้อมคาดโทษหากพบการปล่อยปละละเลย โดยกำชับให้รายงานผลการปฏิบัติการแบบวันต่อวัน หากตรวจพบผู้กระทำความผิด ให้ดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเบาะแสการลักลอบขนน้ำมันส่งออก ปลอมปน กักตุน หรือโก่งราคาน้ำมัน สามารถแจ้งข้อมูลได้ทันทีที่สายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ไม่พบลอบนำออกนอกประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ปล่อยเรือ “ชัยจินดา” พร้อมเรือตรวจการณ์น่านน้ำไทย จำนวน 30 ลำ ปฏิบัติการตรวจสอบน่านน้ำไทย ลาดตระเวนอย่างเข้มข้นป้องกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบขนน้ำมัน ผลการปฏิบัติไม่พบการลักลอบขนน้ำมันออกนอกราชอาณาจักรผ่านเรือแท็งเกอร์ แต่เจ้าหน้าที่สามารถบุกจับกุมการลักลอบจำหน่ายน้ำมันเถื่อนให้แก่เรือประมงกลางทะเลได้อย่างทันท่วงที

นายกฯสั่งปรับมาตการรับมือวิกฤต

ขณะที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 4/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 เพื่อปรับปรุงมาตรการเดิมให้สอดคล้องกับสถานการณ์

สาระสำคัญของคำสั่งฉบับนี้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถนำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการแก่ประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวอาศัยอำนาจตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยกำหนดให้ยกเลิกความในข้อ 4 และข้อ 5 ของคำสั่งฉบับเดิม

สำหรับคำสั่งฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยลงนามเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569

เนื้อหมูประกาศขึ้นอีกกิโลละ2บ.

ทางด้านผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขึ้นราคานั้น ล่าสุดเครือข่ายผู้เลี้ยงสุกร ประกอบด้วย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคกลางตอนบนเพื่อการค้า และสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรชลบุรี จำกัดประกาศแจ้งสมาชิกสมาคมฯ และเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ว่าราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มเกษตรกร วันจันทร์ที่ 23 มี.ค. นี้ สุกรขุนหน้าฟาร์มปรับขึ้นอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม

จากสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาอ้างอิงเฉลี่ยเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ 68-70 บาทต่อกิโลกรัม ขยับขึ้นเป็น 70-72 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งกากถั่วเหลือง และกลุ่มกรดอะมิโนต่าง ๆ ที่ปรับขึ้น รวมถึงราคาค่าขนส่งและน้ำมันทั้งนี้ปัจจุบันต้นทุนการผลิตไตรมาส 1/2569 กลุ่มซื้อลูกสุกรเข้าขุน 65.57 บาท กลุ่มผลิตลูกสุกรเอง 68.60 บาท

ผู้ว่าฯโคราชสุ่มตรวจไม่พบกักตุน

ส่วนที่ จ.นครราชสีมา นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นำหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานน้ำมีนออกตรวจติดตามการจำหน่ายน้ำมันภายในสถานีบริการน้ำมันในเขตพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค

จากการสุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมัน 3 แห่งในเขตอำเภอเมือง พบว่าภาพรวมการจำหน่ายน้ำมันยังคงเป็นปกติ ยังไม่พบพฤติกรรมการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเก็งกำไรแต่อย่างใด แต่จะพบปัญหาในบางสถานีบริการที่ไม่มีน้ำมันจำหน่ายให้แก่ประชาชนชั่วคราว ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าสาเหตุเกิดจากกระบวนการขนส่งที่อยู่ระหว่างรอดำเนินการ ไม่ได้เกิดจากการเจตนาปฏิเสธการจำหน่ายแต่อย่างใด

สุรินทร์ยอดขายหายเกินครึ่ง

ที่จ.สุรินทร์ สถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นร่วมกับภาวะขาดแคลนส่งผลกระทบหนักต่อพ่อค้าแม่ค้าร้านอาหารทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ลูกค้าหายไปกว่า 50% ภายในเวลาอันสั้น ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเดือดร้อนอย่างหนัก

เฮียแป๊ะอายุ 48 ปี เจ้าของร้านข้าวขาหมูชื่อดัง “เฮียแป๊ะขาหมูเยาวราช” ซึ่งตั้งอยู่หน้าคลังน้ำมันเล่าว่า เช้าตื่นมาก็เห็นชาวบ้านขับรถสัญจรไปมาต่อแถวเติมน้ำมันกันแบบนี้ทุกวัน ยอดขายอาหารของร้านหายไปเกินครึ่งทันทีที่น้ำมันแพงและขาดแคลน ลูกค้าไม่อยากใช้รถเพราะกลัวต้นทุนสูง อยากฝากถึงนายกฯ ช่วยจัดการให้ผู้ประกอบการปล่อยน้ำมันออกมาเต็มปริมาณโดยไม่กั๊ก ถ้าปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ประชาชนอย่างเรา ๆ ต้องปรับตัวหนักขึ้น เช่น ใช้รถยนต์เฉพาะยามจำเป็น แล้วหันมาใช้มอเตอร์ไซค์แทน

ชาวบ้านโอดตอนนี้เดือดร้อนหนัก

ด้านนางสาวปารวี บุญคำ อายุ 32 ปี เจ้าของร้านอาหารอีกแห่งในพื้นที่เดียวกันเปิดเผยถึงความเดือดร้อนที่กำลังเผชิญว่า หลังน้ำมันแพง ราคาหมูก็ขึ้นตาม ลูกค้าน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยขายได้วันละ 7,000-8,000 บาท เหลือเพียง 2,000-3,000 บาทต่อวัน แทบไม่มีกำไรเลย เพราะต้องนำเงินไปจ่ายค่าลูกจ้าง ค่าน้ำค่าไฟ และค่าเช่าร้าน เดือดร้อนมากจริง ๆ ตอนนี้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนบริเวณหน้าคลังน้ำมัน PT ซึ่งเป็นคลังใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคอีสาน บนถนนสายอำเภอเมืองสุรินทร์-อำเภอลำดวน หน้าทางเข้าหมู่บ้านเสม็ด รถบรรทุก รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ต่อแถวเติมน้ำมันยาวเหยียดตลอดทั้งวัน ชาวบ้านต้องรอคิวนานนับชั่วโมง

สตูลวิกฤตอัมพาตมา5วันเต็ม

ขณะที่สถานการณ์การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ จ.ตูลทวีความรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤต หลังยืดเยื้อมานานกว่า 5 วันเต็ม ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจฐานรากและการสัญจรในช่วงเทศกาลสำคัญ ด้านชาวบ้านโอดครวญต้องทิ้งงานมานั่งเฝ้าปั๊ม วอนรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาคอขวดการขนส่งก่อนเหตุการณ์ลุกลามเป็นความวุ่นวาย

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบปั๊มน้ำมันในเขตเทศบาลตำบลคลองขุด อำเภอเมือง จังหวัดสตูล พบภาพที่หาดูได้ยาก รถยนต์และรถจักรยานยนต์จอดเข้าคิวเป็นแถวยาวเหยียดหลายร้อยเมตรตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ท่ามกลางป้าย «น้ำมันหมดชั่วคราว» ที่ติดเด่นชัดอยู่หน้าหัวจ่ายเกือบทุกแห่ง

เผยปัญหาระบบขนส่งล่าช้า

ทางปั๊มน้ำมันระบุว่าปัญหาเกิดจากความล่าช้าในระบบขนส่ง ทำให้ต้องใช้วิธีบริหารจัดการด้วยการ «แจกบัตรคิว» ในเวลา 15.00 น. ของทุกวัน เพื่อจำกัดปริมาณการขายให้ทั่วถึงที่สุด แต่ปริมาณน้ำมันที่ได้รับมาในแต่ละวันก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงนี้เทศกาลฮารีรายา วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่คนเดินทางท่องเที่ยว แต่กำลังบีบคั้นหัวใจผู้ที่ต้องใช้รถเพื่อการดำรงชีวิต

คนป่วยตระเวนหาซื้อน้ำมันจนท้อ

กลุ่มผู้ป่วยอย่างคุณป้ารายนี้เปิดใจด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หลังตระเวนหาซื้อน้ำมันเป็นรอบที่สอง เพื่อเตรียมเดินทางไปพบแพทย์ตามนัดในวันพรุ่งนี้ ( 23 มีนาคม)ยอมรับว่าอ่อนใจและกังวลอย่างมากหากอาการป่วยจะกำเริบเพียงเพราะไม่มีน้ำมันไปโรงพยาบาล

กลุ่มอาชีพหาเช้ากินค่ำสาวใหญ่ในพื้นที่อำเภอเมือง ยอมรับว่าต้องมานั่งรอคิวตั้งแต่ 11.00 น. เพื่อหวังจะได้น้ำมันไปเติมรถจักรยานยนต์สำหรับออกเก็บของเก่าขายเลี้ยงหลานและครอบครัว เผยน้ำมันคือเส้นเลือดใหญ่ของคนจนที่ขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว

กลุ่มประมงพื้นบ้านออกเรือไม่ได้

ส่วนกลุ่มประมงพื้นบ้านภรรยาชาวประมงหาปูเบี้ยว ระบุว่าวันนี้สามีไม่สามารถออกเรือได้เพราะไม่มีน้ำมัน ทำให้ขาดรายได้หลักไปทันที พร้อมแฉข้อมูลว่าบางปั๊มเริ่มเกิดเหตุการณ์แย่งชิงบัตรคิวกันจนเกือบจะมีเรื่องกระทบกระทั่ง

ขณะที่สำนักงานพลังงานจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัดสตูล และฝ่ายปกครอง ได้สนธิกำลังเข้าช่วยจัดระเบียบหน้าปั๊มน้ำมันเพื่อป้องกันเหตุวุ่นวาย แต่ในภาพรวมประชาชนยังคงเกิดภาวะตื่นตระหนกบางส่วนพยายามกักตุนน้ำมันเพราะเกรงว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นและของจะขาดตลาดนานกว่าเดิม และขอให้มีการตรวจสอบหาสาเหตุความล่าช้าในการขนส่งน้ำมันเข้าสู่จังหวัดสตูลด้วย

ครม.อนุทิน2 ทยอยส่งตรวจสอบคุณสมบัติ จับตามือกม.ใหม่ หลังบวรศักดิ์ ไม่ติดโผ-ไม่รับตำแหน่ง

ครม.อนุทิน2 ทยอยส่งตรวจสอบคุณสมบัติ จับตามือกม.ใหม่ หลังบวรศักดิ์ ไม่ติดโผ-ไม่รับตำแหน่ง

ครม.อนุทิน2 ทยอยส่งตรวจสอบคุณสมบัติ จับตามือกม.ใหม่ หลังบวรศักดิ์ ไม่ติดโผ-ไม่รับตำแหน่ง

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.17 น.

ครม.อนุทิน 2 ตบเท้าทยอยส่งตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว จับตามือกม.ใหม่ หลัง บวรศักดิ์ ยังไม่ติดโผ-ประกาศไม่รับตำแหน่ง ส่วนพปชร.ยังต้องลุ้นหนัก รัชดา มาเต็งโฆษกรบ.

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวงานว่า สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้ง ครม. อนุทิน 2 ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนใหญ่รายชื่อยังคงเป็นไปตามโผที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยบุคคลที่มีชื่อได้รับการพิจารณาเสนอแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีได้รับการติดต่อให้กรอกประวัติหมดแล้ว ล่าสุด มีบางคนได้ให้เจ้าหน้าที่ไปส่งประวัติและคุณสมบัติที่ตึกสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แล้วเพื่อให้เลขาธิการ ครม.ตรวจสอบ ซึ่งครั้งนี้ได้ให้แต่ละคนเดินทางมายื่นด้วยตัวเองที่ตึก สลค. แตกต่างจาก ครม.อนุทิน 1 ที่รวบรวมแล้วนำไปยื่นทีเดียว โดยตลอดสัปดาห์นี้ผู้ที่ได้รับการติดต่อให้เป็นรัฐมนตรีจะทยอยเดินทางไปยื่นที่ตึก สลค. ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ต้องการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ จนขณะนี้ไม่มีชื่อใน ครม.อนุทิน 2 ขณะที่นายบวรศักดิ์เองเคยให้สัมภาษณ์ยอมรับว่ายังไม่ได้รับการทาบทามอยู่ต่อ และมีรายงานข่าวล่าสุดว่าทางนายบวรศักดิ์เอง ได้แจ้งกับทางพรรคภูมิใจไทยว่าจะไม่ขอรับตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย และตำแหน่งอื่นๆ โดยให้เหตุผลว่าตนมีอายุมากแล้ว ซึ่งต้องจับตาว่า จะให้ใครมาทำหน้าที่แทน เนื่องจากนายอนุทินต้องการให้มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอยู่ เช่นเดียวกับในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งมี 5 เสียง ยังไม่พบว่า มีรายชื่อบุคคลของพรรคอยู่ในโผ ครม.อนุทิน 2 

นอกจากนี้ มีรายงานว่า ขณะนี้ได้มีการวางตัว น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีชื่อจะมาเป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ ใน ครม.อนุทิน 2

บวรศักดิ์ แจ้ง อนุทิน ไม่ขอรับตำแหน่ง รองนายกฯ ครม.อนุทิน2

บวรศักดิ์ แจ้ง อนุทิน ไม่ขอรับตำแหน่ง รองนายกฯ ครม.อนุทิน2

บวรศักดิ์ แจ้ง อนุทิน ไม่ขอรับตำแหน่ง รองนายกฯ ครม.อนุทิน2

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.03 น.

อายุมากแล้ว! บวรศักดิ์ แจ้งไม่ขอรับตำแหน่ง รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ใน ครม.อนุทิน2 ด้าน นายกฯ ฝากขอบคุณที่เข้ามาร่วมงานช่วงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 รายงานข่าวแจ้งว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งกับผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย เมื่อช่วงเร็วๆ นี้ที่ผ่านมา จะไม่ขอรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) “อนุทิน2“ ตามที่มีรายชื่อก่อนหน้านี้ว่า จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ซึ่งก่อนหน้านี้ นายบวรศักดิ์ ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อทาบทามให้มาเป็นรองนายกฯ ต่อ 

ด้านแหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ยืนยันว่านายบวรศักดิ์ได้แจ้งกับผู้บริหารพรรคภูมิใจไทยว่า เพื่อขอให้แจ้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีว่า ไม่ขอรับตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย และเมื่อนายอนุทินรู้ถึงความประสงค์ของนายบวรศักดิ์ จึงได้ฝากขอบคุณนายบวรศักดิ์ที่ร่วมงานกับรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกับแจ้งด้วยว่าจะขอให้นายบวรศักดิ์ มารับหน้าที่ในตำแหน่งงานอื่นที่มีความสำคัญ แต่นายบวรศักดิ์ก็ได้ปฏิเสธ โดยอ้างว่าอายุมากแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีแกนนำในพรรคภูมิใจไทยโทรหาหรือทาบทามมายังนายบวรศักดิ์เลย ทำให้นายบวรศักดิ์ ตัดสินใจแจ้งไปกับผู้บริหารที่มีบทบาทในพรรคว่า ไม่ขอรับตำแหน่งรองนายกฯ และให้บอกกับนายอนุทินด้วย

อนุทิน เกาะขอบสนามชม คุณจ๋า นำสตรีโคราชรำบวงสรวง 200 ปี วีรกรรมย่าโม

อนุทิน เกาะขอบสนามชม คุณจ๋า นำสตรีโคราชรำบวงสรวง 200 ปี วีรกรรมย่าโม

อนุทิน เกาะขอบสนามชม คุณจ๋า นำสตรีโคราชรำบวงสรวง 200 ปี วีรกรรมย่าโม

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.30 น.

วันนี้ 22 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นางธนนนท์ นิรามิษ หรือ จ๋า ภริยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางสาวภคนันท์ ศิลาอาสน์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครราชสีมา และสตรีโคราชจำนวน 7,410 คน ร่วมซ้อมใหญ่การรำบวงสรวงท้าวสุรนารี หรือ คุณย่าโม ก่อนจะรำจริงอย่างเป็นทางการ ในพิธีเปิดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงเย็นเวลา 18.30 น  ของวันที่ 23 มีนาคม 2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีกูล นายกรัฐมนตรี มาแอบดูการซ้อม และนายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นาย อยจ.นครราชสีมา และส่วนราชการประชาชนจำนวนมากร่วมต้อนรับนายกฯและร่วมชมการซ้อมใหญ่ในครั้งนี้

อนุทิน

สำหรับการจัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 ในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 200 ปี แห่งวีรกรรมของท้าวสุรนารี หรือ คุณย่าโม โดยงานจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด 200 ปี วีรกรรมก้องหล้า ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2569 รวม 12 วัน 12 คืน ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และสนามหน้าศาลากลางจังหวัด และได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จฯ ทอดพระเนตรการรำบวงสรวงท้าวสุรนารี โดยมีสตรีชาวโคราชร่วมรำบวงสรวงจำนวน 7,410 คน ซึ่งเป็นเลขมงคลสื่อถึงพระชนมพรรษา 74 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในปี 2569 นอกจากนี้พิธีเปิดงานยังมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยมีบุคคลชื่อดังสายเลือดโคราช 4 คน เป็นผู้ถือคบไฟเพื่อใช้ในพิธีจุดพลุ 4 มุมเมือง ได้แก่ สุนารี ราชสีมา นักร้องลูกทุ่งและพิธีกรชื่อดัง, พันโทหญิงอุดมพร พลศักดิ์ อดีตนักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก,วิลาวัลย์ อภิญญาพงศ์ (กัปตันกิ๊ฟ) อดีตกัปตันทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย หนึ่งในตำนาน 7 เซียน  และร้อยเอกหญิง ศุภกานต์ แย้มไทย พยาบาลทหาร ปฏิบัติโรงพยาบาลสนามที่อำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ในช่วงการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา

สตรีโคราช

สำหรับการจัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญและเสียสละของท่านท้าวสุรนารี หรือ คุณย่าโม วีรสตรีผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโคราช  เพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษครบรอบ 200 ปี ในปี พ.ศ. 2569 นี้ ถือเป็นปีแห่งวีรกรรมก้องหล้า ครบรอบ 200 ปี แห่งชัยชนะของท่านท้าวสุรนารี  เพื่อแสดงพลังความศรัทธาและความกตัญญู ให้ลูกหลานย่าโมและประชาชนได้ร่วมกันแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และเพื่อสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น  เช่น พิธีบวงสรวงและการรำบวงสรวงที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยิ่งใหญ่ ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายอาหารและของฝากจากร้าน้าชื่อดัง การจำหน่ายสินค้าโอทอป การออกร้านนาวากาชาด การแสดงแสง สีเสียง ชุดย่าฉันท่านชื่อโม ตอนสัญญาเก่า 200 ปี การบินโดรนแปลอักษร รำวงย้อนยุค มวยไทย และการแสดงดนตรีของศิิิลปินชื่อดังทุกวันของการจัดงาน

สตรีโคราช
สตรีโคราช
สตรีโคราช
สตรีโคราช
สตรีโคราช
สตรีโคราช
อนุทิน
อนุทิน

หมอวรงค์ ลุยสำรวจปั๊มในกรุง ดีเซล-แก๊สโซฮอลล์95 ขาดแคลน ปั๊มเผยโดนหั่นโควต้าน้ำมัน

หมอวรงค์ ลุยสำรวจปั๊มในกรุง ดีเซล-แก๊สโซฮอลล์95 ขาดแคลน ปั๊มเผยโดนหั่นโควต้าน้ำมัน

หมอวรงค์ ลุยสำรวจปั๊มในกรุง ดีเซล-แก๊สโซฮอลล์95 ขาดแคลน ปั๊มเผยโดนหั่นโควต้าน้ำมัน

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.59 น.

หมอวรงค์ ลุยเอง! สำรวจปั๊มในกรุง ดีเซล-แก๊สโซฮอลล์95 ขาดแคลน ปั๊มเผยโดนตัดโควต้าน้ำมัน จี้รัฐเร่งตรวจสอบคลังน้ำมัน

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้โพสต์ คลิปวิดีโอ พร้อมข้อความ ระบุว่า “วันอาทิตย์ที่22 มีนาคม ผมมีเวลาไปสำรวจปั๊มน้ำมัน พูดคุยกับพนักงานปั๊ม ผมเข้าพูดคุยทั้งหมด 6 ปั๊ม เส้นทาง วิภาวดีขาออกไปทางปทุมธานี เป็น ปตท.2 ปั๊ม พีที 2ปั๊ม บางจาก1ปั๊ม และเชล 1ปั๊ม พบว่า

ในภาพรวมน้ำมันดีเซลยังขาดแคลน พบว่า 5ใน 6ปั๊มไม่มีดีเซล และบางปั๊มไม่มีโซฮอล์95 ถามจากพนักงานปั๊มพบว่า ได้น้ำมันมาน้อย บางปั๊มได้น้ำมันดีเซล ปกติวันละ1ลำรถ(12,000 ลิตร) หรือ บางปั๊มได้ 2 ลำรถ (24,000 ลิตร) แต่ขณะนี้ได้น้ำมันดีเซลมา 6,000 ลิตร แต่ที่ไม่น่าเชื่อ น้ำมันโซฮอล์ 95 ก็ขาดแคลนหลายปั๊ม

สรุปแล้วปัญหาเกิดจาก การจ่ายน้ำมันจากคลังจ่าย ที่คลังจ่ายลำลูกกา(พนักงานบางปั๊มให้ข้อมูล) ที่ไม่จ่ายน้ำมันตามปกติที่เคยจ่าย รัฐบาลควรที่จะส่งทีม ลงไปตรวจที่คลังจ่ายน้ำมันนี้ด้วยนะครับ ทำไมจึงจ่ายน้ำมันน้อยลง?? รวมทั้งคลังจ่ายน้ำมันในหลายๆพื้นที่ด้วย”

ปลัดมท. กำชับ ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ดูแลปชช. เข้มรับมือ 3 ภัยช่วงฤดูร้อน

ปลัดมท. กำชับ ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ดูแลปชช. เข้มรับมือ 3 ภัยช่วงฤดูร้อน

ปลัดมท. กำชับ ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ดูแลปชช. เข้มรับมือ 3 ภัยช่วงฤดูร้อน

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.24 น.

ปลัดมท. กำชับ ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เข้มบูรณาการทุกภาคส่วนดูแลประชาชน รับมือ 3 ภัยในช่วงฤดูร้อน ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นPM2.5 – ภัยแล้ง – พายุฤดูร้อน สแตนบายสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง 

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศ เมื่อเวลา 06.00 น. ของวันนี้ โดยใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงบางแห่ง เนื่องจากความกดอากาศต่ำจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมในบริเวณดังกล่าว สำหรับภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง เนื่องจากลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน ทั้งนี้ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการสะสมของฝุ่นละอองหรือหมอกควันอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงค่อนข้างมาก เนื่องจากมีการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์น้อยถึงปานกลาง จึงขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อน และระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ในบางพื้นที่ 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้มีข้อสั่งการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 พร้อมทั้งกำชับอย่างต่อเนื่อง โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในช่วงฤดูร้อน ปี 2569 ทั้ง 3 ภัย ได้แก่ 1.การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) 2.การป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และ 3.การรับสถานการณ์พายุฤดูร้อน

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า ใรด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ให้เฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินสถานการณ์ที่ส่งผลต่อการเกิดเหตุในพื้นที่ และสร้างการรับรู้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยรับทราบสถานการณ์และแนวทางปฏิบัติตนให้เกิดความปลอดภัย พร้อมทั้งประสานการปฏิบัติร่วมกับฝ่ายทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลปฏิบัติการด้านภัยจากไฟป่าและหมอกควัน ให้พร้อมปฏิบัติการแก้ไขปัญหาตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่การมีส่วนร่วมของชุมชน/หมู่บ้าน ประชาชนจิตอาสา ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงดูแลสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า ส่วนด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ให้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุที่ได้ซักซ้อมไว้ โดยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก รวมถึงน้ำเพื่อการเกษตรกรรม และป้องกันอาชญากรรมจำพวกการลักขโมยเครื่องสูบน้ำและทรัพย์สินอื่น ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพของประชาชน และเฝ้าระวังเหตุอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นจากความร้อนและการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้า ทั้งภายในหมู่บ้าน ชุมชน และพื้นที่ประกอบเกษตรกรรม โดยรถดับเพลิงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีน้ำสำหรับระงับเหตุได้ทันที

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ด้านการรับสถานการณ์พายุฤดูร้อน ให้เฝ้าระวัง ติดตามสภาพอากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำชับเจ้าหน้าที่หมั่นตรวจตราความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า สิ่งก่อสร้าง ไม้ยืนต้นตามถนน และสถานที่สาธารณะต่าง ๆ หากพบว่าไม่ปลอดภัย ให้ปรับปรุงให้มีความมั่นคงแข็งแรง และเตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย บุคลากรและทรัพยากรต่าง ๆ พร้อมออกให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ และกำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ แจ้งเตือนเกษตรกรเพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงสัตว์เลี้ยง

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า กระทรวงมหาดไทย ยังได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดเน้นย้ำนายอำเภอ ใช้กลไกท้องที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บูรณาการกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เฝ้าระวังสถานการณ์โรคที่เกิดในช่วงฤดูร้อนหรือหน้าแล้ง อาทิ อหิวาตกโรค อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ รวมถึงโรคที่ประชาชนมักจะประสบถี่ขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่พบในคนไทยบ่อยมากด้วยความถี่ในทุก ๆ 1 ชั่วโมง รวมถึงการเป็นลมจากอากาศร้อน ซึ่ง รพ.สต. และ อสม. เป็นกลไกที่นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญในการเป็นด่านแรกของการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การเฝ้าระวังภัยสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน โดยให้ความรู้การดูแลตนเองในช่วงหน้าร้อน และมียาดม ยาสามัญประจำบ้าน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยในเบื้องต้น หากอาการรุนแรงให้รีบพาไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

“กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้กำชับเจ้าหน้าที่ ปภ.จังหวัด ปภ.ศูนย์เขต และ ปภ.ส่วนกลาง สแตนบายประสานงานและรับแจ้งเหตุสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ และอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนทุกคน ในทุกเวลานาที ทุกสาธารณภัย เพื่อความผาสุกของสังคมไทย และความสุขที่ยั่งยืนของประชาชน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่งนายกฯ ให้ผู้ค้านำน้ำมันสำรอง ออกมาให้บริการแก่ปชช.-ผู้ประกอบการ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่งนายกฯ ให้ผู้ค้านำน้ำมันสำรอง ออกมาให้บริการแก่ปชช.-ผู้ประกอบการ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่งนายกฯ ให้ผู้ค้านำน้ำมันสำรอง ออกมาให้บริการแก่ปชช.-ผู้ประกอบการ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.01 น.

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งนายกฯ ปรับมาตรการน้ำมัน ให้ผู้ค้านำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการแก่ประชาชนและผู้ประกอบการได้ ป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมัน จากเหตุขัดแย้งตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ /2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ความว่า

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถนำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการแก่ประชาชนและผู้ประกอบการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้ 

ข้อ 1 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในข้อ 4 และข้อ 5 ของคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569

เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569

สั่ง ณ วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569 ลงชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

พท.รอความชัดเจน 24 มี.ค. ชื่อ 8 รมต. มั่นใจไม่เกิดแรงกระเพื่อม หลังนิวเจนได้โควต้าอื้อ

พท.รอความชัดเจน 24 มี.ค. ชื่อ 8 รมต. มั่นใจไม่เกิดแรงกระเพื่อม หลังนิวเจนได้โควต้าอื้อ

พท.รอความชัดเจน 24 มี.ค. ชื่อ 8 รมต. มั่นใจไม่เกิดแรงกระเพื่อม หลังนิวเจนได้โควต้าอื้อ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.06 น.

พท.รอความชัดเจน 24 มี.ค. ชื่อ 8 รมต.  มั่นใจไม่เกิดแรงกระเพื่อมในพรรค หลังนิวเจนได้โควต้าอื้อ

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงรายชื่อโควตารัฐมนตรี 8 คนของพรรคเพื่อไทยที่ส่งให้พรรคภูมิใจไทย บางคนอาจมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติที่มีคดีถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แจ้งข้อกล่าวหาว่า คิดว่ารายชื่อที่ส่งไปไม่น่าจะมีปัญหา แต่คงต้องรอความชัดเจนจากการประชุมสัมมนาพรรคในวันที่ 24 มี.ค.นี้ ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค น่าจะมีการแจ้งให้ทราบถึงรายชื่อผู้ได้เป็นรัฐมนตรี ตอนนี้หลายคนยังสับสนอยู่ว่าอันไหนจริงหรือปลอม 

เมื่อถามว่ารายชื่อ ครม.ที่พรรคเพื่อไทยส่งไปอาจมีปัญหาในส่วน น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เนื่องจากถูกดีเอสไอเรียกไปรับทราบข้อหาคดีบุกรุกที่ดินรัฐหาดสวนยา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจจะมีปัญหากระทบต่อการรับตำแหน่งหรือไม่ แต่เชื่อว่าไม่เป็นปัญหา ถ้ามีปัญหาจริงก็เชื่อว่าอาจส่งชื่อคนในเครือข่ายมาดำรงตำแหน่งแทน ทุกอย่างเป็นไปได้หมด 

เมื่อถามว่าความรู้สึก สส.ส่วนใหญ่รับได้กับรายชื่อ ครม.ของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า มีหลายฝ่าย ต่างคนก็คิดกันไปคนละทาง การที่มีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะพอใจหรือไม่พอใจในรายชื่อที่ออกมาถือเป็นเรื่องปกติทางการเมือง สุดท้ายทุกคนต้องเคารพมติพรรค ไม่น่าจะมีแรงกระเพื่อมใดๆ เกิดขึ้น

เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่กลุ่มนิวเจนในพรรคเพื่อไทยได้โควตาเก้าอี้รัฐมนตรีรอบนี้หลายคน นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า อาจเป็นเพราะมีความสามารถมาก คนเก่าๆ อาจมือไม่ถึง ขึ้นอยู่กับมติพรรคจะเห็นอย่างไร ไม่มีปัญหา  

ยะใส ผ่าปมไทยใช้น้ำมันแพง ลั่นถึงเวลาถามตรง ๆ ระบบพลังงานไทย ออกแบบมาเพื่อใคร!?

ยะใส ผ่าปมไทยใช้น้ำมันแพง ลั่นถึงเวลาถามตรง ๆ ระบบพลังงานไทย ออกแบบมาเพื่อใคร!?

ยะใส ผ่าปมไทยใช้น้ำมันแพง ลั่นถึงเวลาถามตรง ๆ ระบบพลังงานไทย ออกแบบมาเพื่อใคร!?

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

ยะใส ผ่าปมไทยใช้น้ำมันแพง ลั่นถึงเวลาถามตรง ๆ ระบบพลังงานไทย ออกแบบมาเพื่อใคร!?

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 นายสุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ถึงเวลาถามตรง ๆ ระบบพลังงานไทย…ออกแบบมาเพื่อใคร?

วิกฤตน้ำมันที่กำลังถูกพูดถึงในขณะนี้ ต้องทำความเข้าใจให้ชัดว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่คือ “โรงกลั่น” และโครงสร้างพลังงานของประเทศทั้งระบบ ประเทศไทยมีกำลังการกลั่นประมาณ 1.2–1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน แต่ในขณะเดียวกัน ไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อนำมาป้อนโรงกลั่น นั่นหมายความว่า แม้เราจะ “กลั่นเอง” แต่ต้นทุนตั้งต้นยังผูกกับตลาดโลกตั้งแต่ต้นน้ำ

คำถามสำคัญคือ ทำไมราคาน้ำมันในไทยยังสูงเหมือนนำเข้า? คำตอบอยู่ที่ระบบกำหนดราคาที่ใช้อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ (MOPS) เป็นหลัก ซึ่งเป็นมาตฐานในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้ราคาขายในประเทศไม่ได้ตั้งจาก “ต้นทุนจริงของโรงกลั่นในไทย” แต่สะท้อน “ราคาตลาดโลก” เป็นหลัก ในช่วงปกติ ค่าการกลั่นเฉลี่ยอาจอยู่ราว 4–6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในช่วงวิกฤตพลังงานที่ผ่านมาเคยพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 20–30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้กำไรของโรงกลั่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ภาระต้นทุนตกอยู่กับประชาชน

เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ จะเห็นแนวทางที่แตกต่างชัดเจน เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซียเลือกใช้มโยบายอุดหนุนราคาพลังงานอย่างเข้มข้น โดยใช้งบประมาณคิดเป็นหลายเปอร์เซ็นต์ของ GDP เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศ ขณะที่ไทยเลือกใช้กลไก “กองทุนน้ำมัน + อิงตลาดโลก” ทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนตามตลาดโลกมากกว่า แม้จะช่วยรักษาวินัยทางการคลัง แต่ก็ทำให้ประชาชนต้องรับแรงกระแทกโดยตรงมากกว่าเช่นกัน

ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาราคาน้ำมัน แต่คือปัญหา “ความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง” ระยะสั้น รัฐต้องเปิดเผยโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างโปร่งใส และดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด ระยะกลางควรปรับสูตรราคาให้สะท้อนต้นทุนในประเทศมากขึ้น และระยะยาวต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบที่นำเข้าเกือบล้านบาร์เรลต่อวัน หากไม่ปฏิรูปอย่างจริงจัง วิกฤติแบบนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่จะกลายเป็นวงจรซ้ำของระบบพลังงานไทยต่อไป…”