หมอกี้ ชากีร่า โพสต์ซึ้งเปิดใจถึงลูกสาว นาเดีย บนเวทีหนูน้อยจักรวาล 2026

หมอกี้ ชากีร่า โพสต์ซึ้งเปิดใจถึงลูกสาว นาเดีย บนเวทีหนูน้อยจักรวาล 2026

หมอกี้ ชากีร่า โพสต์ซึ้งเปิดใจถึงลูกสาว นาเดีย บนเวทีหนูน้อยจักรวาล 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.34 น.

กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวสุดประทับใจบนเวทีการประกวด ดร.อังคนางค์ ชากีร่า บำรุงสรณ์  หรือ หมอกี้ Provincial Director (PD) แห่ง MUT ระยอง-จันทบุรี-ตราด ได้ออกมาโพสต์ข้อความเผยเรื่องราวอีกมุมหนึ่งของลูกสาวตัวน้อย น้องนาเดีย  โมฮาเหม็ด ฮานาเฟีย หลังจากมีกระแสจากผู้ชมบางส่วนตั้งข้อสงสัยถึงท่าทีของน้องบนเวทีว่า “ทำไมมองไป-มองมา” หรือ “ทำไมดูไม่มั่นใจ” ” แต่ก็สามารถคว้า ตำแหน่งขวัญใจมหาชนหนูน้อยจักรวาล 2026 และรองอันดับ 4 (4th RU) หนูน้อยจักรวาล 2026 บนเวที Miss Universe Thailand มาครองได้เป็นผลสำเร็จทำเอา ‘แม่กี้’ถึงกับปลื้ม และออกมาเผยเหตุผลสุดซึ้ง ไม่ได้อยากเป็นนางงาม แต่ทำเพื่อแม่

หมอกี้ได้เล่าว่า การมาประกวดในครั้งนี้ของนาเดีย ไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจอยากเป็นนางงามของตัวเอง แต่เกิดจากความรักและความตั้งใจที่อยากทำตามคำขอของคุณแม่ เพื่อเรียนรู้และต่อยอดงานในอนาคต รวมถึงความตั้งใจที่อยากมาเดินตามรอยรุ่นพี่ๆ MUT ระยอง-จันทบุรี-ตราด อย่าง พี่กัปซ่า, พี่โม และพี่เอมี่ นอกจากนี้ หมอกี้ยังได้เฉลยถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้องดูเพ่งหรือมองไปมาบนเวที เป็นเพราะนาเดีย “สายตาสั้นมาก ๆ” และไม่เคยผ่านการซ้อมเดินหรือซ้อมพูดบนเวทีมาก่อน เมื่อต้องถอดแว่นขึ้นประกวด โลกที่เห็นจึงไม่ได้ชัดเจนเหมือนที่ผู้ชมมองเห็น แต่ถึงอย่างนั้น น้องก็ยังเลือกที่จะสู้และทำหน้าที่อย่างเต็มที่จนจบ

สำหรับเรา มันไม่ใช่ภาพของเด็กที่ ‘ทำไม่ได้’ แต่มันคือภาพของเด็กคนหนึ่งที่มองไม่ชัด แต่ยังเลือกที่จะสู้ต่อให้จบ“

นอกจากนี้ ‘หมอกี้’กล่าวทิ้งทายด้วยความภาคภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้ว่า ไม่ว่าจะเป็นคำขอของคุณแม่ การต้องถอดแว่น การขึ้นเวทีทั้งที่ไม่เคยเดิน หรือแม้แต่สิ่งที่ไม่ใช่ทางที่ถนัด นาเดียก็ยอมสู้จนจบกระบวนการ สำหรับคนเป็นแม่แล้ว “นาเดียเก่งมากแล้ว” และเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ในวันนี้ จะกลายเป็นต้นทุนชีวิตอันทรงคุณค่าในอนาคตของน้องอย่างแน่นอน

น้าเน็ก เปิดชีวิตรักที่นี่ที่แรก พร้อมขอเคลียร์ปมในอดีต จนเป็นลูกชังที่พี่ฉอด

น้าเน็ก เปิดชีวิตรักที่นี่ที่แรก พร้อมขอเคลียร์ปมในอดีต จนเป็นลูกชังที่พี่ฉอด

น้าเน็ก เปิดชีวิตรักที่นี่ที่แรก พร้อมขอเคลียร์ปมในอดีต จนเป็นลูกชังที่พี่ฉอด

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.55 น.

เมื่อ “น้าเน็ก”  มารายการ Club Friday Show ผลิตโดย CHANGE2561 ขอแก้ปมในอดีต เปิดชีวิตรักที่นี่ที่แรก!!  พร้อมขอเคลียร์ปมในอดีตที่เคยทำไว้กับวงการวิทยุ จนเป็นลูกชังที่พี่ฉอดไม่รัก!! จริงหรือไม่? ไม่เคยประสบความสำเร็จด้านความรัก เลยทำให้ น้าเน็ก กลายเป็นคนเจ้าชู้ ความรักที่เจ็บปวดที่สุดของ น้าเน็ก ต้องจบลงที่การแยกทาง! พร้อมขอเปิดความในใจจากพ่อถึงลูก ทำตัวดีดีแก่มาจะได้ไม่เสียใจ น้าเน็ก ขอถ่ายทอดบทเรียนในชีวิตที่ผ่านมา อย่าหาว่าน้าสอน

น้าเน็ก : ผมจะพูดเกี่ยวกับเรื่องผมเนี่ยใน Club Friday Show ที่แรกเลย ใช้เวลาเป็น 10 ปีกว่าจะมานั่งคุยกันในรายการโอกาสนี้เป็นการแก้ปมไปในตัวเลยแล้วกัน

ถาม เคลียร์ปมในอดีตที่เคยทำไว้กับวงการวิทยุ

น้าเน็ก : คือช่วงเวลาที่เป็นดีเจในเอไทม์ ที่เป็นดีเจในสามแยกปากหวานความรู้สึกที่ผมฝังหัวอยู่เสมอเลยก็คือ พี่ฉอด ไม่รักผมเลย ตอนอายุน้อยผมมีความชายแท้มากๆทำเรื่องมากมายมอบให้วงการวิทยุ หยาบคายดูเกมะเรเกเร ดูเลว มีเพื่อนดีเจคนหนึ่งสมมุติว่าชื่อ ดีเจเชาเชา ยังไม่ปลดล็อกมีอย่างอื่นมาให้สูบแล้วก็เมาแล้วก็ไปจัดรายการ

พี่ฉอด : แล้วที่พูดมาทั้งหมดยังคิดว่าฉันยังต้องรักแกอีกเหรอ

ถาม เวลามีความรักเป็นยังไง

น้าเน็ก : ผมเป็นเด็กที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กๆเลยมีความไม่มั่นใจมากๆ

ถาม เราไม่ประสบความสำเร็จในการจีบหญิง

น้าเน็ก : คำพูดที่ผมจะได้ยินจนเบื่อเลยคือเป็นเพื่อนกันดีกว่า เพราะเราไม่มีรถขับเหรอ เราไม่หล่อเหรอ

ถาม แต่ก็เจ้าชู้จัดมาก

น้าเน็ก : ก็พอหลังจากนั้นก็จีบคนโน้น คนนี้ไปทั่ว มีสมุดจดน้องคนโน้น น้องคนนี้

ถาม ความรักครั้งที่เจ็บปวดที่สุด

น้าเน็ก : อยากมีแฟนที่อยู่ด้วยกันแล้วก็มีลูกคนแรกผมไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์นี้อยู่บนพื้นฐานอะไรก็กลายเป็นว่าการมีลูกทำให้ทุกอย่างดูยากขึ้น ไม่ได้แพลนมาก่อน สุดท้ายจบลงด้วยการแยกทาง

ถาม จังหวะที่เลิกกันเรารู้สึกยังไงบ้าง

น้าเน็ก : มีหลายครั้งที่ผมอยากจะขับรถลงทางด่วน นี่เราทิ้งลูกคนหนึ่ง 7 ขวบ อีกคน 3 ขวบ

ถาม ในมุมที่เรามีลูกแต่คนอื่นไม่รู้เลยในยุคโซเชียลเขามีการตั้งคำถามในใจไหมเอ่ยว่าทำไมพ่อถึงบอกใครๆไม่ได้ว่ามีเขา

น้าเน็ก : เพราะว่าที่แยกกันภาพที่เขาเห็นคือพ่อจะมาเจอบ้าง แต่เห็นพ่อหลักๆคืออยู่ในทีวี พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่มีใครอธิบายอะไรว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงไม่เหมือนบ้านอื่น พ่อ จะใช้โอกาสนี้พูดกับหนูทั้งสองอย่างเป็นทางการว่าเกิดอะไรขึ้น หากอะไรก็ตามในการที่ครอบครัวเราเป็นแบบนี้แล้วทำให้หนูศูนย์เสียขาดหายอะไรบางอย่าง พ่อ ขอโทษจริงๆจากวันนั้นผมรู้สึกว่าเขาเปิดใจกับผมมากขึ้น

ถาม น้าเน็ก พูดขึ้นมาอย่าหาว่าน้าสอนก็เป็นพื้นที่ของคนที่ไม่มีความสุขมาคุยกัน คนที่ไม่มีความสุขหนึ่งฝั่งคือ น้าเน็ก หรือเปล่า

น้าเน็ก : ก็ด้วยครับ

ถาม แปลว่า น้าเน็ก  คิดว่าตัวเองคือคนที่ไม่มีความสุข

น้าเน็ก : ….???

ถาม น้าเน็ก ได้เรียนรู้อะไรผ่านชีวิตของตัวเองมาจนถึง ณ วันนี้

น้าเน็ก : ละเมียด ละไมกับการมีชีวิตนะครับ อย่างน้อยๆสัดส่วนที่เป็นของขวัญมันจะได้มากกว่า สัดส่วนที่เป็นบทเรียน ไม่ว่ายังไงก็ตามแต่คุณจะต้องแบกมันไปทั้งชีวิตต่อจะมีใครบอกคุณว่าลืมอดีตไปซะ ให้อภัยตัวเองมันไม่มีวันหายไปไหน ทำตัวดีๆแก่มาจะได้ไม่เสียใจ

ดร.ปิ๊งปิ๊ง-รภัทร ทำถึง! 4 ลุคแรกที่อุดรฯ สวยหวานฉ่ำ เสน่ห์เป็นธรรมชาติ ชาวอุดรเทใจ

ดร.ปิ๊งปิ๊ง-รภัทร ทำถึง! 4 ลุคแรกที่อุดรฯ สวยหวานฉ่ำ เสน่ห์เป็นธรรมชาติ ชาวอุดรเทใจ

ดร.ปิ๊งปิ๊ง-รภัทร ทำถึง! 4 ลุคแรกที่อุดรฯ สวยหวานฉ่ำ เสน่ห์เป็นธรรมชาติ ชาวอุดรเทใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.50 น.

ดร.รภัทร เอกนิธิเศรษฐ์ Miss Universe Chachoengsao 2026 เดินหน้าสู่เส้นทาง “Go To Universe” พร้อมเข้าร่วมการเก็บตัวและทำกิจกรรมในจังหวัดอุดรธานี ภายใต้กิจกรรม Miss Universe Thailand 2026 อย่างเต็มที่ ทั้งพบปะแฟนนางงาม ร่วมกิจกรรมต่างๆ และทำภารกิจตามตารางการเก็บตัว เรียกได้ว่าทั้งสวย ทั้งลุย และพร้อมเก็บเกี่ยวทุกประสบการณ์บนเส้นทางนางงาม

ที่สะดุดตาไม่แพ้กิจกรรม คือแฟชั่นแต่ละวันของ “ดร.ปิ๊งปิ๊ง-รภัทร” ที่เปิดมาแล้วถึง 4 ลุคแรก ก็ทำเอาแฟนนางงามต้องเหลียวมอง ด้วยความสวยหวาน ฉ่ำละมุน เป็นธรรมชาติ และมีเสน่ห์เฉพาะตัว แม้จะไม่ได้เน้นความหวือหวาหรือจัดเต็มจนเกินไป แต่กลับเลือกใช้ความเรียบง่าย ผสมความสวยแบบไทยๆ ได้อย่างลงตัว จนสามารถคว้าใจแฟนๆ และชาวอุดรธานีไปได้ไม่น้อย

อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้เธอน่าจับตา คือความมุ่งมั่นและความมั่นใจในแบบของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องสร้างความ “เพอร์เฟกต์” ในทุกมุม แต่เลือกนำตัวตนและความเป็นธรรมชาติมาเป็นจุดเด่น ทำให้ทุกลุคดูน่ามอง เข้าถึงง่าย และมีเอกลักษณ์ จนได้รับโอกาสให้เข้าร่วมกิจกรรมพิเศษระหว่างการเก็บตัว ยิ่งสะท้อนถึงความโดดเด่นและความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 “ผู้หญิงที่แท้จริง ไม่ได้เกิดมาเพื่อแข่งขันกับใคร แต่เกิดมาเพื่อเปล่งประกายในแบบของตัวเอง”A true woman doesn’t compete. She shines.

นี่คืออีกหนึ่งมุมที่สะท้อนตัวตนของ “ดร.ปิ๊งปิ๊ง-รภัทร” ได้อย่างชัดเจน เพราะเสน่ห์ของเธอไม่ได้อยู่ที่การพยายามเหมือนใคร แต่อยู่ที่การกล้าที่จะเป็นตัวเอง พร้อมพกความมั่นใจ ความมุ่งมั่น และทัศนคติที่ดีเข้าสู่ทุกกิจกรรมของ Miss Universe Thailand 2026

และที่สำคัญ… ลุคของเธอยังไม่หมดเพียงเท่านี้! แฟนๆ ชาวอุดรธานีเตรียมติดตามกันต่อว่าในแต่ละวัน “ดร.ปิ๊งปิ๊ง-รภัทร” จะเสิร์ฟลุคไหนออกมาให้ได้ชมกันอีก จะสวยหวาน ฉ่ำละมุน หรือมาในสไตล์ไหน ต้องรอลุ้นกันแบบวันต่อวัน

เพราะเส้นทาง “Go To Universe” กับการเข้าร่วมกิจกรรม Miss Universe Thailand 2026 ครั้งนี้ยังมีเรื่องราวและเซอร์ไพรส์อีกมากมายให้ติดตาม รับรองว่า สวยจึ้งทุกวัน มีเสน่ห์ทุกลุค และอาจทำเอาแฟนๆ ต้องอึ้งกันไปเลยทีเดียว!

ปิดมหากาพย์ดรามา หมอของขวัญ-หนุ่ม กรรชัย-เบียร์ เดอะวอยซ์ เคลียร์ใจกันแล้ว คงไว้แต่มิตรภาพที่ดี

ปิดมหากาพย์ดรามา หมอของขวัญ-หนุ่ม กรรชัย-เบียร์ เดอะวอยซ์ เคลียร์ใจกันแล้ว คงไว้แต่มิตรภาพที่ดี

ปิดมหากาพย์ดรามา หมอของขวัญ-หนุ่ม กรรชัย-เบียร์ เดอะวอยซ์ เคลียร์ใจกันแล้ว คงไว้แต่มิตรภาพที่ดี

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

12 สิงหาคม 2569 หลังจากที่เคยมีประเด็นดรามาระหว่างผู้ประกาศข่าวชื่อดัง หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย กับนักร้องสาว เบียร์ เดอะวอยซ์ หรือ เบียร์ ภัสรนันท์ อัษฎมงคล จนเรื่องราวบานปลายถึงขั้นมีการฟ้องร้องดำเนินคดีและต้องขึ้นโรงขึ้นศาล  ซึ่งต่อมา หนุ่ม กรรชัย ได้ออกเผยในรายการ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ ถึงกรณีที่ เบียร์ เดอะวอยซ์ ว่าเจ้าตัวได้ถอนฟ้องไปหมดแล้ว

ล่าสุด เบียร์ เดอะวอยซ์ ได้โพสต์ภาพร่วมเฟรม หนุ่ม กรรชัย , หมอของขวัญ และ ทนายนิสา พร้อมเขียนแคปชั่นว่า “ดีใจมากๆค่ะที่มีวันนี้ ขอบคุณพี่หนุ่ม พี่ของขวัญ และน้องทนายนิสา ที่สละเวลามาเจอกันนะคะ วันนี้เราทุกคนได้เข้าใจซึ่งกันและกันแล้วค่ะ อดีตคนเราอาจเคยผิดใจกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปรับความเข้าใจกันไม่ได้ ความคิดคนเราก็สามารถที่จะเปลี่ยนไปได้ในทุกๆวันค่ะ พี่ๆใจดีมากๆ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ความคิดเห็นไม่น่ารักต่างๆไม่รับทุกกรณี”

ต่อมาทางด้าน หมอของขวัญ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก “Doctorkatekate” ระบุข้อความว่า คนที่ไม่เคยเจอกัน รับสารจากคนนั้นทีคนนี้ทาง แปลความไปต่างๆ แล้วมาแรงใส่กัน ทั้งๆที่ชีวิตจริงไม่ได้มีเรื่องกันเลย วันนี้พี่หมอกับพี่หนุ่มได้มาเจอน้องเบียร์ ก็เคลียร์ใจกัน อะไรล่วงเกินกันทั้งทางตรงและทางอ้อม ก็ขอโทษกันปรับความเข้าใจ เพราะบางครั้งตัวหนังสือมันไม่มีเสียง เราเลยเติมแต่งอารมณ์กันไปต่างๆนานา พอมาเจอหน้าปรับความเข้าใจ จากวันนี้ก็คงไว้แต่มิตรภาพที่ดี

ศธ.ลุยตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ติวเข้มบุคลากรส่วนกลาง เปิดพื้นที่รับฟังปัญหานักเรียน-ครูที่ถูกกระทำ

ศธ.ลุยตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ติวเข้มบุคลากรส่วนกลาง เปิดพื้นที่รับฟังปัญหานักเรียน-ครูที่ถูกกระทำ

ศธ.ลุยตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ติวเข้มบุคลากรส่วนกลาง เปิดพื้นที่รับฟังปัญหานักเรียน-ครูที่ถูกกระทำ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.56 น.

13 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมติดตามการใช้ระบบ Traffy EDU ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ.พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.เข้าร่วมประชุม

นายประเสริฐ กล่าวภายหลังการประชุมฯ ว่า วันนี้เป็นการซักซ้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดถึงความพร้อมในการดำเนินงานของศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย โดยจะมีศูนย์ตั้งอยู่ส่วนกลางที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีสำนักงานปลัด ศธ.เป็นเจ้าภาพดูแลศูนย์ฯ เพื่อเชื่อมโยงกับศูนย์พิทักสิทธิ์ฯในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งจะมีการทำงานอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 15 – 16 ส.ค.นี้ ศธ.จะจัดประชุมผ่านระบบออนไลน์กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่จะทำงานรองรับการแจ้งเหตุต่างๆ ในศูนย์ และตั้งแต่วันจันทร์ที่ 17 ส.ค.นี้ ศธ.จะเริ่มประชาสัมพันธ์ในการเข้าถึงระบบว่าจะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ระบบ Traffy EDU จะเป็นศูนย์รวมรับการแจ้งข้อมูลจากทุกแท่ง ซึ่งก่อนนี้รับแจ้งแท่งใครแท่งมัน และเรื่องส่วนมากจะอยู่ในการดูแลของสำนักงานคณะกรรมการหารศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหลัก แต่ต่อไปนี้ ข้อมูลการรับแจ้งจะเข้ามารวมอยู่ที่ศูนย์กลาง ศธ.หรือศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ และจะเชื่องโยงกับสถานศึกษาในสังกัดอาชีวะฯ สพฐ.และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ดังนั้น จึงต้องเทรนนิ่งทั้งหมดเพื่อสร้างความเข้าใจและสามารถบอกช่องทางของการเข้าถึง เช่น การแจ้งเหตุ นักเรียน ครู บุคลากรฯ ต้องลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนก่อน เพื่อป้องกันการแจ้งเรื่องเท็จ ซึ่งจะต้องเข้าสู่ระบบไลน์ Traffy Fondue for Education ซึ่งระบบนี้ถือเป็นการควิกวินระยะสั้น

ส่วนในระยะยาว ศธ.มีการพัฒนดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) คือ การทำฐานข้อมูลให้เป็นฐานเดียวกันทั้งกระทรวง  ฉะนั้น การยืนยันตัวตนของผู้แจ้งเหตุ ต้องมีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้ผู้แจ้งได้รับผลกระทบ และมีระบบความปลอดภัยของข้อมูลที่รับแจ้ง สุดท้ายต้องมีการเชื่อมต่อข้อมูล โดยเราสามารถรู้ประวัติการเรียน การรักษาพยาบาล โรคประจำตัวของนักเรียน โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงสาธารณสุขด้วย ซึ่งขณะนี้ ศธ.อยู่ระหว่างวางระบบ ประมาณเดือนมกราคม ปี 2570 ระบบนี้จะเสร็จสมบูรณ์ ต่อไป ศธ.จะมี Super app ซึ่งจะอยู่ใน Edupas ของกระทรวงฯ หลักจากพัฒนาระบบสมบูรณ์แบบ ระบบของศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ฯก็จะไปอยู่ใน Edupas ของ ศธ.สามารถแจ้งข้อมูลได้โดยมีระบบ Traffy Fondue รองรับการเชื่อมโยงระบบ หากเกิดเหตุร้ายขึ้น สัญญาณนี้ก็จะแจ้งถึง นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบ ตำรวจ ชุมชนในพื้นที่ หรือถ้ามีเหตุใหญ่ๆกระทบในวงกว้าง ก็อาจจะเชื่อมโยงถึงระบบ Cell Broadcast ส่งสัญญาณแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายมือด้วย และจะพัฒนาไปถึงให้มีระบบออทไลน์แจ้งฉุกเฉินได้ด้วย อย่างไรก็ตาม หากมีคนแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จทางคอมพิวเตอร์ ก็มีกฏหมายรองรับก็จะต้องถูกดำเนินการ

“หลังจากมีการเทรนนิ่งบุคลากรใน ศธ.ที่เกี่ยวข้อง เช่น อาชีวะ , สกร. , สพฐ.ทั้งหมดแล้ว ในระยะยาว Super app จะอยู่ใน Edupas ของกระทรวงฯ และสามารถดาวโหลดได้ทางแอฟสโตร์ ทั้งระบบไอโอเอส และระบบแอนดรอยด์ แต่เวลาจะใช้ต้องลงทะเบียนยืนยันตัวตนด้วยเลข 13 หลัก ซึ่งระบบนี้จะทำให้การวางทยุทธ์ศาสตร์การศึกษามีความสมบูรณ์ ระบบความปลอดภัยของนักเรียน ครู จะมีความสมบูรณ์มากขึ้น และเราจะมองเห็นภาพรวมการศึกษาทั้งหมดด้วย” รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ.ทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพและความปลอดภัย ของกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในวันที่ 14 ส.ค.นี้ ปลัด ศธ.จะเซ็นตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานปลัด ศธ.และจะมีการเกลี่ยอัตรากำลังคนมาดูแลศูนย์ดังกล่าวนี้ ให้อยู่ต่อไป และถึงแม้การเมืองจะเปลี่ยน ศูนย์นี้ก็ยังดำรงค์อยู่ เพื่อพิทักษ์รักษาสิทธินักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาต่อไป ซึ่งในวันเสาร์ – อาทิตย์นี้ จะมีการเทรนผู้ที่เกี่ยวข้องที่มาจากทุกแท่งในสังกัด ศธ.เราจะเริ่มจากส่วนกลางให้เข้าใจระบบก่อน เสร็จแล้วก็จะทำความเข้าใจในระดับเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ และตัวแทนของโรงเรียน หลังจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะแถลงเปิดตัวแอบพริเคชั่น แล้วข้อมูลก็จะผ่านเข้ามาในระบบ

“ถ้าศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ฯเสร็จสมบูรณ์แล้ว เด็กก็จะมีพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา เป็นการเพิ่มพื้นที่ให้กับเด็กๆ ในการแจ้งเรื่อง ให้เด็กได้ระบายในสิ่งที่เขาโดนกระทำ จะจริงหรือเท็จเราสามารถช่วยกันตรวจสอบได้ ก่อนนี้มีช่องทางเดียวคือครู ถ้าโรงเรียน หรือครู ไม่ฟ้ง เด็กจะไปพึ่งใคร ดังนั้น การมีศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ฯที่ส่วนกลาง เราจะสามารถมองเห็นได้ หากเกิดปัญหาแล้วเขตพื้นที่ฯยังไม่แก้ไข มีแต่ตัวแดง ต่อไปเขตพื้นที่ฯก็จะต้องแอคทีฟมากขึ้น เพราะมี KPI ก็จะทำให้การทำงานในพื้นที่มีความตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ เริ่มตั้งมา 2 เดือนแล้ว เราก็พยายามทำงานกันมา แต่พอมีเหตุการณ์กราดยิงเกิดขึ้น จึงได้เร่งให้มีการตั้งศูนย์นี้ขึ้นมาอย่างเป็นทางการเร็วขึ้น เพื่อเป็นช่องทางรับฟังการแจ้งข้อมูลเพื่อนำไปสู่การป้องกันแก้ไข” รมช.ศธ.กล่าว

เปิดหลักสูตร ‘สบส. รุ่นที่ 2’ เสริมศักยภาพกรรมการสภา–ผู้บริหารอุดมศึกษา ยกระดับธรรมาภิบาลสู่การบริหารโปร่งใสและยั่งยืน

เปิดหลักสูตร 'สบส. รุ่นที่ 2' เสริมศักยภาพกรรมการสภา–ผู้บริหารอุดมศึกษา ยกระดับธรรมาภิบาลสู่การบริหารโปร่งใสและยั่งยืน

เปิดหลักสูตร ‘สบส. รุ่นที่ 2’ เสริมศักยภาพกรรมการสภา–ผู้บริหารอุดมศึกษา ยกระดับธรรมาภิบาลสู่การบริหารโปร่งใสและยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

“พันธุ์เพิ่มศักดิ์” เปิดหลักสูตร สบส. รุ่นที่ 2 ประจำปี 2569 เสริมศักยภาพกรรมการสภา–ผู้บริหารอุดมศึกษา ยกระดับธรรมาภิบาลสู่การบริหารโปร่งใสและยั่งยืน

13 สิงหาคม 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการฝึกอบรม “หลักสูตรส่งเสริมคุณภาพกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาและผู้บริหารระดับสูงในสถาบันอุดมศึกษา (สบส.) รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2569” โดยมี นางสาวจารุรินทร์ ภู่ระย้า หัวหน้าส่วนขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ผศ.ดร.มารุต ตั้งวัฒนาชุลีพร รองอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยบูรพา รศ.ดร.ปฐมทัศน์ จิระเดชะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้บริหารกระทรวง อว. นายกสภา อุปนายกสภา กรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เข้าร่วม ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า หลักสูตร สบส.เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และศักยภาพของกรรมการสภาและผู้บริหาร ให้สามารถนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการกำกับดูแลและบริหารจัดการสถาบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้และรับผิดชอบ สอดคล้องกับพ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 โดยมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย กำกับทิศทาง และสร้างวัฒนธรรมคุณธรรมและจริยธรรมในสถาบันอุดมศึกษา

รองปลัด อว. กล่าวต่อว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ได้จัดทำร่างประกาศกระทรวง อว. เรื่อง แนวปฏิบัติเพื่อให้การจัดการอุดมศึกษาเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล พ.ศ. 2569 เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีคุณภาพ โปร่งใส และยั่งยืน โดยหลักสูตร สบส. เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และกรณีศึกษา เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารสถาบันอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมจุดแข็งของแต่ละสถาบัน ทั้งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาชุมชน นวัตกรรมทางสังคม และการผลิตกำลังคนที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม

 “กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาอุดมศึกษา ควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการบริหารจัดการ ทั้งหมดนี้ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน โดยมีกรรมการสภาและผู้บริหารเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม เพื่อให้มหาวิทยาลัยไทยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

 ด้าน นางสาวจารุรินทร์ กล่าวว่า หลักสูตร สบส. รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2569 จัดขึ้นรวม 8 วัน แบ่งเป็น 4 ช่วง ระหว่างเดือน ส.ค. – ก.ย.2569 มีผู้เข้าร่วมอบรม 45 คน ประกอบด้วยนายกสภาสถาบันอุดมศึกษา กรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา และผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 31 แห่ง สถาบันอุดมศึกษาเอกชน 13 แห่ง และผู้บริหารจากหน่วยงานภายในกระทรวง อว. 1 แห่ง โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และกรณีศึกษา เพื่อนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการสถาบันและหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเท่าทันต่อบริบทและความเปลี่ยนแปลงของระบบอุดมศึกษา

สำหรับกิจกรรมในวันที่ 13 ส.ค.2569 ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับฟังการบรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสำคัญ อาทิ “ยุทธศาสตร์กระทรวง อว. ยุทธศาสตร์อุดมศึกษา และยุทธศาสตร์สภาสถาบันอุดมศึกษาเชิงรุกที่เน้นผลสัมฤทธิ์” “การขับเคลื่อนสถาบันอุดมศึกษาภายใต้นโยบาย อว.” และ “การจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกเพื่อพัฒนาคุณภาพสถาบันอุดมศึกษาไทย การมองประเทศไทยภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ของโลก” รวมถึงกิจกรรมสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้เข้ารับการอบรมและวิทยากร เพื่อเสริมสร้างมุมมองเชิงยุทธศาสตร์และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการกำกับดูแลและบริหารสถาบันอุดมศึกษาให้มีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนการพัฒนาอุดมศึกษาไทยอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

คณะจิตวิทยา จุฬาฯ เปิดตัวรายงานต้นทุนสุขภาพจิตมารดาช่วงตั้งครรภ์ – หลังคลอด

คณะจิตวิทยา จุฬาฯ เปิดตัวรายงานต้นทุนสุขภาพจิตมารดาช่วงตั้งครรภ์ - หลังคลอด

คณะจิตวิทยา จุฬาฯ เปิดตัวรายงานต้นทุนสุขภาพจิตมารดาช่วงตั้งครรภ์ – หลังคลอด

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรเพื่อสุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด (PAM Foundation) และ Care Policy and Evaluation Centre แห่ง London School of Economics and Political Science จัดงานเปิดตัวรายงานวิจัยว่าด้วยต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ณ CU Social Innovation Hub อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาฯ โดยมีนักวิจัย บุคลากรสาธารณสุข ผู้กำหนดนโยบาย ภาคประชาสังคม เข้าร่วมงาน

รายงานฉบับนี้จัดทำโดยนักวิจัยจาก Care Policy and Evaluation Centre (CPEC) แห่ง London School of Economics and Political Science (LSE) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบัน ภายใต้ชื่อ “The Costs of Perinatal Mental Health Problems : A Modelling Methodology and Interactive Cost Calculator Tool Applied to Thailand” นับเป็นการประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในบริบทของประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมนำเสนอระเบียบวิธีวิจัยที่สามารถนำไปปรับใช้กับประเทศอื่นได้ในอนาคต

ผลการศึกษาที่ถูกเปิดเผยครั้งแรกในงานครั้งนี้ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชุดแรกที่ฉายภาพต้นทุนที่แท้จริงของปัญหาสุขภาพจิตในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในบริบทของประเทศไทย โดยพบว่าปัญหาดังกล่าวที่ยังขาดการดูแลอย่างเหมาะสมก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ราว 68,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนต้นทุนทั้งหมดนั้น ราว 31,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 45 เป็นผลกระทบที่ส่งตรงไปยังเด็ก สะท้อนให้เห็นว่าสุขภาพจิตของแม่ในช่วงตั้งครรภ์มีผลต่อพัฒนาการ ผลลัพธ์ทางการศึกษา คุณภาพชีวิต และโอกาสในอนาคตของเด็กอย่างลึกซึ้งและยาวนาน

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอผลการศึกษาถึงผลกระทบด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ อันเกิดจากภาวะสุขภาพจิตในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับระบบสนับสนุนสุขภาพจิตสำหรับมารดา ครอบครัว และเด็กในประเทศไทย ท่ามกลางบริบทที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นต่อพัฒนาการของเด็กและคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต ผลการศึกษายิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดในฐานะการลงทุนที่สำคัญต่อทั้งคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป

“คณะจิตวิทยาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและดูแลสุขภาพจิตมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสุขภาพจิตของมารดาในช่วงตั้งครรภ์ หลังคลอด และระหว่างการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กและคุณภาพชีวิตของครอบครัวในระยะยาว คณะจิตวิทยาเห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยในเรื่องนี้ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาแนวทางการดูแลและสนับสนุนสุขภาพจิตของมารดาในประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันและเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัย เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” ผศ.ดร.ณัฐสุดา กล่าวและว่า โครงการครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจากสถาบันและองค์กรชั้นนำทั่วโลกซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นสุขภาพจิตมารดาในหลายประเทศ โดยคาดหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนางานวิจัย การสร้างเครือข่ายวิชาการ และการกำหนดแนวทางส่งเสริม ป้องกัน และดูแลสุขภาพจิตมารดาอย่างบูรณาการ ผ่านความร่วมมือของจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจว่าการลงทุนด้านสุขภาพจิตมารดาไม่เพียงส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของแม่และเด็กเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการสร้างองค์ความรู้และขับเคลื่อนสังคม โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

Assoc. Prof. Annette Bauer จาก CPEC-LSE กล่าวถึงต้นทุนของการปล่อยให้ปัญหาสุขภาพจิต   ช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขพบว่ามีมูลค่าสูงอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลกระทบที่ขยายวงกว้างเกินกว่าระบบการดูแลสุขภาพ ทั้งต่อคุณภาพชีวิตของสตรี โอกาสในอนาคตของเด็ก และผลิตภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศ ผลการวิเคราะห์ชี้ว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่ในระบบสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสูญเสียผลิตภาพจากการทำงาน การลดลงของการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน ผลกระทบจากความพิการในระยะยาว และผลลัพธ์เชิงลบต่อเด็กตลอดช่วงชีวิต

ทั้งนี้ รายงานสถานการณ์สุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดของประเทศไทย จัดทำโดย PAM Thailand และ PAM Foundation ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ รวบรวมข้อมูลสถานการณ์ของปัญหา ปัจจัยเสี่ยง การให้บริการ มุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และโอกาสในการพัฒนาระบบสนับสนุนสำหรับแม่ เด็ก และครอบครัว ควบคู่กับเอกสารสรุปเชิงนโยบายที่รวบรวมข้อเสนอแนะเร่งด่วนสำหรับผู้กำหนดนโยบาย บุคลากรสาธารณสุข องค์กรวิชาชีพ นักวิจัย ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบสนับสนุนที่ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวไทย

ในงานยังมีการเปิดตัวแพลตฟอร์มวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์โดยเครือข่าย Global Economics and Maternal Mental Health (GEMMH) เครื่องมือออนไลน์นี้ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย ผู้วางแผนระบบสุขภาพ และหน่วยงานด้านการพัฒนา สามารถวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ไม่ได้รับการดูแล รวมถึงประเมินผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้นโยบายและรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกัน โดยได้รับการพัฒนาให้เป็นต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้ในประเทศอื่นได้ในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีการประกาศจัดตั้งพันธมิตรเพื่อสุขภาพจิตแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอด หรือ Perinatal Alliance for Mental Health Thailand (PAM Thailand) อย่างเป็นทางการ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนางานด้านสุขภาพจิตมารดาผ่านการสร้างความตระหนักรู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัย การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การผลักดันเชิงนโยบาย และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนา ภาคเอกชน และผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อร่วมกันยกระดับการสนับสนุนแม่ เด็ก และครอบครัวทั่วประเทศ

Mr. Hamish Magoffin ผู้ก่อตั้ง PAM Thailand กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบอย่างลึกซึ้งของปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่มีต่อแม่ เด็ก ครอบครัว และสังคม เพื่อดึงความสนใจ ความร่วมมือ และการลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบสนับสนุนครอบครัวทั่วประเทศไทย การศึกษาวิจัยด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจของปัญหาสุขภาพจิตมารดาในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับประเทศอย่างชัดเจน ทั้งต่อมารดา เด็ก ครอบครัว และระบบเศรษฐกิจ การประเมินมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจทำให้ภาครัฐและสังคมตระหนักถึงความสำคัญของปัญหามากขึ้น นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรและการกำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม

                งานวิจัยนี้ดำเนินการโดยทีมนักวิจัยจาก London School of Economics and Political Science (LSE) ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยและสถาบันด้านสุขภาพในประเทศไทย อาทิ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และหน่วยงานพันธมิตรอื่นๆ ผลการศึกษาพบว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจจากภาวะสุขภาพจิตมารดาที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 68,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่ได้สะท้อนเพียงผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบระยะยาวต่อคุณภาพชีวิต ศักยภาพในการทำงาน การสูญเสียผลิตภาพ และภาระด้านสุขภาพในอนาคต ทั้งนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผลกระทบทั้งหมดเกิดขึ้นกับเด็ก ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการในช่วงต้นของชีวิตและอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาว จึงเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนควรร่วมกันให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง

ศ. (เกียรติคุณ) พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตช่วงตั้งครรภ์มีความซับซ้อนและต้องอาศัยการดูแลจากทีมสหวิชาชีพ ซึ่งไม่สามารถดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยบุคลากรทางการแพทย์เพียงสาขาเดียว ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพเพื่อรองรับประเด็นนี้อย่างเป็นระบบ

นพ.วศิน บำรุงชีพ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า สุขภาพจิตของแม่ในช่วงตั้งครรภ์เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรสุขภาพหลายสาขา ทั้งพยาบาล พยาบาลจิตเวช พยาบาลกุมารเวชศาสตร์ นักจิตวิทยาคลินิก และนักจิตวิทยาการปรึกษา การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการดูแลผู้หญิงตั้งครรภ์ที่เข้ารับบริการฝาก ครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

การเปิดตัวรายงานครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นสุขภาพจิตมารดา ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของแม่ เด็ก และครอบครัวในระยะยาว ตลอดจนเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคสาธารณสุข และภาคประชาสังคม ในการผลักดันนโยบายและมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของครอบครัวไทยในอนาคต

สพฐ. เดินหน้าทวิศึกษา ขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาทุนมนุษย์สู่อนาคต

สพฐ. เดินหน้าทวิศึกษา ขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาทุนมนุษย์สู่อนาคต

สพฐ. เดินหน้าทวิศึกษา ขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาทุนมนุษย์สู่อนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 28/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ, นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ และนายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการ กพฐ. นางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักต่างๆและบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ที่ประชุมรับทราบผลการติดตามโครงการจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) แนวใหม่ หลังลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลครบทั้ง 4 ภูมิภาค เพื่อนำไปจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยเห็นว่าทวิศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา พัฒนาทักษะอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน และเชื่อมโยงสู่การศึกษาต่อหรือการมีงานทำผ่านความร่วมมือระหว่างโรงเรียน วิทยาลัย และสถานประกอบการ พร้อมเสนอให้ สพฐ. ขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่อง พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรม และจัดทำระบบติดตามผลเพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายในอนาคต

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ติดตามการดำเนินงานโครงการกองทุนการศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนในโครงการ 143 แห่ง และโรงเรียนเครือข่ายด้านคุณธรรมจริยธรรม 61 แห่ง ครอบคลุม 68 เขตพื้นที่การศึกษา พร้อมรับทราบข้อสั่งการจากการประชุมคณะกรรมการโครงการกองทุนการศึกษา ครั้งที่ 3/2569 ที่มอบหมายให้ สพฐ. เร่งดำเนินการใน 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การสร้างโอกาสศึกษาต่อและส่งเสริมอาชีพให้เด็กในพื้นที่อุ้มผาง การผลักดันทักษะการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด การวิเคราะห์ผลประเมินคุณภาพโรงเรียน การพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา การสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน การปลูกฝังความภาคภูมิใจในสถาบันหลักของชาติ และการส่งเสริมให้นักเรียนในโครงการสมัครสอบ O-NET ปีการศึกษา 2569

ที่ประชุมยังรับทราบผลการดำเนินโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “เลขคณิตคิดเร็วด้วยเวทคณิต” ซึ่ง มีครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมจำนวน 93 คน โดยผลการประเมินหลังการอบรมพบว่า ผู้เข้ารับการอบรมมีคะแนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 95 สะท้อนประสิทธิภาพของการพัฒนาศักยภาพครูด้านการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ทั้งนี้ สพฐ. เตรียมขยายผลสู่โรงเรียนทั่วประเทศ ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การติดตามผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน การสร้างเครือข่าย PLC และการพัฒนาครูแกนนำ เพื่อยกระดับการเรียนรู้คณิตศาสตร์อย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมประชาสัมพันธ์การจัดงาน Human Capital to Life Capital : พัฒนาทุนมนุษย์ สร้างคุณค่า สู่คุณภาพชีวิตที่ดี ระหว่างวันที่ 14–15 สิงหาคม 2569 ณ สวนนงนุช พัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งจะมีการเสวนาวิชาการ เวทีระดมความคิดเห็นด้านการศึกษาระดับมัธยมศึกษา การนำเสนอผลงานนักเรียนใน 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนนิทรรศการนวัตกรรม หุ่นยนต์ อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ เวที E-Sport และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

อีกหนึ่งวาระสำคัญคือ การเตรียมความพร้อมจัดงาน ALL FOR EDUCATION OBEC Symposium 2026 ระหว่างวันที่ 11–13 กันยายน 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งจะเป็นเวทีนำเสนอผลการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของ สพฐ. ประจำปีงบประมาณ 2569 ผ่านนิทรรศการกว่า 50 บูธ การนำเสนอผลงาน Best Practice และการชี้แจงข้อราชการสำคัญ โดยคาดว่าจะมีผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหาร สพฐ. ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต และผู้เกี่ยวข้องจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 1,500 คน

ครูอาชีวะอุบลฯ เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ ‘ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่’

ครูอาชีวะอุบลฯ เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ 'ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่'

ครูอาชีวะอุบลฯ เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ ‘ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่’

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.07 น.

ครูอาชีวะอุบลฯ เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ “ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่” จาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2569

วันที่ 12 สิงหาคม 2569  วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน นักศึกษา ขอร่วมแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับ ดร.สุธารัตน์ ศรีทอง ครูชำนาญการพิเศษ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ในโอกาสเข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ “ลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่” ประจำปี 2569 เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในเวลา 10.00 น. โดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ ฮอลล์ 6 อิมแพค เอ็กซิบิชั่น เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเปิดงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2569 และพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ได้รับการคัดเลือก

ดร.สุธารัตน์ ศรีทอง ครูชำนาญการพิเศษ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับพระราชทานโล่เกียรติคุณในครั้งนี้ สร้างความภาคภูมิใจและนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ครอบครัวและบุคลากรในสังกัดวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยดร.สุธารัตน์ ศรีทอง ถือเป็นครูต้นแบบที่สะท้อนถึงการมีคุณธรรม จริยธรรม ด้านความกตัญญูกตเวทีอย่างสูง การดูแลตอบแทนผู้มีพระคุณ ตลอดจนการส่งเสริมและสืบสานคุณค่าแห่งความรักความอบอุ่นในครอบครัวให้แก่สังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

เปิดผลสอบปมทุจริตสอบท้องถิ่น พบบกพร่องเกือบทุกขั้นตอน ชงดำเนินคดีเด็ดขาด

เปิดผลสอบปมทุจริตสอบท้องถิ่น พบบกพร่องเกือบทุกขั้นตอน ชงดำเนินคดีเด็ดขาด

เปิดผลสอบปมทุจริตสอบท้องถิ่น พบบกพร่องเกือบทุกขั้นตอน ชงดำเนินคดีเด็ดขาด

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

เปิดผลสอบปมทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น​ พบ​ บกพร่องตั้งแต่​TOR​- บรรจุอัตราเกินร้องขอกว่าเท่าตัว​ -​ แก้คะแนนช่วยคนสอบตก​ พร้อมชงดำเนินคดีเด็ดขาด

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานรองนายกรัฐมนตรี นายปกรณ์ นิลประพันธ์​ มีหนังสื่อที่ กงน.(กร​6)​ 0030 / 2569​ วันที่ 6 สิงหาคม 2569​ เรื่องงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568​
ถึงนายกรัฐมนตรี

ตามที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 263/2569 ลงวันที่ 6  กรกฎาคม 2569  เรื่องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568​ โดยให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568​ รายงานเสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 30  วันนั้น

บัดนี้ คณะกรรมการดำเนินการเสร็จและขอกราบเรียนสรุปผลการดำเนินการ ดังนี้

1. คณะกรรมการตรวจสอบได้ตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอน (1) การกำหนดอัตราว่างที่จะสอบบรรจุ (2) การอนุมัติให้มีการสอบ (3) การจัดทำ TOR เพื่อจัดหาผู้รับจ้างดำเนินการสอบ (4) การจัดหาผู้รับจ้าง (5) การดำเนินการของผู้รับจ้างในการจัดสอบและการตรวจผลการสอบ (6) การจัดทำและประกาศผลการสอบ (7) การเรียกบรรจุ และ (8) การดำเนินการของผู้เกี่ยวข้องเมื่อเกิดการจับกุมขบวนการทุจริตและพบช่องว่างที่เอื้อต่อการทุจริตและมีลักษณะที่ส่อไปในทางที่อาจขัดต่อกฎหมายในเกือบทุกขั้นตอน

2. การกำหนดอัตราว่างที่จะสอบบรรจุ พบว่า ก. กลาง อนุมัติอัตราว่างอันเป็นที่มาของการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเพียง 8,548 อัตรา แต่มีการบรรจุจริงถึง 15,520  อัตรา โดย ก. กลาง มีมติให้ ทั่วไปแก่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ที่จะเรียกบรรจุได้เองหากมีอัตราว่าง โดยให้เรียกจากบัญชีที่มีการขึ้นทะเบียนไว้​ โดยไม่ต้องผ่าน ก. กลาง อีก ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของหน่วยทั่วไปในการควบคุมค่าใช้จ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และค่าจ้าง โดยจะมีการบรรจุตามอัตราว่างที่ได้รับอนุมัติเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้อาจไม่สอดคล้องกับการควบคุมค่าใช้จ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และค่าจ้าง ซึ่งต้องไม่เกินร้อยละ 40 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นด้วย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยต้องตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป

3.  การอนุมัติให้มีการจัดสอบ พบว่า ก.สถ. อนุมัติให้มีการจัดสอบโดยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เป็นผู้ดำเนินการ และไม่ปรากฏว่ามีการนำประเด็นการทุจริตเรียกรับสอบอันเป็นเหตุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเคยมีคำสั่งให้ยกเลิกการสอบครั้งก่อนมาพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทางการป้องกันการทุจริตด้วยทั้งที่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

4.การจัดทำ TOR เพื่อจัดหาผู้รับจ้างดำเนินการสอบ พบว่า ก.สถ.มีมติให้ฝ่ายเลขานุการ (สถ.) เป็นผู้ดำเนินการ โดยมิได้พิจารณารายละเอียดของ TOR เอง ทั้งที่เป็นองค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดให้มีการสอบที่ต้องรับผิดชอบความถูกต้อง เป็นธรรม และเที่ยงธรรมในการสอบซึ่งเป็นความบกพร่องชัดเจน นอกจากนี้ TOR ยังกำหนดให้ผู้รับจ้างรับผิดชอบข้อสอบด้วย​ ทำให้ก.สถ.ไม่​สามารถควบคุมคุณภาพของข้อสอบซึ่งควรต้องมีมาตรฐานด้านคุณภาพไม่ต่ำกว่าคุณภาพข้อสอบเข้ารับของสำนักงาน ก.พ. ด้วย และ ก. สถ.ต้องมีระบบงานที่เข้มงวดในการควบคุมและกำกับการดำเนินงานของผู้รับจ้าง แต่กรณีนี้ไม่มีระบบที่ชัดเจนซึ่งต่างไปจากการจัดการสอบของหน่วยงานอย่างมาก

อนึ่ง แม้ TOR จะกำหนดให้ผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบการสอบทั้งหมด​ ในลักษณะ​เบ็ดเสร็จเด็ดขาด​ ทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง ก็ไม่ทำให้ ก.สถ. พ้นจากความรับผิดชอบอันเป็นหน้าที่และอำนาจ​กฎหมายไปได้ ทั้งนี้ การพิจารณาความรับผิดชอบในรายละเอียดของ ก.สถ. และกลุ่มผู้จัดทำ​TOR.เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องดำเนินการตรวจสอบต่อไป

5. การจัดหาผู้รับจ้าง พบว่า เป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

6 . การดำเนินการของผู้รับจ้างในการจัดสอบและการตรวจผลการสอบ พบว่าผู้รับจ้างดำเนินการรับจ้างช่วงเป็นผู้ตรวจผลการสอบ และเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างมีการสั่งให้ผู้รับจ้างช่วง​สำเนาข้อมูลผลการสอบเพิ่มเติมอีก 1 ชุดให้แก่ตน อันเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต และเมื่อ TOR  กำหนดให้ผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบการสอบทั้งหมดในลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้ ก.สถ. ไม่เคร่งครัดที่จะตรวจสอบการดำเนินการของผู้รับจ้าง จึงเป็นข้อบกพร่องที่ต้องตรวจสอบต่อไปว่าเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือไม่  แต่ไม่ว่าอย่างไร ก.สถ. ซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายในกรณีนี้ก็ไม่อาจยกขึ้นปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาได้

7. การจัดทำและประกาศผลการสอบ พบว่า ผลการตรวจทันทีภายหลังการสอบภาค ก. และ ข. ไม่ตรงกับผลสอบภาค ก. และ ข. ที่มีการประกาศ และในการรับรองผลการสอบ ก.สถ. ไม่ได้พิจารณาในรายละเอียดโดยอ้างเหตุว่าเป็นเรื่องลับทั้งที่เป็นผู้กำหนดชั้นความลับเอง  เป็นองค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดการสอบและต้องรับผิดชอบผลการสอบด้วย คงจำนวนผู้สอบได้ตามที่ฝ่ายเลขานุการนำเสนอเท่านั้น ถือเป็นความบกพร่องร้ายแรง นอกจากนี้ ยังปรากฏจาก digital footprint และการให้ปากคำของผู้เกี่ยวข้องว่ามีการสั่งการและประสานงานให้เจ้าหน้าที่ สถ.แก้ไขข้อมูลผลการสอบหลายครั้ง และจากการให้ถ้อยคำของผู้เกี่ยวข้อง พบว่าผู้เกี่ยวข้องบางรายได้
มอบหมายและประสานกับ “บุคคลภายนอก” ที่มิได้มีหน้าที่และอำนาจใด ๆ ในการแก้ไขผลการสอบที่มีการประกาศนั้นด้วย อันเป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติและทุจริตอย่างชัดแจ้ง ปราศจากความละอาย และไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ สำหรับการแก้ไขคะแนน มีทั้งการแก้ไขคะแนนจากผู้สอบตกให้เป็นผู้สอบได้ และการแก้คะแนนผู้สอบได้อยู่แล้ว ให้มีคะแนนมากขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อลำดับของการขึ้นทะเบียนเพื่อเรียกบรรจุ

8. การเรียกบรรจุ พบว่า มีการบรรจุอัตราว่าว่างตามที่กราบเรียนแล้วใน​ข้อ 2. ซึ่งต้องมีการตรวจสอบต่อไปว่าเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการหรือไม่ ถ้าไม่ชอบจะต้องมีการแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

9. การดำเนินการของผู้เกี่ยวข้องเมื่อเกิดการจับกุมขบวนการทุจริต พบว่า ก.สถ. ยังมีการเรียกบรรจุเพิ่มแม้จะปรากฏว่ามีการจับกุมขบวนการทุจริตโดยไม่คำนึงถึงข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้มีอำนาจกำกับดูแลการดำเนินการของ ก. กลาง และ ก.สถ. รวมทั้ง สถ. โดยอ้างเหตุว่า เกรงจะถูกฟ้องร้อง และหลังจากนั้นกลับมีคำสั่งให้บรรจุ โดยไม่กลัวถูกฟ้อง​ ถือเป็นเรื่องผิดปกติ

ทั้ง 32 กระบวนการเกณฑ์คุณภาพข้อสอบ หรือการใช้ผลภาค ก. ของ ก.พ. รวมทั้งให้ขึ้นบัญชีเท่ากับจำนวนตำแหน่งว่างที่เปิดรับ และเสนอข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตให้สำนักงาน ก.พ. เพื่อรวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลางป้องกันมิให้สมัครสอบเข้ารับราชการหรือหน่วยงานของรัฐอื่นได้อีก  และมีความล่าช้าในการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำความจริงให้ปรากฏและการตรวจสอบความต้องของการจัดการสอบครั้งนี้ ซึ่งผิดไปจากปกติของหน่วยงานของรัฐที่จะต้องเร่งรีบตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น อันเป็นผลให้สาธารณชนขาดความเชื่อมั่นในระบบราชการโดยรวม (Trust in Government)สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบราชการทั้งระบบ ซึ่งต้องตรวจสอบเชิงลึกต่อไปถึงแรงจูงใจในความบกพร่องดังกล่าว โดยเฉพาะการไม่ปฏิบัติตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และความล่าข้าในการจัดการกับเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงปัญหาในระบบการสั่งการและบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ รายละเอียดปรากฏตามรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568​ จำนวน 1เอกสารภาคผนวก จำนวน 11 เล่ม ที่แบบเสนอมาพร้อมนี้ในการนี้ คณะกรรมการขอกราบเรียนข้อเสนอแนะเพื่อสั่งการ ดังนี้

1. กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

1.1 ดำเนินคดีกับบุคคลตามข้อ 4.2 (ตามที่ปรากฏในรายงานผลการตรวจสอบฯ (หน้าที่​ 20-36) ทั้งทางแพ่ง อาญา ปกครอง และมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างเด็ดขาดทุกราย

1.2 ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับการพูดอีกหรือไม่ เพราะการทุจริตครั้งนี้มีลักษณะการทำเป็นขบวนการอย่างชัดเจน และให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินคดีแพ่ง อาญา ปกครองและมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างเด็ดขาดทันที

1.3 ทบทวนว่าควรให้ ก.สถ. จัดสอบต่อไปหรือไม่ เพราะสาธารณชนเห็นว่าความเชื่อมั่นในการจัดสอบของ ก.สถ. พังทลายลงแล้ว หรือสมควรมอบหมายหน่วยงานอื่น และในการจัดการต่อไป จะต้องมีกลไกและโครงสร้างการจัดการที่มีธรรมาภิบาล

2. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

2.1 ในฐานะเลขานุการ กสถ. จัดทำคะแนนและบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก. และภาค ข. ใหม่จากฐานข้อมูล OMR โดยคัดแยกผู้ที่ปรากฎหลักฐานว่ามีการแก้ไขคะแนนดิบโดยมิชอบออก และเสนอ
กสถ. ทบทวนมติการรับรองผลการสอบ (ครั้งที่ 16/2568  และครั้งที่ 4/2569 ) และเพิกถอนการประกาศผลการขึ้นบัญชี หรือการบรรจุแต่งตั้งผู้ไม่มีสิทธิ พร้อมติดตามเรียกเงินเดือนและค่าตอบแทนคืน เพื่อบรรเทาความเสียหายแก่ราชการโดยเร่งด่วน ทั้งนี้ ตามแนวคำวิจฉัยศาลปกครองสูงสุด (ที่ประชุมใหญ่) ในคดีหมายเลขแดงที่ อบ.418/2565 

2.2 ในฐานะคู่สัญญาจ้างกับ มศว ดำเนินการตามสัญญาจ้าง และกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากบุคลากรของคู่สัญญามีส่วนร่วมอย่างชัดแจ้งในการทุจริตขั้นตอนหลังสอบข้อเขียนที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลและจัดทำบัญชีผู้สอบผ่าน

2.3 ใช้งานระบบ LHR บันทึกและปรับปรุงข้อมูลอัตราตำแหน่งว่างให้ครบถ้วน ถูกต้องเป็นปัจจุบัน เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลาง พร้อมกำหนดมาตรการทางปกครองบังคับกรณี อปท. ละเลย

2.4 ในฐานะเลขานุการ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เสนอปรับปรุงแก้โจมาตรฐานที่ไปฯการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560  ให้ชัดเจนครอบคลุมทั้งกรอบอัตรากำลัง ขอบเขตอำนาจและชั้นตอนของ กสถ.

3. สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำระบบและฐานข้อมูลกลางผู้ทุจริตการสอบเข้าราชการ ให้หน่วยงานต่างๆ ตรวจสอบได้ เพื่อตัดกลุ่มผู้ทุจริตออกตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครสอบ

4. สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงาน ปปง. บูรณาการความร่วมมือในการสืบสวนและขยายผลกับบุคคลหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในครั้งนี้อย่างจริงจัง และสนับสนุนการไต่สวนของสำนักงาน ป.ป.ช. ในส่วนที่อยู่ระหว่างการใช้อำนาจตามกฎหมาย

5. กรมบัญชีกลาง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำมาตรฐานกลางในการกำหนด TOR สำหรับการจัดจ้างดำเนินการสอบครอบคลุมทุกกระบวนงาน ความมั่นคงปลอดภัยของระบบไอที การคุ้มครองข้อมูล การควบคุมการเข้าถึง การจัดทำ Audit Log และการตรวจสอบผลคะแนน แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติ

6. สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ป.ป.ท. สตช. มท. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมกันศึกษาและจัดทำ ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ฐานความผิด และบทกำหนดโทษสำหรับการทุจริตในการสอบแข่งขันเข้ารับราชการหรือหน่วยงานของรัฐให้ชัดเจนและเหมาะสมกับลักษณะการกระทำผิดในปัจจุบัน

จึงกราบเรียนมาเพื่อกรุณาพิจารณา หากเป็นการชอบด้วยดำริ ขอได้ไปรดมีข้อสั่งการตามที่เสนอ และให้ส่งรายงานนี้ให้แก่กระทรวงมหาดไทย สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ป.ป.ท. สตช. มท.​ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป และรายงานนายกรัฐมนตรีทราบทุกสามเดือน