ศบก. ยันไร้คนไทยเจ็บ เหตุถล่มศูนย์นิวเคลียร์ เตรียมส่งร่างแรงงานกลับ 27 มี.ค. นี้

ศบก. ยันไร้คนไทยเจ็บ เหตุถล่มศูนย์นิวเคลียร์ เตรียมส่งร่างแรงงานกลับ 27 มี.ค. นี้

ศบก. ยันไร้คนไทยเจ็บ เหตุถล่มศูนย์นิวเคลียร์ เตรียมส่งร่างแรงงานกลับ 27 มี.ค. นี้

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.26 น.

เมื่อเวลา 11.05 น. วันที่ 23 มี.ค.69  ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงว่า สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลางยกระดับความตึงเครียด โดยคู่ขัดแย้งหลักรวมถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ยังคงโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง และมีการโจมตีประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ยังสามารถสกัดกันไว้ได้

นอกจากนี้ได้มีการโจมตีโดยอิหร่านไปยังพื้นที่ใกล้ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ของอิสราเอล ในเมืองดิโมนาและเมืองอารัก ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย ซึ่งยังไม่ได้รับรายงานว่าคนไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ โดยภายหลังผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการลดระดับความตึงเครียดและการปกป้องพลเรือน

ศบก.

สำหรับสถานการณ์ในช่องทางฮอร์มุซ ยังคงตึงเครียดหลังเมื่อวัน 22 มี.ค. มีการเรียกร้องโดยประธานาธิบดีสหรัฐ ให้มีการเปิดช่องฮอร์มุซ ภายใน 48 ชั่วโมง ล่าสุดได้มีคำเตือนจากอิหร่านถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบสารสนเทศ เนื่องจากสถานการณ์โดยรวมยังมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศ ย้ำให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงเร่งออกนอกพื้นที่ ติดตามข้อมูลจากทางการอย่างใกล้ชิด และลงทะเบียนกับสถานทูตที่รับผิดชอบ

ความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ตะวันออกกลาง ในส่วนของอิสราเอลในวันที่ 24 มี.ค. กรมการกงศุลโดยสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราวจังหวัดนครราชสีมา จะเดินทางไปจังหวัดชัยภูมิ เพื่อเยี่ยมเยือนและให้กำลังใจครอบครัวแรงงานไทยในอิสราเอลที่เสียชีวิต จากเหตุถูกสะเก็ดระเบิด พร้อมทั้งจะช่วยติดตามและให้ความช่วยเหลือในเรื่องเงินชดเชยและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอลกำลังประสานงานกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสายการบินซึ่งคาดว่าจะเปิดทำการบินในวันที่ 27 มี.ค. เพื่อดำเนินการส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศไทยต่อไป

สำหรับอิหร่าน และตุรกี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะรานและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา อยู่ระหว่างการอพยพแรงงานไทยฟาร์มกุ้ง 4 คน ออกจากเมืองบันดาอาบัส ประเทศอิหร่าน โดยมีกำหนดออกเดินทางทางบกในวันที่ 23 มี.ค. เพื่อข้ามไปตุรกี เพื่อขึ้นเครื่องบินเดินทางปลอดภัยต่อไป

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยได้รับความช่วยเหลือ เพื่อออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางมายังประเทศไทย หรือไปประเทศที่สาม รวมทั้งสิ้น 1,479 คน รัฐบาลไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย

14 ภาคีบุกทำเนียบ จี้รัฐบาลอนุทิน แก้ปัญหาพลังงาน รื้อโครงสร้างน้ำมัน

14 ภาคีบุกทำเนียบ จี้รัฐบาลอนุทิน แก้ปัญหาพลังงาน รื้อโครงสร้างน้ำมัน

14 ภาคีบุกทำเนียบ จี้รัฐบาลอนุทิน แก้ปัญหาพลังงาน รื้อโครงสร้างน้ำมัน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.20 น.

“สมยศ” นำ “14กลุ่มภาคประชาสังคม” ยื่น 3 ข้อ เรียกร้อง ”รัฐบาลอนุทิน“ แก้ปัญหาพลังงาน-ยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลดค่าน้ำมันได้ถึงลิตรละ 11 บาท ปูดศูนย์กลางปั่นราคาน้ำมันอาจอยู่ทำเนียบฯ  ซัดบริหารความเสี่ยงล้มเหลว 

วันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มภาคประชาสังคม 14 องค์กร นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข  นายธัชพงศ์ แกดำ ยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย เพื่อขอให้มีมาตรการเร่งด่วนในการแก้วิกฤตพลังงาน  ลดราคาน้ำมัน  ตรึงราคาแก๊ส  ลดค่าไฟและคุมราคาสินค้า  รัฐบาลเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น โดยมีการนำเอาป้ายข้อความและป้ายไวนิลมาชู แสดงออกถึงข้อเรียกร้อง 

โดยกลุ่มภาคประชาสัมคม 14 องค์กร มีขอเรียกร้องต่อรัฐบาลให้มีมาตรการเร่งด่วน 3 ข้อดังต่อไปนี้ 1 ยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิตนํามัน ปรับลดค่าการกลั่นนํามัน และตรึงราคาแก๊สหุงต้ม (LPG) สําหรับภาคครัวเรือน น้ำมัน ราคาแพงเนื่องจากภาษีที่ซ้าซ้อน ประกอบไปด้วย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีกองทุนน้ำมัน ภาษีท้องถิ่น ภาษีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ค่าการกลั่นและการตลาด ดังนั้น ควรยกเลิกภาษีสรรพสามิต ซึ่งจะทําให้น้ำมันลดราคาลงอีกลิตรละ 7 บาท และลดค่าการกลั่นที่โรงกลั่น เพิ่มขึ้นจากลิตรละ 6 บาท ให้เหลือลิตรละ 2 บาท (รวมค่าน้ำมันสามารถลดลงได้อีกลิตรละ 11 บาท) พร้อมทั้งตรึงค่าแก๊สหุงต้ม ส่าหรับภาคครัวเรือนเป็นระยะเวลา 1 ปี 2.ลดค่าไฟฟ้า จากหน่วยละ 4.18 บาท ให้ลดเหลือหน่วยละ 3 บาท ตามที่พรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลได้เคยหาเสียงไว้ 3.กําหนดมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ควบคุมสินค้าที่จําเป็นต่อการดํารงชีพ ไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา จัดท่า สินค้าราคาถูกออกจําหน่ายในทุกชุมชน และอุดหนุนคูปองนํามันให้กับไรเดอร์ผู้ให้บริการขนส่งอาหารและผู้โดยสาร

ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่าข้อเสนอทั้ง 3 ประการ คือการเรียกร้องให้รัฐบาลทําหน้าที่ดูแลประชาชนในยามที่โลกเผชิญกับวิกฤตการณ์ ค่าครองชีพและสงคราม การตัดสินใจที่ล่าช้าเพียงวันเดียว หมายถึงภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพชีวิตที่สูญเสียไปของคนไทยนับ หลายล้านคน นี่คือหน้าที่ของรัฐบาลทีต้องบรรเทาความทุกข์ยาก เพือรักษาปากท้องและลมหายใจของประชาชน

โดยนายสมยศ กล่าวปราศรัยว่า วันนี้มาพูดเพราะนายอนุทิน เป็นรัฐบาลที่มาบริหารประเทศ และที่ผ่านมาเห็นถึงความเละเทะไม่ได้เรื่อง โดยเฉพาะกรณีปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศที่มีการให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ตั้งแต่ 38 วัน เป็น 60 วัน 90 วัน และล่าสุด 100 วัน ซึ่งสร้างความสับสนและขาดความน่าเชื่อถือ โดยตนเองมองว่าเป็นความล้มเหลวในข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลนายอนุทิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ วันนี้จึงทำให้เกิดการกักตุนน้ำมัน รวมถึงการเก็งกำไรในตลาดน้ำมัน ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ราคาน้ำมันแพง นั้นเพราะกรณีโรงกลั่นปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วลิตรละ 4 บาท ทั้งที่ประเทศยังมีสต๊อกเพียงพอ และมีการไปอ้างอิงราคาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ ทำให้เกิดต้นทุนเทียม และมาแสวงหากำไร จึงอยากให้รื้อโครงสร้างใหม่ ทั้งที่มีการกลั่นในโรงกลั่นประเทศไทย แต่ยังต้องอิงราคาที่อื่น จึงอยากให้รัฐบาลมีการเสนอต้นทุนที่แทัจริงเพื่อแก้ปัญหาได้ถูกจุด

ทั้งนี้“ไอ้โม่ง” ที่อยู่เบื้องหลัง ขณะที่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธ และชี้ว่าการขาดแคลนน้ำมันเกิดจากประชาชนกักตุนเอง ซึ่งนายสมยศเห็นว่า ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องจากประชาชน ทั่วไปไม่สามารถกักตุนน้ำมันในปริมาณมากได้น้ำมันขัดแคลน เป็นเพราะการเกร็งกำไร และการปั่นราคา ซึ่ง ศูนย์กลางการปั่นราคาอยู่ตรงข้ามตนเองที่กำลังพูดอยู่ (ก็คือทำเนียบรัฐบาล ) ส่วนไอ้โม่งเป็นใคร ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน ไม่ใช่ใครอื่น  คือคนที่ทุกท่านรู้จักดี ที่พูดบอกว่าไม่มีไอ้โม่งนั่นแหละ คนนั้นคือไอ้โง่ นี่คือสิ่งที่ตนเองต้องการมาบอกประชาชนทุกคน

ด้านนายธัชพงศ์ กล่าวว่า วันนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ แต่สะท้อนภาวะผู้นำในภาวะวิกฤต เราเห็นการบริหารจัดการความเสี่ยงของนายอนุทิน ต้องถามว่ารู้หรือไม่ในวันที่เกิดสงคราม ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น และจะเกิดวิกฤตพลังงาน  โดยสิ่งที่นายอนุทิน ทำในฐานะผู้นำจำเป็นต้อง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ คนบริหารความเสี่ยงผิดพลาด แล้วทำให้สิ่งที่จะเผชิญในวันนี้ รวมถึงความทุกข์ยากที่ต้องไปต่อแถวเข้าคิวรอซื้อน้ำมัน เกิดจากความผิดพลาดของผู้นำเพียงอย่างเดียว  ทั้งนี้ผู้นำในภาวะวิกฤต นายอนุทิน ต้องยอมรับและพูดความจริงว่าน้ำมันที่สำรองอยู่ตอนนี้มีเท่าไหร่ กำลังจะนำพาประชาชนเผชิญกับอะไร ถ้าไม่พูดความจริงประชาชนก็จะไม่รู้อนาคตของตัวเอง นายอนุทินพูดคำว่า “มีน้ำมันเพียงพอ” แต่ประชาชนกับรีบไปซื้อน้ำมัน ซึ่งหมายถึงมีสัญญาณบางอย่างว่าประเทศจะเข้าสู่วิกฤตขั้นรุนแรง 

ทั้งนี้สิ่งตนอยากเน้นย้ำคือค่าโง่โรงไฟฟ้า ปกติไฟฟ้าสำรองของประเทศควรอยู่แค่ 15% แต่ปัจจุบันมีไฟฟ้าสำรอง 50% แต่ในสลิปค่าไฟแต่ละเดือน เราต้องเสียค่าโง่ ที่แฝงอยู่ในค่า FT คำถามคือรัฐบาลชุดนี้ ในภาวะวิกฤต จะแก้ไขปัญหาและกล้าคุยกับแหล่งทุนผูกขาดพลังงานไฟฟ้าหรือไม่ กล้ารื้อสัญญาหรือโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าใหม่หรือไม่  ดังนั้นจึงขอเรียกร้องภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรี ที่แสดงสปิริตความกล้า วันนี้ความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลนายอนุทิน เข้าสู่วิกฤติศรัทธาขนาดยังไม่ทำงานเต็มที แค่เริ่มก็ผิดพลาดแล้ว

สิ่งที่ต้องเผชิญหลังสงกรานต์ คือภาวะเศรษฐกิจ คำถามคือจะอยู่อย่างไรในสภาวะแบบนี้ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำในฐานะผู้นำ ต้องสามัคคีและนำประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และหากพูดความจริงประชาชนพร้อมที่จะช่วย แต่หากไม่พูดปกปิดเพื่ออุ้มผลประโยชน์ให้กับไอ้โม่งทั้งหลายที่เป็นกลุ่มทุนผูกขาด ประชาชนจะตายและจะนำไปสู่คำว่ารัฐล่มสลาย ในภาวะสงครามสิ่งที่ผู้นำประเทศต้องการรักษาความมั่นคงของรัฐ แต่ความมั่นคงของรัฐจะมี ต้องรักษาความมั่นคงของประชาชนด้วย แต่วันนี้รัฐบาลกำลังนำพาประเทศไปสู่การล่มสลายของรัฐ 

“วันนี้ไม่ใช่เรื่องของสีใดๆไม่ใช่ฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาสุดโต่ง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคนที่จะมารวมกัน“

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากมีการยื่นหนังสือ ทำตัวแทนได้มีการแสดงละครเพื่อจำลองถึงสถานการณ์ที่ประชาชน ต้องเผชิญในขณะที่ประชาชนไปซื้อน้ำมันที่ปั้ม สะท้อนสิ่งที่นายอนุทิน เคยระบุว่า น้ำมันขาดแคลนเกิดจากกรประชาชนตื่นตระหนก แห่กักตุนน้ำมัน และยังบอกว่าไม่มีไอ้โม่ง

สพฐ. ลงดาบครูล่วงละเมิดนักเรียน พร้อมดูแลสภาพจิตใจเป็นสำคัญ

สพฐ. ลงดาบครูล่วงละเมิดนักเรียน พร้อมดูแลสภาพจิตใจเป็นสำคัญ

สพฐ. ลงดาบครูล่วงละเมิดนักเรียน พร้อมดูแลสภาพจิตใจเป็นสำคัญ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.18 น.

วันที่ 23 มีนาคม 2569 นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าว กรณีครูพลศึกษาของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับการร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมล่วงละเมิดนักเรียนในโรงเรียนหลายครั้ง นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้มอบหมายให้ตนเองติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้โดยทันที เนื่องจากการกระทำในลักษณะดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพและนโยบายของ สพฐ. อย่างร้ายแรง ไม่สามารถยอมรับได้ ทั้งยังขัดต่อนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้นย้ำให้โรงเรียนต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด

นางภัทรวรรณ กล่าวว่า สพฐ. ได้สั่งการให้เขตพื้นที่ฯ ดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาด และเขตพื้นที่ฯ ได้ออกคำสั่งให้ครูคนดังกล่าวพักราชการไว้ก่อน พร้อมทั้งได้ส่งนักจิตวิทยาโรงเรียนลงพื้นที่ดูแลฟื้นฟูสภาพจิตใจนักเรียนและผู้ปกครองแล้ว และจะติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ

ทั้งนี้ สพฐ. ได้กำชับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง ให้กำกับ ติดตาม สถานศึกษาในสังกัดให้ดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยและแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด หากเกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวต้องคำนึงถึงสภาพจิตใจของนักเรียนเป็นสำคัญ และดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด รวมทั้งหากพบผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาที่มีพฤติการณ์ปล่อยปละละเลย ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่าง และปฏิบัติตามมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีก

สว.ชงยื่นญัตติด่วนจี้รัฐบาล แก้วิกฤติพลังงาน ปูดเตรียมขึ้นราคา ‘มาม่า’ ฝากพาณิชย์คุมเข้ม

สว.ชงยื่นญัตติด่วนจี้รัฐบาล แก้วิกฤติพลังงาน ปูดเตรียมขึ้นราคา ‘มาม่า’ ฝากพาณิชย์คุมเข้ม

สว.ชงยื่นญัตติด่วนจี้รัฐบาล แก้วิกฤติพลังงาน ปูดเตรียมขึ้นราคา ‘มาม่า’ ฝากพาณิชย์คุมเข้ม

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.12 น.

‘สว.’ ชงยื่นญัตติด่วนจี้ ’รัฐบาล‘ แก้วิกฤติพลังงาน ปูดเตรียมขึ้นราคา ‘มาม่า’

วันที่ 23 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม  โดยน.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เสนอญัตติด่วนให้วุฒิสภา พิจารณาปัญหาผลกระทบต่อประเทศไทยจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง 

น.ส.รัชนีกร กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลกหยุดชะงัก เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน ในประเทศไทยหลายพื้นที่ปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการประชาชน แม้รัฐบาลยืนยันยังไม่เข้าสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมัน แต่หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อจะกระทบประเทศไทยในวงกว้าง เสี่ยงขาดแคลนพลังงานในประเทศ ในด้านเศรษฐกิจคาดว่าจีดีพีไทยจะปรับตัวลดลงอย่างน้อย1% ภาคการส่งออกไปตะวันออกกลางมีมูลค่าความเสียหายกว่า 60,000ล้านบาท รัฐบาลต้องเร่งหาแนวทางเพิ่มจีพีดีส่วนอื่นชดเชยความสูญเสียดังกล่าว ส่วนภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนัก มีการยกเลิกเที่ยวบินกว่า 1,000เที่ยว ปรับเส้นทางบินหลีกเลี่ยงพื้นที่ตะวันออกกลาง ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวบางส่วนตกค้างในหลายพื้นที่ท่องเที่ยว ดังนั้น รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนไม่นำประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง  ขณะที่การบริหารจัดการพลังงาน ผู้กำหนดนโยบายต้องไม่มีส่วนได้เสียกับธุรกิจน้ำมัน แก้ปัญหาอย่างโปร่งใส เป็นธรรม

จากนั้นสว.หลายคนอภิปรายไปแนวทางเดียวกัน เป็นห่วงวิกฤติพลังานในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยหลายด้าน โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันที่กำลังสร้างผลกระทบไปภาคการเกษตรที่ต้องใช้น้ำมันทำการเกษตร มีผลให้ราคาปุ๋ย อาหารสัตว์แพงขึ้น และยังกระทบไปถึงค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคต้องเผชิญราคาสินค้าแพงขึ้น อาทิ นายปฏิมา จิระแพทย์ สว. กล่าวว่า วิกฤติพลังงานกระทบราคาสินค้าทุกประเภท เช่น ราคาไข่ไก่สูงขึ้น 20 สตางค์ต่อฟอง ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 22มี.ค. ได้คุยกับผู้บริหารบริษัท สหพัฒนพิบูลย์ ได้รับแจ้งว่า มาม่ากำลังขึ้นจะราคา มาม่าเป็นดัชนีชี้วัดความอยู่รอดประชาชน ในฐานะสินค้าราคาถูก ทานแล้วอิ่ม ฝากกระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาสินค้า สินค้าบางประเภท ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา แต่บางรายการขึ้น เพราะต้นทุนสูงขึ้น แต่การขึ้นราคาต้องมีคำอธิบายว่าประกอบด้วยต้นทุนอะไรบ้าง ราคาที่ขึ้นคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาสินค้า ไม่ใช่ขึ้นจาก 5บาท เพิ่มเป็น 10บาท สิ่งที่อยากฝากคือ การประชาสัมพันธ์ใช้น้ำมันเขียวในภาคเกษตรกรรมมากขึ้น ขณะที่กิจกรรมที่จะทำช่วงต้นเดือนเม.ย. เรื่องปลูกผัก บางคนหัวเราะในช่วง 1ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันถือเป็นคำแนะนำให้ประชาชน เรื่องปลูกผัก เลี้ยงไก่ 2ตัวต่อครัวเรือนและเลี้ยงปลา เป็นทางออกของการดำรงชีวิตระยะยาว หากเกิดวิกฤติรุนแรง 

สนธิญา บุกสภาฯ บี้ หมอวรงค์ ทำเป็นตัวอย่าง ยกเลิกค่าอาหารกลางวัน ลดผู้ช่วยสส.

สนธิญา บุกสภาฯ บี้ หมอวรงค์ ทำเป็นตัวอย่าง ยกเลิกค่าอาหารกลางวัน ลดผู้ช่วยสส.

สนธิญา บุกสภาฯ บี้ หมอวรงค์ ทำเป็นตัวอย่าง ยกเลิกค่าอาหารกลางวัน ลดผู้ช่วยสส.

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

23 มี.ค. 2569 เมื่อเวลา 11.05 น. ที่รัฐสภา นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อขอให้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี กระทำเป็นตัวอย่างภายหลังมีการอภิปรายให้ยกเลิกอาหารกลางวันของสส. รวมถึงลดจำนวนผู้ติดตามสส. ลง

โดยนายสนธิญา กล่าวว่า วันนี้ตนขอคิดต่างกับ นพ.วรงค์ แม้เคยทำงานร่วมกันครั้งหนึ่ง เนื่องจากกรณีที่นพ.วรงค์เสนอ เป็นเรื่องที่ดี แต่อีกหนึ่งประเด็นที่ตนขอเพิ่มเข้าไป จากที่ตนเคยทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการเกือบ 3 ปี จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยว่า สส. 1 คน อาจสังกัดในกรรมาธิการถึง 3 ที่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการประชุมคณะกรรมาธิการ 1 ชุด สส.จะได้เบี้ยประชุมครั้งละ 1,000 บาท และมีการวิ่งวนจากคณะหนึ่งไปอีกคณะหนึ่ง วันหนึ่งจะได้ประมาณ 3-4 พันบาท ตนเชื่อว่านพ.วรงค์ ก็รู้ จึงขอฝากเรื่องนี้ด้วย

สนธิญา

นายสนธิญา กล่าวต่อว่า วันนี้ที่ตนมาคือทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อส่งต่อให้นพ.วรงค์ พร้อมข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ดังนี้ 1. เมื่อเสนอแล้ว ก็ขอให้แสดงเจตนาโดยการไม่ขอรับเบี้ยเลี้ยงรับประทานอาหารกลางวัน ตลอดวาระ 4 ปีของนพ.วรงค์ 2. ขอให้นพ.วรงค์ รับผู้ช่วยแค่ 3 คน 3. ให้ทำเรื่องแจ้งไปยังประธานสภาฯ ว่าไม่ขอขึ้นเงินเดือนให้กับผู้ช่วยสส. ของนพ.วรงค์ และ 4. ขอเสนอให้ปรับลดค่าเบี้ยเลี้ยงการประชุมกรรมาธิการของสส. รวมถึงพิจารณาว่า 1 คน ประชุม 3-4 คณะ จริงหรือไม่

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า ขณะนี้นพ.วรงค์ เหมือนเป็นพระเอก เมื่อเป็นพระเอกก็ขอให้เป็นพระเอกตลอดไป การเสนอสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ละเอียด ชัดเจน  และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินถือว่าถูกต้องแล้ว แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามการเสนอและทำเป็นคอนเทนท์ เพื่อให้ได้คะแนนเสียง ตนเห็นว่าข้อมูลไม่สมบูรณ์และไม่ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ตนเห็นด้วยกับนพ.วรงค์ แต่ไม่อยากให้เสนอแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงเรียกร้องให้นพ.วรงค์ ดำเนินการตามที่ตัวเองเรียกร้อง และหากนพ.วรงค์ ไม่ได้ทำตามข้อเรียกร้อง ตนจะพิจารณาเกี่ยวกับจริยธรรมของสส. เพราะวันนั้นพูดในที่ประชุมของสภาฯ จึงเป็นคำมั่นสัญญาให้กับประชาชน ฉะนั้น หากไม่ทำประการหนึ่งประการใด ตนถือว่าพูดแล้วไม่ทำ ซึ่งตนจะพิจารณาว่ามีการฝ่าฝืนจริยธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 หรือไม่ แต่ถ้านพ.วรงค์ ทำตามที่พูดในประเด็นหนึ่งประเด็นใด ถือว่าท่านก็ทำสำเร็จแล้ว แม้ว่าสส. ส่วนใหญ่จะไม่เอาก็ตาม 

สนธิญา

นายสนธิญา ยังกล่าวถึงข้อสังเกตการทำงานระหว่าง สส.ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ กับการทำงานของนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ฝ่ายบริหารว่า ต้องระวัง เพราะตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายรัฐบาลจะต้องไม่ทำงานทับซ้อนกัน หรือไปก้าวก่าย  ชี้นำ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และอาจนำไปสู่การฟ้องร้องฝ่าฝืนจริยธรรมได้ 

โอ๊ค-ภรรยา เยี่ยม ทักษิณ นับถอยหลังอีก 49 วัน ได้อิสรภาพ ปล่อยตัวคุมประพฤติ

โอ๊ค-ภรรยา เยี่ยม ทักษิณ นับถอยหลังอีก 49 วัน ได้อิสรภาพ ปล่อยตัวคุมประพฤติ

โอ๊ค-ภรรยา เยี่ยม ทักษิณ นับถอยหลังอีก 49 วัน ได้อิสรภาพ ปล่อยตัวคุมประพฤติ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.58 น.

วันที่ 23 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 10.50 น.  ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาด ยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร สมาชิกครอบครัวชินวัตร นำโดย นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค คู่สมรส น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ หรือติ๊ก ร่วมกันเป็นตัวแทนครอบ ครัว พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 

ทั้งนี้เมื่อนายพานทองแท้ และภรรยา เดินทางมาถึงเรือนจำฯ ก็ได้ยกมือไหว้สวัสดีสื่อมวลชนและคนเสื้อแดงที่มารอต้อนรับให้กำลังใจ โดยยังไม่มีการให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด จากนั้นนายพานทองเเท้ พร้อมด้วยภรรยา และทนายวิญญัติ ได้เดินเข้าประตู 1 ของเรือนจำฯ เพื่อไปยังจุดเยี่ยมญาตินายทักษิณ ชินวัตร โดยคาดว่าจะใช้เวลาเยี่ยมประมาณ 45 นาที

พานทองแท้ ชินวัตร

ต่อมาเวลา 11.30 น. ภายหลังจากที่นายพานทองแท้ และภรรยา ได้ใช้เวลาเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ภายในเรือนจำฯ ประ มาณ 30 นาที ได้ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้พูดคุยกับคุณพ่อเป็นไปด้วยดี และคุณพ่อยังคงสุขภาพแข็งแรงดี และตนมองว่าเรายังเหลือเวลาอีกตั้ง 49 วันที่คุณพ่อจะได้รับอิสรภาพ เราก็นับถอยกันอยู่และยอม รับว่าตื่นเต้น อยากให้ถึงเร็วๆ

เมื่อถามว่าตอนนี้มีกระแสข่าวว่า สส.พรรคเพื่อไทย บางส่วนไม่พอใจที่นายน้อยหญิงจัดตั้งรัฐมนตรีโดยเอาคนใกล้ชิด เรื่องนี้ทาง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออิ๊งค์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีความเห็นเรื่องนี้บ้างหรือไม่นั้น นายพานทองแท้ ตอบว่า ตนยังไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กันเลย และการคุยกับคุณพ่อเมื่อสักครู่นี้ ก็ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองกันเลย คุยแต่เรื่องหลานและสุขภาพทั่วไป อย่างไรก็ดี เรื่องสถาน การณ์บ้านเมืองตอนนี้ ทั้งเรื่องภาวะพลัง งานและน้ำมัน คุณพ่อก็ห่วงอยู่แล้ว แต่เราเเค่ไม่ได้ลงรายละเอียด เพราะนาน ๆ เจอ กันทีก็คุยแต่เรื่องหลานมากกว่า

พานทองแท้ ชินวัตร

อนึ่งผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ในการพิจารณาโครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไปสำหรับผู้ต้องขังเด็ดขาดนั้น มีราย งานว่าเรือนจำกลางคลองเปรม โดยคณะกรรมการพิจารณาพักโทษระดับชั้นเรือนจำ มีกำหนดกรอบเวลาประชุมหารือถึงรายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์จะได้รับการพักการลงโทษ โดยจะประชุมหารือกันในช่วงสิ้นเดือน มี.ค.นี้ ก่อนสรุปรายงานเสนอรายชื่อผู้ต้องขังที่ผ่านเกณฑ์พักโทษ ไปยังคณะกรรมการระดับชั้นกรมราชทัณฑ์ และคณะกรรม การระดับชั้นกระทรวงยุติธรรม ให้การพิจารณาเห็นชอบต่อไป เพื่อผู้ต้องขังจะได้เข้าสู่กระบวนการพักโทษคุมประพฤติ ซึ่งเบื้องต้นมีรายงานเชิงลึกว่า จำนวนรายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดเรือนจำกลางคลองเปรมที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายได้รับการพิจารณาพักโทษในรอบนี้มีจำนวนประมาณ 500 ราย และใน 1 ในนั้น คือ ชื่อของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะได้รับการพักโทษปล่อยตัวคุมประพฤติในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 ขณะที่เจ้าหน้าที่คุมประพฤติและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ อยู่ระหว่างการสืบเสาะสถานที่พักโทษ ผู้อุปการะการพักโทษ ความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ ความเป็นอยู่ ความปลอดภัยของสถานที่และชุมชนโดยรอบ ขณะนี้จึงเป็นการนับเวลาถอยหลังเพียง 49 วัน ที่นายทักษิณ ชินวัตร จะได้รับอิสรภาพอีกครั้ง

พานทองแท้ ชินวัตร
พานทองแท้ ชินวัตร
พานทองแท้ ชินวัตร
พานทองแท้ ชินวัตร

พลังงาน ยันตรึงราคา ดีเซล-เบนซิน อยู่หมัด ชี้นํ้ามันในไทยยังถูกกว่าในอาเซียน

พลังงาน ยันตรึงราคา ดีเซล-เบนซิน อยู่หมัด ชี้นํ้ามันในไทยยังถูกกว่าในอาเซียน

พลังงาน ยันตรึงราคา ดีเซล-เบนซิน อยู่หมัด ชี้นํ้ามันในไทยยังถูกกว่าในอาเซียน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.56 น.

ก.พลังงาน ยัน ตรึงราคาดีเซล-เบนซินอยู่หมัด ชี้ นํ้ามันในไทยยังถูกกว่าในอาเซียน ขอปชช. ช่วยกันประหยัดพลังงาน 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดยนายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน แถลงว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคานํ้ามันในตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้นชัดเจน เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบดูไบ พุ่งขึ้นสูงถึง 158 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์ 122% ทำให้เกิดผลกระทบเรื่องความกดดันในราคาพลังงานของประเทศไทย โดยเฉพาะน้ำมัน อย่างไรก็ดีกระทรวงพลังงานได้ใช้มาตรการที่มีอยู่ เช่นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อชดเชยให้ราคาน้ำมันในประเทศมีเสถียรภาพ ไม่ผันผวน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ราคาน้ำมันในระดับที่ไม่กระทบต่อค่าครองชีพมากจนเกินไป โดย ณ วันนี้ ราคาขายปลีกนํ้ามันในประเทศไทย จะพบว่าน้ำมันดีเซลจำหน่ายอยู่ที่ 31.14 บาทต่อลิตร ในขณะที่แก๊สโซฮอล์ E10 อยู่ที่ 33.5 บาทต่อลิตร 

นายวัชรินทร์ กล่าวว่า นอกเหนือจากการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาระดับราคา ภาครัฐยังส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ได้แก่น้ำมันไบโอดีเซล เพื่อลดภาระการพึ่งพาการนำเข้านํ้ามันจากต่างประเทศ 

นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศกลุ่มอาเซียน กระทรวงพลังงานได้ติดตามเรื่องของราคาจำหน่ายปลีกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่าประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้มีการทยอยปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเบนซินและดีเซล เช่นประเทศมาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์

นายวัชรินทร์ กล่าวต่อว่า มีข้อสังเกตที่สำคัญคือ ราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ประมาณ 31.14 บาทต่อลิตร ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเช่นมาเลเซีย น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 38-39 บาทต่อลิตรแล้ว ดังนั้น ประเทศไทยถือว่ามีราคาขายปลีกที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน อย่างไรก็ดีกระทรวงพลังงานจะบริหารสถานการณ์ราคาขายปลีกให้มีความมั่นคง เพื่อลดค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ก็ต้องรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ทั้งนี้ ขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ

นพพล มั่นใจ เพื่อไทย คุมเกษตร ชาวนาไม่ขาดน้ำทำนาแน่ แนะเร่งพัฒนาผลผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิ

นพพล มั่นใจ เพื่อไทย คุมเกษตร ชาวนาไม่ขาดน้ำทำนาแน่ แนะเร่งพัฒนาผลผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิ

นพพล มั่นใจ เพื่อไทย คุมเกษตร ชาวนาไม่ขาดน้ำทำนาแน่ แนะเร่งพัฒนาผลผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.11 น.

“นพพล”มั่นใจ“เพื่อไทย”คุมเกษตรชาวนาไม่ขาดน้ำทำนาแน่  แนะเร่งพัฒนาผลผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิเพิ่มรายได้เกษตรกร ชี้ตลาดข้าวไทยยังเป็นที่ต้องการในตลาดโลก

นายนพพล  เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งน่าจะมีความชัดเจนในช่วงกลางปี 69 แต่จะหนักหนาแค่ไหนขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำ เพราะเกษตรกรหลายพื้นที่ไม่มีน้ำทำนา แม้จะอยูใกล้เขื่อนแต่กรมชลประทานอ้างว่าน้ำที่มีอยู่เตรียมไว้ใช้ในภารกิจอื่นไม่สามารถจัดสรรน้ำให้เกษตรกรได้ ปล่อยให้นาข้าวหลายแสนไร่ต้องยืนต้นตายเพราะไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง

นายนพพล กล่าวด้วยว่า  ทั้งนี้ปี 2569 กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมามีการจัดทำแผนงานการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการศึกษาและวางแนวทางในการบริหารน้ำต้นทุนให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรมากที่สุด ซึ่งพรรคเพื่อไทยหัวใจเกษตรกรยึดเกษตรกรเป็นที่ตั้ง ดังนั้นการเตรียมการเพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรทั่วประเทศจึงเป็นเป้าหมายหลัก รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

“มั่นใจว่าการทำงานของรัฐบาลระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตร พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร ทั้งการผลิตและการตลาดต้องทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ข้าวที่มีคุณภาพ เพื่อส่งออกไปขายให้กับลูกค้าในต่างประเทศ เพราะข้าวหอมมะลิไทยยังคงเป็นที่ต้องการในตลาดโลก ดังนั้นหากกระทรวงเกษตร สามารถผลิตข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพ กระทรวงพาณิชย์ หาตลาดรองรับเชื่อว่าสามารถเพิ่มรายได้ให้ชาวนาได้แน่นอน” นายนพพล กล่าว 

เปิดประวัติ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ตัวเต็งรองนายกฯมือกฎหมาย ‘อนุทิน2’

เปิดประวัติ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ตัวเต็งรองนายกฯมือกฎหมาย 'อนุทิน2'

เปิดประวัติ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ตัวเต็งรองนายกฯมือกฎหมาย ‘อนุทิน2’

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

วันที่ 23 มีนาคม 2569 หลังจากชัดเจนว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ไม่ขอรับตำแหน่งรองนายกฯ และตำแหน่งอื่นทั้งหมด ในรัฐบาลอนุทิน 2 ก็มีชื่อ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นตัวเต็งที่ได้รับตำแหน่งนี้ 

ปกรณ์ นิลประพันธ์

สำหรับนายปกรณ์ มีประวัติการศึกษา 

-นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

-Master of Laws The University of Sydney, Australia

-หลักสูตรนักกฎหมายกฤษฎีกา รุ่นที่ 1 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

-Certificate in Public Sector Management and Organizational Change The Australian

-National University, Australia

-หลักสูตร Train the Trainers ด้านกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำหรับผู้บริหารกระบวนการยุติธรรม รุ่นที่ 1 สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

-หลักสูตรนักบริหารระดับสูง : ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และคุณธรรม รุ่นที่ 64 สำนักงาน ก.พ.

-หลักสูตร East Asian Public Sector Leadership Challenges National Graduate Institutefor Policy Study, Tokyo, Japan

-หลักสูตรผู้บริหารงานด้านกฎหมายภาครัฐ ระดับสูง รุ่นที่ 1 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

-หลักสูตรนักบริหารการงบประมาณระดับสูง รุ่นที่ 1 สำนักงบประมาณ

-หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รุ่นที่ 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

-หลักสูตรนักบริหารระดับสูง 2 (นบส 2) รุ่นที่ 9 สำนักงาน ก.พ.

-หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 64

ประวัติการทำงาน

27 ม.ค. 2563 – ปัจจุบัน

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาและกรรมการกฤษฎีกา

2561 – 2563

เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

2561 – 2563

ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

2559 – 2562

ปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (PMDU)

2559

ปฏิบัติหน้าที่รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

2558

รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

2551

กรรมการร่างกฎหมายประจำ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

2550

ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ว่าที่รัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ทยอยส่งเอกสารตรวจคุณสมบัติ ประเสริฐ ส่งทีมงานยื่น

ว่าที่รัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ทยอยส่งเอกสารตรวจคุณสมบัติ ประเสริฐ ส่งทีมงานยื่น

ว่าที่รัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ทยอยส่งเอกสารตรวจคุณสมบัติ ประเสริฐ ส่งทีมงานยื่น

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.32 น.

ว่าที่รัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ทยอยส่งเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติ ด้าน ‘ประเสริฐ’ ส่งคณะทำงานมายื่นแทนตั้งแต่ช่วงเช้า

วันที่ 23 มีนาคม 2569ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บริเวณอาคารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นสถานที่ที่กำหนดให้ผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน 2 นำเอกสารมายื่นเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา โดยบรรดาว่าที่รัฐมนตรีตามโผ ครม.อนุทิน 2 ทยอยเข้ายื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีแล้ว 

โดยเมื่อเวลา 9.00 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ซึ่งคาดว่าจะได้เป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ตัวแทนนำเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติมาส่งที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อตรวจสอบประวัติ

จากนั้น เวลา 9.45 น นายประเสริฐจันทรรวงทอง  รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้ให้เจ้าหน้าที่ นำเอกสารมายื่นให้ตรวจสอบเช่นกัน
 
และเมื่อเวลา 10.43 น. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้ตัวแทนมายื่นเอกสารตรวจสอบประวัติที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเช้านี้มีหนึ่งในทีมงานของผู้ที่มีรายชื่อนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือแล้วเช่นกัน 

ต่อมาเมื่อเวลา 11.27 น. ทีมงานของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และทีมงานของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้มายื่นเอกสาร เพื่อตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติที่สำนักเลขาธิหารคณะรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว ภายหลังมีข่าวก่อนหน้านี้ว่า นายปกรณ์ มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 2 โดยจะเข้ามาทำหน้าที่ดูแลด้านกฎหมาย แทน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ที่ แสดงความประสงค์ไม่ไปต่อกับรัฐบาลอนุทิน 2