ปธ.กมธ.ที่ดินฯ ชู 3 ทางรอดคน-ช้าง ดันเข้าเกณฑ์ภัยพิบัติ ถกอุทยานฯ 25 ส.ค.

ปธ.กมธ.ที่ดินฯ ชู 3 ทางรอดคน-ช้าง ดันเข้าเกณฑ์ภัยพิบัติ ถกอุทยานฯ 25 ส.ค.

ปธ.กมธ.ที่ดินฯ ชู 3 ทางรอดคน-ช้าง ดันเข้าเกณฑ์ภัยพิบัติ ถกอุทยานฯ 25 ส.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.30 น.

วันที่ 9 ส.ค.2569 น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ที่ผ่านมา ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมวางกรอบและข้อเสนอในเรื่องปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ บุกรุกไร่ สวน และทำร้ายชาวบ้าน  โดยเตรียมนำข้อสรุปหารือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  และในที่ 25 สิงหาคมนี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่นำไปปฏิบัติได้จริง

“เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ชุดผลักดันช้างทำงานหนักมาก บางคนเสี่ยงชีวิตกลางดึกทุกคืน ชาวบ้านเองก็อดทนมานาน ส่วนช้างก็ออกมาเพราะในป่าอาหารและน้ำไม่พอ ทุกฝ่ายต่างเป็นผู้เดือดร้อนด้วยกันทั้งนั้น หน้าที่ของกรรมาธิการฯ คือมาช่วยหาเครื่องมือและช่วยแก้ข้อติดขัดให้ทุกฝ่ายทำงานง่ายขึ้น” น.ส.กุลวลี กล่าว

ประธานกมธ.การที่ดินฯ กล่าวว่า จากการทำหน้าที่อนุกรรมาธิการงบประมาณ ด้านครุภัณฑ์และ ICT ได้ดูคำขอตั้งงบประมาณปี 2570 พบว่ามีการของบผลักดันช้างป่าไว้กว่า 200 ล้านบาท ขณะที่งบเยียวยาขอไว้ 10 ล้านบาท จึงมองว่าควรมาช่วยกันพิจารณาการจัดวางสัดส่วนงบประมาณระหว่างการป้องกันและการเยียวยาให้สมดุลและให้ได้ผลมากขึ้น ซึ่งตนไม่ได้ถามเพื่อจะตัดงบ แต่ถามเพื่อให้เงินทุกบาทมีประโยชน์เต็มที่ อำเภอไหนทำแล้วช้างออกน้อยลงจริง เราควรรู้ว่าเขาทำอย่างไรแล้วขยายผลไปที่อื่น จุดไหนยังไม่ได้ผลก็มาช่วยกันปรับใหม่ 

น.ส.กุลวลี กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางที่คณะกรรมาธิการฯ จะเสนอ ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ที่ต้องเดินไปพร้อมกันคือ ส่วนแรก “รู้ตัวช้างล่วงหน้า” โดยนำเทคโนโลยี GPS กล้องตรวจจับ และจะขอความร่วมมือด้านงานวิจัยจากกระทรวง อว. มาติดตามพฤติกรรมช้างเกเรรายตัวที่มีเส้นทางออกหากินประจำ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดักรอได้ถูกจุด พร้อมเชื่อมระบบเตือนภัยส่งตรงถึงมือถือชาวบ้านทันที ส่วนที่สองคือ “สร้างเฉพาะจุดที่ได้ผล” โดยทดลองสร้างสิ่งกีดขวาง เช่น รั้วไฟฟ้า คูกันช้าง หรือแบริเออร์ดาดคอนกรีต ในพื้นที่ตัวอย่าง 2-3 จุด เพื่อประเมินผลความคุ้มค่าก่อนขยายผล เพื่อไม่ให้งบประมาณและแรงของเจ้าหน้าที่สูญเปล่า ส่วนที่สามคือ “เยียวยาให้ถึงมือเร็ว” เสนอแก้ปัญหาระบบงบประมาณเยียวยาล่าช้า โดยเตรียมหารือกระทรวงการคลังให้กำหนด “ภัยจากสัตว์ป่า” เป็นภัยพิบัติประเภทหนึ่งตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เช่นเดียวกับน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือวาตภัย เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถนำเงินทดรองราชการมาสำรองจ่ายชดเชยให้ชาวบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนงบกลาง

“ไร่สวนที่ถูกช้างเหยียบพังทั้งสวน นั่นคือรายได้ทั้งปีของเขา เสียหายวันนี้แต่เงินมาถึงอีกหลายเดือนข้างหน้า ตรงนี้ไม่ใช่ความผิดของกรมอุทยานฯ แต่เป็นเรื่องของระบบที่เราต้องมาช่วยกันแก้” น.ส.กุลวลีกล่าว

น.ส.กุลวลี กล่าวด้วยว่า ปัญหานี้ค้างคามานาน แต่สามารถแก้ไขได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน โดยตั้งเป้าหมายให้ชาวบ้านได้รับสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า เจ้าหน้าที่มีอุปกรณ์ปลอดภัย ช้างมีอาหารเพียงพอในป่า และเมื่อเกิดความเสียหาย ชาวบ้านต้องได้รับเงินเยียวยาภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งกรรมาธิการฯ พร้อมเป็นแกนกลางประสานทุกหน่วยงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่งออกไทยพุ่ง! รัฐบาลเผยครึ่งปีแรก 2569 โต 17.6% มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์

ส่งออกไทยพุ่ง! รัฐบาลเผยครึ่งปีแรก 2569 โต 17.6% มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์

ส่งออกไทยพุ่ง! รัฐบาลเผยครึ่งปีแรก 2569 โต 17.6% มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

รัฐบาลเผยส่งออกไทยครึ่งปีแรก 2569 โต 17.6% มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่าปีก่อนต่อเนื่อง สินค้าเทคโนโลยี–อิเล็กทรอนิกส์แรงหนุนสำคัญ ตลาดสหรัฐฯ โต 41.1%

9 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ว่า การส่งออกยังขยายตัวได้ดีและสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับที่ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงทิศทางการส่งออกของไทยเมื่อเร็วๆ นี้ โดยเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 ไทยมีมูลค่าการส่งออกรวม 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เฉพาะเดือนมิถุนายน 2569 ส่งออกมีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.8%

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงส่งจากภาคการค้าต่างประเทศยังมีความต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 96,169.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.4% และไตรมาส 2 มีมูลค่า 100,572.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.7% ซึ่งเป็นการขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องตลอดครึ่งปีแรก

สำหรับสินค้าที่มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของการส่งออกในช่วง 6 เดือนแรก พบว่าสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่าส่งออก 18,781.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 47.9% และมีส่วนต่อการเติบโตของการส่งออกรวม 5.4 จุด ตามด้วยเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 3,547.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 169.0% รวมถึงเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลการเกษตร หม้อแปลงไฟฟ้า และทองแดงและของทำด้วยทองแดงที่ขยายตัวต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สินค้าเกษตรและอาหารของไทยยังมีบทบาทต่อการส่งออก โดยผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง มีมูลค่า 4,024.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.3% ขณะที่อัญมณีและเครื่องประดับมีมูลค่า 14,166.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.8%

ด้านตลาดส่งออกสำคัญ สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 47,144.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.1% คิดเป็นสัดส่วน 24.0% ของการส่งออกทั้งหมด ตามด้วยจีน มูลค่า 22,645.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.1% ญี่ปุ่น 13,186.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.9% อินเดีย 9,152.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.0% และสิงคโปร์ 9,132.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 74.0%

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภาพรวมครึ่งปีแรกถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการขยายตัวของสินค้าเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโอกาสของไทยในการเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ขณะเดียวกันตลาดส่งออกหลักหลายแห่งยังขยายตัวพร้อมกัน ทั้งสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และสิงคโปร์

“ตัวเลขครึ่งปีแรกสะท้อนชัดว่าการส่งออกของไทยในปีนี้ทำได้ดีกว่าปีก่อน โดย 6 เดือนแรกขยายตัวถึง 17.6% และเฉพาะเดือนมิถุนายนเติบโต 20.8% รัฐบาลจะเดินหน้ารักษาแรงส่งนี้ ทั้งการเปิดตลาดใหม่ ดูแลตลาดเดิม และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อให้รายได้จากการส่งออกกลับมาสู่ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs และเศรษฐกิจไทยให้มากที่สุด” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ไทยมีมูลค่าการค้ารวม 425,227.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.8% โดยมีการนำเข้ามูลค่า 228,485.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 38.0% และขาดดุลการค้า 31,744.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและสนับสนุนการส่งออกให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง

ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.16 น.

9 สิงหาคม 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับการอาชีวศึกษาไทย โดยมุ่งผลักดันระบบการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับโลกการทำงาน เพื่อสร้างแรงงานที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “อาชีวะไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางหลัก” และเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยสร้างทั้งโอกาส รายได้ และความมั่นคงให้กับผู้เรียน

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวะและสายสามัญให้เข้าใกล้ตัวเลข 45 : 55 คือจำนวนผู้เรียนสายสามัญ 45% และ สายอาชีวศึกษา 55% จากเดิมที่เป็นสัดส่วน 70 : 30 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการผลิตบุคลากรสายวิชาการกับสายวิชาชีพ และผลิตแรงงานที่มีทักษะสูงให้ตรงกับความต้องการของตลาดเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับภาคเอกชน เพื่อกำหนดมาตรฐานสมรรถนะร่วมกันในสาขาเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะตรงกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งจะผลักดันให้ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ปรับบทบาทเป็นผู้นำด้านทุนมนุษย์ สามารถวิเคราะห์แนวโน้มตลาดแรงงานและสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังสนับสนุนระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ เพื่อเปิดทางให้ผู้เรียนสะสมประสบการณ์จากการทำงาน นำไปเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ รวมถึงดูแลกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ให้สามารถเรียนไป ทำงานไป และมีรายได้ควบคู่กัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาทักษะและยกระดับคุณภาพชีวิต

หมอตุลย์ จ่อร้องนายกฯ 11 ส.ค.นี้ จี้ลุยสอบเพิ่มปมทุจริตสอบ กสถ. ชี้คนผิดยังลอยนวลเพียบ

หมอตุลย์ จ่อร้องนายกฯ 11 ส.ค.นี้ จี้ลุยสอบเพิ่มปมทุจริตสอบ กสถ. ชี้คนผิดยังลอยนวลเพียบ

หมอตุลย์ จ่อร้องนายกฯ 11 ส.ค.นี้ จี้ลุยสอบเพิ่มปมทุจริตสอบ กสถ. ชี้คนผิดยังลอยนวลเพียบ

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

9 สิงหาคม 2569 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และอาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 11 สิงหาคมนี้ ตนจะเดินทางไปยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีการทุจริตสอบของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าเรื่องดังกล่าวจบลงและดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่ตนมองว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ ดังนี้

1. การสั่งสอบวินัยไม่ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด : กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงต่อ นายธีรุตม์ ศุภพิพัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, นายธนนท์ พรรพีภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และผู้อำนวยการกอง อีก 3 คน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสอบครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 โดยมีอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหลายท่าน, รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอีกหลายท่าน และผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นบางท่าน ซึ่งบางส่วนยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ขณะที่บางส่วนย้ายออกไปแล้ว และมีหลายคนเกี่ยวข้องกับการจัดทำ TOR (ข้อกำหนดและขอบเขตของงาน)

แม้ นายธีรุตม์ ศุภพิพัฒน์ จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เพียง 3 สัปดาห์ก่อนการสอบ ซึ่งจะต้องถูกตรวจสอบอย่างแน่นอน แต่การที่ผู้เกี่ยวข้องอีกหลายคนยังไม่ถูกดำเนินคดีทางวินัย นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงต้องสั่งการให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วนทุกราย

2. จี้สอบข้าราชการในคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) : นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ทั้งหมด 18 คน ในจำนวนนี้มีบุคลากรที่รับราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยรวมอยู่ด้วย ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงต้องสั่งสอบสวนทางวินัยข้าราชการกลุ่มดังกล่าวเพิ่มเติมด้วย แม้ว่าทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะได้บรรจุรายชื่อบุคคลเหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่ต้องถูกไต่สวนแล้วก็ตาม

ไทยได้อะไร? กรณ์ เตือนลงทุน Data Centre แสนล้าน หวั่นประเทศเป็นแค่ที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่คนไทยไม่ได้ประโยชน์จริง

ไทยได้อะไร? กรณ์ เตือนลงทุน Data Centre แสนล้าน หวั่นประเทศเป็นแค่ที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่คนไทยไม่ได้ประโยชน์จริง

ไทยได้อะไร? กรณ์ เตือนลงทุน Data Centre แสนล้าน หวั่นประเทศเป็นแค่ที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่คนไทยไม่ได้ประโยชน์จริง

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

9 สิงหาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ในยุค AI เราปฏิเสธไม่ได้ว่า data centre คือโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องมี ประเด็นคือมีอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์

การที่สังคมเริ่มตั้งคำถามและมีกระแสความกังวลดังขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผมแล้ว นี่คือ “สัญญาณที่ดี” ครับ เพราะที่ผ่านมา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับนี้ ภาคประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วม และรัฐก็ไม่ได้มีกติกาหรือเงื่อนไขใดๆ ที่จะปกป้องผลประโยชน์คนไทย

มาถึงเวลานี้ รัฐบาลเริ่มปรับท่าทีแล้ว ซึ่งดีครับ เรามาช่วยกันคิดต่อไปว่ายุทธศาสตร์เรื่องนี้ของไทยเราควรเป็นอย่างไร

มี 3 เรื่องใหญ่ที่ผมอยากชวนคนไทยดูให้ครบ

1. กติกาการอนุมัติที่ผ่านมา ใครขอสร้าง data centre แทบจะได้อนุมัติหมด ขอเพียงผ่านเกณฑ์พื้นฐานของ BOI ก็ได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ถือหุ้นต่างชาติได้ 100% บางโครงการยื่นขอในรูป “คลังสินค้า” เพื่อไม่ต้องทำ EIA ทั้งที่ใช้ไฟและน้ำระดับอุตสาหกรรมหนัก กว่า BOI จะเริ่มผูกเงื่อนไขพัฒนาบุคลากรและซัพพลายเชนในประเทศ ก็เพิ่งเป็นประกาศเมื่อกุมภาพันธ์ปีนี้เอง และไม่มีผลย้อนหลังกับโครงการที่อนุมัติไปแล้วทุกโครงการ

ผลจากช่องว่างตรงนี้เพิ่งปรากฏชัดเมื่อไม่กี่วันก่อนเอง เมื่อ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ครม. เพิ่งเห็นชอบตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” ขึ้นเป็น “ครั้งแรก” คำว่าครั้งแรกนี้สำคัญมาก เพราะแปลว่าตลอดที่ผ่านมา ขณะที่โรงไฟฟ้ามี กกพ. กำกับ โรงกลั่นมีกรมธุรกิจพลังงานกำกับ data centre กลับไม่มีเจ้าภาพตัวจริงแม้แต่หน่วยงานเดียว

2. ใครได้ประโยชน์จริง? เวลาเห็นข่าวว่า TikTok เลือกไทยเป็นฐานโครงการที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ BOI เคยอนุมัติมา หลายคนตื่นเต้นไปกับตัวเลขแปดแสนกว่าล้านบาททันที แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างขนาดของตัวเลขการลงทุน กับสิ่งที่คนไทยได้กลับมาจริง เพราะบทบาทของไทยในดีลนี้คือ เราเป็นฐานที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐานสำหรับประมวลผล AI ของ TikTok เช่น ระบบแนะนำวิดีโอและการกลั่นกรองเนื้อหา แต่เราไม่ใช่ประเทศที่ TikTok มาลงทุนสร้างบริการเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ พูดง่ายๆ คือคนไทยยังอยู่ในสถานะผู้บริโภคของแพลตฟอร์มเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนสถานะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นในประเทศตัวเองแต่อย่างใด

ลองตอบคำถามง่ายๆ คนไทยมีสิทธิใช้ compute ใน data centre นี้ไหม? คนไทยนำข้อมูลที่ประมวลผลในนี้ไปพัฒนาธุรกิจตัวเองได้หรือไม่? และค่าธรรมเนียมที่คนไทยจ่ายในการค้าขายบนแพลตฟอร์มถูกลงหรือไม่?

ข้อสุดท้ายมีคำตอบให้แล้ว คือในทางตรงข้ามครับ ค่าคอมมิชชัน TikTok Shop ในไทยเพิ่งปรับขึ้นราว 2.14% เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา ช่วงเวลาเดียวกับที่ดีลแปดแสนกว่าล้านบาทกำลังเดินหน้าพอดี ถ้าคำตอบทั้งสามข้อคือ “ไม่ได้ประโยชน์”

ตัวเลขการลงทุนที่ดูยิ่งใหญ่ในข่าวก็ไม่ได้แปลว่าคนไทยได้ประโยชน์ตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ เราแค่เป็นประเทศที่ให้พื้นที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ ไม่ใช่หุ้นส่วนที่ได้แบ่งผลประโยชน์จากมัน แล้วเราจะเรียก data centre แบบนี้ว่าสาธารณูปโภคของคนไทยได้ในแง่ไหน?

และไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ทางตรงเท่านั้นที่ต้องตั้งคำถาม แม้แต่ตัวเลขผลประโยชน์ทางอ้อมที่ถูกนำมาโฆษณาตอนแถลงข่าวก็ต้องอ่านให้ทะลุเช่นกัน ทุกครั้งที่มีการเปิดตัวโครงการใหญ่ เราจะได้ยินตัวเลขจ้างงานหมื่นตำแหน่ง ดัน GDP หมื่นล้าน

แต่งานวิจัยของ ธปท. เองชี้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วโครงสร้างเงินลงทุน data centre เป็นงานก่อสร้างเพียง 40% ส่วนอีก 60% คือเครื่องจักรซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ได้หมุนอยู่ในเศรษฐกิจไทยตามสัดส่วนเม็ดเงินทั้งก้อน และเมื่อเปิดดำเนินการจริง data centre โดยทั่วไปใช้ทีมงานถาวรเพียงหลักสิบคนต่อแห่งเท่านั้น ตัวเลขจ้างงานหมื่นตำแหน่งที่เห็นตอนแถลงข่าวส่วนใหญ่จึงเป็นงานก่อสร้างชั่วคราว ไม่ใช่งานถาวร คำถามคือ ตัวเลข EIA ที่บริษัทว่าจ้างทำเองแล้วใช้ประกอบการขอสิทธิ BOI นั้น มีใครตรวจสอบย้อนหลังหลังโครงการเปิดดำเนินการจริงหรือไม่ หรือปล่อยให้เป็นตัวเลขที่พูดครั้งเดียวตอนแถลงข่าวแล้วไม่มีใครติดตามอีกเลย

3. ต้นทุนทรัพยากรที่แท้จริง อีกเรื่องที่ผมคาใจไม่แพ้กันคือไฟฟ้าที่ใช้ เมื่อไม่นานมานี้ เราจะได้ยินว่าทุนต่างชาติที่ลงทุนใน data centre ต้องการ “ไฟฟ้าสะอาด” แต่กลไกที่รัฐเปิดให้ซื้อไฟสะอาดโดยตรง (Direct PPA) กำหนดโควตาไว้เพียง 2,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าใหม่จาก data centre ในพื้นที่ EEC เพียงแห่งเดียวพุ่งไปแล้วถึง 5,400 เมกะวัตต์ภายในเวลาแค่ 2 ปี ตัวเลขมันฟ้องตัวเองอยู่แล้วว่าโควตาไฟสะอาดไม่พอตั้งแต่ต้น ส่วนที่เหลือทั้งหมดจึงต้องพึ่งพากริดไฟฟ้าทั่วไปซึ่งเผาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก และคำอธิบายก็เปลี่ยนมาเป็นว่าไทยควรสนับสนุน data centre เพราะมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองเหลือเฟือ

จริงๆ ส่วนเหลือของกำลังผลิตไฟฟ้าควรถูกเก็บไว้เป็น reserve รองรับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนที่ยังไม่เสถียร แต่นี่กลายเป็นว่าเรากำลังใช้ส่วนเหลือนั้นไปสนับสนุนดีมานด์ที่เดินหน้าด้วยก๊าซซึ่งต้องนำเข้าเป็น LNG มากขึ้นเรื่อยๆ

ขณะเดียวกัน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่จะกำหนดสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ชัดเจนกว่านี้ ก็ถูกเลื่อนมาแล้ว 4 รัฐบาลติดต่อกันยังไม่จบสักที แล้วเราจะ net zero กันกี่โมง เราจะเปิดเสรีการลงทุนพลังงานหมุนเวียนกันเมื่อไร

และถ้าไฟฟ้าเป็นเรื่องใหญ่ น้ำก็ใหญ่ไม่แพ้กัน data centre ใน EEC ซื้อน้ำผ่านสัญญาโดยตรงกับบริษัทน้ำเอกชนแต่ละราย โดยไม่มีระบบจองน้ำกลางระดับภาครัฐที่จัดลำดับความสำคัญไว้ล่วงหน้า ผมอยากทราบว่าสัญญาซื้อน้ำแบบนี้ทำให้ data centre มีสิทธิ์ได้น้ำเหนือคนอื่นหรือไม่ สมมุติน้ำใน EEC เกิดขาดแคลนขึ้นมาจริง เขายังจะต้องได้น้ำก่อนเกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปหรือไม่?

ผมไม่ได้บอกว่าไทยไม่ควรมี data centre หรือไม่ควรรับการลงทุนต่างชาติ ตรงกันข้าม เราต้องมี และต้องแข่งขันให้ได้ในเวทีนี้ แต่บอร์ดที่เพิ่งตั้งขึ้นวันนี้ต้องไม่ใช่แค่พิธีกรรม ต้องบังคับ EIA ให้ครบโดยไม่มีช่องให้เลี่ยงด้วยการสวมชื่อเป็นอย่างอื่น ต้องกำหนดให้ทุก EIA ถูกตรวจสอบย้อนหลังหลังโครงการเดินเครื่องจริง ไม่ใช่รับตัวเลขที่บริษัทเสนอมาตอนขออนุมัติแล้วจบ และที่สำคัญที่สุด ทุกดีลกับแพลตฟอร์มระดับโลกต้องแลกมาด้วยเงื่อนไขที่คนไทยและผู้ประกอบการไทยได้ประโยชน์กลับมาจริง

นายกฯ บุกเมนต์โต้ไทยรัฐ พาดหัวผิดปมซื้อสร้อยให้ภรรยา เตือนเช็กให้ชัวร์ก่อนตีข่าว

นายกฯ บุกเมนต์โต้ไทยรัฐ พาดหัวผิดปมซื้อสร้อยให้ภรรยา เตือนเช็กให้ชัวร์ก่อนตีข่าว

นายกฯ บุกเมนต์โต้ไทยรัฐ พาดหัวผิดปมซื้อสร้อยให้ภรรยา เตือนเช็กให้ชัวร์ก่อนตีข่าว

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.52 น.

9 สิงหาคม 2569 จากกรณีเมื่อวันที่ 8 ส.ค.69 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการจัดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โดยระหว่างการเดินเยี่ยมชมบูธสินค้าและเครื่องประดับภายในงาน ได้เกิดประเด็นเข้าใจคลาดเคลื่อนขึ้น เมื่อสื่อสำนักข่าวใหญ่ (ไทยรัฐออนไลน์) พาดหัวข่าวในทำนองว่า “นายกรัฐมนตรีได้ซื้อสร้อยคอทองคำขาวประดับเพชรล้อมทับทิม “กินบ่เซี่ยง” มูลค่า 1.2 ล้านบาท ให้ภริยา”

ต่อมา นายอนุทิน ได้เข้าไปคอมเมนต์ชี้แจงใต้โพสต์ข่าวของสำนักดังกล่าวด้วยตนเอง โดยระบุข้อความว่า “ไม่ได้ซื้อนะครับ แค่เจ้าของร้านเขาขอให้ลองทาบดูในงานโอทอป บก.ควรตรวจข่าวให้ดีก่อนที่จะนำเสนอข่าวเช่นนี้นะครับ”

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้เข้ามาคอมเมนต์ชี้แจง ทางสำนักข่าวต้นเรื่องได้ดำเนินการแก้ไขพาดหัวข่าวและเนื้อหาให้มีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริงทันที โดยเปลี่ยนเป็นหัวข้อ “อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ลองสร้อยทองคำขาวเพชรล้อมทับทิมกินบ่เซี่ยง ราคา 1.35 ล้าน” เพื่อสะท้อนภาพเหตุการณ์ที่แท้จริงว่าเป็นการทดลองสวมใส่ตามคำเชิญของผู้ประกอบการภายในงานเท่านั้น

รับมือน้ำท่วมภาคใต้ รัฐบาลสั่งผู้ว่าฯ 14 จังหวัด เฝ้าระวังใกล้ชิด

รับมือน้ำท่วมภาคใต้ รัฐบาลสั่งผู้ว่าฯ 14 จังหวัด เฝ้าระวังใกล้ชิด

รับมือน้ำท่วมภาคใต้ รัฐบาลสั่งผู้ว่าฯ 14 จังหวัด เฝ้าระวังใกล้ชิด

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.14 น.

9 สิงหาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ประเทศไทยขณะนี้ บางพื้นที่เริ่มประสบสถานการณ์อุทกภัย ในขณะเดียวกัน มีอีกหลายจังหวัดยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์การขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด รัฐบาลตระหนักและให้ความสำคัญกับการป้องกัน แก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง รวมถึงการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอด ตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรึว่าการกระทรวงมหาดไทย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ รวมถึงวางแผนการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วนและระยะยาวครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งเกิดผลเป็นรูปธรรม ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจะประสบกับฤดูฝน 2 ช่วง โดยช่วงที่ 1 ฝั่งอันดามัน ฝนจะเริ่มตกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป และช่วงที่ 2 ฝั่งอ่าวไทย จะได้รับผลกระทบจากฝนในช่วงเดือนตุลาคมไปจนถึงมกราคมในปีถัดไป

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้เน้นย้ำเรื่องการเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ โดยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ ทั้ง 14 จังหวัด ซักซ้อมรับมือกับภัยพิบัติ และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถื่นสำรวจพื้นที่และเตรียมข้อมูลสำคัญ อาทิ ศูนย์พักพิงชั่วคราว จุดจอดรถยนต์และยานพาหนะหากมีน้ำท่วมสูง พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบ จะช่วยลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมอุตุนิยมวิทยา นำเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อให้เกิดข้อมูลที่แม่นยำในการบริหารจัดการน้ำและการพิจารณาการปล่อยน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานการณ์ภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

รัฐบาลเน้นย้ำให้จังหวัด หน่วยงานราชการส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการตามข้อสั่งการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเคร่งครัด โดยให้สำนักงานชลประทาน ควบคุม และกำกับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประสานหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ เอกชน อาสาสมัคร เตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้รองรับผู้ประสบภัยได้อย่างเพียงพอ พร้อมประสานหน่วยทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ตรวจตราและดูแลความปลอดภัยบ้านเรือนประชาชนและศูนย์พักพิงชั่วคราว เตรียมพร้อมระบบการสื่อสารสำรอง สำหรับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้เตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขให้เพียงพอรองรับผู้ป่วยฉุกเฉินในช่วงที่เกิดสถานการณ์ โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก และหลังเกิดภัยให้เข้าสำรวจและฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชน สถานที่ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

สวนดุสิตโพลชี้ ประชาชนกังวลอาชญากรรมพุ่ง จี้รัฐบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด สกัดคดีสะเทือนขวัญ

สวนดุสิตโพลชี้ ประชาชนกังวลอาชญากรรมพุ่ง จี้รัฐบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด สกัดคดีสะเทือนขวัญ

สวนดุสิตโพลชี้ ประชาชนกังวลอาชญากรรมพุ่ง จี้รัฐบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด สกัดคดีสะเทือนขวัญ

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 07.40 น.

9 สิงหาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง“อาชญากรรมและความรุนแรงในสังคมไทย” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,198 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 4-7 สิงหาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 87.40 เห็นว่าอาชญากรรมและความรุนแรงในสังคมไทย ณ วันนี้ รุนแรงมากขึ้น โดยมองว่าสาเหตุสำคัญ คือ การบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษยังไม่เข้มงวดพอ ร้อยละ 86.81 จากข่าวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ทำให้รู้สึกกังวลอย่างมากเรื่องความปลอดภัยในชีวิตของตนเอง ร้อยละ 55.09 สำหรับแนวทางที่จะช่วยลดปัญหานี้ได้ เห็นว่าควรลงโทษผู้กระทำผิดอย่างหนัก โดยเฉพาะคดีร้ายแรง/กระทำผิดซ้ำ ร้อยละ 81.55 และเมื่อถามถึงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาล จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 50.58ไม่ค่อยเชื่อมั่น

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนความรู้สึกของประชาชนว่าปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยรู้สึกกังวลต่อความปลอดภัยในชีวิตขณะที่ยังไม่เชื่อมั่นเท่าใดนักว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาได้ ภาครัฐจึงต้องเร่งบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและแสดงให้เห็นถึงผลการทำงานเพื่อสร้างความปลอดภัยและฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน

อาจารย์ ดร.เปมิกา สนิทพจน์ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สรุปว่าผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีความหวาดกลัวต่ออาชญากรรม (Fear of Crime) สูงขึ้นมากสัมพันธ์กับความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตระดับสูงเช่นกัน เพราะในปัจจุบันอาชญากรรมที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยมาก เช่น กรณีผู้พ้นโทษจากเรือนจำได้เพียง 2 เดือน ฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปถึง 5 คน และกรณีของนักเรียนที่ก่อเหตุกราดยิงครูและเพื่อนสรุปวิเคราะห์ผลโพล : อาชญากรรมและความรุนแรงในสังคมไทย

จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมาก เหตุการณ์ความรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อกันเพียงไม่กี่สัปดาห์ ดังนั้นการลดโอกาสในการก่ออาชญากรรมจึงเป็นมาตรการที่ต้องยกระดับอย่างจริงจังซึ่งประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้มีบังคับใช้กฎหมายประหารชีวิตสำหรับผู้กระทำผิดในคดีอาชญากรรมร้ายแรงที่สร้างความสะเทือนขวัญต่อสังคมในวงกว้าง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านความปลอดภัย ได้แก่ ระบบกล้อง CCTV และระบบตรวจจับอาวุธมาใช้ในการป้องกันในระยะเร่งด่วนรัฐบาลควรมุ่งเน้นการปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรงและผู้กระทำผิดซ้ำ เพื่อลดโอกาสในการเกิดเหตุซ้ำสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม และยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน

สำรวจใจคนภาครัฐ เลือกรับราชการเพราะความมั่นคง แต่อ่วมเจอปัญหางานมากกว่าคน

สำรวจใจคนภาครัฐ เลือกรับราชการเพราะความมั่นคง แต่อ่วมเจอปัญหางานมากกว่าคน

สำรวจใจคนภาครัฐ เลือกรับราชการเพราะความมั่นคง แต่อ่วมเจอปัญหางานมากกว่าคน

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 07.05 น.

9 สิงหาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “อยู่ราชการต่อ หรือ ลาก่อนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18-59 ปี ประกอบอาชีพข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และยังคงทำงานอยู่ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความรู้สึกต่อการทำงานในหน่วยงานราชการ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงเหตุผลในการตัดสินใจรับราชการ หรือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 78.85 ระบุว่า เป็นงานที่มั่นคง รองลงมา ร้อยละ 54.12 ระบุว่า สวัสดิการดี ร้อยละ 23.28 ระบุว่า เงินเดือนดี ร้อยละ 22.90 ระบุว่า เป็นความต้องการของครอบครัว คนรอบข้าง ร้อยละ 21.37 ระบุว่า เป็นความใฝ่ฝันของตนเองตั้งนานแล้ว ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้กับพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ และครอบครัว ร้อยละ 8.32 ระบุว่า ต้องการรับใช้ประเทศชาติและประชาชน ร้อยละ 3.51 ระบุว่า ไม่รู้จะทำอะไรดี ขอแค่มีงานทำก็พอ ร้อยละ 2.67 ระบุว่า ต้องการมียศถาบรรดาศักดิ์ (ยศ เกียรติคุณ ตำแหน่ง ฐานะ) ร้อยละ 1.68 ระบุว่า อยู่ราชการเพื่อชดใช้ทุนตามสัญญา ร้อยละ 0.46 ระบุว่า ต้องการใช้อำนาจรัฐ และร้อยละ 0.53 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ได้ปฏิบัติงานในพื้นที่ใกล้บ้าน และงานตรงกับสาขาวิชาที่สำเร็จการศึกษา

ด้านความรู้สึกเบื่อจากการทำงานในหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 50.08 ระบุว่า ไม่เบื่อ และไม่คิดที่จะลาออก รองลงมา ร้อยละ 19.01 ระบุว่า เบื่อ แต่จำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อครอบครัว ร้อยละ 13.89 ระบุว่า เบื่อ แต่ไม่รู้ว่าจะออกไปทำอะไร ร้อยละ 7.02 ระบุว่า ไม่เบื่อ แต่ก็พร้อมจะลาออก หากมีโอกาสอื่น ๆ ที่ดีกว่า ร้อยละ 6.72 ระบุว่า เบื่อ และพร้อมจะลาออกหากมีงานใหม่ที่ดีกว่า ร้อยละ 5.95 ระบุว่า เบื่อ และพร้อมจะเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด หากมีโอกาส ร้อยละ 5.27 ระบุว่า เบื่อ และพร้อมจะลาออกหากรวยเพียงพอ ร้อยละ 2.67 ระบุว่า เบื่อ และพร้อมจะลาออกได้ตลอดเวลา และร้อยละ 2.37 ระบุว่า เบื่อ แต่จำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อใช้ทุน

สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับหน่วยงานที่ทำอยู่มีคนมากกว่างาน หรือมีงานมากกว่าคน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.40 ระบุว่า มีงานมากกว่าคน รองลงมา ร้อยละ 30.61 ระบุว่า จำนวนคนและงานที่มีเหมาะสมดีแล้ว และร้อยละ 10.99 ระบุว่า มีคนมากกว่างาน

ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.05 ระบุว่า เห็นด้วยกับกลุ่มข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป (ไม่รวมเวลาทวีคูณ) และมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป รองลงมา ร้อยละ 24.66 ระบุว่า ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับข้าราชการทุกประเภท ร้อยละ 20.00 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ ร้อยละ 19.24 ระบุว่า เห็นด้วยกับกลุ่มข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีอายุ 40-49 ปี และมีอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป ร้อยละ 13.36 ระบุว่า ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับพนักงานรัฐวิสาหกิจด้วย ร้อยละ 12.37 ระบุว่า ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย ร้อยละ 11.37 ระบุว่า ควรมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดกับข้าราชการพลเรือนสามัญทุกกลุ่มอายุ และร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่เคยรับรู้ หรือไม่ทราบรายละเอียดของมาตรการเลย

– 006

สานต่อไทยช่วยไทยพลัส เอกนิติสั่งลุย เผยเงินกู้ยังมีอีกเพียบ อนุทินเปิดทางช่วยปชช.

สานต่อไทยช่วยไทยพลัส เอกนิติสั่งลุย เผยเงินกู้ยังมีอีกเพียบ อนุทินเปิดทางช่วยปชช.

สานต่อไทยช่วยไทยพลัส เอกนิติสั่งลุย เผยเงินกู้ยังมีอีกเพียบ อนุทินเปิดทางช่วยปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สานต่อไทยช่วยไทยพลัส เอกนิติสั่งลุย เผยเงินกู้ยังมีอีกเพียบ อนุทินเปิดทางช่วยปชช.

“เอกนิติ” ชี้เงินกู้พ.ร.ก. 2 แสนล้านหลัง โฟกัสเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นหลักทั้งอุดหนุนติดแผงโซลาร์-เปลี่ยนผ่านรถโดยสารเป็น EV ส่วนเงินกู้ส่วน 2 แสนล้านแรก เหลือ 4หมื่นล้าน พร้อมให้ใช้กับ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ส่วน‘ไทยช่วยไทยพลัส’เฟส2ใช้ได้ รอประเมินความเหมาะสม นายกฯควงภริยา ตรวจความเรียบร้อยงาน”โอทอปศิลปาชีพ”แม่ค้าชมเปาะ“ไทยช่วยไทยพลัส”สุดยอด นายกฯบอกจะพยายามสานต่อเฟส 2’

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการใช้เงินในพระราชกำหนด( พ.ร.ก.)กู้เงิน 4แสนล้านบาท ในส่วนที่เหลือว่าจะมีการจัดลำดับความสำคัญในการใช้งบประมาณอย่างไร เนื่องจากขณะนี้มีการขอโครงการเข้ามาจำนวนมาก ทั้งโครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัสและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

โดยกล่าวว่าที่แน่ๆ200,000ล้านที่เหลือ ต้องนำมาใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ส่วนงบประมาณในส่วน 200,000ล้านบาทแรกขณะนี้เหลืออยู่ประมาณ40,000ล้านบาทซึ่งนายกรัฐมนตรีให้นโยบายว่า ขอประเมินสถานการณ์ก่อนเพราะมีงบประมาณที่จำกัด จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังและตรงเป้ามากที่สุด ก่อนย้ำว่าส่วนตัวมองว่าสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

แบ่งใช้‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’

เมื่อถามถึงกรณีที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเล็งของบประมาณจากพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อใช้ในโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส ประมาณ 1,750-2,000ล้านบาท นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าไม่ได้ใช้งบประมาณเยอะ ซึ่งตนได้ให้นโยบายไปว่าจะต้องใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ เพื่อเยียวยาร้านค้าต่างๆ พร้อมยอมรับว่าแม้จะมีจำนวนเงินพอเหลือ แต่ก็ต้องใช้ให้ถูกกับวัตถุประสงค์ แต่จะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย เหมือนกับไทยช่วยไทยพลัส

เมื่อถามว่าอาจจะมีเสียงวิจารณ์ว่าโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส อาจจะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์เงินกู้คือจำเป็นเร่งด่วน หากสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น นายเอกนิติ กล่าวว่าเรื่องนี้ขอประเมินสถานการณ์ก่อน

เฟส2แค่รอประเมินใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากต้องต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในเฟส 2 จะใช้เงินในส่วนของ 200,000 ล้านบาทหลังในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้แทนในโครงการนี้ได้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ในทางกฎหมายใช้ได้ แต่ในทางปฏิบัติอยากจะเก็บไว้ใช้ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมยอมรับว่าเงินจำนวน 50,000-60,000ล้านบาท จะใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โครงการโซลาร์รูฟท็อป เพื่อช่วยประชาชนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานโซล่าร์ โดยจะมีสถาบันทางการเงินอย่างธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามาช่วยในเรื่องสินเชื่อ

เมื่อถามว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส หลังจากหมดโครงการในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้แล้ว จะทำต่อในเฟส 2 ทันทีเลยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า“ขอพิจารณาให้ครบถ้วนก่อน”

ลุยทำรถขนส่งสาธารณะเป็นรถEV

นายเอกนิติยังกล่าวว่า นอกจากนี้ยังจะมีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะเราใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมากซึ่งในส่วนของก๊าซธรรมชาติ คือ การผลิตไฟฟ้ารวมถึงการขายไฟคืน เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นสมาร์ทมิเตอร์และเรื่องระบบสายส่ง เพราะเราต้องคิดทั้งระบบ ไม่เช่นนั้นอาจเหมือนในต่างประเทศที่ทำเรื่องพลังงานสะอาด และเมื่อไฟตกก็จะดับทั้งเมือง

นอกจากนี้ยังจะมีการเปลี่ยนผ่านด้านคมนาคม โดยรัฐบาลอยากทำเรื่องรถขนส่งสาธารณะให้เป็นรถ EVใน 7 กลุ่ม เพราะรถเหล่านี้มีอายุการใช้งานมายาวนานซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการลงรายละเอียดและงบประมาณ

โชว์ช่วยร้านค้ายอดขายเพิ่ม 86%

นายเอกนิติยังกล่าวถึงการหารือกับประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแกร๊บโฮลดิ้งส์จำกัด (ประเทศสิงคโปร์)ว่าเขามาขอบคุณในการที่มีส่วนร่วมกับโครงการไทยช่วยไทยพลัสซึ่งเป็นการพัฒนาระบบเอไอ คล้ายกับแอปพลิเคชั่น นกกระซิบ ส่งผลให้ยอดขายของพ่อค้า แม่ค้าสูงขึ้นกว่า68%ซึ่งนี่เป็นการพิสูจน์ว่าคำว่า “พลัส”ที่ใช้”เอไอ”เป็นการเพิ่มศักยภาพทำให้ร้านค้าเก่งขึ้น และเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าเหล่านั้น และหลังจากนี้ตนจะไปพูดคุยกับประชาชนและร้านค้าเพื่อนำมาต่อยอด

‘อนุทิน”เดินงานโอทอปฯ

วันเดียวกัน เวลา14.35น.ที่อาคารชาเรนเจอร์ อิมแพ็คเมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี”ปี2569 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–16 สิงหาคมนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานีซึ่งนายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม ซึ่งบรรยากาศได้มีประชาชนเดินทางมาอุดหนุนสินค้าโอทอปโดยมีนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมด้วย

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวเชิญชวนว่าขอเชิญประชาชนชาวไทยทุกคนได้ซื้อของจับจ่ายในงานโอทอปศิลปาชีพซึ่งเปรียบเสมือนกับงานโอทอป แต่เน้นเรื่องสินค้าของโครงการศิลปาชีพที่สมเด็จพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ทรงให้การสนับสนุน

สานต่อไทยช่วยไทยเฟส2

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินชมสินค้าต่างๆภายในงานทั้งอาหาร เครื่องประดับ ผ้าไทย สินค้างานฝีมือ ที่มาออกบูธสินค้าภายในงานนี้โดยได้หยุดที่บูธแรกคือร้านเพชรไอศกรีมโดยได้สั่งเป็นไอศกรีมกะทิสด จากนั้นได้อุดหนุนพร้อมชิมชาข้าวกล้อง อุดหนุนผลิตภัณฑ์สินค้าจากย่านลิเภา อุดหนุนทุเรียนหลินลับแล ระหว่างทางนายกฯได้แวะบูธผ้ามัดย้อม ซึ่งระหว่างนั้นมียูทูบเบอร์คนจีนที่กำลังไลฟ์ขายสินค้าอยู่ นายกฯได้ยืนดูด้วยความสนใจ ก่อนโผล่หน้าทักทายชาวเน็ตด้วยภาษาจีน โดยได้ทักทายร้านค้าต่างๆ และอวยพรขอให้ขายได้ดีๆ

โดยมีประชาชนที่พบเห็นได้เข้ามาขอถ่ายรูปและร่วมพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีและมีแม่ค้าหลายร้านกล่าวชื่นชมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 นายกฯถามกลับว่าดีหรือไม่ ด้านแม่ค้าบอกว่าสุดยอดมากเลยจะมีต่ออีกหรือไม่ นายกฯกล่าวตอบว่า”เดี๋ยวจะพยายาม”

รัฐบาลเดินหน้าลดค่าครองชีพ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50.2 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ทั้งนี้ ข้อมูลตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำลังซื้อเริ่มฟื้นจากมาตรการของรัฐบาล แต่สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง รัฐบาลจึงต้องทำงานควบคู่กันทั้งด้านการเติมรายได้ การลดภาระค่าใช้จ่าย และการดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบชีวิตประจำวัน รัฐบาลไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเพียงด้านเดียว แต่ใช้มาตรการเป็นชุด โดยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1 แสนล้านบาท ลดภาระค่าครองชีพ และกระจายเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

ตรึงLPG 423บาทต่อถัง15กิโลกรัม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จุดสำคัญของไทยช่วยไทย พลัส คือเงินไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ เพราะสัดส่วนการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ อยู่เพียง 15-16% สะท้อนว่าเม็ดเงินไหลถึงต่างจังหวัด ร้านค้ารายย่อย และชุมชนจริง ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงพลังงานยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลราคาก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ไม่ให้ปรับขึ้นตามราคาตลาดโลก โดยเพิ่มการชดเชยจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาขายปลีกยังอยู่ที่ถังละ 423 บาท ขนาด 15 กิโลกรัม การตรึงราคา LPG เป็นมาตรการที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะก๊าซหุงต้มเป็นต้นทุนของครัวเรือน ร้านอาหาร และผู้ค้ารายย่อย หากปล่อยให้ราคาพลังงานขยับขึ้น จะส่งต่อไปยังราคาอาหาร สินค้า และบริการทันที

“รัฐบาลตระหนักว่าการดูแลราคาพลังงานมีต้นทุน โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 2,044 ล้านบาท จึงต้องบริหารอย่างระมัดระวัง

รัฐบาลทำเต็มที่ในการดูแลค่าครองชีพบนพื้นฐานศักยภาพทางการคลังของประเทศ เป้าหมายคือให้เงินหมุนถึงฐานราก เศรษฐกิจฟื้นอย่างมั่นคง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นางสาวรัชดา กล่าวย้ำ

วิปฝ่ายค้านจ่อเปิดหลักฐานคดีฮั้วสว.ชุด4

ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน(ปชน.)กล่าวถึงการจัดกิจกรรมเจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.ครั้งที่ 4โดยวิปฝ่ายค้านในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ว่า ไฮไลต์ของกิจกรรมคือภาพของเส้นเงินที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้จะเห็นการพูดถึงเส้นเงินจากตัวพยานบางราย แต่ครั้งนี้จะมีพยานจากกลุ่มจังหวัดที่แตกต่างไปจากเดิมเพิ่มขึ้น มายืนยันถึงการปรากฏเส้นเงิน และการจัดตั้งเป็นขบวนการโกงเลือกสว.และเส้นเงินจะโยงไปถึงบุคคลใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดเผยซึ่งเป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับพรรคการเมือง นอกจากนี้ยังมีข้อมูลในเรื่องการเสนอผลประโยชน์ต่างตอบแทนซึ่งผิดกฎหมายอย่างแน่นอน

หวั่นกกต.มีหลักฐานครบแต่เป่าคดีไร้ผิด

น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า ต้องมีการตั้งคำถามกับหน่วยงานว่า ท่านมีข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือหรือไม่ และจะยังมองว่าไม่มีหลักฐานอันพึงเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นไปอย่างสุจริตยุติธรรมหรือไม่ เพราะพยานได้ไปให้ปากคำ และเรื่องต่างๆก็อยู่ในสำนวนอยู่แล้ว เราถึงยังไม่ไว้วางใจคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เขามีข้อมูลจำนวนมาก แต่คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ของ กกต. ยังเป่าให้ไม่มีความผิดได้ จึงกังวลว่ากกต.ชุดใหญ่ จะเห็นชอบตามคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ทั้งที่ เราเห็นเอกสารหลักฐานข้อมูลทั้งหมด ยังไงก็ไม่มีทางที่ไม่มีใครมีความผิดแน่นอน