สถ.ประกาศรายชื่อใหม่ หั่นทิ้งคนโกง 5,925รายตกสวรรค์ ไม่เว้นญาติขรก.-ผู้แทน

สถ.ประกาศรายชื่อใหม่ หั่นทิ้งคนโกง 5,925รายตกสวรรค์ ไม่เว้นญาติขรก.-ผู้แทน

สถ.ประกาศรายชื่อใหม่ หั่นทิ้งคนโกง 5,925รายตกสวรรค์ ไม่เว้นญาติขรก.-ผู้แทน

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถ.ประกาศรายชื่อใหม่ หั่นทิ้งคนโกง 5,925รายตกสวรรค์ ไม่เว้นญาติขรก.-ผู้แทน ปปง.เช็คเส้นเงินนกต่อ

“สถ.” ประกาศรายชื่อผู้ผ่านสอบท้องถิ่นลอตปี’68 ใหม่แล้ว เผย 5,925 ราย ที่มีเอี่ยวซื้อเก้าอี้ ญาติขรก.นักการเมือง ตกสวรรค์ทันที โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบ อปท. ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เดินหน้าสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด ปปง.แย้มไล่เช็คเส้นเงิน 200 ราย

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลาประมาณ00.10น. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) โพสต์ผ่านเพจ ”ท้องถิ่นไทย“ ซึ่งเป็นเพจหลักของ สถ. ถึงประกาศคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น(กสถ.) ที่ลงนามโดยนายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. เรื่องยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ประจำปี 2568 ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (8กลุ่มภาค/เขต และกลุ่มภาคใต้เขต1 และเขต2 บางส่วน)ทั้งนี้ สามารถติดตามรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ที่มีการประกาศใหม่ ได้ตาม ลิงค์https://www.facebook.com/share/19Mogtth2y/?mibextid=wwXIfr

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประกาศรายชื่อดังกล่าว ไร้ชื่อเด็กเส้นญาติของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และญาติของนักการเมืองที่ตกเป็นข่าวกระฉ่อนก่อนหน้านี้

ด้านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่าไม่ได้จำกัดวงเพียงแค่การถอดถอนรายชื่อผู้สอบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต 5,925 ราย

“ยืนยันการดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้ร่วมกระทำการ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ คืนความถูกต้องและเป็นธรรมแก่ผู้เสียโอกาส เรื่องดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่ว่าจะเป็นใคร หากเกี่ยวข้องกับการทุจริต ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด” ทั้งนี้ มีการจัดการ 3 ส่วนด้วยกัน คือ

ถอดชื่อทิ้ง5,295ราย

1. การถอดถอนชื่อผู้สอบที่เกี่ยวกับการทุจริต กระทรวงมหาดไทยดำเนินการถอดถอนรายชื่อ 5,295 ราย หลังพบว่ามีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งทุกอย่างได้สรุปจบในการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 ได้รายงานให้คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) รับทราบ เพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.จังหวัด)

สำหรับตำแหน่งที่ว่างลงหลังการถอดถอน ทางกสถ. จะต้องหารือถึงแนวทางปฏิบัติ ทั้งการประกาศบัญชีใหม่และการเลื่อนบัญชีผู้สอบแข่งขันรายอื่นขึ้นมาทดแทน

ตามเชือดพวกเอี่ยวโกง

2. การดำเนินคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหา จำนวน 13 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่โดนข้อหา ได้แก่ 1)ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 2) เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ 3)เป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ 4)ร่วมกันเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น 5)ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และ 6) ร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ ซึ่งมีอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว. อยู่ในกลุ่มนี้

อีกลุ่มหนึ่ง มี 11 ราย ที่ร่วมกระทำผิดแก้ไขกระดาษคำตอบ ถูกดำเนินคดีในข้อหา อั้งยี่ ซ่องโจร ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

ทั้งนี้ เมื่อพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาครบถ้วน จะสามารถสรุปสำนวนส่งให้ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนได้ภายในวันที่ 12 สิงหาคมนี้

ปปง.เช็คเส้นเงิน200ราย

ในส่วนของเส้นเงิน ปปง. อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและกลุ่มเป้าหมายกว่า 200 ราย แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อผู้เกี่ยวข้องได้ เนื่องจากอาจขัดต่อกฎหมาย ซึ่งจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

3.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นประจำปี 2568 ได้ดำเนินการสรุปผลการทุจริตการสอบท้องถิ่นแล้วฯ ขั้นตอนต่อไป คือการเสนอรายงานต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการต่อ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทั้งทางแพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม

“การดำเนินการทั้ง 3 ส่วน ไม่เพียงเอาผิดผู้ทุจริต แต่ยังเป็นการคืนความเป็นธรรมแก่ผู้สอบแข่งขันโดยสุจริต และเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการสอบเข้ารับราชการทุกระดับ ให้คนที่มีความสามารถมีโอกาสเข้ารับราชการอย่างเป็นธรรม รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต”นางสาวรัชดากล่าว

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลตรี ให้ พันเอก สุภัทร ชูตินันทน์

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลตรี ให้ พันเอก สุภัทร ชูตินันทน์

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลตรี ให้ พันเอก สุภัทร ชูตินันทน์

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.58 น.

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ความว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ชั้นสัญญาบัตรและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พันเอก สุภัทร ชูตินันทน์ ตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ 1 กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอกพิเศษ) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำสำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 1 กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) และพระราชทานยศเป็น พลตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 7 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

วิปฝ่ายค้าน จ่อเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. ครั้งที่4 ‘พนิดา’ ชี้เส้นเงินชัด โยงบุคคลใหม่ใกล้ชิดพรรคการเมือง

วิปฝ่ายค้าน จ่อเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. ครั้งที่4 'พนิดา' ชี้เส้นเงินชัด โยงบุคคลใหม่ใกล้ชิดพรรคการเมือง

วิปฝ่ายค้าน จ่อเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. ครั้งที่4 ‘พนิดา’ ชี้เส้นเงินชัด โยงบุคคลใหม่ใกล้ชิดพรรคการเมือง

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.40 น.

วิปฝ่ายค้าน จ่อเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. ครั้งที่ 4 “พนิดา” ชี้ เส้นเงินชัด โยงบุคคลใหม่ใกล้ชิดพรรคการเมือง กังขา “กกต.” มีหลักฐานครบ แต่อนุฯชุด 36 เป่าไม่มีความผิด 

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน กล่าวถึง การจัดกิจกรรมเจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. ครั้งที่ 4 โดยวิปฝ่ายค้าน ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ว่า ไฮไลต์ของกิจกรรมคือภาพของเส้นเงินที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้จะเห็นการพูดถึงเส้นเงินจากตัวพยานบางราย แต่ครั้งนี้จะมีพยานจากกลุ่มจังหวัดที่แตกต่างไปจากเดิมเพิ่มขึ้น มายืนยันถึงการปรากฏเส้นเงิน และการจัดตั้งเป็นขบวนการโกงเลือก สว. และเส้นเงินจะโยงไปถึงบุคคลใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดเผย ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับพรรคการเมือง นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลในเรื่องการเสนอผลประโยชน์ต่างตอบแทน ซึ่งผิดกฎหมายอย่างแน่นอน

น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า ต้องมีการตั้งคำถามกับหน่วยงานว่า ท่านมีข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือหรือไม่ และจะยังมองว่าไม่มีหลักฐานอันพึงเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นไปอย่างสุจริตยุติธรรมหรือไม่ เพราะพยานได้ไปให้ปากคำ และเรื่องต่างๆ ก็อยู่ในสำนวนอยู่แล้ว เราถึงยังไม่ไว้วางใจคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เขามีข้อมูลจำนวนมาก แต่คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ของ กกต. ยังเป่าให้ไม่มีความผิดได้ จึงกังวลว่า กกต.ชุดใหญ่ จะเห็นชอบตามคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ทั้งที่ เราเห็นเอกสารหลักฐานข้อมูลทั้งหมด ยังไงก็ไม่มีทางที่ไม่มีใครมีความผิดแน่นอน

มท.สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ ปูพรมยกระดับ 4 มาตรการดูแลสถานศึกษา-พื้นที่สาธารณะ

มท.สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ ปูพรมยกระดับ 4 มาตรการดูแลสถานศึกษา-พื้นที่สาธารณะ

มท.สั่งผู้ว่าฯทั่วประเทศ ปูพรมยกระดับ 4 มาตรการดูแลสถานศึกษา-พื้นที่สาธารณะ

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.21 น.

’ปลัดมท.‘ สั่ง ‘ผู้ว่าฯทั่วประเทศ’ เข้ม4มาตรการยกระดับดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินประชาชนในสถานศึกษา-พื้นที่สาธารณะ

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีเกิดเหตุการใช้อาวุธปืนภายในสถานศึกษาพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้สั่งการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยและควบคุมอาวุธปืน เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก ทางกระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด บูรณาการกลไกฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปูพรมยกระดับ 4 มาตรการสร้างความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินประชาชนในสถานศึกษา-พื้นที่สาธารณะ ได้แก่ 1. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานกรรมการศึกษาธิการจังหวัดร่วมกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และหน่วยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแจ้งนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งที่มีสถานศึกษาในสังกัด ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยเฉพาะการเฝ้าระวังบุคคลหรือพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรง การควบคุมการเข้า – ออก การเตรียมความพร้อมรองรับเหตุฉุกเฉิน และการดูแลช่วยเหลือด้านจิตใจเพื่อป้องกันเหตุรุนแรงในสถานศึกษา โดยประสานฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานในพื้นที่ กำหนดมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และระงับเหตุอย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า 2.บูรณาการตำรวจภูธรจังหวัดและหน่วยที่เกี่ยวข้อง ตั้งด่านตรวจ/จุดตรวจร่วม และสนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจตราและตรวจค้นในพื้นที่และห้วงเวลาที่เห็นสมควรอย่างจริงจังต่อเนื่อง มุ่งป้องกันและสกัดกั้นการพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ การนำสิ่งผิดกฎหมายเข้าพื้นที่เสี่ยง และเพิ่มความถี่การตรวจตราเส้นทาง จุดเสี่ยง และพื้นที่สำคัญ โดยหากพบการกระทำผิด ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งคร่งครัด ตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3.จัดทำแผนปฏิบัติการเชิงพื้นที่ โดยกำหนดพื้นที่และจุดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ อาทิ สถานศึกษา สถานที่ราชการ สถานที่จัดกิจกรรมสาธารณะ แหล่งชุมชน เส้นทางคมนาคมสำคัญ 

นายอรรษิษฐ์ กล่าวด้วยว่า 4.ให้ฝ่ายปกครองและตำรวจประสานข้อมูลและเฝ้าระวังกลุ่มบุคคลหรือเหตุการณ์ที่มีแนวโน้มก่อความรุนแรง ด้วยการบูรณาการกับผู้ปกครอง สถานศึกษา ชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายภาคประชาชน สอดส่อง เฝ้าระวัง และแจ้งเบาะแสหรือเหตุผิดปกติที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง โดยมีการประเมินและป้องกันเหตุในระยะเริ่มต้น หากพบพฤติการณ์หรือเหตุการณ์ที่อาจเป็นอันตราย ให้เร่งประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการตามกฎหมายทันที และกำกับ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อ ม.เกษตรฯ ผ่านพระเมตตาต่อสรรพสัตว์และการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์อย่างยั่งยืน

พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อ ม.เกษตรฯ ผ่านพระเมตตาต่อสรรพสัตว์และการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์อย่างยั่งยืน

พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อ ม.เกษตรฯ ผ่านพระเมตตาต่อสรรพสัตว์และการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์อย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ถวายงานด้านการดูแลรักษาสุนัขทรงเลี้ยงและสุนัขทรงอนุเคราะห์ ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา นับเป็นพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเป็นความไว้วางพระทัยต่อคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ได้ถวายงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ด้วยองค์ความรู้ทางสัตวแพทย์และความมุ่งมั่นในการดูแลสวัสดิภาพสัตว์อย่างดีที่สุด

พระเมตตาที่ทรงมีต่อสรรพสัตว์ มิได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลรักษาสัตว์ที่เจ็บป่วย หากยังทรงให้ความสำคัญกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์เลี้ยง ทั้งด้านสุขภาพ การออกกำลังกาย และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งสะท้อนผ่านพระจริยวัตรที่ทรงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ และทรงเป็นแบบอย่างด้านการเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบและคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์อย่างแท้จริง

ภาพแห่งพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะที่ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำของคณาจารย์ บุคลากร และผู้เข้าร่วมงาน คือการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จเข้าร่วมกิจกรรม “Run for Wheels วิ่งเพื่อหมาให้ได้วิ่ง ครั้งที่ 2” ซึ่งคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงคราม จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2561 เพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ และเปิดโอกาสให้สุนัขพิการได้มีโอกาสออกกำลังกายและใช้ชีวิตร่วมกับเจ้าของอย่างมีความสุขเช่นเดียวกับสุนัขทั่วไป

การเสด็จเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนั้น มิได้ทรงเป็นเพียงองค์ประธานของงาน หากยังทรงร่วมกิจกรรมเช่นเดียวกับประชาชนผู้เข้าร่วมงาน โดยทรงร่วมวิ่งในระยะ 10 กิโลเมตร และทรงนำสุนัขทรงเลี้ยง ได้แก่ คุณวิลลาส คุณฟ้าคราม คุณเต้าหู้ คุณทะเล และคุณจีน่า เข้าร่วมกิจกรรมด้วย นับเป็นภาพแห่งความประทับใจที่สะท้อนถึงพระเมตตา ความเอาใจใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงให้ความสำคัญต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นสุนัขปกติหรือสุนัขพิการ

ภายหลังเสร็จสิ้นการวิ่ง แม้จะทรงใช้พระกำลังในการร่วมกิจกรรมตลอดระยะทาง แต่พระองค์ยังทรงฉายพระรูปร่วมกับสุนัขทรงเลี้ยงทุกสุนัขด้วยพระอิริยาบถอันเปี่ยมด้วยความรักและความเมตตา ภาพดังกล่าวสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็น และสะท้อนให้เห็นว่าการเลี้ยงสัตว์มิใช่เพียงการจัดหาอาหารหรือที่อยู่อาศัยเท่านั้น หากยังหมายถึงการมอบเวลา ความรัก ความอบอุ่น และการดูแลเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สัตว์เลี้ยงมีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ด้วยทรงสนพระทัยการดูแลสุนัขอย่างลึกซึ้ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ยังทรงศึกษาหลักการดูแลและการฝึกสุนัขตามหลักสากล ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์ การใช้ความรัก ความเมตตา และการเสริมสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสม มากกว่าการลงโทษ รวมทั้งทรงใส่พระทัยในรายละเอียดของการเลี้ยงดู ตั้งแต่การออกแบบคอกสุนัข การเลือกวัสดุที่เหมาะสม การจัดสภาพแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนคำนึงถึงทิศทางลม แสงแดด และความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยง

“พระจริยวัตรอันงดงามดังกล่าว สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์อย่างรอบด้าน และเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์เลี้ยง การเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ และการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนกับสัตว์ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งพัฒนาองค์ความรู้และสร้างสังคมที่เห็นคุณค่าของสวัสดิภาพสัตว์อย่างยั่งยืน”        

คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บุคลากร และวิชาชีพสัตวแพทย์ ตลอดจนพระเมตตาที่ทรงมีต่อสรรพสัตว์ ซึ่งจะยังคงเป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่า และสถิตอยู่ในความทรงจำของพสกนิกรชาวไทยตราบนานเท่านาน

ข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สถิตในใจนิรันดร์

น.สพ.นนทษิต ชุติญาณวัฒน์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระพันปีหลวง พระแม่มิ่งแผ่นดินไทย

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระพันปีหลวง พระแม่มิ่งแผ่นดินไทย

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระพันปีหลวง พระแม่มิ่งแผ่นดินไทย

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อีกเพียง 3 วัน ก็จะถึงวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แต่ในปีนี้นับเป็นปีแรกที่พระองค์ท่านมิได้ทรงอยู่เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสสำคัญของแผ่นดิน หลังจากที่ประเทศไทยกำหนดให้วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติครั้งแรกเมื่อปี 2519 

อันที่จริงประเทศไทยเคยกำหนดให้วันที่ 10 มีนาคม 2486 เป็นวันแม่มาก่อน แต่ต้องยุติไปเพราะผลของสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นวันที่ 15 เมษายน 2493 แต่เมื่อกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบลง ก็จึงยุติการจัดงานวันแม่แห่งชาติ จนกระทั่งมาถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2515 ได้หวนกลับมาจัดงานวันแม่แห่งชาติอีกครั้งโดยสมาคมครูแคทอลิกแห่งประเทศไทย แต่จัดได้เพียงปีเดียว แต่เมื่อถึงช่วงปี 2519 โดยยึดเอาวันที่ 12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นวันจัดงาน โดยคณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้จัดงานวันแม่แห่งชาติขึ้นอีกครั้ง แล้วจัดงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และกำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำวันแม่แห่งชาติ เหตุผลสำคัญที่ดอกมะลิกลายเป็นสัญลักษณ์วันแม่ เพราะว่ากลิ่นหอมที่ติดตรึงเป็นเวลานานแม้ดอกจะแห้งไปแล้วก็ยังมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ส่วนสีขาวบริสุทธิ์ เปรียบเสมือนรักแท้ที่ไม่มีเงื่อนไขจากแม่ที่มีให้ลูกตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นรักบริสุทธิ์

ในโอกาสวันแม่แห่งชาติประจำปี 2569 คอลัมน์ตะลอนเที่ยวของอัญเชิญพระบรมฉายาสาทิศลักษณ์ และพระบรมฉายาลักษณ์ของพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินและจิตรกรผู้โด่งดังของไทยมาเป็นมิ่งขวัญแด่พสกนิกร และเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่านที่พระราชทานแด่พสกนิกรมายาวนานหลายทศวรรษ 

โดยพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ และพระบรมฉายาลักษณ์ที่อัญเชิญมานี้เป็นผลงานของจักรพันธ์ุ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2543 ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2552 และถาวร โกอุดมวิทย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) พ.ศ. 2564 พิษณุ ศุภนิมิตร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) พ.ศ. 2565 และงานของญาณวิทย์ กุญแจทอง ทินกร กาษรสุวรรณ อภิชาติ ผลประเสริฐ และสนั่น รัตนะ เป็นต้น 

นอกจากนี้ยังเชิญภาพบรรยากาศการแสดงเรื่อง “พระผู้ให้” ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จัดแสดง ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องในโอกาสคล้ายวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครบ 109 ปี ซึ่งการแสดงเรื่อง “พระผู้ให้” จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ และถวายความอาลัยรักแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง  

แม้ในปีนี้ พสกนิกรไทยจะไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอีกต่อไป เพราะพระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่พสกนิกรไทยยังคงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน ตราบนิจนิรันดร์

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

สกู๊ปพิเศษ : เปิดเมกะแล็บ ‘KMITL EXPO 2026’ ชวนนิวเจนค้นหาตัวตนผ่าน 9 Pavilions

สกู๊ปพิเศษ : เปิดเมกะแล็บ ‘KMITL EXPO 2026’ ชวนนิวเจนค้นหาตัวตนผ่าน 9 Pavilions

สกู๊ปพิเศษ : เปิดเมกะแล็บ ‘KMITL EXPO 2026’ ชวนนิวเจนค้นหาตัวตนผ่าน 9 Pavilions

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” อาจเป็นคำถามที่ตอบยาก ไม่ใช่เพราะไม่มีความฝัน แต่อาจเพราะยังไม่เคยได้ลองเรียนรู้มากพอ โดยเฉพาะในวันที่เทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน และอาชีพจำนวนมากในอนาคตอาจยังไม่มีชื่อเรียกในวันนี้ จาก Issue เหล่านี้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงเตรียมเปลี่ยน “KMITL EXPO 2026” หรืองานลาดกระบังนิทรรศน์ 69 ให้เป็นสนามลองของขนาดใหญ่ ชวนเยาวชนเริ่มค้นหาตัวเองจากการสำรวจนวัตกรรมจริง ทดลองสกิล ผ่านกิจกรรมและเวิร์กช็อป ก่อนเชื่อมสิ่งที่สนใจไปสู่คณะ สาขาวิชา และอาชีพที่อาจไม่เคยนึกถึง เพราะบางครั้งคำตอบของอนาคตอาจไม่ได้เริ่มจากการเลือกคณะ แต่เริ่มจากการเจอบางอย่างแล้วรู้สึกว่า “อยากลองทำสิ่งนี้”

แบบจำลองสถานีฐานบนดวงจันทร์ บ้านแมวที่ช่วยจัดการอาหาร น้ำ และอุณหภูมิได้จากระยะไกล เห็ดออรินจิที่ถูกพัฒนาให้กลายเป็นแฮม หรือผลิตภัณฑ์รูปร่างเหมือนข้าวซึ่งคิดขึ้นใหม่เพื่อเป็นทางเลือกด้านสุขภาพ ทั้งหมดไม่ใช่เพียงไอเดียจากโลกอนาคต แต่เป็นส่วนหนึ่งของผลงานที่พัฒนาขึ้นจริงโดยนักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยของ สจล.

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เล่าว่า ภายในงาน KMITL EXPO 2026 ผู้เข้าชมจะได้เดินสำรวจนวัตกรรม จาก 9 Innovation Pavilions ครบทุกเทรนด์นวัตกรรมยุคใหม่ทั้ง 1.NextGen Food Pavilion 2.Smart Living Pavilion 3.Health & Wellness Pavilion 4.Knowledge Pavilion 5.AgriTech Pavilion 6.AI-IoT Pavilion 7.Space Pavilion 8.EnergyTech Pavilion และ 9.Quantum & Nanotech Pavilion ที่เต็มไปด้วยไอเดียเหนือความคาดหมาย หลายผลงานอาจทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโลกอนาคต แต่เบื้องหลังทุกชิ้นล้วนเกิดจากองค์ความรู้ การเรียนการสอน และงานวิจัยที่นักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยของ สจล. ร่วมกันพัฒนาจนกลายเป็นนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงแล้ว งาน KMITL EXPO ในปีนี้ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนอันดับต้นๆ ของประเทศไทย อาทิ ธนาคารกรุงไทย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจ TCP เข้าร่วมสนับสนุนการจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 – KMITL EXPO 2026” และนำผลงานนวัตกรรมมาจัดแสดงในงานครั้งนี้ด้วย

เคยจินตนาการไหมว่า…หากวันหนึ่งมนุษย์ต้องไปใช้ชีวิตบนดวงจันทร์ เราจะอยู่อาศัยกันอย่างไร? รูปแบบจำลองสถานีฐานบนดวงจันทร์ หรือ Lunar Based Station จะพาผู้เข้าชมร่วมสำรวจแนวคิดของสถานีวิจัยสำหรับการอยู่อาศัย การทำงาน และการปฏิบัติภารกิจด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอวกาศในอนาคต เป็นผลงานความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยที่ สจล. และสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน (Harbin Institute of Technology : HIT) สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอวกาศและเทคโนโลยีการสำรวจดวงจันทร์ ร่วมกันออกแบบและนำเสนอผลงาน “Lunar Based Station” ซึ่งความพิเศษของผลงานชิ้นนี้คือการนำ “ลายประจำยาม” ศิลปกรรมไทยที่สื่อถึงความมั่นคง ความสมดุล และการคุ้มครอง มาประยุกต์เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบโครงสร้างสถานีให้แข็งแรงและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่รุนแรงของดวงจันทร์ พร้อมจำลองระบบสำคัญ ทั้งวัสดุป้องกันรังสีอวกาศ ระบบผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ พื้นที่อยู่อาศัย และห้องปฏิบัติการวิจัย เพื่อถ่ายทอดภาพการใช้ชีวิตของมนุษย์นอกโลกให้จับต้องได้มากยิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยีอวกาศ และศิลปวัฒนธรรมไทย สามารถหลอมรวมกันจนกลายเป็นนวัตกรรมที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสำรวจอวกาศในอนาคต

ทาสแมวก็มีเรื่องให้ว้าวไม่แพ้กันกับบ้านแมวอัจฉริยะที่นำเทคโนโลยี IoT และการประมวลผลภาพมาช่วยยกระดับการดูแลสัตว์เลี้ยง เจ้าของสามารถตรวจสอบความเป็นอยู่ของน้องแมวผ่านแอปพลิเคชัน สั่งให้อาหาร เติมน้ำ เปลี่ยนทราย ควบคุมอุณหภูมิ และติดตามพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงได้จากระยะไกล ระบบยังสามารถแยกแยะระหว่างแมวกับคน ช่วยให้การดูแลสัตว์เลี้ยงสะดวก ปลอดภัย และสะท้อนว่าเทคโนโลยีสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งคนและสัตว์เลี้ยงได้จริง

อีกหนึ่งผลงานที่ชวนหยุดดูคือ Lucky Lakshmi เครื่องทำนายโชคชะตาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระแม่ลักษมี เทพีแห่งความเจริญรุ่งเรือง และปรากฏการณ์ “I Told พระแม่” ที่ได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ นำความเชื่อที่หลายคนคุ้นเคยมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมอินเทอร์แอกทีฟที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานร่วมสนุกกับการทำนายโชคชะตาในรูปแบบใหม่ พร้อมสะท้อนว่า ความเชื่อ ศิลปะ การออกแบบ เทคโนโลยี และการสร้างประสบการณ์ผู้ใช้ สามารถหลอมรวมกันจนเกิดเป็นผลงานที่ทั้งสร้างสรรค์และตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้คนในยุคดิจิทัล

ส่วนสายเฮลท์ตี้และคนรักอาหารแห่งอนาคต ต้องไม่พลาด “Plant-based Ham” ต้นแบบผลิตภัณฑ์แฮมจากพืช ที่ใช้เห็ดออรินจิเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงเนื้อสัตว์ พัฒนาจนได้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ทั้งรสชาติและสัมผัสการรับประทานที่น่าพึงพอใจ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมแสดงให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหารสามารถต่อยอดวัตถุดิบธรรมดาให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมโปรตีนทางเลือกที่กำลังเติบโตทั่วโลก

ใครจะคิดว่าของใกล้ตัวอย่าง “ข้าว” อาหารหลักของคนไทย จะสามารถถูกคิดใหม่จนกลายเป็น ผลิตภัณฑ์เลียนแบบข้าวเพื่อสุขภาพที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งพัฒนาจากพืชท้องถิ่นและวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ ด้วยคุณสมบัติที่มีใยอาหารสูงและช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย นอกจากตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแล้ว ยังสะท้อนศักยภาพของการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหารมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรท้องถิ่นและผลักดันเศรษฐกิจชีวภาพไปพร้อมกัน

จากเรื่องใกล้ตัวในบ้าน ลองออกเดินทางสู่การท่องเที่ยวในมิติใหม่ผ่าน C(4)ulture Adventure Board Game บอร์ดเกมที่เปลี่ยนเมืองรองของไทยให้กลายเป็นสนามผจญภัยบนโต๊ะเกม ผู้เล่นจะได้เรียนรู้เรื่องราว วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคไปพร้อมกับความสนุกของการเล่นเกม แสดงให้เห็นว่า การท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเดินทาง แต่ยังสามารถต่อยอดผ่านการออกแบบเกม การเล่าเรื่อง และความคิดสร้างสรรค์ จนกลายเป็นเครื่องมือส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์รูปแบบใหม่

และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนวัตกรรมที่รอให้ทุกคนมาค้นพบใน 9 Pavilions เพราะเบื้องหลังผลงานแต่ละชิ้น ไม่ได้มีเพียงไอเดียที่แปลกใหม่ แต่ยังซ่อนศาสตร์ ความรู้ และเส้นทางการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไว้ให้ค้นหา บางที…นวัตกรรมเพียงชิ้นเดียว อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ค้นพบทั้งคณะที่ใช่และอาชีพที่ชอบในอนาคตก็เป็นได้

สิ่งที่น่าสนใจของ KMITL EXPO ไม่ได้อยู่ที่การได้เห็น “ของแปลก” หรือสิ่งประดิษฐ์สุดครีเอทีฟเพียงอย่างเดียว แต่คือการได้ค้นพบว่า เบื้องหลังของนวัตกรรมแต่ละชิ้นซ่อนศาสตร์และเส้นทางอาชีพไว้มากกว่าที่คิด อย่างแบบจำลองสถานีฐานบนดวงจันทร์ ที่พาไปเปิดโลกของเทคโนโลยีอวกาศ กลับเชื่อมโยงไปสู่อาชีพวิศวกรรมอวกาศและเทคโนโลยีการสำรวจดวงจันทร์ วิศวกรโครงสร้าง อุตสาหกรรมการบิน และสถาปนิก บ้านแมวอัจฉริยะ ที่ดูเป็นไอเดียแปลกแต่น่ารัก เชื่อมโยงไปถึงอาชีพวิศวกรระบบอัตโนมัติ วิศวกรเซนเซอร์ และนักวิเคราะห์ข้อมูลอาหารแห่งอนาคต เปิดประตูสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์การอาหาร นักเทคโนโลยีชีวภาพ และนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ส่วนบอร์ดเกม เกี่ยวข้องกับอาชีพนักออกแบบเกม นักออกแบบกราฟิก นักการตลาด และคนทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่กำลังเติบโต และเมื่อเดินดูครบทั้งงาน หลายคนอาจค้นพบว่า แค่ความสนใจในของแปลกชิ้นเดียว ก็สามารถต่อยอดไปสู่เส้นทางอาชีพได้หลากหลายกว่าที่เคยคิด

เมื่อเริ่มมองเห็นว่าตัวเองสนใจอะไร ผู้เข้าชมสามารถเดินต่อไปยัง Open House ของทุกคณะและวิทยาลัยภายในงาน เพื่อพูดคุยกับอาจารย์และรุ่นพี่ สำรวจหลักสูตร ทดลองทำกิจกรรม เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ และสัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้จริง พร้อมค้นหาว่า ความสนใจที่เพิ่งค้นพบนั้นสามารถต่อยอดไปสู่ศาสตร์ สาขาวิชา และเส้นทางอาชีพในอนาคตได้อย่างไร

เพราะ KMITL EXPO 2026 ไม่ใช่เพียงงานจัดแสดงนวัตกรรม แต่คือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลองคิด ลองถาม ลองลงมือทำ และค้นหาตัวเองผ่านประสบการณ์จริง ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต ร่วมออกเดินทางเพื่อค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ๆของตัวเอง พร้อมเปิดมุมมองสู่โลกแห่งนวัตกรรมที่จับต้องได้ ในงาน KMITL EXPO 2026 ระหว่างวันที่ 1-6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน หรือจองสิทธิ์กิจกรรม Workshop จากทุกคณะ ทุกวิทยาลัย ได้ที่ https://expo.kmitl.ac.th

ไทยเป็นเจ้าภาพ ‘AAHRS 2026’ ชู AI – นวัตกรรมการแพทย์ ดัน Medical Hub และศูนย์กลางปลูกผมแห่งเอเชีย

ไทยเป็นเจ้าภาพ 'AAHRS 2026' ชู AI - นวัตกรรมการแพทย์ ดัน Medical Hub และศูนย์กลางปลูกผมแห่งเอเชีย

ไทยเป็นเจ้าภาพ ‘AAHRS 2026’ ชู AI – นวัตกรรมการแพทย์ ดัน Medical Hub และศูนย์กลางปลูกผมแห่งเอเชีย

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.42 น.

จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 10th AAHRS Scientific Meeting 2026 ระหว่างวันที่ 7–9 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรม InterContinental Chiang Mai The Mae Ping ภายใต้แนวคิด “Mega Trend in Hair Restoration Surgery” โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และบุคลากรทางการแพทย์จากทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศัลยกรรมปลูกผมและเวชศาสตร์ฟื้นฟูเส้นผม พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุด อาทิ AI, Precision Medicine, Regenerative Medicine, Stem Cell, Exosome, PRP,Energy base lasers และ Peptide therapy รวมถึงเทคนิค FUE และ DHI ตลอดจนการสาธิตผ่าตัดจริง (Live Surgery) และเวิร์กช็อป เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ

นพ.ดำเกิง ปฐมวาณิชย์ นายกสมาคมแพทย์ปลูกผมแห่งเอเชีย (AAHRS) กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติในศักยภาพของแพทย์ไทยและมาตรฐานการรักษาระดับสากล พร้อมเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ่ายทอดนวัตกรรม และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Hub และศูนย์กลางด้านศัลยกรรมปลูกผมของภูมิภาคเอเชีย

ด้าน รศ.ดร.พญ.รัชต์ธร ปัญจประทีป ประธานฝ่ายวิชาการ (Chairman, Scientific Program) กล่าวว่า แนวโน้มสำคัญของวงการในอนาคตคือการนำ AI มาใช้วางแผนการรักษา ควบคู่กับเทคโนโลยีการเก็บและย้ายรากผมที่มีความแม่นยำมากขึ้น รวมถึงการประยุกต์ใช้ Regenerative Medicine, Stem Cell, Exosome และ PRP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลลัพธ์ในการรักษาผู้ป่วย

พญ.กนกวรรณ จันทอุปฬี ประธานฝ่ายจัดการประชุม (Chairman, Program of Events) กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมในครั้งนี้ไม่เพียงสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับนานาชาติ แต่ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ Medical Hub และเสริมศักยภาพสู่การเป็นศูนย์กลางด้านศัลยกรรมปลูกผมและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาคเอเชีย

ขณะที่ พญ.กุลกาญจน์ อมรพัฒนา, MD, FISHRS ประธานการสาธิตการผ่าตัด (Chairman, Live Surgery) กล่าวว่า การสาธิต Live Surgery ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของการประชุม เพราะเปิดโอกาสให้แพทย์ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากการผ่าตัดจริง เห็นเทคนิคใหม่ มาตรฐานความปลอดภัย และสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุม The 10th AAHRS Scientific Meeting 2026 จึงเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก มากกว่า 200 คน พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยและจังหวัดเชียงใหม่ในการก้าวสู่ศูนย์กลางด้านการแพทย์ การวิจัย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับนานาชาติ

ณเดชน์ ปล่อยช็อตเด็ด พร้อมแคปชั่นพีค ทำชาวเน็ตโฟกัสผิดจุด

ณเดชน์ ปล่อยช็อตเด็ด พร้อมแคปชั่นพีค ทำชาวเน็ตโฟกัสผิดจุด

ณเดชน์ ปล่อยช็อตเด็ด พร้อมแคปชั่นพีค ทำชาวเน็ตโฟกัสผิดจุด

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

สมกับเป็นคู่รักสายหวานเบา ๆ ซะแล้ว สำหรับคู่สามีภรราป้ายแดง ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา ที่หลังจูงมือกันเข้าประตูวิวาห์ ก็ขอแพ็กกระเป๋าไปดื่มด่ำบรรยากาศโรแมนติกกันต่อไกลถึงประเทศสก็อตแลนด์ งานนี้มีทั้งภาพนั่งรถไฟหรู เดินป่า ดินเนอร์ใต้แสงเทียน และโมเมนต์น่ารัก ๆ ออกมาเสิร์ฟให้แฟนคลับได้อิจฉากันตาร้อนผ่าวตามระเบียบ

แต่จู่ ๆ วานนี้ 8 สิงหาคม 2569 ดีกรีความหวานก็พุ่งพรวดกลายเป็นความแซ่บไฟลุก เมื่อหนุ่มณเดชน์เล่นปล่อยภาพเซ็ตใหญ่รวบรวมความทรงจำทริปฮันนีมูน แต่หมัดฮุกแรกที่เปิดมาทำเอาชาวเน็ตตั้งตัวแทบไม่ทัน เพราะเล่นเปิดภาพตัวเองสวมกางเกงว่ายน้ำยืนหันหลังชูสองมือท่ามกลางธรรมชาติและขุนเขา พร้อมแคปชั่นกวน ๆ ชวนให้อมยิ้มว่า “รอบนี้กิจกรรมเยอะมากกกกกก จนบอกกันว่าต้องมี Honeymoon อีกรอบ หันหลัง ไม่หันหน้า เดี๋ยว ‘งง’ ว่าทำไม สก็อตแลนด์ มีปลาช่อน”

ณเดชน์
ณเดชน์

หลังจากที่  ณเดชน์ คูกิมิยะ โพสต์ภาพลงมาบนโลกโซเชียล เล่นเอาแฟน ๆ เข้ามาคอมเมนต์แซวกันสนั่นไอจี ว่าทริปนี้ไม่ได้มีดีแค่ความหวานซึ้ง รวมไปถึงภรรยาสาวนคนสวยที่เข้ามาคอมเมนต์ด้วยรูปอิโมจิอีกด้วย 

ณเดชน์
ณเดชน์
ณเดชน์
ณเดชน์
ณเดชน์
ณเดชน์
ณเดชน์
ณเดชน์
ณเดชน์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม kugimiyas

ฝน มาริสา เดือดสุด ฟาดชาวเน็ตหลังเมนต์แซะ ดิว คบหวานใจเพราะรวย ด่ายับสาระแx-อย่าดูถูกคนอื่น

ฝน มาริสา เดือดสุด ฟาดชาวเน็ตหลังเมนต์แซะ ดิว คบหวานใจเพราะรวย ด่ายับสาระแx-อย่าดูถูกคนอื่น

ฝน มาริสา เดือดสุด ฟาดชาวเน็ตหลังเมนต์แซะ ดิว คบหวานใจเพราะรวย ด่ายับสาระแx-อย่าดูถูกคนอื่น

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.12 น.

8 สิงหาคม 2569 หลังจากที่สาวดิว อริสรา ทองบริสุทธิ์ ได้ออกมาโพสต์อวดความหวานกับแฟนหนุ่มหล่อทายาทตระกูลดัง วู้ดดี้ ล่ำซำ หรือ คุณพุฒิพงศ์ ล่ำซำ ลงบนไอจีอยู่เรื่อยๆ ทำเอาแฟนคลับและเพื่อนในวงการต่างเข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับรักครั้งนี้ของ สาวดิว กันอย่างล้นหลาม 

ท่ามกลางความยินดีกับความรักของทั้งคู่ กลับต้องมีเรื่องสะดุดเมื่อมีคอมเมนต์หนึ่งได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นทำนองว่า “หรือไม่ก็เรื่องเงิน เขาเป็นมหาเศรษฐีเลยนะ เดาว่าน่าจะรวยกว่าแฟนเก่าเธอ ขอแค่เขายอมรับลูกที่น่ารัก 2 คนของเธอด้วย และอยู่กันเป็นครอบครัวเดียวกัน” 

หลังจากที่เจอคอมเมนต์นี้เข้าไปทำเอาเพื่อนสนิทของ ‘ดิว อริสรา’ อย่าง ‘ฝน มาริสา’ ทนไม่ไว้ ถึงกับแคปคอมเมนต์นี้โพสต์บนไอจีสตอรีส่วนตัว พร้อมแคปชั่นเจ็บจี๊ดที่ว่า “สาระแนนักไอหัวล้าน” พร้อมระบุข้อความด้วยว่า “ทำไมถึงคิดว่าเลือกเขาเพราะเขารวย คนเราจะอยู่กันไม่ใช่แค่ความรักแล้วก็ไม่ใช่แค่เงินค่ะ ชีวิตคนพูดคือยินดีกับใครไม่เป็นเลยหรอ ถ้าเขารวยแต่เขาไม่รักเราไม่รักลูกไม่รักครอบครัวเราล่ะ ทำงานหาเงินเหมือนกันอย่าดูถูกคนอื่น ผู้หญิงคนนี้สู้มากผู้ชายเค้าก็ไม่ได้โง่พูดเหมือนอยู่ใต้เตียง ในวันที่มืดมนคนที่มาพร้อมแสงสว่างไม่ให้รักได้ไง ถูกไหม”