มาดามหน่อย พบ DSI 30 เม.ย. รับทราบข้อหาคดีรุกที่อุบลฯ-พงส.มั่นใจหลักฐานแน่น

มาดามหน่อย พบ DSI 30 เม.ย. รับทราบข้อหาคดีรุกที่อุบลฯ-พงส.มั่นใจหลักฐานแน่น

มาดามหน่อย พบ DSI 30 เม.ย. รับทราบข้อหาคดีรุกที่อุบลฯ-พงส.มั่นใจหลักฐานแน่น

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

“มาดามหน่อย”นายก อบจ.โคราช เตรียมเข้าพบ DSI 30 เม.ย.นี้ รับทราบข้อหารุกที่หาดสวนยา จ.อุบลราชธานี ปมขุดบ่อน้ำใช้โรงงานแป้งมัน ส่วน”สส.สุดาวรรณ”จ่อเข้าพบดีเอสไอหลังปิดสมัยประชุมสภาฯ ด้าน พงส.ยันข้อเท็จจริงแน่น ปม”หวังศุภกิจโกศล”บริษัทแป้งมันเอี่ยมอีสานฯรุกที่เกินโฉนด พร้อมเปิดภาพถ่ายทางอากาศเทียบไทม์ไลน์ปี 57 , 59 , 60 , 68 หลักฐานขุดบ่อน้ำ-บุกที่ดินรัฐ

จากกรณีที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการสอบสวนคดีพิเศษที่ 156/2568 กรณีบุกรุกที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ “หาดสวนยา” ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดยออกหมายเรียก 4 ผู้ต้องหา ได้แก่ 1.นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือ กำนันป้อ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพาณิชย์ (บิดาของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล) 2.นางยลดา หวังศุภกิจโกศล หรือ เจ๊หน่อย นายก อบจ.นครราชสีมา ภรรยาของนายวีรศักดิ์ (มารดาของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล) 3.น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีต รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ 4.กรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายที่ดิน โดยนัดหมายให้เข้ารับทราบข้อหาเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือ กำนันป้อ บิดาของ น.ส.สุดาวรรณ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเป็นคนแรก และปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ขณะที่ นางยลดา หวังศุภกิจโกศล และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส่งเอกสารขอเลื่อนพนักงานสอบสวน

ล่าสุดวันนี้ (23 มีนาคม 2569) แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 156/2568 ซึ่งได้ดำเนินการสอบสวนแยกมาจากคดีพิเศษที่ 154/2562 และคดีพิเศษที่ 119/2566 พร้อมพนักงานอัยการสอบสวนร่วม ได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 จำนวน 2 ราย คือ 1.บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด โดย น.ส.วีรียา หวังศุภกิจโกศล กรรมการบริษัท ในฐานะนิติบุคคล ผู้ต้องหาที่ 1 และ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ในฐานะส่วนตัว ผู้ต้องหาที่ 4 ในฐานความผิด ดังนี้ 1.ความผิดฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้กระทำเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 มาตรา 55 และมาตรา 72 ตรี ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

2.ความผิดฐานร่วมกันเข้าไปยึดถือ ครอบครอง รวมตลอดถึงการก่นสร้างหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดให้เป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทราย หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด อันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยมิได้มีสิทธิครอบครอง หรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 9 และมาตรา 108 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

3.ความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ตามมาตรา 360 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา 4.ความผิดฐานร่วมกันกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดๆ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทำลายหรือทำให้สูญหาย หรือเสียหาย แก่ทรัพยากร ธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐ หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทําลาย สูญหาย หรือเสียหายไป ตามมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับกรณีของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ผู้ต้องหาที่ 2 ได้ขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หลังสิ้นสุดสมัยประชุมรัฐสภา ส่วน นางยลดา หวังศุภกิจโกศล ผู้ต้องหาที่ 3 ได้มีหนังสือขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เป็นวันที่ 30 เม.ย.69 ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 ราย โดยเกี่ยวข้องกับบริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด และสมาชิกครอบครัวหวังศุภกิจโกศล ซึ่งจะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม จากการออกหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหา มีเพียงนายวีรศักดิ์ หรือ กำนันป้อ ที่ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ฉะนั้น สำนวนคดีพิเศษที่ 156/2568 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการคดีพิเศษก็ต่อเมื่อดำเนินการสอบสวนและทางผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเสร็จสิ้นแล้ว

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า กรณีที่คนสงสัยว่าเหตุใดสำนวนคดีดังกล่าวนี้ ดีเอสไอจึงไม่ส่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงแทน เพราะผู้ถูกกล่าวหามีทั้งกำนัน อดีตรัฐมนตรีว่าการฯ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ ก็เนื่องด้วยพฤติกรรมการกระทำความผิดที่พบนั้น เกิดขึ้นในตอนที่ทั้งหมดยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็คือการไม่ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการกระทำดังกล่าวในช่วงเวลาเกิกเหตุ แต่เป็นการใช้ตำแหน่งกรรมการของบริษัทฯ (บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด) ในการกระทำแทน จึงทำให้ทั้งหมดถูกดีเอสไอเรียกรับทราบข้อกล่าวหา แม้ภายหลังจะมีการลาออกจากกรรมการ/ผู้ถือหุ้นก็ตาม แต่ ณ วันเกิดเหตุ ทั้งหมดยังเป็นกรรมการของบริษัทฯ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุด้วยว่า ในการเรียกให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหา ทางคณะพนักงานสอบสวนจะต้องมีการสอบถามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ทางคดี ซึ่งในส่วนของนางยลดา และ น.ส.สุดาวรรณ ทางคณะพนักงานสอบสวนจะสอบถามในหลายประเด็น อาทิ ในฐานะที่เป็นกรรมการของบริษัทฯ ในวันเกิดเหตุ มีมติที่ประชุมของกรรมการบริษัทฯ ในการซื้อที่ดินอย่างไรบ้าง ความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกับ นายธรรมรงค์ ทองแดง (คนขายที่ดิน) ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับศาลเป็นอย่างไร มีการติดต่อซื้อขายที่ดินกันอย่างไร หรือ นายธรรมรงค์ เป็นผู้เสนอขายที่ดินมายังบริษัทฯ หรือไม่ เป็นต้น ส่วนกรณีที่ นายวีรศักดิ์ หรือ กำนันป้อ ได้ชี้แจงสื่อมวลชนว่า “ได้ซื้อที่ดินทุกแปลงมาโดยมีโฉนดถูกต้องตามกฎหมาย” เรื่องนี้ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษมองว่า ในข้อเท็จจริง บางแปลงมีโฉนด แต่พฤติการณ์ยึดถือครอบครองที่เกิดขึ้นในคดีนั้น มีการรุกที่เกินกว่าโฉนด จำนวน 16 ไร่ และส่วนเกินดังกล่าวนี้กลับเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือที่หลวง ฉะนั้น การบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ที่ไม่มีโฉนด จึงเป็นพฤติการณ์ทางคดีที่ทำให้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา เพราะไม่มีเอกสารสิทธิและยังขุดบ่อใช้น้ำสำหรับการอุตสาหกรรมโรงงานแป้งมัน

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม ระบุถึงภาพถ่ายทางอากาศ ไทม์ไลน์ห้วงวันที่ 9 ก.พ.2551 วันที่ 24 พ.ค.2557 วันที่ 24 ก.ค.2559 วันที่ 22 พ.ย.2560 และวันที่ 8 ม.ค.2568 บริเวณแถวพื้นที่บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด ว่า ตามไทม์ไลน์มีคลองสาธารณะอยู่แล้ว แต่ในพื้นที่ของบริษัทฯ ไม่มีบ่อ จึงได้ทำการขยายโรงงาน เพราะการจะใช้น้ำในบ่อคลองได้ จะต้องขุดบ่อใกล้คลอง จึงจะชักน้ำมาใช้ได้ และเมื่อใช้เสร็จแล้วก็ปล่อยออกได้ ฉะนั้น ข้อสังเกตตามภาพถ่ายทางอากาศ จะพบว่ามีคลองบริเวณด้านล่างของภาพ ซึ่งสำหรับนำน้ำเข้ามาใช้ในโรงงานแป้งมัน และยังเป็นทางระบายน้ำออกอีกด้วย

กกต.ลุยถอดบทเรียน สรุปข้อผิดพลาด-บกพร่องเลือกตั้ง-ประชามติ

กกต.ลุยถอดบทเรียน สรุปข้อผิดพลาด-บกพร่องเลือกตั้ง-ประชามติ

กกต.ลุยถอดบทเรียน สรุปข้อผิดพลาด-บกพร่องเลือกตั้ง-ประชามติ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

กกต.ลุยถอดบทเรียนเลือกตั้ง-ประชามติ สัมมนาใหญ่ 25-27 มี.ค.นี้ แบ่ง 5 กลุ่มย่อย สรุปข้อผิดพลาด-บกพร่อง เตรียมรับมือการเลือกตั้งครั้งต่อไป

23 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมจัดประชุมถอดบทเรียนการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ โดยมีกำหนดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนางาน ยกระดับมาตรฐานการทำงานและการบริหารจัดการภายใน ระหว่างวันที่ 25 – 27 มี.ค.ที่โรงแรมเดอะเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมมีทั้ง กกต. เลขาธิการ กกต. ผู้บริหารจากทั้งสำนักงาน กกต.ส่วนกลาง สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด และกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพลเมืองที่ 3 – 5

ในการประชุมครั้งนี้ นอกจากประธาน กกต.และ กกต. เลขาธิการ กกต. จะมีการมอบข้อสังเกต แนวทางและข้อเสนอแนะในการพัฒนางานเพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานการบริหารจัดการภายในสำนักงาน กกต.แล้ว ยังจะมีการถอดบทเรียนการเลือกตั้ง สส.เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และการออกเสียงประชามติ ที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส.เป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยทีมผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยบูรพา รวมทั้งจะมีการแบ่งกลุ่มย่อย 5 กลุ่ม โดยมีรองเลขาธิการ กกต.เป็นหัวหน้าแต่ละกลุ่ม และให้ผู้บริหารสำนักงานเข้าร่วมตามกลุ่มที่สนใจ เพื่อสรุปปัญหาอุปสรรคในการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่เกิดความผิดพลาด บกพร่อง เพื่อพัฒนา การปฏิบัติงานให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและเป็นการเตรียมรับมือสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป

โดย 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 กลุ่มการบริหารจัดการเลือกตั้งเกี่ยวข้องกับการทำงานของกรรมการประจำหน่วย การยุบรวมหีบบัตรเลือกตั้ง การรายงานผลคะแนน กลุ่มที่ 2 กลุ่มการสืบสวน การหาข่าว ชุดเคลื่อนที่เร็ว การหาเสียง กลุ่มที่ 3 กลุ่มงานจัดส่งเอกสารถึงเจ้าบ้าน การจัดเวทีปราศรัยหาเสียง กลุ่มที่ 4 กลุ่มงานสื่อสารองค์กรและการสร้างเครือข่าย และกลุ่มที่ 5 กลุ่มงานโครงสร้าง และระบบบริหารองค์กร โดยหลังการประชุมแต่ละกลุ่มต้องจัดทำรายงานเมื่อกลับมาภายใน 15 วัน แล้วจะเสนอ กกต.พิจารณา

อย่างไรก็ตาม ในไปประชุมถอดบทเรียนการเลือกตั้งครั้งนี้ สำนักงานฯ ยังจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ (CSR) ณ วัดห้วยปลากั้ง จ.เชียงราย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วย

จ่อคลอด ครม.ใหม่! สลค.ส่งชื่อ รมต.เช็กประวัติ ตั้งเป้าจบก่อนสงกรานต์

จ่อคลอด ครม.ใหม่! สลค.ส่งชื่อ รมต.เช็กประวัติ ตั้งเป้าจบก่อนสงกรานต์

จ่อคลอด ครม.ใหม่! สลค.ส่งชื่อ รมต.เช็กประวัติ ตั้งเป้าจบก่อนสงกรานต์

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.35 น.

23 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ที่มีรายชื่อตามโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ยื่นเอกสารเพื่อยืนยันคุณสมบัติและประวัติเกือบครบทั้ง 35 คนแล้ว ขณะที่รายชื่อรัฐมนตรีทั้งหมดที่นายกรัฐมนตรีส่งมานั้น ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ส่งให้ 8 หน่วยงานตรวจสอบแล้ว ได้แก่ 1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 2.สำนักงานศาลยุติธรรม 3.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 4.สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 5.กรมบังคับคดี ​6.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ​7.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และ 8.สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ส่วนรายชื่อใดที่ส่งไปตรวจสอบหากบุคคลใดมีแจ้งกลับมาว่ามีปัญหา ทาง สลค.จะสอบถามไปยังสำนักงานกฤษฎีกา ทั้งนี้ ขั้นตอนทั้งหมดจะพยายามให้แล้วเสร็จก่อนเทศกาลสงกรานต์

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับในส่วนของพรรคเพื่อไทย (พท.) ไม่ว่าจะเป็น น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส.เชียงราย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ส่งทีมงานมายื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้วเช่นกัน

ศบก.ถกผู้ค้าน้ำมัน อัดดีเซลเข้าระบบ สั่งเข้มห้ามปั๊มอ้างน้ำมันหมด

ศบก.ถกผู้ค้าน้ำมัน อัดดีเซลเข้าระบบ สั่งเข้มห้ามปั๊มอ้างน้ำมันหมด

ศบก.ถกผู้ค้าน้ำมัน อัดดีเซลเข้าระบบ สั่งเข้มห้ามปั๊มอ้างน้ำมันหมด

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

ศบก.ถกผู้ค้าน้ำมัน ม.7 พร้อมร่วมมือตามคำขอนายกฯ อัดน้ำมันดีเซลเข้าระบบ สั่งเข้มจะไม่มีปั๊มไหนอ้างน้ำมันหมด พร้อมกล่อมโรงกลั่นเพิ่มกำลังการผลิต เผยสุดสัปดาห์นี้ขาย B20 พร้อมอนุโลมให้กรมประมง ไม่ยืนยันมีไอ้โม่งกักตุนน้ำมันหรือไม่ ด้าน”ดนุชา”เผยสถานการณ์ขาดน้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวดีขึ้น บางโรงกลั่นเร่งกำลังการผลิตถึง 110%

23 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ.ศบก.แถลงว่า วันนี้เป็นการประชุมเพื่อทำความเข้าใจ เป็นการซักซ้อมและหารือกับผู้ค้าตามมาตรา 7 ทุกบริษัทและโรงกลั่น ซึ่งจากภาพข่าวในแต่ละวันที่อาจจะเป็นความโกลาหล หรือความตื่นตระหนกตามสถานีบริการต่างๆ ที่เมื่อประชาชนเข้าไปเติมน้ำมันแล้วไม่มีน้ำมันจ่ายให้ ก็ขอแจ้งให้กับประชาชนรับทราบว่า ในแต่ละวันทางโรงกลั่นและผู้ค้าตามมาตรา 7 ได้มีการนำน้ำมันอัดฉีดเข้าสู่ระบบสถานีบริการต่างๆ เกือบ 10,000 สถานีบริการ จากอดีตที่เคยเติมน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการ และก็ผู้ใช้ต่างๆ ประมาณ 67 ล้านลิตร แต่ในช่วงระยะนี้มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณซัก 82 – 84 ล้านลิตรต่อวัน แต่ก็ยังไม่เป็นที่เพียงพอสำหรับคนใช้หรือผู้ใช้ในประเทศไทยทั้งหมด

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา นายกฯ ได้มีการลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ /2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2569 เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถนำน้ำมันสำรองออกมาให้บริการ หรือให้งดการเก็บน้ำมันสำรองของผู้ค้าตามมาตรา 7 รวมถึงโรงกลั่นในวันที่ 31 มี.ค.เพิ่มขึ้นอีก 0.5% แล้วในวันที่ 30 เม.ย.เพิ่มขึ้นอีก 1.5% ถ้ารวมกับทั้งหมดก็จะมีการน้ำมันสำรองถึง 3% เราก็จะขอชะลอออกไป ให้คงไว้ซึ่งน้ำมันสำรองเพียง 1% เหมือนเดิมจากก่อนหน้าที่จะมีสงครามเกิดขึ้น

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการหารือกันว่าจะทำอย่างไรในการที่จะทำให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 และโรงกลั่นปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาด เพื่อให้พอกับความต้องการของผู้ใช้ โดยนายกฯ ได้มีข้อสั่งการว่า ภายในสัปดาห์ จะไม่มีสถานีบริการใดบอกว่าไม่มีน้ำมันขาย ซึ่งผู้ค้าตามมาตรา 7 ที่ได้หารือกันก็รับทราบ และก็จะพยายามปฏิบัติตามที่นายกฯ มีข้อสั่งการ ซึ่งจากการหารือก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกบริษัท โดยทางโรงกลั่นก็พยายามที่จะให้ได้ค่าการกลั่นที่ 100% บางโรงกลั่นก็อาจจะกันเกินกว่า 100% และพยามที่จะปล่อยน้ำมันทั้งหมดให้กับผู้ค้าตามมาตรา 7 เพื่อให้ไปบรรเทาให้กับผู้ใช้ได้ใช้อย่างเพียงพอ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ สุดสัปดาห์นี้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จะจำหน่ายน้ำมันดีเซลสูตร B20 ให้กับผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยจำหน่ายผ่านจ็อบเบอร์ ซึ่งจุดจ่ายในพื้นที่ภาคใต้ คือ จ.สงขลา และ จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่ภาคกลาง คือ จ.พระนครศรีอยุธยา , จ.สระบุรี และ จ.ชลบุรี ทั้งนี้ นายกฯ ได้อนุโลมให้สมาคมประมงได้ใช้น้ำมัน B20 ไปพลางก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาเรื่องการกักตุนน้ำมัน ขณะนี้พบมีไอ้โม่งกลุ่มไหนที่ได้ประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน และราคาเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากที่หน่วยเฉพาะกิจที่นายกฯ ตั้งขึ้น โดยกระทรวงมหาดไทย มีข้อสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กำชับให้นายอำเภอตรวจสถานีบริการทุกสถานี และตรวจสอบผู้ค้าตามมาตรา 7 และจ็อบเบอร์ ว่ามีการกักตุนน้ำมันหรือไม่ โดยขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบที่อื่น โดยกรณีที่ จ.อ่างทอง นั้น เป็นการพยายามส่งน้ำมันออกไปประเทศเพื่อนบ้านประมาณ 2 หมื่นลิตร ซึ่งจากนี้จะมีการตรวจสอบต่อไป

“ก็ไม่กล้ายืนยันว่า ณ เวลานี้ ว่าจะมีไอ้โม่งหรือไม่มีไอ้โม่ง แต่เราจะตรวจสอบโดยชุดเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยหลายหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบ ทั้งโรงกลั่น คลังน้ำมัน สถานีบริการ และคลังอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ หากประชาชนคิดว่าตรงไหนมีปัญหา หรือจุดไหนมีพฤติกรรมที่ไม่ดี ขอให้แจ้งที่ศูนย์เฉพาะกิจหรือ ศบก.เพื่อตรวจสอบต่อไป” นายพิพัฒน์ กล่าว

ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า จากที่หน่วยงานกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน ได้ลงตรวจคลังน้ำมันทั้งหมด 8 จุด ทั้งหมดไม่ได้มีความผิดปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นประชาชนได้เห็นภาพของน้ำมันในสถานีบริการต่างๆ ที่อาจมีขาดอยู่ เรียนว่าระบบการส่งน้ำมันจากคลังออกไปยังสถานีบริการต่างๆ จะมี 2 – 3 เรื่องด้วยกัน คือการส่งทางท่อไปที่คลังน้ำมันปลายทางและไปรับที่ปลายทางด้วยรถขนน้ำมัน และอีกทางคือมีรถขนน้ำมันด้วย และทางเรือไปภาคใต้

นายดนุชา กล่าวว่า ยกตัวอย่างการส่งน้ำมันลงท่อที่ไม่สามารถส่งทุกชนิดได้ โดยจะมีปฏิทินการส่ง ซึ่งทำให้ในช่วงเวลาที่มีการเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันสูงมากกว่าช่วงเวลาปกติ อาจทำให้การส่งน้ำมันจากคลังไปสถานีบริการทำได้ล่าช้าสักนิด แต่โดยรวมขณะนี้จากรายงานสถานการณ์ในปั๊มที่ขาดน้ำมันปรับตัวดีขึ้น หลังจากให้ขนส่งน้ำมันได้ 24 ชั่วโมง ตัวอย่างบางจากเดิมมี 400 กว่าสถานีบริการที่ขาดน้ำมัน ตอนนี้ตั้งเป้าให้ลดลง ซึ่งคาดว่าจะลดลงมาเหลือประมาณไม่ถึง 200 ปั๊ม ในเวลาไม่เกิน 1 – 2 วันนี้ ทั้งนี้เกิดจากการเติมน้ำมันที่มากกว่าปกติในช่วงที่ผ่านมา

“ขอยืนยันน้ำมันมี ซึ่งตัวเลขที่เช็คจากกรมศุลกากรมีน้ำมันดิบวิ่งเข้ามาในประเทศ ตั้งแต่ 1 – 20 มีนาคม น้ำมันดิบเข้าประเทศ 3,400 กว่าล้านลิตร ปริมาณเข้ามาเพียงพอที่จะกลั่นใช้ในประเทศ เพียงแต่น้ำมันดิบที่เรากลั่นมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศจะมีกำลังการกลั่น 175 ล้านลิตร ทั้งนี้ทางโรงกลั่นพยายามเพิ่มกำลังการผลิตแต่เพิ่มได้ไม่มากนัก บางโรงกลั่นใช้กำลังการผลิตจากเดิม 100% เพิ่มมาถึง 110%” นายดนุชา กล่าว

นายดนุชา กล่าวอีกว่า อีกส่วนหนึ่งของกรมการปกครองที่ตรวจสถานีบริการทั่วประเทศ 9,387 แห่ง พบว่าประมาณ 8,000 แห่ง มีปัญหาด้านการขนส่ง คือน้ำมันถูกเติมไปจนหมดปั๊มและต้องรอให้ขนส่งเข้ามาส่ง ขณะเดียวกันปริมาณน้ำมันที่ได้รับต่อวันอยู่ในตัวเลข 82 ล้านลิตร ซึ่งในเชิงปริมาณมีความเพียงพอให้กับประชาชนได้

เมื่อถามว่า หลายปั๊มให้ข้อมูลว่าโควตาหมด แล้วจะรับน้ำมันใหม่อีกที่ 1 เมษายน ในระหว่างนี้จะมีการแก้ไขอย่างไรก่อนจะถึงวันที่ 1 เมษายน หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากปริมาณการขายน้ำมันพุ่งสูงเกินกว่าที่เคยทำมาในช่วงเวลาปกติ ทำให้โควตาน้ำมันในเดือนนั้นของเขาเต็มแล้ว ประกอบกับช่วงนั้นเรายังไม่มีการผ่อนคลายการสำรองน้ำมันที่ให้เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการผ่อนคลายแล้ว ทางบางจากเองสามารถเอาน้ำมันส่งไปยังผู้ค้าที่เป็นสถานีบริการ ที่บอกว่ารอบถัดไปในรอบเดือนเมษายน ณ ตอนนี้สามารถส่งไปให้ได้แล้ว ซึ่งทางบางจากได้แจ้งเองในที่ประชุม อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ภาครัฐจะติดตามดูน้ำมันที่จะส่งไปที่สถานีบริการเหล่านั้นตามที่บอกไว้หรือไม่ โดยกระทรวงมหาดไทยจะส่งคนไปตรวจ

บวรศักดิ์สั่งเก็บของ หลังไม่ไปต่อรัฐบาลอนุทิน 2 ขณะเจ้าตัวปฏิบัติภารกิจสุดท้ายที่ฝรั่งเศส

บวรศักดิ์สั่งเก็บของ หลังไม่ไปต่อรัฐบาลอนุทิน 2 ขณะเจ้าตัวปฏิบัติภารกิจสุดท้ายที่ฝรั่งเศส

บวรศักดิ์สั่งเก็บของ หลังไม่ไปต่อรัฐบาลอนุทิน 2 ขณะเจ้าตัวปฏิบัติภารกิจสุดท้ายที่ฝรั่งเศส

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

23 มีนาคม 2569 ภายหลังจากที่มีข่าวว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ไม่ได้ไปต่อกับรัฐบาลอนุทิน 2 บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลล่าสุด เวลาประมาณ 15.30 น.ได้มีรถบริษัทขนย้ายสิ่งของเอกชนมาขนของภายในห้องทำงานของนายบวรศักดิ์ ชั้น 3 บนตึกบัญชาการ 1 ภายในทำเนียบรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่า บุคคลที่จะมาทำงานทางด้านกฎหมายของรัฐบาลอนุทิน 2 แทนนายบวรศักดิ์ นั้น คือ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งขณะนี้นี้ได้ยื่นให้ตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้นายบวรศักดิ์ เดินทางไปปฏิบัติภารกิจสุดท้าย ร่วมการประชุมว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตและความซื่อสัตย์ระดับโลก (OECD) ปี 2026 ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยเจ้าตัวกล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า ขอไม่ให้สัมภาษณ์

– 006

อาชีวะเปิดทดสอบสมรรถนะภาคสนาม ปวส. เทคนิควิศวกรรมสำรวจ รุ่น 1 พร้อมรับราชการ

อาชีวะเปิดทดสอบสมรรถนะภาคสนาม ปวส. เทคนิควิศวกรรมสำรวจ รุ่น 1 พร้อมรับราชการ

อาชีวะเปิดทดสอบสมรรถนะภาคสนาม ปวส. เทคนิควิศวกรรมสำรวจ รุ่น 1 พร้อมรับราชการ

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดการทดสอบสมรรถนะภาคสนาม โครงการผลิตและพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง เพื่อรองรับอัตรากำลังที่ขาดแคลนสาขาวิชาเทคนิควิศวกรรมสำรวจ (ปวส.) ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กรมที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และกรมธนารักษ์ ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี เพื่อร่วมกันผลิตและพัฒนากำลังคนสายตรงเฉพาะทางด้านเทคนิควิศวกรรมสำรวจ รองรับการแก้ไขปัญหาขาดแคลนกำลังคนในตำแหน่งนายช่างรังวัดและนายช่างสำรวจของส่วนราชการ

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. เปิดเผยว่า การทดสอบสมรรถนะภาคสนามครั้งนี้ มีนักศึกษา ระดับชั้น ปวส. 1 สาขาวิชาเทคนิควิศวกรรมสำรวจ เข้าร่วมทั้งสิ้น 115 คน ซึ่งเป็นนักศึกษาภายใต้โครงการความร่วมมือ โดยหลังจากที่นักศึกษาได้เรียนภาคทฤษฎีมาแล้ว 1 ปี จะได้เข้ารับการทดสอบสมรรถนะภาคสนาม โดยแบ่งเป็นกลุ่มปฏิบัติการกลุ่มละ 5 คน และปฏิบัติงานเดี่ยว ตลอดระยะเวลา 4 วัน ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่พื้นฐานการสำรวจและการประเมินหน้างาน งานโครงข่ายหมุดบังคับการและวงรอบ การสำรวจเก็บรายละเอียดภูมิประเทศ งานประมวลผลและเขียนแบบวิศวกรรม ไปจนถึงงานวิศวกรรมสนามและการบริหารจัดการที่ดิน

โครงการความร่วมมือนี้มี 8 สถานศึกษาอาชีวศึกษาเข้าร่วม ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคแพร่ วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก วิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์ วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น วิทยาลัยเทคนิคดุสิต และวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โดยผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการโดยมีอัตรารองรับแน่นอน เมื่อจบการศึกษามีงานทำ 100% สำหรับส่วนราชการทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมที่ดิน ส.ป.ก. และกรมธนารักษ์ ได้มีการจัดสรรอัตรากำลังไว้รองรับผู้สำเร็จการศึกษาเข้าบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการ ได้กำหนดไว้จำนวน 3 รุ่น โดยรุ่นที่ 1 ซึ่งเข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ จะเข้าบรรจุเข้ารับราชการในปี พ.ศ. 2570

“นักศึกษาทุกคนที่เข้าร่วมโครงการไม่เพียงแต่จะได้รับการเสริมสร้างทักษะวิชาชีพด้านเทคนิควิศวกรรมสำรวจให้พร้อมปฏิบัติงานได้จริง แต่ยังได้รับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกของการเป็นข้าราชการที่ดีในอนาคต พร้อมกำชับให้นักศึกษาทุกคนตั้งใจฝึกฝนและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงในครั้งนี้ให้มากที่สุด โดยเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบราชการไทยต่อไป” เลขาธิการ กอศ. กล่าวทิ้งท้าย

​บอร์ด กช. ไฟเขียว เพิ่มชุดนักเรียนกลุ่มเปราะบาง ปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯเท่าทันบริบทโลก

​บอร์ด กช. ไฟเขียว เพิ่มชุดนักเรียนกลุ่มเปราะบาง ปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯเท่าทันบริบทโลก

​บอร์ด กช. ไฟเขียว เพิ่มชุดนักเรียนกลุ่มเปราะบาง ปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯเท่าทันบริบทโลก

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ที่ประชุมได้หารือร่วมกันถึง (ร่าง) ระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชน เป็นเงินอุดหนุนค่าหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีมติอนุมัติการจ่ายเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนเพิ่มเติม จำนวน 1 ชุด ให้แก่ผู้เรียนยากจนที่ผู้ปกครองถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้การช่วยเหลือของภาครัฐเป็นไปอย่างตรงจุด ทั้งยังเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มศักยภาพสถานศึกษาในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป พร้อมมอบ สช. เสนอร่างประกาศ สช. เรื่อง วิธีการขอรับเงินอุดหนุน วิธีการเบิกจ่ายเงินอุดหนุน และแนวทางการดำเนินงานเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนเพิ่มเติม พ.ศ. …. ให้ รมว.ศธ.ลงนามต่อไป

“ในวันนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบร่างประกาศ ศธ. เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรอิสลามศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชนในระบบ พ.ศ. …. ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงหลักสูตรครั้งใหญ่จากฉบับปี 2546 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และบริบทความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก โดยร่างหลักสูตรนี้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาทั่วประเทศ และได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมตามหลักศาสนาอิสลามจากสำนักจุฬาราชมนตรีเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ควบคู่คุณธรรมตามมาตรฐานสากล โดยจะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2569 นี้เช่นกัน พร้อมเห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบ กช. ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ และนักเรียนของโรงเรียนเอกชน พ.ศ. …. เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ “ทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์กลาง” สอดรับกับยุคดิจิทัล โดยเน้นความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เป็นสำคัญ ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยลดภาระงานด้านเอกสารของครู และยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลของโรงเรียนเอกชนให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และทันสมัยมากยิ่งขึ้น” รมว.ศธ.กล่าวและว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการสถานศึกษาในระดับพื้นที่ ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบให้ออกประกาศยกเว้นคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ให้แก่ พระชาญณรงค์ ฉายา วิสุทโธ รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดคูเดื่อ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนวัดคูเดื่อวิทยาคม จ.อุบลราชธานี ได้ แม้จะไม่มีวุฒิปริญญาตรีทางโลก แต่มีวุฒิทางธรรมระดับนักธรรมชั้นเอก เพื่อให้การบริหารกิจการและนิติกรรมต่างๆ ของโรงเรียนการกุศลของวัดแห่งนี้ สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการศึกษาให้แก่นักเรียนในพื้นที่ และรับทราบรายงานสถานการณ์กองทุนสงเคราะห์ โดยเฉพาะความคืบหน้าการปรับปรุงระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของครูโรงเรียนเอกชน ที่อยู่ระหว่างการปรับเข้าสู่ระบบเรียลไทม์ ตามข้อเรียกร้องของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งขณะนี้ระบบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีความพร้อมแล้ว ทั้งนี้ กำหนดดีเดย์เปิดใช้งานเฟสแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยจะเริ่มนำร่องในโรงพยาบาลประจำจังหวัดและอำเภอ เพื่อเป็นของขวัญต้อนรับวันเปิดภาคเรียนใหม่ให้แก่ครูเอกชน

คุรุสภา จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีน เปิดรับรุ่นแรกภายใน 27 มี.ค.

คุรุสภา จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีน เปิดรับรุ่นแรกภายใน 27 มี.ค.

คุรุสภา จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีน เปิดรับรุ่นแรกภายใน 27 มี.ค.

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.47 น.

ครูจีนเฮ! คุรุสภาจับมือสมาคมครูจีน จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู ภาคภาษาจีน เปิดรับสมัครรุ่นแรก ภายใน 27 มี.ค. และรุ่นต่อไปภายในเดือน เม.ย.69
 
ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้มอบหมายให้ ผศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการในการดำเนินงานอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูภาคภาษาจีนกับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) โดยมีดร.วรรณา ลอลือเลิศ นายกสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สมาคมครูจีน (ประเทศไทย) และคณะผู้บริหารและพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาสภา เข้าร่วมในพิธี โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภากับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย)ได้กำหนดระยะเวลาความร่วมมือเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 – มีนาคม 2572 โดยคุรุสภาจะสนับสนุนบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้องในหลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 7 หน่วยการเรียนรู้ และสนับสนุนแพลตฟอร์มสำหรับใช้ในการจัดอบรมหลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 7 หน่วยการเรียนรู้ ภาคภาษาจีน รวมทั้งสนับสนุนและดำเนินการอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูสำหรับครูที่ใช้ภาษาจีน ส่วนสมาคมครูจีนก็จะดำเนินการแปลบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้องในหลักสูตรการอบรม และประสานงานกับหน่วยงานในประเทศจีน และสนับสนุนบุคลากรในการแปลบทเรียนและสื่อประกอบที่เกี่ยวข้อง

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่า ความร่วมมือทางวิชาการของคุรุสภากับสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) ในครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันการสอนภาษาจีนในประเทศไทยมีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องทักษะภาษาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีในเชิงวัฒนธรรมระหว่างกัน ประเทศไทย จึงมีความต้องการครูผู้สอนภาษาจีนที่มีคุณภาพและมาตรฐานวิชาชีพสูง การร่วมมือกับสมาคมครูจีนถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษา การแปลบทเรียนและสื่อประกอบ รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานในสาธารณรัฐประชาชนจีนและจะช่วยให้ครูจีนที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านวิชาชีพครูตามบริบทของสังคมไทยอย่างถ่องแท้

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า  ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา โดยสถาบันคุรุพัฒนากำลังเปิดรับสมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู (KSP 7 Module) ภาคภาษาจีน หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 “การเปลี่ยนแปลงบริบทของโลก สังคม และแนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านความรู้วิชาชีพของครูให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 27 มีนาคม 2569 ซึ่งรุ่นที่ 001 ภาคภาษาจีน จะอบรมระหว่างเดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2569 โดยผู้ที่จะเข้าอบรมต้องเป็นผู้ได้รับหนังสือยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราวที่ยังไม่หมดอายุ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกจากนี้คุรุสภายังได้เตรียมการเปิดการอบรมหลักสูตรมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู (KSP 7 Module) ภาคภาษาจีน ในหน่วยการเรียนรู้ ที่ 2 – 7 ครบทั้ง 7 หน่วยการเรียนรู้ โดยจะเปิดรับลงทะเบียนในเดือนเมษายน 2569 และกำหนดเปิดอบรมในเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมอบรม เข้าดูขั้นตอนการสมัครและตรวจสอบสิทธิได้ที่ https://www.ksp.or.th/service/license_search.php แล้วสมัครเข้าใช้งานผ่านคุรุแพลตฟอร์ม https://khuruplatform.ksp.or.th/_/login จากนั้นกดเลือกที่ “หลักสูตร 7Module” เลือกคอร์สอบรมภาคภาษาจีน และกดสมัครคอร์สภาษาจีนเพื่อชำระเงิน โดยสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://sites.google.com/kurupatana.ac.th/ksptpdi-7-module/ชาวไทย และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล: info@kurupatana.ac.th

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่ สาขาอาคารเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์

23 มีนาคม 2569 เวลา 09.55 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น คอฟฟี่ สาขาอาคารเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ภายใต้แบรนด์โกลเด้น เพลซ ซึ่งดำเนินงาน

โดย บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยเริ่มทดลองเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ให้บริการกาแฟและเครื่องดื่มประเภทต่างๆที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีความโดดเด่นของโกลเด้น คอฟฟี่ คือ เมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า ที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตแบบเปียก และผ่านการคั่วอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้กลิ่นที่หอมละมุน คงรสชาติความเป็นกรดคล้ายผลไม้อย่างชัดเจน และมีการพัฒนาคิดค้นเมนูใหม่ๆ

โดยผสมผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่นในแต่ละสาขาอย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยส่วนผสมหลักจากโครงการหลวง อาทิ เมล็ดกาแฟ  น้ำผลไม้เข้มข้น และน้ำผึ้งจากดอยคำ รวมทั้งยังจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP จากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรต่าง ๆ  ผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง ขนมไทยโบราณ และอาหารพร้อมทาน 

ร้านโกลเด้น เพลซ เป็นร้านค้าที่บริหารงานโดยบริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 ที่มีพระราชประสงค์ที่จะสร้างต้นแบบร้านค้าปลีกของคนไทย เพื่อจำหน่ายสินค้าจากโครงการส่วนพระองค์ ตลอดจนผลิตผลทางการเกษตรจากกลุ่มเกษตรกรไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสานพระราชปณิธาน และทรงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาร้านค้า โกลเด้น เพลซ ให้ทำหน้าที่เสมือน “ตู้เย็นของประชาชน”  ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 21 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ

สกร.เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน

สกร.เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน

สกร.เปิดตลาดนัดการเรียนรู้ สร้างอาชีพ ส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน “Learn & Earn Health Market : ตลาดนัดการเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างโอกาสต่อยอดอาชีพ และส่งเสริมวิถีสุขภาพที่ยั่งยืน ผ่านแนวคิด เรียนรู้เพื่อสร้างรายได้ (Learn & Earn)

ภายในงานพบกับกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การอบรมและสาธิตอาชีพด้านเกษตรธรรมชาติระยะสั้น , ตลาดนัดสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรธรรมชาติจากเครือข่ายทั่วประเทศ , กิจกรรมศิลปวัฒนธรรม งานฝีมือ และอาหารไทย , นิทรรศการองค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติ , เวที Health & Nature Talks แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแรงบันดาลใจจากผู้เชี่ยวชาญ โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 29 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 17.00 น. (วันเสาร์) และ 09.00 – 15.00 น. (วันอาทิตย์) ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ