ผ้าป่า รพ.ระนอง ทะลุ 20 ล้าน อนุทิน ลั่น!เงินทุกบาทต้องซื้อเครื่องมือแพทย์ ห้ามมีเงินทอนแม้แต่แดงเดียว

ผ้าป่า รพ.ระนอง ทะลุ 20 ล้าน อนุทิน ลั่น!เงินทุกบาทต้องซื้อเครื่องมือแพทย์ ห้ามมีเงินทอนแม้แต่แดงเดียว

ผ้าป่า รพ.ระนอง ทะลุ 20 ล้าน อนุทิน ลั่น!เงินทุกบาทต้องซื้อเครื่องมือแพทย์ ห้ามมีเงินทอนแม้แต่แดงเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

“นายกฯ”นำส่วนราชการ ประชาชน คณะสงฆ์ ทอดผ้าป่าสามัคคี จัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์โรงพยาบาลระนอง ยอดเงิน 20 ล้านบาท ย้ำปัจจัยทุกบาทต้องใช้ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ 100% เท่านั้น ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์

9 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีในโรงพยาบาลระนอง เพื่อสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ โรงพยาบาลระนอง โดยมี นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรี และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการ รมว.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนอง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ภาคีเครือข่ายพื้นที่จังหวัดระนอง พังงา สุราษฎร์ธานี และจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ กว่า 1,000 คน ร่วมพิธี โดยได้รับเมตตาจาก พระราชระณังควชิรมุนี เจ้าคณะจังหวัดระนอง เจ้าอาวาสวัดสุวรรณคีรีวิหาร พระอารามหลวง เป็นประธานสงฆ์ หลวงปู่บุญเพ็ง ขันติโก วัดป่าภูล้อมข้าว จ.สกลนคร พร้อมด้วยคณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

โดยนายอนุทิน ร่วมรับชมการรำต้อนรับชุด “ลูกสาวชาวเล” โดยทีมยังแข็งแรง ลีลาศไลน์แดนซ์ วิทยาลัยชุมชนจังหวัดระนอง แล้วเข้าสู่บริเวณพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ถวายความเคารพ เบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แล้วถวายธูปเทียนแพเบื้องหน้า พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล รับศีล อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว นายอนุทิน นำพุทธศาสนิกชนกล่าวคำถวายผ้าป่า พระราชระณังควชิรมุนี พิจารณาผ้าป่า พิธีกรประกาศยอดผ้าป่า ผู้ร่วมพิธีถวายจตุปัจจัยไทยธรรม กรวดน้ำ รับพร เป็นอันเสร็จพิธี

พระราชระณังควชิรมุนี กล่าวสัมโมทนียกถาความโดยสรุปว่า ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องอาศัยโรงพยาบาล เพื่อรักษาสภาพความเจ็บไข้ได้ป่วยเหล่านั้นให้หายไป ต้องอาศัยโรงพยาบาลหลายครั้งในชีวิต หากเรานับดูให้ดีจะเห็นว่า ตั้งแต่เราเกิดต้องอาศัยโรงพยาบาล บางครั้งรอดบ้าง ไม่รอดบ้าง รอดเฉพาะแม่หรือรอดเฉพาะลูกบ้าง เรียกว่า ชีวิตได้รอดมาแล้ว เมื่อรอดมาแล้ว บ่มความรู้ก็มาอยู่โรงเรียน แล้วก็ต้องอาศัยพระสงฆ์บ่มเพาะนิสัย 3 สิ่งนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “บวร” หมายถึง บ้าน วัด โรงเรียน

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้มาอยู่ท่ามกลางญาติสนิทมิตรสหายผู้มีความคุ้นเคยกัน เป็นผู้มีจิตศรัทธา มีใจบุญสุนทาน มาร่วมกันทอดผ้าป่าจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลระนองแห่งนี้ ไม่ต้องรอบุญในชาติหน้า เครื่องมือแพทย์เหล่านี้จะมาเป็นประโยชน์กับพวกเราเองด้วยในยามที่เรามีอาการเจ็บป่วย หรือแม้กระทั่งญาติมิตรของเรามีอาการเจ็บป่วยต้องรักษาพยาบาลดูแลจากบรรดาแพทย์ของโรงพยาบาลระนอง เพราะจังหวัดระนองกว่าจะเดินทางไปจังหวัดอื่น ๆ ได้ ต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร จังหวัดที่ใกล้สุด คือ จังหวัดชุมพรใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง หรือจังหวัดที่มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่และเครื่องมือแพทย์พร้อม ที่ใกล้ที่สุด คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งใช้เวลาเดินทางไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง ดังนั้น ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินที่โรงพยาบาลระนองไม่สามารถที่จะมีเครื่องมือแพทย์ที่ให้บริการเพียงพอได้ คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็อาจจะประสบภาวะอันตรายได้

“วันนี้พวกเราทุกคนมาร่วมกันทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อทำให้โรงพยาบาลระนองมีเครื่องมือแพทย์ เป็นบุญอันยิ่งใหญ่และเป็นเชื้อสารตั้งต้นที่จะทำให้กระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลได้เห็นโอกาสในการทำให้จังหวัดระนองเจริญเติบโต ทั้การท่องเที่ยว การอุตสาหกรรม เป็นจังหวัดเมืองท่า ทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่จูงใจให้คนอยากมาที่จังหวัดระนองเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ สิ่งหนึ่งก็คือ “มีโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ มีการแพทย์ที่ดี”

นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติม ทุกส่วน ทั้งผู้อำนวยการโรงพยาบาลระนอง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระนอง ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ต้องให้สัญญาว่า 20 ล้านบาทนี้ ต้องเป็นเครื่องมือแพทย์ 100% เท่านั้น ห้ามกินเงินทอนแม้แต่แดงเดียว พี่น้องชาวระนองเป็นพยาน ต้องมีใบเสร็จชัดเจนทุกใบ เพราะนี่คือเงินของพวกเราที่เราทำไว้สำรองให้กับพวกเราเอง และที่สำคัญ คือ ห้ามเอาไปเลี้ยงอาหารกลางวันรัฐมนตรีสาธารณสุขเด็ดขาด ต้องเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ได้อย่างยั่งยืนมั่นคง

นายอนุทิน ให้คำมั่นว่า เงินก้อนนี้จะได้ซื้อของที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องชาวระนองอย่างแน่นอน ตนจี้ดูทุกวินาที หล่นไปไหนเป็นเรื่องแน่นอน เงินนี้ต้องอยู่ที่นี่เท่านั้น จะไม่มีสิทธิ์ให้ไปอยู่ที่คลินิกของคุณหมอ หรือนอกโรงพยาบาลระนอง ขอให้พวกเราได้มั่นใจพวกเราจะช่วยกันดูแลให้กับทุกท่าน

สำหรับพิธีทอดผ้าป่าฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธา ภาคประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานต่างๆ สำหรับจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีความจำเป็น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการรักษาพยาบาลประชาชนในจังหวัดระนองและจังหวัดใกล้เคียง ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยมียอดปัจจัยผ้าป่า เป็นเงิน 20,000,000 บาท

นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสอันมิ่งมงคลที่คณะสงฆ์จังหวัดระนองได้ร่วมกับโรงพยาบาลระนอง ทอดผ้าป่าถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกล มหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุ 99 พรรษา ปี 2569 ด้วย

– 006

ไอลอว์ แฉอาชีพ-สายสัมพันธ์ สว.อำนาจเจริญ พบฝากเลี้ยง จ่อเปิดชื่อผู้ช่วย-สว. 3 ทั้งหมด งงขายก๋วยเตี๋ยวอะไรกันแน่

ไอลอว์ แฉอาชีพ-สายสัมพันธ์ สว.อำนาจเจริญ พบฝากเลี้ยง จ่อเปิดชื่อผู้ช่วย-สว. 3 ทั้งหมด งงขายก๋วยเตี๋ยวอะไรกันแน่

ไอลอว์ แฉอาชีพ-สายสัมพันธ์ สว.อำนาจเจริญ พบฝากเลี้ยง จ่อเปิดชื่อผู้ช่วย-สว. 3 ทั้งหมด งงขายก๋วยเตี๋ยวอะไรกันแน่

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

ไอลอว์ แฉประวัติอาชีพ-สายสัมพันธ์ สว.อำนาจเจริญ พบฝากเลี้ยง จ่อเปิดชื่อผู้ช่วย-สว. 3 ทั้งหมดหลังจบเวที ด้าน ยิ่งชีพ งงสรุป สมพาน ขายก๋วยเตี๋ยวอะไรกันแน่ 

เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเจาะลึกหลักฐาน คดีโกง สว. ภาค 4 ใบสั่ง เส้นเงิน สายสัมพันธ์ โดยมีน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) น.ส.บุณยนุช มัทธุจักร และนายปุวิชญ์ วัฒนสุข นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น และพยานบุคคลมาร่วมให้ข้อมูล

โดยนายยิ่งชีพ กล่าวว่า นายสมพาน พละศักดิ์ สว.จากอำนาจเจริญ เขียนใบสมัครว่ามีประวัติค้าขายก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ 12 ปี ขณะที่นางแดง กองมา สว.เขียนใบสมัครว่าเป็นคนขายหมู ซึ่งเมื่อตนไปหาข้อมูลร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระตามประวัติที่นายสมพานเขียนนั้นกลับพบว่าในอดีตเคยเป็นฟิตเนส แต่ต่อมานายสมพานกลับออกบอกว่าขายก๋วยเตี๋ยวปลา ตอนจึงไปค้นข้อมูลและพบว่าเจ้าของร้านคือนายศิริพล เรืองบุญ สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) สมัครในกลุ่มภูมิใจไทเมืองอำนาจ ที่ไม่ใช่ชื่อพรรคเพราะพรรคภูมิใจไทยต้องมี ย แต่กลับพบว่าเคยมีการถ่ายภาพกับนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จากข้อมูลพบว่าร้านก๋วยเตี๋ยวปลานั้นเปิดทำการในปี 2558 นับถึงวันที่สมัครสว.ในปี 2567 ก็ไม่ถึง 10 ปี 

นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า เมื่อค้นหาเฟซบุ๊กของนายสมพานกลับระบุว่าขายก๋วยเตี๋ยวนายพาน ตนจึงได้ไปค้นและพบว่าเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายพาน จากการค้นใน google street view ในปี 2563 ก็เห็นว่าเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อแต่ต่อมาในปี 2566 กลับพบว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวเป็ด สรุปแล้วขายก๋วยเตี๋ยวอะไรกันแน่และสมัครถูกกลุ่มหรือไม่ เพราะยังไม่เห็นว่ามีร้านไหนที่น่าจะมีลูกจ้างเกิน 100 คน และร้านไหนที่น่าจะมีกำไรเกิน 300 ล้านบาทต่อปี ตกลงแล้วท่านเป็นเจ้าของกิจการจริงและทำอาชีพนี้ครบ 10 ปีหรือไม่ 

นายยิ่งชีพ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครสว. กลุ่ม 10 จากจังหวัดอำนาจเจริญ นอกจากนายสมพานและนางแดง ก็จะมีผู้สมัครอีกคนที่น่าสนใจคือนายอนันต์ นิรภา ที่ลงสมัครส.ท. ในนามภูมิใจไก่คำที่มีนายกอบต. คือนายประจวบ ทองดี ที่พบว่ามีภาพถ่ายกับน้ำดื่มของนางสุขรสมรวย วันทนีย์กุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วย นอกจากนี้ ในจังหวัดอำนาจเจริญยังมีผู้สมัครจากกลุ่ม 16 ที่ผ่านการเลือกเข้ามาได้นายสุวิทย์ จำปานนท์ ทั้งที่ส่วนใหญ่จะเป็น สว.จากกลุ่ม 10 

นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า ตนสงสัยว่าสว.หลายคนจะตั้งคนที่เลือกตัวเองให้มาเป็นผู้ช่วยสว. หรืออาจจะมีการตั้งให้ไปฝากเลี้ยงให้กัน ซึ่งไม่ทราบว่าจริงหรือไม่แต่เห็นว่าจังหวัดอำนาจเจริญมีการวนเวียนเป็นวัฏจักรกันเช่นนี้ โดยหลังจากเวทีนี้ไอลอว์จะเปิดภาพเอกสารสว. 3 ทั้งหมด 4 หมื่นกว่าหน้า พร้อมกับรายชื่อผู้ช่วยทั้งหมด โดยตนมองว่าอีกหลายจังหวัดก็จะเป็นเช่นนี้ จึงอยากให้ประชาชนช่วยกันจับตา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนั้นแล้วทีมงานไอลอว์ ยังได้เปิดเผยข้อมูลการตั้งคณะทำงานของ 3 สว.อำนาจเจริญ คือนายสมพาน พละศักดิ์ สว. นางแดงกองมา และนายสมทบ ถิระพันธุ์ สว. ที่ได้จากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสืบค้นการทำงานผ่านเฟซบุ๊กของบุคคลต่างๆ พบว่า มีการฝากเลี้ยง เช่น ตั้งนายสหรัถ กองมา บุตรชายนางแดง นายณัฐพงศ์ พละศักดิ์ บุตรชายนายสมพาน เป็นผู้ช่วยของนายสมทบ  

นอกจากนั้น นายสมพาน ยังตั้งนายไสว จำปานนท์ เป็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นบุคคลที่นามสกุลเดียวกัน นายสุวิทย์ จำปานนท์ สว.อำนาจเจริญ ตั้งนางบุญร่วม โทบุดดีแม่ยายของหลานนางสุขสมรวย เป็นคณะทำงาน ส่วนการตั้งคณะทำงานของนางแดง พบการตั้งนายไพฑูรย์ ขันแก้ว เป็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจากการตรวจสอบ เป็นสามีของนางเพลินจิตร ขันแก้ว สว.อำนาจเจริญ  ทั้งนี้พบว่า นายกัมพล สุภาเพ่ง สว.เพชรบุรี เป็นผู้ช่วยดำเนินงานอีกตำแหน่ง ทั้งที่หลักเกณฑ์การตั้งผู้ช่วยดำเนินงานจะเป็นให้กับ สว. ได้ครั้งละ 1 คนเท่านั้น นอกจากนั้น ผู้ช่วยคนอื่น เช่น นายสุชาติ สีหามาตย์  ที่พบการโพสต์สนับสนุนงานให้กับนางสุขสมรวย และ สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย เป็นต้น

พริษฐ์ เปิดหลักฐาน ลูกน้องสุขสมรวย โอนเงินให้ กกต.เกือบ 9 แสน ห้วงเลือกสว. ชี้เส้นเงินชัด ชงเร่งส่งศาล

พริษฐ์ เปิดหลักฐาน ลูกน้องสุขสมรวย โอนเงินให้ กกต.เกือบ 9 แสน ห้วงเลือกสว. ชี้เส้นเงินชัด ชงเร่งส่งศาล

พริษฐ์ เปิดหลักฐาน ลูกน้องสุขสมรวย โอนเงินให้ กกต.เกือบ 9 แสน ห้วงเลือกสว. ชี้เส้นเงินชัด ชงเร่งส่งศาล

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

พริษฐ์ เปิดข้อมูล ลูกน้องสุขสมรวย โอนเงินเหยียบ 9 แสนให้ กกต.อำนาจเจริญ ช่วงเลือก สว. 67 จี้ กกต.แจงรายละเอียด ชี้ หลักฐานเส้นเงิน พัน สว.-อดีตผู้สมัครชัด เร่ง กกต.ส่งศาลฏีกา ให้เวลา กกต. 1-2 วัน แจงเส้นเงิน 8 แสนของ ญานี นักการเมืองท้องถิ่นซุ้ม สุขสมรวย โอนเข้ากระเป๋าพนักงานสอบสวน กกต. ช่วงเลือก สว. จี้เร่งชี้แจง-ส่งศาลฟันฮั้ว เตือนอย่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเจาะลึกหลักฐาน คดีโกง สว. ภาค 4 ใบสั่ง เส้นเงิน สายสัมพันธ์ โดยมีน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) น.ส.บุณยนุช มัทธุจักร และนายปุวิชญ์ วัฒนสุข นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น และพยานบุคคลมาร่วมให้ข้อมูล

โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินในกระบวนการโกง สว. 4 พื้นที่ ได้แก่ 1. จังหวัดนครพนม พบว่ามีการโอนเงินช่วงวันที่ 21 มิถุนายน 2567 จากนายสิทธิกร ธงยศ สว.กลุ่ม 19 จำนวน 31,000 บาท ไปให้กับบริษัทนครพนม เทรเวลเซ็นเตอร์ เพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินให้นายสิทธิกรและผู้สมัคร สว. อีก 7 คน ทั้งนี้มี 2 คนที่ไม่ได้เดินทางตามที่ซื้อตั๋วเครื่องบินไว้ 2.จังหวัดลำพูน พบว่ามีการโอนเงิน นายอาทร โยธา เจ้าหน้าที่หน่วยงานท้องถิ่น ไปยังผู้สมัคร สว. 7 คน รวม 21,000 บาท ซึ่งมีบางคนบอกว่าเป็นค่าหมูกะทะ เป็นต้น แต่จากการตรวจสอบพบว่านายอาทร แม้ไม่ได้ลงสมัคร สว. แต่กลับมีการไปรวมตัวที่บริษัท ซึ่งนายวิเชียร ชัยสถาพร สว.ลำพูน และนายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล สว.เชียงใหม่ ที่ทั้ง 2 ครอบครัวเป็นเจ้าของสาขาสมุทรสาคร ไม่ฟันธงว่านายอาทรทำงานให้ 2 สว. หรือไม่ สิ่งที่ฟันธงได้คือ เบอร์ผู้สมัครของนายวิเชียร และนายวิวรรธน์ มีหมายเลขประจำตัวอยู่ทุกโพยในกลุ่ม16

นายพริษฐ์​ กล่าวต่อว่า 3.จังหวัดสงขลาพบว่า นายโสภณ มะโนมะยา สว.กลุ่ม 10 โอนเงินให้ 2 ผู้สมัคร สว. คือนายปรีชา วิเศษสินธุ์ และนายอำนาจ กิติโชติ รวม 1.5 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการกู้ยืมเงิน ดังนั้นจะตรวจสอบในบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินต่อ และ นายยะโก๊ป หีมละ สว. ที่โอนเงินจำนวน 60,000 บาทให้ผู้สมัคร สว. โดยอ้างว่าบริจาคให้กับสถานศึกษาในพื้นที่ สำหรับยอดเงินที่สูงเช่นนี้ก็เป็นไปได้ว่าจะให้หัวคะแนนให้กระจายในสาย ซึ่งตนหวังว่า 2 สว.ดังกล่าวจะมีคำตอบที่ชัดเจน

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 4.จังหวัดอำนาจเจริญพบการโอนเงินจากน.ส.ญาณี สีฟ้า ส.อบจ. กลุ่มภูมิใจไทอำนาจ โดยก่อนที่จะเป็น สจ. พบว่าที่เป็นทีมงานของนางสุขสมรวย ไปยังนายสุรชัย ขันติยานนท์ พนักงานสืบสวนและไต่สวน ฝ่ายสืบสวนและวินิจฉัย กกต. วงเงิน 860,000 บาท จำนวน 13 ครั้งช่วงเมษายนถึงกรกฎาคม 2567 ซึ่งคาบเกี่ยวกับการเลือก สว. ฉะนั้น จึงขอสอบถามไปยัง กกต.ว่าได้สอบสวนนายสุรชัยและ น.ส.ญาณีหรือไม่ หากทำแล้วมีรายละเอียดอย่างไร การโอนเงินเกี่ยวข้องกับการเลือก สว.หรือไม่ 

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หากกกต.ตอบว่าไม่เกี่ยวกับการเลือก สว. นั้น แต่ทำไมหลังจากนั้นช่วงครึ่งปีหลังปี 2567 ไม่พบการโอนเงินจาก น.ส.ญาณีไปที่นายสุรชัยอีก เพราะพบ การโอนเงินแค่ช่วงเมษายนถึงกรกฎาคม ฉะนั้น จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับการเลือกสว.หรือไม่ หากเป็นการโอนเพื่อภารกิจอื่นก็ได้จะปรากฏการโอนในช่วงเดือนอื่นๆ ด้วย และอยากทราบสถานะผลการสอบสวนมีบทสรุปว่าใครผิดจากข้อเท็จจริงที่ปรากฎหรือไม่

“จากหลักฐานเส้นเงินที่เปิดออกมาในปัจจุบันและก่อนหน้านี้ กระจายใน 6 จังหวัด คือ ลำพูน หนองบัวลำภู สุราษฎร์ธานี นครพนม อำนาจเจริญ และสงขลา แม้ว่าจะเข้าถึงไม่ง่าย แต่พบว่ามีการทำเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงไปในจังหวัดต่างๆ ผมมองว่าเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตที่กกต. ต้องส่งศาลให้พิจาณา” นายพริษฐ์ กล่าว

จากนั้นนาบพริาฐ์ ให้สัมภาษณ์ถึงหลักฐานการโยงเส้นเงินถึงเจ้าหน้าที่ กกต. ว่า เรื่องนี้มี 2 ประเด็น  ประการแรกตนพบว่ามีบุคคลที่ทำหน้าที่สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) อำนาจเจริญ มีการโอนเงินให้กับพนักงานสอบสวนของ กกต. จำนวน 860,000 บาท ซึ่ง กกต. ควรชี้แจงทันทีว่าสอบสวนแล้ว และข้อเท็จจริงการโอนเงิน ดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เกี่ยวกับการเลือก สว. หรือไม่ เพราะพบหลักฐานการโอนเงินช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงการเลือก สว. พอดี แต่ไม่พบการโอนเงินในช่วงสิงหาคมถึงธันวาคม ปี 2567 เลย

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ประการที่สอง ตนอยากให้มองหลักฐานแต่ละชิ้น ว่าเป็นจิ๊กซอว์หลายส่วนนำมาประกอบกัน เส้นทางการเงินยอดเงิน 860,000 บาท อาจไม่ใช่ผู้สมัคร สว. เป็นผู้โอน แต่เมื่อประกอบกับหลักฐานอื่น ใบสั่งและเส้นทางการเงินในจังหวัดอื่น เชื่อได้ว่ากระบวนการโกง สว. มีอยู่จริง ส่วนใครจะผิดหรือไม่เป็นเรื่องของศาล ซึ่ง กกต. หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ มีการกระทำความผิดต้องส่งเรื่องไปยังศาล ซึ่งยังไม่ได้ฟันธงว่าใครคนใดคนหนึ่งผิด แต่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กกต. มีหน้าที่ส่งเรื่องไปศาล 

ส่วนบทบาทหน้าที่ของนายสุรชัย เจ้าหน้าที่ กกต. ที่พบว่ารับเงินนั้น จากเอกสาร กกต. ปี 2567 ปรากฎชื่อเป็นพนักงานสอบสวนไต่สวนวินิจฉัยฝ่าย 7 ตนมีข้อสงสัยว่ามีอำนาจแค่ไหน รับผิดชอบอะไร เป็นหน้าที่ของ กกต. ชี้แจง ส่วนคนที่โอนเงินให้คือญาณี เป็น ส.อบจ. เขต 5 อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ตอนสมัครใช้โลโก้กลุ่มภูมิใจไทอำนาจ และปรากฏภาพร่วมกิจกรรมกับนางสุขสมรวย วันทนียกุล อยู่หลายครั้ง 

เมื่อถามว่า กกต. ออกเอกสารข่าวว่าจะพิจารณาคดีฮั้ว สว. ภายในเดือนสิงหาคมนี้ มองว่ากระแสกดดันจากภายนอกมีผลหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า  ตามกรอบกฎหมาย กกต. ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 90 วัน การที่ให้คำมั่นว่าจะเสร็จในเดือนสิงหาคม ถือว่าเป็นไปตามกรอบเวลา 90 วัน ที่จะครบในช่วงต้นเดือนกันยายน 

“สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่จบเมื่อไหร่ แต่จบอย่างไร สิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น กกต. ตัดตอนกระบวนการยุติธรรมให้เรื่องไปไม่ถึงศาล แต่ที่กังวลในตอนนี้คือจะจบอย่างไร ผมเชื่อว่าความสนใจของประชาชนต่อหลักฐานที่ถูกนำเสนออย่างเป็นระบบ จะมีส่วนทำให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา สั่งฟ้องเรื่องที่ศาล“ นายพริษฐ์กล่าว

เมื่อถามว่า หาก กกต. ไม่ตอบฝ่ายค้านว่าจะดำเนินการอย่างไร เกี่ยวกับนายสุรชัยที่รับเงิน มีช่องทางเอาผิดได้หรือไม่  ฝ่ายค้านจะใช้ช่องทางไหน นายพริษฐ์ ถามกลับสื่อมวลชนว่าให้เวลากี่วันดี  ตนให้โอกาส กกต. 1-2  วัน ว่าจะชี้แจงหรือไม่ มั่นใจว่าเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้เชื่อว่า กกต. เข้าถึงได้เช่นกัน หากสอบสวนไปแล้วขอให้ชี้แจงว่าเรื่องถึงขั้นไหน หากยังไม่ได้สอบสวน ตนพร้อมนำข้อมูลที่มีไปยื่นต่อ กกต.

เมื่อถามว่าข้อสรุปสำนวนของ กกต. อาจไม่ได้นำเรื่องเส้นเงินมาเกี่ยวข้องด้วย จะทำให้น้ำหนักของสำนวนเบาหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า กกต. มีหน้าที่นำพยานหลักฐานทุกส่วน ทั้งโพยและเส้นเงินไปพิจารณา หากความปรากฏว่าไม่ได้นำไปพิจารณาต้องถามกลับว่ากกต. ละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

เมื่อถามว่าสว. ดำรงตำแหน่งมาถึงครึ่งทางแล้ว จะมีโอกาสไปยื่นให้เป็นโมฆะหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ตอนนี้ต้องพิจารณาว่า กกต. จะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ หากส่งตามข้อเรียกร้อง หากคนที่ถูกส่งเรื่องไปยังศาลเป็น สว. จะมีกรอบกฎหมายเรื่องของการหยุดปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่ต้องการคือความเป็นธรรมไม่ได้ถูกหรือถูกเตะถ่วง

ส่วนข้อกังวลว่าการเลือก สว.สมัยหน้า ถ้าไม่ปรับกลไกการเลือก สว. จะเกิดการฮั้วหนักขึ้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่ควรเลือก สว. แบบนี้อีกในประเทศเราหรือประเทศไหนในโลก ซึ่งความเป็นไปได้ไม่ให้เกิดขึ้นคือการเดินหน้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากดำเนินการตามประชามติและมี สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เชื่อว่าจะไม่เห็นการเลือก สว. เช่นอีก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่กำหนดกติกาเช่น แต่ก็เป็นคนละเรื่องกับการชำระปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2567

รัฐบาลดูแลใกล้ชิด กราดยิX ร.ร.เทพศิรินทร์ เจ็บ 27 รักษาตัว 14 – สธ.ส่งทีมเยียวยาจิตใจ

รัฐบาลดูแลใกล้ชิด กราดยิX ร.ร.เทพศิรินทร์ เจ็บ 27 รักษาตัว 14 - สธ.ส่งทีมเยียวยาจิตใจ

รัฐบาลดูแลใกล้ชิด กราดยิX ร.ร.เทพศิรินทร์ เจ็บ 27 รักษาตัว 14 – สธ.ส่งทีมเยียวยาจิตใจ

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

เมื่อวันที่ 9 ส.ค.69 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี จังหวัดนนทบุรี โดยอ้างอิงข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ณ เวลา 10.00 น. ว่า ขณะนี้มีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 36 ราย แบ่งเป็นผู้บาดเจ็บ 27 ราย และผู้เสียชีวิต 9 ราย โดยจำนวนผู้เสียชีวิตคงเดิม ไม่มีรายงานเพิ่มเติม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในจำนวนผู้บาดเจ็บ 27 ราย ขณะนี้กลับบ้านแล้ว 13 ราย และยังรักษาตัวในโรงพยาบาล 14 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยระดับวิกฤต 5 ราย ระดับปานกลาง 5 ราย และระดับเล็กน้อย 4 ราย ในจำนวนนี้ผ่านการผ่าตัดแล้ว 8 ราย และไม่มีผู้ป่วยอยู่ระหว่างการส่งต่อ เนื่องจากทุกรายได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพเหมาะสมกับอาการแล้ว

ผู้ป่วยที่ยังรักษาตัว 14 ราย กระจายอยู่ในโรงพยาบาล 8 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า 3 ราย โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 3 ราย โรงพยาบาลศิริราช 2 ราย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1 ราย โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2 ราย โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ 1 ราย โรงพยาบาลธนบุรี 2 จำนวน 1 ราย และโรงพยาบาลบางกรวย 1 ราย โดยวันนี้มีแผนให้ผู้ป่วยกลับบ้านเพิ่มเติมอีก 2 ราย หลังอาการดีขึ้นและแพทย์ประเมินว่าสามารถดูแลต่อที่บ้านได้

กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดระบบบัญชาการเหตุการณ์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อติดตามอาการและประสานการรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าผู้บาดเจ็บทุกรายจะได้รับการดูแลตามมาตรฐานอย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายและสิทธิการรักษา

นอกจากการรักษาด้านร่างกาย กระทรวงสาธารณสุขยังจัดทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) ลงพื้นที่ดูแลนักเรียน ครู บุคลากร ครอบครัวผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต รวมถึงผู้เห็นเหตุการณ์ เพื่อประเมินและติดตามผลกระทบด้านสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์ 1 เดือน และ 3 เดือน

“รัฐบาลขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอให้มั่นใจว่าผู้บาดเจ็บทุกรายจะได้รับการดูแลอย่างเต็มความสามารถ ขณะเดียวกัน การเยียวยาจะไม่จบเพียงการรักษาบาดแผลทางกาย แต่จะดูแลด้านจิตใจของนักเรียน ครู ครอบครัว และผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องด้วย” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือสื่อมวลชนและประชาชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพความรุนแรง ภาพผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต ตลอดจนข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อไม่สร้างความสะเทือนใจซ้ำ และขอให้ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก โดยรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขจะติดตามสถานการณ์และรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบเป็นระยะ.

นักวิชาการเปิดบันทึกประชุม สนช.ปี 60 ชี้มีการพูด-เปิดช่องฮั้ว-โกง สว. ตั้งแต่ออกแบบระบบเลือกกันเอง

นักวิชาการเปิดบันทึกประชุม สนช.ปี 60 ชี้มีการพูด-เปิดช่องฮั้ว-โกง สว. ตั้งแต่ออกแบบระบบเลือกกันเอง

นักวิชาการเปิดบันทึกประชุม สนช.ปี 60 ชี้มีการพูด-เปิดช่องฮั้ว-โกง สว. ตั้งแต่ออกแบบระบบเลือกกันเอง

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

“นักวิชาการ”เปิดบันทึกประชุม สนช.ปี 60 ชี้มีการพูด-เปิดช่องฮั้ว-โกง สว. ตั้งแต่ออกแบบระบบเลือกกันเอง ย้อนคำพูดมีระบบกามิกาเซ่-โค้ช-กาโพย ใช้ 5 พันล้านยึดประเทศได้

9 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) จัดกิจกรรมเจาะลึกหลักฐาน คดีโกง สว.ภาค 4 ใบสั่ง เส้นเงิน สายสัมพันธ์ โดยมี น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) น.ส.บุณยนุช มัทธุจักร และนายปุวิชญ์ วัฒนสุข นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น นอกจากนี้ ยังมีพยานบุคคลมาร่วมให้ข้อมูล

โดย นายปุวิชญ์ กล่าวว่า กระบวนการเลือก สว.ตามรัฐธรมนูญ 2560 นั้นถูกคาดหมายได้ เพราะรายงานการประชุมสภานิติบัญญัติครั้งที่ 68/2560 วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 หน้า 57-87 ซึ่งอภิปรายถึงที่มาระบบเลือกกันเองของ สว.โดยเมื่อ 9 ปีที่แล้ว มีอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อย่างน้อย 2 คน ตั้งคำถามถึงการรับเลือกจากระดับอำเภอ มายังระดับจังหวัด ที่พบว่า 77 จังหวัด จะได้คนทั้งสิ้น  3,080 คน ซึ่ง สนช.บอกว่าไม่ยากหากผ่านเข้าสู่รอบจังหวัดคือ ติดต่อคน 3,080 คนให้ลงสมัคร เมื่อนำตัวเลขดังกล่าวแบ่งเป็น 5 สาย จะได้จำนวน คนทั้งสิ้น 754 คน หากติดต่อคน 754 คน ก็ได้เป็น สว.แล้ว หากอยากได้ สว.200 คน ส่งตัวแทนคุมจังหวัด 39 จังหวัด ถือว่าชนะแล้ว โดยกรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นบางอย่างว่าระบบตั้งต้นเอื้อให้ล็อกและฮั้วได้ตั้งแต่ต้น

นายปุวิชญ์ กล่าวต่อว่า มีอดีต สนช.พูดถึงการบล็อกโหวตโดยยกตัวอย่างถึงการเลือกกันเอง คือการเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่นำระบบมาทาบกับสิ่งที่ถูกออกแบบเลือก สว.พบว่า คนที่เข้าอยู่ในกระบวนการไม่คิดเลือกใครอยู่แล้วนอกจากรับจ้างหรือหมายให้ไปเลือกผู้อื่น ดังนั้นที่กำหนดให้เลือกกันเองถ้าเป็นพรรคที่คุมภาคเหนือ ภาคตะวันออก ค่าสมัครคนละ 2,500 บาท ลงสมัครทุกกลุ่มๆ ละ 100 คน จะเลือกเฉพาะคนที่เป็นเป้าหมายเพราะกำหนดให้เลือกกันเอง

นายปุวิชญ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ในเอกสารยังระบุคำพูดของ สนช.ว่า กระบวนการแบบนี้ 5,000 ล้านบาทยึดประเทศได้ และส่วนกระบวนการฮั้วที่มีคำพูดว่า พลีชีพ แต่สมัย 9 ปีที่แล้ว สนช.ใช้คำว่า กามิกาเซ่ แสดงว่าเห็นตั้งแต่ 9 ปีที่แล้วและบอกด้วยว่าคนเหล่านี้ที่จัดตั้งเข้ามาไม่สนจะเลือกใครเว้นแต่คนที่เขากำหนดให้แล้ว เพราะมีโค้ชคอยจัดการให้หมดแล้ว

“ระบบนี้ออกแบบให้เกิดการโกง การฮั้ว ได้ง่าย และเมื่อเทียบกับสิ่งที่พยานนำเสนอ เห็นโครงเรื่องที่เป็นไปได้ เป็นสิ่งที่เดินมาจนถึงวันนี้ ทั้งนี้ระบบที่ออกแบบมาเปิดให้สิ่งที่กำลังคุยเกิดขึ้นจริงและเกิดได้มากกว่าที่มีคนพูดไว้เมื่อ  9 ปีที่ผ่านมา” นายปุวิชญ์ กล่าว

นายกฯ ย้ำยังไม่สร้างแลนด์บริดจ์ ยังไม่คุ้มค่า ชี้เดินหน้าพัฒนา Missing Link เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน

นายกฯ ย้ำยังไม่สร้างแลนด์บริดจ์ ยังไม่คุ้มค่า ชี้เดินหน้าพัฒนา Missing Link เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน

นายกฯ ย้ำยังไม่สร้างแลนด์บริดจ์ ยังไม่คุ้มค่า ชี้เดินหน้าพัฒนา Missing Link เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.

นายกฯ ย้ำยังไม่สร้างแลนด์บริดจ์ ยังไม่คุ้มค่า ชี้เดินหน้าพัฒนา Missing Link เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน พร้อมขยายท่าเรือระนองรองรับสินค้า เชื่อหากโอกาสมาถึง คนระนอง-ชุมพร ต้องไม่ปล่อยโอกาสหลุดมือ

9 สิงหาคม 2569 ที่ จ.ระนอง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการทบทวนและปรับแผนโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ว่า ตอนนี้ยังไม่มี ไม่เป็นไร เพราะยังไม่คุ้ม เอาไว้คุ้มก่อนค่อยว่ากัน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ จะมีระบบขนส่งเชื่อมส่วนที่ขาดไป ภาษาเทคนิคเวลาประชุมในฐานะรัฐมนตรี หรือประชุมในเรื่องของการวางแผนพัฒนาประเทศ เขาใช้คำว่า Missing Link ซึ่งระนองสามารถทำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่าง ฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทยได้ เรามีชุมพร สุราษฎร์ ตรงนี้เราก็จะทำ Missing Link ให้เกิดขึ้น แล้วก็มีการพัฒนาท่าเรือระนอง ให้มีความสำคัญ สามารถรับสินค้า รับคอนเทนเนอร์ต่างๆ ได้มากขึ้น ในช่วงที่จำนวนปริมาณยังไม่คุ้มค่ากับการสร้างขนาดใหญ่ ขนาดแลนด์บริดจ์ แต่ว่าเราต้องเริ่มสร้างหัวเชื้อไว้ก่อน วันหนึ่งเขาก็ต้องเห็นว่า โอ้โห สินค้าจากยุโรปมานี่ เข้ามาทางระนอง สามารถตรงไปยังใต้ของด้ามขวานของประเทศไทย ตรงไปถึงภาคเหนือ เลาะไปตามด้านตะวันตก โดยไม่ผ่านกรุงเทพฯ ไปถึงจีน สินค้าในไทยก็สามารถมาออกช่องทางทางระนองได้ แล้วก็ไปทางประเทศอินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรป

“ถ้าเขาเห็นความสะดวกเช่นนี้ มันก็เหมือนตอนเปิดร้านขายของ เปิดมาใหม่ๆ ก็ต้องเริ่มจากขายทีละนิดๆ แล้วเราก็ขยับขยายกิจการขึ้นมา กรอบเรามีอยู่ เรามีการศึกษาไว้เรียบร้อยอยู่แล้ว ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องขยาย ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตามเราก็พร้อมที่จะมีการขยาย ตอนนี้มีคนบอกไม่เอาแลนด์บริดจ์ ชาวระนอง-ชุมพร ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ด้วย ถ้าชาวระนอง ชาวชุมพรบอกหากก่อให้เกิดประโยชน์กับคนในพื้นที่ได้ พี่น้องก็ต้องเรียกร้อง ตนกลัวว่าคนที่บอกไม่เอาเนี่ย ไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ถ้าพี่น้องระนอง ชุมพร จังหวัดใกล้เคียง บอกไม่เอา ยังไงก็ไม่เอา เราก็ไม่สร้าง แต่ถ้าโอกาสมันมาแล้วเราไม่เอา ตนก็เชื่อว่า พี่น้องชาวระนอง ชาวชุมพร ชาวใต้ ก็คงไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป รัฐบาลฟังประชาชนเสมอ ต้องฟังประชาชนที่เป็นภาพรวมแล้วก็ประเมินว่า อะไรคือสิ่งดีที่สุดสำหรับประเทศไทย สำหรับระนองวันนี้ ไม่มีขาดทุน จะมีเส้นทางคมนาคมขนส่งที่มีความสมบูรณ์ ครบวงจร แล้วก็ค่อยๆ ดูว่า จะขยายต่อไปอย่างไรในอนาคต”

กองทัพเรืออัญเชิญ 4 เรือพระที่นั่ง เตรียมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนจากพิพิธภัณฑ์ฯสู่อู่ทหารเรือธนบุรี

กองทัพเรืออัญเชิญ 4 เรือพระที่นั่ง เตรียมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนจากพิพิธภัณฑ์ฯสู่อู่ทหารเรือธนบุรี

กองทัพเรืออัญเชิญ 4 เรือพระที่นั่ง เตรียมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนจากพิพิธภัณฑ์ฯสู่อู่ทหารเรือธนบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.10 น.

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 กองทัพเรือ อัญเชิญเรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี กรมศิลปากร ไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

การอัญเชิญเรือพระที่นั่งกำหนดดำเนินการต่อเนื่องระหว่างวันที่ 5-8 สิงหาคม 2569 

โดยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 อัญเชิญ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เริ่มเวลา 20.30 น. อัญเชิญเรือลงจากคาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นเวลา 21.55 น. เริ่มลากจูงจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยใช้เส้นทางจากปากคลองบางกอกน้อย ผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา (สถานีรถไฟบางกอกน้อยเดิม) โรงพยาบาลศิริราช ท่าช้าง และวัดระฆังโฆสิตาราม ก่อนเชิญเรือพระที่นั่งเข้าจอด ณ อู่หมายเลข 1 ในเวลา 22.15 น. และเสร็จสิ้นพิธีเวลา 22.55 น.

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 อัญเชิญ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เริ่มเวลา 20.30 น. อัญเชิญเรือลงจากคาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นเวลา 22.10 น. เริ่มลากจูงจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ก่อนเชิญเรือพระที่นั่งเข้าจอดในเวลา 22.30 น. และเสร็จสิ้นพิธีเวลา 23.10 น.

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 อัญเชิญ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เริ่มเวลา 20.00 น. อัญเชิญเรือลงจากคาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก่อนเริ่มลากจูงในเวลา 21.35 น. ไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ และเชิญเรือพระที่นั่งเข้าจอดในเวลา 22.05 น. โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นพิธีเวลา 22.55 น.

และวันที่ 8 สิงหาคม 2569 อัญเชิญ เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ เริ่มเวลา 20.00 น. อัญเชิญเรือลงจากคาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นเวลา 21.35 น. เริ่มลากจูงไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ และเชิญเรือพระที่นั่งเข้าจอดในเวลา 22.05 น. ก่อนเสร็จสิ้นพิธีในเวลา 22.55 น.

ทั้งนี้ การอัญเชิญเรือพระที่นั่งทั้ง 4 ลำมายังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยการเคลื่อนย้ายจะดำเนินการตามขั้นตอนและเวลาที่กำหนด เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

‘ภราดร’ ยันใช้งบกู้ทำ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ไม่ผิด ส่วนเฟส 2 รอ ‘เอกนิติ’ ตัดสินใจ

'ภราดร' ยันใช้งบกู้ทำ 'ไทยเที่ยวไทยพลัส' ไม่ผิด ส่วนเฟส 2 รอ 'เอกนิติ' ตัดสินใจ

‘ภราดร’ ยันใช้งบกู้ทำ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ไม่ผิด ส่วนเฟส 2 รอ ‘เอกนิติ’ ตัดสินใจ

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.52 น.

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 69 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาขอใช้เงินกู้ ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯปี 2569 มาใช้เพื่อดำเนินโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ว่าโดยส่วนตัวมองว่าโครงการนี้ไม่ผิดวัตถุประสงค์การใช้เงินเพราะเป็นการนำเงินกู้ไปช่วยเหลือผู้ประกอบภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะรายเล็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตามหากจะดำเนินการต้องไปกำหนดเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการว่าผู้ประกอบการรวมทั้งประชาชนที่ได้รับสิทธิ์จะต้องมีเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร

เมื่อถามย้ำว่า หากจะดำเนินการถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ฉุกเฉินใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ถือว่าเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ และสามารถทำได้ 

“โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสถือว่าเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ เพราะผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายเล็กได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศโดยตรง” นายภารดร กล่าว

เมื่อถามว่า ความชัดเจนการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟสสอง นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอความชัดเจนและตัดสินใจจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในขั้นตอนสุดท้ายเนื่องจากกระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาโครงการ โดยขอให้โครงการสิ้นสุดเฟสแรกก่อน จากนั้นค่อยมาประเมินสถานการณ์ว่าตอนนั้นเป็นอย่างไร เพราะขณะนี้สถานการณ์สงครามก็ยังไม่สิ้นสุด 

ใหญ่แค่ไหนก็ฟันไม่เลี้ยง! มท.4 ลั่นปมโกงสอบท้องถิ่น รับพบบ้านใหญ่-ข้าราชการบางพื้นที่พัวพัน

ใหญ่แค่ไหนก็ฟันไม่เลี้ยง! มท.4 ลั่นปมโกงสอบท้องถิ่น รับพบบ้านใหญ่-ข้าราชการบางพื้นที่พัวพัน

ใหญ่แค่ไหนก็ฟันไม่เลี้ยง! มท.4 ลั่นปมโกงสอบท้องถิ่น รับพบบ้านใหญ่-ข้าราชการบางพื้นที่พัวพัน

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.31 น.

“มท.4″ลั่น!ใหญ่แค่ไหนก็ฟันไม่เลี้ยง”โกงสอบท้องถิ่น” รับพบ”บ้านใหญ่-ข้าราชการ”บางพื้นที่พัวพัน ยันเดดไลน์ 31 ส.ค.นี้ ถอดถอนพ้นตำแหน่งเสร็จทั้งหมด​ เผยส่งกว่า 5,000 รายชื่อให้”ตำรวจ-ป.ป.ช.”สอบสาวเอาผิดอาญา

9 สิงหาคม 2569 นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ช่วงเย็นวานนี้ (8 ส.ค.) ถึงแนวทางการจัดการการทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า คณะกรรมการกลางกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ได้มีมติเห็นชอบและประกาศบัญชีใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมเตรียมส่งเอกสารไปยัง ก.จังหวัด เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยในสัปดาห์นี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จะส่งเอกสารและแนวทางปฏิบัติไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ ก.จังหวัด ประชุมและแจ้งต่อไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือนายก อปท.มีคำสั่งถอดถอนผู้ที่ได้ตำแหน่งมาจากการทุจริตออกทันที ทั้งนี้ กระบวนการถอดถอนทั้งหมดจะต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นเส้นตาย เนื่องจากเป็นสิทธิ์ที่ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่แรก

​นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินคดีอาญา กระทรวงมหาดไทย ได้รวบรวมรายชื่อผู้ที่มีคะแนนผิดปกติกว่า 5,000 ราย ส่งมอบให้ทั้งพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อทำงานคู่ขนานและเอาผิดทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าสอบ นายหน้า กรือเอเย่นต์ ที่พบว่าบางรายมีเครือข่ายดูแลคนสอบถึง 50 – 100 คน

​เมื่อถามถึงความเชื่อมโยงกับกลุ่มอิทธิพล หรือบ้านใหญ่ในพื้นที่ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ยอมรับว่า พบบ้านใหญ่บางจุดมีส่วนพัวพันจริง และได้ส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช.ดำเนินการเชิงลึกแล้ว

“ชัดเจนว่า การเอาผิดครั้งนี้ไม่มีเว้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับใด หรือเป็นฝ่ายการเมืองก็ตาม หากมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด ส่วนเรื่องการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่กำลังเร่งขยายผลอย่างต่อเนื่อง” ​นายวรศิษฎ์ กล่าว

เช็กด่วน รัฐเร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการฯ จี้อีก 5 ล้านคน รีบยื่นทบทวนสิทธิก่อนหมดเขต

เช็กด่วน รัฐเร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการฯ จี้อีก 5 ล้านคน รีบยื่นทบทวนสิทธิก่อนหมดเขต

เช็กด่วน รัฐเร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการฯ จี้อีก 5 ล้านคน รีบยื่นทบทวนสิทธิก่อนหมดเขต

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.32 น.

โฆษกรัฐบาลเผย เร่งตามอีก 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อีก 5 ล้านคนยังไม่ยื่นทบทวนสิทธิ

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ด้วยความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการดูแลประชาชนกลุ่มผู้ยากไร้ให้เข้าถึงสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างทั่วถึง จึงได้บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งอำนวยความสะดวกทั้งการยืนยันตัวตน (e-KYC) และการยื่นขอทบทวนสิทธิ รวมถึงการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อไม่ให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับสวัสดิการต้องตกหล่นหรือเสียสิทธิเพียงเพราะไม่ทราบขั้นตอนหรือไม่สะดวกในการดำเนินการ

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 พบว่าตัวเลขการยืนยันตัวตนและการอุทธรณ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความพยายามของหน่วยงานในพื้นที่และช่องทางบริการที่เข้าถึงง่าย

ปัจจุบัน ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่มีจำนวน 3.1 ล้านคน โดยยืนยันตัวตนแล้ว 2.3 ล้านคน (73%) เพิ่มขึ้นจากวันที่ 2 สิงหาคม ซึ่งมีผู้ยืนยันตัวตน 2.2 ล้านคน (68%) ขณะที่ผู้ที่ยังไม่ยืนยันตัวตนลดลงเหลือ 8.3 แสนคน (27%) จากเดิม 9.8 แสนคน (31%) รัฐบาลขอเชิญชวนให้ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่เร่งยืนยันตัวตน เพื่อให้สามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเปิดให้ยืนยันตัวตนได้จนถึงวันที่ 12 มกราคม 2570

จังหวัดที่มีผู้ยังไม่ยืนยันตัวตนมากที่สุด ได้แก่ นครราชสีมา นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และขอนแก่น ซึ่งรัฐบาลได้กำชับหน่วยงานในพื้นที่เร่งประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ครบถ้วน

สำหรับการยื่นขอทบทวนสิทธิ ล่าสุดมีผู้ยื่นคำร้องแล้ว 4.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 4.1 ล้านคน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ขณะที่มีผู้ยังไม่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิอีกประมาณ 5 ล้านคน จึงขอเชิญชวนให้เร่งดำเนินการภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง

จังหวัดที่มีสัดส่วนการยื่นขอทบทวนสิทธิสูงที่สุด ได้แก่ ลำปาง (60%) นราธิวาส (59%) ปัตตานี (58%) ยะลา (54%) และแพร่ (53%) สะท้อนว่าการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์และการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานในพื้นที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้มากขึ้น

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมช่องทางให้บริการไว้อย่างครอบคลุม ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน ทางรัฐ แอปพลิเคชัน เป๋าตัง เว็บไซต์โครงการ ธนาคารของรัฐทั้ง 5 แห่ง และศูนย์ One Stop Service (OSS) ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อมมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ไม่สะดวกใช้บริการออนไลน์

“ยอดผู้ยืนยันตัวตนและยื่นทบทวนสิทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลจะติดตามและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่จนถึงวันสุดท้าย จึงขอเชิญชวนผู้ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ รีบใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้พลาดสวัสดิการที่ควรได้รับ” นางสาวรัชดา กล่าว