งัดคำสั่งศาลโต้พีระพันธุ์ พาณิชย์ยัน กกร.ไม่มีอำนาจคุมราคาน้ำมัน

งัดคำสั่งศาลโต้พีระพันธุ์ พาณิชย์ยัน กกร.ไม่มีอำนาจคุมราคาน้ำมัน

งัดคำสั่งศาลโต้พีระพันธุ์ พาณิชย์ยัน กกร.ไม่มีอำนาจคุมราคาน้ำมัน

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.19 น.

29 มีนาคม 2569 จากกรณีที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรมว.พลังงาน ออกมาตั้งคำถามถึงบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ในการควบคุมราคาน้ำมัน โดยระบุว่าน้ำมันถือเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์จึงมีอำนาจตรวจสอบการขึ้นราคาน้ำมันได้เช่นเดียวกับสินค้าอื่น พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่ออกมาบอกว่าไม่มีอำนาจ ว่าอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ล่าสุด กองกฎหมาย กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาชี้แจง โดยอ้างอิงคำพิพากษาคดีปกครอง สำคัญ 2 คดี ได้แก่ คดีดำที่ 1872/2556 และคดีแดงที่ 1937/2561 ซึ่งมีประเด็นพิจารณาว่า คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ละเลยต่อหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 กรณีไม่ควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่

ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 ว่า แม้น้ำมันเชื้อเพลิงจะถูกกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุม ตามประกาศ กกร.ปี 2555 เนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพและส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอื่น และแม้ กกร.จะมีอำนาจตามมาตรา 25 และ 26 ในการกำหนดราคาซื้อ – จำหน่าย หรืออัตรากำไรสูงสุดก็ตาม แต่เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 อนุมัติให้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประกอบกับมีหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านพลังงานโดยเฉพาะอยู่แล้ว ศาลจึงชี้ว่า กกร.ไม่มีหน้าที่กำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด ขณะที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง

นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน ยังอ้างอิงคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 จะให้อำนาจ กกร.ออกประกาศกำหนดสินค้าควบคุมได้ แต่สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น มีกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลโดยตรง ส่วนบทบาทของ กกร.คือการตรวจสอบการแจ้งราคาและการแสดงราคาตามที่กระทรวงพลังงานกำหนดเท่านั้น

นายกฯ ขับรถเอง! สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันนครพนม รณรงค์ประหยัดพลังงาน

นายกฯ ขับรถเอง! สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันนครพนม รณรงค์ประหยัดพลังงาน

นายกฯ ขับรถเอง! สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันนครพนม รณรงค์ประหยัดพลังงาน

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.51 น.

“นายกฯ”ลงพื้นที่สุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน จ.นครพนม บอกทุกหน่วยต้องร่วมประหยัดและรณรงค์ใช้พลังงานน้ำมัน

29 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 11.49 น.ที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ห้างหุ้นส่วนจํากัด กุลศักดิ์วิมล ถนนชยางกูร ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เช่ารถยนต์ขับและสุ่มตรวจติดตามสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่จังหวัดนครพนม

สำหรับสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่จังหวัดนครพนม ในปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงรวม 333 แห่ง เป็นปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ 72 แห่ง โดยในส่วนของอำเภอธาตุพนม มีสถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่ 10 แห่ง ซึ่งสถานการณ์ด้านการให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้ สถานะของดีเซล เริ่มเป็นสีเขียวกระจายไปทุกอำเภอ และน้ำมันชนิดอื่นๆ ก็สามารถบริการให้กับประชาชนได้ตามปกติ ไม่มีการต่อคิวแน่นเหมือนที่ผ่านมา

โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้จังหวัดนครพนม ประชาสัมพันธ์เรื่องการประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น และติดตามสถานการณ์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อผู้ใช้บริการ

ทั้งนี้ ในขณะลงพื้นที่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) พร้อมด้วย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ร่วมลงพื้นที่ด้วย

– 006

พร้อมประชุมด่วนทันที! กกต.รอหนังสือ ครม.ขอไฟเขียวลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท

พร้อมประชุมด่วนทันที! กกต.รอหนังสือ ครม.ขอไฟเขียวลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท

พร้อมประชุมด่วนทันที! กกต.รอหนังสือ ครม.ขอไฟเขียวลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.36 น.

29 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะส่งหนังสือขออนุญาตลดภาษีสรรพสามิต 1 บาท ว่า เรื่องดังกล่าวคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเลขาธิการ กกต.ก็มีความตระหนักกับเรื่องนี้พอสมควร ซึ่ง กกต.พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการพิจารณาด้วยความรวดเร็ว และพร้อมที่จะประชุมด่วนทันที เพื่อพิจารณา เนื่องจากมีผลกระทบต่อประชาชน เพียงแต่ว่าขณะนี้น่าจะอยู่ในขั้นตอนทางธุรการ หากหนังสือส่งมาถึง กกต.เมื่อใด เชื่อว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งก็พร้อมที่จะพิจารณา

เมื่อถามย้ำว่า หากหนังสือของครมส่งมาถึงเช้าวันจันทร์จะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ให้พิจารณาในช่วงบ่ายได้เลยหรือไม่ รองเลขาธิการ กกต.ย้ำว่า หากเป็นเรื่องเร่งด่วนตามที่ ครม.ได้แจ้งมา กกต.พร้อมพิจารณาทันที ขณะนี้รอเพียงหนังสือจาก ครม.ส่งมา

รัฐบาลเตือนภัย! ลงทุนทองช่วงวิกฤตสงคราม ระวัง 3 กลโกงออนไลน์

รัฐบาลเตือนภัย! ลงทุนทองช่วงวิกฤตสงคราม ระวัง 3 กลโกงออนไลน์

รัฐบาลเตือนภัย! ลงทุนทองช่วงวิกฤตสงคราม ระวัง 3 กลโกงออนไลน์

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.45 น.

รัฐบาลเตือนภัย! ลงทุนทองช่วงวิกฤตสงคราม ระวัง 3 กลโกงออนไลน์ ย้ำตรวจสอบก่อนโอนเงิน ป้องกันสูญเงิน

29 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาทองคำผันผวน และมีประชาชนสนใจลงทุนเพิ่มขึ้น ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) สายด่วน 1441 ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกประกาศเตือนภัย หลังพบมิจฉาชีพอาศัยจังหวะดังกล่าวหลอกลวงประชาชน โดยใช้กลยุทธ์กระตุ้น “ความกลัวพลาดโอกาส” และ “ความโลภ” เพื่อชักชวนลงทุน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ปัจจุบันพบกลโกงหลัก 3 รูปแบบ ได้แก่ (1) แอปพลิเคชันเทรดทองปลอม หลอกให้ลงทุนโดยแสดงผลกำไรปลอมและไม่สามารถถอนเงินได้ (2) เพจปลอมขายทองราคาถูกผิดปกติ หลอกให้โอนเงินโดยอ้างโปรโมชันพิเศษ และ (3) การชักชวนร่วมภารกิจ “ปั่นราคาทอง” ที่จ่ายผลตอบแทนช่วงแรกเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนหลอกให้โอนเงินเพิ่มและปิดการติดต่อในภายหลัง

ทั้งนี้ มีกรณีผู้เสียหายถูกหลอกลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ สูญเงินรวมเกือบ 2 ล้านบาท สะท้อนความรุนแรงของปัญหาในปัจจุบัน รัฐบาลจึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง

รัฐบาลแนะนำแนวทางป้องกัน 4 ข้อสำคัญ ได้แก่ ตรวจสอบใบอนุญาตของผู้ให้บริการก่อนลงทุน , หลีกเลี่ยงข้อเสนอที่ให้ผลตอบแทนหรือราคาถูกผิดปกติ , ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเพจหรือแพลตฟอร์มอย่างละเอียด และไม่โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดาโดยเด็ดขาด

“ในช่วงที่สถานการณ์โลกผันผวน ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการลงทุน ตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนโอนเงิน เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับสังคมไทย” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ หากประชาชนตกเป็นเหยื่อ สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อระงับบัญชีได้อย่างทันท่วงที หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนสำนักงาน ก.ล.ต. 1207 กด 22

ตอนมีอำนาจทำไมไม่ทำ! สิริพงศ์ ตอก พีระพันธุ์ ยันพาณิชย์คุมน้ำมันไม่ได้

ตอนมีอำนาจทำไมไม่ทำ! สิริพงศ์ ตอก พีระพันธุ์ ยันพาณิชย์คุมน้ำมันไม่ได้

ตอนมีอำนาจทำไมไม่ทำ! สิริพงศ์ ตอก พีระพันธุ์ ยันพาณิชย์คุมน้ำมันไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.10 น.

“สิริพงศ์”กางข้อกฎหมายตอก”พีระพันธุ์” ยัน”รมว.พาณิชย์”ไม่มีอำนาจแทรกแซงราคาน้ำมัน ซัดกลับตอนมีอำนาจไม่ทำให้เสร็จ เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน

29 มีนาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาวิจารณ์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เสี่ยงต่อการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หลังออกมาอธิบายไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมันได้ เนื่องจากหน่วยงานไม่มีอำนาจ ว่า หาก รมว.พาณิชย์ เข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมัน จะถือว่าทำเกินหน้าที่ กฎหมายไม่ให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปควบคุมราคาน้ำมัน ซึ่งคำพิพากษาศาลปกครอง คดีน้ำมันเชื้อเพลิง คดีดำที่ 1872/2556 และคดีแดงที่ 1937/2561 กระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจเข้าไปกำหนดราคาน้ำมัน โดยคำพิพากษาศาลปกครอง ยืนยันว่า รัฐได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันตั้งแต่ปี 2534 ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี และมีหน่วยงานด้านพลังงานดูแลโดยตรง ทำให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) และกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่หน่วยงานกำหนดราคา ขณะที่สถานะปัจจุบันศาลปกครองสูงสุด ยืนยันตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ขณะที่คำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ระบุว่า อำนาจกำกับราคาน้ำมันอยู่ที่กระทรวงพลังงาน ส่วนกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่เพียงตรวจสอบการแสดงราคา

“ถ้าขืนไปทำตามที่นายพีระพันธุ์พูด รมว.พาณิชย์ จะผิดกฎหมายเสียเอง นายพีระพันธุ์ก็เป็นนักกฎหมาย มีหรือจะไม่รู้ หรือทำไปทั้งหมดเพื่อต้องการวางกับดัก ขุดบ่อล่อปลา พร้อมกับหาแสงไปในตัว แบบ 2-in-1” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า ปัญหาคือเรื่องนี้อยู่ในมือกระทรวงพลังงาน แล้วนายพีระพันธุ์เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ มีอำนาจเต็ม ดูแลโครงสร้างพลังงานมาตั้งหลายปี เห็นโครงสร้างราคาหมด จะถูกจะแพงนอกจากรู้แล้วยังมีอำนาจจัดการ แล้วทำไมไม่ทำ หรือทำไมไม่ทำให้มันเสร็จ จะมาเก่งอะไรกับรัฐบาลที่ยังไม่มีอำนาจเต็มด้วยซ้ำ อย่าลืมว่าเรายังไม่ได้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ ที่ทำงานกันอยู่คือรักษาการทั้งนั้น

รัฐบาลกางแผนบริหารน้ำมัน สร้างความมั่นใจช่วงสงกรานต์ ยันกักตุนจับจริงแน่

รัฐบาลกางแผนบริหารน้ำมัน สร้างความมั่นใจช่วงสงกรานต์ ยันกักตุนจับจริงแน่

รัฐบาลกางแผนบริหารน้ำมัน สร้างความมั่นใจช่วงสงกรานต์ ยันกักตุนจับจริงแน่

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.04 น.

รัฐบาลกางแผนบริหารน้ำมัน สร้างความมั่นใจช่วงสงกรานต์ ยันกักตุนจับจริงแน่ ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ สำหรับสถานีน้ำมันในแต่ละพื้นที่ได้

29 มีนาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเข้าใจในความกังวลของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงขอชี้แจงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการสั่งการและติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดในประเด็นหลักๆ ดังนี้

1.การกระจายน้ำมัน มีแผนในรายละเอียด คือ 1) กระจายน้ำมันไปยังผู้ค้าส่ง (Jobber) ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรและลดความแออัดในสถานีบริการ 2) กำชับผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น พร้อมจัดเตรียมรถขนส่งน้ำมันสแตนด์บายในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง 3) จัดจุดบริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม 4) อำนวยความสะดวกการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติม โดยปรับลดอัตราการสำรองจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 1 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า

2.ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศได้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือเว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกและมั่นใจมากยิ่งขึ้น

3.เร่งบริหารจัดการการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกผ่านกลไกทางการทูตและการเจรจา เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายแห่ง อาทิ บราซิล อาเซอร์ไบจาน และไนจีเรีย ซึ่งต่างแสดงความพร้อมสนับสนุน และอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมร่วมกับโรงกลั่นในประเทศไทย

4.ติดตามการขนส่งน้ำมันเข้าประเทศให้เป็นตามแผน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีการยืนยันตารางเรือขนส่งน้ำมันที่จะเข้าสู่น่านน้ำไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีน้ำมันเข้าสู่ระบบมากกว่า 24 ล้านบาร์เรล และในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 8.96 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ และในระยะยาวก็จะมีการนำเข้าเป็นระยะๆ สอดรับระดับความต้องการ

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์การกระจายน้ำมันให้ถึงมือประชาชนอย่างใกล้ชิด และเข้มในเรื่องการจับกุมผู้กักตุนน้ำมัน โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 24 – 25 มีนาคมที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สนธิกำลังร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ผู้ค้ารายใหญ่ และผู้ค้าอิสระในหลายจังหวัดทั่วภูมิภาค ซึ่งในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ตรวจพบจุดต้องสงสัย 3 จุด ลักลอบกักตุนและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวม 31,299 ลิตร โดยไม่มีใบอนุญาต และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ กรมสรรพสามิตบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือและหน่วยงานในพื้นที่ เข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยในเขตพื้นที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27 มี.ค.และตรวจพบน้ำมันดีเซล จำนวน 85,000 ลิตร ซึ่งไม่สามารถแสดงที่มาของน้ำมันได้จึงได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และปรับรวมกว่า 3.85 ล้านบาท

“เพื่อดูแลการเดินทางของพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งในเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามานี้ รัฐบาลเตรียมพร้อม เร่งระดมปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานีบริการขาดแคลนน้ำมันลดลง ประชาชนยังสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือที่เว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ สำหรับสถานีน้ำมันในแต่ละพื้นที่ได้อีกด้วย” นางสาวรัชดา กล่าว

หมอตุลย์ ลั่น!ไม่ไว้วางใจอนุทิน ซัดบริหารผิดพลาด-ปล่อยทุนใหญ่กักตุนน้ำมัน

หมอตุลย์ ลั่น!ไม่ไว้วางใจอนุทิน ซัดบริหารผิดพลาด-ปล่อยทุนใหญ่กักตุนน้ำมัน

หมอตุลย์ ลั่น!ไม่ไว้วางใจอนุทิน ซัดบริหารผิดพลาด-ปล่อยทุนใหญ่กักตุนน้ำมัน

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.04 น.

29 มีนาคม 2569 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ผมขอแสดงความไม่ไว้วางใจนายกฯ อนุทิน ที่เพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ แต่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง ว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤตสู้รบสหรัฐฯ – อิสราเอล และอิหร่าน บริหารราชการแผ่นดินในภาวะวิกฤตผิดพลาด ปล่อยให้มีการกักตุนน้ำมัน นอกจากจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ยอมรับว่ามีการกักตุนน้ำมัน ยังกล่าวโทษประชาชนว่าแตกตื่นไปเติมน้ำมัน และกักตุนจนน้ำมันหมดปั๊มเอง ประชาชนต้องเดือดร้อนรอคิวเติมน้ำมัน หลายคนตระเวณหาที่เติมไม่ได้ วิ่งจนน้ำมันหมด

ผมไม่ได้วิจารณ์หรือกล่าวหานายกฯ แบบเลื่อนลอย ตามข้อมูลที่นายกฯ พูดเอง ว่าโรงกลั่นไทยเดินเครื่องกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปตามปกติ แต่ปั๊มต่างๆ ทั่วประเทศ ต่างให้ข้อมูลตรงกันว่า รถขนส่งน้ำมันมาส่งในปริมาณน้อยลงมาก จาก 10,000 – 12,000 ลิตรต่อวันต่อปั๊ม เหลือเพียงวันละ 3,000 – 6,000 ลิตร นั่นแสดงว่าตลอดเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนในวงการค้าน้ำมัน รับน้ำมันจากโรงกลั่นไป แต่เก็บไว้ในคลังของพวกเขา รอเวลาขายทำกำไรมหาศาล จากต้นทุนเก่า ขายได้เงินเพิ่มขึ้นลิตรละ 6 บาททันที (ถ้าเก็บไว้ 2,000 ล้านลิตร ได้กำไรทันที 12,000 ล้านบาท) ข้อพิสูจน์ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เมื่อขึ้นราคาน้ำมันในรุ่งสางวันที่ 26 มีนาคม 2569 แทบทุกปั๊มทั่วประเทศไทย มีน้ำมันขาย คิวรอเติมน้ำมันหายไป ป้ายน้ำมันหมดหายไปจากหัวจ่าย ทั้งๆ ที่ตลอดวันที่ 25 มีนาคม 2569 จนถึงหลังเวลาที่ กบน.ประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ก่อนจะขึ้นราคาจริง มีคนขับรถไปต่อคิวเติมน้ำมันยาวเหยียด จนดึกดื่น แต่พอขายราคาที่ขึ้น มีน้ำมันขายทันที นี่คือหลักฐานยืนยันว่ามีการกักตุนน้ำมัน รอทำกำไรตอนที่รัฐบาลให้กบน.ประกาศขึ้นราคา ผมจึงถือว่านายกฯอนุทินละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่สั่งการให้ทุกหน่วยงานร่วมกันค้นหาและตรวจสอบปริมาณสต็อกน้ำมันก่อนจะขึ้นราคามากถึง 6 บาทต่อลิตร ซึ่งในอดีตก่อนจะขึ้นราคาน้ำมัน ต้องมีกระบวนการตรวจสอบปรมาณน้ำมันคงเหลือก่อนเสมอ และหลักฐานโดยอ้อมว่าน้ำมันมีพอ คือไทยยังมีน้ำมันสำเร็จรูป ส่งออกไปลาวได้ อ้างว่ามีสัญญากันอยู่ อละไทยพึ่งไฟฟ้าจากลาว

นอกจากนี้ ตลอดวันที่ 25 มีนาคม 69 สภาผู้แทนราษฎรมีการอภิปรายปัญหาวิกฤตน้ำมัน สส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน นายกฯ และรัฐมนตรีพลังงาน ไม่สนใจเดินทางมารับฟังและชี้แจงใดๆ (อาจฟังทางสื่อต่างๆ) ทั้งๆ ที่ในสภามีการเสนอข้อมูลและแนวทางการแก้ปัญหาที่ดี น่ารับฟัง โดยเฉพาะการตรวจสอบว่ามีการกักตุนน้ำมันจริงหรือไม่ และการใช้มาตรการอื่นนอกจากกองทุนน้ำมัน เช่นการลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต

ในทางตรงข้าม เมื่อจบการประชุมสภา รมว.พลังงาน ในฐานะประธาน กบน.กลับจัดประชุมในเวลากลางคืนของวันที่ 25 มี.ค.เวลา 19.00 – 20.00 น.และมีมติขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิดลิตรละ 6 บาท ประกาศเวลา 22.00 น.ให้ขายราคาใหม่ในเวลา 05.00 น. ภายหลังการประชุม ก่อนออกประกาศ รมว.พลังงาน ต้องรายงานผลการประชุม ให้นายกฯ อนุทินทราบอยู่แล้ว นายกฯ ควรใช้อำนาจสั่งการให้ชะลอเวลาการประกาศขึ้นราคา และประชุม ครม.ด่วนฉุกเฉิน เช้าวันที่ 26 มี.ค.69 หามาตรการที่จะประวิงเวลา และมาตรการต่างๆ ที่จะขึ้นราคาน้ำมันให้น้อยกว่าที่ กบน.มีมติ (เช่น ลดภาษีสรรพสามิต) และทะยอยขึ้นเป็นขั้นบันได อย่างนายกฯ เคยประกาศไว้ก่อนหน้า และผลจากการที่นายกฯ ปล่อยให้มีการขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียวแบบนี้ ราคาขนส่ง สินค้าแพงก็จะตามมาอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผมจึงขอแสดงความไม่ไว้วางใจนายกฯ อนุทิน ในการบริหารราชการแผ่นดิน มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส

ผมจะไปยื่นหนังสือร้องเรียน และอภิปรายต่อว่านายกฯ อนุทิน ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล

ตุลย์ สิทธิสมวงศ์

หมายเหตุ ขอแสดงความชื่นชม รมว.สีหศักดิ์ และ รมว.ศุภจี ที่ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ สามารถเจรจากับประเทศอิหร่านจนได้รับอนุญาตให้เรือน้ำมันของบางจาก และ SCG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้สำเร็จ

อาหาร สส.ต้องยกเลิก! หมอวรงค์ โชว์ 4 พรรค 334 เสียง ปฏิเสธสวัสดิการกินฟรี

อาหาร สส.ต้องยกเลิก! หมอวรงค์ โชว์ 4 พรรค 334 เสียง ปฏิเสธสวัสดิการกินฟรี

อาหาร สส.ต้องยกเลิก! หมอวรงค์ โชว์ 4 พรรค 334 เสียง ปฏิเสธสวัสดิการกินฟรี

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.41 น.

29 มีนาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #ยกเลิกอาหารสส.

คุณวิโรจน์ออกมาเสนอ เรื่องอาหารส.ส.ว่า ทางสภาเขาจ่ายค่าอาหารไปแล้ว ถ้าไม่กินก็จ่ายไปแล้ว และชอบจะอ้างว่าเป็นการปรับลดงบประมาณอาหาร

ผมคิดว่าคุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า สิ่งที่เราต้องการคือการยกเลิกอาหาร เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ และแสดงความรับผิดชอบตนเองของส.ส. เพราะสส. มีเงินเดือนเป็นแสนบาท

อย่างน้อยๆก็ต้องขอชื่นชมเพื่อนส.ส. พรรคภูมิใจไทย 192 คน พรรคประชาชน 120 คน พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน พรรคไทยภักดี 1 คน รวมแล้ว 334 คน ที่ร่วมกันเสียสละ

ส่วนการเจรจากับผู้ประกอบการที่รับเหมา ก็เป็นเรื่องของทางผู้บริหารสภา ว่าจะลดงบประมาณส่วน 6 เดือนจากนี้ไปได้เท่าไหร่ และผมเชื่อว่าในอนาคตก็จะเป็นการยกเลิกงบประมาณไปเลย ไม่ใช่การปรับลด

แต่ถ้าการเจรจาเพื่อยกเลิกในช่วง 6 เดือนนี้ สภาเสียประโยชน์มากเกินไป ผมคิดว่าเราเอาอาหารของสส. ส่วนนี้ ให้ทางผู้ประกอบการ ทำตามปกติ และเอามาแจกในแคนทีนของสภา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ในช่วงน้ำมันแพง อย่างน้อยๆก็แจกอาหารกลางวันฟรีให้กับประชาชนได้ต่อเนื่องถึง 6 เดือน

หยุดขอโทษ…ลงมือทำ! เทพไท จี้ อนุทิน พิสูจน์ฝีมือรัฐบาลใหม่ แก้วิกฤตพลังงาน

หยุดขอโทษ...ลงมือทำ! เทพไท จี้ อนุทิน พิสูจน์ฝีมือรัฐบาลใหม่ แก้วิกฤตพลังงาน

หยุดขอโทษ…ลงมือทำ! เทพไท จี้ อนุทิน พิสูจน์ฝีมือรัฐบาลใหม่ แก้วิกฤตพลังงาน

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.53 น.

29 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า สอนบทเรียน อนุทิน

ผมเคยมีข้อเสนอต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่เกิดวิกฤติการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศอิหร่าน ซึ่งหลังจากนั้นได้เกิดความตึงเครียด และเกิดวิกฤติพลังงานเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนน้ำมัน และราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ได้นำเสนอว่า รัฐบาลควรจัดตั้งโต๊ะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยนายกรัฐมนตรีนำทีม ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและซีอีโอบริษัทปตท. เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในสถานะของพลังงานว่า ประเทศมีน้ำมันเพียงพอให้บริการประชาชน และราคาน้ำมันจะขึ้นลงอย่างไร

จนปล่อยให้เวลาผ่านมาเรื่อยๆ รัฐบาลก็ใช้วิธีการต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างให้สัมภาษณ์ แสดงความเห็นกันจนประชาชนสับสน และไม่มีความเป็นเอกภาพในการให้ข่าวในการชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน จนถึงเมื่อวานนี้ (วันที่ 28 มีนาคม 2569) นายอนุทินและคณะได้จัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ถึงแผนรับมือวิกฤตพลังงาน ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์รวมกันเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย นับว่าเป็นเรื่องที่ดี มาช้าดีกว่าไม่มา และอยากจะเสนอให้รัฐบาลได้ทำแบบนี้ เมื่อเกิดวิกฤตหรือเกิดเหตุการณ์ที่อยากจะสื่อสารกับประชาชนโดยตรง

การแถลงเรื่องแผนการรับมือวิกฤตพลังงาน ซึ่งนายอนุทินได้กล่าว “ขออภัย ต้องขอโทษพี่น้องประชาชน ในความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นจากการบริหารราคาน้ำมัน ทุกฝ่ายได้ทุ่มเทความพยายามอย่างสุดความสามารถ” เมื่อนายอนุทินยอมรับผิด ยอมขอโทษต่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น ต่อเหตุการณ์ที่น้ำมันขาดแคลน ประชาชนต้องหิ้วถัง แกลลอนไปรอเติมน้ำมันที่ปั๊ม คำขอโทษของนายอนุทิน ถ้าหากจะเปลี่ยนเป็นคำมั่นสัญญาว่า ตั้งแต่นี้ไปรัฐบาลจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวังในเรื่องพลังงาน จะมีน้ำมันให้ประชาชนใช้บริการโดยไม่ขาดแคลน และจะควบคุมราคาน้ำมันให้เป็นธรรมที่สุด จะเป็นการดีกว่าคำขอโทษ

สำหรับคำแนะนำให้ประชาชนประหยัดพลังงาน ซึ่งนายอนุทินกล่าวว่า “คนไทยมี 10ล้านครอบครัว หากประหยัดน้ำมันครอบครัวละ 1 ลิตรต่อวัน ประเทศก็จะประหยัดทันที 10ล้านลิตรต่อวัน หรือ 400 ล้านบาทต่อวัน” ความปรารถนาดีของนายอนุทิน ต้องการให้ประชาชนมีความประหยัด โดยเฉพาะการประหยัดน้ำมัน ซึ่งอยู่ในภาวะวิกฤต ก็ต้องเรียนว่า ประชาชนพร้อมที่จะประหยัด เพียงแต่ในขณะนี้ ไม่ประหยัดก็เหมือนประหยัด เพราะประชาชนใช้ชีวิตอยู่ด้วยความลำบากอย่างถ้วนหน้า ยิ่งน้ำมันแพง ข้าวของแพง สินค้าอุปโภคบริโภคที่ประชาชนต้องใช้ และมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตแพงขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนไม่ประหยัดก็เหมือนประหยัด

เพราะฉะนั้นประชาชนรู้ตัวดีว่า ต้องทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ จึงทำให้ประชาชนส่วนหนึ่ง นึกถึงคำกล่าวหาเสียงของนายอนุทินที่บอกว่า “รวยไม่ไหวแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ไม่มีที่เก็บตังค์แล้ว” ตอนนี้ประชาชนกำลังอุทานว่า “อยู่ไม่ไหวแล้ว จนไม่ไหวแล้ว และไม่มีเงินที่จะเก็บ ไม่มีเงินที่จะใช้เลย” ฝากมายังนายอนุทิน ซึ่งกำลังนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ

สวนดุสิโพล เผยดัชนีการเมือง มี.ค.ร่วง เหตุวิกฤตพลังงานพ่นพิษ ประชาชนแบกภาระอ่วม

สวนดุสิโพล เผยดัชนีการเมือง มี.ค.ร่วง เหตุวิกฤตพลังงานพ่นพิษ ประชาชนแบกภาระอ่วม

สวนดุสิโพล เผยดัชนีการเมือง มี.ค.ร่วง เหตุวิกฤตพลังงานพ่นพิษ ประชาชนแบกภาระอ่วม

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.43 น.

29 มีนาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนมีนาคม 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,181 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 24-27 มีนาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนมีนาคม เฉลี่ย 3.89 คะแนนลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ได้ 4.30 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.35คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหาความยากจน ได้คะแนนเฉลี่ย 3.49 คะแนนทั้งนี้กระทรวงที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากที่สุด คือ กระทรวงพลังงาน ร้อยละ 34.20 รองลงมาคือ กระทรวงพาณิชย์ร้อยละ 20.84

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า คะแนนดัชนีการเมืองไทยลดลงสะท้อนผลจากการบริหารงานของรัฐบาลท่ามกลางสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานโลก แม้รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่ภาพรวมยังเป็นเพียงการประคองสถานการณ์มากกว่าการแก้ปัญหาในภาพกว้างเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจึงเพิ่มความกังวลและลดความเชื่อมั่นต่อการบริหารของภาครัฐในภาวะวิกฤติคะแนนที่ลดลงในทุกตัวชี้วัดของเดือนนี้จึงเป็นผลจากการรับมือของรัฐบาลด้วยการให้ประชาชนแบกรับภาระค่าใช้จ่าย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า จากผลการสำรวจพบว่าดัชนีทุกตัวมีตัวเลขที่ลดลงต่ำกว่าเดือนกุมภาพันธ์ทั้งหมดและเป็นที่น่าสังเกตว่า ประชาชนให้คะแนนดัชนีแต่ละตัวส่วนใหญ่ไม่ถึง 5 จากคะแนนเต็ม 10 มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ทั้งนี้หากเรียงลำดับจากมากไปน้อยจะพบว่า ผลงานของฝ่ายค้านได้คะแนนมากที่สุด 4.35 แต่ก็ลดลงจากเดือนธันวาคม 2568 ที่เคยทำได้ถึง 4.45 ขณะที่การแก้ปัญหาความยากจนซึ่งเป็นประเด็นใหญ่และเป็นนโยบายการหาเสียงของทุกพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้งกลับได้คะแนนเพียง 3.49 ขณะที่กระทรวงพลังงานได้รับความคาดหวังมากที่สุดจากประชาชนสะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนภายในประเทศ ณ เวลานี้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนและควรพูดความจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอธิบายถึงแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนฝ่ายค้านเองก็ควรแสดงบทบาทในการแสวงหาทางออกร่วมกับรัฐบาลมากกว่าการโต้คารมโวหารเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง โดยเอาประชาชนที่กำลังเดือดร้อนมาเป็นตัวประกันซึ่งท้ายที่สุดแล้วประเทศไทยก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐที่ล้มเหลวในภาวะสงคราม