อ้างโกงสอบเกิดก่อนรบ. ภท.ปัดพัลวัน ยืนกรานนายกฯบริสุทธิ์ ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก

อ้างโกงสอบเกิดก่อนรบ. ภท.ปัดพัลวัน ยืนกรานนายกฯบริสุทธิ์ ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก

อ้างโกงสอบเกิดก่อนรบ. ภท.ปัดพัลวัน ยืนกรานนายกฯบริสุทธิ์ ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อ้างโกงสอบเกิดก่อนรบ. ภท.ปัดพัลวัน ยืนกรานนายกฯบริสุทธิ์ ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก

“อนุทิน” ลงตรวจงานพื้นที่สุพรรณ อ้อนยกสส.ให้ทั้งจังหวัดเพื่อให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว พูดเสียงเหน่อเอาใจ “สุพรรณบุรีไม่ได้มีบรรหาร” เป็นนายกฯคนเดียวมี “อนุทิน” เป็นเป็นนายกฯด้วย ย้ำรายได้ต้องตกอยู่กับชาวนาไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง ขอยึดมั่นคำสัญญาทุกอย่างต้องดีขึ้น “ปธ.วิปรัฐบาล” ไม่หวั่น “ฝ่ายค้าน” ขู่เปิดซักฟอกมั่นใจรมต.มีคำตอบปมTH-AI Passport ชี้คดีโกงสอบท้องถิ่นเกิดก่อนรบ.เข้ามา ยํ้าไม่เอี่ยว “นายกฯ-ภูมิใจไทย” แน่นอน “กรวีร์” ไม่กังวลคดีฮั้ว สว.ลามถึงขั้นยุบพรรค ชี้ฝ่ายค้านปั่นกระแสหวังกดดัน กกต.ปัดข่าวรอยร้าวในภท.ขณะฝ่ายค้าน “ลิซ่า” ลั่นรบ.โดนซักฟอกปีนี้แน่นอน ย้ำระดับความรุนแรงตามอารมณ์สังคม ชี้ปรับครม.ไม่สำคัญเท่าปรับภาวะผู้นำนายกฯสุขนิยม คนใน ภท.ไม่เชื่อน้ำยา รมต.ลูกเทพ

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่ ต.นางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะประชาชน ณ แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง โดยนายกฯเดินทางด้วยรถโตโยต้าอัลพาร์ด สีดำ ทะเบียน กบ 5665 สุพรรณบุรี

โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายประภัตร โพธสุธน นายสรชัด สุจิตต์ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณและนายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย นายศุภโชค ศรีสุขขจร นายพาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์ พันเอก สุขชาต สะสมทรัพย์ และนายอนุชา สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย และนายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย รวมถึงนายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี มาให้การต้อนรับ

นายกฯลงพื้นที่เมืองสุพรรณฯ

เมื่อมาถึงนายกฯรับฟังบรรยายสรุปโครงการส่งเสริมการเกษตร“แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง”ก่อนพบปะประชาชนโดยนายกฯ กล่าวว่าต้องขอขอบคุณที่ท่านได้มาให้การต้อนรับในฐานะที่เดินทางมาเพื่อมาดูแปลงนาสาธิตที่นายประภัตร ผู้แทนราษฎรของท่านตลอดกาล ขอให้ตนได้มาเห็นกับตาตัวเอง ไม่ฟังจากการอภิปรายของสส.ในสภาผู้แทนราษฎรหรือในที่ประชุม เพราะท่านต้องการให้ตนมีความเข้าใจในระบบการทำงานของประเทศไทยว่าพี่น้องชาวนาที่ถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติทำงานกันอย่างหนัก สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล ความประสงค์ของนายประภัตร คือต้องการให้รายได้ตกอยู่กับพี่น้องได้มากที่สุด ซึ่งตรงกับความประสงค์ของรัฐบาล ความประสงค์ของตนไม่ใช่ว่าทำแล้วผลผลิตที่ออกมาจากหยาดเหงื่อ แรงกายของประชาชนของชาวนาออกมากำไรส่วนใหญ่ไปอยู่กับพ่อค้าคนกลาง นายทุนและคนขายในขณะที่คนผลิตมีรายได้ไม่คุ้มค่า กับพลังและแรงที่ทุกคนทุ่มเทลงไป

ย้ำรบ.ให้ความสำคัญเกษตรกร

ทั้งนี้ ถือว่าและรัฐบาลต้องให้ความสำคัญอย่างที่สุดรัฐบาลต้องการย้ำว่ารายได้ส่วนใหญ่ตกอยู่กับพี่น้องชาวไร่ชาวนาเกษตรกรทุกคนที่ถือว่าเป็นต้นตอของการผลิต สินค้าทางการเกษตรทั้งหลายโดยเฉพาะข้าวดังนั้นในประเทศไทยคนที่รู้เรื่องข้าวเรื่องการปลูกข้าวดีที่สุดไม่เกิน1ใน3คือนายประภัตรใครจะพูดอะไรก็แล้วแต่ตนให้ความเชื่อมั่นในข้อมูลนายประภัตร ท่านเคยเป็นรมว.เกษตรสหกรณ์ตั้งแต่ตนใส่ขาสั้น ปีนี้ตนเข้าแซยิดแล้ว ถ้ารับราชการก็เกษียณเดือนก.ย.นี้แล้วตนเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ของท่านด้วยความทุ่มเทของท่านด้วยความรักต่อแผ่นดินเกิด ถามว่าท่านมีความจำเป็นอะไรไหมด้วยอายุด้วยวัยด้วย สถานะต่างๆของท่านสามารถอยู่บ้านมีความสุขเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ได้ แต่ท่านเลือกที่จะทำใช้วิถีชีวิตเช่นนั้น และเลือกที่จะเป็นผู้แทนของพี่น้องประชาชนชาวสุพรรณบุรี โดยไม่มีคำว่าย่อท้อ หรือเหน็ดเหนื่อยเลย

ยกสส.ให้ทั้งจว.ทำงานคล้องตัว

นายกฯกล่าวว่านี่คือเหตุผลที่วันนี้เป็นวันเกิดของท่าน ท่านเพิ่งมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยสมัยแรกจากนี้ไปวันที่1ส.ค.ตนจะต้องล็อควัน ไปไหนไม่ได้ต้องมาสุพรรณบุรี เพราะเป็นวันเกิดบุคคลสำคัญของตนและของพี่น้องประชาชน ประสบการณ์ความรู้ความทุ่มเทความเข้าใจในเรื่องนี้ของนายประภัตรไม่เกิน 50คนในประเทศไทยที่รู้เรื่องมากขนาดนี้รู้เรื่องและปฏิบัติได้ ไม่ใช่รู้เรื่องทฤษฎีแล้วมาพูดในเรื่องของทฤษฎีอย่างเดียว แต่ปฏิบัติไม่ได้นี่คือเหตุผลที่ท่านตั้งใจว่าตนจะต้องมา ตนถูกบังคับให้มาและตนถามนายวราวุธว่าถ้ามาแล้วเป็นยังไงกำหนดการเป็นยังไงใครจะเป็นคนนำเสนอนายวราวุธบอกพี่ครับ มางานอาประภัตร ออแกไนซ์ตกงานหมดนายประภัตรพูดคนเดียว

วันนี้พี่น้องชาวสุพรรณบุรีมีความสำคัญกับตนนอกจากเป็นนายกฯทุกคนมีความสำคัญอยู่แล้วทั่วประเทศ แต่ที่สำคัญ คือ ในฐานะความเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คือชาวสุพรรณบุรีตั้งใจยกสส.เกือบทั้งจังหวัดเหลือคนเดียว แต่ครั้งหน้าน่ามาทั้งจังหวัด มาแล้วก็มาทั้งจังหวัดเหลือคนเดียวมันทำงานไม่สะดวกคล่องแคล่วในทางการเมืองมันมีอะไรต่างๆมากมาย แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเรามาเป็นรัฐบาลแล้วเราต้องดูพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ดูว่าสส.คนนี้มาจากพรรคไหน แต่ถ้าสส.มาจากจังหวัดพรรคเดียวกันมันขับเคลื่อนอะไรได้เต็มที่มากกว่า ฉะนั้นไม่เป็นอะไรได้สส.4 คร จาก 5 คนก็ไม่รู้จะกล่าวขอบคุณพี่น้องชาวสุพรรณบุรียังไงแล้วสำหรับการมาเสนอตัวครั้งแรกของพรรคภูมิใจไทยในจังหวัดสุพรรณบุรี

ลั่นลุยจัดการน้ำ-ระบบชลประทาน

“ผมกับสส.ในจังหวัดสุพรรณบุรีมีความสนิทสนมเป็นเหมือนพี่เหมือนน้องคลานตามกันมา มีบุคคลที่เราเคารพนับถือกับผู้ใหญ่สมัยที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯอยู่ ท่านดูถนนที่อำเภอเดิมบางนางบวช ผมต้องบอกว่าคือตัวอย่างที่ดีมาก วางผังเมืองการวางระบบการคมนาคมขนส่งทำได้ทุกที่มีความสะดวก ประเทศไทยไม่ต้องกลัวใคร ประเทศไทยมีความเจริญซึ่งตอนนี้รัฐบาลกำลังทำอยู่ เรื่องระบบชลประทานก็เช่นกันทราบดีถ้าวันนี้เราไม่จัดการน้ำก็จะจัดการเรา เพราะฉะนั้นในรัฐบาลของผม บอกให้พี่น้องรับทราบ ตนเคยคิดว่าสมัยที่ตนอยู่กระทรวงมหาดไทยอย่างเดียวไม่ได้เป็นนายกฯมาดูน้ำท่วมมาดูภัยแล้งมาดูภัยพิบัติต่างๆทุกอย่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบชลประทานทั้งหมด ตนมาถึงจุดนี้แล้วไม่มีอะไรที่จะไปบอกว่านายกฯไม่สามารถอนุมัติได้ เพราะวันนี้ตัวเองเป็นนายกฯแล้ว ผมให้คำสัญญากับพี่น้องว่าสิ่งที่ผมอยากเห็นคือ ต้องทำคือระบบชลประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคกลางที่ต้องรับน้ำจากภาคเหนือ ผมได้ให้ทำการศึกษา และงบประมาณต่างๆเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดป้องกันภัยจากธรรมชาติโดยเฉพาะภัยน้ำท่วมที่เข้ามา เพราะพี่น้องทำนา ต้องป้องกันวางแผนให้ดี ไม่ให้เกิดเกิดขึ้นซ้ำซาก แต่ถ้าจะมีความเสียหายต้องมีความเสียหายที่น้อยที่สุด งบประมาณมีไปทำสิ่งเหล่านี้ แต่จะโทษใครไม่ได้ขอให้พี่น้องเชื่อใจว่าผมจะต้องทำในเรื่องของระบบชลประทาน ให้การประกอบอาชีพของพี่น้องมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นเท่าที่จะทำได้“ นายกฯ กล่าว

อ้อนพูดเสียงเหน่อเอาใจคนสุพรรณ

นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้มากันพร้อมหน้าพร้อมตากันมาเป็นกันเอง ตั้งใจมาพบกับพี่น้องและมาอวยพรผู้ใหญ่ นายประภัตร ท่านมีความเมตตากับผมมากตั้งแต่ผมเป็นนักการเมืองระดับเล็ก พี่น้องเลือกมาและได้สส.ถึงแม้ว่าจะขาดไปคนหนึ่งแต่ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาถือเป็นตำแหน่งของคนสุพรรณบุรี และในสุพรรณบุรีถือเป็นพี่น้องกันเรียกพี่น้องกันมาตลอด สุพรรณบุรีไม่ใช่นายบรรหารเป็นนายกฯคนเดียวแต่มีอนุทินเป็นนายกฯด้วย โดยนายอนุทินได้พูดเป็นสำเนียงสุพรรณบุรีในท่อนนี้ จากนั้นนายกฯนั่งรถรางเยี่ยมชมแปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ

ต่อจากนั้นนายกฯเดินทางไปยังวัดเดิมบาง (คงคาราม) อ.เดิมบางนางบวช เพื่อสักการะท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยในการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ โดยนายกฯได้นำคณะไหว้ด้วยธูปใหญ่ เลขธูป 996 ทั้งนี้ท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง เป็นที่นิยมมาสักการะของประชาชนเพื่อขอโชคลาภ และประสบความสำเร็จในการทำงาน

ชาวบ้านบอกนายกฯในดวงใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างที่นายอนุทิน มายังวัดเดิมบาง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อสักการะท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง ได้มีชาวบ้านเข้ามาบอกกับนายกฯด้วยว่า “นายกฯในดวงใจฉันเลยนะคะ อีกคนก็ลุงตู่“ พร้อมระบุว่า “ดีใจและเป็นวาสนาที่ได้พบกับนายอนุทิน”

รบ.ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่เปิดซักฟอก

ด้านนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านขู่ว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังการเปิดประชุมสภาในเดือนสิงหาคม ว่า เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านที่จะใช้ช่องทางนี้ตรวจสอบรัฐบาล ส่วนประเด็นต่างๆที่ถูกคาดว่าจะหยิบยกขึ้นมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เชื่อว่ารัฐมนตรีแต่ละคนมีคำตอบอยู่แล้ว

ปัดพัลวันยันภท.ไม่เกี่ยวโกงสอบ

เมื่อถามว่า หากมีการพูดถึงโครงการ TH-AI Passport หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น ที่เป็นประเด็นอยู่ขณะนี้ จะรับมืออย่างไร นายกรวีร์ กล่าวว่า คิดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หรือรัฐมนตรีมหาดไท ยที่ดูแลเรื่องท้องถิ่น ก็อยู่ในขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องการสอบท้องถิ่น ก็ยืนยันแล้วว่าเกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาทำ จึงคิดว่าไม่น่ามีประเด็นอะไร เราก็พร้อมให้ตรวจสอบ และเชื่อว่ารัฐมนตรี เขาก็ทำงานเพื่อไปดูส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบท้องถิ่น และเอาคนผิดมาลงโทษ ดังนั้นยืนยันชัดเจนว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน

“เด็จพี่”ชี้รื้อใหญ่มท.แค่เก้าอี้ดนตรี

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ส่งสัญญาณ อาจจะมีการปรับทัพข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยหลายตำแหน่ง พร้อมกับให้คำมั่นอย่างหนักแน่นอีกด้วยว่าจะรีเซตกระทรวงมหาดไทยใหม่ ขอให้ทำเรื่องงานเป็นหลัก เรื่องส่วนตัวเป็นศูนย์ อย่าทำให้เป็นกระทรวงมหาไถ จะไม่ปกป้องคนทำผิดนั้น ตนเห็นด้วยเลย จะถือว่าเป็น สัญญาประชาคม ที่ให้กับประชาชน

“บทบาทภารกิจกระทรวงมหาดไทยเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลสู่จังหวัด การยกระดับกระทรวงจึงต้องวัดจากความโปร่งใส ประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ อย่าทำให้ดูเหมือนการโยกย้ายตำแหน่งคือ สลับหมุนเวียนเก้าอี้ดนตรี” นายพร้อมพงศ์ ย้ำ

กระตุกสางปมทุจริตสอบท้องถิ่น

อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ย้ำว่า จากกรณีที่พบความผิดปกติคะแนนสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น กว่า 5,000 ราย เป็นเรื่องที่ต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากพบการกระทำที่ไม่ชอบ ไม่ว่าคนนั้นจะมีตำแหน่งใหญ่โตขนาดไหน ต้องไม่มีข้อยกเว้น เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อระบบราชการ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจของการบริหารประเทศ

ผุดชงผู้ว่าฯแม่ทัพเศรษฐกิจจังหวัด

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่าขอเสนอให้ยกระดับบทบาทผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นแม่ทัพเศรษฐกิจของจังหวัด ทำหน้าที่บูรณาการทุกภาคส่วน สร้างงาน สร้างรายได้ ดึงการลงทุน ดูแลเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง ประชาชนคาดหวังจะได้เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การให้บริการที่รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนการติดต่อราชการ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชนอย่างทันท่วงที การแจ้งเตือน บริหารจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง จัดการไปถึงต้นตอขาใหญ่แหล่งที่มา เพราะทุกวันนี้ ยาเสพติดหาง่าย ขายคล่อง แพร่ระบาดอย่างหนัก นอกจากนี้ยังอยากเห็น การนำเทคโนโลยี นวัตกรรม มาช่วยการทำงานส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็ง

“ข้อเสนอที่มีการพูดมาทุกยุคทุกสมัย อยากให้เกิดการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะผู้ว่าจังหวัด ให้ประชาชนในจังหวัดนั้นๆได้มีโอกาสเลือกผู้ว่าฯเป็นของตัวเอง ดีกว่าให้ส่วนกลางโยกคนลงมา และบางครั้งเราจะเห็นคนที่มาอยู่ในตำแหน่งไม่นานก็จะเกษียณแล้ว จึงไม่เกิดการเร่งรัด พัฒนางานจังหวัด ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างที่ควรจะเป็น โดยเรื่องนี้อาจจะนำร่องในจังหวัดที่มีความพร้อม เพื่อให้อิสระในการบริหารจัดการแต่มีดัชนีชี้วัดที่เข้มข้นทั้งในเรื่องผลงานและความโปร่งใสการบริหารงาน”นายพร้อมพงศ์กล่าว

ย้ำปรับครม.ฟื้นความเชื่อมั่นศก.

อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่าส่วนกระแสข่าวการปรับครม.นั้น แม้นายกรัฐมนตรีจะออกมาปฏิเสธ ยังไม่ใช่ช่วงเวลานี้ แต่จะช้าหรือเร็ว จะมีการปรับครม.แน่นอน แต่จะปรับใคร ตำแหน่งใดบ้าง ตนไม่ก้าวล่วง เพียง แต่ขอสะท้อนไปถึงความต้องการของประชาชน เมื่อไปสำรวจความคิดเห็นคราใด มักได้ยินความคิดเห็น อยากให้นายกฯเลือกคนให้เหมาะกับงาน บูรณาการทุกภาคส่วน แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพ ค่าพลังงานที่พุ่งขึ้นสูง กวาดล้างขบวนการสีเทา ฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่นายกรัฐมนตรี ต้องตระหนักรับฟังถึงเสียงสะท้อน อย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง

สุรเดชห่วงดึงบางพรรคยิ่งซ้ำเติม

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ก่อนอื่นสิ่งที่ตนกังวลคือหากมีการปรับ ครม.จะมีการไปเอาบางพรรคการเมืองเข้ามาร่วมรัฐบาล มองว่าจะยิ่งหนักกว่าเดิม ซ้ำเติมสถานการณ์ และภาพลักษณ์รัฐบาลให้ยิ่งแย่ หากนายกรัฐมนตรีจะมีการปรับ ครม.จริง อยากให้ดูในส่วนของรัฐมนตรีคนนอกด้วย เพราะรัฐมนตรีคนนอกที่เข้ามาควรจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่น เป็นผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นๆ หากเชิญเข้ามาช่วยงานรัฐบาลแล้วยังมีปัญหาก็ต้องเปลี่ยนเป็นรัฐมนตรีคนนอกคนอื่นได้ ไม่ควรสร้างข้อจำกัดให้ตัวเองว่า เมื่อเลือกมาแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ ยกตัวอย่าง 3 รัฐมนตรีที่เป็นคนนอกในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ ในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 1 มีระยะเวลา 4 เดือน ขณะนั้น เอามาแก้ปัญหาเฉพาะกิจ แต่เมื่อเป็น ครม.อนุทิน 2 ซึ่งมีระยะเวลายาวนานกว่า นายกฯต้องดูว่า เขามีความรู้ความสามารถระดับไหน เพราะหากทำแล้วไม่เกิดผล ย่อมสามารถเปลี่ยนคนใหม่ได้

ติง’คลัง–พณ.–กต.’ยังไม่ค่อยเวิร์ก

นายสุรเดช กล่าวว่าอย่าง รมว.พาณิชย์ ต้องดูว่า เขาทำงานได้ดีระดับไหน เพราะตอนเกิดปัญหาราคาสินค้าแพง มีการแก้ไขปัญหาโดยใช้โครงการรถพุ่มพวงธงฟ้า 3,000 คัน เป็นการแก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่ และรัฐมนตรียังดันทุรังทำหรือไม่ บางคนมองว่า เป็นการสร้างภาพเพื่อลดกระแส เพราะสุดท้ายปัญหายังอยู่ ขณะนี้เศรษฐกิจย่ำแย่ ข้าวของแพง ถามว่า ใครต้องรับผิดชอบ ตอนนี้ร้านค้าปิดตัวกันไปหลายพันแห่ง คนตกงานเป็นเบือ ถามว่ายังเวิร์กและเหมาะสมกับสถานการณ์อยู่หรือไม่ หรือในส่วนรมว.คลัง ต้องมามองในมิติว่า พระราชบัญญัติกู้เงิน 4แสนล้านบาท แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าใช้ได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญแต่ไม่จำเป็นว่า จะต้องใช้ หรือต้องใช้ทั้งหมด 4 แสนล้านบาท รัฐบาลอาจจะใช้แค่1แสนล้านบาท และเก็บอีก 3 แสนล้านบาทไว้ก่อน เพราะต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าเหมือนที่ประกาศเอาไว้ ไม่ใช่ใช้หมด เพราะมันเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ

นายสุรเดช กล่าวอีกว่าหรือแม้กระทั่งเรื่องเอ็มโอยู44ขณะนี้ยังไม่มีการยกเลิก ทั้งที่รัฐบาลเขียนไว้ในนโยบายและประกาศไว้ชัดว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที ซึ่งการยกเลิกไม่ได้ขึ้นอยู่กับนายกฯคนเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ รมว.การต่างประเทศด้วย โดย รมว.การต่างประเทศต้องเสนอเรื่องนี้ทันที แต่ขณะนี้ยังเงียบอยู่ ประชาชนก็คลางแคลง สุดท้ายไม่ได้แก้ไขอะไร กลายเป็นสายลมผ่านไป แบบนี้ รมว.การต่างประเทศต้องมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง นายกฯควรตั้งคำถามว่า เหตุใดยังไม่เสนอเรื่องดังกล่าวมาอีก เพราะเมื่อไม่เสนอเรื่องเข้ามา นายกฯก็เซ็นไม่ได้ เพราะมันเป็นความรับผิดชอบของ รมว.การต่างประเทศ

แนะเปิดโอกาสคนเก่งช่วยแก้วิกฤติ

“ผมจึงอยากเสนอให้นายกฯเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ เข้ามาบ้าง มี ดร. และนักวิชาการเก่งๆ ในประเทศนี้อีกจำนวนมากที่คุณสมบัติเพียบพร้อม เหตุใดไม่เปิดโอกาสให้เข้ามาช่วยประเทศชาติในยามวิกฤติเช่นนี้ ขณะที่รัฐบาลเองก็เผชิญวิกฤติศรัทธาพอสมควร”นายสุรเดช กล่าวย้ำ

สุชาติบี้รื้อรีสอร์ทรุกป่า สั่งลุยทับลาน ยืนยันได้แผ่นดินคืน เร่งพิสูจน์รายแปลง

สุชาติบี้รื้อรีสอร์ทรุกป่า สั่งลุยทับลาน ยืนยันได้แผ่นดินคืน เร่งพิสูจน์รายแปลง

สุชาติบี้รื้อรีสอร์ทรุกป่า สั่งลุยทับลาน ยืนยันได้แผ่นดินคืน เร่งพิสูจน์รายแปลง

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สุชาติบี้รื้อรีสอร์ทรุกป่า สั่งลุยทับลาน ยืนยันได้แผ่นดินคืน เร่งพิสูจน์รายแปลง

“สุชาติ”ลุยทับลาน! เร่งบังคับคดีรื้อรีสอร์ทบุกรุกป่า ย้ำ “ป่าต้องได้คืน-ประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรม” เดินหน้าพิสูจน์สิทธิรายแปลง ตามนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” คาดให้เสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม2569

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของอุทยานแห่งชาติทับลานเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกครอบครองพื้นที่อุทยานแห่งชาติรวมถึงความคืบหน้าการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิการครอบครองและการใช้ประโยชน์ที่ดินรายแปลงในพื้นที่กลุ่ม 2 กลุ่ม 3 และกลุ่ม 4 ตามนโยบายรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์อย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

ในการนี้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานต่อรัฐมนตรีฯ ว่าภายหลังการขับเคลื่อนของคณะกรรมการกำกับ ติดตาม และตรวจสอบพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์จากชุมชนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เป็นต้นมา คณะทำงานฯโดยอุทยานแห่งชาติทับลาน, สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี), สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา)ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมติดตามการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในลักษณะที่เป็นโรงแรมรีสอร์ทการติดประกาศเน้นย้ำให้ผู้กระทำผิดทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทันทีกรณีที่มีคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดและการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุด

ทั้งนี้ ปัจจุบัน อุทยานแห่งชาติทับลานได้ดำเนินการติดประกาศตามกระบวนการบังคับใช้กฎหมายแล้วรวม 7 ราย ประกอบด้วย การติดประกาศหมายบังคับคดี จำนวน 3 ราย และการติดประกาศอุทยานแห่งชาติทับลาน เรื่องการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่พิพาทตามคำพิพากษา จำนวน 4 ราย สะท้อนถึงความคืบหน้าในการเร่งรัดบังคับใช้กฎหมายกับคดีที่ถึงที่สุดอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลการดำเนินงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย มีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมโดยมีผู้ประกอบการได้แสดงความประสงค์ขอรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างด้วยตนเองและได้เริ่มดำเนินการรื้อถอนแล้ว อาทิ กรณีอิมภูฮิลล์ รีสอร์ท และกรณีผู้จัดการมรดกของนางสาวเสาวรส สหะโชค ซึ่งจากการติดตามล่าสุด พบว่าการรื้อถอนแล้วเสร็จเกือบ 100% นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติทับลานยังได้ตรวจติดตามสถานประกอบการที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อตรวจสอบการใช้ประโยชน์พื้นที่ในปัจจุบัน รวมทั้งเตรียมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

โดยในเดือนสิงหาคม 2569 มีแผนติดประกาศเน้นย้ำให้ทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในคดีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแล้ว จำนวน 15 ราย และดำเนินการขอออกหมายบังคับคดีเพิ่มเติมอีก 8 ราย โดยสรุปจากอดีตถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินการรื้อถอนแล้วเสร็จ 144 ราย คงเหลือ 411 คดี

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ ทับลานยังรายงานเพิ่มเติมว่าคณะทำงานได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่มาตั้งแต่ก่อนประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติทับลาน แต่ถูกดำเนินคดีจากการกระทำผิดเงื่อนไขตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จำนวน 23 ราย โดยจะร่วมกับหน่วยงาน องค์กรภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องร่วมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว เช่นการช่วยเหลือทางคดี การพิจารณาสิทธิ์การอยู่อาศัยของลูกหลาน เป็นต้น

สำหรับการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิรายแปลง คณะทำงาน ได้กำหนดพื้นที่เร่งด่วนในกลุ่ม 2 และกลุ่ม 4 ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลไทยสามัคคีและตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 12 หมู่บ้าน รวมพื้นที่ประมาณ 27,618.66 ไร่ เพื่อลงพื้นที่สร้างความเข้าใจต่อกระบวนการตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ เปิด

โอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมกระบวนการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิอย่างทั่วถึง ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่เป้าหมายอื่นต่อไป ขณะเดียวกันในปัจจุบันอุทยานแห่งชาติทับลานยังได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ ณ บ้าน กม.80 หมู่ที่ 4 ตำบลบุพราหมณ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรีซึ่งมีผลการดำเนินงานแล้ว ประมาณร้อยละ 75

และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการมอบคู่มือ อส.12กแก่ราษฎร เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาการใช้ที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และแสดงให้เห็นประโยชน์ของการได้รับ อส.12 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประชาสัมพันธ์ และการตรวจพิสูจน์สิทธิ์ ต่อไป

สกัดโกงสอบ มท.สั่งอุดช่องโหว่ ห้ามซ้ำรอยท้องถิ่น

สกัดโกงสอบ มท.สั่งอุดช่องโหว่ ห้ามซ้ำรอยท้องถิ่น

สกัดโกงสอบ มท.สั่งอุดช่องโหว่ ห้ามซ้ำรอยท้องถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สกัดโกงสอบ มท.สั่งอุดช่องโหว่ ห้ามซ้ำรอยท้องถิ่น

“มท.4” สั่ง “สถ.” อุดช่องโหว่ เข้มยกระดับมาตรฐานสอบท้องถิ่นทั่วประเทศ ชูแนวคิด “คดีต้องเดิน ระบบต้องเปลี่ยน” ไม่เกิน 90 วัน ต้องสรุปผล

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เร่งยกระดับมาตรฐานการสอบบรรจุบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ทั่วประเทศ และทุกหน่วยงานต้องนำบทเรียนจากข้อกังวลของสังคมเกี่ยวกับความโปร่งใสของการสอบ มาปรับปรุงระบบการดำเนินงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในระยะยาว ซึ่งกระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามกฎหมายในทุกกรณีที่อยู่ระหว่างกระบวนการของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ ขณะเดียวกัน หน่วยงานในกำกับดูแลต้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ในอนาคต

“คดีต้องเดินตามกระบวนการของกฎหมาย ส่วนระบบต้องได้รับการปรับปรุงให้รัดกุมกว่าเดิม เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทั้งการบังคับใช้กฎหมายและการป้องกันการทุจริตเดินหน้าไปพร้อมกัน” นายวรศิษฎ์ กล่าว

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า ตนจึงมอบนโยบายให้ สถ. จัดทำแผนยกระดับมาตรฐานการสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยกำหนดกรอบการติดตามผลการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “วันนี้สั่ง – 7 วันรายงาน – 30 วันเห็นผล – 90 วันสรุป” เพื่อให้การปฏิรูประบบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้ ภายใน 7 วัน ให้สำรวจและรวบรวมข้อเสนอเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงในการทุจริตของกระบวนการสอบ พร้อมรายงานแนวทางปรับปรุงในระยะเร่งด่วน

ภายใน 30 วัน ให้เสนอและเริ่มดำเนินมาตรการยกระดับความโปร่งใสของการสอบในส่วนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ สถ. รวมถึงจัดทำแนวทางติดตามข้อร้องเรียนและการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภายใน 90 วัน ให้สรุปผลการดำเนินงาน พร้อมเสนอแนวทางปรับปรุงระเบียบ ขั้นตอน หรือมาตรการที่จำเป็น เพื่อยกระดับมาตรฐานการสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดโอกาสเกิดการทุจริตในอนาคต ทั้งนี้ เป้าหมายของนโยบายครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้การสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนอย่างยั่งยืน

“ผมไม่ก้าวล่วงกระบวนการสอบสวน เพราะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่ในฐานะผู้กำกับดูแลนโยบาย ผมมีหน้าที่ทำให้การสอบครั้งต่อไปโปร่งใสกว่าเดิม ปิดช่องโหว่ให้มากที่สุด และทำให้คนที่มีความสามารถได้รับโอกาสอย่างเป็นธรรม” นายวรศิษฎ์ กล่าว

รมช.มหาดไทย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้ สถ. ติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และรายงานความคืบหน้าตามกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อให้การยกระดับมาตรฐานการสอบเกิดผลเป็นรูปธรรม และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการบริหารงานท้องถิ่นของประเทศ

กองทัพ ปลุกคนไทย 70 ล้านคน สู้ล็อบบี้ยิสต์ เสนอข้อเท็จจริงชายแดน สู้ข่าวบิดเบือนกัมพูชา

กองทัพ ปลุกคนไทย 70 ล้านคน สู้ล็อบบี้ยิสต์ เสนอข้อเท็จจริงชายแดน สู้ข่าวบิดเบือนกัมพูชา

กองทัพ ปลุกคนไทย 70 ล้านคน สู้ล็อบบี้ยิสต์ เสนอข้อเท็จจริงชายแดน สู้ข่าวบิดเบือนกัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.36 น.

ปลุกคนไทยสู้ล็อบบี้ยิสต์ ! “ผอ.ศูนย์สถานการณ์ข่าวสารไทย-กัมพูชา”  ชวนคนไทย 70 ล้านคนเป็นนักสื่อสารประเทศ ชี้สงครามยุคใหม่ตัดสินกันในสนามข้อมูลข่าวสาร ย้ำไทยต้องเล่าเรื่องของไทยด้วยข้อเท็จจริงชี้ไทยยึดข้อเท็จจริงสู้ข่าวบิดเบือน ยืนยัน พร้อมให้ประชาคมโลกตรวจสอบทุกข้อมูล

วันที่ 1 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์สถานการณ์ข่าวสารไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงสถานการณ์สงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยย้ำว่าการต่อสู้ในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางการทหาร แต่รวมถึงการสื่อสารข้อมูลต่อประชาคมโลก ซึ่งประเทศไทยยืนยันจะใช้ข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ตรวจสอบได้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้าใจ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักความเป็นธรรมและรับฟังข้อมูลจากทุกด้าน

เมื่อถามว่า ขณะนี้สงครามข้อมูลระหว่างไทยกับกัมพูชายังรุนแรง หลายคนมองว่าไทยสื่อสารช้ากว่า ท่านเห็นอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า วันนี้สิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่กระสุน แต่คือข้อมูลที่ถูกบิดเบือนข้อมูลที่เผยแพร่เพียงด้านเดียวสามารถสร้างความเข้าใจผิดไปทั่วโลกภายในไม่กี่นาที แต่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงอาจใช้เวลาหลายวัน หน้าที่ของ JIC จึงไม่ใช่การแข่งกันพูดให้ดังกว่าใคร แต่คือการทำให้ข้อเท็จจริงดังพอที่จะได้รับการรับฟัง”

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายพยายามสร้างภาพว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายผิดมาตลอด พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ประเทศไทยไม่ขอให้ใครเข้าข้างเราแต่ขอเพียงให้ทุกฝ่ายใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกประเทศ หากจะกล่าวหาใคร ก็ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ไม่ใช่รับฟังข้อมูลเพียงด้านเดียว ความเป็นธรรมเริ่มต้นจากการรับฟังอย่างรอบด้าน”

เมื่อถามว่าประเทศไทยจะตอบโต้ข้อมูลที่บิดเบือนอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า เราจะไม่ใช้ข่าวปลอมไปสู้กับข่าวปลอม เราจะใช้ข้อเท็จจริง เอกสาร หลักฐาน ภาพถ่าย และข้อมูลที่ตรวจสอบได้เพราะความจริงอาจเดินช้ากว่า แต่เมื่อเดินมาถึงแล้ว มันจะยืนอยู่ได้นานกว่าคำโฆษณาชวนเชื่อ

เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรถึงคนไทย
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า วันนี้ทุกคนคือผู้สื่อสารของประเทศ ก่อนแชร์ ก่อนเชื่อ ก่อนส่งต่อ ขอให้ตรวจสอบข้อมูลสักครั้ง หนึ่งการแชร์ที่มีข้อเท็จจริง อาจสร้างความเข้าใจได้มากกว่าข้อความที่ใช้อารมณ์นับร้อยโพสต์ประเทศไทยเข้มแข็งได้ ไม่ใช่เพราะเราพูดเสียงดังที่สุด แต่เพราะเรายืนอยู่บนข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า อยากฝากถึงประชาคมโลก พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ”ผมอยากบอกว่า ประเทศไทยเราพร้อมให้ทุกฝ่ายตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทำงานผ่านกลไกทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ เรายึดมั่นในสันติภาพ แต่สันติภาพที่ยั่งยืน ต้องตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่ข้อมูลที่เลือกนำเสนอเพียงบางส่วน “ความจริงไม่จำเป็นต้องตะโกน แต่ต้องไม่หยุดถูกบอกเล่า” ผอ.ศูนย์สถานการณ์ข่าวสารไทย-กัมพูชา ระบุ 

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ถึงเวลาที่ ‘คนไทยทุกคน’ จะเป็นนักสื่อสารของประเทศ ในสงครามยุคนี้ ไม่ได้ตัดสินกันแค่ในสนามรบ แต่ตัดสินกันในสนามข้อมูลข่าวสาร คนที่เล่าเรื่องได้ก่อน มักกลายเป็นคนที่โลกเชื่อก่อน ประเทศไทยจะปล่อยให้คนอื่นเล่าเรื่องของเราแทนไม่ได้อีกแล้ว วันนี้คนไทยทุกคนสามารถเป็น ‘พลังการทูตภาคประชาชน’ ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักการทูต ไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมือง“

ผอ.ศูนย์สถานการณ์ข่าวสารไทย-กัมพูชา กล่าวอีกว่า โลกจะรับฟังประเทศไทยมากขึ้น ก็ต่อเมื่อประเทศไทยมีคนช่วยกันสื่อสารความจริง เราอาจไม่มีบริษัทล็อบบี้ยิสต์ระดับโลกจำนวนมาก แต่เรามีคนไทยกว่า 70 ล้านคน ถ้าทุกคนช่วยกันคนละโพสต์ คนละคำอธิบาย คนละการแชร์ นี่คือ ‘พลังการสื่อสารของประชาชน’ ที่ไม่มีใครซื้อได้ อย่าปล่อยให้ข่าวสารฝ่ายเดียว กลายเป็นความจริงของโลก เพราะประเทศไทยมีสิทธิ์ที่จะเล่าเรื่องของประเทศไทย ด้วยข้อเท็จจริง หลักฐาน และเหตุผล เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ แชร์ความจริงหนึ่งเรื่อง แปลข้อมูลหนึ่งครั้ง อธิบายข้อเท็จจริงอีกหนึ่งคน รวมกันแล้ว นั่นคือพลังของประเทศไทย หนึ่งคน หนึ่งเสียง หนึ่งข้อเท็จจริง เพื่อประเทศไทย

นายกฯ ย้ำคดี 5 ศพหลักฐานแน่น ยันไทยยังปลอดภัย พร้อมขอโทษครอบครัวชาวรัสเซีย

นายกฯ ย้ำคดี 5 ศพหลักฐานแน่น ยันไทยยังปลอดภัย พร้อมขอโทษครอบครัวชาวรัสเซีย

นายกฯ ย้ำคดี 5 ศพหลักฐานแน่น ยันไทยยังปลอดภัย พร้อมขอโทษครอบครัวชาวรัสเซีย

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.36 น.

‘นายกฯ อนุทิน‘ ย้ำ คดีฆ่า 5 ศพห้วยใหญ่ หลักฐานแน่น ขยายผลเครือข่ายยาเสพติด-อดีตนักโทษ พร้อมขอโทษ ’ครอบครัวชาวรัสเซีย‘ ขอความร่วมมือสื่อเสนอข่าว ไม่อยากให้สังคมมองเป็น “คดีนักท่องเที่ยวถูกฆ่า” เหตุผู้เสียชีวิตชาวรัสเซียอาศัยอยู่ในไทยมานานกว่า 7 ปี

วันที่ 1 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังรับฟังการสรุปคดีฆาตกรรม 5 ศพในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ว่า พยานหลักฐานมีความชัดเจน สามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาหลักและผู้สนับสนุนได้ พร้อมสั่งการให้ตำรวจทำสำนวนอย่างรัดกุม ปิดทุกช่องโหว่ทางกฎหมาย และขยายผลไปยังเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงคดีอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง

นายอนุทิน กล่าวว่า จากการประชุมติดตามความคืบหน้าคดี พบว่าขณะนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาหลักได้แล้ว 2 ราย และมีผู้สนับสนุนอีกหลายราย โดยเชื่อว่าหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอสำหรับการดำเนินคดี

เบื้องต้นพบความเชื่อมโยงระหว่างคดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย กับคดีฆาตกรรมพ่อแม่ลูกชาวไทยอีก 3 ราย รวมเป็นผู้เสียชีวิต 5 ราย ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่กำลังขยายผลเพิ่มเติม เนื่องจากเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอื่นอีก รวมถึงเครือข่ายยาเสพติดและการกระทำผิดกฎหมายรูปแบบอื่น

นายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว โดยระบุว่า ไม่ต้องการให้สังคมมองว่าเป็น “คดีนักท่องเที่ยวถูกฆ่า” เนื่องจากผู้เสียชีวิตชาวรัสเซียอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 7 ปี เดินทางเข้าออกประเทศไทยเป็นประจำ และใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวในไทย ไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินทางเข้ามา

พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความปลอดภัยสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการกระทำของกลุ่มอาชญากรที่มีพฤติกรรมโหดเหี้ยม ไม่ใช่ภาพรวมของสถานการณ์ความปลอดภัยของประเทศ

นายอนุทินยังกล่าวขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิตชาวรัสเซีย พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด โดยจะไม่ให้มีการประกันตัว และสั่งการให้พนักงานสอบสวนจัดทำสำนวนอย่างรัดกุม เพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายทุกประการ

ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า การสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาหลักมีประวัติคดียาเสพติดและเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เมื่อพ้นโทษออกมาก็ยังติดต่อกับกลุ่มอดีตผู้ต้องขังเดิม ซึ่งบางส่วนให้การช่วยเหลือด้านการหลบหนีและสนับสนุนการก่อเหตุ

ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบเครือข่ายดังกล่าว รวมถึงตรวจสอบคดีบุคคลสูญหายในพื้นที่ทั้งก่อนและหลังผู้ต้องหาพ้นโทษ เพื่อดูว่ามีความเชื่อมโยงกับคดีอื่นหรือไม่ แม้ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีเหยื่อรายอื่นเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จะประสานกรมราชทัณฑ์เพื่อพัฒนาระบบติดตามพฤติกรรมผู้พ้นโทษที่มีความเสี่ยงกลับไปกระทำผิดซ้ำ รวมถึงเข้มงวดการจำหน่ายเครื่องแบบและอุปกรณ์ที่สามารถนำไปแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผ่านช่องทางออนไลน์

ส่วนประเด็นผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ตำรวจยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่น่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่น เนื่องจากผู้เสียชีวิตชาวรัสเซียไม่ได้อยู่ในสถานะนักท่องเที่ยว แต่พำนักและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน พร้อมย้ำว่าจะเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวและประชาชนให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

รมช.อัครนันท์ ส่งทีมช่วยเหลือ สาวเสิร์ฟร้านหมูกระทะ เข้าให้ปากคำ ปมถูก ร.ต.ต. ลวนลาม

รมช.อัครนันท์ ส่งทีมช่วยเหลือ สาวเสิร์ฟร้านหมูกระทะ เข้าให้ปากคำ ปมถูก ร.ต.ต. ลวนลาม

รมช.อัครนันท์ ส่งทีมช่วยเหลือ สาวเสิร์ฟร้านหมูกระทะ เข้าให้ปากคำ ปมถูก ร.ต.ต. ลวนลาม

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.52 น.

“รมช.อัครนันท์” ส่งผู้ประสานวางศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ ศธ.และทีมกฎหมาย ประกบ ช่วยเหลือ นักศึกษาสาวเสริฟ์หมูกระทะ เหยื่อ ร.ต.ต.มือจก เข้าให้ข้อมูลคณะกรรมสอบวินัย ร.ต.ต.มือจก 

วันที่ 1 สิงหาคม 2569 จากกรณีที่ เมื่อเดือน พ.ค.69 ที่ผ่านมา เจ้าของร้านหมูกระทะชื่อดังในพื้นที่ตำบลลาดหญ้า อ.เมืองกาญจนบุรี ได้นำคลิปวงจรปิดออกมาแฉ ร.ต.ต. เอ (นามสมมติ) ตำแหน่งรองสารวัตรจราจร สภ.เมืองกาญจนบุรี ได้ก่อเหตุ กระทำการละเมิดต่อ นางสาว บี (นามสมมติ ) พนักงานเสิร์ฟ นักศึกษาสาวพาร์ทไทม์ อายุ 20 ปี จนมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อ พนักงานสอบสวนสภ.ลาดหญ้า ว่า ร.ต.ต.เอใช้มือลวนลามจับอวัยวะเพศ/ของสงวนของนางสาวบีพนักงานเสิร์ฟภายในร้าน คดีอยู่ระหว่างทำการสอบสวน

ต่อมา ทาง พล.ต.ต. พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ตร.ภ.จว.กาญจนบุรี มีคำสั่งให้ต้นสังกัดได้ทำการสืบสวนข้อเท็จจริงมีมูล จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยในครั้งนี้ 

ล่าสุด เวลา 11.00 น.วันที่ 1 ส.ค 2569 ที่ห้องทำงานพนักงานสอบสวน สภ.ด่านมะจามเตี้ย จ.กาญจนบุรี พ.ต.ท.สุภาพ สีนาค รอง ผกก.สภ.ด่านมะขามเตี้ย ประธานคณะกรรมสอบวินัยร้ายแรง ได้เรียก นางสาว บี ผู้เสียหาย และ ผู้จัดการร้านหมูกระทะ กับ เจ้าของร้านหมูกระทะ มาสอบปากคำในฐานะ ผู้เสียหายและพยานฝ่ายผู้เสียหาย โดยพยานทั้ง 3 คนได้เดินทางมาพร้อมกับ นายภูมิพงศ์ จงสกุล ที่ปรึกษาของ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ และสส.กาญจนบุรี เขต 1 ผู้ประสานงานศูนย์พิทักษ์สิทธิ์กระทรวงศึกษาธิการ นายสิริศักดิ์ คณาคุปต์ ทนายความที่ปรึกษา นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์  รมช.ศึกษาธิการ  นาย พงศ์พัฒน์ โพธิ์ทองคำ ผอ.ศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมาย สภาทนายความจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมเดินทางเพื่อให้คำแนะนำทางกฎหมาย และเพื่อสังเกตการณ์ให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย 

โดย กรรมการสอบสวนได้ใช้เวลา สอบปากคำพยานทั้ง 3 ปากนานกว่า 1 ชม. โดย ผู้เสียหายได้นำสำเนาคลิปภาพถ่ายจากวงจรปิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาประกอบการให้ปากคำและมอบให้คณะกรรมการไว้เป็นพยานวัตถุประกอบการให้การอีกด้วย

หลังการสอบปากคำ พ.ต.ท.สุภาพ สีนาค รอง ผกก.สภ.ด่านมะขามเตี้ย ประธานคณะกรรมสอบวินัยร้ายแรง เปิดเผยว่า จากการที่ ผบก.ตร.ภ.จว.กาญจนบุรี ตั้งกรรมสอบสวนข้อเท็จจริง วันนี้ได้สอบปากคำพยาน 3 ปาก คือ ผู้เสียหาย เจ้าของร้านและผู้จัดการร้าน ได้ข้อมูลเป็นไปตามข่าว หลังจากนี้ก็จะรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการตามระเบียบต่อไป

ส่วนทางด้าน  นายภูมิพงศ์ จงสกุล ที่ปรึกษา นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ และสส.กาญจนบุรี เขต 1 ผู้ประสานงานศูนย์พิทักษ์สิทธิ์กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า  วันนี้ตนได้รับการสั่งการจากท่านอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ ซึ่งเหตุเกิดในพื้นที่เลือกตั้งของท่าน ท่านให้มาติดตามและสังเกตุการณ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย วันนี้มีการสอบปากคำผู้เสียหายและพยาน และเป็นการดำเนินที่เป็นไปตามระเบียบราชการ และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยทางเราจะติดตามการดำเนินการคดีนี้ต่อไปจนถึงที่สุดเพื่อให้คำตอบกับสังคมและให้เกิดความยุติธรรมต่อไป

มีรายงานข่าวว่า  ส่วนการสอบสวนดำเนินคดีอาญา พนักงานสอบสวน สภ.ลาดหญ้า อยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อสรุปสำนวนเสนอต่อผู้กำกับ สภ.ลาดหญ้า สั่งฟ้องต่ออัยการต่อไปเช่นกัน  
 

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ-เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ-เจ้าฟ้าทีปังกรฯ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ-เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ-เจ้าฟ้าทีปังกรฯ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ-เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ-เจ้าฟ้าทีปังกรฯ

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

วันที่ 1 สิงหาคม 2659  เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศเรื่อง พระราชทานเหรียญราชรุจิ จำนวน 3 ฉบับ

โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเหรียญราชรุจิทอง แก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. 2569
ประกาศ ณ วันที่ 31 ก.ค. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

วช.จับมือเครือข่าย ร่วมนำผลงาน ‘รวมพลนวัตกรรมรับมืออุทกภัยเชียงราย’ แก้น้ำท่วม-แล้ง

วช.จับมือเครือข่าย ร่วมนำผลงาน 'รวมพลนวัตกรรมรับมืออุทกภัยเชียงราย' แก้น้ำท่วม-แล้ง

วช.จับมือเครือข่าย ร่วมนำผลงาน ‘รวมพลนวัตกรรมรับมืออุทกภัยเชียงราย’ แก้น้ำท่วม-แล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

วช. พร้อมด้วย จ.เชียงราย ปภ.เชียงราย มทร.ล้านนาเชียงราย ม.แม่ฟ้าหลวง ม.เชียงใหม่ มรภ.เชียงราย ม.เกษตรศาสตร์ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลอง ร่วมนำผลงาน “รวมพล! นวัตกรรมเตรียมรับมืออุทกภัยจังหวัดเชียงราย” ณ จ.เชียงราย

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำผลงานเตรียมความพร้อม “รวมพล! นวัตกรรมเตรียมรับมืออุทกภัย จังหวัดเชียงราย” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. ประเด็น “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ใน 10 จังหวัด คณะผู้บริหาร วช. ผู้บริหารส่วนราชการจังหวัดเชียงราย นักวิจัย เครือข่ายการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย

“นวัตกรรมเตรียมรับมืออุทกภัย จังหวัดเชียงราย” ที่ร่วมเตรียมความพร้อม ประกอบด้วย -“ระบบการเตือนภัยน้ำท่วมในเขตเมืองเชียงราย” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อังกูร ว่องตระกูล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย

-นวัตกรรม “FloodBoy: ระบบเฝ้าระวังน้ำท่วมด้วย Blockchain และ AI” และ “แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมและการปรับปรุงคันกั้นน้ำ” โดย รองศาสตราจารย์ ชูโชค อายุพงศ์ และดร.ภูชีวันท์ สุริยะวงศ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

-นวัตกรรม “ระบบเฝ้าระวังดินถล่ม” โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

-นวัตกรรม “อากาศยานไร้คนขับเพื่อการบริหารจัดการภัยพิบัติ” โดย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

-นวัตกรรม “กระบวนการชุมชนรู้ทันน้ำ”และ “Hydro Vision Plus AI” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ คณารีย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

Around W. By หมูอ้วน : วันเดียวเที่ยวใกล้กรุง! ปักหมุด 5 ที่เที่ยว ‘เมืองปากน้ำ’ ต้อนรับวันแม่แห่งชาติ

Around W. By หมูอ้วน : วันเดียวเที่ยวใกล้กรุง! ปักหมุด 5 ที่เที่ยว ‘เมืองปากน้ำ’ ต้อนรับวันแม่แห่งชาติ

Around W. By หมูอ้วน : วันเดียวเที่ยวใกล้กรุง! ปักหมุด 5 ที่เที่ยว ‘เมืองปากน้ำ’ ต้อนรับวันแม่แห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันแม่ปีนี้เตรียมตัวให้พร้อม! ก่อนพาคุณแม่และครอบครัวเที่ยว ชวนทุกคนมาปักหมุดสถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ กับ 5 สถานที่ห้ามพลาด! ทั้งแลนด์มาร์กและไฮไลต์สำคัญที่อยู่คู่เมืองสมุทรปราการ เพื่อใช้ช่วงเวลาดีๆ กับคุณแม่และทุกคนในครอบครัวให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขด้วยกัน จะที่ไหนบ้าง มาอัปเดตไปพร้อมกัน!

เริ่มต้นที่ “วัดอโศการาม” เดิมก่อนเรียกว่า “นาแม่ขาว” เป็นวัดสีขาวที่มีพระเจดีย์หมู่รวม 13 องค์ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 53 ไร่ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2497 เป็นวัดที่สวย ดูสะอาดตา ร่มรื่น และดูกว้างขวางถูกล้อมรอบด้วยต้นไม้นานาชนิด และติดป่าชายเลน ติดทะเล ภายในพระธาตุมีหลวงปู่แหวน หลวงปู่ชา พระพุทธชินราชจำลอง ให้ผู้คนเข้ามากราบไหว้ สักการะ ถือเป็นหนึ่งในวัดของ จ.สมุทรปราการ ที่สายมู สายถ่ายรูปห้ามพลาดเด็ดขาด โดยเปิดให้เข้าสักการะทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00 – 18:00 น.

ต่อด้วย “ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” ใครอยากแวะช้อปปิ้งของกินต้องไม่พลาดไปที่นี่ ตลาดน้ำสมุทรปราการที่อุดมไปด้วยของกิน! ซึ่งใครมา “ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง” แห่งนี้ไม่ต้องกลัวร้อน เพราะตลอดทางเดินยาวกว่า 2 กม. มีซุ้มกันแดดให้ ของขายมีตั้งแต่ของกินเล่นอย่าง ทอดมัน แจงรอน หมึกไข่เสียบไม้ ฯลฯ อาหารจานหลักก็มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ กระเพาะปลา และอย่าลืมเผื่อพื้นที่ในกระเพาะสำหรับของหวานและผลไม้ เช่น ขนมถ้วย ขนมจาก มะพร้าวอ่อน ทำท้องว่างก่อนไป แล้วกินแค่อย่างละนิดเป็นดีที่สุด จะได้ลองชิมได้ทุกอย่าง โดยตลาดฯจะเปิดตั้งแต่เวลา 07:00 – 16:00 น. 

จากนั้นไปต่อที่ “หอชมเมืองสมุทรปราการ” ซึ่งเป็นอุทยานการเรียนรู้ นับว่าเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเมืองปากน้ำที่ออกแบบให้เป็นป้อมปราการ สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบ 360 องศา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่บางกระเจ้า ปากอ่าวไทย ป้อมผีเสื้อสมุทร หรือในวันที่อากาศดีสามารถมองเห็นถึงเกาะสีชัง จ.ชลบุรี ซึ่งนอกจากจะเป็น “จุดชมวิว” แม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงาม พื้นที่ดังกล่าวยังจัดแสดงนิทรรศการชุด “ร้อยเป็นเรื่องเมืองปากน้ำ” นำเสนอเอกลักษณ์ ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และเรื่องราวของจังหวัดสมุทรปราการ ที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมแบบ 4D เสมือนจริง

โดยพื้นที่ให้บริการแบ่งเป็น การเข้าชมนิทรรศการ “ร้อยเป็นเรื่องเมืองปากน้ำ” เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร – เสาร์ วันละ 3 รอบ รอบละ 25 ท่าน ในเวลา 10:00 / 13:30 / 15:00 น. เพียงลงทะเบียนหน้างานที่จุดประชาสัมพันธ์ชั้น 1 สำหรับจุดชมวิวชั้น 23 และชั้น 25 เปิดให้เข้าชมทุกวันอังคาร – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10:00 – 17:00 น. ทุกพื้นที่เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

ที่ห้ามพลาด คือ “พิพิธภัณฑ์ครุฑ” โดย ทีเอ็มบีธนชาต ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ครุฑแห่งเดียวในประเทศไทยและอาเซียน ที่รวบรวมครุฑอันมีเอกลักษณ์เฉพาะองค์จากทุกภาคของไทย มีความโดดเด่นด้วย “องค์ครุฑไม้” ที่แกะสลักอย่างวิจิตรงดงาม สะท้อนถึงความประณีตของศิลปิน โดยอัญเชิญตราที่ประดิษฐาน ณ ธนาคารสาขาต่างๆ มากกว่า 150 องค์ มาไว้ด้วยกัน ภายในพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงเรื่องราวประวัติความเป็นมาของพญาครุฑ ผ่าน 6 โซนนิทรรศการ ที่นำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของ “พญาครุฑ” อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งแสง สี เสียง ในรูปแบบทั้งแอนิเมชันและมัลติมีเดีย ทำให้คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเยี่ยมชมจะได้เรียนรู้เรื่องราวของ “พญาครุฑ” สัตว์หิมพานต์ สัญลักษณ์แห่งความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความดีงาม และเข้าถึงความเป็นไทยได้อย่างง่ายๆ และในเดือนสิงหาคมนี้ ทางพิพิธภัณฑ์ครุฑได้จัดเตรียมของขวัญพิเศษเพื่อมอบให้คู่แม่ลูกที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ครุฑ (ของมีจำนวนจำกัด)

โดยเปิดให้เข้าชม ทุกวันศุกร์-เสาร์ วันละ 3 รอบ ในเวลา 10:00 / 13:00 / 15:00 น. พร้อมผู้นำชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมมีบริการจัดรถตู้บริการรับ-ส่งจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีเคหะสมุทรปราการ ถึง พิพิธภัณฑ์ครุฑ ฟรีเช่นกัน! เพียงแจ้งความประสงค์ผ่านระบบการจองล่วงหน้าที่ https://www.ttbfoundation.org/th/garudamuseum/   

และปิดท้ายกันที่ “เมืองโบราณ” พิพิธภัณฑ์เอกชนบนพื้นที่กว่า 800 ไร่ สร้างขึ้นเพื่อจัดแสดง 120 สถาปัตยกรรมไทย ที่โดดเด่นในแต่ละภูมิภาค เพียงเดินทางมาที่เดียวก็เที่ยวครบทุกแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทั่วประเทศ อาทิ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท กรุงเทพฯ, คุ้มขุนแผน จ.อยุธยา, เจดีย์เจ็ดยอด จ.เชียงใหม่, วิหารวัดภูมินทร์ จ.น่าน, ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์, พระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร, พระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎร์ธานี, เทวรูปปัลลวะ จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้น

ซึ่งความสวยงามและเอกลักษณ์การถ่ายทอดผลงานอย่างประณีตของเมืองโบราณทำให้เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเด็กเล็กอายุไม่เกิน 6 ขวบเข้าชมฟรี เด็กอายุตั้งแต่ 6-14 ปี ท่านละ 200 บาท และอายุ 14 ปีขึ้นไป ท่านละ 400 บาท สำหรับเด็กต่างชาติท่านละ 350 บาท และผู้ใหญ่ต่างชาติ 700 บาท โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 09:00 – 19:00 น.

‘สุขศิลป์ ถิ่นละโว้’ ชวนมาค้นพบ ‘ลพบุรีในอีกเวอร์ชัน’

‘สุขศิลป์ ถิ่นละโว้’ ชวนมาค้นพบ ‘ลพบุรีในอีกเวอร์ชัน’

‘สุขศิลป์ ถิ่นละโว้’ ชวนมาค้นพบ ‘ลพบุรีในอีกเวอร์ชัน’

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ททท.สำนักงานลพบุรี ชวนคุณมาค้นพบ “ลพบุรีในอีกเวอร์ชัน” ที่หลายคนอาจยังไม่เคยเห็น เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เมืองที่ซ่อนคาเฟ่สุดชิคไว้ทั่วทุกมุม เมืองที่ศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต…ยังคงมีลมหายใจ FEEL ALL THE FEELINGS @ LOPBURI “สุขศิลป์ ถิ่นละโว้”

เพราะการเดินทางที่ดีที่สุด…ไม่ใช่แค่การไปถึงจุดหมาย แต่คือการได้เก็บเกี่ยว “ทุกความรู้สึก” ระหว่างทาง…เดินเล่นในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ชื่นชมเสน่ห์ของเมืองละโว้ แวะจิบกาแฟร้านโปรด ถ่ายภาพมุมสวยๆ แล้วปล่อยให้วันธรรมดา กลายเป็นวันพิเศษที่น่าจดจำ

เพียงซื้ออาหาร – เครื่องดื่ม – ขนม จาก Café ที่ร่วมโครงการ ครบ 500 บาทต่อ 1 ใบเสร็จ รับฟรีทันที แก้วเก็บความเย็น Amazing Thailand สุด Cute จำนวน 1 ใบ (คละสีคละแบบ) , บัตรเข้าชมพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี จำนวน 1 ใบ ร่วมกิจกรรม 1 – 31 สิงหาคม 2569 เฉพาะวันศุกร์ และวันเสาร์ เท่านั้น (สิทธิ์มีจำนวนจำกัด และเป็นไปตามเงื่อนไขที่ ททท.สำนักงานลพบุรี กำหนด)

สำหรับ ร้าน Café ที่ร่วมโครงการ มีดังต่อไปนี้ Sriintra Specialty Coffee , วิกมาลัย กาแฟ ชั้น 4 , ปังข้างปรางค์ , The Monkey King Café , บ้านบ้านคาเฟ่ ลพบุรี , Nom-Cup-D , เสน่หาคาเฟ่ , H CRAFT Specialty Coffee & Slow Bar , LUXUO , RAYVIN’S ,Kouign.Lopburi (ควินลพบุรี) , About Coffee Garden (Plus) , Atlas House และ เนย นม หนม คาเฟ่

ชวนคนที่คุณรัก ครอบครัว หรือแก๊งเพื่อน ออกมาใช้เวลาคุณภาพในเมืองละโว้ แล้วสัมผัสเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในทุกตรอก ทุกแก้วกาแฟ และทุกเรื่องราวของเมืองแห่งนี้

เพราะบางครั้ง…การเดินทางที่ทำให้เรายิ้มได้ที่สุด อาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด

สิงหาคมนี้…ออกมา Feel All The Feelings ที่ลพบุรี แล้วคุณอาจตกหลุมรักเมืองนี้ในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน