ราชกิจจาฯ แพร่ประกาศ ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น รวม 12 ราย

ราชกิจจาฯ แพร่ประกาศ ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น รวม 12 ราย

ราชกิจจาฯ แพร่ประกาศ ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น รวม 12 ราย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.55 น.

วันที่ 1 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง รายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 12 ราย ดังนี้

อาศัยอำนาจตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 และข้อ 23 แห่งข้อบังคับประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2561 จึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ในการตรวจนับคะแนนเมื่อวันที่ 19 มี.ค.69 ดังนี้

ก. ประเภทกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ชั้นศาลฎีกา
ตามมาตรา 36 (2) (ก) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ได้แก่

1.นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ รองประธานศาลฎีกา
2.นายฉัตรชัย ไทรโชต ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา
3.นายอดุลย์ ขันทอง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
4.นายตุลยวัต พรหมพันธ์ใจ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
5.นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
6.นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา

ข. ประเภทกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ชั้นศาลชั้นอุทธรณ์

ตามมาตรา 36 (2) (ข) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ได้แก่

1.นางมัณทรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์
2.นายอนุวัตร ขุนทอง รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (แรงงาน)
3.นายณรัช อิ่มสุขศรี เลขานุการศาลอุทธรณ์
4.นายสัญญา จีระออน เลขานุการศาลอุทธรณ์ภาค 1

ค. ประเภทกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ชั้นศาลชั้นต้น

ตามมาตรา 36 (2) (ค) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ได้แก่

1.นายสรพงค์ ไกรสุวรรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา
2.นายธนะรัตน์ ศิริพัฒนโกศล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 27 มีนาคม 2569

อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา

เท้ง ย้ำ PM2.5 เรื่องใหญ่ กระทบเศรษฐกิจ สาธารณสุข ต้องแก้ทั้งระบบ

เท้ง ย้ำ PM2.5 เรื่องใหญ่ กระทบเศรษฐกิจ สาธารณสุข ต้องแก้ทั้งระบบ

เท้ง ย้ำ PM2.5 เรื่องใหญ่ กระทบเศรษฐกิจ สาธารณสุข ต้องแก้ทั้งระบบ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.22 น.

วันที่ 1 เม.ย.2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟชบุ๊ก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ -Natthaphong Ruengpanyawut ระบุว่า ญัตติด่วนเรื่อง PM2.5 ในสภาวันนี้ ผมอยากใช้โอกาสนี้สื่อสารตรงไปตรงมากับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเดิมที่ 3 รัฐบาล 3 นายกรัฐมนตรียังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ดีพอ อีกทั้งสถานการณ์กลับแย่มากยิ่งขึ้น

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคนคงได้เห็นข่าวเด็กที่เชียงใหม่เลือดกำเดาไหลจากผลกระทบของฝุ่นพิษ สะท้อนว่าปัญหานี้กำลังกัดกินชีวิตคนไทยตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ และย้ำเตือนเราว่า วิกฤตนี้ได้เข้าสู่ระดับที่ไม่อาจปล่อยให้ยืดเยื้อได้อีกต่อไป

เท้ง ณัฐพงษ์

ย้ำให้ชัดว่า PM2.5 ไม่ใช่ปัญหาใหม่ เราพูดเรื่องนี้กันมาตั้งแต่สภาชุดที่ 25 ต่อเนื่องมาถึงชุดที่ 26 และวันนี้ก็ยังต้องกลับมาพูดซ้ำอีก ทั้งที่ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายคน แต่เรายังไม่สามารถแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบและที่ต้นตอได้เลย สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เราเห็นสัญญาณล่วงหน้าชัดเจน แต่รัฐกลับไม่ลงมือทันเวลา

24 มีนาคม จุดความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิน 2,000 จุดในไทย และเกิน 9,000 จุดในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมกับ 3 จังหวัดแรกที่เข้าสู่ระดับอันตราย ค่า PM2.5 พุ่งขึ้นเป็น 81.9 สำหรับพวกเรา นั่นคือสัญญาณเตือนชัดเจนว่ารัฐต้องประกาศเขตภัยพิบัติและระดมกำลังเข้าไปยับยั้งทันที

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเงียบ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ภาคสนาม ท้องถิ่น อาสาสมัคร และประชาชน ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตนี้ตามลำพัง เพียง 2 วันหลังจากนั้น หลายจังหวัดเข้าสู่พื้นที่สีแดง และล่าสุดวันนี้ 1 เมษายน ยังมีถึง 9 จังหวัดในภาคเหนือที่อยู่ในระดับอันตราย โดยบางพื้นที่ต้องอยู่กับอากาศพิษต่อเนื่องถึง 7 วัน

ในช่วงเวลาเพียง 10 วันที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้นถึง 3.7 ล้านไร่ หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 400,000 ไร่ เมื่อมองลึกลงไปพื้นที่เผาไหม้จำนวนมากอยู่ในเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ แต่หน่วยงานท้องถิ่นที่ต้องรับภาระกลับไม่มีงบประมาณเพียงพอ อุปกรณ์ไม่พร้อม เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครต้องเสี่ยงชีวิตทำงานโดยขาดทั้งเครื่องมือและสวัสดิการที่เหมาะสม วันนี้เรายังต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าที่อำเภอแม่ริมจากความเหนื่อยล้าสะสม ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอตั้งคำถามต่อรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุใดคนที่เสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องอากาศของพวกเรายังต้องพึ่งการบริจาคเพียงหลักสิบบาทเพื่อซื้อประกันชีวิต รัฐไม่สามารถดูแลพวกเขาได้จริงหรือ

ขณะเดียวกัน ปัญหานี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศ จุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านมีมากกว่าไทยถึง 3 เท่า และเชื่อมโยงกับการเผาในภาคเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดในห่วงโซ่อุปทานที่ส่งเข้ามาในประเทศไทย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าสินค้าที่นำเข้าไม่ได้มาจากการเผา เพราะเราไม่สามารถเข้มงวดกับเกษตรกรไทย แต่กลับปล่อยให้สินค้าที่มีต้นตอมาจากการเผาไหลเข้าประเทศได้

ในอีกด้านหนึ่ง พี่น้องเกษตรกรจำนวนมากไม่ได้อยากเผา แต่การไม่เผาหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าเครื่องจักรและราคาน้ำมัน ขณะที่ราคาผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม คำถามสำคัญคือ รัฐมีมาตรการช่วยเหลือที่เพียงพอแล้วหรือยัง เพื่อให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนวิธีการผลิตได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระเพิ่ม

ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเกษตร สาธารณสุข และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้เพียงพอแล้ว สิ่งเดียวที่ยังขาดคือการตัดสินใจ และความรับผิดชอบของรัฐบาลในการใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เต็มที่

ผมจึงขอเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจนว่า ต้องเร่งประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่วิกฤต เพื่อระดมสรรพกำลังอย่างเป็นระบบ เพิ่มงบประมาณและอุปกรณ์ให้ท้องถิ่นและทีมดับไฟป่าโดยทันที จัดสวัสดิการ ประกันความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคนอย่างครบถ้วน ควบคุมและตรวจสอบห่วงโซ่การนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเผาอย่างจริงจัง เดินหน้าความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อลดการเผาโดยไม่เพิ่มภาระต้นทุน

พร้อมกันนั้น ต้องเร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาชุดที่แล้วให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องมือระยะยาวในการปกป้องคุณภาพอากาศของประชาชน

โอฬาร ชี้ปม รัฐมนตรีลูกเทพ ต้องมองบนหลักประชาธิปไตย หยุดใช้มาตรฐานสองชั้น ตัดสินคนรุ่นใหม่

โอฬาร ชี้ปม รัฐมนตรีลูกเทพ ต้องมองบนหลักประชาธิปไตย หยุดใช้มาตรฐานสองชั้น ตัดสินคนรุ่นใหม่

โอฬาร ชี้ปม รัฐมนตรีลูกเทพ ต้องมองบนหลักประชาธิปไตย หยุดใช้มาตรฐานสองชั้น ตัดสินคนรุ่นใหม่

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.15 น.

“โอฬาร” ชี้ปม ‘รัฐมนตรีลูกเทพ’ ต้องมองบนหลักประชาธิปไตย เตือนอย่าใช้มาตรฐานสองชั้นตัดสินคนรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.69 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ โดยเฉพาะกรณีที่มีการเรียกนักการเมืองรุ่นใหม่บางส่วนว่า “รัฐมนตรีลูกเทพ” ว่า 

หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม บุคคลเหล่านี้ล้วนเข้าสู่ตำแหน่งผ่านกระบวนการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และมีความชอบธรรมในฐานะผู้แทนของประชาชน

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยเองก็เรียกร้องให้ตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะรัฐมนตรี ต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้ง มากกว่าการแต่งตั้งจากกลไกอื่น ดังนั้น เมื่อบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งได้รับตำแหน่ง แต่กลับถูกตั้งคำถามจากทัศนคติส่วนบุคคล ก็ต้องย้อนถามเช่นกันว่า สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยเพียงใด

“การวิพากษ์ควรตั้งอยู่บนเหตุผลและความเป็นธรรม ไม่ใช่การตัดสินจากภาพจำหรืออคติทางการเมือง” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สังคมไทยมีแนวโน้มใช้ “มาตรฐานสองชั้น” ต่อคนรุ่นใหม่ในทางการเมือง โดยเปิดโอกาสและให้ความเชื่อมั่นกับบางพรรคการเมือง แต่กลับตั้งแง่เชิงลบกับอีกบางกลุ่มตั้งแต่ต้น ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อระบบการเมืองโดยรวม

ทั้งนี้ ยกตัวอย่างนักการเมืองรุ่นใหม่ที่สามารถพิสูจน์ตัวเองผ่านผลงาน อาทิ ภราดร ปริศนานันทกุล, เอกนัฏ พร้อมพันธุ์, ศิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ, บุญธิดา สมชัย, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ เผ่าภูมิ โรจนสกุล ซึ่งล้วนได้รับการยอมรับในระดับหนึ่งจากการทำงานจริง

รศ.ดร.โอฬาร ย้ำว่า การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ไม่ได้หมายถึงการละเว้นการตรวจสอบ แต่ไม่ควรตัดสินล่วงหน้า ก่อนที่บุคคลเหล่านั้นจะได้พิสูจน์ศักยภาพ

นอกจากนี้ ยังชี้ว่า การเติบโตของนักการเมืองรุ่นใหม่จำนวนมาก อาจมีพื้นฐานจากครอบครัวทางการเมือง ซึ่งถือเป็นทั้งทุนทางสังคมและบทเรียน แต่ท้ายที่สุด สิ่งที่จะตัดสินความเหมาะสม ไม่ใช่สายสัมพันธ์ หากแต่เป็น “ผลงาน ความสามารถ และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ”

“ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ต้องใจกว้างพอที่จะให้โอกาส และอดทนพอที่จะรอการพิสูจน์ผ่านผลงาน” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่คำถามว่า “รัฐมนตรีลูกเทพควรได้รับโอกาสหรือไม่” แต่คือ สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะใช้มาตรฐานเดียวกันในการประเมินคนจากทุกพรรคการเมือง และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตภายใต้กติกาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 

กกต.เปิดยอดบริจาค พรรคการเมือง เดือน ม.ค. ก่อนเลือกตั้ง เพื่อไทย นำโด่ง 31 ล้าน-ไทยก้าวใหม่ 22 ล้าน

กกต.เปิดยอดบริจาค พรรคการเมือง เดือน ม.ค. ก่อนเลือกตั้ง เพื่อไทย นำโด่ง 31 ล้าน-ไทยก้าวใหม่ 22 ล้าน

กกต.เปิดยอดบริจาค พรรคการเมือง เดือน ม.ค. ก่อนเลือกตั้ง เพื่อไทย นำโด่ง 31 ล้าน-ไทยก้าวใหม่ 22 ล้าน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.22 น.

วันที่ 1 เมษายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สรุปยอดเงินบริจาคให้พรรคการเมือง ประจำเดือน มกราคม 2569 จำนวน 19 พรรคการเมือง โดยมีผู้บริจาคเงินให้พรรคการเมืองที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ 5,000 บาท ขึ้นไป จำนวน 540 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 152,964,318.24 บาท

ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการ

โดยพรรคการเมืองที่ได้รับบริจาคมากที่สุด ได้แก่ พรรคเพื่อไทย 31,500,000 บาท , พรรคไทยก้าวใหม่ (รักษ์ป่า) 22 ล้านบาท จากผู้บริจาค 4 คน , พรรคพลังประชารัฐ 18,053,100 บาท , พรรคประชาชน 15,399,558 บาท ทรัพย์สิน 131,760 บาท จากผู้บริจาค 457 คน รองลงมาได้แก่ พรรคประชาชาติ 12 ล้านบาท

ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการ

ไทย อังกฤษ 170 ปี มิตรภาพปึก ลุย FTA ปั๊มเศรษฐกิจสองชาติ

ไทย อังกฤษ 170 ปี มิตรภาพปึก ลุย FTA ปั๊มเศรษฐกิจสองชาติ

ไทย อังกฤษ 170 ปี มิตรภาพปึก ลุย FTA ปั๊มเศรษฐกิจสองชาติ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.14 น.

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 เวลา 18.30 น. ณ Gaysorn Urban Resort ถนนราชประสงค์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สหราชอาณาจักร และครบรอบ 80 ปี หอการค้าสหราชอาณาจักร โดยมีนายมาร์ก กุดดิง (H.E. Mr. Mark Gooding) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ผู้แทนหอการค้าสหราชอาณาจักร ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมประมาณ 300 คน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดงาน โดยแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร ซึ่งมีพัฒนาการมาอย่างยาวนานตลอดระยะเวลา 170 ปีที่ผ่านมา โดยความพิเศษของความสัมพันธ์นี้ มิได้เป็นเพียงความสัมพันธ์ที่ยาวนาน หากแต่เป็นความสามารถในการปรับตัว พัฒนา และสร้างประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง

อนุทิน ชาญวีรกูล

ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยบริษัทจากสหราชอาณาจักรได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการลงทุน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างความร่วมมือระยะยาวกับภาคธุรกิจและหน่วยงานของไทย บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความน่าเชื่อถือ และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยก็ได้ขยายการลงทุนในสหราชอาณาจักร ก่อให้เกิดการจ้างงาน สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่า ความร่วมมือนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านมิติอื่น ๆ อาทิ ด้านกีฬา โดยการลงทุนของไทยในสโมสรฟุตบอล Leicester City ได้สร้างความภาคภูมิใจร่วมกัน และแสดงให้เห็นว่าความเป็นหุ้นส่วนของทั้งสองประเทศขยายไปไกลได้หลากหลายมิติ

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะที่ไทยและสหราชอาณาจักรรำลึกถึงความสำเร็จในอดีต ก็จำเป็นต้องมองไปข้างหน้า โดยประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจสูง และกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับโอกาสในอนาคต ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของภาคธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยไทยมองสหราชอาณาจักรเป็นหุ้นส่วนสำคัญในเส้นทางดังกล่าว ซึ่งการยกระดับความสัมพันธ์สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และหุ้นส่วนทางการค้าที่แน่นแฟ้น (Strategic Partnership and Enhanced Trade Partnership) เมื่อ 2 ปีก่อน จะ เป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือในอนาคต

อนุทิน ชาญวีรกูล

อย่างไรก็ดี ทั้งสองประเทศควรเดินหน้าความร่วมมือให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งขยายความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ให้ครอบคลุมและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

“หาก 170 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ในอีก 170 ปีข้างหน้าจะต้องเป็นช่วงเวลาแห่งการร่วมกันสร้างอนาคต โดยเชื่อมั่นว่าทั้งไทยและสหราชอาณาจักรจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวร่วมกันได้ ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของทั้งสองประเทศที่มาร่วมงานในวันนี้” นายกรัฐมนตรีกล่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

รองปลัดพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง 13 บาท เป็นภาวะชั่วคราว รอผลศึกษา คตร. ก่อนสรุปโครงสร้างราคาใหม่

รองปลัดพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง 13 บาท เป็นภาวะชั่วคราว รอผลศึกษา คตร. ก่อนสรุปโครงสร้างราคาใหม่

รองปลัดพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง 13 บาท เป็นภาวะชั่วคราว รอผลศึกษา คตร. ก่อนสรุปโครงสร้างราคาใหม่

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.51 น.

รองปลัดพลังงาน เผย กองทุนน้ำมันติดลบ 4.7 หมื่นล้าน ไหลออกวันละ 1.7 พันล. แจง ค่าการกลั่นพุ่ง 13 บาท เป็นภาวะชั่วคราว รอผลศึกษา คตร. ก่อนสรุปโครงสร้างราคาใหม่ มอง นำเข้าน้ำมันรัสเซีย กต.หารือแล้ว หากนำเข้าจริงต้องคุยเอกชนหาสถานที่เก็บ

วันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 18.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 1 เม.ย.69 มีสถานะติดลบประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท โดยมีเงินไหลออกวันละประมาณ 1.7 พันล้านบาท ซึ่งมาจากการที่อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล 21.89 บาทต่อลิตร ทั้งนี้ สถานะของกองทุนน้ำมันในขณะนี้มีแนวโน้มที่จะติดลบเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ยังสูงอยู่ตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเริ่มลดลงก็ตาม 

ทั้งนี้ ในส่วนของการชดเชยราคาน้ำมันให้กับโรงกลั่นน้ำมัน ขณะนี้เนื่องจากกองทุนน้ำมันยังไม่มีกระแสเงินสดเป็นบวก จึงจะมีการลงบันทึกทางบัญชีของโรงกลั่นไว้ก่อน ซึ่งรัฐบาลจะชำระเงินคืนให้กับโรงกลั่นในระยะเวลาต่อไป ในส่วนของเงินที่ค้างจ่ายเอกชนส่วนนี้จะไม่มีการติดอัตราดอกเบี้ยให้กับเอกชน
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า ราคาค่าการกลั่นขณะนี้ที่สูงถึงประมาณ 13.90 บาทต่อลิตร นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่บวกขึ้นมาชั่วคราว และสะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันที่สูง ซึ่งบวกกับค่าพรีเมียมการขนส่ง และประกันภัยในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งหลังจากช่วงนี้ราคาค่าการกลั่นจะลดลง ซึ่งในช่วงเดือน มิ.ย.นี้จะเริ่มเห็นค่าการกลั่นติดลบ ในส่วนของค่าการกลั่นนั้นนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เพื่อมาติดตามตัวเลขต้นทุนและกำไรของโรงกลั่นว่าอยู่ที่เท่าไหร่ และส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันอย่างไร 

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการจัดหาน้ำมันจากรัสเซีย นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ได้ทราบข้อมูลความคืบหน้าจากกระทรวงการต่างประเทศว่าได้มีการหารือกับทางรัสเซียแล้ว และหากมีความเป็นไปได้ก็มีโอกาสที่ไทยจะนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียเข้ามา แต่ในขณะนี้น้ำมันดิบที่ใช้กลั่นยังเป็นน้ำมันจากแหล่งที่ไทยได้รับมาก่อนหน้านี้ ซึ่งสามารถใช้กับโรงกลั่นที่เดินเครื่องอยู่ในขณะนี้ได้ทันที ส่วนน้ำมันจากรัสเซียที่จะนำเข้ามานั้นจะต้องมีการหารือกับภาคเอกชนในการเตรียมสถานที่กักเก็บไว้สำหรับใช้ในลำดับถัดไป ซึ่งต้องหารือกับภาคเอกชนในเรื่องนี้รวมทั้งขั้นตอนการปรับโรงกลั่นให้สามารถใช้น้ำมันรัสเซียในการกลั่นน้ำมันด้วย 

คมนาคม มอบของขวัญวันสงกรานต์ ตรึงค่าตั๋วบขส. 6-19 เม.ย. 2569

คมนาคม มอบของขวัญวันสงกรานต์ ตรึงค่าตั๋วบขส. 6-19 เม.ย. 2569

คมนาคม มอบของขวัญวันสงกรานต์ ตรึงค่าตั๋วบขส. 6-19 เม.ย. 2569

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.46 น.

คมนาคม มอบของขวัญสงกรานต์ตรึงค่าตั๋วบขส. 6-19 เม.ย. ก่อนปรับขึ้นจริง

วันที่ 1 เมษายน 2569 นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ โฆษกกรมการขนส่งทางบก แถลงมาตรการด้านการคมนาคมว่า จากผลกระทบต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางจึงมีมติให้ปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร เพื่อรักษาสมดุลต้นทุนของผู้ประกอบการและป้องกันปัญหาการลดเที่ยววิ่ง โดยมีกำหนดเริ่มใช้อัตราใหม่ในวันที่ 6 เม.ย.2569 ซึ่งรถโดยสารระหว่างเมือง (รถบัส) จะปรับขึ้น 5 บาท ต่อทุกๆ 100 กิโลเมตร และรถตู้โดยสารปรับขึ้น 2 บาท ต่อทุกๆ 100 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลสงกรานต์ กรมการขนส่งทางบกร่วมกับ บขส. ได้มีมาตรการช่วยเหลือโดยจะตรึงราคาค่าโดยสารไว้ในอัตราเดิม ตลอดช่วงเทศกาลระหว่างวันที่ 6 – 19 เม.ย. 2569 และจะเริ่มใช้อัตราค่าโดยสารใหม่หลังวันที่ 19 เม.ย. เป็นต้นไป

ประชาชนที่ซื้อตั๋วในช่วงเวลาดังกล่าวจึงสามารถสบายใจได้ว่าจะยังไม่ถูกปรับขึ้นราคา  ส่วนของภาคการขนส่งสินค้า กรมการขนส่งทางบกได้จัดทำดัชนีอ้างอิงต้นทุนการขนส่งสินค้าตามราคาน้ำมันดีเซล เพื่อเป็นเครื่องมือกลางให้ผู้ว่าจ้างและผู้ให้บริการขนส่งใช้เป็นเกณฑ์ในการเจรจาปรับอัตราค่าขนส่งรอบใหม่กันอย่างเป็นธรรม ซึ่งสะท้อนต้นทุนค่าน้ำมันดีเซลที่มีสัดส่วนสูงถึง 45% ของต้นทุนการขนส่งทั้งหมด

เช็กด่วน น้ำมันราคาขึ้น ดีเซลพุ่งพรวดทะลุ 44 บาท หลังมติ กบน. ลดการอุดหนุน

เช็กด่วน น้ำมันราคาขึ้น  ดีเซลพุ่งพรวดทะลุ 44 บาท หลังมติ กบน. ลดการอุดหนุน

เช็กด่วน น้ำมันราคาขึ้น ดีเซลพุ่งพรวดทะลุ 44 บาท หลังมติ กบน. ลดการอุดหนุน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.19 น.

วันนี้ 1 เมษายน 2569 คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ขอแจ้งผลการประชุมวันที่ 1 เม.ย.2569 ว่าที่ประชุมมีมติปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล 4.11 บาท/ลิตร เป็น 17.78 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตร เป็น 44.24บาท/ลิตร และน้ำมันไบโอดีเซล B20 ปรับลดอัตราเงินชดเชย 3.99 บาท/ลิตร เป็น 20.12 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร เป็น 39.24 บาท/ลิตร (ราคาน้ำมันเบนซินผู้ค้าจะเป็นผู้ประกาศแจ้ง)

น้ำมัน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

โฆษก ศบก. โต้เฟกนิวส์ จ่อปรับราคาน้ำมันคืนนี้ ยันหากปรับจริงทราบผลเร็วขึ้น ไม่เกิน 2 ทุ่ม

โฆษก ศบก. โต้เฟกนิวส์ จ่อปรับราคาน้ำมันคืนนี้ ยันหากปรับจริงทราบผลเร็วขึ้น ไม่เกิน 2 ทุ่ม

โฆษก ศบก. โต้เฟกนิวส์ จ่อปรับราคาน้ำมันคืนนี้ ยันหากปรับจริงทราบผลเร็วขึ้น ไม่เกิน 2 ทุ่ม

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.03 น.

โฆษก ศบก. โต้เฟกนิวส์ จ่อปรับราคาน้ำมันคืนนี้ ระบุ จากนี้หากปรับจริงทราบผลเร็วขึ้น ไม่เกิน 2 ทุ่ม เผย แอพฯ Fuel-Now ใช้งานได้แล้ว วอน ผู้ประกอบการเร่งคีย์ข้อมูลน้ำมันเข้าระบบ

เมื่อเวลา 18.05 น. วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง(ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษกศบก.แถลงภายหลังการประชุม ศบก. ว่า เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงรอยต่อการบริหารหลายอย่าง ที่ประชุมจึงมีมติเปลี่ยนเวลาประชุม ศบก. เป็นเวลา 10.00 น. ของทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ และหลังการประชุมจะมีการแถลงข่าวในเวลา 11.30 น. 

น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า สำหรับเรื่องพลังงาน ในที่ประชุมปลัดกระทรวงพลังงานในฐานะประธาน ได้แจ้งว่า ทางคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ต้องรอตัวเลขน้ำมันสุดท้ายจากประเทศสิงคโปร์ แต่จะพยายามสรุปตัวเลขให้เร็วที่สุดเพื่อจะแจ้งประชาชนได้ในเวลาไม่เกิน 20.00 น. ซึ่งเป็นความตั้งใจของท่านในฐานะประธาน กบน. ประชาชนจะได้คลายกังวลมากขึ้น เพราะรู้ล่วงหน้านานขึ้นอีกหน่อย และหลังจากนี้คงจะเป็นเรื่องนโยบายของ รมว.พลังงานคนใหม่ ซึ่งได้มีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งแล้ว นอกจากนี้ ขอชี้แจงกรณีมีเฟกนิวส์ส่งข้อความต่อๆ กันทางกลุ่มไลน์ว่า คืนนี้จะมีการขึ้นราคาน้ำมัน ซึ่งไม่เป็นความจริง วันนี้ยังไม่มีอะไร ถ้ามีการระบุว่าจะมีการขึ้นพร้อมกับตัวใด ถือว่าเป็นเฟกนิวส์อยู่

น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า สำหรับแอพพลิเคชั่น Fuel Now ตอนนี้สามารถที่จะใช้ได้แล้ว เพื่อดูว่า ปั๊มไหนน้ำมันหมด ปั๊มไหนยังมีน้ำมัน ประชาชนสามารถที่จะเข้าไปเช็คได้ ซึ่งตัวเลขที่ปรากฏบนแอพพลิเคชั่นเป็นการคีย์ข้อมูลโดยเจ้าหน้าที่แต่ละปั๊มที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้น ความแม่นยำของข้อมูลจะขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่คีย์ข้อมูลของแต่ละปั๊ม จึงขอความร่วมมือไปถึงปั๊มน้ำมันทุกปั๊มให้กำชับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้คีย์ข้อมูลทันทีที่ทราบข้อมูล เนื่องจากมีความสำคัญ เพราะเป็นการสื่อสารถึงประชาชนโดยตรง

น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ตอนนี้ใช้คำว่ายังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการโจมตีในพื้นที่ระหว่างผู้ขัดแย้งหลักและการโจมตีกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับยังคงดำเนินต่อไป โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านประกาศจะตอบโต้สหรัฐอเมริกาด้วยการโจมตีบริษัทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตั้งแต่วันนี้ ขณะเดียวกัน อิหร่านยังอยู่ระหว่างการผ่านร่างกฎหมายเพื่อเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ และห้ามการเดินทางเรือผ่านช่องแคบของประเทศที่คว่ำบาตรอิหร่าน ส่วนเรื่องความพยายามในการเจรจายุติสงคราม ความพยายามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่าปฏิบัติการสู้รบของสหรัฐฯจะยุติอย่างเร็วที่สุดใน 2-3 สัปดาห์หลังจากนี้ และจะออกจากอิหร่านไม่ว่าการเจรจาจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ขณะที่จีนและปากีสถานได้ประกาศการฟื้นฟูสันติภาพในภูมิภาค 5 ข้อ ซึ่งรวมถึงการคุ้มครองการเดินเรือด้วย ในส่วนการต่างประเทศของไทยยังคงจุดยืนให้ความสำคัญกับการเจรจา และเรียกร้องให้กลับสู่กระบวนการทางการทูตโดยเร็วที่สุด ซึ่งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้หยิบยกประเด็นนี้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอิหร่านมาโดยตลอด

ทัพบกไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก! ดัน ‘ฐิต์รัชช์’ นั่งเลขาฯ สานงานต่อ ‘วินธัย’ ยังครอง โฆษก ทบ.

ทัพบกไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก! ดัน ‘ฐิต์รัชช์’ นั่งเลขาฯ สานงานต่อ ‘วินธัย’ ยังครอง โฆษก ทบ.

ทัพบกไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก! ดัน ‘ฐิต์รัชช์’ นั่งเลขาฯ สานงานต่อ ‘วินธัย’ ยังครอง โฆษก ทบ.

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.46 น.

ทบ.ไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก! ดัน “ฐิต์รัชช์” นั่งเลขาฯ สานงานต่อ “วินธัย” ยังนั่งโฆษกทบ. สนองนโยบาย ผบ.ทบ. แจงข้อเท็จจริงปชช.

วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่สำนักงานเลขานุการกองทัพบก ได้จัดพิธีรับ–ส่งหน้าที่เลขานุการกองทัพบก ระหว่าง พล.ต.วินธัย สุวารี และ พล.ต.ฐิต์รัชช์ สมบัติศิริ เลขานุการกองทัพบกคนใหม่ โดยมีข้าราชการและกำลังพลเข้าร่วมพิธีจำนวน 150 นาย บรรยากาศเป็นไปอย่างเรียบร้อยตามแบบธรรมเนียมทหาร

ภายหลังการส่งมอบธงประจำตำแหน่งและเอกสารสำคัญเสร็จสิ้น กำลังพลได้ร่วมอำลา พล.ต.วินธัย ด้วยการมอบดอกกุหลาบสีชมพู เพื่อแสดงความขอบคุณและความผูกพัน หลังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวเป็นระยะเวลา 6 เดือน

ด้าน พล.ต.ฐิต์รัชช์ กล่าวภายหลังเข้ารับตำแหน่งว่า จะสานต่อแนวทางการทำงานที่ได้วางไว้ พร้อมให้คำมั่นว่าจะดูแลกำลังพล เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของสำนักงานเลขานุการกองทัพบกอย่างทั่วถึง และบริหารงานด้วยความยุติธรรมและโปร่งใส

ขณะเดียวกัน พล.ต.วินธัย ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งโฆษกกองทัพบก ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการทหารบก เพื่อทำหน้าที่ชี้แจงข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง