ต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด! พิพัฒน์​ ยกเลิกลงพื้นที่ดูแลนด์บริดจ์​ โยน เอกนิติ ลุยศึกษา​รอผล 90 วัน

ต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด! พิพัฒน์​ ยกเลิกลงพื้นที่ดูแลนด์บริดจ์​ โยน เอกนิติ ลุยศึกษา​รอผล 90 วัน

ต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด! พิพัฒน์​ ยกเลิกลงพื้นที่ดูแลนด์บริดจ์​ โยน เอกนิติ ลุยศึกษา​รอผล 90 วัน

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

“พิพัฒน์​” ยกเลิกร่วมคณะลงพื้นที่ดูแลนด์บริดจ์​ 8 พ.ค.นี้​ โยน “เอกนิติ​” ลงศึกษา​รอผล  90 วันชัดเจน​เดินหน้าหรือไม่ ยันแตกต่าง”คอคอดกระ” เหตุไม่ได้ขุดคลองแยกประเทศ​ ยัน เป็นเรือธงหาเสียงตั้งแต่ปี​ 62 

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น.ทำ ที่เนียบฯ นาย​พิพัฒน์​ รัช​กิจ​ประการ​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คมนาคม​ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ มอบหมายให้นายเอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์ประภาศ​  รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คลัง​ เป็นประธานศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​ ว่า​   ในวัน​ 8 พ.ค.​นี้​ ตนไม่ได้เดินทางลงพื้นที่​ เพราะรอผลการศึกษาจาก คณะกรรมการชุดของนายเอกนิติ ที่จะดำเนินการศึกษาระยะเวลา 90 วันตามที่ได้รับมอบหมายให้เรียบร้อยก่อน​ เพราะหากตนลงไปตอนนี้ก็อาจจะถูกหรือผิดก็ได้​ ฉะนั้นจึงเลือกที่จะไม่ลงดีกว่า

นายพิพัฒน์​ กล่าวว่า​ การศึกษาโครงการแลน​ด์บริดจ์​จะต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม​ และสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับ พร้อมยืนยันว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้ทำเพียงเฉพาะระบบรางอย่างเดียว แต่จะมีระบบถนนระบบท่อขนส่งพลังงาน แต่เชื่อว่าระยะเวลาการศึกษาจะอยู่ตามกรอบที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไว้

เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจต่อเสียงคัดค้านของประชาชนอย่างไร นายพิพัฒน์​ กล่าวว่า จะต้องทำความเข้าใจทั้งผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะคนในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง​ ที่จะได้สิทธิ​ในการทำมาหากินในพื้นที่ของตนเองอย่างไร รวมถึงมีการสงวนอาชีพอะไรเพื่อทดแทนกับให้กับผู้ที่เสียโอกาส เส้นกลุ่มประมงพื้นบ้าน

ส่วนกรณีที่จะมีการมาปักหลักชุมนุมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์​ กล่าวว่า​ ไม่สามารถห้ามได้ เพราะถือเป็นสิทธิของแต่ละคนที่สามารถทำได้ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจและชี้แจงให้ชัด ว่าสิ่งที่ประเทศจะได้คืออะไร

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าโครงการดังกล่าวจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย นายพิพัฒน์ยังคงย้ำคำเดิมว่าขอให้รอผลการศึกษา เพราะหากพูดอะไรไปตอนนี้ อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ฉะนั้นขอให้รอผลการศึกษาก่อน

เมื่อถามว่ากลุ่ม NGO ที่คัดค้านเป็นคนในหรือนอกพื้นที่ นายพิพัฒน์กล่าวว่าตนไม่ทราบ ซึ่งก็น่าจะมีทั้งคนในและนอกพื้นที่​ แต่อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะดำเนินการโครงการขุดคอคอดกระในอดีต​ หรือ​ คลองไทย​ อาจจะมีบางสิ่งที่ไม่สามารถทำให้เดินหน้าได้แต่ปัจจุบันสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ก็ต้องทำการศึกษาใหม่ว่า ว่าจะคุ้มหรือไม่กับการลงทุนครั้งใหญ่ในครั้งนี้ และก่อนหน้านี้ก็เคยมีการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก​ หรือ EEC ก่อนยามว่าโครงการแลน​ด์บริดจ์​ไม่เหมือนโครงการคอคอดกระที่จะต้องมีการขุดคลองจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแบ่งแยกประเทศไทยออกเป็น​ 2 ประเทศหรือไม่​ แต่วันนี้เลือกที่จะไม่มีการขุดคลองแต่ใช้ระบบถนน​ ราง​ และท่อ​  แต่ผู้ที่คัดค้านมีความกังวลเรื่องการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ ซึ่งหากผ่านภูเขา ก็จะใช้วิธีการสมัยใหม่ทำเป็นอุโมงค์ ฉะนั้นการทำลายระบบนิเวศก็จะน้อยลง แต่เชื่อว่าจะต้องมีการพัฒนา และทำการศึกษา

เมื่อถามว่าโครงการแลน​ด์บริดจ์​จะไม่แท้งเหมือนโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ยังคงย้ำว่าอยู่ที่ผลการศึกษา อย่าให้ตนชี้ว่าอะไรถูกหรือผิด​ แต่ในฐานะของกระทรวงคมนาคมอะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย หรือมีโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็จะหยิบยกขึ้นมา เพื่อบอกว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วกับการพัฒนาในส่วนนี้

เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามว่าเหตุใดการทำโครงการใหญ่ขนาดนี้จึงไม่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลนายพิพัฒน์ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เคยพูดมาแล้วก่อนหน้านี้ และถือเป็นนโยบายธงเดิม ที่ทำการหาเสียง​ และเมื่อกลับมาดูแลกระทรวงคมนาคม จึงนำมาเป็นธงในการดำเนินการต่อ

ยังไม่ตั้งกรรมการสอบ รมช.เกษตรฯ เรียก อธิบดีกรมประมง ชี้แจง ปม Thailand fishAI

ยังไม่ตั้งกรรมการสอบ รมช.เกษตรฯ เรียก อธิบดีกรมประมง ชี้แจง ปม  Thailand fishAI

ยังไม่ตั้งกรรมการสอบ รมช.เกษตรฯ เรียก อธิบดีกรมประมง ชี้แจง ปม Thailand fishAI

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

รมช.เกษตรฯ เรียก อธิบดีกรมประมง ชี้แจง ปม  Thailand fishAI วันนี้ ปัดยังไม่ตั้งกรรมการสอบ ขอดูรายละเอียดก่อน 

วันนี้ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.14 น. ทำเนียบรัฐบาล นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการเชิญ นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เข้าชี้แจงกรณีแอพพลิเคชั่น Thailand fish AI ที่เกิดความคลาดเคลื่อน และถูกตั้งข้อสังเกตถึงวงเงิน ในการจัดซื้อจัดจ้างสูงเกินจริงหรือไม่ ว่า เบื้องต้นขอดูเอกสารว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร เนื่องจากตนยังไม่ทราบรายละเอียด จึงอยากรู้ที่มาที่ไปของโครงการ ส่วนจะต้องตั้งคณะกรรมการสอบหรือไม่ นายวัชระพล กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด จึงขอดูรายละเอียดก่อนว่าเป็นอย่างไร 

วัชระพล ขาวขำ

เมื่อถามว่า งบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้างในการทำแอพพลิเคชั่น แพงเกินไปหรือไม่เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตนได้รับข้อเสนอแนะและคำแนะนำจากประชาชนเป็นจำนวนมาก จึง ขอเชิญอธิบดีกรมประมงมาวันนี้ ซึ่งถ้าทราบรายละเอียดแล้ว จะมีการชี้แจงอีกครั้ง

วัชระพล ขาวขำ

ทรงศักดิ์ เล็งลงพื้นที่อ่างเก็บน้ำ แก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง ลุยตัดน้ำเข้าแก้มลิงช่วงฝนมาก

ทรงศักดิ์ เล็งลงพื้นที่อ่างเก็บน้ำ แก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง ลุยตัดน้ำเข้าแก้มลิงช่วงฝนมาก

ทรงศักดิ์ เล็งลงพื้นที่อ่างเก็บน้ำ แก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง ลุยตัดน้ำเข้าแก้มลิงช่วงฝนมาก

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

“ทรงศักดิ์” เล็งลงพื้นที่แก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง ลุยตัดน้ำเข้าแก้มลิงช่วงฝนมาก

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 5 พฤษภาคม 2569  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมน้ำแล้ง  หลังผ่านงบบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570  วงเงินกว่า 196,130 ล้านบาทว่า จากนี้จะต้องลงไปดูในพื้นที่ว่ามีน้ำเพียงพอในการบริหารจัดการอย่างไร เพื่อเตรียมรับมือน้ำท่วม น้ำแล้ง ส่วนจะเป็นที่ใดนั้น เบื้องต้นจะลงไปที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณความจุจำนวนมาก ส่วนเรื่องพื้นที่จะต้องเดินทางไปสำรวจก่อน ได้กำชับผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ที่สำคัญต้องดูปริมาณมวลน้ำที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ มีพร้อมรองรับในช่วงหน้าแล้งหรือไม่ นอกจากนั้นจะดูเรื่องแก้มลิง การตัดพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆ ที่มีปริมาณน้ำเกินกว่าที่กำหนดในช่วงที่น้ำมากในช่วงหน้าฝนเพื่อตัดเก็บไว้ในแก้มลิงแต่ละจุด ซึ่งแนวคิดนี้จะแก้ได้ทั้งสองอย่าง ทั้งท่วมและแล้ง

บิ๊กแป๊ะ เบรกหัวทิ่ม ปัดลงชิงผู้ว่าฯ กทม. แต่ยอมรับ พรรคเศรษฐกิจทาบทามจริง

บิ๊กแป๊ะ เบรกหัวทิ่ม ปัดลงชิงผู้ว่าฯ กทม.  แต่ยอมรับ พรรคเศรษฐกิจทาบทามจริง

บิ๊กแป๊ะ เบรกหัวทิ่ม ปัดลงชิงผู้ว่าฯ กทม. แต่ยอมรับ พรรคเศรษฐกิจทาบทามจริง

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จากกรณีนายพีรพล กนกวลัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงการส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในนามพรรคเศรษฐกิจ  ซึ่งบุคคลที่พรรคจะส่งลงชิงผู้ว่าฯ ได้มีการทาบทามไว้แล้ว มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี มีอักษรย่อ จ. ซึ่งบุคคลคนนี้พูดชื่อไปก็จะรู้ว่าเป็นใคร ซึ่งเป็นประชาชนคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงและอยู่ในแวดวงที่ต้องรับผิดชอบประชาชนคนกรุงเทพฯมาก่อน แต่ไม่ใช่นักการเมือง แต่ขออุบไว้ก่อนเพื่อความตื่นเต้น คาดว่าไม่เกินวันที่ 10 พฤษภาคมนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ล่าสุด รายการเรื่องเล่าเช้านี้ เปิดเผยกรณีดังกล่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ปฏิเสธว่ากระแสข่าวไม่เป็นความจริง ไม่สนใจลงเล่นการเมือง ทั้งสนาม กทม. และระดับชาติ ขอใช้ชีวิตพักผ่อนหลังเกษียณกับครอบครัว แต่ก็ยอมรับว่าพรรคเศรษฐกิจมาคุย เรื่องผู้ว่าฯกทม กับตัวท่าน

หมอตุลย์ บุกทำเนียบฯ 10.30 น.วันนี้ ยื่นหนังสือเบรกพักโทษ ทักษิณ

หมอตุลย์ บุกทำเนียบฯ 10.30 น.วันนี้ ยื่นหนังสือเบรกพักโทษ ทักษิณ

หมอตุลย์ บุกทำเนียบฯ 10.30 น.วันนี้ ยื่นหนังสือเบรกพักโทษ ทักษิณ

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.52 น.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า วันนี้เวลา 10.30 น. จะเดินทางไปที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนทำเนียบรัฐบาล ( ปปช.เก่า)  เพื่อส่งหนังสือถึงนายกฯขอให้ทบทวนการพิจารณาอนุมัติการพักโทษของนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่จะปล่อยตัวในวันที่ 11 พ.ค.ที่จะถึงนี้

นพ.ตุลย์ ชี้ว่า นายทักษิณ ยังไม่มีคุณสมบัติที่เข้าเกณฑ์การได้รับการพักโทษ และขัดต่อข้อกฎหมาย โดยเฉพาะขัดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52

หมอพรทิพย์ ชี้ ระบบราชการไทยเน่าเฟะ ขยะใต้พรมถูกซุกจนล้น

หมอพรทิพย์ ชี้ ระบบราชการไทยเน่าเฟะ ขยะใต้พรมถูกซุกจนล้น

หมอพรทิพย์ ชี้ ระบบราชการไทยเน่าเฟะ ขยะใต้พรมถูกซุกจนล้น

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.25 น.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้แชร์ภาพข่าว โดยมีข้อความระบุว่า ป.ป.ช.ร้อนอีก! ผวาทั้งสนง.ฝ่ายบริหารจัดทำแผนโยกย้าย ขรก.นับพัน

โดย พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ได้โพสต์ ข้อความผ่านถึงเรื่องนี้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับระบบราชการ ที่สำคัญคือหน่วยงานตรวจสอบคนอื่น การโยกย้ายข้าราชการในตำแหน่งต่างๆถูกแทรกแซงทั้งจากคนภายในองค์กรและภายนอกองค์กรมาตลอด แต่ส่วนใหญ่ก็เพื่อให้คนของเขาได้เติบโตมารับใช้ผู้บริหารซึ่งการตรวจสอบยากที่ทำอะไรได้

แต่คราวนี้เป็นองค์กรตรวจสอบให้คุณให้โทษหน่วยงานอื่น ที่มีสัญญานไม่ตรงไปตรงมามาโดยตลอดทั้งเรื่องยืมนาฬิกา หรือแม้กรณีที่หมอและทีมโดนฟ้องที่มีอดีตกรรมการบอกว่ามีธง คนที่สั่งหรือแทรกแซงได้ก็ต้องเป็นคนมีอำนาจทางการเมืองทั้งนั้น ส่งคนของตัวเองลงไป เพื่อดูแลคนของตนและหาประโยชน์จากการกลั่นแกล้งคนอื่น 

คนที่ใช้อำนาจที่มีหาประโยชน์ไม่ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น คงไม่มีความเกรงกลัวต่อบาปเพราะมองไปทางไหนใครๆก็ทำกันและก็ยังอยู่ดีในตำแหน่ง

นี่ก็เป็นขยะใต้พรมเรื่องใหญ่ของข้าราชการโดยเฉพาะเป็นผู้ที่ต้องทำหน้าที่ด้วยธรรม สังคมกำลังเฝ้าติดตามดู คราวนี้รัฐบาลถูกตั้งประเด็นว่าเกี่ยวข้องในหลายกรณีคงจะไม่ทำอะไรแน่นอน อีกไม่นานน่าจะเกิดวาระสำคัญเพราะตอนนี้ขยะใต้พรมถูกรื้อเต็มไปหมด คิดจะซุก จะซ่อนคงไม่ได้อีกแล้ว #ทำดีเพื่อแผ่นดิน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ฤาขยะใต้พรมจะถูกรื้อ? หมอพรทิพย์ ฟาดระบบวิ่งเต้น-โกงงบฯ โยงดรามาโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง

ซื้อคืนรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้านคุ้มจริงไหม ดร.สามารถ กางข้อดี ข้อเสีย ใครได้ประโยชน์

ซื้อคืนรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้านคุ้มจริงไหม ดร.สามารถ กางข้อดี ข้อเสีย ใครได้ประโยชน์

ซื้อคืนรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้านคุ้มจริงไหม ดร.สามารถ กางข้อดี ข้อเสีย ใครได้ประโยชน์

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.58 น.

วันนี้ 5 พฤษภาคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ส่วนตัว ตั้งคำถามถึงนโยบายรัฐที่จะควักเงินก้อนโตซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 4 สาย (เขียว, น้ำเงิน, เหลือง, ชมพู) เพื่อทำราคาค่าโดยสารให้ถูกลง จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาชาวเน็ตนั่งไม่ติด โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน ใครได้? ใครเสีย?

มีข่าวว่า รัฐจะซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยวงเงินสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท เพื่อเปิดทางให้ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และให้รถไฟฟ้าทุกสายทุกสีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) คำถามสำคัญคือ… การตัดสินใจครั้งนี้ “ใครได้” และ “ใครเสีย” กันแน่?

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

1. จะซื้อคืนสัมปทานสายไหนบ้าง? ตามข่าวที่ออกมา รัฐมีแนวคิดซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนหรือร่วมลงทุน และเป็นผู้เก็บรายได้เอง พร้อมรับความเสี่ยงเองทั้งหมด มีทั้งหมด 4 สาย ประกอบด้วยสายสีเขียว (ช่วงหมอชิต-เอกมัย และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) สายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง และสายสีชมพู ด้วยราคาสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท แล้วจะจ้างให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมเดินรถพร้อมทั้งซ่อมบำรุงรักษา (Operation and Maintenance หรือ O&M) หลังจากซื้อคืนสัมปทานแล้ว รูปแบบการลงทุนจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่รัฐลงทุนเป็นบางส่วนเป็นรัฐลงทุนเองทั้งหมด แล้วจ้างให้เอกชนเดินรถ แต่รัฐเก็บรายได้ทั้งหมด พร้อมกับรับความเสี่ยงเองทั้งหมด เช่นเดียวกับรูปแบบการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดงในปัจจุบัน

2. วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท คิดมาได้อย่างไร? จนถึงตอนนี้ รัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการคำนวณ แต่โดยทั่วไปการซื้อคืนสัมปทานมักประเมินจากมูลค่าสินทรัพย์ (เช่น ราง รถไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบตั๋ว) รายได้อื่น (เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่) และกำไรที่คาดว่าเอกชนจะได้รับตลอดอายุสัญญาที่ยังเหลืออยู่ หากรัฐไม่ซื้อคืนสัมปทาน

3. ใครได้? ใครเสีย?

3.1 ใครได้? ฝ่ายที่เห็นประโยชน์ชัดที่สุดคือ เอกชนผู้รับสัมปทาน เพราะเมื่อขายคืนสัมปทานแล้ว เอกชนจะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารอีกต่อไป โดยเฉพาะสายที่มีผู้โดยสารต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสได้รับสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงต่อ ทำให้มีรายได้ที่แน่นอนทุกปี

3.2 ใครเสีย? คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า… หลังลดค่าโดยสารแล้ว ผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นมากพอหรือไม่? หากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มไม่มาก รายได้จากค่าโดยสารอาจไม่พอสำหรับค่าซื้อคืนสัมปทาน และค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง สุดท้าย รัฐอาจต้องนำงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างต่อเนื่องในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีคำถามเรื่องความสามารถในการบริหาร รฟม.จะสามารถดูแลรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้จริงหรือไม่? ที่ผ่านมา รฟม.เคยบริหารเองจริงๆ เพียงสายเดียว คือรถไฟฟ้าสายม่วงเหนือ (ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน) แม้ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญก็มาจากการลดค่าโดยสาร ไม่ได้เกิดจากมาตรการเชิงรุกอื่นๆ ในการดึงผู้โดยสาร
ส่วนรถไฟฟ้าสายอื่นในสังกัดของ รฟม. ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพู ล้วนเป็นการบริหารโดยเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งสิ้น

4. “ซื้อคืน” หรือ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่า? รัฐควรพิจารณาเปรียบเทียบกรณีซื้อคืน และไม่ซื้อคืน ว่าทางเลือกใดจะใช้เงินน้อยกว่า และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง
กล่าวคือกรณีซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินเป็นรายปีคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันได้ 1.4 แสนล้านบาท (เมื่อรวมดอกเบี้ยจะต้องจ่ายเงินสูงกว่า 1.4 แสนล้านบาท) เปรียบเทียบกับกรณีไม่ซื้อคืน ซึ่งรัฐจะต้องชดเชยรายได้ให้เอกชนหลังจากลดค่าโดยสาร
โดยสรุป ถ้าซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อคืนเป็นรายปี จ่ายค่าจ้างเดินรถ และแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด ถ้าไม่ซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินชดเชยตลอดระยะเวลาที่ลดค่าโดยสาร ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถ และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง
คุณคิดว่า ระหว่าง “ซื้อคืน” กับ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่ากัน?”

หลังจากโพสต์ของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ เผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย เช่น

“ไม่ซื้อคืน”

“ถ้าการซื้อคืนครั้งนี้สำเร็จ ประเทศชาติจะเสียหายมาก แม้จ้างเดินรถ ก็ควรมีราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่บวกค่าใต้โต๊ะ ให้เป็นภาระของประชาชน ใครเอาเงินชาติและพลเมืองไปของให้ วอดวาย”

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte 

เทพไท เฉลย ทำไมผลโพล 67% คนใต้เอาแลนด์บริดจ์ เหตุไม่รู้ข้อมูล จี้รัฐทำประชามติ 3 ระดับ

เทพไท เฉลย ทำไมผลโพล 67% คนใต้เอาแลนด์บริดจ์ เหตุไม่รู้ข้อมูล จี้รัฐทำประชามติ 3 ระดับ

เทพไท เฉลย ทำไมผลโพล 67% คนใต้เอาแลนด์บริดจ์ เหตุไม่รู้ข้อมูล จี้รัฐทำประชามติ 3 ระดับ

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.44 น.

วันที่ 5 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เฉลย ทำไมผลโพล คนใต้เอาแลนด์บริดจ์

หลังจากนิด้าโพลได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนคนภาคใต้ เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งผลปรากฎว่า เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ จึงทำให้รัฐบาลได้รุกคืบ และต้องการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ให้ประสบผลสำเร็จ ท่ามกลางเสียงคัดค้านและการต่อต้านจากภาคประชาชน ภาคประชาสังคม กลุ่มเอ็นจีโอ และหน่วยงานต่างๆ จึงทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แต่งตั้งให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ โดยให้พิจารณาทุกมิติ ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มค่าของโครงการ ความคุ้มค่าของการลงทุน ระบบโลจิสติกส์ และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงการ พร้อมกำหนดกรอบเวลาการศึกษาภายใน 90 วัน

ถ้าดูผลการสำรวจของนิด้าโพล ที่ได้สอบถามความเห็นของคนภาคใต้ว่า เมื่อโครงการแลนด์บริดจ์มาแล้ว คนภาคใต้คิดอย่างไร พอจะวิเคราะห์ความคิดเห็นของคนภาคใต้ ผ่านผลการสำรวจของนิด้าโพล คือเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ เมื่อถามว่าได้รับรู้ หรือเข้าใจโครงการแลนด์บริดจ์มากน้อยแค่ไหน พบว่าประชาชนเคยได้ยิน แต่เข้าใจเล็กน้อย 54.43% ถามว่ามีความกังวลใดๆหรือไม่ เกี่ยวกับโครงการนี้ คำตอบคือไม่กังวลใดๆ 33.21% ถามว่าเห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ พบว่าเห็นด้วยมาก 34.21% ค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% รวมความคิดเห็นที่เห็นด้วย 67.22% 

ถ้าถามว่าทำไมคนภาคใต้ จึงเห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ สูงถึง 67.22% ก็น่าจะมาจากเหตุผล 2 ข้อ คือ

1.ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ และไม่มีความรู้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ได้รับข้อมูลทั้งผลดีผลเสียของโครงการอย่างรอบด้าน เหมือนกับคำตอบจากผลโพล ที่บอกว่าเคยได้ยินโครงการนี้ แต่เข้าใจเล็กน้อยถึง 54.43% แสดงว่าไม่มีความรู้เกี่ยวกับโครงการนี้เลย

2.เมื่อมีโครงการแบบเมกะโปรเจกต์ คือโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการที่ใช้เงินลงทุน 1ล้านล้านบาท ประชาชนในภาคใต้เข้าใจว่า เป็นโครงการใหญ่และจะสร้างความเจริญให้กับภาคใต้ โดยคาดหวังว่าภาคใต้จะได้รับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ จึงไม่ได้มองผลได้ผลเสียอะไรมากนัก เมื่อเห็นว่ามีโครงการใหญ่มาก่อสร้างในภาคใต้ ทำให้ภาคใต้เจริญขึ้น ทำให้เศรษฐกิจอาจจะดีขึ้น จึงทำให้คนส่วนใหญ่จึงสนับสนุน 

เพราะฉนั้นเพื่อความเป็นธรรม และเพื่อความถูกต้องของโครงการนี้ จึงสนับสนุนให้รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้กับทุกภาคส่วน เสนอข้อมูลและให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ทั้วทางด้านบวกและด้านลบ ผลดีและผลเสียของโครงการแลนด์บริดจ์ เมื่อประชาชนในภาคใต้ได้รับทราบข้อมูลอย่างถ่องแท้ รอบด้านแล้ว ก็ให้รัฐบาลได้ทำประชามติ สอบถามประชาชนใน2-3ส่วน คือ 1.สอบถามประชาชนในพื้นที่ที่โครงการตั้งอยู่ คือในจังหวัดระนองและจังหวัดชุมพร 2.สอบถามประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีส่วนได้เสียโดยภาพรวมและ 3.ถ้าหากจะให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศร่วมตัดสินใจด้วย ก็สอบถามประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยแบ่งพื้นที่ชั่งน้ำหนักผลการสำรวจออกเป็น3ระดับ ถ้าทำได้เช่นนี้ ถือว่าเป็นการตัดสินใจอนาคตของประเทศ ของคนไทยทุกคน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เห็นด้วยที่รัฐบาลจะพิจารณายกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน พร้อมกับปรับกลยุทธ์ในการให้ฟรีวีซ่าในรูปแบบอื่นๆ เพราะการให้ฟรีวีซ่าเหมารวมกับทุกประเทศมีข้อเสียคือเปิดช่องให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศ”

ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล

อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ.

หนูประกาศลั่นพูดแล้วทำ ลุยกู้4แสนล. เข้าครม.5พฤษภาคมนี้

หนูประกาศลั่นพูดแล้วทำ ลุยกู้4แสนล. เข้าครม.5พฤษภาคมนี้

หนูประกาศลั่นพูดแล้วทำ ลุยกู้4แสนล. เข้าครม.5พฤษภาคมนี้

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูประกาศลั่นพูดแล้วทำ ลุยกู้4แสนล. เข้าครม.5พฤษภาคมนี้ รุมถล่มปชน.ปากพล่อย

“อนุทิน” เผยพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เข้าครม. 5 พฤษภาคมนี้ ลั่น “เราพูดแล้วทำ” ด้านปชน.ร่อนแถลงการณ์ขอโทษ “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน” เหตุ “สส.ภัณฑิล” พาดพิงเอี่ยวยาเสพติด ชงเรื่องเข้ากรรมการสอบวินัย ขณะที่ “ปชป.-ภท.” จี้ ปชน.รับผิดชอบ ทำองค์กร “กำนัน-ผญบ.” เสียหายแบบเหมารวม ต้องมีวุฒิภาวะมากกว่านี้

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ประจำสัปดาห์วันนี้ว่า เป็นการประชุม ส.ส. รวมถึงคณะรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ทุกคนรับทราบ และเข้าใจสนับสนุนในสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยจะเสนอในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นสิ่งที่จะเป็นวาระในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ เมื่อถามถึงพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านนั้น นายอนุทินระบุว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พรุ่งนี้ (5 พ.ค.) จะมีเรื่องนี้ เข้าสู่วาระการประชุมด้วย เพราะ“เราพูดแล้วทำ”

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสวนดุสิตโพล มีการรายงานผลสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองที่ล่าสุด นายอนุทินยังมีคะแนนนำเป็นนักการเมืองโดดเด่นเป็นอับดับหนึ่ง โดยนายกฯไม่ตอบคำถาม แต่ยกมือขึ้นไหว้เหนือศีรษะ ก่อนบอกว่า “สาธุ” แล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกแถลงการณ์ ต่อกรณีนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน อภิปรายพาดพิงเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ซึ่งเนื้อหาบางส่วนที่มีการกล่าวพาดพิงในลักษณะเหมารวมถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น

พรรคประชาชนได้รับทราบถึงข้อห่วงใย ความไม่สบายใจ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม รวมถึงเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ พรรคประชาชนขอยืนยันจุดยืนในการให้ความสำคัญและเคารพการทำหน้าที่ของผู้แทนของประชาชนในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น พรรคประชาชน ยืนยันว่า การใช้คำพูดในลักษณะเหมารวมกำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งประเทศว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย เป็นการกระทำที่ผิดต่อแนวทางและคุณค่าของพรรค แม้เจตนารมณ์ของการอภิปรายจะมีความตั้งใจที่จะชี้ให้รัฐบาลเห็นถึงปัญหา ที่อาจมีผู้มีอำนาจหรือผู้มีตำแหน่งทางการเมืองบางกลุ่มเข้าไปพัวพันกับขบวนการเหล่านี้

แต่การสื่อสารที่ขาดความระมัดระวังและเกินความพอดีจนกลายเป็นการเหมารวม ถือเป็นการบั่นทอนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ซึ่งพรรคไม่เห็นด้วยและไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ แม้ตัวผู้อภิปรายตระหนักถึงความผิดพลาดและได้ออกมาขอโทษแล้ว แต่พรรคประชาชนได้นำกรณีนี้ เพื่อทำการสอบสวนและพิจารณาบทลงโทษและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก โดยพรรคประชาชนได้นำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวินัยและจริยธรรมของพรรค เพื่อดำเนินการสอบสวนและพิจารณาบทลงโทษตามขั้นตอนโดยทันที พรรคประชาชนขอน้อมรับทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา และจะใช้กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญในการกำชับผู้แทนราษฎร ตลอดจนบุคลากรของพรรคทุกคน ให้มีความรอบคอบและมีวุฒิภาวะในการทำหน้าที่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานการทำงานในฐานะสถาบันทางการเมืองที่รับผิดชอบต่อประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายต่อไป

ด้าน นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก “สาธิต ปิตุเตชะ” เรื่อง“ผิดที่สื่อสาร แบบเหมารวม ต้องรับผิดชอบ” เนื้อหาระบุว่า พรรคประชาชนต้องรับผิดชอบ สถาบันกำนันผู้ใหญ่บ้าน ด้วยการขอโทษ หรือจะลงโทษลูกพรรค อย่างใด ตักเตือน หรือ หนักกว่าอย่างไร ตามกระบวนการของพรรคที่อภิปรายถึงปัญหายาเสพติด ที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะรัฐบาลมีหน้าที่แก้ไข แต่กลับไปขอให้ตรวจฉี่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าพวกนี้เป็นพวกค้ายาทั้งนั้น ถึงแม้จะมีสภาพปัญหาเรื่องนี้อยู่บ้างก็ตาม ซึ่งเขาชอบใช้วิธีนี่ เพื่อได้คะแนนเสียงโดยไม่แยกปัญหา ส่วนบุคคล ส่วนกลุ่มออกจากองค์กรสถาบัน คล้ายๆ“ทหารมีไว้ทำไม”ที่เกิดปัญหามาแล้ว และพอถูกตำหนิต่อว่า จึงค่อยๆ มาแจกแจงแยกย่อยอธิบายปัญหา ละเอียดยิบและเพิ่มมุมประเด็นแก้ตัวเข้าไปด้วย นี่คือสไตล์ของ พลพรรคนี้ครับ จะอย่างไร สไตล์ใครก็ว่าไป แต่การทำให้องค์กร กำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นสถาบันพื้นฐาน การปกครองประเทศ เขาเสียหายแบบเหมารวม ของท่าน ส.ส.ที่พูดในสภาผู้แทนราษฎร สถานที่ที่ต้องมีวุฒิภาวะที่เหมาะสม ครับ”

ขณะที่ นายพิชานนท์ อิงประสาร สส.ตราด พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณี นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปรายพาดพิงเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้าน เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า กำนันผู้ใหญ่บ้านถือเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน ป้องกันและปราบปรามเรื่องยาเสพติด ในช่วงที่ตนเป็นกำนันได้ออกปราบปรามยาเสพติดด้วย มีการนำจับการลักลอบขนยาเสพติดในพื้นที่ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สะเทือนใจต่อพี่น้องกำนันผู้ใหญ่บ้าน ทุกคนต้องการกำลังใจในการทำงาน แต่พอเกิดเรื่องแบบนี้ก็กระทบต่อจิตใจ ตนเข้าใจกำนันผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ผู้ช่วยสารวัตร เป็นอย่างดี เพราะตนเคยเป็นกำนัน มี

เมื่อถามว่า จะเรียกร้องให้มีการรับผิดชอบอย่างไร นายพิชานนท์ กล่าวว่า พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคต้นสังกัดของ สส.ที่อภิปราย ควรจะต้องมีมาตรการในการรับผิดชอบเรื่องนี้ รวมถึงตัวสส.ที่เป็นผู้อภิปรายต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย เมื่อถามว่า กรณีที่พรรคประชาชนออกแถลงการณ์เพียงพอหรือไม่ นายพิชานนท์ กล่าวว่า ถ้าตนเป็นกำนันผู้ใหญ่บ้านคิดว่าไม่เพียงพอ วันนี้เรามาเป็นสส. ก่อนที่จะพูดอะไรไม่ว่าจะกระทบองค์กรไหน ทั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ทหาร หรือแม้แต่ตัวสส.เอง ต้องพิจารณาให้ดี เพราะคำพูดเป็นนาย ‘เป็นสส.การแสดงความรับผิดชอบ ท่านน่าจะรู้อยู่แก่ใจ ส่วนตัวถ้าได้พูดอะไรออกไป แล้วผิดพลาดถึงขนาดนี้ทำให้เสียขวัญกำลังใจ ผมก็รู้ตัวเองดีว่าจะรับผิดชอบอย่างไร เราต้องเข้าใจหัวอกคนเป็นกำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งผมเข้าใจดี’

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการยืนยันร่างกฎหมายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเดินหน้าพิจารณาต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด ว่า วิปรัฐบาลได้ประสานกับครม. เรื่องการยืนยันกฎหมาย เชื่อว่า ครม. จะพิจารณาอย่างรอบด้าน และเสนอเข้ามาให้ทันภายในกำหนดระยะเวลาอยู่แล้ว เชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 พ.ค.นี้ ซึ่งเป็นเดดไลน์  

เมื่อถามถึงกรณีพรรคประชาชน (ปชน.) เตรียมตั้งกระทู้สดถามนายกฯวันที่ 7พ.ค.นี้ มีโอกาสที่นายกฯจะไปตอบด้วยตนเองหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า เป็นไปตามข้อบังคับสภาผู้แทนราษฎร และตามปกติ ฝ่ายค้านจะตั้งกระทู้ถามถึงนายกรัฐมนตรีทุกสัปดาห์และวิปรัฐบาลจะได้ประสานงานกับครม.ที่เกี่ยวข้อง เพราะหวังจะเห็นการทำงานร่วมกัน ซึ่งหากฝ่ายค้านสามารถส่งประเด็นที่จะถามและตัวรัฐมนตรีมาที่วิปได้ ก็ขอให้ประสานมาก่อน เพื่อวิปรัฐบาลจะได้ประสานงานต่อ แต่ในวันที่ 7 พ.ค.นี้ ตนยังไม่ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีจะมาตอบกระทู้ได้หรือไม่ แต่ขอให้ฝ่ายค้านได้ส่งประเด็นมาก่อน เพื่อแจ้งนายกรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในระหว่างวันที่ 7-9 พ.ค.นี้