11มิ.ย.ชี้ชะตาเกณฑ์ใหม่ ถกบัตรคนจน รบ.ยันยังไม่ตัดสิทธิใคร

11มิ.ย.ชี้ชะตาเกณฑ์ใหม่ ถกบัตรคนจน รบ.ยันยังไม่ตัดสิทธิใคร

11มิ.ย.ชี้ชะตาเกณฑ์ใหม่ ถกบัตรคนจน รบ.ยันยังไม่ตัดสิทธิใคร

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

11มิ.ย.ชี้ชะตาเกณฑ์ใหม่ ถกบัตรคนจน รบ.ยันยังไม่ตัดสิทธิใคร สั่งผญบ.เช็คชื่อตกหล่น

รัฐบาลชวนใช้สิทธิไทยช่วยไทยฯ ผ่าน 4 แพลตฟอร์มเดลิเวอรี เริ่ม 15 มิถุนายนนี้ ลดค่าอาหาร 60% ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ปลัดคลัง ยัน 11 มิ.ย.นี้ คณะกรรมการบัตรคนจน ถกรื้อเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิฯ ด้านโฆษกพรรคภูมิใจไทย ย้ำ 13.2 ล้านสิทธิ์ยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการฯ ให้ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ลงพื้นที่สำรวจ

เมื่อวันที่9มิถุนายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการไทยช่วยไทย พลัส60/40 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจบริการทั่วประเทศ โดยขยายการใช้สิทธิผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ บน4แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ ShopeeFood, LINE MAN, GrabFoodและ Robinhoodเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิของภาครัฐได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศ

น.ส.ลลิดา กล่าวต่อว่า ประชาชนจะสามารถเริ่มใช้สิทธิไทยช่วยไทย พลัส60/40 ผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี่ ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน–30 กันยายน 2569 ช่วงเวลา 06.00–21.00 น.ของทุกวัน ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” โดยเลือกใช้บริการจากแพลตฟอร์ม ShopeeFood, LINE MAN, GrabFoodและ Robinhoodที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้มากขึ้น ลดภาระค่าครองชีพ และทำให้เม็ดเงินจากมาตรการของรัฐหมุนเวียนสู่ร้านอาหารและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศได้อย่างทั่วถึง

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า การขยายสิทธิประโยชน์สู่บริการเดลิเวอรี่ เป็นการตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ผู้สูงอายุ ผู้ปกครองที่ดูแลบุตรหลาน และผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางออกไปใช้จ่ายนอกบ้าน ให้สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐได้ง่ายขึ้น พร้อมสร้างโอกาสให้ร้านอาหารรายย่อยทั่วประเทศเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์

สำหรับ ShopeeFoodผู้ใช้สิทธิจะได้รับส่วนลดค่าอาหารสูงสุด 60% จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมสิทธิ จัดส่งฟรีโดยไม่มีขั้นต่ำ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งค่าอาหารและค่าจัดส่งในคราวเดียว

ด้าน LINE MAN ได้รวบรวมร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการจำนวนมากทั่วประเทศ พร้อมมอบสิทธิพิเศษเพิ่มเติม โดยผู้ใช้สามารถใส่โค้ด LMPLUS เพื่อรับส่วนลดสะสมรวมสูงสุด 5,000 บาท ตลอดโครงการ และรับสิทธิ ส่งฟรีระยะทางสูงสุด 5 กิโลเมตร ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการสั่งอาหารผ่านระบบเดลิเวอรี่ ขณะที่ GrabFoodจัดแคมเปญสนับสนุนผู้ใช้สิทธิไทยช่วยไทย พลัส ด้วยส่วนลดค่าอาหารผ่านโค้ด GRAB สูงสุด 100 บาทต่อรายการ พร้อมสิทธิ รับเงินคืนสะสมสูงสุด 12,000 บาท ตามเงื่อนไขแพลตฟอร์ม และบริการ ส่งฟรี Grab Saver สูงสุด 5 กิโลเมตร เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความคุ้มค่าให้กับประชาชน

ส่วน Robinhoodมอบสิทธิประโยชน์ทั้งด้านส่วนลดค่าอาหารและค่าจัดส่ง โดยผู้ใช้สามารถรับส่วนลด 50% สูงสุด 100 บาทต่อรายการ จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านการจัดส่งตามเงื่อนไขที่กำหนด ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอาหารคุณภาพในราคาที่ประหยัดมากขึ้น

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ 4 ราย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเชื่อมโยงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วยขยายช่องทางการขายให้ผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อยทั่วประเทศ สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และส่งเสริมการจ้างงานในระดับชุมชน

“รัฐบาลมุ่งหวังให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส60/40 เป็นกลไกสำคัญในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ผ่านการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ร้านค้า ชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว

ขณะเดียวกัน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวยืนยันว่า ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เป็นประธานฯ จะประชุมพิจารณาทบทวนเกณฑ์ใหม่ของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุพการี หากที่ประชุมมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเร่งสรุปเพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป

นายลวรณ กล่าวยืนยันว่าการประชุมของคณะกรรมการฯ เพื่อทบทวนเกณฑ์การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการครั้งนี้ จะไม่กระทบกับกระบวนการคัดกรองแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่เริ่มต้นกระบวนการคัดกรอง โดยขณะนี้เป็นเพียงขั้นตอนให้ผู้ที่ได้รับสิทธิเดิม 13.18ล้านคน เข้ามายืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการ ระหว่างวันที่ 4-21มิถุนายน 2569 ดังนั้นจึงขอให้ผู้ที่ได้รับสิทธิเดิมทั้งหมดเข้ามายืนยันสิทธิให้ครบผ่าน 5 ช่องทาง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังจะประกาศผลผู้ลงทะเบียนภายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่นเป๋าตังและแอปพลิเคชั่นทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนตั้งแต่วันที่ประกาศผล ผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้

ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และแอปพลิเคชั่นทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17- 31 กรกฎาคม 2569 โดยจะต้องแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม2569 เป็นต้นไป

ด้าน น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงความคืบหน้าการทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าขณะนี้สำหรับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ตัวเลขคือ 13.2 ล้านคน ขณะนี้ยังไม่มีใครที่ถูกตัดสิทธิ์ ทุกคนยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้เป็นไปตามข่าวที่ออกไป

ส่วนหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังบางหลักเกณฑ์ต้องพิจารณากันใหม่ โดยในประเด็นเรื่องของหลักเกณฑ์ในมุมมองของ สส.พรรคภูมิใจไทย คิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มีมานานและเป็นปัญหามานาน ซึ่งบางคนมีบัตร บางคนไม่มีบัตร และได้รับเสียงสะท้อนมาหลายปี ซึ่งตอนนี้วนมาครบรอบที่กระทรวงการคลังจะต้องมาพิจารณาในเรื่องของเกณฑ์ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ เพื่อที่จะให้คนจนจริงๆ จึงต้องมีหลักเกณฑ์ออกมาสำหรับรอบนี้

“อย่าพึ่งตกใจเพราะนี่เป็นเพียงหลักเกณฑ์ในเบื้องต้นและยังไม่มีใครโดนตัดสิทธิ์ในขณะนี้”น.ส.แนนบุญย์ธิดา กล่าวและว่า สำหรับการประชุมวันที่ 11 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะพิจารณาหลักเกณฑ์อื่นเพิ่มเติมหรือไม่ ต้องพิจารณากันอีกครั้ง และจะใช้วิธ๊การอย่างไรในการคัดกรอง ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าให้ยืนยันตัวตนผ่านอำเภอ หรือสถานที่ราชการ เรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยออกประกาศว่าจะให้บริการโดยให้ผู้ใหญ่บ้าน ปลัดอำเภอและนายอำเภอลงไปสำรวจสิทธิ์ และยืนยันตัวตนรวมถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนหน้านี้ด้วย ก่อนจะนำไปพิจารณาผ่านกระทรวงการคลัง และในส่วนหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่นายกฯ สั่งทบทวนการยกเลิกเกณฑ์การลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เรื่องนี้จะพิจารณาเพิ่มเติมในวันที่ 11 มิถุนายนนี้

ส่วนการพิจารณาจะพิจารณาในประเด็นเดียวเลยหรือไม่ น.ส.แนนบุญย์ธิดา กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีการลงพื้นที่สำรวจ และไม่ใช่ว่าสำรวจแล้วจะยืนยันเลย แต่ต้องผ่านการทำประชาคมหมู่บ้านก่อน ซึ่งคนที่จะผ่านการคัดกรองจะต้องถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ย้ำว่าเป็นคนจนจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้เป็นส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องรับผิดชอบ

วันเดียวกัน นายกิตติ ลิ้มศิริชัย นายอำเภอวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ นำเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ปฏิบัติงานเชิงรุกตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนเข้าสู่ช่วงเวลาปฏิบัติราชการปกติ โดยลงพื้นที่หมู่6ต.ภูน้ำหยด เขตติดต่อกับ จ.นครสวรรค์ อยู่ห่างไกลจากที่ว่าการ อ.วิเชียรบุรีมากกว่า 30 กิโลเมตรเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนเข้าถึงสิทธิสวัสดิการอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ช่วงเวลาพักกลางวัน นายอำเภอวิเชียรบุรีและคณะ ได้ลงพื้นที่หมู่ 11ต.ท่าโรง เขตเศรษฐกิจใกล้เคียงกับที่ว่าการอำเภอ เพื่อติดตามกระบวนการจัดเก็บและสำรวจฐานข้อมูลความเดือดร้อน พร้อมอำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่อาจตกหล่นจากการได้รับสิทธิประโยชน์ในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ

สำหรับการลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติในการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่เคยได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเรียกว่ากลุ่มตกหล่นซึ่งมีตัวเลขสะสมอยู่ทั่วประเทศทั้งสิ้น 1,044,785 ราย โดยกลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ที่มีรายชื่อปรากฏอยู่ในคลังข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO-LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

ปลดกำไลEM-จ่อบินปร๋อดูไบ ทักษิณเฮติดปีก คาดเยียม‘ยิ่งลักษณ์’

ปลดกำไลEM-จ่อบินปร๋อดูไบ ทักษิณเฮติดปีก คาดเยียม‘ยิ่งลักษณ์’

ปลดกำไลEM-จ่อบินปร๋อดูไบ ทักษิณเฮติดปีก คาดเยียม‘ยิ่งลักษณ์’

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปลดกำไลEM-จ่อบินปร๋อดูไบ ทักษิณเฮติดปีก คาดเยียม‘ยิ่งลักษณ์’ หนูลั่นกลางอาเซียน
ผลักดันแลนด์บริดจ์ พท.ยอมแก้ที่มาสสร.

“ทักษิณ ชินวัตร”ปลดกำไล EM เรียบร้อยแล้ว หลังศาลอาญาธนบุรี ตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ คาดเตรียมบินดูไบไปพบ “ยิ่งลักษณ์”สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ หลังไม่ได้เจอกันนาน 8 เดือน นายกฯ ‘อนุทิน’โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forumที่เวียดนามผนึกกำลังวางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคงเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมประกาศผลักดัน“แลนด์บริดจ์”ต่อนายกฯหารือปธน.เวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ จับมือและเติบโตไปด้วยกัน ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รอบด้านร่วมกัน

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าความเคลื่อนไหวหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ซอยจรัญสนิทวงศ์ 71 บ้านของนายทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังมีรายงานว่าศาลอาญาธนบุรีอยู่ระหว่างพิจารณาตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษซึ่งหนึ่งในนั้นคือรายชื่อของนายทักษิณแต่จากการเฝ้าสังเกตการณ์หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ไม่พบว่ามีรถของเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติขับ เข้าไปในบ้าน แต่ผู้สื่อข่าวที่อยู่ฝั่งประตูด้านหลังของบ้านจันทร์ส่องหล้าบอกว่าช่วงเวลา14.00น.เห็นรถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับเข้าไปในบ้าน

“ทักษิณ”ปลดกำไลEM แล้ว

โดยเมื่อเวลาประมาณ14.30น.นายทักษิณ ได้ดำเนินการถอดกำไลอิเล็กทรอนิกส์(EM)ร่วมกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายหลังจากขั้นตอนทางกฎหมายที่ศาลอาญาธนบุรีได้พิจารณาตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งปรากฏรายชื่อของนายทักษิณ เป็นหนึ่งในผู้ได้รับสิทธิดังกล่าวอย่างเป็นทางการโดยเมื่อกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องเสร็จสิ้นลง ทางสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1จึงได้อนุญาตให้ทำการปลดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบขั้นตอนขั้นสุดท้าย

จ่อบินดูไบพบ“ยิ่งลักษณ์”สิ้นมิ.ย.

อย่างไรก็ตาม หลังจากปลดกำไลEM แล้ว นายทักษิณ มีกำหนดการเดินทางไปหาน้องสาว คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก่อนสิ้นเดือนมิถุนายนนี้และจะใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับน้องสาวสักระยะหนึ่ง หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนาน 8 เดือนซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวอยู่ต่างแดน ทำให้นายทักษิณอยากบินไปหาน้องสาวทันทีที่ได้รับการอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศขณะเดียวกัน นายทักษิณก็มีกำหนดการที่จะเดินทางไปต่างประเทศเช่น ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นบ้านพักที่นายทักษิณ และครอบครัวได้ใช้เวลาพักผ่อนช่วงหนึ่งตอนที่อยู่ต่างประเทศ.

‘อนุทิน’โชว์วิสัยทัศน์เวทีASEAN

สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรีในการเยือนเวียตนามวันที่สอง เมื่อเวลา 08.30น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” ซึ่งมีเวียดนามเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับผู้นำประเทศอาเซียนจากสปป.ลาว กัมพูชาและติมอร์-เลสเต ที่โรงแรมMelia Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

โดยนายกฯได้กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสรุปสาระสำคัญดังนี้นายกฯกล่าวชื่นชมเวียดนามในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ASEAN Future Forum 2026 ซึ่งได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาคในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการค้าโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนว่าระบบภูมิภาคและระบบโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบใหม่ โดยอาเซียนกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำคัญในเวลาเดียวกัน

ผนึกกำลังวางรากฐานสันติภาพ

ในสถานการณ์ที่หลายภูมิภาคของโลกเผชิญความผันผวน อาเซียนมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากที่สุดของโลก และเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุน การเติบโต และนวัตกรรมในอนาคต โดยสิ่งที่จะกำหนดอนาคตดังกล่าวคือการตัดสินใจร่วมกันของประเทศสมาชิกในวันนี้ ทั้งนี้ อาเซียนต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน โดยยึดมั่นหลักการผสานผลประโยชน์ของชาติและผลประโยชน์ของภูมิภาค เพื่อรักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง การสร้างความไว้วางใจ และการเปิดพื้นที่สำหรับความร่วมมือกับทุกฝ่ายท่ามกลางโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น

ประกาศผลักดัน“แลนด์บริดจ์”ต่อ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า“ความยืดหยุ่น”หรือ Resilience จะเป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคั่งในอนาคตของอาเซียน โดยต้องเร่งส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล พร้อมแสดงความยินดีที่อาเซียนมีเป้าหมายลงนามความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ภายในปีนี้ เพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค

นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ของไทยในฐานะเส้นทางทางเลือกเพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเปราะบางจากจุดคอขวดด้านการคมนาคมทางทะเล รวมทั้งพร้อมสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานของภูมิภาค โดยไทยได้เสนอความพร้อมในการจัดหาเชื้อเพลิงอากาศยานแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนจากกำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่

พร้อมร่วมขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่าอาเซียนต้องให้ความสำคัญกับการสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน เพราะความสำเร็จของอาเซียนไม่ได้วัดจากจำนวนการประชุมหรือเอกสารที่รับรองร่วมกัน แต่ต้องวัดจากคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในอนาคตของประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีรวมถึงปัญญาประดิษฐ์(AI)จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาที่กระทบต่อชีวิตประจำวันเช่นการหลอกลวงทางออนไลน์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ควบคู่กับการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ ระบบสาธารณสุข และระบบคุ้มครองทางสังคม

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า อาเซียนมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากอาเซียนยังคงมีจุดแข็งสำคัญที่หลายภูมิภาคกำลังขาดแคลน ได้แก่ เสถียรภาพ การเชื่อมโยง และความไว้วางใจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้แก่ประชาชน พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและหุ้นส่วนทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ย้ำไทยเขมรอยู่ในห้วงตัดสินใจทิศทาง

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาว่าทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในห้วงเวลาสำคัญที่การตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ในอนาคตจึงจำเป็นต้องร่วมกันเผชิญความท้าทายและเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยการบรรลุแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ความมุ่งมั่น ความไว้วางใจ และการเจรจาด้วยความสุจริตใจ แม้จะไม่มีหนทางที่ง่าย แต่เชื่อมั่นว่าทั้งสองฝ่ายสามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้ผ่านการสร้างความเชื่อมั่นและการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์

นายกฯเข้าหารือปธน.เวียดนาม

เวลา11.00 น.ที่ห้อง Stateroom ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม (Tonkin Palace) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือและติดตามผลการหารือระหว่างกัน ภายหลังการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เน้นย้ำสัมพันธ์ใกล้ชิดผู้นำทั้ง2ปท.

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้ 1.ไทยเน้นย้ำความสำเร็จของการเยือนและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของผู้นำทั้งสองประเทศประธานาธิบดีเวียดนามกล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นระหว่างการเยือนประเทศไทย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งประชาชนไทยและเวียดนาม พร้อมแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ ซึ่งมีความหมายสำคัญต่อการสานต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศนายกฯกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีเวียดนามที่ให้เกียรติเข้าเยี่ยมคารวะและเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน พร้อมกล่าวด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองโดยการเดินทางเยือนครั้งนี้มีรัฐมนตรีร่วมคณะถึง 9 คน รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ เพื่อสะท้อนความตั้งใจของไทยในการยกระดับความร่วมมือกับเวียดนามในทุกมิติ

ขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

2. เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีและเป้าหมายการค้าร่วมกันทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย–เวียดนาม โดยประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศพบปะหารือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นผ่านกลไกความร่วมมือต่าง ๆ โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีร่วมไทย–เวียดนาม (JCR) พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ Three Connects และเป้าหมายการค้าระหว่างกันที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนขยายสู่ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต นายกฯยืนยันว่าไทยพร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ Three Connects โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ามูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะบรรลุ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ภายในปีนี้ และมีโอกาสขยายตัวถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้

เสริมสร้างความร่วมมือความมั่นคง

4. เสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมายประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้มีการพัฒนากลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ทั้งในระดับกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานทางทะเล รวมถึงการพิจารณาจัดทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการแก้ไขปัญหาผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายนายกฯกล่าวว่า การที่ รมว.กลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพร่วมเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ สะท้อนถึงความจริงจังของไทยในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง พร้อมเสนอจัดตั้งกลไกหารือ 2+2 ระหว่าง รมว.ต่างประเทศและรมว.กลาโหมของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ไทยยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้มีการใช้ดินแดนไทยเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านประเทศมิตรและพร้อมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ รวมทั้งสนับสนุนการจัดประชุมคณะทำงานร่วมในประเด็นดังกล่าวโดยเร็ว

ร่วมจับมือและเติบโตไปด้วยกัน

5. ดูแลและส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนไทยในเวียดนามนายกฯได้สะท้อนข้อห่วงกังวลของภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามมายาวนานกว่า 30 ปี โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและคับใช้กฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกรณีที่บางบริษัทอยู่ระหว่างรอการชำระเงินตามสัญญาประธานาธิบดีเวียดนามยืนยันว่า รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทย ซึ่งล้วนเป็นบริษัทชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนาม พร้อมย้ำว่าจะไม่มีการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัง และได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับฟังและเร่งแก้ไขปัญหาของนักลงทุนอย่างใกล้ชิด6. สานต่อสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพไทย–เวียดนามไทยยังพร้อมสนับสนุนนกกระเรียนจำนวน 12 ตัวให้แก่เวียดนามภายในปีนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ ความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วม “จับมือและเติบโตไปด้วยกัน” อย่างเป็นรูปธรรม

พท.ปรับแก้ร่างแก้รธน.ที่มาส.ส.ร.

ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารพรรค แถลงถึงประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยนายประเสริฐกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชุมประเมินสถานการณ์ตรงกันว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรมถอนชื่อจากร่างฉบับของพรรคเพื่อไทย โดยที่ความเห็นของสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยที่นัยยะทางการเมืองที่เกิดขึ้นคือร่างของพรรคเพื่อไทยนี้อาจจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาตั้งแต่วาระแรก

พรรคเพื่อไทยจึงมีข้อสรุปว่าจะนำร่างเดิมมาปรับเนื้อหาในส่วนที่มาของ ส.ส.ร.โดยนำแนวทางการได้มาของสสร.ฉบับปี 2540และความเห็นในชั้นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วมาพิจารณา เพื่อให้ ส.ส.ร.ยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด ยึดในหลักการประชาธิปไตย และมีโอกาสจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีการแก้ไข จะมีการแถลงให้ทุกท่านทราบอีกครั้งหลังการปรับแก้แล้วเสร็จ

‘ชัชชาติ’แจงคดีเครื่องออกกำลังกาย

ความเคลื่อนไหวการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ร้อนระอุ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์ 9 พร้อมด้วย น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่ากทม.ร่วมแถลงชี้แจงถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับผลการสอบสวนวินัยร้ายแรงเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครจำนวน 32 ราย ที่เกี่ยวข้องกับคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายราคาแพงเกินจริงซึ่งระบุว่ามีการเสนอลงโทษวินัยไม่ร้ายแรงด้วยการตัดเงินเดือนเพียงร้อยละ2จนนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างกว้างขวาง

โดยนายชัชชาติระบุว่าไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่มองเป็นข้อดีที่สังคมให้ความสำคัญกับปัญหาคอร์รัปชันในช่วงการเลือกตั้งซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้ กทม. เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

คดียังไม่ยุติ-ตีกลับโทษเบาเกินไป

ยืนยันว่าคดีดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติและยังไม่มีการลงโทษเจ้าหน้าที่ตามที่มีการกระพือข่าวออกไปโดยข้อเสนอการตัดเงินเดือนร้อยละ 2 หรือประมาณ 600บาทต่อคนนั้น เป็นเพียงข้อเสนอจากคณะกรรมการสอบสวนชุดแรกที่ส่งขึ้นมาเท่านั้นเมื่อเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร(ก.ก.) และฝ่ายบริหาร ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าบทลงโทษดังกล่าวเบาเกินไปและรับไม่ได้จึงได้มีมติตีกลับสำนวนเพื่อให้ไปดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมโดยละเอียด

พร้อมส่งป.ป.ช.ตรวจคู่ขนาน

สอดคล้องกับการชี้แจงของ น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่ากทม.ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแล ก.ก.โดยตรงที่ระบุว่าผลวินิจฉัยความผิดวินัยไม่ร้ายแรงดังกล่าวถูกเสนอขึ้นมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่ผ่านมาแต่เนื่องจากคณะกรรมการใหญ่ของก.ก.ยังมีข้อสงสัยในสำนวนอีกหลายประเด็น ประกอบกับพิจารณาแล้วเห็นว่าโทษเบาเกินไปจึงสั่งการให้กลับไปสอบสวนใหม่ และย้ำชัดว่าฝ่ายบริหารไม่ได้ยอมรับผลการสอบสวนในรอบแรกและขอให้ภาคประชาชนรอผลการสอบสวนที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

นอกจากนี้กทม.ยังได้ดำเนินกระบวนการตรวจสอบคู่ขนานไปกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)เนื่องจาก ป.ป.ช.มีอำนาจตามกฎหมายที่กว้างขวางกว่าโดยเฉพาะในมิติการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ขณะที่ทางกทม.สามารถใช้อำนาจดำเนินการได้เฉพาะภายใต้กรอบวินัยและระเบียบข้อบังคับทางราชการเท่านั้น

โวได้รับโอกาสเร่งตามคดีเต็มที่

วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้ส่งผลให้กทม.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและระบบการเสนองบประมาณใหม่ทั้งหมดจากเดิมที่บางโครงการอาจขาดความชัดเจนในรายละเอียด ต่อไปจะต้องมีการระบุข้อมูลที่ละเอียดยิบและรอบคอบมากขึ้นเพื่อป้องกันช่องโหว่ทางทุจริตในลักษณะเดิม

นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า หากได้รับโอกาสและความไว้วางใจให้กลับเข้ามาทำหน้าที่ผู้ว่ากทม.อีกครั้ง จะเดินหน้าเร่งรัดและติดตามคดีนี้อย่างเต็มกำลังความสามารถ เนื่องจากเป็นประเด็นที่กระทบต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นของภาคประชาชน พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณต่อผู้ที่นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเปิดเผยสู่สาธารณะซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการตรวจสอบ ทบทวนและนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการทำงานของกทม.ให้มีความโปร่งใสสูงสุดนำไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองที่แคร์ทุกคนอย่างแท้จริง

อนุชาย้ำ5นโยบายพลิกโฉม กทม.

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5ประกาศความพร้อมในการเป็น“เจ้าภาพ”แก้ไขทุกปัญหาของคนกรุงเทพฯโดยย้ำชัดว่าในยุคของตนจะไม่มีคำว่า“นอกเหนืออำนาจกทม.”อีกต่อไปพร้อมย้ำถึงนโยบายหลัก 5 ด้านภายใต้แนวคิด “เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ”โดยนโยบายได้ผ่านการศึกษาและเจรจากับภาคส่วนต่างๆจนมั่นใจว่าสามารถปฏิบัติได้จริง ในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการจราจรพร้อมผลักดันนโยบาย“ตั๋วร่วม”ที่ตนเคยมีส่วนร่วมร่างกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนใช้บัตรใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบขนส่งมวลชนโดยไม่มีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน พร้อมมีแนวคิดดึงรถเมล์ขสมก.เข้ามาอยู่ใต้การดูแลของ กทม.และเร่งนำเรือไฟฟ้ามาใช้เป็นฟีดเดอร์(Feeder)อีกทั้งยังเน้นการแก้ปัญหาจราจรและอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดรถไฟ โดยเสนอให้ใช้ระบบ AI เข้ามาควบคุมสัญญาณไฟจราจรแทนการใช้เจ้าหน้าที่กดปุ่มแบบแมนนวล เพื่อป้องกันความผิดพลาดและเน้นความปลอดภัยเป็นหลักรวมถึงประสานกรมการขนส่งทางบกเพื่อบังคับใช้กฎหมายจราจรบริเวณเส้นทึบสีเหลืองอย่างเข้มงวด

สำหรับปัญหาน้ำท่วม นายอนุชา ชี้ว่า กทม.ต้องบริหารจัดการแบบบูรณาการโดยเร่งระบายน้ำลงคูวิภาวดีและอุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อให้เร็วที่สุด พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่าย“อุโมงค์ยักษ์”เพื่อผันน้ำลงสู่อ่าวไทย

ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชัน

สำหรับเรื่องการทุจริตซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต นายอนุชา ยืนยันเสียงแข็งว่า”ส่วยและค่าปากถุงต้องไม่มี”การแต่งตั้งบุคลากรต้องมาจากความรู้ความสามารถ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมแพลตฟอร์มเทคโนโลยี AI ที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ”เข้ามาใช้ตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างและการทำงานของสำนักงานเขต หากพบความผิดปกติหรือความล่าช้า ระบบจะแสดงผลทันที

อ้อนเลือกผู้ว่า-กา.ยกทีมปชป.

นายอนุชายังฝากถึงชาวกรุงเทพฯว่านโยบายทั้ง 5 ด้านจะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันแรก หากตนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ว่าฯ พร้อมกับมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.)จากพรรคประชาธิปัตย์ในจำนวนที่มากพอซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการประสานงานและการล็อบบี้ในสภากทม. ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อชาวกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างราบรื่นและไร้รอยต่อ

“กทม.จากนี้ไปจะไม่มีการพูดว่ามันนอกเหนืออำนาจและปัดทิ้งเราจะประสานต่อและเป็นเจ้าภาพเองจนกว่างานนั้นจะจบสิ้นทุกเรื่องที่เป็นปัญหาจะต้องแก้ไขได้”นายอนุชาย้ำทิ้งท้าย

มัลลิกาบุกเขตดอนเมืองท้าแดดเปรี้ยง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งในพื้นที่เขตดอนเมืองกลับมาคึกคักและทวีความร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากทม.เบอร์14พร้อมทีมงาน เดินหน้าลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนเขตดอนเมืองแบบใกล้ชิดชนิดที่ว่าไม่กลัวแดดไม่กลัวร้อนแม้สภาพอากาศจะร้อนระอุทะลุองศาเดือด ดร.มัลลิกา เบอร์ 14 ก็ไม่ได้ถอย จัดเต็มขึ้นรถแห่กระจายเสียงเคลื่อนขบวนเข้าสู่พื้นที่ย่านดอนเมืองโดยจุดแรกพุ่งเป้าไปที่ตลาดฝั่งโขง แหล่งชุมชนและศูนย์รวมเศรษฐกิจสำคัญของชาวดอนเมือง ทันทีที่ไปถึง ดร.มัลลิกา ได้ลงจากรถแห่เข้าไปกราบไหว้ทักทาย พร้อมอ้อนขอคะแนนเสียงจากพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีการเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจกันอย่างเนืองแน่น

ลุยต่อเส้น”สรงประภา – สรณคมณ์”

จากนั้นขบวนรถแห่ของดร.มัลลิกาเบอร์ 14 ได้เคลื่อนผ่านเข้าสู่ ถนนสรงประภา และเลี้ยวเข้าสู่ ซอยสรณคมณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนหนาแน่นและมีร้านค้าตั้งอยู่เรียงราย โดยตลอดเส้นทางดร.มัลลิกาได้ชูนโยบายเด่นที่เน้นการแก้ปัญหาปากท้อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวดอนเมือง พร้อมทั้งส่งรอยยิ้มและโบกมือทักทายประชาชนที่ชะโงกหน้าออกมาจากบ้านเรือนและร้านค้าตลอดสองข้างทาง

ดร.มัลลิกากล่าวระหว่างการลงพื้นที่ว่า”อากาศจะร้อนแค่ไหนก็ไม่เป็นอุปสรรคค่ะเพราะความตั้งใจที่จะเข้ามาพัฒนาและรับฟังปัญหาของพี่น้องชาวดอนเมืองนั้นร้อนแรงยิ่งกว่า วันนี้เห็นรอยยิ้มและการต้อนรับของพ่อค้าแม่ค้าและพี่น้องในซอยสรณคมณ์และถนนสรงประภาแล้ว ทำให้มีพลังใจพร้อมทำงานอย่างเต็มที่แน่นอน ขอฝากเบอร์ 14 ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ”

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความพร้อมและคะแนนนิยมที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในเขตดอนเมือง ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งเขตสมรภูมิเลือกตั้งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

กองทัพ ขอประชาชนอย่าตระหนก ยันยังไม่กระทบความมั่นคง ปมกัมพูชาเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์

กองทัพ ขอประชาชนอย่าตระหนก ยันยังไม่กระทบความมั่นคง ปมกัมพูชาเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์

กองทัพ ขอประชาชนอย่าตระหนก ยันยังไม่กระทบความมั่นคง ปมกัมพูชาเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.20 น.

กองทัพติดตามเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ประเทศเพื่อนบ้าน ย้ำยังไม่กระทบความมั่นคง–ขอประชาชนอย่าตื่นตระหน

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 รายงานข่าวจากกองทัพ ถึงการติดตามสถานการณ์การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ของประเทศเพื่อนบ้านจากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพการเคลื่อนย้ายรถถังของประเทศกัมพูชาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จนทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความสนใจและความกังวลต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนนั้น กองทัพขอเรียนว่า ทางกองทัพได้ติดตามและเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องผ่านระบบข่าวกรองและการประเมินสถานการณ์ในทุกมิติ

การปรากฏของยุทโธปกรณ์หรือการเคลื่อนย้ายกำลังทางทหารของประเทศต่าง ๆ ถือเป็นข้อมูลที่หน่วยงานด้านความมั่นคงติดตามอยู่เป็นประจำ โดยกองทัพมีข้อมูลและการประเมินสถานการณ์เชิงลึกที่ครอบคลุมมากกว่าข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสาธารณะ ทั้งนี้ รายละเอียดบางส่วนไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการรักษาความได้เปรียบด้านการปฏิบัติการและความมั่นคงของประเทศ

“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กองทัพได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ แผนเผชิญเหตุ และมาตรการรักษาความมั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบไว้อย่างเหมาะสม พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ปัจจุบันยังไม่ปรากฏสิ่งบ่งชี้ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนแต่อย่างใด จึงขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข้อมูลทางราชการที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงการส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนและความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ผู้ช่วยทูตทหารจีน’ ดอดเข้า ‘กลาโหม’ ยอมรับ ส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา 39 คัน จาก 93 คัน

‘อธิบดีกรมการข้าว’พร้อมหนุน’พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำครบวงจร’

'อธิบดีกรมการข้าว'พร้อมหนุน'พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำครบวงจร'

‘อธิบดีกรมการข้าว’พร้อมหนุน’พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำครบวงจร’

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.33 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”พร้อมหนุน”พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำครบวงจร” ขานรับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ยกระดับข้าวไทย สู่ผู้นำเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ตามนโยบายของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมเกษตรสมัยใหม่ การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และการพัฒนาระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กรมการข้าวจึงเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการผลักดันการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารกรมการข้าว ให้การต้อนรับผู้บริหารบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จํากัด นำโดย นายรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย Sustainability Development ร่วมหารือแนวทางขับเคลื่อนโครงการ “พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำ” เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานและกำหนดกรอบความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการผลิตข้าวที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

ในการประชุมครั้งนี้ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จํากัด ได้นำเสนอรายละเอียดโครงการ “พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาคาร์บอนต่ำ” ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือกับกรมการข้าว สนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐด้านการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนขยายผลจากแปลงต้นแบบสู่พื้นที่เกษตรกรรมในวงกว้าง

สำหรับเป้าหมายของโครงการ มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนาจากการหว่านสู่การทำนาคาร์บอนต่ำในพื้นที่จำนวน 5,000 ไร่ พร้อมตั้งเป้าช่วยเพิ่มกำไรให้เกษตรกรได้มากขึ้นถึง 2 เท่า ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรมาใช้ในการบริหารจัดการแปลงนาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมการข้าวและบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จํากัด เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร

อว. ร่วมกับ มธ. และ อสมท ต่อยอดหลักสูตร ‘Commu Max ระยะที่ 3’ ปั้น ‘นวัตกรการสื่อสาร’ ยกระดับการสื่อสารนโยบายรัฐสู่ประชาชน

อว. ร่วมกับ มธ. และ อสมท ต่อยอดหลักสูตร 'Commu Max ระยะที่ 3' ปั้น 'นวัตกรการสื่อสาร' ยกระดับการสื่อสารนโยบายรัฐสู่ประชาชน

อว. ร่วมกับ มธ. และ อสมท ต่อยอดหลักสูตร ‘Commu Max ระยะที่ 3’ ปั้น ‘นวัตกรการสื่อสาร’ ยกระดับการสื่อสารนโยบายรัฐสู่ประชาชน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.36 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ, ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าโครงการ และ ดร.ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวเปิดตัว “โครงการพัฒนาหลักสูตรนวัตกรรมการสื่อสาร Commu Max ร่วมกับพันธมิตร ภายใต้โครงการต่อยอดแซนด์บ็อกซ์นวัตกรรมการสื่อสารสำหรับนโยบายภาครัฐ(ระยะที่ 3)” เพื่อมุ่งสร้าง “นวัตกรการสื่อสาร” สื่อสารนโยบายรัฐสู่ประชาชนให้มีประสิทธิภาพ โดยมีวิทยากรในโครงการร่วมงานแถลงข่าว

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ จัดโครงการประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ  จัดโครงการประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ จัดโครงการประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ จัดกิจกรรม “โครงการประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569” เพื่อคัดเลือกเยาวสตรีที่ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย เข้ารับรางวัลพระราชทาน “รางวัลเยาวสตรีไทยดีเด่น” เนื่องในวันสตรีไทย 1 สิงหาคม โดยมี

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ และ ดร.ศิรินภา สว่างล้ำ วิทยฐานกรณ์ นายกสภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าวการจัดโครงการ เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569  ณ ห้องประชุมบ้านพระกรุณานิวาสน์ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ และ ดร.ศิรินภา สว่างล้ำ วิทยฐานกรณ์ นายกสภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ ร่วมลงนามความร่วมมือการส่งเสริมและพัฒนาเยาวสตรีไทยดีเด่น

โอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก เยาวเรศ ชินวัตร ที่ปรึกษาสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นายกก่อตั้งสภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ และที่ปรึกษาประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ พลอย ธนิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ภาณุวัฒน์ ทองอ่อน ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมภูมิคุ้มกันและความร่วมมือทางวัฒนธรรม ผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการบริหาร สมาชิกสภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ ร่วมโดยพร้อมเพรียง

ภายในงานได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และสภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาเยาวสตรีไทยดีเด่น เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และเสริมสร้างภาวะผู้นำให้แก่เยาวชนไทย อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

พลอย ธนิกุล ที่ปรึกษา รมว.ศธ., ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี, เยาวเรศ ชินวัตร ที่ปรึกษาสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ, ดร.ศิรินภา สว่างล้ำ วิทยฐานกรณ์ และ ภาณุวัฒน์ ทองอ่อน ผู้แทนปลัด วธ. ร่วมแถลงข่าว

“โครงการประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569” สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ และสภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวัฒนธรรม ในการคัดเลือกเยาวสตรีจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ รวมจำนวน 200 คน แบ่งเป็น ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 80 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 80 คน และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือระดับปริญญาตรี จำนวน 40 คน

เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569 โดยสามารถส่งใบสมัครทางไปรษณีย์ลงทะเบียนมายัง สภาสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ เลขที่ 2529/156 หมู่บ้านเอสต้าโฮมไพรเวทพาร์ค แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร 10120 โทร. 086-363-9399

ทั้งนี้ การประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ กระทรวงวัฒนธรรม สำหรับผู้ได้รับรางวัลจะได้รับทุนการศึกษารวมจำนวน 15 รางวัล แบ่งเป็น 3 ระดับการศึกษา ระดับละ 5 รางวัล รวมทุนการศึกษาทั้งสิ้น 138,000 บาท ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 อันดับ 2 อันดับ 3 และอันดับ 4

นอกจากนี้ ยังมอบทุนการศึกษาสนับสนุนแก่ผู้เข้าร่วมโครงการที่ไม่ได้รับรางวัล จำนวน 158 คน คนละ 1,500 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 277,500 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและส่งเสริมให้เยาวสตรีไทยได้พัฒนาศักยภาพ ควบคู่กับการอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป

โครงการประกวดเยาวสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2569 นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการส่งเสริมบทบาทของเยาวสตรีไทย ให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต สมดังเจตนารมณ์ของวันสตรีไทยในการเชิดชูคุณค่าและศักยภาพของสตรีไทยในทุกมิติ

เปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 ‘รูป – รส – กลิ่น – เสียง – สัมผัส’ เตรียมยกระดับพิพิธภัณฑ์สู่การเรียนรู้ยุคดิจิทัล

เปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 'รูป - รส - กลิ่น - เสียง – สัมผัส' เตรียมยกระดับพิพิธภัณฑ์สู่การเรียนรู้ยุคดิจิทัล

เปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 ‘รูป – รส – กลิ่น – เสียง – สัมผัส’ เตรียมยกระดับพิพิธภัณฑ์สู่การเรียนรู้ยุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

“ศรีญาดา” ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว.เปิดนิทรรศการ “5D Mixed Reality Experience” และกิจกรรม “Hidden Paradise” พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM ชื่นชมสนุกครบถ้วนทั้ง 5 ประสาทสัมผัส “รูป – รส – กลิ่น – เสียง – สัมผัส” เตรียมยกระดับพิพิธภัณฑ์สู่การเรียนรู้ยุคดิจิทัล

10 มิถุนายน 2569 ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิด “นิทรรศการ 5D Mixed Reality Experience” และกิจกรรม “Hidden Paradise” อย่างเป็นทางการ โดยมี นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM คณะผู้บริหาร NSM ผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี  โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก สนุกสนานและเป็นกันเอง

ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ได้กล่าวเปิดงานว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต กระทรวง อว.ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาการเรียนรู้ และเสริมสร้างกำลังคนที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ การนำเทคโนโลยีอย่าง 5D และ Mixed Reality มาใช้ในพิพิธภัณฑ์ ถือเป็นการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ไม่เพียงสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจและเข้าถึงง่าย แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่การเรียนรู้ยุคดิจิทัล ที่ช่วยเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างเท่าเทียม พร้อมเสริมทักษะแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน กิจกรรม ‘Hidden Paradise’ ยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

จากนั้นทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ได้เข้าโรงภาพยนตร์ 5D ณ โซนทะเลทราย ซึ่งนำเทคโนโลยีภาพยนตร์เสมือนจริงมาผสมผสานเอฟเฟกต์พิเศษผ่านแว่นตา 3D ชมภาพยนต์เรื่อง “การผจญภัยของฟ็อกซ์” การสำรวจ 7 ชีวนิเวศของโลก ซึ่งให้ความรู้สึกเสมือนได้เดินทางเข้าไปผจญภัยด้วยตัวเอง และเข้าชมโซน “Mixed Reality Journey” เปิดประสบการณ์ใหม่ของการสำรวจพิพิธภัณฑ์ ด้วยเทคโนโลยี Mixed Reality ผ่านแว่น RokidMax Pro ที่จะเปลี่ยนทุกก้าวของคุณให้เต็มไปด้วยภาพเสมือนจริงสุดตื่นตาผ่าน 30 จุดสำคัญภายในพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า

ต่อมา เข้าชมกิจกรรม “Hidden Paradise : ธรรมชาติสร้างสรรค์ สวรรค์บนดิน” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวระบบนิเวศขนาดเล็กและความหลากหลายทางชีวภาพใกล้ตัว ผ่านพื้นที่การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย 5 โซน ได้แก่ Hidden Home-สำรวจบ้านและที่หลบซ่อนของสิ่งมีชีวิตในสวน, Hidden Life-เรียนรู้ชีวิตเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงกันในระบบนิเวศรอบบ้าน, Hidden Sound-ชวนฟังเสียงธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตรอบสวน, Hidden Clues-ชวนสังเกตร่องรอย ลวดลาย และพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต และ Hidden Diary บันทึกธรรมชาติ ชวนสังเกต มอง ฟัง ดม สัมผัส และบันทึกในแบบฉบับของตัวเอง  พร้อมจัดแสดง “แมลงหางดีดพระรามเก้า” (ชื่อวิทยาศาสตร์  ???????????????????????????????????????? ???????????????????????? sp. nov. ) แมลงชนิดใหม่ของโลก ที่ถูกค้นพบครั้งแรกโดยทีมนักวิจัยของ NSM มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นต้น

ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ให้สัมภาษณ์ว่า นิทรรศการ 5D Mixed Reality Experience และกิจกรรม Hidden Paradise ให้ความสนุกครบถ้วนทั้ง 5ประสาทสัมผัสคือ รูป – รส – กลิ่น – เสียง – สัมผัส พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) ทันสมัยและสนุกไม่แพ้ประเทศใดๆ อยากให้นักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชนมาเข้าชมกันมาก ๆ เพราะสนุกและได้ความรู้

นิทรรศการ 5D Mixed Reality Experience และกิจกรรม Hidden Paradise เปิดให้เข้าชมแล้วที่พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ณ อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เปิดให้บริการ วันอังคาร – วันศุกร์  ตั้งแต่เวลา 09.30 – 15.00 น. วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.30 – 17.00 น  (ปิดทำการทุกวันจันทร์) สอบถามรายละเอียด โทร.02 –  577  – 9999 ต่อ 2122-2123 หรือ Facebook : NSMThailand

เปิดประตูสู่อนาคต! ทรู ผนึก QTRic และ qBraid จัดงาน “SEA Quantum Leader Summit 2026” เวทีรวมสุดยอดผู้นำด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับนานาชาติ ดันไทยขึ้นแท่นฮับอาเซียน

เปิดประตูสู่อนาคต! ทรู ผนึก QTRic และ qBraid จัดงาน “SEA Quantum Leader Summit 2026”  เวทีรวมสุดยอดผู้นำด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับนานาชาติ ดันไทยขึ้นแท่นฮับอาเซียน

เปิดประตูสู่อนาคต! ทรู ผนึก QTRic และ qBraid จัดงาน “SEA Quantum Leader Summit 2026” เวทีรวมสุดยอดผู้นำด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับนานาชาติ ดันไทยขึ้นแท่นฮับอาเซียน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เมื่อทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึกกำลังร่วมกับ เครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมแห่งประเทศไทย (Quantum Technology Research Initiative Consortium Thailand : QTRic) และ qBraid ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการประมวลผลควอนตัมชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพค.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมจากนานาประเทศ ร่วมจัดงาน “SEA Quantum Leader Summit 2026” การประชุมรวมสุดยอดผู้นำด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ของภูมิภาค จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2569  ซึ่งได้รับเกียรติจาก  ดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ และประธานคณะผู้บริหารด้านยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วยผู้บริหารจากทรู คอร์ปอเรชั่น  นำโดย ศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล และ เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม และคณะผู้จัดงาน ให้การต้อนรับ ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

งาน SEA Quantum Leader Summit 2026  ถือเป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่รวมตัวผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำนวัตกรรมจากทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศควอนตัมของประเทศไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล  นอกจากการสัมมนาเชิงยุทธศาสตร์แล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังได้เดินทางไปยังเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา เพื่อเข้าสู่กระบวนการ Hackathon ศึกษาปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมเก็บข้อมูลนำมาออกแบบนวัตกรรมควอนตัมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ภายในงาน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ได้มีการบรรยายพิเศษจากตัวแทนองค์กรชั้นนำระดับโลกและหน่วยงานสำคัญของไทย ที่มาร่วมเจาะลึกทิศทาง มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีควอนตัม รวมถึงเทรนด์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

พลิกโฉมอนาคตไทยสู่ยุคควอนตัม: ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ปักธงเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งอาเซียน

ดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 

ดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า งาน SEA Quantum Leaders Summit 2026 เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของทุกภาคส่วนในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของภูมิภาค โดยเฉพาะการลงนามความร่วมมือระหว่าง qBraid และ QTRic ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศด้าน AI และเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเร่งพัฒนานวัตกรรมและต่อยอดงานวิจัยสู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาคน สร้างนักวิจัยและผู้นำเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตของประเทศไทย โดยเทคโนโลยีควอนตัมจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบบสาธารณสุข และพลังงานแห่งอนาคต พร้อมกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การใช้ประโยชน์จากซอฟต์พาวเวอร์ของไทย และการพัฒนาพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลกและเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

สกสว. ทุ่มงบวิจัย ปั้น “ควอนตัม” เป็นวาระแห่งชาติ ยกระดับขีดความสามารถเทคโนโลยีไทย

ศ.ดร.คมกฤต  เล็กสกุล

ศ.ดร.คมกฤต  เล็กสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม (สกสว.)  ได้เล่าถึงบทบาทที่สำคัญของ สกสว.ว่า   สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม  ได้เดินหน้าบริหารงบวิจัย 7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมและงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เตรียมพร้อมพลิกโฉมอนาคตด้วยเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งมีศักยภาพในการยกระดับการประมวลผลข้อมูลมหาศาลและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ช่วยแก้ปัญหาด้านโลจิสติกส์ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง สกสว. ได้จัดสรรงบประมาณร้อยละ 40 เป็นทุนพื้นฐานสำหรับมหาวิทยาลัยและหน่วยวิจัย ขณะที่ร้อยละ 60 เป็นทุนเชิงกลยุทธ์ ดำเนินการผ่านหน่วยบริหารจัดการทุน เพื่อผลักดันงานวิจัยที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ  ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ระยะที่ 2 นี้ การพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมได้ถูกยกระดับให้เป็นวาระสำคัญแห่งชาติ พร้อมวางรากฐานระบบนิเวศควอนตัม การพัฒนาบุคลากร และการจัดตั้งศูนย์ควอนตัมแห่งชาติ โดยมุ่งต่อยอดสู่ 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร พลังงานและวัสดุขั้นสูง และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

ก้าวข้ามยุคดิจิทัล สู่ยุคควอนตัม: โอกาสครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

รศ.ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา

รศ.ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา ประธานเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมแห่งประเทศไทย (Quantum Technology Research Initiative Consortium Thailand : QTRic)  ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีควอนตัมอย่างเป็นรูปธรรม หลังวางรากฐานและสร้างระบบนิเวศควอนตัมต่อเนื่องกว่า 6 ปี ภายใต้การสนับสนุนของ บพค. และ สกสว. พร้อมเครือข่ายนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญกว่า 200 คนทั่วประเทศ  จากจุดเริ่มต้นในห้องปฏิบัติการสู่การปลดล็อกศักยภาพคอมพิวเตอร์ควอนตัม เทคโนโลยีที่จะพลิกโลก ซึ่งเปรียบได้กับการเปลี่ยนผ่านจากยุคอนาล็อกสู่ดิจิทัล ด้วยศักยภาพการประมวลผลที่ทรงพลังใช้พลังงานน้อยลง พร้อมผนึกกำลังกับเทคโนโลยี AI สามารถยกระดับอุตสาหกรรมสำคัญตั้งแต่โลจิสติกส์ พลังงานสะอาด จนถึงสาธารณสุข โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโลกได้ถึง 1-2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 4-10 ปีข้างหน้า หรือ 2-4 เท่าของ GDP ประเทศไทย  โจทย์สำคัญของไทยคือการร่วมกำหนดอนาคตเศรษฐกิจควอนตัม ผ่านการพัฒนาบุคลากร การผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริง และเชื่อมโยงความร่วมมือระดับอาเซียนและนานาชาติ  พร้อมใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์  ดึงดูดกลุ่มทาเลนต์ นักลงทุน และผู้ประกอบการเทคโนโลยีจากทั่วโลก  โดยมีเป้าหมายคือการสร้าง “ASEAN hub of quantum use cases” ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมและโซลูชันตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน  พร้อมยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญา และผู้นำเทคโนโลยีควอนตัมแห่งภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

เครือซีพีและทรู เปิดเกม Quantum AI วางรากฐานไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมระดับภูมิภาค

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น 

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เครือซีพีและทรู เดินหน้ายกระดับประเทศไทยสู่ยุคใหม่ของนวัตกรรม ด้วยการผนึกศักยภาพศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ทำงานเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว พร้อมวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมอัจฉริยะของไทย ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ BioTech, Data Center และ Digital AI & Robotics พร้อมต่อยอดสู่ Quantum AI ซึ่งถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของโลกเทคโนโลยีในยุคหลัง AI เพื่อแก้โจทย์ความท้าทายระดับประเทศและระดับโลกตั้งแต่การค้นคว้าวิจัยยาและวัคซีน การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการพลังงาน ไปจนถึงการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์  ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง QTRic และ qBraid โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวจากการเป็นผู้ใช้สู่ผู้สร้างนวัตกรรมระดับภูมิภาค ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยการลดความซับซ้อนและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อสร้างคุณค่าสูงสุดให้ทั้งองค์กรและผู้บริโภค 2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะแบบอัตโนมัติครบวงจร  ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มโทรคมนาคมเท่านั้น แต่พร้อมขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วยในอนาคต  3. การประยุกต์ใช้ Digital Twin เพื่อสร้างแบบจำลองเสมือนขององค์กร เมืองอัจฉริยะ และระบบต่าง ๆ ช่วยให้สามารถทดสอบสถานการณ์ คาดการณ์ผลลัพธ์ และวางแผนได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น 4. Quantum Safe เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ทุกระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันมีความปลอดภัยและป้องกันข้อมูลได้จริง โดยมีเป้าหมายหลักคือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในยุค Post-Quantum ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังมีแผนริเริ่ม “Thailand Quantum Club” เปิดพื้นที่การเรียนรู้และสร้างการมีส่วนร่วมให้กับผู้ที่สนใจเทคโนโลยีควอนตัม  ได้พัฒนานวัตกรรมในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น โดยมุ่งทำให้เทคโนโลยีควอนตัมเป็นเรื่องใกล้ตัว พร้อมวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาบุคลากรและการต่อยอดองค์ความรู้ของคนไทยสู่เวทีโลก ตลอดจนผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมของภูมิภาคในอนาคต

ปฏิวัติโลกเทคโนโลยี: ผสานพลัง AI และคอมพิวเตอร์ควอนตัม ขับเคลื่อนสู่โครงสร้างพื้นฐานใหม่แห่งยุคดิจิทัล

Mr.Ricky Young ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ qBraid 

Mr.Ricky Young ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ qBraid ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการประมวลผลควอนตัมชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา  กล่าวถึงการทำงานของควอนตัมไว้ว่า  การผสานพลังระหว่าง AI และคอมพิวเตอร์ควอนตัม กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของโลกเทคโนโลยี ผ่านระบบ Agentic Framework ที่ขับเคลื่อนด้วย AI Agents ซึ่งเปลี่ยนการเขียนโค้ดควอนตัมอันซับซ้อนให้เป็นการสั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติ พร้อมบริหารจัดการการทำงานร่วมกันระหว่างทรัพยากรประมวลผลขั้นสูงได้อัตโนมัติ  ด้วยกระแสการลงทุนด้านควอนตัมทั่วโลกที่มีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนชั้นนำ ขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง qBraid ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัย นักพัฒนาและผู้กำหนดนโยบายเข้าถึงฮาร์ดแวร์ควอนตัมและเครื่องมือ AI ได้ง่ายขึ้น ช่วยปลดล็อกและนำไปสู่การประยุกต์ใช้จริงในงานวิจัยขั้นสูง ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเงิน โลจิสติกส์ ตลาดทุน  โดรนอัจฉริยะ และการบริหารจัดการทรัพยากรที่ซับซ้อน สะท้อนให้เห็นว่า AI และควอนตัม ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของนวัตกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ พร้อมเปิดโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเร่งพัฒนาบุคลากร สร้าง Use Case เชิงอุตสาหกรรม และผลักดันให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ควอนตัมระดับชาติปี 2027 เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

อว.ชูกลไกงบประมาณกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา หนุน ‘มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่จับต้องได้

อว.ชูกลไกงบประมาณกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา หนุน 'มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2' สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่จับต้องได้

อว.ชูกลไกงบประมาณกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา หนุน ‘มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2’ สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่จับต้องได้

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.04 น.

กระทรวง อว.จับมือ 19 สถาบันกลุ่ม 2 เดินหน้าผลิตบัณฑิตกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการเร่งด่วนของตลาดแรงงาน ตั้งเป้าสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง 25,000 คน – สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่10,000 คนใน 150 พื้นที่ ชูกลไกงบประมาณกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา หนุน “มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2” สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่จับต้องได้

9 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อม ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว.เข้าร่วมงานสัมมนานโยบายและกลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยมีอธิการบดีและคณะผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม (กลุ่ม 2) ทั้ง 19 สถาบันทั่วประเทศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ โรงแรมแคนทารี่ ฮิลส์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ศ.ดร.ศุภชัย ได้ปาฐกถาพิเศษมอบแนวทางและกลไกการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ให้เกิดผลลัพธ์เชิงนวัตกรรม โดยหยิบยกกรณีศึกษาข้อมูลสถิตินักศึกษาและผลการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อ (TCAS) รอบที่ 3 ตั้งแต่ปี 2567-2569 สะท้อนความท้าทายสำคัญในการบริหารจัดการหลักสูตรท่ามกลางภาวะประชากรวัยเรียนที่มีแนวโน้มลดลง พร้อมตั้งโจทย์สำคัญว่า “จะทำอย่างไรให้นักศึกษาที่มีจำนวนน้อยลง ได้เข้าเรียนในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง” โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการเร่งด่วนของตลาดแรงงานในปัจจุบัน อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติ ,เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, เทคโนโลยีอาหาร, พลังงานสะอาด, วิศวกรรมขั้นสูง,อุตสาหกรรมอัญมณีและอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการพัฒนาอาจารย์ให้เท่าทันองค์ความรู้ใหม่เพื่อยกระดับการจัดการเรียนการสอน โดยขอให้มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 มุ่งทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ (Startup) และผลักดันโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้เกิดขึ้นจริง

“กระทรวง อว.มุ่งส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษากลุ่มที่ 2 นำกรอบการจำแนกสถานะ “Portfolio หลักสูตร” ไปใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ โดยกำหนด 3 มาตรการหลัก คือ 1) การรักษาและต่อยอดหลักสูตรธงนำในกลุ่มหลักสูตรที่มีการแข่งขันและคะแนนทดสอบสูงเพื่อรักษามาตรฐานและขยายผลเชิงรุก2) การยกระดับและทบทวนคุณค่าหลัก ในกลุ่มหลักสูตรที่มีศักยภาพแฝง โดยเร่งพัฒนาการสื่อสารอัตลักษณ์และจุดแข็งเพื่อเปลี่ยนผู้สมัครให้เป็นผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ และ 3) การปรับปรุงเชิงยุทธศาสตร์อย่างเร่งด่วน ในกลุ่มหลักสูตรที่มีความต้องการต่ำ โดยพลิกโฉมสู่การเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติงานจริงบูรณาการวิชาเดิมเข้ากับแนวโน้มเทคโนโลยีสมัยใหม่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อาทิ Fashion-Tech, Creative Manufacturing หรือ Sustainable Materials เพื่อเปลี่ยนภาพจำของหลักสูตรและสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว

ขณะที่ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา เพื่อการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2” ว่า กรอบการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2571 กองทุนฯ ได้กำหนดตัวชี้วัดหลัก (Super KPI) ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่ระดับโลก และพัฒนากำลังคนสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยตั้งเป้าสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง 25,000 คน รวมถึงการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ 10,000 คน ใน 150 พื้นที่ เพื่อกระจายรายได้และสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

รองปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า รูปแบบการจัดสรรงบประมาณโฉมใหม่ของกองทุนฯ ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ แบ่งเป็น 2รูปแบบหลัก คือ 1) งบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเด็นยุทธศาสตร์เร่งด่วนของประเทศที่เน้นการผลิตกำลังคนเฉพาะทางตามโจทย์ของรัฐบาล และ 2) งบประมาณเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาที่จัดสรรตามความเชี่ยวชาญของสถาบันแบบต่อเนื่องหลายปี ซึ่งกลไกเหล่านี้จะเข้าไปหนุนเสริมกิจกรรมหลักของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ในการพัฒนาความเป็นเลิศผ่านแพลตฟอร์มสำคัญอย่าง BAP, BAP+ และ BAP-X (Business Acceleration Platform) เพื่อยกระดับสมรรถนะบุคลากรและระบบบริหารจัดการนวัตกรรม ควบคู่ไปกับโครงการ CIOX (Chief Innovation Officer Exchange) ในการพัฒนาทักษะผู้บริหารเพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมตลอดจนโครงการ SEED (Student Entrepreneurs for Enterprise Development) ที่มุ่งบ่มเพาะนักศึกษาไปสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมวิสาหกิจในระดับสากล รวมถึงการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมและการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาผ่านโครงการ AITP (Association of Intellectual Property and Technology Transfer Professionals) ซึ่งทั้งหมดนี้สอดรับกับอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนควบคู่กับการปฏิบัติจริง

“กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษาพร้อมทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้สถาบันอุดมศึกษากลุ่มที่ 2 และสถาบันอุดมศึกษาทุกกลุ่มทั่วประเทศ สามารถปลดล็อกศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบงบประมาณและตัวชี้วัดรูปแบบใหม่นี้ จะเป็นหลักประกันสำคัญที่ช่วยการันตีว่า ทุกเม็ดเงินที่ลงทุนไปจะส่งผลลัพธ์โดยตรงต่อการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่จับต้องได้จริง” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ทรูบิสิเนส ผนึก Google for Education ขับเคลื่อน AI สู่มหาวิทยาลัย ยกระดับภาคอุดมศึกษาไทย

ทรูบิสิเนส ผนึก Google for Education ขับเคลื่อน AI สู่มหาวิทยาลัย ยกระดับภาคอุดมศึกษาไทย

ทรูบิสิเนส ผนึก Google for Education ขับเคลื่อน AI สู่มหาวิทยาลัย ยกระดับภาคอุดมศึกษาไทย

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.59 น.

ทรูบิสิเนส ผู้นำบริการสื่อสารและดิจิทัลโซลูชันสำหรับองค์กร จับมือ Google for Education เร่งทรานสฟอร์มภาคการศึกษาไทย ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ สู่ “มหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI” (AI-Driven Universities) ด้วยการสร้างระบบนิเวศ AI ครบวงจร (AI Ecosystem) มุ่งเพิ่มทักษะครูผู้สอนในยุค AI เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา เสริมสร้างศักยภาพคนไทย ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับสากล

ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทรูบิสิเนส นำโครงข่ายอัจฉริยะ ยกระดับเทคโนโลยีสื่อสารผ่านหลากหลายบริการ อาทิ Private Wi-Fi เชื่อมโยงการเรียนการสอนทั่วทั้งมหาวิทยาลัย พร้อมรองรับเทคโนโลยี AI และแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูงสุด ขณะเดียวกัน Google Workspace for Education ช่วยให้นักการศึกษาเข้าถึงฟีเจอร์และชุดเครื่องมือ AI สำหรับการศึกษาที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และได้รับการออกแบบมาเพื่อการเรียนการสอนจากทุกที่ บนทุกอุปกรณ์  ซึ่งความร่วมมือนี้จะช่วยเตรียมความพร้อมให้แก่สถาบันการศึกษาในการก้าวไปสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI”

ติดอาวุธครูผู้สอนในยุค AI

Google Workspace for Education ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การเรียนการสอน โดยผู้สอนสามารถใช้ Gemini ในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อการเรียนรู้ สร้างแผนการเรียนรู้ที่ปรับให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน และระดมความคิดเพื่อสร้างสรรค์แผนการสอน อีกทั้งยังช่วยให้นักศึกษาและอาจารย์สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างยืดหยุ่นและปลอดภัยบนทุกอุปกรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น ทรูบิสิเนส ยังส่งเสริมการใช้ระบบอัตโนมัติอย่าง Robotic Process Automation (RPA) ที่ช่วยประหยัดเวลาในงานบริหารจัดการและงานเอกสาร ทำให้ครูผู้สอนสามารถมุ่งเน้นการสอนและมีเวลาทำงานร่วมกับนักศึกษาโดยตรงได้มากขึ้น นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่บุคลากรทางการศึกษาของไทยผ่านการร่วมมือกับ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ 

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านภาคการศึกษาไทยในยุค AI ให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยระบบนิเวศที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของผู้เรียน ผู้สอน และสถาบันการศึกษาไปพร้อมกัน ที่ผ่านมา ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมมือกับ Google ในการขับเคลื่อนโครงการ “AI for All Thais” เพื่อขยายโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาไทยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และทักษะด้าน AI อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ทรูบิสิเนสได้ขยายความร่วมมือกับ Google for Education เพื่อสนับสนุนมหาวิทยาลัยไทยในการก้าวสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI” โดยการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โครงข่ายสื่อสารอัจฉริยะ แพลตฟอร์มการศึกษาระดับโลก และเทคโนโลยี AI เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับระบบและเครื่องมือดิจิทัลสำหรับการบริหารจัดการและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น เรามีเป้าหมายร่วมกันในการวางแนวทางและโรดแมปด้าน AI และดิจิทัลสำหรับภาคอุดมศึกษาไทย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้จริงในการเรียนการสอน การบริหารจัดการ และการพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอน เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรในภาคอุดมศึกษามีความพร้อมรับมือกับบริบทใหม่ทั้งในโลกการศึกษาและตลาดแรงงานในอนาคต ความร่วมมือในครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การนำ AI มาใช้ในห้องเรียนเท่านั้น แต่เน้นการสร้างระบบนิเวศการศึกษายุค AI ที่มีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้เร็ว ซึ่งจะสนับสนุนความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยไทยได้ในทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพการศึกษา ทรัพยากรบุคคล และทักษะความพร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาบุคลากรดิจิทัลที่มีคุณภาพสูง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป”

สกอตต์ หว่อง, หัวหน้าฝ่าย Google for Education 

สกอตต์ หว่อง, หัวหน้าฝ่าย Google for Education ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (ยกเว้นญี่ปุ่น) กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการศึกษาคือรากฐานของโอกาสและความเท่าเทียม และความร่วมมือกับทรูบิสิเนสในครั้งนี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้กับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย การผสานเครือข่ายที่ครอบคลุมของทรูบิสิเนส เข้ากับฟีเจอร์ที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ออกแบบมาเพื่อนักการศึกษาของ Google จะช่วยให้มหาวิทยาลัยไทยสามารถนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างอนาคตที่มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นสำหรับทั้งนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา”

ผสานพลังผู้นำระดับอุดมศึกษาไทย

ทรูบิสิเนส และ Google for Education ได้ร่วมกันจัดงานสัมมนา “The Future of AI in Higher Education” สำหรับผู้บริหารและคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 60 ท่าน จาก 30 มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นต้น ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

โดยภายในงาน ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้บรรยายพิเศษ แบ่งปันมุมมองความก้าวหน้าของ AI  ทั้งยังได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.มาร์ฎา ชยทัตโต ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด, รักษาการในตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จในการบูรณาการ ปรับใช้โซลูชันดิจิทัลและ AI จากทรูบิสิเนส และ Google for Education อย่างเป็นรูปธรรม สามารถเปลี่ยนผ่านจาก Smart University ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ (AI-Driven University)

ผศ.ดร.มาร์ฎา ชยทัตโต ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด, รักษาการในตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 

ทั้งนี้ งานสัมมนา “The Future of AI in Higher Education” เป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังเชิงยุทธศาสตร์ที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภาคอุดมศึกษาไทย เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษามีความพร้อมที่จะก้าวหน้าและเติบโตได้อย่างเข้มแข็งในยุค AI