ส่องสภาสูงวันนี้ 26 สว.เอี่ยวคดีฮั้ว บางส่วนยังร่วมประชุมตามปกติ หลัง กกต.มีมติฟันส่งคำฟ้องถึงศาลฯ

15 กันยายน 2569 เวลา 12:41 น.

15 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมวุฒิสภา ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อเวลา 09.00 น.ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา สั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว.จำนวนทั้งสิ้น 77 ราย ไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในจำนวนนี้แบ่งเป็น สว.ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันจำนวน 26 ราย ยังคงเป็นเป็นไปอย่างปกติ มีสมาชิกมาเข้าร่วมประชุมตามวาระ

ทั้งนี้ ในช่วงการหารือก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สว.กลุ่มสตรี จาก จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็น 1 ใน 26 สว.ที่ถูก กกต.มีมติส่งคำฟ้อง ลุกขึ้นหารือในที่ประชุมเกี่ยวกับการดูแลผู้เสพยาเสพติด และผู้มีอาการทางจิตเวชอันเนื่องมาจากสารเสพติด ทั้งนี้ ภายหลัง น.ส.อัจฉรพรรณ อภิปรายเสร็จ มีเพื่อนสมาชิกเข้ามาพูดคุย ทักท้าย และสวมกอดเพื่อให้กำลังใจ น.ส.อัจฉรพรรณ

ขณะเดียว น.ส.อัจฉรพรรณ ยังเดินไปพูดคุยกับเพื่อนสมาชิกคนอื่นอีกด้วย นอกจากนี้ ยังพบว่า สว.บางคนในรายชื่อ 26 คน มาเข้าร่วมประชุม อาทิ นายนิพนธ์ เอกวานิช , นายสุเทพ สังข์วิเศษ , พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย , นางนงลักษณ์ ก้านเขียว , นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว และนายสมหมาย ศรีจันทร์ เป็นต้น

สีหศักดิ์ เปิดฉาก UNCLOS ซัดเขมรบิดเบือน-ตีบทผู้ถูกกระทำ ลั่นไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย

15 กันยายน 2569 เวลา 12:27 น.

15 กันยายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงเปิดในการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชาภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ณ สิงคโปร์ โดยระบุว่า ท่านประธานที่เคารพ คณะกรรมาธิการประนอม และคณะผู้แทนกัมพูชา ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้แทนประเทศไทย โดยผมมาด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน คือการแสวงหาทางออกในเรื่องการกำหนดเขตทางทะเล ซึ่งจะปกป้องสิทธิของเรา และเพื่อทำให้ไทยและกัมพูชาสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ในฐานะเพื่อนบ้าน

ก่อนอื่น ผมขอกล่าวถึงบริบทโดยรวมของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งผมเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่งสำหรับการประชุมในวันนี้ เราจำเป็นต้องเข้าใจสถานการณ์แวดล้อมและลำดับเหตุการณ์ที่นำเรามาสู่จุดนี้ที่สิงคโปร์ ใจความสำคัญของกระบวนการนี้คือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแนวทางที่ไทยกับกัมพูชาเลือกใช้เพื่อบริหารจัดการประเด็นระหว่างกัน

ไทยเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ความเห็นต่างระหว่างเพื่อนบ้าน ควรได้รับการแก้ไขผ่านการพูดคุยหารือ แนวทางที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด คือ รักษาช่องทางการสื่อสาร ฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน และแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาข้าฝ่าย (ทวิภาคี) แต่กัมพูชากลับใช้แนวทางที่ต่างออกไป กัมพูชามักกล่าวอ้างว่าตนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างภาพว่าไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การกล่าวอ้างนี้ของกัมพูชา มุ่งสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายตนเอง และมีความย้อนแย้ง เราควรคำนึงถึงเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความขัดแย้ง

ตอนที่กัมพูชาจงใจปล่อยบทสนทนาส่วนตัวทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ตอนที่จรวดของกัมพูชาตกใส่และพรากชีวิตพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ ตอนที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ ในช่วงเวลาเหล่านั้น การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน

ผมขอเน้นย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมั่นคงเสมอมา เรายึดมั่นในกติการะหว่างประเทศ และจะปกป้องสิทธิของเราอย่างเข้มแข็ง

สำหรับประเทศไทย กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นพื้นฐานที่เกื้อหนุนกันต่อการรักษาความสัมพันธ์โดยสันติระหว่างประเทศ กฎหมายเป็นกรอบรองรับ ขณะที่การทูตเป็นเครื่องมือที่ประเทศเพื่อนบ้านสามารถใช้สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน และบรรลุทางออกที่เป็นที่ยอมรับและยั่งยืน

เวลานี้ ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศของเราได้อยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย ความขัดแย้งได้บั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจและสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อประชาชนของทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าเราต้องการหาทางออกที่ยั่งยืนในเรื่องนี้อย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกัน ดังนั้น ไทยจึงได้มุ่งผลักดันให้มีการหารือพูดคุย และให้มีแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันที่จำเป็นต่อการจัดการกับประเด็นปัญหาที่จะยากยิ่งขึ้น

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบูเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้นำของเราทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อผมได้พบกับรองนายกฯ ปรัก สุคน ที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคม ผมได้เสนอมาตรการที่ปฏิบัติได้จริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้เราสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจในประเด็นที่เราเห็นต่างกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า กัมพูชาไม่เคยให้โอกาสอย่างแท้จริงกับแนวทางการทูตดังกล่าว และในมุมมองของไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่องของกัมพูชา แทนที่จะเข้าร่วมการพูดคุยทวิภาคีอย่างเต็มที่และจริงใจ กัมพูชายังคงกล่าวร้ายประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่า โดยนำเสนอเรื่องราวที่เป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง และกล่าวหาประเทศไทยโดยไม่มีมูลแทบทุกวัน ซึ่งรวมถึงในเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชาก็จะเล่นบทผู้ถูกกระทำ ด้วยความเชื่อมั่นว่าตนดีเหนือผู้อื่น และเพื่อสร้างภาพว่าตนมีความชอบธรรม

เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การเมืองภายในมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเช่นนี้ของกัมพูชา สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝ่าย ไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น นี่คือแนวทางที่กัมพูชาเลือกใช้มาโดยตลอด และนำมาซึ่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ทั้งยังปลุกกระแสความรู้สึกของสาธารณชน เพิ่มความตึงเครียด และทำให้ท่าทีของแต่ละฝ่ายแข็งกร้าวยิ่งขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้การปรับท่าทีเข้าหากันและการฟื้นฟูความสัมพันธ์สำหรับทั้งสองประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น myh’ouh วิธีที่ประเทศไทยยึดถือมาตลอดคือ การใช้กลไกทางกฎหมายควบคู่ไปกับการทูตที่ชัดเจน เพื่อสร้างความไว้วางใจ การทูตต้องไม่กลายเป็นการแข่งขันความเหนือกว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว

ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ภารกิจเบื้องหน้าจำเป็นต้องใช้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเป็นมาที่นำเรามาสู่จุดนี้ด้วย ผมจึงขอกล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับการตัดสินใจของไทยในการยกเลิก MOU 2544 กัมพูชากล่าวอ้างว่า การตัดสินใจยกเลิก MOU ของไทย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเริ่มกระบวนการประนอมนี้ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง

ข้อเท็จจริงคือ ตลอดระยะเวลา 25 ปี เราสามารถจัดการประชุมอย่างเป็นทางการได้เพียงสองครั้งเท่านั้น ทำให้เห็นชัดว่า MOU ไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มการเจรจาใหม่อีกครั้ง การให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ของกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะเป็นโอกาสเหมาะสมที่เราจะเริ่มการเจรจากันอีกครั้งบนพื้นฐานทางกฎหมายเดียวกันที่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยผมได้เสนอกับกัมพูชาด้วยตนเองให้เราเริ่มการเจรจาระหว่างกันในเรื่องเขตทางทะเล ซึ่งน่าจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นค้างค้างอื่นๆ ผมยังได้เสนอด้วยว่า หากเราไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายในหกเดือน เราก็สามารถเข้าสู่กระบวนการประนอมร่วมกันได้

ดังนั้น การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่า ตนไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว นอกจากการเริ่มกระบวนการนี้ภายหลังไทยยกเลิก MOU จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง กัมพูชามีทางเลือกอื่น แต่เลือกที่จะปิดประตูนั้น ด้วยเหตุผลที่ยากจะเข้าใจ ท่านประธาน เพื่อแสวงหาข้อยุติ เราจำเป็นต้องมีความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตของประเด็นที่คณะกรรมาธิการชุดนี้จะพิจารณา สำหรับไทย ขอบเขตของกระบวนการนี้เกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น

ไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า เขตทางทะเลของไทยเป็นไปตามที่ปรากฏในพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 เราไม่ได้มุ่งหวังสิ่งใดเกินไปกว่าการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมที่ประเทศไทยพึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ผมขอย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด ประเทศไทยปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเมื่อปี 2515 ซึ่งเส้นดังกล่าวปราศจากพื้นฐานทางกฎหมาย

ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ไทยเข้าร่วมกระบวนการประนอมนี้ด้วยความสุจริตใจ โดยตระหนักถึงพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา UNCLOS และด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นกลางและความเชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการ

ไทยพร้อมเข้าร่วมกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังที่จะบรรลุผลลัพธ์อันเที่ยงธรรมผ่านการเจรจา ด้วยการสนับสนุนของคณะกรรมาธิการ กระบวนการประนอมสามารถช่วยให้ทั้งสองฝ่ายหาจุดร่วม ลดช่องว่างความแตกต่างของท่าทีทางกฎหมาย และสามารถเจรจาเพื่อเดินหน้าต่อไปได้ เราเชื่อมั่นว่า ด้วยการแนะนำของคณะกรรมาธิการ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุผลลัพธ์ในการแบ่งเขตทางทะเลอย่างเที่ยงธรรม สามารถใช้ได้จริง และยั่งยืน ไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจา เพราะในท้ายที่สุด ประเทศของเราทั้งส่องยังคงมีหน้าที่ร่วมกันในการแสวงหาหนทางเพื่อเดินหน้าต่อไปอย่างจริงจังและด้วยความสุจริตใจ

ขณะที่เราเริ่มกระบวนการในวันนี้ เราต้องตระหนักว่า พัฒนาการและผลของกระบวนการประนอมนี้จะมีนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในอนาคต กระบวนการนี้ไม่ใช่การทูตแบบที่ต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้โดยสิ้นเชิง ขอย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ ขอย้ำว่า ไทยจะปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของเราอย่างมั่นคง และขอย้ำอีกครั้งว่า ไทยยึดมั่นในสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา

ความมุ่งมั่นนี้เห็นได้ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อไทยได้ร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อนำสันติภาพมาสู่กัมพูชาและช่วยให้กัมพูชาสามารถสร้างชาติเพื่อประชาชนของตนได้อีกครั้ง ไทยมุ่งมั่นที่จะเดินบนเส้นทางแห่งสันติภาพ การเดินหน้าจำเป็นต้องอาศัยเจตนารมณ์ทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย เราได้เคยย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง กัมพูชาควรจะต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางใด และเราหวังว่า กัมพูชาจะกล้ามีเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะเดินไปบนเส้นทางเดียวกับเรา เพราะภายหลังจากกระบวนการนี้จบลง ไทยและกัมพูชาก็จะยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันไปอีกยาวนาน หน้าที่ของเราคือสร้างหลักประกันว่า สิ่งที่เราทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง จะสามารถทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ ไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่ในส่วนของเรา เราหวังว่ากัมพูชาก็จะทำเช่นเดียวกัน

โสภณ ลากเสียงยาว บอก ไม่เคยพูดสักคำ หลัง เท้ง ปูด ประธานสภาฯ ตีกรอบห้ามซักฟอก ฮั้วสว.

15 กันยายน 2569 เวลา 11:41 น.

โสภณ ลากเสียงยาว บอก ไม่เคยพูดสักคำ หลัง เท้ง ปูด ประธานสภาฯ ตีกรอบห้ามซักฟอก ฮั้วสว. ชี้ เป็นสิทธิ์ สส. สามารถพูดได้ ยัน รายงานกกต.-ไฟใต้ จบพุธนี้

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา กล่าวถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เผยว่าประธานสภาพยายามตีกรอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ให้เข้าประเด็นเรื่องฮั้ว สว. ว่า “โอ้ย ผมไปตีที่ไหน ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ เรื่องนี้ยังไม่รู้ว่าเขาจะยื่นอะไร อย่าทำให้มันสับสนผมไม่ได้พูดอะไรสักคำ (ลากเสียงยาว) คำ เรื่องอภิปรายหรือไม่อภิปรายตนยังไม่รู้เลย เพียงแค่ดูตามสื่อว่าจะมีการยื่นอภิปราย ตนยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ “

เมื่อถามว่าหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วมีเรื่องเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. จะสามารถพูดได้ใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องไหนที่เกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจเขาสามารถพูดได้หมดตามสิทธิ์ของ สส. เขามีสิทธิ์พูดตามที่รัฐธรรมนูญมีข้อบังคับไว้

เมื่อถามว่าวันพุธนี้ (16 ก.ย.) จะมีการพิจารณารายงาน กกต. รวมถึงพิจารณาญัตติเรื่องชายแดนใต้ให้เสร็จสิ้นเลยหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เข้าวันพุธเลยไม่เลื่อนแล้วให้มันจบ ๆ ไปเถอะ พูดกันให้มันจบไปไม่งั้นมันจะคาราคาซัง

พิพัฒน์ นั่งหัวโต๊ะถก ครม. แทนนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ด้าน รมต.ลาประชุม 8 คน

15 กันยายน 2569 เวลา 11:38 น.

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะถก ครม. แทน นายกฯอนุทิน ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ด้าน รมต.ลาประชุม 8 คน

15 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 10.00 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 14 – 16 ก.ย.69

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มี ครม.แจ้งลาการประชุม 8 คน 1.นายอนุทิน 2.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง 3.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ 4.พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม 5.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ 6.นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ 7.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม 8.น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

รมว.ยธ.ลุยสอบข้อเท็จจริง พงส.ดีเอสไอ ขู่พยานคดีฮั้ว สว. พร้อมรับฟันนอมินีพัทยาเป็นคดีพิเศษ

15 กันยายน 2569 เวลา 11:36 น.

15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ข่มขู่พยานในคดีฮั้ว สว.ว่า เรื่องนี้มีผู้มาร้องเรียนที่กระทรวงยุติธรรม ทางกระทรวงก็จะมีการตั้งคณะกรรมการและให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย โดยจะตรวจสอบในรายละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนการทำสำนวน หลังพบว่ามีพยานบางปากกลับคำให้การ

เมื่อถามว่า ดีเอสไอจะประสานขอผลวินิจฉัยกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีฮั้ว สว.เพื่อประกอบในสำนวนอั้งยี่และฟอกเงิน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า คงต้องรอคำวินิจฉัยของ กกต.และขั้นตอนของ กกต.ที่มีการยื่นคำร้องไปถึงศาลฎีกา จากนั้นทางดีเอสไอก็จะต้องดำเนินการต่อไป เรื่องนี้คงต้องทำควบคู่ไปกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผู้ร้อง พนักงานสอบสวนของดีเอสไอไม่ให้ความเป็นธรรมและข่มขู่ ซึ่งเชื่อว่าระยะเวลาน่าจะพร้อมกันพอดี

นอกจากนี้ พล.ต.ท.รุทธพล ยังกล่าวถึงกรณีเรื่องการปราบปรามนอมินีต่างชาติ ในพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี จะดำเนินการอย่างไรให้เด็ดขาด ว่า วันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ตน และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ได้ลงพื้นที่พัทยารวบรวมพยานหลักฐานมากพอสมควร และทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะดำเนินการภายในเดือน ก.ย.นี้

เมื่อถามว่า สามารถจะใช้กฎหมายเนรเทศได้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ต้องดูในรายละเอียดพฤติกรรมว่าผิดกฎหมายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้ทางดีเอสไอได้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว

เจเศรษฐ์ ไม่รู้สึกอะไร หลัง กกต.ไม่ส่งฟ้องคดีฮั้ว สว. บอกมั่นใจในพยานหลักฐาน

15 กันยายน 2569 เวลา 11:27 น.

15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติไม่ส่งฟ้องตนเองในคดีฮั้ว สว.ว่า ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกอะไร คิดว่า กกต.พิจารณาไปตามหลักฐาน ซึ่งเมื่อวานกับวันนี้ตนเองไม่ได้รู้สึกต่างกัน ตนมั่นใจในพยานหลักฐาน และมั่นใจว่าช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหา ตนอยู่ต่างประเทศ ก็ไม่เข้าใจในพยานหลักฐานที่เขาพูดกันอยู่แล้ว พยายามอยู่ในจุดยืนที่ไม่ตอบโต้

เมื่อถามถึงกรณีภาคประชาชนมีการเปิดข้อมูลออกมา จะมีการดำเนินคดีทางกฎหมายหรือไม่ นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ เพราะถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ ให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน

ภราดร โต้ ilaw ยัน ไม่ฉลาดพอคิดระบบ ฮั้ว สว. ชี้ เอกราช ถูกกระบวนการการเมืองบีบให้ล้มล้างพรรคภูมิใจไทย

15 กันยายน 2569 เวลา 11:26 น.

ภราดร โต้ ilaw ยันไม่ฉลาดพอคิดระบบ ฮั้ว สว. ชี้ เอกราช ถูกกระบวนการการเมืองบีบให้ล้มล้างพรรคภูมิใจไทย วอน คนเห็นต่าง เคารพกระบวนการ กกต.หลังวินิจฉัยด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจน เผย พรรคหารือทีมกฎหมายเอาผิดคนทำให้เสียหาย

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ ilaw ระบุว่านายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพยานที่ 16/26 ซัดทอดว่านายภราดร เป็นผู้ริเริ่มและคิดค้นกระบวนการฮั้ว สว.ว่า ตนได้เห็นข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ สส.พรรคภูมิใจไทยได้อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 แล้ว และได้พบว่าพยานที่ 16/26 ได้กลับคำให้การ และมีการกล่าวหาว่าตนเป็นผู้คิดค้นระบบ และร่วมมือกับคณะกรรมการบริหารพรรค ขอถือโอกาสบอกแบบตรงไปตรงมาว่าตนคงไม่ฉลาดที่จะคิดค้นระบบให้ได้มาซึ่ง สว.ทั้งหมดขนาดนั้น

อีกทั้งเมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 ประธาน กกต.ได้พูดชัดว่า คำว่าหาของพยานที่ 16/26 มีจริง แต่เมื่อไปตรวจสอบกับพยานแวดล้อมอื่น หลักฐานอื่น หรืออื่น ๆ เช่น โปรแกรม การจ้างบุคคลอื่นให้ไปทำ ซึ่งไม่มี จึงทำให้พยานดังกล่าวที่ให้ปากคำไว้จึงไม่มีความเข้มแข็ง ประกอบกับพยานยังกลับคำให้การ ยิ่งทำให้ประธาน กกต.ไม่เชื่อคำให้การของพยานที่ 16/26 ทั้งนี้ ตนขอยืนยันว่าตน และ กก.บห.ของพรรคภูมิใจไทย ไม่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว.

เมื่อถามว่า ilaw มีการเปิดข้อมูลของนายภราดรอยู่ ทั้งที่ กกต.วินิจฉัยไปแล้วจะทำอย่างไรต่อไป นายภราดร กล่าวว่า ตนเรียกร้องมาตลอดอยู่ในกติกา และยอมรับการตรวจสอบพร้อมเดินหน้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้าหาก กกต.มีมติ ตนก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการ และตนได้ถามกลับหากผลไม่เป็นไปตามอย่างที่ถูกกล่าวหา และคนที่อยากให้พรรคภูมิใจไทยมีอันเป็นไป เมื่อ กกต.ได้วินิจฉัยมาแล้ว และไม่ตรงกับความต้องการของพวกเขา จะเชื่อมั่นในกระบวนการหรือไม่ และวันนี้ กกต.ได้ทำหน้าที่บนข้อมูล และหลักฐาน ไม่ได้ยกฟ้องทั้งหมด และสั่งฟ้อง 77 คน ถือว่า กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำใด ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของ 77 คนที่ต้องไปต่อสู่ในคดีชั้นศาล ตนมองว่าไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้นเมื่อ กกต.วินิจฉัยไปแล้ว ก็ควรเคารพตามกติกา แม้ว่าจะวินิจฉัยตรงใจหรือไม่

“ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการนี้ดิสเครดิต พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อล้มล้างพรรคภูมิใจไทย เพื่อนำไปสู่การยุบพรรค จะเห็นว่าคำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 กล่าวหาหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค กก.บห. และเลขาธิการพรรค เพราะหากมี กก.บห.คนใดคนใดคนหนึ่งมีอันเป็นไป จะนำไปสู่การยุบพรรคซึ่งเป็นปรารถนาสูงสุดของเขา มันคือจุดเริ่มต้นตรงนี้ ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดมาจากพยานที่ 16/26 และมีธงปักเอาไว้ว่าทำอย่างไรที่จะยุบพรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างก็เดินไปตามพยานที่ 16/26 ตั้งธงไว้แต่แรก”

เมื่อถามว่า ในนามพรรคภูมิใจไทยจะมีการแจ้งความ ilaw หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า คงต้องปรึกษาทีมกฎหมาย และทนายของพรรค ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เมื่อถามว่าคิดว่ากรณีนายเอกราช มาให้การซัดทอดถึงพรรคแบบนี้ มีความคับแค้นส่วนตัวหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าพยานมีจุดประสงค์แบบใด ด้วยสถานการณ์การเมืองขณะนั้น มีกระบวนการทางการเมืองบางอย่าง ที่บีบคั้น บังคับ ขู่เข็ญ ทำให้พยานที่ 16/26 ให้การดังกล่าว

ภราดร บอก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ไม่ได้เขียนห้าม ใช้เงินก้อนหลัง 2 แสนล้าน ต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ได้ เผยคลังยังมีเวลาเคาะรายละเอียด

15 กันยายน 2569 เวลา 11:18 น.

15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ จากพระราชกำหนดกู้เงินฯ ที่มีการเสนอรายละเอียดการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ว่า ยังมีเวลาให้กระทรวงการคลังตัดสินใจ ว่าสถานการณ์ในขณะนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และทีมเศรษฐกิจก็คงมีการประเมินสถานการณ์ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร หากเห็นว่าเหมาะสม กระทรวงการคลังก็จะเป็นต้นเรื่อง ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ เมื่อคณะกรรมการเห็นชอบแล้ว ก็จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

ส่วนเงินก้อนที่เหลืออยู่ 4 – 5 หมื่นล้านบาท จะพอหรือไม่ หรือโยกส่วนอื่นมาเพิ่มเติมได้ นายภราดร กล่าวว่า อยู่ที่การตัดสินใจ และโมเดลของกระทรวงการคลัง ที่จะเห็นว่าควรต่ออายุโครงการมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับจำนวนสิทธิ์ จำนวนเงิน และจำนวนระยะเวลา

ส่วนเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ก้อนหลัง สามารถนำมาใช้ในโครงการนี้ได้หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า 2 แสนแรก ยังไม่หมดเลย ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า แต่ถ้าไม่พอสามารถนำมาใช้ได้หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ใน พ.ร.ก.ไม่ได้เขียนห้ามเอาไว้

ดนุชา เร่ง 1 เดือนคลอดเกณฑ์ดาตาเซนเตอร์ รับรัฐไม่มีอำนาจสั่งเบรกโครงการที่สร้างแล้ว

15 กันยายน 2569 เวลา 11:16 น.

“ดนุชา​” ระบุ​ 1 เดือน​ กรอบ​-​หลักเกณฑ์​ดาตา​เซน​เตอร์​ชัด​ ย้ำ​ต้องไม่สร้างผลกระทบพื้นที่โดยรอบ​ รับ รัฐบาลไม่มีอำนาจสั่งชะลอโครงการที่เริ่มก่อสร้าง​แล้ว​ แต่จะเร่งออกระเบียบให้เอกชนปรับแบบได้ทัน​

เมื่อเวลา​ 09.20 น. วันที่ 15 ก.ย. ที่ทำเนียบ​รัฐบาล​ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงความคืบหน้า​การร่างกรอบดาตาเซน​เตอร์​ว่า​ วันนี้ได้นำข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ มาเรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีบางหน่วยงานที่ยังส่งข้อมูลมาไม่ถึง แต่โดยรวมแล้วข้อมูลมา 80-90% ซึ่งเราต้องมาดูข้อมูลทั้งหมด ว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง มีขนาดเท่าใดบ้าง เพราะเราต้องการสร้างความชัดเจนในแง่ของขนาดและลักษณะของดาตา​เซน​เตอร์​สำหรับกำหนดนิยามขึ้นมา ซึ่งเมื่อวันที่ 14 ก.ย. นายเอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เรียกประชุมคณะอนุกรรมการ เพื่อเซ็ตกรอบการทำงานอยู่ที่ประมาณ 1 เดือน​ว่ามาตรฐานขั้นต่ำของดาตา​เซน​เตอร์​ที่จะออกมานั้นเป็นอย่างไร​ แต่ในส่วนที่ได้ดำเนินการแล้วและเปิดทำการแล้ว หรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง ก็กำลังดูอยู่ว่าจะมีเกณฑ์อะไร เพื่อเข้าไปกำกับประสิทธิภาพในการใช้น้ำและไฟฟ้า​ รวมถึงผลกระทบ ยืนยันว่าจะพยายามไม่ให้เกิดผลกระทบกับหมายถึงดาตา​เซน​เตอร์​ที่เปิดไปแล้ว

นายดนุชา​ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการกำหนดทำเลที่ตั้ง​ว่าเรื่องนี้ต้องมาพูดคุยกัน ทั้งที่ทำไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ที่จะไปข้างหน้าต้องมาดู หรือจะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขออกมา​ และสิ่งที่สำคัญคือทรัพยากรที่จะต้องใช้ ทั้งน้ำและไฟฟ้า ต้องไปดูว่าพื้นที่ที่จะไปตั้งดาตาเซน​เตอร์​จะเป็นพื้นที่ใดได้บ้าง​ เพื่อไม่ให้กระจุกตัว​ เพราะอาจมีปัญหาตามมา​

เมื่อถามว่า ดาตา​เซน​เตอร์​ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จะต้องถูกชะลอออกไปก่อนหรือไม่ เพื่อรอให้มีกรอบกำหนดอย่างชัดเจน นายดนุชา กล่าวว่า​ รัฐบาลไม่สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ให้หยุดหรือชะลอการก่อสร้างได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของเอกชนในการขออนุญาต และพิจารณาว่าจะก่อสร้างในช่วงนี้อย่างไร เข้าใจว่าการก่อสร้างนั้นเริ่มไปแล้วก็ต้องเริ่ม ซึ่งจะรีบพยายามทำหลักเกณฑ์ออกมา เพื่อให้เอกชนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง สามารถปรับแบบตามกรอบที่กำหนดได้​ เพื่อให้กระทบน้อยที่สุด

นายดนุชา​ กล่าวว่า​ ดาตา​เซน​เตอร์​ที่ตั้งก่อนหน้านี้มีหลายขนาด​ ทุกวันนี้มีอยู่แล้ว​ เช่นของธนาคาร​ หรือบริษัทโทรคมนาคม​ที่มีอยู่ในไทยที่มีดาตา​เซน​เตอร์​ แต่เป็นขนาดไม่ใหญ่​ และจำเป็นจะต้องมีเพื่อการประกอบกิจการ​ โดยจะต้องมากำหนดอีกครั้งถึงเงื่อนไขประกอบกับขนาดของดาตาเซนเตอร์​ เพราะหากขนาดใหญ่มากจะต้องกำหนดให้เป็นอุตสาหกรรม แต่ถ้าเป็นขนาดเล็กจะให้เป็นพาณิชยกรรมก็ได้ ซึ่งหลักเกณฑ์ต่างๆ จะต้องไม่ทำให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่โดยรอบที่ตั้ง

เมื่อถามว่า ระยะเวลา 1 เดือนจะทันหรือไม่ในการกำหนดกรอบและหลักเกณฑ์ของดาตา​เซน​เตอร์​ นายดนุชา​ กล่าวว่า​ จะพยายามให้ทัน​ เนื่องจากขณะนี้ติดอยู่ที่ข้อมูลพื้นฐาน​ และหากมาครบจะรีบทำ​ และคงออกหลักเกณฑ์​มาได้​ เพื่อให้ทุกอย่างสามารถเดินต่อไปได้

สุรศักดิ์ ไม่หวั่น ฝ่ายค้านเล็งซักฟอกปมฮั้ว สว. หลัง กกต.ส่งฟ้องศาลแค่ 77 ราย ลั่นใครก็กล่าวหากันได้ แต่ต้องดูน้ำหนัก-หลักฐาน

15 กันยายน 2569 เวลา 11:11 น.

15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้อง 77 ราย ในคดีฮั้ว สว.ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งไม่มีรัฐมนตรีและคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ว่า คดีนี้พรรคภูมิใจไทยถูกกล่าวหาทุกคน เรียกว่ายกเข่ง ซึ่งตนเป็นอีกคนในฐานะรองหัวหน้าพรรคที่มีชื่อไปถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็โดนตัวเล็กตัวน้อย ทั้งเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาก็โดน เรารู้ว่าเป็นการกล่าวหา กรรมกรรมการบริหารพรรคทุกคนในพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่กว้าง จนในที่สุดไปอยู่ที่กระบวนการของ กกต.ที่ไปสอบสวน ซึ่งก็เป็นไปตามข่าวที่เห็นกันว่า ส่งฟ้องไปที่ชั้นศาล ส่วนใครจะเกี่ยวพันกับพรรคภูมิใจไทยเป็นเรื่องของบุคคล ผู้ที่ถูกส่งฟ้องศาล เขาก็ต้องไปสู้ต่อในกระบวนการชั้นศาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องของคดีฮั้ว สว. นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่กังวล เพราะการอภิปรายเรื่องนั้นในที่สุดมันก็อยู่ในชั้นศาล ข้อมูลทุกอย่าง กกต.ก็เป็นผู้ที่ใช้วินิจฉัย และส่งต่อไปที่ศาล ตามรายชื่อที่เห็น เพราะฉะนั้น หากจะมีการอภิปรายเราก็ต้องยืนยันในเรื่องกระบวนการทางกฎหมายอยู่ดี ใครก็กล่าวหาได้ หากจะกล่าวหา แต่เราต้องดูน้ำหนัก ดูหลักฐาน