นายกฯ สั่งชะลอ! คมนาคมยกเลิกสร้างตึกใหม่ ปี 69-71 หันพึ่งโมเดล “เช่า” รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

15 กันยายน 2569 เวลา 15:03 น.

ครม.เห็นชอบยกเลิกรายการค่าก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ (ผูกพันงบประมาณปี พ.ศ. 2569 – 2571) และรายการค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ (ผูกพันงบประมาณ ปี พ.ศ. 2569 – 2571)

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่อนุมัติให้หน่วยรับงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยยกเลิกเฉพาะในส่วนของรายการค่าก่อสร้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ (โครงการฯ) (ผูกพันงบประมาณปี พ.ศ. 2569 – 2571) และรายการค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ (ผูกพันงบประมาณปี
พ.ศ. 2569 – 2571) ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ ให้นำเสนอคณะรับมนตรีเพื่อทราบ และหากไม่มีข้อทักท้วงหรือไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีตามที่เสนอ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน งบลงทุน ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง รายการค่าก่อสร้าง โครงการฯ วงเงิน 3,448.80 ล้านบาท และค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ วงเงินรวม 103.46 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2571 แต่เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคง และเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการทำให้มีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในภาคครัวเรือน รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม และนำไปสู่ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงเป็นวิกฤติการณ์สำคัญที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง รวมถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานดังกล่าว ประกอบกับแนวทางในการจัดทำงบประมาณปี 2570 นายกรัฐมนตรีมีนโยบายให้ส่วนราชการชะลอการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ โดยขอให้เน้นการเช่า จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น คค. จึงรับนโยบายของรัฐบาลมาปฏิบัติ โดยขอยกเลิกโครงการฯ และโครงการควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า เพื่อให้ภารกิจของกระทรวงคมนาคม (คค.) ในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ยังคงดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ คค. จำเป็นต้องใช้บุคลากรตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในปัจจุบันในการรองรับการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม และสำนักงานรัฐมนตรีได้อย่างครบถ้วนภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกรายการค่าก่อสร้างและค่าควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ โดยในระยะสั้น คค. จะดำเนินการเช่าอาคารสำหรับเป็นสำนักงานชั่วคราวโดยด่วน ส่วนในระยะยาว คค. จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการก่อสร้างโครงการฯ ที่ได้ออกแบบไว้เรียบร้อยแล้วเป็นรูปแบบการเช่าแทนโดยให้หน่วยงานที่มีภารกิจในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ถอดบทเรียนน้ำท่วมน่าน ผนึก 4 หน่วยงานรัฐสร้าง One Map น้ำ ปิดจุดโหว่ข้อมูลเตือนภัยไม่ตรงกัน เปิดแดชบอร์ดรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า

15 กันยายน 2569 เวลา 15:02 น.

“ยศชนัน-บุณย์ธิดา”ถอดบทเรียนน้ำท่วมน่าน ผนึก 4 หน่วยงานรัฐเร่งสร้าง “One Map น้ำ” ปิดจุดตายข้อมูลไม่ตรงกัน พร้อมเปิดแดชบอร์ดเตือนภัยล่วงหน้า ยกระดับการรับมือภัยพิบัติให้แม่นยำและทันท่วงที

ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง 4 หน่วยงานสำคัญ เพื่อเร่งจัดทำ “One Map ของน้ำ”

นายยศชนัน กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการลงพื้นที่อำนวยการรับมือสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน ซึ่งพบช่องว่างสำคัญคือระบบเตือนภัยของไทยยังมีข้อมูลที่กระจัดกระจายและไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงาน ทำให้เกิดความล่าช้าในการตัดสินใจ

“สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การสั่งการ แต่คือการตอบคำถามง่าย ๆ ว่า น้ำจะท่วมตรงไหน สูงเท่าไหร่ และอีกกี่ชั่วโมงจะถึง เพราะข้อมูลแต่ละหน่วยงานไม่ตรงกัน วันนี้เราจึงต้องทำ One Map ของน้ำ เพื่อให้ทุกหน่วยงานมองเห็นภาพเดียวกัน ใช้แผนที่ใบเดียวกัน และสื่อสารกับประชาชนด้วยข้อความเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเตือน แล้วปล่อยให้ประชาชนเดาเองว่าจะเชื่อใคร”นายยศชนัน กล่าว

นายยศชนัน ได้กล่าวย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การมีข้อมูลเยอะที่สุดหรือมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด แต่คือความสามารถในการมองเห็นความเสี่ยงได้เร็วขึ้น วิเคราะห์ได้รอบด้าน เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถอพยพและเตรียมพร้อมรับมือได้ทันเวลาก่อนน้ำมาถึง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างยั่งยืน

ด้าน นางสาวบุณย์ธิดา ได้กล่าวเสริมถึงความสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า MOU นี้เป็นก้าวแรกของการนำข้อมูลที่สำคัญทั่วประเทศมารวมกัน ถ้าข้อมูลพร้อม จะทำให้การเตรียมตัว เตรียมกำลังคนสามารถทำได้ทันท่วงที ทำให้รัฐสามารถเข้าไปจัดการร่วมกัน ช่วยเหลือพี่น้องได้ทันท่วงที และลดความเสียหายได้ ซึ่งการลงนามครั้งนี้ถือเป็นการทำงานข้ามกระทรวง เพื่อบูรณาการข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา ภูมิสารสนเทศ สถานการณ์น้ำ และ Big Data/AI เข้าสู่ระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ โดยประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ผ่านแดชบอร์ดเตือนภัยรวมศูนย์ได้แล้วที่เว็บไซต์ http://www.thaiwater.net/new4all ทั้งนี้ 4 หน่วยงานหลักได้แบ่งบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน ดังนี้

กรมอุตุนิยมวิทยา : สนับสนุนข้อมูลตรวจวัด พยากรณ์อากาศ เรดาร์ และเป็นหน่วยงานหลักในการออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ (Official Warning) สำหรับพายุและฝนตกหนัก ส่วน
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) : สนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศ การติดตามจุดความร้อน และสถานการณ์ PM2.5 เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยง

ในส่วนของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) : สนับสนุนข้อมูลระดับและปริมาณน้ำ จากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ พร้อมประเมินพื้นที่เฝ้าระวังฝนล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมง และรวบรวมเข้าสู่คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (สขญ.) : รับผิดชอบพัฒนาระบบวิเคราะห์และแดชบอร์ด บริหารจัดการข้อมูลตามหลักธรรมาภิบาล และประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการจัดการภัยพิบัติ

ครม. ไฟเขียว 9.5 หมื่นล้าน โครงการแก้น้ำท่วม-แล้ง เจ้าพระยาตอนล่าง

15 กันยายน 2569 เวลา 15:01 น.

ครม.ไฟเขียว กระทรวงเกษตรฯ โครงการแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง เจ้าพระยาตอนล่าง วงเงิน 9.5 หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนิน “โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง” กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2575) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลาก และแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน

สำหรับรายละเอียดสำคัญของโครงการ มีดังนี้ กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินกู้ 76,507.29 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 80.53) และเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 18,492.71 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 19.47) แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ เพื่อรักษาสถานะการคลังและบริหารความเสี่ยงเรื่องที่ดิน

โดยระยะที่ 1 วงเงิน 40,507 ล้านบาท เร่งรัดก่อสร้างขุดขยายคลองในแนวเหนือ–ใต้ เพื่อระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยโดยตรงเป็นลำดับแรก เช่น คลองระพีพัฒน์, คลองระพีพัฒน์แยกใต้, คลอง 13, คลองนครเนื่องเขต, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต, คลองสำโรง และคลองด่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมและไม่มีปัญหาการรุกล้ำ ส่วนระยะที่ 2 วงเงิน 54,493 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เหลือตามลำดับ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า โครงการนี้จะครอบคลุมโครงข่ายคลองชลประทาน 22 คลองหลัก ความยาวประมาณ 460 กิโลเมตร และอาคารบังคับน้ำ 23 แห่ง ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครนายก, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยผ่านคลองชายทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 144 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

ทั้งนี้ หากโครงการแล้วเสร็จ คาดว่า จะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยได้เฉลี่ยถึง 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และช่วยป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญได้กว่า 258,000 ไร่ รวมทั้ง เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บไว้ใช้อุปโภค-บริโภคในฤดูแล้งได้กว่า17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

ครม. เห็นชอบขยาย “โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ถึงปี 2574 เร่งสร้างคนศักยภาพสูง 81,600 คน ป้อนอุตสาหกรรมอนาคต

15 กันยายน 2569 เวลา 14:58 น.

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติการขอขยายระยะเวลาและการปรับปรุงแผนการดำเนินงาน “โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง เพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย” จากเดิมสิ้นสุดปี 2569 ขยายออกไปเป็นปี 2561–2574 ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขยายระยะเวลาดังกล่าวจะใช้วงเงินงบประมาณคงเหลือเดิมของโครงการ พ.ศ. 2561-2569 จำนวน 3,100 ล้านบาท (อยู่ภายใต้กรอบวงเงินเดิม 13,086.38 ล้านบาท ที่ ครม. เคยอนุมัติไว้เมื่อปี 2561) โดยมุ่งเป้าผลิตและพัฒนากำลังคนรวม 81,600 คน ในช่วงปี 2570–2574 เพื่อตอบสนองต่อ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและยุทธศาสตร์ประเทศ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง และผู้ประกอบการ SMEs

สำหรับแผนงานในระยะใหม่นี้ จะเน้นการพลิกโฉมการศึกษาภายใต้แนวคิด “Skills-First Degree Later” เน้นหลักสูตรระยะสั้น (Non-Degree) เพื่อ Reskill, Upskill และ New Skill ให้แก่กำลังแรงงานอย่างรวดเร็ว (ความยาวหลักสูตร 3-4 เดือน หรือ 9 หน่วยกิต) โดยเปิดโอกาสให้สะสมหน่วยกิต เพื่อนำไปเทียบโอนรับปริญญาบัตรในภายหลังได้ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 โดยมีเป้าหมายหลักสูตรประกาศนียบัตร 80,000 คน และหลักสูตรระดับปริญญา 1,600 คน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2561–2568 สามารถผลิตกำลังคนได้แล้วกว่า 90,035 คน ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษาในโครงการนี้มีอัตราการได้งานทำภายใน 1 ปี สูงถึงกว่าร้อยละ 80 และมีอัตราเงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าหลักสูตรปกติ ดังนั้นการขยายโครงการไปจนถึงปี 2574 จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นการตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

เช็กรายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

15 กันยายน 2569 เวลา 14:53 น.

15 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 15 กันยายน 2569 ดังนี้

เรื่อง การจ้างข้าราชการภายหลังครบเกษียณอายุราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการจ้างข้าราชการภายหลังครบเกษียณอายุราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) เสนอ ดังนี้

1. นายวิชชุ เวชชาชีวะ เป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษภายหลังครบเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569

2. นางมาฆวดี สุมิตรเหมาะ เป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษภายหลังครบเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นเวลา 53 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2569

โดยให้ได้รับค่าจ้างเท่ากับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ (พ.ข.ต.) รวมถึงสิทธิประโยชน์และสวัสดิการอื่นๆ ที่ได้รับตามตำแหน่งเอกอัครราชทูต (นักบริหารการทูต ระดับสูง) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดำรงอยู่ก่อนเกษียณอายุราชการ ส่วนค่าย้ายถิ่นที่อยู่และค่าพาหนะเดินทางกลับประเทศไทยให้เป็นไปตามสิทธิที่พึงได้รับจากการพ้นหน้าที่ราชการในต่างประเทศตามปกติ

เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 ราย ดังนี้

1. นายขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) (ด้านเวชกรรมป้องกัน) สำนักงานปลัดกระทรวง มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2569 (วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง)

2.นายมาโนช อู่วุฒิพงษ์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม) โรงพยาบาลร้อยเอ็ด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานปลัดกระทรวง มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2569 (วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง)

3.นายปกาญจน์ กาญจนะ ให้ดำรงตำแหน่งทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตกรรม) โรงพยาบาลหาดใหญ่สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสงขลา สำนักงานปลัดกระทรวง มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2569 (วันที่มีคำสั่งให้รักษาการในตำแหน่ง)

4.นายกฤษฎา หาญบรรเจิด ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคไม่ติดต่อ)กรมควบคุมโรค มีผลตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2569

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร รวม 8 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

1. นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ประธานกรรมการ

2. นางนฤมล อรุโณทัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3. นายทรงพันธ์ เจิมประยงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4. นางโสภนา ศรีจำปา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5. นายอนุสรณ์ อุณโณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6. นายศักดิ์ เสกขุนทด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

7. นางปัทมาวดี โพชนุกูล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

8. นางสาวอาภา พู่แสงมุกข์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

สว.นิพนธ์ ยันไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา เผยเคยแจงไปแล้ว อุบตอบโยงเส้นเงินถึงตัว

15 กันยายน 2569 เวลา 14:49 น.

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายนิพนธ์ เอกวานิช สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 26 สว. ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งคำฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีฮั้ว สว. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวกังวลหรือไม่ว่า ไม่กังวล จะรอดูว่าจะแจ้งข้อหาอะไร และยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดอย่างที่เขากล่าวหา ซึ่งเคยชี้แจงไปแล้ว

เมื่อถามย้ำถึงกรณีที่มีรายงานว่าเรื่องเส้นเงินถึง ยืนยันหรือไม่ว่าไม่จริง นายนิพนธ์ ไม่ได้ตอบ พร้อมโบกมือและเดินจากไป

ถอดรหัส กกต. ฟันฉับพยานหลักฐานอ่อน ยกคำร้อง 21 แกนนำ-กก.บห.ภูมิใจไทย รอดคดีฮั้ว สว.

15 กันยายน 2569 เวลา 14:24 น.

15 กันยายน 2569 สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 14 ก.ย.69 ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงมติคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยสั่งฟ้องผู้ถูกร้อง 77 ราย ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พร้อมดำเนินคดีอาญา ซึ่งรวมถึง สว.ชุดปัจจุบันถึง 26 คน อย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อ กกต.มีมติยกคำร้องในส่วนของแกนนำและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทั้ง 21 ราย โดยระบุว่า “พยานหลักฐานยังอ่อน” ไม่เพียงพอที่จะเชื่อมโยงไปถึงได้

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก “Thailand FACT Today” โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อข้อกล่าวหา ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

เหตุที่ กกต.เห็นว่า “พยานหลักฐานอ่อน” จนไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ มีสาระสำคัญดังนี้

คดีส่วนนี้ตั้งอยู่บนคำให้การของพยานหลักเพียงไม่กี่ปาก
พยานสำคัญที่สุดคือพยานรหัส 16/26 ซึ่งกล่าวอ้างว่าเคยเห็นการประชุมวางแผนเลือก สว. การพัฒนาโปรแกรมคำนวณคะแนน การจัดทำโพย ตลอดจนการประชุมที่มีบุคคลระดับแกนนำพรรคเข้าร่วม
แต่เมื่อพิจารณาทั้งสำนวน กกต.เห็นว่า ข้อกล่าวหาส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนคำให้การของพยานรายนี้เป็นหลัก ขณะที่หลักฐานอิสระซึ่งจะยืนยันคำกล่าวอ้างยังมีไม่เพียงพอ

พยานมาให้การหลังเหตุการณ์ผ่านไปเกือบหนึ่งปี
เหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายน–มิถุนายน 2567 แต่พยานรหัส 16/26 เพิ่งมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการไต่สวนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568
ตลอดช่วงเวลาก่อนหน้านั้น พยานไม่ได้แจ้งเหตุต่อ กกต.หรือต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่อ้างว่ารับรู้และเข้าร่วมเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง จึงเกิดคำถามว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เวลาผ่านไปนาน และเหตุใดจึงมาเปิดเผยข้อมูลในช่วงเวลาดังกล่าว

พยานมีสถานะเป็นผู้ร่วมกระทำและขอกันตัวเป็นพยาน
พยานรหัส 16/26 ยอมรับว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บางส่วน ก่อนขอกันตัวเองไว้เป็นพยาน ดังนั้น คำให้การจึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และควรมีหลักฐานอื่นที่เป็นอิสระมาสนับสนุนอย่างหนักแน่น
เมื่อหลักฐานประกอบยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดสำคัญได้ คำกล่าวของพยานเพียงลำพังจึงยังมีน้ำหนักไม่พอที่จะกล่าวหาบุคคลระดับกรรมการบริหารพรรคหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

มีข้อสงสัยเรื่องความน่าเชื่อถือและแรงจูงใจของพยาน
กกต.นำประวัติและสถานการณ์ของพยานมาประกอบการชั่งน้ำหนัก โดยระบุว่าพยานเคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ก่อนถูกขับออกจากพรรคภายหลังมีคดีอาญา และย้ายไปสังกัดพรรคที่มีความขัดแย้งทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในขณะนั้น
ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คำให้การเป็นเท็จโดยอัตโนมัติ แต่ทำให้จำเป็นต้องมีหลักฐานภายนอกที่หนักแน่นมารับรอง มิฉะนั้นอาจยังไม่สามารถตัดข้อสงสัยเรื่องแรงจูงใจส่วนตัวหรือทางการเมืองได้

คำให้การของพยานแต่ละปากไม่สอดคล้องกัน
พยานรหัส 21/26 และ 22/26 ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นพยานประกอบ ให้รายละเอียดบางส่วนไม่ตรงกับพยานหลัก เช่น จำนวนบุคคลที่อยู่ในทีม ความสัมพันธ์ระหว่างกัน และผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำโพย
บางคนอ้างว่าอยู่ในทีมเดียวกัน แต่พยานหลักกลับไม่ได้กล่าวถึง หรือกล่าวถึงบุคคลในทีมไม่ตรงกัน ความขัดแย้งเช่นนี้ทำให้ไม่สามารถนำคำให้การหลายปากมาประกอบกันเป็นภาพเดียวที่มั่นคงได้

ไม่มีหลักฐานวัตถุรองรับเรื่องการประชุมและโปรแกรม
แม้พยานจะกล่าวถึงการประชุม การพัฒนาโปรแกรมคำนวณคะแนน และการวางแผนเลือก สว. แต่ในสำนวนไม่ปรากฏหลักฐานสำคัญ เช่น
ภาพถ่ายหรือภาพจากกล้องวงจรปิดในที่ประชุม
เอกสารการประชุมหรือรายชื่อผู้เข้าร่วม
ตัวโปรแกรมหรือข้อมูลที่แสดงว่า
โปรแกรมทำงานอย่างไร
หลักฐานว่าใครเป็นผู้สั่งทำหรือเป็นผู้ใช้งาน
รายละเอียดค่าใช้จ่ายและผู้รับเงินในการพัฒนาโปรแกรม
จึงยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การประชุมหรือการวางแผนตามคำกล่าวอ้างเกิดขึ้นจริง และบุคคลใดมีบทบาทอย่างไร

ตรวจไม่พบเส้นทางการเงินผิดปกติที่โยงถึงนักการเมือง
กกต.ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถูกกล่าวหากลุ่มกรรมการบริหารพรรคและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่พบธุรกรรมผิดปกติที่แสดงถึงการจ่ายเงิน สนับสนุนค่าใช้จ่าย หรือจัดหาเงินเพื่อช่วยเหลือผู้สมัคร สว.
พยานเองก็ไม่สามารถระบุได้ชัดว่า ใครเป็นผู้จ่าย จ่ายให้ใคร จำนวนเท่าใด และจ่ายผ่านช่องทางใด จึงยังขาด “สะพานเชื่อม” ระหว่างข้อกล่าวหากับตัวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

มีข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ แต่ไม่ทราบเนื้อหาการสนทนา
ในสำนวนพบข้อมูลว่าบุคคลบางรายมีการโทรศัพท์ติดต่อกัน แต่ข้อมูลการโทรยืนยันได้เพียงว่า “มีการติดต่อ” ไม่ได้ยืนยันว่าได้พูดคุยเรื่องการจัดตั้ง การจัดทำโพย การจ่ายเงิน หรือการช่วยเหลือผู้สมัคร สว.
หากไม่มีข้อความ บันทึกเสียง พยานแวดล้อม หรือหลักฐานอื่นมาประกอบ การโทรศัพท์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอจะสรุปว่าเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 76

การพบกันหลังเลือก สว.ไม่ได้พิสูจน์ว่านัดหมายเพื่อกระทำผิด
มีพยานกล่าวถึงการพบกันที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ หลังการเลือก สว. และกล่าวถึงนายเนวิน ชิดชอบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่พยานไม่สามารถให้รายละเอียดได้ว่า มีการประชุมเรื่องอะไร ใครพูดอะไร หรือมีคำสั่งและข้อตกลงเกี่ยวกับการเลือก สว.หรือไม่
หลักฐานจึงพิสูจน์ได้อย่างมากเพียงว่าอาจมีการพบกัน แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นการพบกันเพื่อวางแผนหรือดำเนินการทุจริต

พยานสำคัญกลับคำให้การ
ต่อมาพยานทั้งสามรายมีหนังสือกลับคำให้การ โดยระบุว่าข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของผู้ถูกกล่าวหา การเตรียมการ และเส้นทางการเงินบางส่วนไม่เป็นความจริง
ประธาน กกต.ชี้แจงว่า ไม่ได้เพิ่งไม่เชื่อพยานเพราะมีการกลับคำ แต่มีข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เมื่อเกิดการกลับคำขึ้นอีก จึงยิ่งทำให้คำให้การเดิมมีน้ำหนักลดลง และไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานหลักเพื่อส่งบุคคลกลุ่มนี้ขึ้นศาลได้

ดังนั้น คำว่า “หลักฐานอ่อน” ในกรณีนี้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีข้อมูลหรือไม่เคยพบการติดต่อกันเลย แต่หมายถึงหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่สามารถเชื่อมต่อกันเป็นสายเดียวได้ว่า ใครเป็นผู้สั่งการ ใครเป็นผู้จ่ายเงิน ใครเป็นผู้วางแผน และผู้สมัครรายใดได้รับความช่วยเหลือจากนักการเมืองคนใด

กกต.จึงเห็นว่า หลักฐานอาจมีน้ำหนักเพียงพอสำหรับดำเนินคดีกับผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกบางรายที่พบพฤติการณ์เฉพาะตัวชัดเจน แต่ยังไม่หนักแน่นพอที่จะเชื่อมโยงขึ้นไปถึงกรรมการบริหารพรรค สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 21 ราย จึงมีมติเสียงข้างมากยกคำร้องในข้อกล่าวหาส่วนนี้.

ศุภมาส แจง แผนควบรวม อสมท.-ไทยพีบีเอส เป็นแค่กระแสข่าว อยู่ระหว่างทำงานใกล้ชิดกับ สคร. เพื่อไม่ให้ อสมท.ขาดทุน

15 กันยายน 2569 เวลา 14:14 น.

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล อสมท. กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการควบรวม อสมท.กับไทยพีบีเอสว่า ส่วนตัวไม่ทราบเรื่องดังกล่าวมาก่อน แต่เบื้องต้นที่ได้สอบถามผู้บริหาร อสมท. ได้รับคำตอบว่า ยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องการควบรวมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ อสมท. อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) อย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลไม่ให้ อสมท.ขาดทุน มายาวนานเป็นปีแล้ว ดังนั้น จึงเน้นย้ำให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะบุคคลากรเกิดความสบายใจ และยังไม่ต้องตื่นตระหนก เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงกระแสข่าวที่อ้างแหล่งของกระทรวงการคลังเท่านั้น

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ในฐานะที่กำกับดูแล อสมท. ส่วนตัวและรัฐบาล จะทำให้องค์กรและพนักงาน มีขวัญ กำลังใจ และความมั่นคง รวมทั้งหากมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านผู้บริหาร พร้อมกับปรับผังให้รายการมีประโยชน์ อีกทั้ง อสมท. มีทั้งโทรทัศน์ วิทยุ แพลตฟอร์ม เทคโนโลยี ทรัพย์สิน บุคคลากรที่มีความรู้ แต่ต้องปรับตัวให้อยู่ได้อย่างมั่นคง ในโลกที่มีการแข่งขัน

อภิสิทธิ์ ข้องใจ กกต. ลดจำนวนผู้ถูกส่งฟ้อง คดีฮั้วเลือก สว. ส่งทีมกฎหมาย ปชป.ช่วยผู้เสียหาย

15 กันยายน 2569 เวลา 14:08 น.

“อภิสิทธิ์”ข้องใจ”กกต.” ลดจำนวนผู้ถูกส่งฟ้อง คดีฮั้วเลือก สว. ไม่ลามครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด กังขากลับคำให้การ”เอกราช ช่างเหลา” เมินตรวจสอบชายปริศนา บี้เปิดคำวินิจฉัยรายบุคคล เตือนหากศาลฯพบผู้เกี่ยวข้องเกิน 77 คน ต้องเดินหน้าดำเนินคดีต่อ รวม”อั้งยี่-ฟอกเงิน”ด้วย จับตากระแสโยกย้ายเจ้าหน้าที่ หวั่นฝ่ายการเมืองแทรกแซงการสอบสวน เผยมีผู้เสียหายติดต่อ”ปชป.”มาแล้ว ยันทีม กม.พร้อมหนุนช่วยเหลือ

15 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นำคณะทำงานชุดใหญ่ด้านกฎหมายของพรรค ซึ่งประกอบด้วย นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ และนายราเมศ รัตนะเชวง ร่วมกันแถลงข่าว ถึงแนวทางการดำเนินการทางกฎหมาย กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี ฮั้วเลือก สว.หลังเมื่อวานนี้ กกต.มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพียง 77 คน

โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันที่ 14 ก.ย.เป็นจุดเริ่มต้นของคดีฮั้วเลือก สว.โดยตนเองขอตั้งข้อสังเกตมติของ กกต.ว่าเป็นจำนวนที่น้อยกว่าข้อสรุปของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ที่เสนอให้ดำเนินการผู้ที่ผู้กล่าวหา 229 ไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทั้งมตินี้ยังส่งฟ้องน้อยกว่าความเห็นของเลขาธิการ กกต.ด้วย สิ่งที่น่าสังเกตุกับการตัดสินใจ วิธีการพิจารณา พยายามเอามาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาเป็นหลัก ทั้งที่อำนาจของ กกต.มีทั้งคดีอาญา และคดีเลือกตั้ง ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย เพียงแค่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ส่งฟ้องได้ เหมือนกับมาตรฐานการพิจารณา คดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา ในส่วนของพรรคการเมืองที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กกต.พูดถึงเพียงแค่การถูกพาดพิงจากพยานเท่านั้น ทั้งที่แท้จริงแล้วต้องพิจารณาจากภาพรวม ที่มีลักษณะ พฤติกรรมทำเป็นขบวนการอย่างชัดเจน มากกว่าการกระทำส่วนบุคคล และหลายคนที่ กกต.ส่งฟ้อง โดยอ้างว่าเป็นบุคคลอื่นซึ่งส่วนใหญ่ ก็เป็นคนที่อยู่ในพรรคการเมืองเดียวกัน ขณะเดียวกัน ข้อกล่าวหาที่ 3 – 7 ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเดียวกันทั้งหมดโดย กกต.ไม่ได้เอามาพิจารณาว่า คนที่วางแผนทั้งกระบวนทั้งการเป็นใคร

นายอภิสิทธิ์ กล่างต่อว่า ตนตั้งข้อสังเกตถึงการกลับคำให้การของ นายเอกราช ช่างเหล่า อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ที่อ้างว่าถูกข่มขู่จากชายนิรนามที่ไม่ทราบชื่อและรายละเอียดในสำนวน จึงตั้งข้อสังเกตุว่าทำไม กกต.จึงไม่เสาะแสวงหาข้อเท็จจริง ว่าชายนิรนามคนนั้นคือใคร นี่จึงถือเป็นข้อพิรุธในการทำงานของ กกต.อีกทั้งการที่นายเอกราช ย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม แล้วอ้างว่า พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม ขัดแย้งกัน เท่าที่เห็นปัจจุบัน ทั้งสองพรรคนี้ก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน และนายเอกราช เดิมเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ เมื่อถูกกันตัวเป็นพยาน แล้วกลับคำให้การ สถานะของนายเอกราช จึงกลับไปเป็นผู้ถูกล่าวหาเช่นเดิม แต่ทำไม กกต.กลับไม่เอาผิดกับนายเอกราชฐาน เป็นพยานเท็จ

“พรรคประชาธิปัตย์จึงเรียกร้องให้ กกต.เปิดคำวินิจัยส่วนบุคคลอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นว่า กกต.แต่ละคนให้เหตุผลอย่างไร ที่มารองรับคำวินิจฉันส่วนตน และจากรายชื่อที่ส่งฟ้อง ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรในพรรคการเมือง แต่ไม่ได้ถูกจัดเป็นในกลุ่ม กก.บห.พรรคการเมือง อาจเป็นพรรคเพราะปัจจุบัน หลายคนไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง แต่กรณีของ นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย แม้จะไม่ได้เป็น สส.ในการเลือก สว.แต่ยังดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้นซึ่งก็คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าอีกว่า จากนี้พรรคประชาธิปัตย์จะติดตามต่อ คือเมื่อมีการชี้มีเป็นการกระทำผิด พ.ร.ป.สว. ม.77 ซึ่งถือเป็นความผิดทางอาญา ที่อยู่ที่ในการสอบสวนของดีเอสไอ ต้องเดินหน้าต่อไป แม้ก่อนหน้านี้ดีเอสไอจะส่งอัยการสูงสุด ฟ้องผู้ต้องหาเพียง 8 คน แต่อัยการส่งหนังสือกลับมาถามว่าทำไมส่งฟ้องแค่ 8 คน ทั้งที่ผู้กล่าวหามีกว่าร้อยคน ความผิดที่ดีเอสไอดำเนินการอยู่ คือ ความผิดอั้งยี้ และฟอกเงิน ก็ต้องดำเนินการสอบสวนต่อ ตามความเห็นของอัยการ ส่วนที่กระแสข่าวว่าจะมีการโยกย้ายเจ้าพนักงานที่พิจารณาคดีนี้ เพื่อให้พ้นจากความรับผิดชอบ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะติดตามเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการของดีเอสไอ

“เมื่อ กกต.มีมติส่งให้ศาลแล้ว พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ กกต.ส่งข้อมูลสำนวนการไต่สวนไปให้ศาลให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะกฎหมายให้ศาลยึดสำนวนการไต้ส่วนของ กกต.เป็นหลัก และที่สำคัญ เมื่อศาลพิจารณาแล้วความปรากฎว่า มีความผัวพันไปมากกว่า 77 คน ที่ส่งฟ้อง กกต.ก็ต้องดำเนินการต่อไม่อาจตัดจบ แล้วบอกว่าเรื่องมีคนผิดแค่ 77 คน ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน คำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง มีผู้เสียหายต้องดำเนินการกับ กกต.ทั้งความผิดตามกฎหมาย กกต.มาตรา 69 ป.วิอาญา ม.157 กฎหมาย ป.ป.ช.172 เบื้องต้นมีผู้เสียหายทั้งอดีตผู้สมัคร และ สว.สำรอง ติดต่อพรรคมาแล้ว ซึ่งทีมกฎหมายก็พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อย่างเต็มที่ โดยจะเร่งดำเนินการโดยเร็ว

ส่วนจะมีช่องทางอื่นที่พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องเอาผิด กกต.โดยตรงเองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยหลักการ หากผู้เสียหายยื่นฟ้องเอาผิดกับ กกต.โดยตรง จะมีข้อจำกัดน้อยกว่า เพราะหลายกรณีที่มีการยกคำร้องมักจะระบุว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

พลพีร์ สั่งปกครองเฝ้าเคลื่อนย้าย 4 ร่างสุสานยิวแปดริ้วไปชลบุรี หวั่น สับเปลี่ยนศพ ให้รีเช็กใบอนุญาตทั่วประเทศใน 3 วัน

15 กันยายน 2569 เวลา 14:08 น.

พลพีร์ สั่งปกครองส่งคนเฝ้าเคลื่อนย้าย 4 ร่างสุสานยิวแปดริ้วไปชลบุรี หวั่น สับเปลี่ยนศพ พร้อมรีเช็กใบอนุญาตสุสานทั่วประเทศใน 3 วัน ลั่น พบผิดฟันไม่เลี้ยง เดินหน้าล้างบางนอมินีต่างชาติ จ่อถก ศุภจี ขยายผลนิติบุคคลต้องสงสัยกว่า 1 หมื่นแห่ง

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการเพิกถอนสุสานยิว ใน จ.ฉะเชิงเทรา ว่า เมื่อเวลา 05.00 น. ทางบริษัทการชาบัดได้นำทีมเคลื่อนย้ายร่างทั้ง 4 และได้เคลื่อนย้ายไปยังสุสาน จ.ชลบุรี โดยได้มีการแจ้งทาง จ.ฉะเชิงเทรา แล้ว และจะให้มีการแจ้งไปยัง จ.ชลบุรีด้วย ส่วนตนได้เน้นย้ำไปที่กรมการปกครองในพื้นที่ให้ไปสังเกตการณ์ เนื่องจากกังวลว่าจะมีการเปลี่ยนหรือโยกย้ายจริงหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มีภรรยาของผู้เสียชีวิต ที่อยากนำร่างไปประกอบพิธี ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าร่างถูกฝังอยู่แล้วจะนำไปประกอบพิธีอะไร จึงได้มอบหมายให้ท้องที่ของทั้ง 2 จังหวัดเข้าไปดูแล

นายพลพีร์ ยังกล่าวถึงสุสานทั่วประเทศว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ย.69 ได้มีการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจของกระทรวงมหาดไทยในการจัดระเบียบสังคม โดยได้ให้กรมการปกครองทำตัวเลขสุสานสถานที่ประกอบฌาปนกิจทั่วประเทศให้เสร็จภายใน 3 วัน และรายงานมา เมื่อได้รายชื่อมาทั้งหมดจะนำไปตรวจสอบใบอนุญาตว่าถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องจะใช้แนวทางฉะเชิงเทราโมเดล ในการดูแลเพิกถอนดำเนินคดีต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสอบย้อนหลังชาบัดที่ จ.ฉะเชิงเทรา ตนตั้งข้อสงสัยตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งตนเชื่อว่าขาดพยานหลักฐานในการยื่นขอสุสานตั้งแต่ตอนนั้น โดยวิธีการที่ตนเช็คใช้แอพพลิเคชั่น Google Earth ถนนและแหล่งน้ำแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีแหล่งน้ำอยู่ตรงนั้นมาก่อนแล้ว แต่ในเอกสารของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และข้าราชการบางส่วนที่เซ็นอนุมัติทางผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งคณะกรรมการสอบ โดยกำหนดระยะเวลา 15 วัน หากสอบไม่แล้วเสร็จจะขยายเวลาก็มาว่ากันอีกที แต่ส่วนตัวเห็นแล้วว่าผิดหากมีข้าราชการหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินคดีต่อไป

นายพลพีร์ กล่าวว่า ในช่วงบ่ายจะเป็นการหารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นการหารือกันนอกรอบเกี่ยวกับนอมินี สัญชาติ วีซ่าต่างๆ และทุกภารกิจที่เราดำเนินการมาตลอดระยะเวลา 30-40 วัน ซึ่งยังไม่ครบลูป เพราะหากกระทรวงมหาดไทยไปจับ ก็ต้องส่งเรื่องให้ตำรวจ หากทางตำรวจไม่ได้ดำเนินการต่อ ก็จะต้องมีการรายงานเพื่อให้ทางมหาดไทยขยายผลต่อไป

โดยจะมีการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับบริษัทอิสราเอล ที่พบว่ามีเครือข่ายหลาย 10 บริษัท จึงอยากได้ความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ดำเนินการอยู่แล้วแต่อยากให้การส่งข้อมูลสามารถทำให้เร็วกว่านี้ นอกเหนือจากระบบราชการจะมีวิธีอื่นอีกหรือไม่ ขณะที่การหารือกับนางศุภจี กรมการปกครองจะหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัทต่างๆ และส่งข้อมูลให้กัน เพราะขณะนี้มีนอมินีที่ถือครองที่ดินในประเทศไทยโดยเฉพาะบริษัทนิติบุคคล ประมาณ 2,000 แห่ง และมีบริษัทที่น่าสงสัยกว่าอีกหมื่นแห่ง ซึ่งมีมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาท โดยจะรวบรวมข้อมูลและปรึกษาการวันนี้ ก่อนจะนำเรียนนายกรัฐมนตรี หลังกลับจากประเทศเวียดนาม

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการเนรเทศชาวต่างชาติอิสราเอลและฝรั่งเศส มีการยื่นอุทธรณ์หรือความคืบหน้าอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่เห็นการยื่นอุทธรณ์ แต่ขณะนี้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้ควบคุมตัวไว้อยู่ หากภายใน 7 วันไม่มีการยื่นเรื่องก็จะมีการส่งตัวออกนอกประเทศ ส่วนกฎหมายเรื่องการเนรเทศขอดูพยานหลักฐานและเหตุผลในการเนรเทศก่อน แต่การกระทำความผิดอื่นของชาวต่างชาติ เราจะดำเนินการเพิกถอนวีซ่ามากกว่า เช่น การไปจับกลุ่มที่ผับ 577 ห้วยขวาง ซึ่งพบชาวต่างชาติ 5 รายที่ดำเนินเนินการถอดวีซ่า