มายด์ ลภัสลัล ทำบุญครั้งใหญ่ มอบเงินกว่า1.3ล้านบาทช่วยทุนการศึกษาเด็ก

มายด์ ลภัสลัล ทำบุญครั้งใหญ่ มอบเงินกว่า1.3ล้านบาทช่วยทุนการศึกษาเด็ก

มายด์ ลภัสลัล ทำบุญครั้งใหญ่ มอบเงินกว่า1.3ล้านบาทช่วยทุนการศึกษาเด็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

หลังจากห่างหายจากการอัปเดตความเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ไปนานนับเดือน สำหรับนักแสดงสาว “มายด์ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล” ทำให้แฟน ๆ หลายคนต่างเป็นห่วง หลังจากก่อนหน้านี้เจ้าตัวเคยตกเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในโลกโซเชียล

ล่าสุด มายด์ ลภัสลัล กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มและเรื่องราวดีๆ ที่สร้างความประทับใจให้กับแฟนคลับ เมื่อเจ้าตัวได้นำรายได้จากโปรเจกต์พิเศษร่วมกับแบรนด์เครื่องประดับ Kavant & Sharart ไปมอบให้กับ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Thailand) เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาและสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก ๆ รวมเป็นเงินกว่า 1.3 ล้านบาท

โดย มายด์ ได้เผยภาพบรรยากาศขณะมอบเงินผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมข้อความขอบคุณทุกคนที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการครั้งนี้ ระบุว่า  “What we put into the world comes back as something beautiful Kavant & Sharart Charity Capsule Collection โปรเจกต์ที่มายด์ได้ทำร่วมกับ @kavantsharart ได้ถูกนำไปมอบเพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ ผ่านมูลนิธิศุภนิมิตร @worldvision_thailand เป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ

ขอบคุณทุกๆ ท่านที่ร่วมสนับสนุน ทั้งอุดหนุน Collection ช่วยมายด์แชร์โปรเจกต์นี้ หรือแม้แต่การส่งกำลังใจมาให้ ทุกคนคือส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสให้กับเด็กๆ ค่ะ ขออนุโมทนาบุญกับทุกๆ ท่านอีกครั้งนะคะ ขอให้บุญกุศลในครั้งนี้ส่งต่อสิ่งดีๆ กลับคืนสู่ทุกคนค่ะ”

แรงไม่หยุด ออน สมฤทัย เฉิดฉายกลางปารีส ขึ้นแท่นแขก VVIP

แรงไม่หยุด ออน สมฤทัย เฉิดฉายกลางปารีส ขึ้นแท่นแขก VVIP

แรงไม่หยุด ออน สมฤทัย เฉิดฉายกลางปารีส ขึ้นแท่นแขก VVIP

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.30 น.

เรียกว่าฮอตไม่มีแผ่ว! สำหรับ ออน สมฤทัย ภรรยาคนสวยของ หมอสอง นพรัตน์ ที่ล่าสุดสร้างความฮือฮาบนเวทีแฟชั่นระดับโลก หลังได้รับเกียรติให้เข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์ Haute Couture Fall/Winter 2026 ณ กรุงปารีส ในฐานะแขก VVIP จาก 3 แบรนด์แฟชั่นชั้นนำ ได้แก่ Yanina Couture, Kevin Germanier และ Iris van Herpenการปรากฏตัวของออนในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งคนไทยที่ได้สัมผัสบรรยากาศแฟชั่นโอต์กูตูร์อย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมเฟรมและกระทบไหล่เหล่าเซเลบริตี้ อินฟลูเอนเซอร์ และบุคคลสำคัญจากวงการแฟชั่นระดับนานาชาติ ท่ามกลางสายตาของสื่อจากทั่วโลกนอกจากลุคที่โดดเด่นสะกดทุกสายตาแล้ว การได้รับเชิญจาก 3 ห้องเสื้อชั้นนำในครั้งเดียว ยังสะท้อนถึงอิทธิพลและภาพลักษณ์อันโดดเด่นของออนบนเวทีแฟชั่นระดับโลก ทำให้เธอกลายเป็นอีกหนึ่งสาวไทยที่น่าจับตามองในวงการแฟชั่นลักชัวรี และตอกย้ำว่าชื่อของ “ออน สมฤทัย” กำลังเฉิดฉายบนแฟชั่นซีนระดับนานาชาติอย่างเต็มตัว

ไผ่ พงศธร ปลื้มสวนธรรมที่สร้างเองกลายเป็นศูนย์รวมบุญของชุมชน

ไผ่ พงศธร ปลื้มสวนธรรมที่สร้างเองกลายเป็นศูนย์รวมบุญของชุมชน

ไผ่ พงศธร ปลื้มสวนธรรมที่สร้างเองกลายเป็นศูนย์รวมบุญของชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.00 น.

“ไผ่ พงศธร” สุดปลื้มใจหลัง “สวนธรรมไผ่ พงศธร” ที่เจ้าตัวทุ่มงบประมาณส่วนตัวสร้างขึ้นบนพื้นที่บ้านสวนที่จังหวัดยโสธร กลายเป็นสถานที่รวมพลังศรัทธาของชาวพุทธในชุมชนล่าสุด สวนธรรมไผ่ พงศธร ได้เปิดต้อนรับคณะสงฆ์จาริกธุดงค์จากจังหวัดสระแก้ว จำนวน 46 รูป ที่เดินทางมุ่งหน้าสู่การสักการะพระธาตุพนม โดยเข้าพักระหว่างวันที่ 3-7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสงบและอิ่มบุญตลอดช่วงเวลาที่คณะสงฆ์พำนักอยู่ ไผ่ พงศธร พร้อมด้วยคุณแม่บุญทัน และชาวบ้านนับร้อยคน ได้ร่วมใส่บาตร สวดมนต์ นั่งสมาธิ และเจริญภาวนาอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของเจ้าตัวที่อยากให้พื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติธรรมของชุมชน“พอได้เห็นพระสงฆ์ปฏิบัติธรรมอย่างสงบงดงามในพื้นที่แห่งนี้ รู้สึกเหมือนได้อยู่ในอีกโลกหนึ่งที่เต็มไปด้วยความสงบ ทำให้จิตใจเบาสบายและมีความสุขมาก” ไผ่ พงศธร กล่าว

นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จจากความตั้งใจและแรงศรัทธาที่ไผ่ได้ลงแรง ลงใจ และทุ่มทุนสร้างมาตลอด จน “สวนธรรมไผ่ พงศธร” กลายเป็นพื้นที่แห่งบุญที่สร้างประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและชุมชนอย่างแท้จริง

ร่วมบริจาครายได้จาก สืบสานเพลงสุนทราภรณ์ 3 แก่ รพ.พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี

ร่วมบริจาครายได้จาก สืบสานเพลงสุนทราภรณ์ 3  แก่ รพ.พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี

ร่วมบริจาครายได้จาก สืบสานเพลงสุนทราภรณ์ 3 แก่ รพ.พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อบอวลไปด้วยความประทับใจและบทเพลงแห่งความทรงจำ กับ “คอนเสิร์ตสืบสานเพลงสุนทราภรณ์ 3” (A Tribute to Suntaraporn’s Legacy 3) ปรากฏการณ์คอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ที่รวบรวมศิลปินคุณภาพหลากหลายเจเนอเรชัน นำโดย รวงทอง ทองลั่นธม, รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส, พรศุลี วิชเวช, อรวี สัจจานนท์ พร้อมด้วย กัน-นภัทร อินทร์ใจเอื้อ, ปาน-ธนพร แวกประยูร และศิลปินอีกมากมาย จัดโดย แอสเซทไวส์ และ เปี่ยมสุข ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากแฟนเพลงทุกวัยที่มาร่วมย้อนวันวานผ่านบทเพลงอมตะ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา

เปิดเวทีด้วยการนำบทเพลงอมตะของสุนทราภรณ์มาเรียบเรียงดนตรีใหม่ให้ร่วมสมัย แต่ยังคงเสน่ห์และกลิ่นอายความคลาสสิกไว้อย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นเพลง รอคำรัก, อุษาสวาท, น้ำตาลใกล้มด, เริงลีลาศ และ ดาวล้อมเดือน ที่ชวนให้ผู้ชมร่วมขับร้องและหวนรำลึกถึงความทรงจำอันแสนอบอุ่นตลอดค่ำคืน นอกจากนี้ ยังมีการแสดงพิเศษจากวงดนตรีไทยของครูทะเบียน มาลัยเล็ก ที่ผสานเสน่ห์ของดนตรีไทยเข้ากับบทเพลงสุนทราภรณ์ได้อย่างกลมกลืน สร้างความประทับใจและได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมตลอดการแสดง

อีกหนึ่งความพิเศษของงานในปีนี้ คือแอสเซทไวส์ได้เชิญผู้ถือหุ้นกู้ ASW Debenture Club ร่วมรับชมคอนเสิร์ตในฐานะแขกคนพิเศษ เพื่อร่วมสัมผัสบทเพลงแห่งความทรงจำและแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุข สะท้อนความตั้งใจของบริษัทในการส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่า ควบคู่กับการดูแลผู้ถือหุ้นกู้ผ่านสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์

ปิดท้ายคอนเสิร์ตด้วยการส่งต่อพลังแห่งการให้ โดย นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) และนายกิติพงษ์ กุลไพศาลธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เปี่ยมสุข พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ร่วมมอบรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดคอนเสิร์ต จำนวน 200,000 บาท แก่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วย โดยมีนายแพทย์สกล สุขพรหม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เป็นผู้แทนรับมอบ

การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของแอสเซทไวส์และเปี่ยมสุข ในการส่งต่อคุณค่าจากเสียงเพลงสู่การสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม พร้อมร่วมสืบสานบทเพลงสุนทราภรณ์อันทรงคุณค่าให้คงอยู่ในความทรงจำของคนไทยต่อไป

#AssetWise # #WeBuildHappiness#AssetWisexPieamsuk
#คอนเสิร์ตสืบสานเพลงสุนทราภรณ์ครั้งที่3 #เปี่ยมสุขอนุรักษ์เพลงเก่า #ที่สุดของความสุขแห่งปี2026

สะกดสายตาชาวโลก ใหม่ ดาวิกา อวดลุคสุดจึ้งในปารีสแฟชั่นวีก สวยสับระดับกูตูร์

สะกดสายตาชาวโลก ใหม่ ดาวิกา อวดลุคสุดจึ้งในปารีสแฟชั่นวีก สวยสับระดับกูตูร์

สะกดสายตาชาวโลก ใหม่ ดาวิกา อวดลุคสุดจึ้งในปารีสแฟชั่นวีก สวยสับระดับกูตูร์

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.35 น.

สร้างเรื่องสร้างราวไม่หยุดหยิบสำหรับซุปตาร์สาวไทยระดับอินเตอร์ “ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” ที่ล่าสุดบินลัดฟ้าไปอวดความปังในงาน Paris Fashion Week ฝั่ง Haute Couture เผยลุคสุดล้ำและคลาสสิกที่ทำเอาช่างภาพลั่นชัตเตอร์รัวแบบไม่มีพัก

เริ่มต้นความแซ่บด้วยการเข้าร่วมชมโชว์ของแบรนด์หรู Stéphane Rolland โดยสาวใหม่มาในชุดเดรสยาวสีแดงสดสะดุดตา โดดเด่นด้วยดีไซน์ท่อนบนทรงกลมดีคอนสตรักชัน (Deconstruction) ล้อมไหล่ แฝงความเซ็กซี่ด้วยงานซีทรูช่วงเอวและสะโพกที่เผยให้เห็นรูปร่างสุดลีนและเอวสับแบบที่ทุกคนต้องตะลึง แมตช์กับเมคอัพสุดเฉี่ยวกรีดอายไลเนอร์คมกริบและปากสีแดงสด คอมพลีตลุคด้วยการรวบผมทรงหมวยสุดเก๋ บอกเลยว่าลุคนี้ดาเมจรุนแรงมาก!

สวยหรูดุจดั่งมนต์สะกด ในโชว์ของ ASHI Studio พลิกอารมณ์มาที่ความลึกลับและเรียบหรูระดับมาสเตอร์พีซ ในการเข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ Ashi Studio สาวใหม่เลือกปรากฏตัวในชุดเดรสเกาะอกยาวสีดำสนิท ตัวชุดตัดเย็บด้วยผ้าที่มีความเงางามและดีเทลการจับเดรปรูปทรงนาฬิกาทราย เน้นสัดส่วนโค้งเว้าโค้งอย่างสมบูรณ์แบบ ปล่อยผมตรงยาวเรียบกริบ เพิ่มความลักชัวรีด้วยเครื่องประดับเพลนๆ แต่ดูแพง เป็นลุคที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังและดูคลาสสิกเหนือกาลเวลา

เรียกได้ว่าการไปปารีสแฟชั่นวีกครั้งนี้ของ “ใหม่ ดาวิกา” ยังคงตอกย้ำตำแหน่ง Fashion Icon ฝั่งเอเชียได้อย่างไร้ที่ติ ไม่ว่าจะสไตล์ล้ำยุคขยี้ใจ หรือสวยสง่าคลาสสิก เธอก็เอาอยู่ทุกลุคจริงๆ 

ม.ศรีปทุม ติด Top 100 โลก จาก ‘THE Impact Rankings 2026’ ด้านสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

ม.ศรีปทุม ติด Top 100 โลก จาก 'THE Impact Rankings 2026' ด้านสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

ม.ศรีปทุม ติด Top 100 โลก จาก ‘THE Impact Rankings 2026’ ด้านสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยเอกชนไทย ติด Top 100 โลก จาก THE Impact Rankings 2026 ด้านสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม สร้างโอกาสกการศึกษาลดความเหลื่อมล้ำ

•             มหาวิทยาลัยศรีปทุมครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยเอกชนของประเทศไทย ในการจัดอันดับภาพรวม THE Impact Rankings 2026ใน 6 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

•             ได้รับการจัดอันดับ อันดับ 19 ร่วมของประเทศไทย จากสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมการประเมิน

•             ติด Top 100 ของโลก (อันดับ 96) ใน SDG 1 : No Poverty หรือ “การสร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ”

•             ประเมินจากมหาวิทยาลัยกว่า 1,700 แห่งทั่วโลก

•             ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยเอกชนไทย

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า มหาวิทยาลัยศรีปทุมได้รับการจัดอันดับเป็น มหาวิทยาลัยเอกชนอันดับ 1 ของประเทศไทย ในการจัดอันดับภาพรวมของ THE Impact Rankings 2026 และอยู่ในอันดับ 19 ร่วมของประเทศไทย จากสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมการประเมินทั้งหมด

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังสร้างผลงานโดดเด่นในระดับโลก ด้วยการได้รับการจัดอันดับ Top 100 ของโลก (อันดับ 96) ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 1 : No Poverty หรือ การสร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จากมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมการประเมินกว่า 1,700 แห่งทั่วโลก ผลการจัดอันดับในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) อย่างต่อเนื่อง และยังสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการใช้ “พลังของการศึกษา” เป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม

THE Impact Rankings จัดทำโดย Times Higher Education (THE) ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกที่ประเมินผลกระทบของสถาบันอุดมศึกษาต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติ โดยสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม นอกเหนือจากความเป็นเลิศด้านวิชาการ

ผลการจัดอันดับในปีนี้ยังตอกย้ำความโดดเด่นของมหาวิทยาลัยศรีปทุมในหลากหลายมิติ โดยได้รับการจัดอันดับเป็น มหาวิทยาลัยเอกชนอันดับ 1 ของประเทศไทย ใน 6 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่

•             SDG 1 การสร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ (No Poverty)

•             SDG 11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (Sustainable Cities and Communities)

•             SDG 12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production)

•             SDG 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action)

•             SDG 16 สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง (Peace, Justice and Strong Institutions)

•             SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnerships for the Goals)

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องภายใต้ 5 แนวคิดสำคัญ ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาผู้เรียนและสังคมอย่างยั่งยืน ได้แก่ “สร้างโอกาส” ที่เปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนผู้เรียนทุกกลุ่มให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับ SDG 1 และ SDG 4, “เรียนกับตัวจริง” ที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์โลกการทำงาน, “ประสบการณ์จริง” ที่ส่งเสริมให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติและสร้างผลงานที่ใช้ได้จริง, “ส่งเสริม สนับสนุน และผลักดัน” ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เรียนพร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน และ “Future Skills” ที่เตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในโลกอนาคต ทั้งด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล นวัตกรรม ความยั่งยืน และการเป็นพลเมืองโลก

ทั้ง 5 แนวคิดจึงไม่ได้เป็นเพียงแนวทางการจัดการศึกษา แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้เรียน ชุมชน และสังคม ตลอดจนเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยศรีปทุมสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

“มหาวิทยาลัยเชื่อว่าการศึกษาที่มีคุณภาพสามารถเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนครอบครัว และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราจึงมุ่งสร้างโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม ผ่านทุนการศึกษา โครงการสนับสนุนนักศึกษา และแนวคิด Earn to Learn ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สร้างรายได้และสะสมประสบการณ์การทำงานระหว่างเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานในอนาคต” ดร.รัชนีพร กล่าว

The Foundation of Future Advantage จัดอันดับเส้นทางสร้างรากฐานที่มั่นคง เพื่อ ‘แต้มต่อ’ ของลูกในโลกอนาคต

The Foundation of Future Advantage จัดอันดับเส้นทางสร้างรากฐานที่มั่นคง เพื่อ ‘แต้มต่อ’ ของลูกในโลกอนาคต

The Foundation of Future Advantage จัดอันดับเส้นทางสร้างรากฐานที่มั่นคง เพื่อ ‘แต้มต่อ’ ของลูกในโลกอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ๆ คำถามสำคัญที่อยู่ในใจของบรรดาผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย ไม่ใช่แค่ “ลูกจะเรียนอะไร?” แต่คือ “โรงเรียนแบบไหนที่จะเป็นการลงทุนสร้าง ‘รากฐาน’ ที่แข็งแกร่งและคุ้มค่าที่สุดให้กับลูกของเรา?”

สำหรับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย (Bangkok Christian College – BCC) คำตอบของคำถามนี้ สะท้อนชัดเจนผ่านบทพิสูจน์กว่า 173 ปี ที่เปลี่ยน “ค่าเทอม” ให้กลายเป็นการลงทุนที่สร้างแรงส่งแรกของชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อันดับ 1 : ก้าวแรกแห่งความมั่นคง สู่สินทรัพย์ทางสังคมที่ประเมินค่าไม่ได้

ช่วงเวลาประถมศึกษาปีที่ 1 คือ หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุด BCC ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเร่งรัดวิชาการจนเด็กสูญเสียวัยเด็ก แต่ให้ความสำคัญกับ “Top 3 ประสบการณ์ล้ำค่า” นั่นคือ การสร้างรากฐานการปรับตัว สังคมที่อบอุ่นแบบพี่น้อง (Brotherhood Society) และความสุขในการเรียนรู้ การลงทุนกับสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยนี้ ช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจ

นอกจากนี้ ยังส่งเสริม “The Value of Happiness” ผ่านเครือข่ายกิจกรรมที่เข้มแข็ง ทั้งดนตรี กีฬา (ฟุตบอล, บาสเกตบอล) และวิชาการ รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Connection ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง ที่เติบโตไปเป็นเครือข่ายศิษย์เก่า “ม่วงทอง” เครือข่ายเหล่านี้ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของโรงเรียน แต่คือ สินทรัพย์ทางปัญญาและสังคม ที่ส่งต่อโอกาสและมุมมองชีวิตให้กับนักเรียน BCC รุ่นต่อๆ ไป                         

อันดับ 2 : รากฐานที่มั่นคง คือ จุดเริ่มต้นของการคิดไกล

สิ่งที่ทำให้ BCC แตกต่างจากโรงเรียนที่เน้นความทันสมัยเพียงเปลือกนอก คือ ความเชื่อที่ว่า “นวัตกรรมที่แท้จริง ต้องเติบโตบนรากฐานที่แข็งแรง” รากฐานดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ห้องเรียน แต่คือ การหล่อหลอมวินัย การรู้จัก รู้แพ้รู้ชนะ ผ่านกิจกรรม และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ที่ไม่เคยล้าสมัย ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปเพียงใด

อันดับ 3 : เมื่อประสบการณ์ 173 ปี ผสานกับทักษะแห่งอนาคต

ในขณะเดียวกัน BCC ก็ตระหนักดีว่า การเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่ จำเป็นต้องมีมากกว่าความรู้แบบเดิม โรงเรียนจึงลงทุนนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเรียนรู้มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านรูปแบบ Project-Based Learning จากโจทย์จริงที่มีตัวเลขวัดผลได้จริง เพื่อสร้าง “3 ทักษะเพื่อแต้มต่อในโลกยุคใหม่” ได้แก่

•             Leadership (ความเป็นผู้นำ) : ทักษะการนำทีม การตัดสินใจ และความรับผิดชอบผ่านการลงมือทำโปรเจกต์จริงและสภานักเรียน

•             Digital Literacy (ความฉลาดทางดิจิทัล) : การเรียนรู้และใช้งานเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึง AI อย่างรู้เท่าทันและเกิดประโยชน์

•             Entrepreneurship (จิตวิญญาณผู้ประกอบการ) : การคิดวิเคราะห์ วางแผน และแก้ปัญหาจากโจทย์ในโลกความเป็นจริง เพื่อนำไปต่อยอดเป็น Portfolio สู่ระดับมหาวิทยาลัย

ความคุ้มค่าที่เปลี่ยนเป็นแต้มต่อในโลกยุคใหม่ ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำเพื่อ “ตามเทรนด์” แต่เพื่อสร้างแต้มต่อในการเรียนรู้และการใช้ชีวิตให้กับนักเรียนอย่างแท้จริง รากฐาน 173 ปีของกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางประวัติศาสตร์ หากคือ บทพิสูจน์ที่ว่า ทุกการลงทุนที่นี่คือ ความคุ้มค่าที่ถูกนำไปใช้เพื่อสร้างเด็กที่พร้อมยืนหยัดอย่างมั่นคง เด็กที่มีทั้งรากฐานชีวิตที่แข็งแกร่ง มีทักษะที่พร้อมรับมือกับโลกอนาคต และมีเครือข่ายที่พร้อมสนับสนุน คือ เด็กที่สามารถ “ไปได้ไกล และไปได้ดี” และนี่คือสิ่งที่ BCC ได้พิสูจน์มาแล้ว…ในการรับหน้าที่เป็นแรงส่งแรกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตลูกของคุณ

ดีป้ายกระดับทักษะ ‘Coding – AI’ เยาวชนไทย เฟ้นหาตัวแทนรอบภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ

ดีป้ายกระดับทักษะ ‘Coding – AI’ เยาวชนไทย เฟ้นหาตัวแทนรอบภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ

ดีป้ายกระดับทักษะ ‘Coding – AI’ เยาวชนไทย เฟ้นหาตัวแทนรอบภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดีป้า เปิดฉากกิจกรรม Regional Coding & AI Competition ภาคกลางและภาคตะวันตก ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future เดินหน้าเสริมแกร่งทักษะ Coding และ AI แก่เยาวชนไทย ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนาสมรรถนะและต่อยอดศักยภาพด้านเทคโนโลยีอย่างไร้ขีดจำกัด ผ่านเวิร์กชอปสุดเข้มข้น 3 วัน 2 คืน พร้อมหนุนสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลที่ใช้งานได้จริง เพื่อเฟ้นหาตัวแทนภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ เข้าร่วมแข่งขันชิงทุนการศึกษาและทุนพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ทักษะดิจิทัล รวมมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) โดย ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เป็นประธานเปิดกิจกรรม Regional Coding & AI Competition ภาคกลางและภาคตะวันตก ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future โดยมี ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ดีป้า, วิศิษฏ์ ไหมเพ็ชร ผู้จัดการสาขาภาคกลางตอนกลาง ดีป้า พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากเครือข่ายพันธมิตร ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นำโดย อรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร, ดร.ชนนิกานต์ จิรา ผู้อำนวยการ True Digital Academy, ญดา วงศ์ทองคำ รองผู้อำนวยการอาวุโส, รศ.ดร.ปัณรสี ฤทธิประวัติ กรรมการบริหาร บจก.โฟล ไอโน, โอม ศิวดิตถ์ National Technology Officer บจก.ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) และสถาบันการศึกษา ครู นักเรียน กว่า 400 คน เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

โดยตลอดทั้ง 3 วันของกิจกรรม Regional Coding & AI Competition เข้มข้นด้วยกิจกรรมการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การพัฒนาต้นแบบ (Prototype) และ การนำเสนอ (Pitching) ซึ่งได้รับเกียรติจากคณาจารย์ ร่วมถ่ายทอดความรู้ และ ร่วมเป็นคณะกรรมการ อาทิ อ.ณัฏกฤษ สมดอก คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, รศ.ดร.ต้องชนะ ทองทิพย์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, ผศ.ดร.ธีรภาพ อมรสวัสดิรักษ์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, ผศ.ดร.ภูมิ คงห้วยรอบ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, ผศ. ดร. ธนา อุดมศรีไพบูลย์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยพะเยา, ผศ.ดร.สุดชาย บุญโต คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ผศ.สราวุธ จันทร์ผง วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ทั้งนี้ กิจกรรม Regional Coding & AI Competition ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future จัดขึ้นใน 8 ครั้งทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (ภาคกลางและภาคตะวันตก), ชลบุรี (ภาคตะวันออก), เชียงใหม่ (ภาคเหนือตอนบน), อุบลราชธานี (ภาคอีสานตอนล่าง), พิษณุโลก (ภาคเหนือตอนล่าง), ขอนแก่น (ภาคอีสานตอนกลาง), สงขลา (ภาคใต้ตอนล่าง) และ ภูเก็ต (ภาคใต้ตอนบน) เพื่อผลักดันศักยภาพเยาวชนไทยสู่โลกดิจิทัล และเตรียมความพร้อมสู่อนาคตแห่งนวัตกรรม AI อย่างยั่งยืน โดยผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Facebook Page: CodingThailand by depa

เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดสัมมนาและเวิร์กชอป “กลยุทธ์การจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์โรงแรม” ภายใต้โครงการการจัดการความรู้เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงแรมที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน ผลักดันผู้ประกอบการในพื้นที่ปรับตัวสู่การเป็นโรงแรมความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Hotel) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับสากล โดยได้รับเกียรติจากนายธีระพงษ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดการสัมมนา มี รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง และ ผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าร่วมสัมมนา ณ โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน จ.นครศรีธรรมราช

นายธีระพงษ์ ช่วยชู รองผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวที่โดดเด่นมาก ทั้งในด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่า 4.5 ล้านคน และมีโรงแรมรองรับกว่า 300 แห่ง การมุ่งสู่มาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดสำคัญในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสร้างจุดแข็งใหม่ให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ ในฐานะหัวหน้าโครงการดังกล่าว กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งสร้างองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโรงแรมให้สามารถนำแนวคิด Carbon Neutral Tourism (CNT) และ Net Zero Tourism (NZT) ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงธุรกิจ ตั้งแต่การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การบริหารจัดการพลังงานและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้โรงแรมในนครศรีธรรมราชพัฒนาไปสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมก้าวสู่มาตรฐานระดับประเทศและนานาชาติต่อไป

ภายในงานมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Less for More” การพัฒนาธุรกิจโรงแรมที่สร้างรายได้มากขึ้นด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และกิจกรรม “Meet the CEO” โดยผู้บริหารโรงแรมชั้นนำ ถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังจัดเวิร์กชอปด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ Carbon Neutral Tourism และ Net Zero Tourism เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในการบริหารจัดการโรงแรมได้จริง

ยกระดับความปลอดภัย ‘ศูนย์เด็กเล็กคลองเตย’ เดินหน้านวัตกรรม ‘สีหน่วงไฟ’ ควบคู่ลด Food Waste

ยกระดับความปลอดภัย ‘ศูนย์เด็กเล็กคลองเตย’ เดินหน้านวัตกรรม ‘สีหน่วงไฟ’ ควบคู่ลด Food Waste

ยกระดับความปลอดภัย ‘ศูนย์เด็กเล็กคลองเตย’ เดินหน้านวัตกรรม ‘สีหน่วงไฟ’ ควบคู่ลด Food Waste

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ความร่วมมือระหว่างสีเบเยอร์ Beger, ศูนย์นาโนเทค และ Marriott International ภายใต้การสนับสนุนจาก กรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตคลองเตย เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้าน “ความปลอดภัยและความยั่งยืน” อย่างเป็นรูปธรรม ประกาศความสำเร็จของ “จุดที่ 2” ณ มูลนิธิดวงประทีป ศูนย์เด็กเล็กชุมชนคลองเตย โดยโครงการได้ดำเนินการทาสีนวัตกรรมหน่วงไฟ พร้อมซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารแล้วเสร็จสมบูรณ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยในพื้นที่ชุมชนเมืองที่มีความหนาแน่นสูง

โดยนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อความปลอดภัยกับเด็กเล็กในพื้นที่ที่เปราะบาง โครงการนี้ได้นำ “สีนวัตกรรมหน่วงไฟ” มาใช้จริงในอาคารเรียน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยชะลอการลุกลามของเปลวไฟ ลดการแพร่กระจายความร้อน และเพิ่มเวลาในการอพยพกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะในศูนย์เด็กเล็กที่ต้องการมาตรการความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากการปรับปรุงสีที่โครงสร้างอาคารแล้ว ยังมีการจัดอบรมให้ความรู้แก่ครูและบุคลากรเกี่ยวกับแนวทางอพยพหนีไฟ การประเมินความเสี่ยง และการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถดูแลเด็กๆได้อย่างปลอดภัยและเป็นระบบ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงด้านความปลอดภัยทางกายภาพ แต่ยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยพันธมิตรยังคงดำเนินโครงการ “ลด Food Waste” ควบคู่กับการสนับสนุนชุมชนคลองเตย สะท้อนแนวคิดการใช้ “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ที่สร้างผลลัพธ์ในหลายมิติ ทั้งความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต

ความสำเร็จของโครงการในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการปรับปรุงอาคารหนึ่งแห่ง แต่เป็นต้นแบบความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน หน่วยงานวิจัย และภาครัฐ ที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่เปราะบางอื่นๆในเขตคลองเตยและพื้นที่เมืองทั่วประเทศ

ในระยะต่อไป ทั้ง3องค์กรมีแผนเดินหน้าขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารในชุมชนเมือง พร้อมผลักดันโมเดล “Safety + Sustainability” ให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน