ทุบฮั้วสว.ไม่เข้าเป้า ปชน.แค้นลึก ลั่นตามขุดจนคดีจบ เท้งปรับแผนกินโต๊ะรบ. หนูบิน3ประเทศระรื่น เจรจานักลงทุนเข้าไทย

20 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ทุบฮั้วสว.ไม่เข้าเป้า ปชน.แค้นลึก ลั่นตามขุดจนคดีจบ เท้งปรับแผนกินโต๊ะรบ. หนูบิน3ประเทศระรื่น เจรจานักลงทุนเข้าไทย

พรรคประชาชนยังไม่หายแค้น หลังขุดคดีฮั้วสว.ไม่เข้าเป้า ประกาศขุดต่อจนกว่าศาลจะตัดสิน “เท้ง” ปรับแผนกินโตะรัฐบาลใหม่ยันเดินหน้าเต็มสูบ ขณะ กมธ.วุฒิสภา เปิดเวทีโชว์ผลงาน “พิสิษฐ์” ยันคดี “ฮั้ว สว.”ไม่กระทบเดินหน้าทำงาน ลุยหน้าที่เต็มสูบ จนกว่าศาลสั่ง นายกฯอนุทิน บิน 3 ประเทศ 20–27 กันยายนนี้ ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้าไทย พร้อมโชว์วิสัยทัศน์กลางเวทียูเอ็น

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดกำหนดการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมเดินทางเยือนญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร

โดยช่วงเช้า วันที่20 กันยายนนี้ นายกฯพร้อมคณะ จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (HND) และเดินทางถึงกรุงโตเกียวในช่วงเย็น ก่อนเข้าที่พักและรับประทานอาหารค่ำ

จากนั้น ช่วงเช้าวันที่ 21 กันยายน นายกฯเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ณ โรงแรม Imperial Tokyo และในช่วงบ่าย เดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียวไปยังท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดินทางถึงนครนิวยอร์ก เข้าที่พักและรับฟังการบรรยายสรุปกำหนดการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 โดยเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก

ประชุมUNGA81

สำหรับภารกิจในที่ 22 กันยายน นายกฯ จะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม UNGA81 และเริ่มการอภิปรายทั่วไป ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ จากนั้นพบหารือกับนาง Rebeca Grynspan ผู้สมัครตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติจากคอสตาริกา ในช่วงบ่ายจะร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Bank of America และพบหารือกับผู้บริหารบริษัท Pacific Investment Management Company (PIMCO) ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เนื่องในโอกาสการประชุม UNGA81

ขณะที่ช่วงเช้าวันที่ 23 กันยายน นายกฯ จะเดินทางไปเยี่ยมชมและพบหารือกลุ่มเล็กกับผู้บริหารบริษัท Google ณ สาขา Pier 57 ก่อนเดินทางไปพบปะชุมชนชาวไทยในนครนิวยอร์กและพื้นที่ใกล้เคียง ณ วัดพุทธไทยถาวรวนาราม จากนั้น นายกรัฐมนตรีพบหารือระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน (working lunch) กับผู้บริหารบริษัท Brookfield และช่วงบ่ายหารือทวิภาคีกับสมเด็จพระราชินีมักซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ และในช่วงค่ำ นายกฯ พบหารือกลุ่มเล็กกับภาคเอกชน และกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S.–ASEAN Business Council: USABC) และหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) ร่วมเป็นเจ้าภาพ

อภิปรายทั่วไปเวที่UN

วันที่ 24 กันยายน ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีพบหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) และร่วมลั่นระฆังเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ ก่อนร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Jefferies Group LLC จากนั้นพบหารือกับนายกรัฐมนตรีภูฏาน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ รวมถึงพบหารือกับเลขาธิการสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ขณะที่เวลา 17.00 น. นายกฯจะกล่าวอภิปรายทั่วไป (General Debate) ในการประชุม UNGA81โดยประเทศไทยมีกำหนดกล่าวเป็นลำดับที่ 8 ใช้เวลาประมาณ 15 นาที

โฆษกประจำสำนักนายกฯอล่าวว่า ก่อนออกเดินทางจากนครนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในช่วงค่ำ

วันที่ 25 กันยายน ในช่วงเช้า นายกฯเดินทางถึงกรุงลอนดอนในก่อนที่ช่วงบ่าย จะพบปะกับนายกเทศมนตรีเขตเศรษฐกิจการค้าแห่งกรุงลอนดอน ผู้แทนธุรกิจการเงินและการบริการของสหราชอาณาจักร ประธาน Thai-UK Business Council และผู้แทนการค้า จากนั้นเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง (Tea Reception) และพบหารือกับบริษัท UBS Group AG, สายการบิน Virgin Atlantic และบริษัท Rolls-Royce ตามลำดับ เมื่อจบภารกิจ นายกฯและคณะจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานลอนดอนสแตนสเต็ด (STN) ในช่วงเช้า ไปยังท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) และเดินทางถึงประเทศไทยในเวลา 07.00 น. ของวันที่ 27 กันยายน 2569

โวเปิดโอกาสตลาดเข้าทุนไทย

“การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการสำคัญทั้งการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 การกล่าวอภิปรายทั่วไปในนามประเทศไทย พร้อมพบหารือกับผู้นำและผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนการหารือกับภาคการเงิน นักลงทุนและภาคเอกชนในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยและเปิดโอกาสในการดึงดูดการค้า การลงทุน และเงินทุนจากต่างประเทศ ต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจและธุรกิจ นำไปสู่การเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และรายได้ให้แก่ประเทศไทยและประชาชนไทย” นายเอกภพกล่าว

ยุทธพรชี้รบ.ไปต่อ–ศก.คลายกังวล

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงผลการพิจารณาคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ว่ามติดังกล่าวช่วยสร้างความชัดเจนให้แก่สถานการณ์การเมืองว่า รัฐบาลยังสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ และลดความกังวลว่าผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่เกม “เซตซีโร่” ทางการเมือง

ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายกังวลว่า าก กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาครอบคลุมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำนวนมาก อาจเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งต่อการทำงานของรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นของนักลงทุน เมื่อมติกกต.ไม่ยื่นคำร้องต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความไม่แน่นอนที่เคยแขวนอยู่เหนือรัฐบาลจึงลดลง ทำให้ทิศทางการบริหารประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น และส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจตามไปด้วย

“เมื่อความกังวลทางการเมืองลดลง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจก็ดีขึ้น เพราะนักลงทุนและภาคธุรกิจสามารถประเมินทิศทางของรัฐบาลและความต่อเนื่องของนโยบายได้ชัดเจนกว่าเดิม ประเทศไทยจึงสามารถเดินหน้าต่อได้” รศ.ดร.ยุทธพรกล่าว

พิสูจน์แก้ปัญหาปากท้องรุมเร้า

รศ.ดร.ยุทธพรอธิบายด้วยว่าคดีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 แตกต่างจากมาตรา 235ซึ่งหลายฝ่ายมักนำมาเปรียบเทียบกัน โดยเฉพาะกรณี 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล มาตรา 235 กำหนดว่า เมื่อศาลรับคำร้องแล้ว ผู้ถูกร้องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ “เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น”ศาลจึงยังสามารถอนุญาตให้ผู้ถูกร้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่มาตรา 226ไม่มีข้อยกเว้นดังกล่าว หากกกต.ยื่นคำร้องและศาลฎีการับคำร้อง บุคคลที่ดำรงตำแหน่ง สส.หรือ สว.จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที จึงอาจก่อให้เกิดปัญหาทางกฎหมายตามมา โดยเฉพาะกรณีบุคคลที่ดำรงตำแหน่งควบทั้ง สส.และรัฐมนตรี ว่าจะต้องหยุดเฉพาะหน้าที่ สส.หรือกระทบไปถึงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายคนพร้อมกัน ย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศ การขับเคลื่อนนโยบาย และความเชื่อมั่นของภาคเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รศ.ดร.ยุทธพรกล่าวว่ามติของกกต.ครั้งนี้จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อผู้ถูกกล่าวหา แต่ช่วยคลายความไม่แน่นอนทางการเมืองในภาพรวม ทำให้รัฐบาลสามารถกลับไปเดินหน้าบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่ควรถือว่าตนเองผ่านพ้นทุกปัญหา เพราะสิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อจากนี้คือผลงาน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ รายได้ และปากท้องของประชาชน

“ผลของกกต.ทำให้ประเทศเห็นทิศทางชัดขึ้น รัฐบาลเดินหน้าต่อได้ เศรษฐกิจคลายความกังวล แต่ความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นจะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลสามารถเปลี่ยนเสถียรภาพทางการเมืองให้กลายเป็นผลงานที่ประชาชนจับต้องได้มากเพียงใด”รศ.ดร.ยุทธพรกล่าว

‘เทพไท’ดักคอกกต.ฮั้วสว.ส้ม-น้ำเงิน

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในหัวข้อ ฮั้ว สว.น้ำเงิน-ส้ม ต้องมาตรฐานเดียวกัน โดยระบุว่า มีกระแสข่าวว่าคณะกรรมการเลือกตั้งชุดใหญ่ ได้มีมติสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมใน 3 สำนวน ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองสีส้ม คณะก้าวหน้า และกลุ่ม สว.อิสระ หรือที่เรียกกันว่า“ฮั้วสว.ส้ม”เนื่องจากพยานหลักฐาน และเส้นทางทางการเงินยังไม่เพียงพอต่อการพิจารณาลงมติ จึงมีกระแสข่าวนี้ออกมา หลังจากคณะกรรมการเลือกตั้งได้มีมติสั่งฟ้อง 77 ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. จึงทำให้มีการเคลื่อนไหวกดดันไปยังกกต.ให้ดำเนินการสอบสวนคดีฮั้ว สว.สีส้มด้วย

“ในฐานะที่เป็นนักวิเคราะห์การเมืองอิสระได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด สนับสนุนให้คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.)ได้สอบสวนดำเนินการเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.ทุกสี ทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติและถ้าหากว่ามีพยานหลักฐานสามารถจะเอาผิด หรือสั่งฟ้องได้ อยากให้รีบดำเนินการโดยเร็วและไม่ควรจะใช้วิธีการเลือกปฏิบัติ หรือ 2 มาตรฐาน ถ้าหากว่ามีการวางกฎเกณฑ์ หรือมาตรฐานตรวจสอบการฮั้วสว.สีน้ำเงิน โดยยึดหลักพยานหลักฐานทั้งเรื่องการจัดเลี้ยง การจ่ายเงิน การโทรศัพท์ การเช่าที่พัก และการกระทำอื่นใด เช่น มีโพยในการลงคะแนนด้วย ก็อยากให้ใช้มาตรฐานนี้ไปดำเนินการกับสว.สีส้ม ว่ามีพยานหลักฐานครบถ้วนเหมือนกับการสอบคดีฮั้ว สว.สีน้ำเงินหรือไม่

ชี้ต้องมีองค์ประกอบฮั้ว3ส่วน

นายเทพไทระบุว่าเพราะองค์ประกอบของการฮั้วสว.ที่เกิดขึ้นได้จนเป็นผลสำเร็จ มาจากองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ 1.ส่วนที่เป็นศูนย์อำนวยการ การวางแผนฮั้ว สว. มีการออกแบบ วิธีการฮั้ว มีโปรแกรมการฮั้ว การจัดการลงคะแนน มีการวางแผน มีการดำเนินการทางวิชาการด้านสถิติ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการลงคะแนน 2.ต้องมีเงินทุนจำนวนมากพอสมควร ที่จะดำเนินการได้ อย่างไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ที่จะต้องใช้จ่ายในการว่าจ้างโหวตเตอร์ให้เป็นหน่วยกล้าตาย หรือหน่วยพลีชีพในการลงคะแนน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหัวละ 5,000 บาท 20,000 บาท 50,000 บาท 100,000 บาท และ 200,000 บาท เมื่อมีผู้ร่วมขบวนการนี้นับหมื่นคน ก็ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท 3.ต้องมีเครือข่ายทั้งระดับภาค ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ เพราะต้องหาโหวตเตอร์ หรือผู้สมัครที่เป็นหน่วยกล้าตายมาสมัคร เพื่อจะลงคะแนนให้กับผู้สมัคร ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของขบวนการฮั้ว สว. ที่ต้องการให้บุคคลใดเป็น สว.ตัวจริง และต้องกำหนดให้โหวตเตอร์ไม่สามารถแตกแถวได้

หนุนกกต.ทำตรงไปตรงมาให้สำเร็จ

นายเทพไทย้ำทิ้งท้ายว่าดังนั้นการที่ สว.สีน้ำเงิน จะมีการฮั้วหรือไม่ ก็ต้องดูองค์ประกอบเหล่านี้ด้วย ถ้าหากมีเพียงการจัดสถานที่เพื่อประชุมกันทำความเข้าใจกัน แนะนำตัวกัน โดยไม่มีเส้นการเงินที่โอนให้กัน ไม่มีโพยในการลงคะแนน ไม่มีการว่าจ้าง ไม่มีการจ่ายที่พักอาศัย ค่าเดินทาง ก็ไม่เข้าองค์ประกอบของการฮั้ว เพราะฉะนั้นสนับสนุน กกต. ให้ทำเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา และทำความจริงให้ปรากฏ ไม่ต้องการให้มีกระบวนการในลักษณะ เมื่อตัวเองฮั้วแล้วมีความผิด จึงซัดทอดให้คนอื่นถูกข้อกล่าวหาว่าฮั้วด้วย จึงสนับสนุนให้ กกต. ทำเรื่องนี้ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด เพราะเวลาล่วงเลยมา 2 ปีกว่าแล้ว

‘เท้ง’ร่ายยาวครบ20ปี19ก.ย.49

วันเดียวกันนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ 20 ปี 19 กันยา 2 ทศวรรษที่สูญหาย ทวงคืนอนาคตด้วย 21 ล้านเสียง ย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้ว วันที่ 19 กันยายน 2549 ‘คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ (คปค.) นำโดย พลเอกสนธิ บุญยะรัตกลิน ทำการรัฐประหาร นอกจากจะเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน การรัฐประหารครั้งนั้นยังฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด รัฐธรรมนูญที่พยายามสร้างระบบการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง รัฐบาลมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันก็ออกแบบองค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง

นายณัฐพงษ์ย้ำอีกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกอย่างมีข้อดี ก็ย่อมีข้อเสีย รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ที่มีการเปิดช่องให้อำนาจบริหารเข้ามาแทรกแซงได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้ว การรัฐประหาร 2549 ที่เป็นการเปิดประตูให้เกิดการใช้อำนาจพิเศษผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น นิติสงคราม ตุลาการภิวัฒน์ นับว่าเป็นอันตรายและส่งผลเสียหายยิ่งกว่า เหตุการณ์วันที่ 19 กันยายนจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล แต่เป็นการตัดตอนกติกาที่สังคมไทยใช้เวลาหลายปีร่วมกันออกแบบ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติทางการเมืองที่ลากยาวมาถึงวันนี้

หลังรัฐประหาร 2549 รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกจัดทำขึ้นภายใต้บริบทของการรัฐประหาร โดยโจทย์สำคัญประการหนึ่งคือการลดทอนความเข้มแข็งของฝ่ายการเมืองและเพิ่มกลไกตรวจสอบที่อยู่นอกระบบการเลือกตั้ง ขณะที่ในเวลานั้นประชาชนจำนวนหนึ่งพูดถึงการทำประชามติด้วยคำว่า“รับๆ ไปก่อน ค่อยแก้ทีหลัง”

เย้ยรธน.ปราบโกง-ผุดอำนาจใหม่

นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า ต่อมา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ยังคงได้รับความนิยมและมีความเข้มแข็ง ความขัดแย้งจึงไม่ได้จบลงที่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ขยายไปสู่การใช้กลไกต่างๆ เพื่อจัดการกับรัฐบาลและพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ การยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมือง การย้ายขั้วทางการเมือง ตลอดจนการชุมนุมและการสลายการชุมนุม จนในที่สุด รัฐประหาร 2549 ถูกเรียกว่าเป็นรัฐประหารที่ ‘เสียของ’ เพราะไม่สามารถหยุดความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประชาชนลงได้

เมื่อการยึดอำนาจครั้งแรกไม่สามารถทำให้การเมืองกลับไปอยู่ในจุดที่ผู้มีอำนาจต้องการ ประเทศไทยจึงเดินเข้าสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ และวันที่ 22 พฤษภาคม 2557พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารอีกครั้ง คราวนี้ คสช.ไม่ได้เพียงยึดอำนาจ แต่สร้างกลไกจำนวนมากเพื่อควบคุมการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน และวางโครงสร้างสำหรับการสืบทอดอำนาจของ‘ระบอบประยุทธ์’เอาไว้ โดยมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกลไกสำคัญ ซึ่งในเวลานั้นถูกนำเสนอในฐานะ‘รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง’ขณะเดียวกัน ก็วางโครงสร้างอำนาจใหม่ที่มีผลต่อการเมืองไทยไปอีกยาวนาน

ซัดรธน.60‘สีน้ำเงิน’กินรวบ

นายณัฐพงษ์ยังมองว่า รัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่ได้เป็นเพียงผลพวงจากรัฐประหาร 2557 แต่เป็นส่วนสำคัญของการวางโครงสร้างอำนาจหลังรัฐประหารเอาไว้ต่อไป เช่น การให้อำนาจ สว. 250 คน สามารถร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ใน 5 ปีแรก หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องใช้เสียงของ สว. เห็นชอบด้วย 1 ใน 3 รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ระบอบประยุทธ์ยังคงอำนาจต่อผ่านการเลือกตั้ง 2562 แต่หลังการชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 2563-2564 สัญญาณของความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อประชาชนลุกขึ้นรวมตัวประท้วง เป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ ความไม่พอใจบนท้องถนนกลายเป็นเสียงของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งปี 2566 ว่าพวกเขาต้องการเห็นโครงสร้างอำนาจแบบไหน อะไรบ้างที่ถึงคราวต้องปฏิรูป

แม้พรรคก้าวไกลขณะนั้นจะไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล แต่การสืบอำนาจของพรรคที่สนับสนุนรัฐประหารก็เป็นอันสิ้นสุดลง แต่ใช่ว่าความพยายามฉุดรั้งประชาธิปไตยของชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมจะหมดไป พวกเขาพบว่า วิธีการยึดกุมอำนาจไปจากประชาชน ไม่จำเป็นต้องใช้กองทัพเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบกติกาใหม่ รวมถึงยึดกุมอำนาจที่ออกแบบกติกานั้นไปด้วย เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกินรวบทั้งหมด นั่นคือที่มาของ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่อยู่ในทุกส่วนของอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ สว.สีน้ำเงิน ที่มาจากกระบวนการที่เราเรียกว่า‘โกง สว.’ที่ขณะนี้ก็มีแค่ส่วนหนึ่งที่ กกต. ส่งไปยังศาล โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือกลุ่ม‘น้ำเงินเข้ม’รอดทั้งหมด ปัญหาทุกอย่างถูกรวบไว้ที่กติกาที่กลายเป็นล็อกสำคัญไม่ให้ประเทศไทยหลุดไปจากลูปวิกฤตทางการเมือง นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ 2560

ปลุกถึงเวลาล้ม‘ระบอบสีน้ำเงิน‘

นายณัฐพงษ์ ยังย้ำว่าต้นปี 2569 วันเดียวกับการเลือกตั้ง มีการลงประชามติผ่านคำถามง่ายๆ ว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมาแทนฉบับ 2560 หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ 21 ล้านเสียง จาก 36 ล้านเสียง ‘เห็นชอบ’ สะท้อนให้เห็นว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งประเทศต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อประชาชน 21 ล้านเสียงแสดงเจตนาเช่นนั้น เราอาจพูดได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560ได้ถึงเวลาสิ้นสุดลงแล้วทางพฤตินัย หลังจาก 20 ปีที่รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีก หลังรัฐประหารสองครั้ง หลังการยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองหลายครั้ง นี่คือความหวังครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะออกจากลูปวิกฤตทางการเมือง ออกจาก 2 ทศวรรษที่สูญหา กลับสู่เส้นทางการออกแบบกติกาสูงสุดของประเทศที่ประชาชนมีส่วนร่วม

“แต่ผ่านมาแล้วประมาณ 7 เดือนนับจากวันที่ประชาชนลงประชามติ 21ล้านเสียง ยังไม่ได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และประชาชนยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลประชามติครั้งนั้นไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร 20 ปีหลัง 19 กันยา ก่อนก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของความขัดแย้ง เราอาจต้องถามกันอีกครั้งว่า จะปล่อยให้ประเทศไทยวนอยู่ในลูปเดิมต่อไป 21 ล้านเสียงที่เราต้องการทวงคืนอนาคตกำลังถูกทำให้หายไปหรือเปล่า หรือถึงเวลาที่เราต้องมาร่วมกันทวงคืนสองทศวรรษที่สูญหาย ด้วยการหยุดยั้ง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ไม่ให้ยึดกุมอำนาจรัฐไปมากกว่านี้ และร่วมสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง”นายณัฐพงษ์ ระบุทิ้งท้าย

สัมมนาสว.ที่เกาะช้าง

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 19 ก.ย. ที่โรงแรมเมอร์เคียว เกาะช้าง ไฮด์อเวย์ อ.เกาะช้าง จ.ตราด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. เป็นผู้ดำเนินการเสวนาในเวทีหัวข้อ “เปิดประเด็นเด็ด กมธ. เรื่องที่สื่อไม่ควรพลาด “ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวุฒิสภาพบสื่อมวลชนสัญจร โดยแบ่งเป็นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วุฒิสภา แต่ละชุด ชุดแรกประกอบด้วย 3 กมธ. 1. นายจรุณ กลิ่นตลบ กมธ.เกษตรและสหกรณ์ 2. นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา กมธ.เกษตรและสหกรณ์ และ กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ และ 3. นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ และ กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ

โดยกมธ.เกษตรและสหกรณ์ นายยุคล ในฐานะที่ปรึกษากมธ. กล่าวว่า กมธ.ได้รับหนังสือจากพี่น้องประมงพื้นบ้าน โดยเรารับทราบถึงปัญหา อย่างไรก็ตาม กมธ.การเกษตรฯ ได้ผลักดันสำเร็จและประกาศใช้แล้วในช่วงนี้ ซึ่งหัวใจของกฎหมายฉบับนี้คือคืนความเป็นธรรมและให้พื้นที่ทำกินของพี่น้องประมงพื้นบ้าน โดยต้องรักษาทรัพยากรทางทะเลไว้ กฎหมายฉบับนี้ต้องรักษาปลาและรักษาคนหาปลาไปด้วย

ทุกคนมีที่มาและที่ไป

นายจรุญ ในฐานะที่ปรึกษากมธ.การเกษตรฯ กล่าวว่า สว. จากกลุ่มอาชีพมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ตามสายอาชีพ สามารถนำประสบการณ์ในพื้นที่มาผลักดันให้ฝ่ายนิติบัญญัติร่วมกันแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งทุกคนเรียนรู้ผ่านมหาวิทยาลัยชีวิต นอกจากนี้ ในฐานะสว. จากสาขาอาชีพเกษตรกร รับทราบปัญหาของเกษตรกรทั้งระบบ จึงเข้ามาทำหน้าที่เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางแก้ไขปัญหา ตลอดจนลงพื้นที่เพื่อรับและแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะผ่านโครงการขับเคลื่อนสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน

ขณะที่กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ นายธณัชญ์พงศ์ ในฐานะกมธ. กล่าวว่า กมธ.ทหารฯ มีการประชุมมากกว่า 25 ครั้งต่อปี และมีการแบ่งภารกิจให้กับคณะอนุกมธ.ฯ อีก 3 คณะ ซึ่งตนเป็นกมธ. ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเรื่องการคงอยู่ ยุบ หรือปรับโครงสร้าง กอ.รมน. ซึ่งจะมีการเสนอผลการศึกษาเข้าที่ประชุมคณะกมธ. เร็วๆ นี้

นายธณัชญ์พงศ์ กล่าวต่อว่า กมธ.ด้านกิจการทหาร ศึกษาเรื่องกิจการของทหารผ่านศึก และคณะอนุกมธ.กิจการทหาร ทางด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ศึกษาประเด็นที่ประเทศไทยสามารถผลิตยุทโธปกรณ์ได้ แต่ไม่สามารถขายให้กับกองทัพได้ สำหรับผลการศึกษาเรื่อง กอ.รมน.ในชั้นคณะอนุกมธ.ฯ จะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า โดยเบื้องต้นได้ผลสรุปคร่าวๆ ว่า กอ.รมน.ยังคงอยู่ แต่จะต้องปรับโครงสร้าง บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สว.ไม่หยุดปฎิบัติหน้าที่

และกมธ.ชุดที่ 4 ประกอบด้วย 1. นางอารีย์ บรรจงธุรการ กมธ.การสาธารณสุข 2. นายวร หินดี กมธ. การเศรษฐกิจการเงินและการคลัง

โดยกมธ.การสาธารณสุข นางอารีย์ ในฐานะโฆษกกมธ. กล่าวว่า ทางกมธ. ได้พยายามเชื่อมโยงปัญหาประชาชนกับข้อมูลหลักฐาน การปกป้องสิทธิ์ของทุกหน่วยผู้รับบริการ ปกป้องเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน รวมทั้ง ทำให้โรงพยาบาลอยู่รอด โดยที่ผ่านมาได้ผลักดันการดูแลผู้ป่วยโรคไตที่บ้าน ลดการเดินทางผู้ป่วย ลดค่าใช้จ่าย ลดความเสี่ยง รวมถึง ได้ผลักดันวัคซีนป้องกันกลุ่มโรคสมองอักเสบ จนสามารถให้บริการฟรีได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา และทำระบบปฐมภูมิให้คนในชุมชนมีสุขภาพดี พร้อมยืนยันวุฒิสภาไม่มีการเสนอให้ยกเลิกบัตรทอง หรือ สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรคตามที่มีข่าว แต่ต้องการทำให้ระบบดีขึ้นเท่านั้น

เมื่อถามว่า คดีฮั้ว สว. มีผลต่อการดำเนินงานของกรรมาธิการแต่ละคณะหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เรื่องคดีดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการทำงาน เพราะ สว. มีอำนาจหน้าที่อยู่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้เราหยุดปฏิบัติหน้าที่

ภูมิธรรม ย้อน 20 ปี 19 กันยา รัฐประหาร เป็นบทเรียนประเทศไทย ต้องเรียนรู้-ไม่ควรเกิดซ้ำ

19 กันยายน 2569 เวลา 20:14 น.

วันที่ 19 กันยายน 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับครบรอบการรัฐประหาร 20 ปี 19 กันยายน 2549

โดยระบุว่า 20 ปี 19 กันยา รัฐประหารรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

บทเรียนที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้ จดจำและไม่ยอมให้เกิดการทำลายโอกาสของประเทศอีกต่อไป

ยี่สิบปี 19 กันยายน 2549 มีคำถามสำคัญที่ทิ้งให้คนไทยต้องจดจำ

ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลซึ่งถูกยึดอำนาจ ในวันนั้น ประเทศไทยได้ผ่านทั้งความขัดแย้ง ความสูญเสียโอกาสและผลกระทบที่ตามมาตลอดสองทศวรรษ บทเรียนสำคัญ ที่ผมได้บทสรุปของเหตุการณ์วันนั้น คือ การใช้อำนาจนอกระบบ มาทำลายกลไกและความต่อเนื่อง ของระบอบประชาธิปไตย ควรต้องถูกตั้งคำถาม และถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง จากคนในสังคมไทยใหม่อีกครั้ง รัฐประหารอาจเปลี่ยนรัฐบาล ได้ในคืนเดียว แต่กลับสร้างปัญหาใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม และทำให้โอกาสของประชาชน ศักยภาพของประเทศสูญหายไปอย่างไม่อาจยอมรับได้

ยี่สิบปีที่ผ่านมา เราเห็น…การเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนกติกาหลายครั้ง แต่ปัญหาและความขัดแย้ง ไม่ได้หมดไป

ขณะที่ประเทศสูญเสียทั้งเวลา ความต่อเนื่อง ความเชื่อมั่น และโอกาสของประชาชน นี่คือบทเรียนที่ผมคิดว่าประเทศไทยไม่ควรต้องเผชิญซ้ำอีก ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่า “เสียงข้างมากมีอำนาจเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดในการทำอะไรก็ได้” แต่ก็ต้องคำนึงถึงสิทธิของเสียงข้างน้อยและการยอมรับของประชาชน ประชาธิปไตยที่มั่นคงจึงต้องมีทั้ง รัฐบาลที่มาจากประชาชน และระบบตรวจสอบ ที่ประชาชนเชื่อถือ รัฐบาลทำผิด ต้องถูกตรวจสอบ นักการเมืองทุจริต ต้องถูกดำเนินคดี รัฐบาลล้มเหลว ต้องถูกเปลี่ยน พรรคการเมืองผิดคำสัญญา ต้องรับผิดชอบ

ทว่า ทั้งหมดต้องเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายและกติกาประชาธิปไตย เพราะหัวใจของประชาธิปไตย ไม่ใช่การรับประกันว่าเราจะได้รัฐบาลที่ดีที่สุดทุกครั้ง แต่คือการมีระบบที่ทำให้ คนทำผิดถูกตรวจสอบได้ รัฐบาลที่ล้มเหลวถูกเปลี่ยนได้ และที่สำคัญประชาชนต้องเป็นผู้ตัดสินอนาคตของตนเอง

ผมยังเชื่ออีกว่า ประชาธิปไตยจะมั่นคงไม่ได้ หากประชาชนมองไม่เห็นความหมายของมันในชีวิตจริง ประชาธิปไตยต้องตอบคำถาม พื้นฐานให้ได้ว่า ประชาชนมีรายได้พออยู่หรือไม่ เกษตรกรมีอนาคตหรือไม่ คนตัวเล็กเข้าถึงการรักษาพยาบาลหรือไม่ ลูกหลานมีการศึกษา มีงาน และมีความหวังหรือไม่

นี่คือสิ่งที่ผมเรียกมาตลอดว่า “ประชาธิปไตยที่กินได้” ประชาธิปไตยจึงต้อง มีทั้งเสียงของประชาชน และมีการตรวจสอบการใช้อำนาจ มีรัฐบาลที่ทำงานได้ และมีกติกาที่ไม่มีใครอยู่เหนือกติกา เมื่อมองย้อนกลับไป 20 ปี ผมไม่อยากให้วันที่ 19 กันยายน เป็นเพียงวันแห่งการกล่าวโทษว่า ใครผิด ใครถูก ใครชนะ หรือใครแพ้ สิ่งที่มีคุณค่ากว่าคือการถามว่า เราจะทำอย่างไรให้ความผิดพลาดในอดีต กลายเป็นภูมิคุ้มกันของอนาคต ประเทศไทยควรมีระบบที่รัฐบาลถูกตรวจสอบได้โดยไม่ต้องล้มระบอบ มีความขัดแย้งได้โดยไม่ต้องฉีกกติกา และ เปลี่ยนรัฐบาลได้โดยไม่ต้องใช้อำนาจนอกระบบ เพราะท้ายที่สุด ถ้าประชาชนเลือกผิด ประชาชนต้องมีสิทธิเลือกใหม่ ถ้ารัฐบาลทำผิด ต้องถูกตรวจสอบและรับผิดชอบ การแก้ความผิดพลาด ไม่ควรแก้ด้วยการสร้างความผิดพลาดที่ใหญ่กว่า

ยี่สิบปีของ 19 กันยา จึงควรฝากบทเรียนไว้กับประเทศไทยว่า “อย่าแก้ปัญหาและความขัดแย้ง ด้วยการทำลายกติกาที่จะใช้แก้ปัญหา และความขัดแย้งนั้น” “ประชาธิปไตยอาจไม่ทำให้เราได้รัฐบาลที่ถูกใจทุกครั้ง แต่ต้องทำให้เรามีกติกาที่เปลี่ยนรัฐบาลได้โดยไม่ต้องทำลายประเทศ” เพราะประเทศอาจเปลี่ยนผู้มีอำนาจได้ในคืนเดียว แต่การฟื้นโอกาสและความเชื่อมั่น ให้กลับคืนมาอาจต้องใช้เวลา ทั้งชั่วชีวิตคน

ภูมิธรรม เวชยชัย

19 กันยายน 69

‘มท.2’ ให้ ผู้ว่าฯเดินหน้าสะสางปัญหาบ่อนเชียงใหม่ ลั่นอะไรทำไม่ได้ นอกเหนืออำนาจขอให้แจ้ง

19 กันยายน 2569 เวลา 19:30 น.

‘มท.2’ ให้ผู้ว่าฯเดินหน้าสางปัญหา ‘บ่อนเชียงใหม่’ ยันไม่ช้าแน่นอน รู้ผลโดยเร็ว ลั่นอะไรทำไม่ได้ เพราะนอกเหนืออำนาจ ส่วนกลางจะดำเนินการ

วันที่ 19 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายพลพีร์ สุวรรณฉวี  รมช.มหาดไทย เปิดปฏิบัติการ “ปราบเซียนนครพิงค์”โดยนำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง บุกจับ 2 บ่อนพนันกลางเมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อช่วงค่ำวันที่18ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฎว่าในขณะสอบปากคำคนดูแลบ่อนย่านศรีปิงเมือง มีนักการเมืองท้องถิ่น โทรเข้ามาหาคนดูแลบ่อน ทำให้ นายพลพีร์ โทรกลับไปหาและคุยกับนักการเมืองคนดังกล่าวด้วยตัวเอง

ล่าสุดนายพลพีร์ กล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับนักการเมืองท้องถิ่น ที่โทรเข้ามาหาคนดูแลบ่อน ในช่วงบุกจับบ่อนว่า ขั้นตอนแรก ทางรองอธิบดีกรมการปกครอง ที่ได้ไปร่วมจับบ่อน ได้ทำสำนวนถึงทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนที่ 2 ทางผู้ว่าราชการจังหวัด จะดำเนินการต่อภายในจังหวัด ถ้าตำแหน่งของเขา นอกเหนือจากอำนาจของจังหวัดแล้ว ทางกรมหรือทางส่วนกลาง หรือทางกระทรวงจะดำเนินการต่อไป

“ขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ช้าแน่นอน จะรู้ผลโดยเร็ว” รมช.มหาดไทย กล่าว

‘วรศิษฎ์’ ลงพื้นที่นราธิวาส ติดตามเหตุลอบวางบึ้มรถบรรทุก อส.สุคิริน พร้อมเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ

19 กันยายน 2569 เวลา 18:54 น.

วันที่ 19 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน มอบหมายให้ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน เดินทางลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเป็นการด่วน เพื่อติดตามสถานการณ์เหตุคนร้ายลอบวางระเบิดรถบรรทุก 6 ล้อ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ขณะเดินทางกลับจากการแข่งขันเรือยาวประเพณี งานของดี จังหวัดนราธิวาส ประจำปี พ.ศ. 2569 จนเป็นเหตุให้สมาชิก อส. เสียชีวิตจำนวน 2 ราย และบาดเจ็บอีกรวม 16 นาย พร้อมลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวผู้สูญเสียและบาดเจ็บ ตลอดจนติดตามการช่วยเหลือและการเยียวยาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยมี นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง ร่วมลงพื้นที่

นายวรศิษฎ์ได้รับฟังรายงานสถานการณ์จากผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายอำเภอสุคิริน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก และหน่วยงานความมั่นคงทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ พร้อมกำชับให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ทั้งด้านสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ และการเยียวยาตามระเบียบของทางราชการ รวมทั้งประสานการทำงานกับทุกหน่วยงานเพื่อดูแลขวัญกำลังใจของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ทั้ง 3 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือกำลังพลฝ่ายทหาร ที่ร่วมกันดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า “การสูญเสียครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะตั้งแต่ผมมารับหน้าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยการมอบหมายของท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหน้าที่ดูแลกำลังพลฝ่ายปกครอง และพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ผมคิดมาโดยตลอดว่าทุกคน ทั้งข้าราชการและพี่น้องประชาชน คือคนในครอบครัวเดียวกัน คือ ครอบครัวประชาชนคนไทย ที่มีหน้าที่และภารกิจร่วมกันในการดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ให้ประชาชนมีความอบอุ่นใจสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ”

“ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งผู้ปฏิบัติหน้าที่และครอบครัวของผู้เสียสละ กระทรวงมหาดไทยจะเร่งดูแลสิทธิ สวัสดิการ และการเยียวยาอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์และสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิด”นายวรศิษฎ์ กล่าว

หลังจากนั้น นายวรศิษฎ์ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพร้อมมอบกระเช้าให้กำลังใจ กำลังพลสมาชิก อส. ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำนวน 8 ราย และที่ได้รับบาดเจ็บปานกลาง จำนวน 2 ราย รวม 10 นาย ณ โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก โดยมีผู้อำนวยการโรงพยาบาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และพยาบาลเจ้าของไข้เป็นผู้นำตรวจเยี่ยม ทั้งนี้ สมาชิก อส. ทั้ง 10 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บ ได้รับการยืนยันจากแพทย์และพยาบาลเจ้าของไข้ว่าอาการพ้นขีดอันตรายเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ นายวรศิษฎ์ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดูแลความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ธนาธร พร่ำเพ้อ 20 ปีรัฐประหาร สร้างนวัตกรรมอำนาจนิยมเบียดบังพัฒนาการประเทศ

19 กันยายน 2569 เวลา 18:40 น.

‘ธนาธร’ ถอดบทเรียน 20 ปี รัฐประหาร 49 ชี้นวัตกรรมอำนาจนิยมเบียดบังพัฒนาการประเทศ ยกตัวอย่าง 4 โครงการปฏิรูปทรัพยากรกองทัพ พัฒนาเศรษฐกิจ-ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันที่ 19 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร จัดงานสัมมนาในวาระครบรอบ 20 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ภายใต้หัวข้อ “ภาพจำที่(ไม่)คุ้นเคย บาดแผล รัฐประหาร และกระบวนการยุติธรรมที่หายไป” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดยมี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “อำนาจกองทัพกับเศรษฐศาสตร์การเมืองประเทศไทย” เพื่อสะท้อนผลกระทบเชิงโครงสร้างจากการยึดอำนาจ พร้อมเสนอแนวทางการจัดสรรทรัพยากรกองทัพเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

นายธนาธร ระบุว่า แม้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) จะอ้างเหตุผล 4 ประการในการทำรัฐประหาร ได้แก่ การทุจริตมโหฬาร

การใช้อำนาจโดยมิชอบ การจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ และการหลีกเลี่ยงการนองเลือด แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นถึงแรงจูงใจซ่อนเร้นในการสถาปนากลไกควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้อยู่ใต้ศาลและองค์กรอิสระ ส่งผลให้ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ มีนายกรัฐมนตรี 10 คน ซึ่ง 5 คนต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีพรรคการเมืองหลักถูกยุบ 9 พรรค เกิดการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ 2 ครั้ง และเกิดรัฐประหารซ้ำอีกในปี 2557

นายธนาธร กล่าวว่า 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 2.6% ต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกซึ่งอยู่ที่ 3.3% หากเปรียบเทียบเป็นสนามแข่งวิ่งนับตั้งแต่ปี 2549 เวียดนามเติบโตนำโด่งไปถึง 300% อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เติบโตราว 250% ขณะที่ไทยรั้งท้ายเพื่อนบ้าน เติบโตเพียง 162% เท่านั้น

นอกจากนี้ การทำรัฐประหารยังสร้างภาวะ ‘รัฐราชการเทอะทะ’ ที่จำนวนหน่วยงานรัฐขยายตัวจาก 166 แห่ง เป็น 225 แห่ง กำลังพลเพิ่มเป็น 3 ล้านคน และงบประมาณพุ่งสูงถึง 3.8 ล้านล้านบาท รวมทั้งภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้รัฐที่คาดว่าจะสูงถึง 13.6% ในปี 2572 ซึ่งจะเบียดบังงบพัฒนาการศึกษาและสวัสดิการของคนรุ่นต่อไปอย่างรุนแรง

นายธนาธร เสนอว่า การแก้ไขปัญหาไม่ใช่เพียงการวิจารณ์อดีต แต่คือการสร้างเค้าโครงอนาคต โดยกองทัพไทยต้องปรับตัวให้มี ‘สมรรถนะการรบสูง-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีและเป็นประชาธิปไตย’ ผ่านการดึงทรัพยากรมหาศาลในมือกองทัพ เช่น สนามกอล์ฟ 71 แห่ง อาคารและโรงแรม 12 แห่ง คลื่นวิทยุ 196 สถานี และที่ดินอีกกว่า 5.8 ล้านไร่ มาจัดสรรใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

นายธนาธร ยก 4 ตัวอย่างในการปรับเปลี่ยนทรัพยากรเหล่าทัพโดยระบุว่าตัวอย่างที่ตนกำลังแสดงให้เห็นว่าหากจัดสรรทรัพยากรที่อยู่ในมือของกองทัพอย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจะไปได้อีกไกลแค่ไหน
ตัวอย่างแรก คือ การถ่ายโอนหอประชุมนานาชาติ รามอินทราของกองทัพบก โดยหอประชุมมูลค่า 3,400 ล้านบาทที่ถูกทิ้งร้างมา 3 ปี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและค่าเสียโอกาสจากที่ดินรวมกว่า 700 ล้านบาท เสนอให้โอนให้กรมธนารักษ์เปิดประมูลให้เอกชนบริหารเพื่อรองรับอุตสาหกรรม MICE คาดว่าจะสร้างค่าเช่าให้รัฐ 3,000 ล้านบาทใน 20 ปี และสร้างเงินสะพัดนับหมื่นล้านบาท

ตัวอย่างที่สอง คือ การเปลี่ยนสนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ของกองทัพอากาศเป็นสวนสาธารณะใหญ่ข้อเสนอดังกล่าวมาจาก เชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี เขต 5 พรรคประชาชน ที่จะช่วยแก้ปัญหาพื้นที่ปทุมธานีที่ไม่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ให้รองรับประชาชนรอบข้างกว่า 300,000 คน ยกระดับสุขภาวะและมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ พร้อมพัฒนาพื้นที่ด้านหน้าติดถนนพหลโยธินเป็นศูนย์กลางการคมนาคม (Transportation Hub) เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีเขียว

ตัวอย่างที่สาม คือ การปรับปรุงไฟฟ้าสัตหีบของกองทัพเรือให้เป็น Smart Grid Sandbox เพื่อแก้ปัญหาไฟตกไฟดับเรื้อรังของชาวสัตหีบ ด้วยการแปรสภาพกิจการไฟฟ้ากองทัพเรือให้บริหารแบบมืออาชีพ ปรับปรุงระบบไฟฟ้าแรงต่ำและมิเตอร์ดิจิทัล เพื่อใช้เป็นพื้นที่ทดลองระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) แห่งแรกของประเทศ

ตัวอย่างที่สี่ คือ การจัดหาเทคโนโลยีป้องกันประเทศแบบ Dual-Use: ลงทุนในเทคโนโลยี ‘หอตรวจการอัตโนมัติ’ (Autonomous Defense Tower) ใช้เอไอและเซ็นเซอร์เฝ้าระวังชายแดนแทนการใช้กำลังพลลาดตระเวน พร้อมใช้นโยบายการชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) บังคับผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อุตสาหกรรมไฮเทคในไทย และนำไปต่อยอดใช้เฝ้าระวังไฟป่าหรือภัยพิบัติได้ด้วย

นายธนาธร ระบุว่า จากการทำงานร่วมกับตัวแทนเหล่าทัพในกรรมาธิการการทหารตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีบุคลากรจำนวนมากในกองทัพที่พร้อมและต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง เขาหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างเสมอต้นเสมอปลายจากทุกคน เพราะทุกคนต่างมีเป้าหมายร่วมกันว่า ไม่สามารถส่งต่อสังคมในสภาพเช่นนี้ให้กับคนรุ่นต่อไปได้ และสามารถสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าให้กับลูกหลานได้อย่างแน่นอน

แม้การเดินทางครั้งนี้จะต้องใช้เวลา ความอดทน ความกล้าหาญ และการประนีประนอม แต่จากการทำงานทางการเมืองตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ยิ่งเดินไปข้างหน้า ธนาธร มั่นใจว่าการสร้างประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตยและดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ เป็นไปได้อย่างแน่นอน

“อย่าเพิ่งหมดหวัง หรือหมดกำลังใจ แม้ช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาจะทำให้พวกเราเหน็ดเหนื่อยล้า แต่ผมยังเชื่อมั่นว่า หากเราจับมือเดินร่วมกัน เราจะสามารถฟื้นฟูและสร้างประเทศไทยที่ดีกว่านี้ขึ้นมาได้อย่างแน่นอน” นายธนาธรกล่าว

‘กมธ.วุฒิสภา’ เปิดเวทีโชว์ผลงาน พิสิษฐ์ ยันคดี ฮั้วสว.ไม่กระทบเดินหน้าทำงาน ลุยหน้าที่เต็มสูบจนกว่าศาลสั่ง

19 กันยายน 2569 เวลา 18:02 น.

“กมธ.วุฒิสภา” เปิดเวทีโชว์ผลงานที่สื่อไม่ควรพลาด! ด้าน “พิสิษฐ์”ยันคดี “ฮั้ว สว.” ไม่กระทบเดินหน้าทำงาน ลุยหน้าที่เต็มสูบจนกว่าศาลสั่ง “ธณัชญ์พงศ์” มอง “กอ.รมน.” ยังจำเป็น ไปต่อ เตรียมปรับโครงสร้างใหญ่เน้นดับไฟใต้ ส่วน “ชวภณ” ยันคน-เกาะกูดเป็นพื้นที่ไทย พร้อมยึดกรอบ UNCLOS หลังยกเลิก MOU44 ขณะ“รัชนีกร” จี้ หน่วยงานเตรียมแผนป้องกันสู้รบเขมร! โวยปล่อยให้พระ-ชาวบ้านช่วยกันตามยถากรรม ส่วน “อารีย์“ ยืนกราน สว. ไม่มีแนวคิดล้มบัตรทอง

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 19 ก.ย. ที่โรงแรมเมอร์เคียว เกาะช้าง ไฮด์อเวย์ อ.เกาะช้าง จ.ตราด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. เป็นผู้ดำเนินการเสวนาในเวทีหัวข้อ “เปิดประเด็นเด็ด กมธ. เรื่องที่สื่อไม่ควรพลาด ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวุฒิสภาพบสื่อมวลชนสัญจร โดยแบ่งเป็นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วุฒิสภา แต่ละชุด ชุดแรกประกอบด้วย 3 กมธ. 1. นายจรุณ กลิ่นตลบ กมธ.เกษตรและสหกรณ์ 2. นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา กมธ.เกษตรและสหกรณ์ และ กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ และ 3. นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ และ กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ

โดยกมธ.เกษตรและสหกรณ์ นายยุคล ในฐานะที่ปรึกษากมธ. กล่าวว่า กมธ.ได้รับหนังสือจากพี่น้องประมงพื้นบ้าน โดยเรารับทราบถึงปัญหา อย่างไรก็ตาม กมธ.การเกษตรฯ ได้ผลักดันสำเร็จและประกาศใช้แล้วในช่วงนี้ ซึ่งหัวใจของกฎหมายฉบับนี้คือคืนความเป็นธรรมและให้พื้นที่ทำกินของพี่น้องประมงพื้นบ้าน โดยต้องรักษาทรัพยากรทางทะเลไว้ กฎหมายฉบับนี้ต้องรักษาปลาและรักษาคนหาปลาไปด้วย

นายจรุญ ในฐานะที่ปรึกษากมธ.การเกษตรฯ กล่าวว่า สว. จากกลุ่มอาชีพมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ตามสายอาชีพ สามารถนำประสบการณ์ในพื้นที่มาผลักดันให้ฝ่ายนิติบัญญัติร่วมกันแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งทุกคนเรียนรู้ผ่านมหาวิทยาลัยชีวิต นอกจากนี้ ในฐานะสว. จากสาขาอาชีพเกษตรกร รับทราบปัญหาของเกษตรกรทั้งระบบ จึงเข้ามาทำหน้าที่เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และแนวทางแก้ไขปัญหา ตลอดจนลงพื้นที่เพื่อรับและแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะผ่านโครงการขับเคลื่อนสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน

ขณะที่กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ นายธณัชญ์พงศ์ ในฐานะกมธ. กล่าวว่า กมธ.ทหารฯ มีการประชุมมากกว่า 25 ครั้งต่อปี และมีการแบ่งภารกิจให้กับคณะอนุกมธ.ฯ อีก 3 คณะ ซึ่งตนเป็นกมธ. ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเรื่องการคงอยู่ ยุบ หรือปรับโครงสร้าง กอ.รมน. ซึ่งจะมีการเสนอผลการศึกษาเข้าที่ประชุมคณะกมธ. เร็วๆ นี้

นายธณัชญ์พงศ์ กล่าวต่อว่า กมธ.ด้านกิจการทหาร ศึกษาเรื่องกิจการของทหารผ่านศึก และคณะอนุกมธ.กิจการทหาร ทางด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ศึกษาประเด็นที่ประเทศไทยสามารถผลิตยุทโธปกรณ์ได้ แต่ไม่สามารถขายให้กับกองทัพได้ สำหรับผลการศึกษาเรื่อง กอ.รมน.ในชั้นคณะอนุกมธ.ฯ จะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า โดยเบื้องต้นได้ผลสรุปคร่าวๆ ว่า กอ.รมน.ยังคงอยู่ แต่จะต้องปรับโครงสร้าง บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ส่วนที่ สส.ในสามจังหวัดมีข้อท้วงติงว่า กอ.รมน.ใช้งบประมาณที่สูง นายธณัชญ์พงศ์ กล่าวว่า เราเห็นว่า กอ.รมน.ยังเป็นหน่วยงานที่สำคัญและจำเป็น ยิ่งช่วงนี้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดเหตุบ่อยครั้งมาก กอ.รมน.ก็สามารถเข้าถึงพี่น้องในพื้นที่ได้มากกว่า เพราะการทำงานไม่ได้อยู่ภายใต้ของกองทัพโดยตรง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งการดูแลความมั่นคงภายใน ส่วนทหารก็จะดูแลบริเวณชายแดน

นายธณัชญ์พงศ์ กล่าวต่อว่า จากการรับฟังจาก สส.ในพื้นที่สามจังหวัด เช่น นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มีการถกกันมันส์มาก จนได้บทสรุป ซึ่งนายรอมฎอนก็ยอมรับว่ากมธ.ฯ เปิดกว้างให้เขาได้มีโอกาสพูดคุยแสดงความคิดเห็น และนายรอมฎอน ก็ยอมรับว่าจะต้องปรับปรุงและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายธณัชญ์พงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องเด่นๆ ที่กมธ.ทหารฯ จะทำเร่งด่วนคือ ปัญหาต่างชาติโดยเฉพาะอิสราเอลที่เข้ามาครอบครองและสร้างปัญหาให้กับชุมชน ทั้งจังหวัดภูเก็ต เกาะพะงัน กรุงเทพฯ และอำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเรามีความกังวลเรื่องความมั่นคงในอนาคต

ด้านกมธ.ติดตามงบประมาณฯ นายธณัชญ์พงศ์ ในฐานะเลขานุการกมธ. กล่าวว่า ภารกิจของเราเยอะมาก เพราะกมธ.นี้ดูทุกกระทรวง รวมถึงงบกลุ่มจังหวัด ซึ่งได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากได้รับการร้องเรียน นอกจากนี้ ยังได้มีการลงพื้นที่ว่าในกระทรวงนั้นหรือจังหวัดนั้น ที่เบิกงบประมาณไปแล้วแต่ผลการเบิกจ่ายล่าช้า หรือทำแล้วไม่คุ้มค่าได้รับการร้องเรียนมาทางกมธ. ก็ต้องลงพื้นที่ติดตามไป

กมธ. ชุดที่ 2 ประกอบด้วย 1. นายชวภณ วัธนเวคิน กมธ.การต่างประเทศ และ กมธ. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. นายจำลอง อนันตสุข กมธ. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกมธ.ท่องเที่ยวและการกีฬา 3. น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ กมธ.การบริหารราชการแผ่นดิน และกมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4. นายโชติชัย บัวดิษ กมธ. การบริหารราชการแผ่นดิน และกมธ.เกษตรและสหกรณ์ และ 5. นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ กมธ.การท่องเที่ยวและการกีฬา และกมธ.พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค

โดยกมธ.การต่างประเทศ นายชวภณ ในฐานะรองประธานกมธ. กล่าวว่า กมธ. การต่างประเทศ มีการลงพื้นที่หลายครั้ง ที่จ.ตราด ทั้งนี้แม้คนส่วนใหญ่จะอยู่ในเมือง แต่มีทหารได้ปกป้อง แต่พี่น้องชายแดนเขาไม่ได้เหมือนที่รับรู้จากสื่อ เนื่องจากมีความกังวลมากทั้งเรื่องของการบุกรุกหรือไม่ และตัวเขาเองเป็นคนไทยหรือไม่ แต่โชคดีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความมั่นใจกับประชาชนชาวเกาะกูดว่าเป็นคนไทย อยู่บนพื้นแผ่นดินไทย มีอาณาอธิปไตยของเรา การที่มีผลักดันให้มีถนนที่จะเชื่อมต่อคลองพร้าวไปยังฐานที่มั่นแหลมเทียน มีความจำเป็นจริงๆ ทั้งนี้ตนอยู่ในกมธ. พิจารณางบประมาณปี 2570 เมื่อได้ทราบข่าวว่าทางทางหลวงชนบท มีแผนที่จะทำเป็นงบผูกพันปี 70-71 ซึ่งต้องรอทางทหารเรือมีหนังสืออนุญาตไปยังกรมธนารักษ์ ในฐสนะสว.มีหน้าที่สะท้อนข้อมูลจริงให้กับประชาชน ทั้งด้านสถานการณ์จริงที่ก่อเกิดความมั่นคงและการดำรงชีวิตของประชาชนที่อยู่บนเกาะกูด กันการเกษตร การประมง การท่องเที่ยวและการรักษาอธิปไตยผลประโยชน์ทางทางทะเล โดยปัจจุบันตนอยู่ในกมธ.พิจารณาร่างMOU เรามีการผลักดันจนรัฐบาลหันมารับฟังและยกเลิกMOU 2544 โดยการใช้เป็นกรอบ UNCLOS ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่ามีการเจรจาทวีภาคีบนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้หลังยกเลิก MOU 44 ประเทศไทยได้รักษาสิทธิ์และรักษาผลประโยชน์ทางทะเลในพื้นที่เกาะกูด ในพื้นที่ OCA ภายใต้กรอบ UNCLOS อย่างไร อยากให้นำเสนอว่าเรามีกรอบ มีกฎมีระเบียบ มีกฎหมายของบ้านเรา มีประชาชนและอธิปไตยที่จะต้องปกป้อง

ขณะที่กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม น.ส.รัชนีกร ในฐานะรองประธานกมธ. กล่าวว่า ตนทำงานด้านภัยพิบัติมาก่อนจะมาเป็น สว. ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สึนามิระหว่างประเทศ มา 20 กว่าปี และตนอยากมาเป็น สว. เพราะอยากมาผลักดันเรื่องนโยบายด้านภัยพิบัติให้เกิดขึ้นจริง โดยประเทศไทยเรามีนักวิชาการ มีผู้เชี่ยวชาญ และคลังความรู้ที่ยิ่งใหญ่มาก หากสามารถเชิญผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มาช่วยกันทำงานภัยพิบัติก็จะทำให้นโยบายมีแนวทางชัดเจนมากขึ้น ตนต้องการผลักดันระบบสนับสนุนการตัดสินใจ หรือ Single DSS เพราะที่ผ่านมาการบูรณาการไม่ได้เกิดขึ้นจริง ยกตัวอย่าง กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่ไม่มีการส่งข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้เกิดความสูญเสียมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท ดังนั้นจึงต้องมีฐานข้อมูลที่ทุกคนรวมถึงประชาชนทั่วไป สามารถประเมินสถานการณ์ของบ้านตนเองได้ เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น ที่มีเว็บไซต์เดียวเห็นข้อมูลจากทุกหน่วยงาน

น.ส.รัชนีกร ยังกล่าวถึงกรณีที่มีบางหน่วยงานกำลังคิดจะซื้อแพลตฟอร์มทั้งที่ยังไม่ได้งบ แต่รู้แล้วว่าจะซื้อแพลตฟอร์มจากประเทศอะไร จึงตั้งคำถามถึงความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย สำคัญที่สุดคือ อธิปไตยข้อมูล เรากังวลว่าเขาจะรู้สภาพพื้นที่ของเรา จึงเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญของไทย เป็นผู้จัดทำระบบ Single DSS อาจจะแบ่งเป็น 22 ลุ่มน้ำ และพัฒนาให้ได้ใช้ในระยะยาว

”หน่วยงานที่ดิฉันจะเสนอยุบคือ หน่วยงานที่จะไปซื้อเทคโนโลยีมาจากต่างประเทศแล้วไม่ได้ใช้ ดิฉันขอเสนอให้ยุบไปเลย หากไม่ใช้ความคิดของคนในหน่วยงาน ท่านจะซื้ออย่างเดียวเลย ท่านก็ไม่ต้องทำงานแล้ว“น.ส.รัชนีกร กล่าว

น.ส.รัชนีกร ยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เราไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ว่าจะมีรอบ 3 เกิดขึ้นหรือไม่ สิ่งที่ควรทำขณะนี้คือ การเตรียมพร้อมป้องกัน อย่าปล่อยเป็นหน้าที่ของชาวบ้านและภิกษุสงฆ์ในการทำถนนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในฝั่งภาคอีสาน กว่าจะได้ถนน กากยางมะตอยยากลำบากมาก เหตุใดรัฐบาลถึงไม่มีงบประมาณสักก้อนเพื่อทำถนนตามแนวชายแดนให้หมด ข้อดีของการมีถนนคือ อาณาเขตชัดเจน และส่งกำลังบำรุงกรณีเกิดสงครามได้โดยง่าย ความสูญเสียก็จะน้อยลงด้วย

กมธ.ชุดที่ 3 ประกอบด้วย 1. นายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา กมธ.การพลังงาน 2. นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร กมธ.การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม และ 3. นายสาลี สิงห์คำ กมธ.การศาสนาฯ และ กมธ.การแรงงาน

โดยกมธ.พลังงาน นายสัมพันธ์ ในฐานะรองประธานกมธ. กล่าวว่า พลังงานคือต้นทุนของประเทศ หากเราไม่ดูแลเรื่องความมั่นคงหรือการจัดหาพลังงานอย่างเพียงพอของประเทศก็ไม่สามารถที่จะเกิดการแข่งขันหรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ ทางกมธ. พลังงานดูเรื่องความเป็นธรรมของราคาค่าไฟ ฉะนั้น ภาพโครงสร้างพลังงานที่เราต้องแข่งขันได้ เราต้องดูเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างไฟฟ้า และในขณะนี้ฝ่ายบริหารได้รับลูกในการที่จะออกมาตรการต่างๆ

ขณะที่กมธ.ศาสนาฯ นายพิสุทธิ์ ในฐานะกมธ.และที่ปรึกษา กล่าวว่า ในมุมของศิลปะสร้างสรรค์ ยังมีการส่งเสริมตลาดภาพยนตร์ ที่สำคัญคือจะมีการทวงคืนดนตรีไทยจากผู้ที่อ้างสิทธิ์ดนตรีไทยโดยมิชอบ เนื่องจากตอนนี้มีการเคลมกัน ขณะที่ในวงการเพลง พบว่าแพลตฟอร์มต่างชาติดึงดูดเม็ดเงินจากประเทศไทยไปหลายพันล้าน

“ในฐานะที่ผมเป็นตัวแทนของสาขาอาชีพนี้ อยากจะเป็นกำลังเล็กๆในการขับเคลื่อนและศึกษาเรื่องการจัดเก็บลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรมต่อผู้สร้างสรรค์งาน และทวงคืนความยุติธรรม ที่ผ่านมาคนทำงานกลางคืนไม่มีใครดูแลเลย ไม่มีสวัสดิการคืนมาเลย” นายพิสุทธิ์ กล่าว

และกมธ.ชุดที่ 4 ประกอบด้วย 1. นางอารีย์ บรรจงธุรการ กมธ.การสาธารณสุข 2. นายวร หินดี กมธ. การเศรษฐกิจการเงินและการคลัง

โดยกมธ.การสาธารณสุข นางอารีย์ ในฐานะโฆษกกมธ. กล่าวว่า ทางกมธ. ได้พยายามเชื่อมโยงปัญหาประชาชนกับข้อมูลหลักฐาน การปกป้องสิทธิ์ของทุกหน่วยผู้รับบริการ ปกป้องเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน รวมทั้ง ทำให้โรงพยาบาลอยู่รอด โดยที่ผ่านมาได้ผลักดันการดูแลผู้ป่วยโรคไตที่บ้าน ลดการเดินทางผู้ป่วย ลดค่าใช้จ่าย ลดความเสี่ยง รวมถึง ได้ผลักดันวัคซีนป้องกันกลุ่มโรคสมองอักเสบ จนสามารถให้บริการฟรีได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา และทำระบบปฐมภูมิให้คนในชุมชนมีสุขภาพดี พร้อมยืนยันวุฒิสภาไม่มีการเสนอให้ยกเลิกบัตรทอง หรือ สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรคตามที่มีข่าว แต่ต้องการทำให้ระบบดีขึ้นเท่านั้น

เมื่อถามว่า คดีฮั้ว สว. มีผลต่อการดำเนินงานของกรรมาธิการแต่ละคณะหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เรื่องคดีดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการทำงาน เพราะ สว. มีอำนาจหน้าที่อยู่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้เราหยุดปฏิบัติหน้าที่

ผบ.ทบ. ลงนามแบ่งงาน 3 เสือ ทบ.-รองเสธ.ทบ. ขับเคลื่อนงานกองทัพบก

19 กันยายน 2569 เวลา 17:15 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ลงนามในคำสั่งกองทัพบก1508/69 เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.)เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) และรองเสนาธิการทหารบก (รองเสธ.ทบ.)

คำสั่งระบุว่า ตามที่มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้นายทหารรรับราชการนั้น เพื่อให้การดำเนินการด้านเอกสารในกองบัญชาการกองทัพบกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงได้กำหนดหน้าที่และแบ่งงานรับผิดชอบสายงานดังนี้

พล.อ.นรธิป โพยนอก ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ. (1) รับผิดชอบงานและเอกสารในสายงานส่งกำลังบำรุง

พล.อ.สราวุธ ไชยสิทธิ์ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ. (2 )รับผิดชอบงานและเอกสารในสายงานกำลังพล

พล.อ.อาวุธ พุทธอำนวย ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง เสธ.ทบ. รับผิดชอบและเอกสารในสายงานการข่าวและกิจการต่างประเทศในตำแหน่งสายงานยุทธการ

พล.ท.ณัฐเดช จันทรางศุ ปฏิบัติหน้าที่ในรองเสธ.ทบ.(1) รับผิดชอบงานและเอกสารในสายงานกำลังพล

พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รองเสธ.ทบ.(2)รับผิดชอบงานและเอกสารในสายงานการข่าวและกิจการต่างประเทศ

พล.ท.พงษ์ศักดิ์ หมื่นกล้าหาญ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รองเสธ.ทบ.(3)รับผิดชอบงานและเอกสารในสายงานยุทธการ

พล.ท.สมพล ปะละไทย ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รองเสธ.ทบ.(4)รับผิดชอบงานและเอกสารในสายงานส่งกำลังบำรุง

พล.ท. ณัฐวุฒิ ภาสุวณิชยพงศ์ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รองเสธ.ทบ.(5 )รับผิดชอบงานและเอกสารในสายงานกิจการพลเรือน

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป

‘แก้วสรร’ผ่าคดีฮั้ว สว.  ถามหา’ช้างตัวจริง’

19 กันยายน 2569 เวลา 17:06 น.

“แก้วสรร” ถาม-ตอบ ฮั้ว สว.ชวนมองทั้ง “ช้างน้ำเงิน-ช้างสีส้ม” และตั้งข้อสังเกตว่า เบื้องหลังคดีฮั้ว สว.อาจต้องมองไปถึงความขัดแย้งทางการเมืองและระบบเลือก สว.ตามรัฐธรรมนูญ 2560

วันที่ 19 กันยายน 2569 นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ ออกบทความใหม่ในรูปถาม-ตอบ เรื่อง “ช้าง”ตัวจริง…ในคดีฮั้ว สว. โดยมีเนื้อหาดังนี้

“ช้าง” ในสำนวนคดี กกต.

ถาม   กกต.ข้างมากบอกว่า หลักฐานไม่พอให้ฟ้องภูมิใจไทย กกต.ข้างน้อย กลับบอกว่าชัดเจนพอให้ฟ้องได้ สองฝ่ายนี้เขาเห็นต่างกันที่ตรงไหนครับ

ตอบ   กกต.เสียงข้างน้อย เขาบอกว่า เมื่อมีโพย มีคนในโพยได้คะแนนท่วมท้น มีการจัดประชุมพบปะนัดหมายก่อนลงคะแนน  มีคนภูมิใจไทยหลายจังหวัด โทรศัพท์ถึงผู้สมัครกันระงม  มีการจ่ายเงินด้วย ทั้งหมดนี้หากดูพยานเป็นชิ้นๆไป ก็เหมือนกับตาบอดคลำช้าง คลำเจอ “งวง” ก็ไม่รู้ว่าเป็นช้าง เจอ “งา” ก็งงอยู่ดีว่าอะไรแหลมๆวะ นี่คือปัญหาโดยสภาพของพยานในคดีนี้  ซึ่งฝ่ายเสียงข้างน้อยเขาบอกว่า มองไม่เห็นก็ไม่เป็นไร  แต่ถ้าคิดประกอบเป็นภาพรวมแล้ว ก็จะรู้ทันทีว่ามันเป็นช้าง เพราะสัตว์ที่มีทั้ง งวง และงา นั้น มีแต่ช้างเท่านั้น คิดอย่างนี้เขาจึงสรุปว่า คดีนี้มี “ช้าง” มีขบวนการจัดฮั้ว  ที่ภูมิใจไทยเข้ามาครอบงำการเลือก สว.จนไม่สุจริตเที่ยงธรรม อย่างชัดเจน

ถาม   กกต.ข้างมาก ไม่รู้จัก “ช้าง” หรือครับ

ตอบ   เค้าว่าพยานต่างๆ มีปัญหาหลายชิ้น ปากสำคัญที่ว่าเนวิน อนุทิน ประชุม สว.น้ำเงินที่โรงแรมพูลแมนนั้น เชื่อถือไม่ได้  ส่วนที่ว่าโทรศัพท์กันระงม ก็ไม่รู้ว่าโทรเรื่องอะไร ที่ว่ามีการประชุมซักซ้อมก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นมาอย่างไร พูดจาอะไรกันบ้าง เส้นเงินก็ไม่น่าเชื่อถือ

ถาม   ในที่สุด ก็ต้องรอให้ศาลฎีกาชี้ขาดว่าใครถูกต้อง

ตอบ   ศาลตัดสินเกินคำขอไม่ได้หรอกครับ คดีนี้ กกต.เห็นแล้วว่า มีผิดต้องตัดสิทธิเลือกตั้งอยู่ ๗๗ คน แล้วจึงส่งสำนวนให้ศาลวินิจฉัยว่าผิดจริงไหม ระบบกล่าวหาให้ฟังแบบนี้ ศาลจะหาหลักฐานเพิ่มเติมก็ได้  แต่เพิ่มจำเลยไม่ได้เป็นอันขาด เพราะงานจัดการเลือกตั้งเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของ กกต. ศาลได้แต่ให้ความเป็นธรรมแก่บุคคลที่ถูกกล่าวหาเท่านั้น

ถาม   แล้วอนาคตข้างหน้า กกต.ข้างมาก จะต้องโทษฐานทุจริตได้ไหม

ตอบ   ลำพังปัญหาการฟังพยานสมเหตุสมผลหรือไม่นั้น มันลากไปเป็นคดีทุจริตไม่ได้หรอกครับ มันต้องมีพยานหลักฐานซึ่งความชั่วในจิตใจปรากฏชัดเจนด้วย

ในที่สุด คดีนี้ก็ต้องจบด้วยเพลง..ช้างๆๆๆๆ น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า…ไปตลอด

“ช้าง” ในรัฐธรรมนูญ คสช.

ถาม   อาจารย์ทราบไหมครับว่า วันนี้ กกต.มีสำนวน พรรคส้มจัดฮั้ว สว.อยู่ในมือ และจะต้องสั่งสำนวนในไม่ช้าอีกเช่นกันนะครับ

ตามข่าวระบุกันว่า   สำนวนนี้มีหลักฐาน การจัดประชุมผู้สมัคร สว.กว่า ๓๐๐ คน ที่ห้องจูปีเตอร์ เมืองทองธานี ในวันลงคะแนน มีหลักฐานเฟสบุ๊คของธนาธร ปลุกเร้าให้ช่วยกันเข้ามารื้อรัฐธรรมนูญ คสช. พาชาติไปสู่ประชาธิปไตยแท้จริงให้ได้  ข้าง สว.ส้ม ที่หลุดเข้าไปเป็น สว.ได้  ก็ให้สัมภาษณ์รับไว้ชัดเจนว่าจริง แต่อธิบายว่าทำไปโดยสุจริตนัดหมายกันเข้ามาด้วยอุดมคติ เพื่อรื้อเผด็จการให้จงได้ เท่านั้น

พยานหลักฐานอย่างนี้ พอจะเห็นเป็น “ช้างสีส้ม”ได้ไหมครับ

กับกลุ่มต่อต้าน ใช่หรือไม่

ปะติดปะต่ออย่างนี้แล้ว “ช้าง” ตัวจริงในคดีฮั้ว สว.ก็จะปรากฏตัวขึ้นได้ในที่สุด

ถาม   วันนี้ มีกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองหมดแล้ว ช้างตัวจริงจะหายไปไหมครับ

ตอบ   ผมเห็นแต่ความเสียหายจากการอาละวาดของช้างตัวนี้ คาตาอยู่เท่านั้น การเขียนรัฐธรรมนูญให้ คสช.ตั้งพรรคสืบอำนาจ  ได้ยังความแตกแยกให้พรรคการเมืองต่างๆจนอ่อนแอทั่วไปหมด คนฉวยโอกาสโผล่มาตั้งพรรค หรือเป็น สส.มากมาย  พรรคการเมืองหนึ่งได้ สส.เป็นที่ ๑ ก็ไม่ทำงานให้ชาวบ้าน คิดแต่จะแก้รัฐธรรมนูญฟ้าสีทอง อีกกลุ่มหนึ่งเป็นเพียงกิจการร่วมค้า รวบรวมนักการเมืองที่แตกกระจัดกระจายมาใส่เสื้อสีเดียวกันเพื่อชนะเลือกตั้งเท่านั้น  ในสถานการณ์อย่างนี้วันนี้ เราจึงไม่มีพรรคไหนจะร่วมกันเป็นรัฐบาล สร้างวาระแห่งชาติที่จริงจังขึ้นมาได้เลย

ถาม   ความเสียหายในทางกฎหมาย จากคดีฮั้ว สว.นี้ มีไหมครับ

ตอบ   การเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อการเมืองอย่างนี้ นอกจากกฎหมายจะทำลายการเมืองแล้วการเมืองก็ทำลายกฎหมายด้วยเหมือนกัน  
เห็นได้เลยว่ากฎหมายเลือก สว.เขียนขึ้นมาอย่างสับสน บังคับจัดการได้ยากมาก แค่คุยแลกเสียงกันก็ผิดแล้วฟาวล์แล้ว มีชื่อในโพยแล้วได้เป็นก็ฟาวล์เลย จะรู้เห็นด้วยเพียงใดหรือไม่ก็ไม่สำคัญ กกต.ก็ต้องต่างคนต่างคลำช้างตัดสินกันไป

เมื่อผนวกด้วยแรงกดดันทางการเมืองอย่างรุนแรง กระบวนการทำงานตามกฎหมายก็พังหมด  สำนวน กกต.ก็รั่วออกไปโดยจงใจ  รั่วออกไปเพื่อนำไปใช้เผยแพร่แทรกแซงบีบคั้นการตัดสินอย่างละเอียดยิบทุกเรื่องทุกประเด็น จนวันนี้เรามี กกต.เต็มเมืองไปหมดแล้ว ราชบัณฑิตยสภา ก็เอากับเขาด้วย      

ผมว่าคดีนี้ในอนาคต  เราอาจจะได้เห็น ศาลฎีกาเสียงข้างน้อย ข้างมาก ออกมาแถลงคัดค้านกันเอง ก็เป็นได้

ยุทธพร ชี้ความเชื่อมั่น ศก.ดีขึ้น รับเสถียรภาพการเมือง หลัง มติ กกต.ปม สว.สร้างความชัดเจน ลดความเสี่ยงเกมเซตซีโร่

19 กันยายน 2569 เวลา 16:17 น.

“ยุทธพร” ชี้มติ กกต.ปม สว.สร้างความชัดเจน รัฐบาลไปต่อ–เศรษฐกิจคลายกังวล ลดความเสี่ยงเกมเซตซีโร่

วันที่ 19 กันยายน 2569 รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงผลการพิจารณาคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า มติดังกล่าวช่วยสร้างความชัดเจนให้แก่สถานการณ์การเมืองว่า รัฐบาลยังสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ และลดความกังวลว่าผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่เกม “เซตซีโร่” ทางการเมือง

ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายกังวลว่า หาก กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาครอบคลุมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำนวนมาก อาจเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งต่อการทำงานของรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

เมื่อมติ กกต.ไม่ยื่นคำร้องต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความไม่แน่นอนที่เคยแขวนอยู่เหนือรัฐบาลจึงลดลง ทำให้ทิศทางการบริหารประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น และส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจตามไปด้วย

“เมื่อความกังวลทางการเมืองลดลง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจก็ดีขึ้น เพราะนักลงทุนและภาคธุรกิจสามารถประเมินทิศทางของรัฐบาลและความต่อเนื่องของนโยบายได้ชัดเจนกว่าเดิม ประเทศไทยจึงสามารถเดินหน้าต่อได้” รศ.ดร.ยุทธพรกล่าว

รศ.ดร.ยุทธพรอธิบายด้วยว่า คดีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 แตกต่างจากมาตรา 235 ซึ่งหลายฝ่ายมักนำมาเปรียบเทียบกัน โดยเฉพาะกรณี 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล

มาตรา 235 กำหนดว่า เมื่อศาลรับคำร้องแล้ว ผู้ถูกร้องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ “เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น” ศาลจึงยังสามารถอนุญาตให้ผู้ถูกร้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

แต่มาตรา 226 ไม่มีข้อยกเว้นดังกล่าว หาก กกต.ยื่นคำร้องและศาลฎีการับคำร้อง บุคคลที่ดำรงตำแหน่ง สส.หรือ สว.จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที จึงอาจก่อให้เกิดปัญหาทางกฎหมายตามมา โดยเฉพาะกรณีบุคคลที่ดำรงตำแหน่งควบทั้ง สส.และรัฐมนตรี ว่าจะต้องหยุดเฉพาะหน้าที่ สส.หรือกระทบไปถึงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย

หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายคนพร้อมกัน ย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศ การขับเคลื่อนนโยบาย และความเชื่อมั่นของภาคเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รศ.ดร.ยุทธพรกล่าวว่า มติของ กกต.ครั้งนี้จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อผู้ถูกกล่าวหา แต่ช่วยคลายความไม่แน่นอนทางการเมืองในภาพรวม ทำให้รัฐบาลสามารถกลับไปเดินหน้าบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่ควรถือว่าตนเองผ่านพ้นทุกปัญหา เพราะสิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อจากนี้คือผลงาน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ รายได้ และปากท้องของประชาชน

“ผลของ กกต.ทำให้ประเทศเห็นทิศทางชัดขึ้น รัฐบาลเดินหน้าต่อได้ เศรษฐกิจคลายความกังวล แต่ความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นจะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลสามารถเปลี่ยนเสถียรภาพทางการเมืองให้กลายเป็นผลงานที่ประชาชนจับต้องได้มากเพียงใด” รศ.ดร.ยุทธพรกล่าว

นิติภูมิธณัฐ ยก ‘สีหศักดิ์-พลพีร์’ 2 รัฐมนตรี ครม.อนุทิน น่าจับตา-บ้านเมืองพอฝากความหวังได้

19 กันยายน 2569 เวลา 16:06 น.

วันที่ 19 กันยายน 2569 นายนิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และนักวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในคณะรัฐมนตรีของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล หากถามผมในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่งว่า มีรัฐมนตรีคนใดบ้างที่ผมมองแล้วรู้สึกว่า “คนนี้น่าจับตา” และอาจเป็นคนที่บ้านเมืองพอจะฝากความหวังไว้ได้ทั้งวันนี้และวันข้างหน้า

เท่าที่ผมเห็นขณะนี้ มีอยู่สองคน

คนแรกคือ คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ผมไม่ได้พูดเช่นนี้เพราะเพิ่งรู้จักชื่อคุณสีหศักดิ์เมื่อท่านมาเป็นรัฐมนตรี ผมอยู่กับเรื่องต่างประเทศมานานพอสมควร ตั้งแต่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 จนถึง 19 กันยายน 2569 ผมเขียนคอลัมน์ต่างประเทศในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาเกือบ 30 ปี สามสิบปีนั้นยาวพอที่จะเห็นโลกเปลี่ยนไปหลายรอบ เห็นมหาอำนาจขึ้น เห็นมหาอำนาจลง เห็นมิตรกลายเป็นคู่แข่ง และบางครั้งก็เห็นคู่แข่งกลับมานั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน

ที่สำคัญ ผมเห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยผ่านเข้ามาหลายยุคหลายสมัย ประจวบ ไชยสาส์น, สุรินทร์ พิศสุวรรณ, สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, กันต์ธีร์ ศุภมงคล, นิตย์ พิบูลสงคราม, นพดล ปัทมะ, เตช บุนนาค, สมพงษ์ อมรวิวัฒน์, กษิต ภิรมย์, สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล, ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร, ดอน ปรมัตถ์วินัย, ปานปรีย์ พหิทธานุกร, มาริษ เสงี่ยมพงษ์ และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

แต่ละคนมีจุดแข็งต่างกัน และทำงานอยู่ในสถานการณ์โลกที่ไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรเอาทุกคนมาวัดด้วยไม้บรรทัดอันเดียว แต่ถ้าถามเฉพาะความเห็นส่วนตัวของผมว่า ในบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศที่ผมติดตามมาตลอดช่วงเวลานี้ คนใดสร้างความประทับใจแก่ผมมากเป็นพิเศษ
ผมยกให้คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

งานต่างประเทศนั้น ถ้าพูดมากไปก็เสีย พูดน้อยไปก็เสีย แข็งเกินไปก็สร้างศัตรู อ่อนเกินไปเขาก็ไม่เกรงใจ คนเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศจึงมิใช่เพียงต้องรู้ว่า “จะพูดอะไร” แต่ต้องรู้ด้วยว่า อะไรไม่ควรพูด เมื่อใดควรพูด และพูดกับใครด้วยน้ำเสียงอย่างไร

บางครั้งคำพูดเพียงประโยคเดียวของรัฐมนตรีต่างประเทศ อาจทำให้สิ่งที่ข้าราชการการทูตสร้างกันมาหลายสิบปีแข็งแรงขึ้น หรือพังลงได้เหมือนกัน

ความที่ผมอยู่หน้าต่างประเทศมาตลอดชีวิตการทำงานส่วนใหญ่ ผมได้พบปะ พูดคุย และประชุมกับผู้สื่อข่าวจากประเทศต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ
สิ่งหนึ่งที่ผมได้ยินค่อนข้างตรงกันคือ การยอมรับคุณสีหศักดิ์ ทั้งเรื่องประสบการณ์ ฝีไม้ลายมือ และการวางตัว

อีกคนหนึ่งที่ผมจับตามองคือ คุณพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

กระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงการต่างประเทศดูเผิน ๆ เหมือนอยู่คนละโลก กระทรวงหนึ่งออกไปพบคนต่างประเทศ อีกกระทรวงหนึ่งลงไปหาคนถึงหมู่บ้าน แต่ความจริงมีสิ่งหนึ่งเหมือนกันมาก คือ ทั้งสองกระทรวงต้องทำงานกับคน และคนนี้แหละครับเป็นเรื่องยากที่สุด คุณพลพีร์มีลักษณะการทำงานอีกแบบหนึ่ง คือ ลุย เมื่อมีปัญหาก็ลงไปดู เมื่อมีเรื่องก็เข้าไปจัดการ

และจากภาพการทำงานที่ผมติดตาม ผมเห็นลักษณะของคนที่ไม่ค่อยเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม คำว่า “ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม” ในความหมายของผม มิได้แปลว่าให้ไปหาเรื่องใคร แต่หมายถึง เมื่อพบสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็ต้องกล้าถาม กล้าตรวจสอบ และกล้าจัดการตามอำนาจหน้าที่

เพราะคนเป็นรัฐมนตรี ถ้ามีตำแหน่งใหญ่โต มีรถนำ มีคนเปิดประตูให้ แต่พอเจอปัญหาจริงแล้วไม่กล้าแตะอะไรเลย ตำแหน่งนั้นก็เหลือประโยชน์เพียงเอาไว้พิมพ์บนนามบัตร

แน่นอนครับ ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ยังมีคนอื่นที่มีความสามารถ และเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์แต่ละคนเอง

ผมจึงยังไม่รีบตัดสินใครทั้งหมด

แต่ ณ วันที่ 19 กันยายน 2569 ถ้าถามว่ามีรัฐมนตรีคนใดที่ผมมองเป็นพิเศษ ผมมองอยู่สองคน สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เพราะประสบการณ์ ความสุขุม และฝีมือทางการต่างประเทศ พลพีร์ สุวรรณฉวี เพราะลักษณะการทำงานที่ลงมือจริงและกล้าเผชิญปัญหา การเมืองไทยไม่เคยขาดคนที่พูดเก่ง

สิ่งที่เราขาดอยู่บ่อยครั้งคือ คนที่รู้จริง ทำจริง และเมื่อมีอำนาจอยู่ในมือแล้วรู้ว่าอำนาจนั้นมีไว้ทำอะไร สองคนนี้จะเดินต่อไปได้ไกลเพียงใด ผมยังไม่ทราบ เพราะถนนการเมืองไทยนั้น บางครั้งหลุมไม่ได้อยู่บนถนน แต่อยู่ในคนที่เดินร่วมทางด้วย จึงต้องดูกันต่อไปครับ