สายมูตัวจริง ‘อนุทิน’ ควงภริยา ไหว้ขอพรพระพุทธชินราช เข้ากราบ ‘หลวงพ่อสำลี’ ทำพิธีลงยันต์ฝ่ามือ

19 กันยายน 2569 เวลา 15:26 น.

Photo : Anutin Charnvirakul

19 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาโพสต์ภาพข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว “Anutin Charnvirakul” ระบุแคปชั่น “มาไหว้ขอพรพระพุทธชินราช ที่พิษณุโลกและกราบขอพรพร้อมลงยันต์ฝ่ามือกับหลวงพ่อสำลี วัดราชบูรณะ”

โดย นายกฯอนุทิน ได้โพสต์รูปภาพ 3 ภาพ เป็นภาพของ นายกฯอนุทินพร้อมกับภริยา คุณจ๋า ธนนนท์ ชาญวีรกูล ได้กราบขอพรพระพุทธชินราช ภายในวิหารหลวง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมยังได้เข้ากราบพระครูสิทธิธรรมวิภัช หรือ หลวงพ่อสำลี วัดราชบูรณะ และทำพิธีเจิมฝ่ามือและลงยันต์ฝ่ามือ

‘ชุดไทย’ ฟีเวอร์ญี่ปุ่น! นักท่องเที่ยวแห่เข้าชม CHUD THAI คึกคัก  ต่างสนใจ ‘ผ้าไทย x กิโมโน’

19 กันยายน 2569 เวลา 19:48 น.

“ชุดไทย” ฟีเวอร์อินเจแปน ชาวญี่ปุ่น-นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่ชมชมงาน “CHUD THAI” คึกคัก นำวัฒนธรรมเชื่อมความสัมพันธ์ทางการฑูต “ผ้าไทย x กิโมโน” ฉลองพระองค์”เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ“

บรรยากาศภายในงาน “CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME” ระหว่างวันที่ 17-18 กันยายน 2569 ที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้น ณ Hyokeikan, Tokyo National Museum กรุงโตเกียว ญี่ปุ่นเป็นไปอย่างคึกคัก ชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสนใจเข้าชมอย่างล้นหลาม

สำหรับการจัดงานที่ประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทานสำหรับบุรุษ 3 แบบ ภายในงานได้มีการสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องประดับไทยโบราณซึ่งเป็นงานศิลป์ชั้นสูง งานช่างฝีมือไทย อาทิ การพันดิ้น การปักสดึงกรึงไหม งานเครื่องเงินเครื่องทอง และผ้าไหมทอลายมงคล ถ่ายทอดคุณค่าหัตถศิลป์ไทยในมิติร่วมสมัย

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ของการเผยแพร่ชุดไทยพระราชนิยม และเสื้อพระราชทาน ซึ่งเป็นชุดประจำชาติของประเทศไทย หลังจากครั้งแรกได้มีการนำเสนอชุดไทยที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ไปแล้วเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2569

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ที่ญี่ปุ่นได้รับความสนใจ จากคนญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก เพราะมีความเชื่อมโยงเรื่องแฟชั่น เป็นการทูตทางวัฒนธรรม เนื่องจากไทยและญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีชุดประจำชาติเช่นเดียวกัน โดยสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นสนใจเป็นอย่างมากคือ การที่นำผ้าไทยมาตัดเย็บเป็นชุดกิโมโน เฉกเช่นฉลองพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาที่สวยงาม เป็นการนำเสนอผ้าไทยอีกรูปแบบหนึ่ง

ทั้งนี้ปัจจุบัน ประเทศไทยเดินหน้าผลักดัน “ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เสนอ ต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO) พิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในเดือนธันวาคม 2569 จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสืบสานองค์ความรู้ งานช่างฝีมือ และอัตลักษณ์ไทย พร้อมต่อยอด “ชุดไทย” ในฐานะมรดกที่มีชีวิตสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน

ตะลอนเที่ยว : ตะเลงพ่าย

20 กันยายน 2569 เวลา 06:04 น.

ชื่อของจักรพันธ์ โปษยกฤต ในฐานะศิลปินเอกคนหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ในยุคปัจจุบัน ย่อมไม่ทำให้ผู้ที่ซาบซึ้งในผลงานของศิลปินชั้นผู้นี้มีข้อสงสัยใด ๆ

จักรพันธ์ คือศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ผู้ที่แสนจะมีความประณีตในการรังสรรค์หุ่นกระบอกที่มีเครื่องแต่งกาย พร้อมกับฉากที่สุดแสนวิจิตร ส่วนการกล่าวถึงภาพวาดของเขา ก็ได้รับการยอมรับว่าสุดยอดของความงดงามจนเกินบรรยาย

แม้วันนี้ จักรพันธ์จะไม่สามารถลุกขึ้นมาเชิดหุ่นได้ด้วยตัวเองเหมือนเมื่อครั้งอดีต แต่เขาได้ฝึกฝนลูกศิษย์ลูกหาไว้มากมาย จนทุกคนสามารถเชิดหุ่นได้ราวกับหุ่นมีชีวิตจริง ใครที่เคยได้ชมฝีมือการเชิญหุ่นของจักรพันธ์และลูกศิษย์ต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่าสุดยอดและเยี่ยมยอด

หากจะนับถอยหลังไปในปี 2532 ซึ่งในครั้งนั้นมีมีการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องสามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ แล้วหลังจากนั้นอีกนานพอประมาณก็มีการแสดงหุ่นกระบอกตอนตะเลงพ่าย ซึ่งแสดงรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2562 แล้วหลังจากนั้นหุ่นที่แสนงดงาม ก็ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์จักรพันธ์ มานานแสนนาน แม้ได้บางช่วงจะมีการนำออกมาเชิดบ้างก็ตาม แต่ไม่ได้เป็นงานใหญ่เหมือนที่เคยเป็นมา

แต่มีข่าวดีมาแจ้งคือ จะมีการแสดงเชิดหุ่นกระบอก เรื่องตะเลงพ่าย แบบเต็มรูปแบบในอนาคตนี้ คือในช่วงต้นปี 2570 ณโรงละครหุ่นกระบอก พิพิธภัณฑ์จักรพันธ์ โปษยกฤต ซตั้งอยู่ที่ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 58 เขตสายไหมกรุงเทพ

ทั้งนี้ในช่วงเดือนกันยายน 2569 มูลนิธิจักรพันธ์ โปษยกฤต ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมการซ้อมเชิดหุ่นที่พิพิธภัณฑ์จักรพันธ์ ในช่วงวันอาทิตย์ ซึ่งตามปกติจะสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ในวันอาทิตย์ เวลา 10 ถึง 16 นาฬิกา ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์มีหุ่นกระบอกเรื่องสามก๊ก และตะเลงพ่ายเก็บรักษาไว้ และยังมีภาพวาดด้วยฝีมือของจักรพันธ์ ตั้งแต่ยุคจักรพันธ์ยังเป็นเด็ก จนเข้าสู่วัยรุ่น และวัยชรา

สำหรับการเชิดหุ่นตะเลงพ่าย จะมีฉากสำคัญคือ พระสุพรรณกัลยาเสด็จหงสาวดี การจัดและเตรียมทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสงครามยุทธหัตถี

ซึ่งในการเชิดหุ่นครั้งนี้จะมีหุ่นกว่า 200 ตัว ซึ่งหมายความว่าจะต้องใช้ผู้เชิดหลายสิบคน โดยหุ่นจะแบ่งเป็นฝ่ายไทยหรืออยุธยา โดยมีหุ่นหลักคือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ พระพันกัลยา ส่วนหุ่นฝ่ายหงสาวดี หรือฝ่ายพม่า จะมีตัวสำคัญคือมังกะยอชวา หรือพระมหาอุปราชา พระเจ้าทบุเรง และนันทวดี โดยหุ้นแต่ละตัวจะมีกลไกพิเศษ และถูกใส่เทคนิคในการเคลื่อนไหวของหุ่นที่ละเอียดอ่อนมาก ทำให้ผู้เชิดสามารถบังคับให้คุณแสดงอารมณ์และกิริยาได้สมจริง

ขอย้ำว่าการเชิดหุ่นของคณะศิษย์ จักรพันธ์ ถือเป็นงานใหญ่และยากมาก เพราะเป็นการแสดงสด คือสดทั้งคู่แสดงและดนตรี ดังนั้นจึงเป็นที่สนอกสนใจของผู้รักงานศิลป์ด้านนี้เป็นอย่างมากอย่าง ประกอบกับโรงละครสำหรับแสดงการเชิดหุ่นครั้งนี้มีที่นั่งจำนวนจำกัด จึงต้องเน้นย้ำว่าหากคุณต้องการไปชมการแสดงครั้งโปรดประวัติศาสตร์ ก็จะต้องรีบสำรองที่นั่งเป็นการด่วน ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-3927754 และ 087-3325467

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

สกู๊ปพิเศษ : ‘Chance to Change’ เปิดมุมมองโลก จุดประกายความคิดสร้างสรรค์สู่การเปลี่ยนแปลงสังคม

20 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

จากสิ่งแวดล้อม สังคม สู่ธรรมาภิบาล เมื่อเรื่อง ESG ถูกเล่าผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่ กว่าร้อยผลงานสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ พร้อมจุดประกายศิลปะให้เป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามและการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ และหอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดโครงการประกวดผลงานศิลปะ “Chance to Change ความน่าจะ…เปลี่ยน” ภายใต้แนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance) เปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 และนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ได้นำความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์ และมุมมองที่มีต่อโลกและสังคม มาถ่ายทอดผ่านผลงานศิลปะในรูปแบบที่หลากหลายโครงการครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างมองเห็นศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการนำประเด็น ESG มาตีความผ่านภาษาและมุมมองของตัวเอง ขณะเดียวกันยังเป็นการเชื่อมโยงโลกของศิลปะเข้ากับประเด็นสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมและระดับโลก

ดร.ภัทรวุฒิ ทรัพย์เย็น คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า จากการพิจารณาผลงานพบว่า ผู้เข้าร่วมจำนวนมากสามารถนำเสนอแนวคิดได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงแนวคิดกับประสบการณ์และสิ่งที่อยู่รอบตัว ทำให้ผลงานไม่ได้พูดถึงเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมมิติทางสังคมและธรรมาภิบาล อาทิ ประเด็นความเหลื่อมล้ำ การอยู่ร่วมกันในสังคม การทุจริต และการตั้งคำถามต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ศิลปะสามารถจุดประกายให้คนตระหนักถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ESG ได้ โดยเฉพาะเมื่อคนรุ่นใหม่เข้ามาสนใจเรื่องเหล่านี้ ในระยะยาวย่อมส่งผลดีต่อสังคม เพราะอย่างน้อยศิลปะสามารถทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการตั้งคำถามและนำไปสู่ความเข้าใจที่มากขึ้น        

ด้าน สมลักษณ์ คล่องแคล่ว ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ (ทัศนศิลป์) OCAC กล่าวว่า การนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมาผสานเข้าด้วยกันผ่านงานศิลปะ เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยสื่อสารเรื่อง ESG ให้คนทั่วไปเกิดความเข้าใจและรู้สึกเชื่อมโยงกับประเด็นเหล่านี้มากยิ่งขึ้น และเมื่อได้เห็นผลงานของน้องๆ แล้วรู้สึกว่าน่าชื่นชมและน่าตื่นเต้น เพราะแต่ละคนสามารถนำแนวคิดมาหลอมรวมและสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานในรูปแบบของตัวเอง มีความหลากหลาย ทั้งงานดิจิทัลและสื่อรูปแบบอื่นๆ

ขณะที่ วริทธิ ตีรประเสริฐ  ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจและนวัตกรรม CEA กล่าวว่า ผลงานที่ส่งเข้าประกวดมีทั้งแนวคิดที่หลากหลายและวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกัน แม้บางผลงานอาจยังอยู่ในช่วงพัฒนาทักษะด้านเทคนิคและองค์ประกอบศิลป์ตามวัยของผู้สร้างสรรค์ แต่สิ่งที่โดดเด่นคือความสามารถของเยาวชนในการนำความคิดของตนเองมาแปลงเป็นภาพและสื่อสารให้ผู้ชมเข้าใจได้ และเสนอแนวคิดต่อยอดโครงการในอนาคตว่า การสร้างสรรค์ผลงานภายใต้ประเด็น ESG อาจพัฒนาไปสู่การทำงานแบบ Multidisciplinary ที่เชื่อมโยงศาสตร์ด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อก้าวข้ามจากการนำเสนอในรูปแบบภาพ 2 มิติ ไปสู่การสร้างสรรค์ Product, Object, Interactive Media หรือ Solution ที่สามารถนำแนวคิดไปสู่การแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับ ดร.ชญานุตม์ ศิลปศาสตร์ หัวหน้า BUG กล่าวว่า หอศิลปะมหาวิทยาลัยกรุงเทพไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับจัดแสดงงานศิลปะ แต่เป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ การสร้างแรงบันดาลใจ และการสร้างบทสนทนากับสังคม ไม่ได้คาดหวังว่าศิลปะจะสามารถเปลี่ยนโลกได้ทันที แต่อยากเริ่มจากการเปลี่ยนบางอย่างในระดับของความคิดและมุมมองของคน ผลงานของเยาวชนในนิทรรศการสะท้อนให้เห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างไร นิทรรศการนี้ทำให้เยาวชนได้ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามและสะท้อนมุมมองของตัวเองต่อประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล สามารถถูกสื่อสารผ่านประสบการณ์และมุมมองที่หลากหลายของศิลปินรุ่นใหม่ได้ ในฐานะของหอศิลปบทบาทของเราไม่ใช่แค่การคัดเลือกผลงานมาจัดแสดง แต่คือการสร้างพื้นที่ให้คนได้เห็น ได้คิด และได้พูดคุยกันผ่านผลงานศิลปะ

กว่าร้อยผลงานที่เข้าร่วมคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5 รางวัล รางวัล Best Concept ได้แก่ น.ส.ธัญจิรา ตรัยไชยาพร จาก รร.สายปัญญารังสิต เจ้าของผลงาน WHAT’S NEXT?, รางวัล Best Creativity ได้แก่ นายปัณณวิชญ์  โสภาฤดี จาก รร.อัสสัมชัญสมุทรปราการ เจ้าของผลงานเพียงเปลี่ยน, รางวัล Best ESG RELEVANCE ได้แก่ น.ส.ศิรประภา ประมวลชัยสกุล จาก รร.พระหฤทัยคอนแวนต์เจ้าของผลงานเห็นหรือไม่, รางวัล Popular Vote ได้แก่ นายกรรชัย จำพิมาย จาก รร.เซนต์หลุยส์ฉะเชิงเทรา เจ้าของผลงาน FAST และรางวัล Best Visual Expression ได้แก่ นายทินมณี นันทสันติ จาก รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย เจ้าของผลงาน BUTTERFLY EFFFCT

หนึ่งในผลงานที่ได้รับรางวัลในโครงการครั้งนี้เป็นผลงาน “เห็นหรือไม่” ของ น.ส.ศิรประภา ประมวลชัยสกุล จาก รร.พระหฤทัยคอนแวนต์ รับรางวัล Best ESG RELEVANCE ที่หยิบประสบการณ์จากการเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางในชีวิตประจำวันมาตั้งคำถามถึงการมองเห็นและการใส่ใจผู้อื่นในสังคม เจ้าของผลงานเล่าว่า “หลังจากทำความเข้าใจความหมายของ ESG จึงเลือกหยิบเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวมาถ่ายทอด โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่พบเห็นเป็นประจำบนรถโดยสาร เช่น ผู้สูงอายุหรือหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องยืนบนรถ ขณะที่ผู้โดยสารบางคนซึ่งสามารถลุกให้ที่นั่งได้กลับเลือกที่จะนั่งต่อ จึงเกิดคำถามว่าเราไม่ลุกให้ เพราะเราไม่เห็น หรือเพราะเราไม่สนใจ? ผลงานดังกล่าวสร้างสรรค์ด้วยเทคนิค Digital Illustration โดยใช้ภาพถ่ายรถโดยสารที่เจ้าตัวถ่ายด้วยตนเอง ก่อนนำมาผสมผสานกับการวาดภาพดิจิทัลผ่านโปรแกรมพร้อมใช้เทคนิคการทำให้ตัวละครผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์มีลักษณะโปร่งแสง เปรียบเสมือนคนที่ “อยู่ตรงหน้าแต่ถูกมองไม่เห็น” เพื่อสะท้อนคำถามเรื่องการมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นในสังคม”

โครงการ “Chance to Change ความน่าจะ…เปลี่ยน” จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีประกวดผลงานศิลปะ แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ทดลองนำประเด็นระดับโลกมาตีความผ่านมุมมองของตนเอง ตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว และใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับสังคม มหาวิทยาลัยกรุงเทพมุ่งหวังให้โครงการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งกลไกในการสนับสนุนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ พร้อมเชื่อมโยงศาสตร์ด้านศิลปะเข้ากับประเด็นร่วมสมัย และสร้างโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง พัฒนาแนวคิดที่ไม่เพียงสร้างความตระหนักรู้ แต่สามารถต่อยอดไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในอนาคต

Around W. By หมูอ้วน : พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว สานพลังนำ ‘บ้าน – วัด –โรงเรียน’ แก้ปัญหาไฟป่าให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

20 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกับศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคกลางกาญจนบุรี และพันธมิตรอีกหลายหน่วยงาน ได้จัดทำโครงการ “พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว” ขึ้นที่โรงเรียนวัดทุ่งลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โครงการฯนี้ ไม่เพียงแต่ส่งเสริมให้เยาวชนได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่า แต่ที่สำคัญยังได้มีการนำเอาหลัก “บวร” หรือบ้าน, วัด, โรงเรียน มาบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เกิดผลที่ได้รับอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้เกิดการแก้ไขปัญหาให้ชุมชนในเรื่องไฟป่า ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ทำให้คุณภาพอากาศลดลง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียง

นายสมคิด สิริรัตน์ นักวิชาการป่าไม้ปฎิบัติการ หัวหน้าศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคกลางกาญจนบุรี ส่วนควบคุมไฟป่า สำนักป้องกันปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งได้มาเป็นวิทยากรในการบรรยายหัวข้อไฟป่ากับผลกระทบต่อชุมชน ได้กล่าวว่า สถานการณ์ภาพรวมไฟป่าที่ จ.กาญจนบุรี ในปีนี้ค่อนข้างหนักหน่วง แต่ปัจจุบันดีขึ้นเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝน โดยที่ผ่านมาถึงแม้สถานการณ์จะรุนแรง แต่ก็ได้รับการบูรณาการจากหลายภาคส่วน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุทยานสัตว์ป่า และพันธุ์พืช, กรมป่าไม้, ทหาร รวมถึงภาคปกครองต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาทร่วมกันในการดับไฟป่า ซึ่งโครงการพลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียวที่จัดขึ้นครั้งนี้มีประโยชน์มาก เพราะเป็นการปลูกฝังเยาวชน ทำให้อนาคตของประเทศมีความรู้ที่ถูกต้องในด้านการป้องกันไฟป่า ในส่วนผลกระทบที่มีต่อชุมชนนั้น ไฟป่าได้สร้างผลกระทบต่อสัตว์ป่าและต้นไม้ รวมถึงภาคประชาชน ที่ส่งผลในด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ โดยกิจกรรมภายในงานครั้งนี้ มีการฝึกใช้อุปกรณ์และเครื่องมือดับไฟป่าที่ถูกต้อง และใช้งานได้ปลอดภัยในการปฎิบัติงานจริง ถึงแม้ปัจจุบันเขายังไม่สามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้ แต่องค์ความรู้ที่ได้รับก็จะเป็นประโยชน์เมื่อเขาโตขึ้น และจะมีส่วนช่วยเหลือป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า ได้ในอนาคต

ด้าน ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ด้านการศึกษา ประจำปี 2549 และหัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า เยาวชนไม่ใช่เป็นเพียงอนาคตของชาติ แต่ยังเป็นพลังบวกที่จะสามารถช่วยเหลือและพัฒนาประเทศไทย ทั้งในด้านการมีส่วนร่วมและผลักดันเพื่อแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ, สังคม, สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งในการจัดโครงการฯ ครั้งนี้ได้รับความเมตตาจากพระครูสิทธิกิจจานุวัตร รองเจ้าคณะอำเภอศรีสวัสดิ์ และเจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ได้มาเป็นประธานเปิดงาน รวมถึงการบรรยายถึงเรื่อง “บวร” ว่าเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาชาติ และประเทศไทย ซึ่งวัดทุ่งลาดหญ้า นั้นถือเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่มีความเข้มแข็ง ประชาชนในพื้นที่ต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากนายอำนวย ธรรมรังษี ผู้อำนวยการ โรงเรียนวัดทุ่งลาดหญ้า “ลาดหญ้าวิทยา” จ.กาญจนบุรี ซึ่งได้จัดเตรียมทุกสิ่งไว้ให้อย่างเพียบพร้อม เพื่อให้เยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดทั้งวัน ท่ามกลางอากาศร้อนระอุ

จ.กาญจนบุรี เป็นพื้นที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ และอยู่ติดประเทศเมียนมาร์ ที่มีทั้งเรื่องไฟป่า, ไฟนา และฝุ่นเมือง ตรงกับหนังสือนิทานชุด “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” ที่ทางชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกับ สสส. และ เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป (ตุ๊บปอง) กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก และผู้เขียนหนังสือ ได้จัดทำขึ้นเพื่อสื่อสารถึงเรื่องการป้องกันไฟป่า ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการมาทำกิจกรรมในครั้งนี้ ภายในงานนอกจากความรู้จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชแล้ว ยังจัดให้เยาวชนนำความรู้จากการอ่านนิทานมาแสดงละครบนเวทีในห้องประชุม เด็กๆแสดงได้ดีมาก มีรับบทบาทเป็นทั้งนกหัวขวาน, ช้าง, ลิง, ต้นไม้ ฯลฯ ที่สามารถอยู่ร่วมกันในประเทศไทย ได้อย่างอุดมสมบูรณ์และพึ่งพากัน ทำให้เราได้เห็นว่าเมืองไทยยังมีสิ่งดีๆอยู่เยอะมาก ที่สามารถนำมาพัฒนาและต่อยอดให้กับสังคมและประเทศชาติ การบอกว่าฝุ่นเป็นภัยร้ายสำหรับทุกคนในสังคมนั้น ก็ต้องรวมถึงเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้, ถุงลมโป่งพอง, หอบหืด เพราะพ่อแม่สูบบุหรี่ หรือพักอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีไฟป่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกัน จะทิ้งให้เป็นภาระของผู้ใหญ่เพียงฝ่ายเดียวคงไม่ได้”

สำหรับโครงการ “พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว” ได้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือจากหลายองค์กร อาทิ  มหาวิทยาลัยธนบุรี, กลุ่ม UNITE Thailand, MCOT HD และ NBT World โดยผู้สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Yug_Cd0Cfgw หรือติดตามความเคลื่อนไหวผ่านทาง Facebook : ต้นกล้าสีเขียว และสอบถามได้ที่อีเมล์ Rattana.lao@yahoo.com หรือโทรศัพท์ 062-7341267 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นิทรรศการ ‘โรคร้ายแลนด์’ ชวนลองเผชิญโรคร้าย ก่อนวันที่โรคจะมาถึง

20 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

จะเป็นอย่างไร หากเรามีโอกาส “ลอง” เผชิญโรคร้าย ในวันที่เรายังแข็งแรงและยังมีเวลาเตรียมตัว? อลิอันซ์ อยุธยา ชวนทุกคนเปิดประสบการณ์กับ “โรคร้ายแลนด์” นิทรรศการเชิงประสบการณ์ที่หยิบ 3 โรคร้ายใกล้ตัว ได้แก่ มะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และโรคหัวใจ มาถ่ายทอดในรูปแบบที่ทำให้เรื่องสุขภาพซึ่งหลายคนมักคิดว่า “ยังไกลตัว” กลายเป็นเรื่องที่มองเห็น เข้าใจ และสัมผัสได้มากขึ้น

“โรคร้ายแลนด์” มุ่งชวนให้ทุกคน ลองคิด ลองรู้สึก และลองมองชีวิตในวันที่สุขภาพอาจไม่เหมือนเดิม เพื่อให้เห็นความสำคัญของการเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งการดูแลสุขภาพ การรู้เท่าทันความเสี่ยง ไปจนถึงการเตรียมพร้อมด้านจิตใจและการเงิน

ภายในนิทรรศการ ผู้เข้าชมจะได้เดินทางผ่าน 3 ประสบการณ์ ได้แก่ โรคมะเร็ง – Cancer City ที่จำลองเส้นทางชีวิตเมื่อเผชิญมะเร็ง ตั้งแต่วินาทีที่ได้รับการวินิจฉัยไปจนถึงผลกระทบต่อชีวิตและค่าใช้จ่าย โรคหลอดเลือดสมอง – Stroke House ที่ชวนสัมผัสว่า หากวันหนึ่งร่างกายไม่สามารถทำตามคำสั่งได้เหมือนเดิม ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร และโรคหัวใจวาย – How วาย Land ที่ชวนกลับมาฟังและทำความเข้าใจหัวใจ ก่อนที่สัญญาณเตือนจะมาถึง

“โรคร้ายแลนด์” เป็นส่วนหนึ่งของงาน Long Life Fest เทศกาลสุขภาพที่ชวนทุกคนมารู้จักร่างกายและเริ่มดูแลตัวเองผ่านกิจกรรม EAT / MOVE / SLEEP รวมถึงกิจกรรมด้าน Preventive Care และ Health & Wellness เพื่อเป้าหมายของการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพ

พบกับ Long Life Fest วันที่ 25–27 กันยายน ณ Sphere Hall ชั้น 5, Emsphere เพราะเราอาจเลือกไม่ได้ว่าโรคร้ายจะมาถึงเมื่อไร แต่เราเลือกได้ว่าจะเตรียมตัวรับมือกับมันตั้งแต่วันนี้อย่างไร

ลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้าได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/Long-Life-Fest 

ความรู้สึกเหล่านี้กำลังจะกลับมาสู่จอยักษ์อีกครั้งใน Marvel Studios’ Avengers: Endgame Encore

20 กันยายน 2569 เวลา 09:36 น.

การกลับมาของปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์แห่งวงการภาพยนตร์ กับบทสรุปครั้งยิ่งใหญ่ที่สร้างสถิติไปทั่วโลก “Marvel Studios’ Avengers: Endgame Encore อเวนเจอร์ส: เผด็จศึก อังกอร์” เตรียมหวนคืนสู่จอยักษ์ พร้อมภาพพิเศษจาก “Avengers: Doomsday” ซื้อตั๋วล่วงหน้าทุกระบบได้แล้ววันนี้ ก่อนรวมพลังอีกครั้ง 24 กันยายน ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

ใกล้เข้ามาทุกที กับการหวนคืนสู่จอยักษ์ของหนึ่งในภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมาร์เวล “Marvel Studios’ Avengers: Endgame Encore อเวนเจอร์ส: เผด็จศึก อังกอร์” การกลับมาของบทสรุปมหากาพย์แห่ง Infinity Saga ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ถล่มทลายไปทั่วโลก ซึ่งกำลังจะกลับมาสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ ทั้งในโรงภาพยนตร์ระบบปกติ ระบบ IMAX และสัมผัสประสบการณ์พิเศษในระบบ INFINITY VISION ซื้อตั๋วล่วงหน้าสำหรับทุกระบบการฉายได้แล้ววันนี้ แล้วเตรียมย้อนกลับไปสัมผัสทุกความทรงจำและความรู้สึกครั้งสำคัญบนจอใหญ่ด้วยกันอีกครั้ง 24 กันยายน พร้อมกันทั่วประเทศ ก่อนเปิดศึกใหม่ใน “Marvel Studios’ Avengers: Doomsday อเวนเจอร์ส: ดูมส์เดย์” วันที่ 17 ธันวาคมนี้

นอกจากการสร้างปรากฏการณ์ด้านรายได้และสถิติมากมายแล้ว “Marvel Studios’ Avengers: Endgame อเวนเจอร์ส: เผด็จศึก” ยังได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากทั้งนักวิจารณ์ สื่อ และแฟนภาพยนตร์ทั่วโลกนับตั้งแต่การเปิดฉายครั้งแรกในปี 2019 หลายเสียงยกย่องถึงความตื่นเต้นและอารมณ์ที่ถ่ายทอดออกมาอย่างทรงพลัง ขณะที่แฟน ๆ จำนวนไม่น้อยบอกว่ามีความเข้มข้นทางอารมณ์ไม่แพ้ฉากแอ็กชัน จนนับเป็นภาพยนตร์ที่สร้างผลกระทบทางความรู้สึกมากที่สุดของมาร์เวลในเวลานั้น พร้อมยกให้เป็นการปิดฉากเรื่องราวของ Infinity Saga อย่างสมบูรณ์ที่สุด 

อีกไม่นานเกินรอ ความรู้สึกเหล่านั้นกำลังจะกลับมาสู่จอยักษ์อีกครั้งใน “Marvel Studios’ Avengers: Endgame Encore อเวนเจอร์ส: เผด็จศึก อังกอร์” พร้อมความพิเศษที่แฟนมาร์เวลทั่วโลกไม่ควรพลาด กับการเผยภาพเอ็กซ์คลูซีฟจาก “Marvel Studios’ Avengers: Doomsday อเวนเจอร์ส: ดูมส์เดย์” ศึกใหญ่ครั้งใหม่ไปของจักรวาล Avengers ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ และสำหรับผู้ชมที่เลือกสัมผัส Endgame Encore ในระบบ IMAX และ INFINITY VISION ยังจะได้ตื่นเต้นขั้นกว่ากับภาพตัวอย่างพิเศษเพิ่มเติมจาก “Marvel Studios’ Avengers: Doomsday อเวนเจอร์ส: ดูมส์เดย์” อีกด้วย

ทั้งนี้ “Marvel Studios’ Avengers: Endgame Encore อเวนเจอร์ส: เผด็จศึก อังกอร์” เป็นเรื่องราวหลังจากเหตุการณ์อันเลวร้ายได้ทำให้ประชากรโลกหายไปครึ่งหนึ่ง เหล่าฮีโร่ที่ยังคงเหลืออยู่ต้องต่อสู้กับความยากลำบากเพื่อก้าวเดินต่อไป และในท้ายที่สุด พวกเขาต้องกลับมารวมพลังกันอีกครั้งเพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยและความสมดุลให้กลับคืนสู่จักรวาล รวมถึงนำคนที่พวกเขารักกลับคืนมา ในการเผชิญหน้าครั้งสำคัญกับธานอส ภาพยนตร์อำนวยการสร้างโดย Kevin Feige และกำกับโดย Anthony และ Joe Russo โดยมี Louis D’Esposito, Victoria Alonso, Michael Grillo, Trinh Tran, Jon Favreau, James Gunn และ Stan Lee รับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

‘ณเดชน์’ ปิดบัญชีแค้น … ด้าน ‘เจมส์ มาร์’ ลุยซ้อมจริง ก่อนขึ้นสังเวียนลุมพินี

20 กันยายน 2569 เวลา 09:14 น.

“สองหัวใจ” เดินเรื่องมาถึงวันที่ โอบ (ณเดชน์ คูกิมิยะ) พร้อมลุยกับ เพ้ง (เจ๋ง เดชา) แบบไม่มีถอย ผู้จัด หงษ์-ธัญนิธิ ฉันท์เอกสิทธิ์ จากค่าย หก สี่ เอี่ยว จัดฉากใหญ่ทั้งสังเวียนมวยและเกมไล่ล่า

เปิดด้วย ดอม (เจมส์ มาร์) ขึ้นสังเวียนลุมพินีครั้งแรก ในฐานะ “ดอม คิง” นักมวยดาวรุ่งที่กำลังเดินตามความฝัน งานนี้เจมส์ซ้อมมวยแบบเอาจริง ทั้งออกหมัด ฟุตเวิร์ก ก่อนจะฟาดเดือดกับ แมน โอเชี่ยน (เต้ นันทศัย) แชมป์เจ้าสังเวียน ท่ามกลางกองเชียร์ฝั่งโอบและฝั่งเพ้งต่างก็เฮใส่กันสุดเสียง บรรยากาศความเดือดยังไม่หมด เมื่อเกมพลิกจากสังเวียนมวยสู่เหตุยิงไล่ล่ากลางสนาม และลากยาวออกไปบนถนน โดยมี เลี้ยง (ท็อป ทศพล) ร่วมเดินเกมอยู่เบื้องหลัง ขณะที่ โอบ ดอม ดำ (บอย-ภิษณุ) และ โป้ง (สมิธ ภาสวิชญ์) ต้องรับมือแบบไม่มีจังหวะพัก ทั้งวิ่งหลบกระสุน เข้าชาร์จ ไล่ตาม และขึ้นรถหนี เจอครบทั้งคิวบู๊ ปืน ระเบิด และคิวรถที่ต้องเป๊ะทุกจังหวะ กว่าจะได้แต่ละช็อต นักแสดงจัดเต็มใส่กันสุดแรง เบื้องหลังว่าเดือดแล้ว บอกเลยว่าหน้าจอยิ่งเดือดกว่า 

​ติดตามชม “สองหัวใจ” คืนวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 เวลา 20.30 น. ทางช่อง 3 กด 33 และ 3Plus และรับชมย้อนหลังทาง Netflix เวลา 22.30 น.

เปิดตัวที่แรก! อี๊ด โปงลางสะออน ควง ‘ภรรยา-ลูกชาย’  เผยเส้นทางรัก 14 ปี จากแฟนคลับสู่แม่ของลูก

19 กันยายน 2569 เวลา 21:09 น.

เปิดตัวที่แรก! “อี๊ด โปงลางสะออน” ควงภรรยา “น้ำ จริยา”และลูกชาย “น้องนาวา” เผยเส้นทางรัก 14 ปี จากแฟนคลับสู่แม่ของลูก

ที่แรก “อี๊ด โปงลางสะออน” ขอควงภรรยาสาวสุดสวย “น้ำ จริยา” พร้อม “น้องนาวา” อวดโมเมนต์ความน่ารักของครอบครัว พร้อมเปิดเส้นทางรัก 14 ปี จากวันที่แม่ยายไม่ปลื้มสู่ชีวิตคู่สุดแฮปปี้ในวันนี้ เผยวีกรรมความเจ้าชู้ในอดีตที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา จนเกือบทำให้ชีวิตคู่ต้องจบลง ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่อง One31 ที่มี “ชมพู่ ก่อนบ่าย” และ “เป็กกี้ ศรีธัญญา” เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

เป็นการเปิดตัวครั้งแรก ไม่เคยพาภรรยาไปเปิดตัวรายการไหนเลย ทำไมไม่พาภรรยาออกรายการไหนเลย?

อี๊ด : ก็แล้วแต่โอกาส เราไม่ได้ปกปิดอะไร เป็นเรื่องปกติแหละ อาจไม่ค่อยมีรายการติดต่อมา เราก็ทำงานเยอะ แต่อยากให้เป็นอีกพื้นที่นึงสำหรับพวกเขา ถึงเวลาค่อยพาออกไป ไม่ได้กลัวว่าเรามีภรรยาแล้วนะ 

พาลูกมาด้วย น้องกี่ขวบแล้ว?

นาวา : 6 ขวบครับ 

อยู่ดีๆ ตกปากรับคำเฉยเลย ว่าพาครอบครัวมาด้วย?

อี๊ด : ถึงเวลาเราพูดคุยกับทุกคนได้ทุกเรื่องครับ 

พัฒนาการลูกเป็นยังไง?

อี๊ด : ตอนเด็กๆ เวลาผมไปเล่นดนตรี จะพาเขาไปด้วย ตามวัย แรกๆ เขาเล่นตีโปงลาง เป่าแคน แต่พอโตขึ้นเริ่มไปทางอื่น ไปทางดนตรี ฟุตบอล กีฬา พาเขาไปลองหลายๆ  อย่าง ตอนนี้เขาตีกลองอยู่ ชอบอะไรครับ

นาวา : ฟุตบอล ชอบเพราะวิ่งเร็ว เตะบอลเก่งด้วย 

อี๊ด : ว่ายน้ำก็ชอบครับ 

ทำไมให้ลูกทำกิจกรรมแน่น?

น้ำ : จริงๆ เป็นสิ่งที่เขาอยากทำค่ะ เขาอยากไปเรียนเตะบอล เรียนว่ายน้ำ เรียนตีกลองก็เริ่มจากเรียนเปียโนก่อน แต่เรียนไปแล้วเขาบอกว่าอยากเรียนตีกลองมากกว่าก็เลยตีกลอง 

การเรียนเน้นเลยว่าต้องได้ภาษา?

น้ำ : ใช่ค่ะ

ได้กี่ภาษา?

อี๊ด : ตอนแรกจ้างครูมาสอนภาษาอีสาน ผมไม่ถนัดไง (หัวเราะ) เราไม่ใช่คนแถวนั้น เราเป็นคนในนั้น (หัวเราะ) ที่โรงเรียนก็เป็นโรงเรียนกึ่งนานาชาติ เขาพูดภาษาอังกฤษอยู่แล้วแต่กลับมาอยากให้ฟังได้ง่าย ก็เลยให้เรียนเพิ่มทุกวันตอนเย็น 

นอกจากภาษาอังกฤษได้อะไรอีก?

อี๊ด : รัสเซีย ฝรั่งเศส ยังไม่ได้ฝึก (หัวเราะ) คิดไว้ในอนาคต 

นิสัยถอดพ่อมาเป๊ะๆ เรื่องอะไรบ้าง?

น้ำ : เรื่องการต่อรอง เจรจา เขาต่อรองทุกอย่างค่ะกับแม่ ให้ทานข้าวจะขอเวลา 10 นาที ต่อรองทุกอย่าง 

เรื่องร้องเรื่องเต้นเรื่องแสดง มีแววมั้ย?

อี๊ด : มีบ้าง เขาชอบฝึกเองในทีวี เราไม่ได้ฝึกไปเรียนเต้นหรอก เขาจะร้องเพลงคุณพ่อเอง เต้นหน้าทีวี เต้นไมเคิล แจ็คสัน เก่งมากนะ พอโตขึ้นเขาก็เป็นอีกแบบนึง เขินขึ้นตามประสา 

ตามใจลูกมั้ย?

อี๊ด : ผมตามใจ มีเหตุมีผลในการที่จะให้นะ แต่ก็ตามใจ เขาไม่ค่อยดื้อไม่ค่อยซนเท่าไหร่ ไม่ค่อยตีว่าดุ จะบอกอธิบายเหตุผลไป 

คนดุคือแม่?

น้ำ : ใช่ค่ะ บางทีก็ดุลามไปถึงพ่อด้วย เหมือนเป็นการให้ท้าย จริงๆ ไม่ได้ดุใช้คำแรงๆ เหมือนเสียงแข็งนิดนึง เขาจะน้ำตาคลอแล้ว เขาจะรู้โทนเราอยู่ว่าถ้าโทนนี้แม่จริงจังแล้ว 

ที่บ้านตั้งกฎอะไรไว้บ้าง?

น้ำ : การกินการนอน แล้วก็เรื่องเวลาเขาอยากได้ของอยากได้อะไร พ่อมาบรีฟเราก่อนว่าอย่าตามใจ พอเราตั้งกฎปุ๊บคนนั้นให้ ก็เป็นประมาณนี้ เขาจะไปอ้อนกันแล้วนี่ก็สปอย

มีไปห้างแล้วอยากได้ของมั้ย?

น้ำ : มีค่ะ แต่มีถึงขนาดลงไปดิ้น 

อี๊ด : แต่ถ้าเราไม่ให้ เราจะบอกเหตุผลว่าอันนี้อายุนาวายังไม่ได้นะ เพราะแบบนี้ๆ เขาก็จะไม่เอา 

พ่อกับแม่ใครดุกว่ากัน?

นาวา : แม่ 

ใครตามใจกว่ากัน?

นาวา : ป่ะป๊าครับ 

แม่ดุยังไง?

นาวา : เสียงดังครับ กลัวครับ 

อี๊ด : นาวาดื้อมั้ย  (นิ่งไม่ตอบ) ไปพักผ่อนก่อนลูก (หัวเราะ) 

เวลาโดนดุที ร้องไห้เลยเหมือนกัน?

น้ำ : น้ำตามาแล้ว สุดท้ายเขาถามว่าแม่โกรธเหรอ ทำไมแม่ต้องโกรธ เราก็อ่อนค่ะ 

เวลาพี่น้ำดุ พี่อี๊ดก็มีหวั่นไหว?

อี๊ด : ดุไม่ใช่ด่า เรามีประสบการณ์เยอะสมัยก่อนที่เราอยู่บ้านนอก ไม่ยากให้เขาจำความรุนแรงนั้น แต่น้ำก็ไม่ได้ทำแบบนั้นนะ แม่เขาจะพูดว่าแม่บอกแล้วใช่มั้ย นาวาก็จะรู้แล้วว่าเราอารมณ์ไหน

แม่ดุกับพ่อมั้ย?

อี๊ด : ก็เป็นเหมือนกับลูกนั่นแหละ จะรู้เลย แต่ไม่เคยใช้คำรุนแรงกันเวลาคุย ก็จะเงียบๆ แล้วมาคุยวันหลัง ส่วนมากผมเป็นคนอธิบายให้เขาฟังว่าแบบนี้ไม่ได้นะ 

นาวาเคยเห็นคุณแม่ดุคุณพ่อมั้ย?

นาวา : ไม่ครับ 

คุณพ่อคุณแม่หวานกันบ่อยมั้ย คุณพ่อหอมคุณแม่มั้ย?

นาวา : ไม่ครับ 

จากแฟนคลับ มาสู่แฟนครับได้ยังไง?

น้ำ : เริ่มจากเป็นแฟนคลับทั่วไปธรรมดา เจอแล้วถ่ายรูปปกติ ตอนนั้นทำงานเกี่ยวกับท่องเที่ยว ก็เลยรู้ว่าพี่อี๊ดทำงานอยู่โรงเบียร์รังสิต เลยเข้าไปขอคอนแทค อยากให้มาทำงานร่วมกัน จุดเริ่มต้นเริ่มจากตรงนั้น เราก็ชอบศิลปินทั่วไปปกติค่ะ

อี๊ด : ช่วงนั้นโสดพอดี แยกย้ายกัน ผมก็กลับไปเล่นที่โรงเบียร์รังสิต เขาเหมือนให้คนส่งกระดาษขึ้นมาบนเวทีว่าอยากติดต่องานไปเล่น เพราะเขาทำทัวร์อยู่ เราบอกให้เลิกงานก่อน หลังจากนั้นก็มานั่งกินข้าวร้านก๋วยเตี๋ยวกัน ได้เบอร์กัน ตอนแรกก็หวังนั่นแหละ หวังอยากพูดคุยแหละ พอได้เบอร์ก็คุยกันมาตลอด

ใครจีบใคร?

อี๊ด : ช่วงนั้นผมยังไม่จีบใครเพราะว่าเพิ่งโสดด้วย แล้วแยกย้ายวงด้วย ไปไหนไปคนเดียว ไม่ได้คิดจะจีบอะไร 

คุยอยู่กี่คนช่วงนั้น?

อี๊ด : ไม่ได้คุยจริงจัง คุยประสาทั่วไป 

ยอมให้จีบง่ายๆ มั้ย?

น้ำ : เขาไม่ได้ออกตัวว่าจีบจริงจัง แต่ชวนคุยเรื่อยเปื่อยค่ะ 

เทคนิคเวลาคุยกัน เขาคุยยังไง?

น้ำ : คุยเรื่องงานปกตินี่แหละค่ะ

จับได้ยังไงพี่อี๊ดเจ้าชู้?

น้ำ : ช่วงแรกจับได้ว่ามีบ้างที่โกหก

อี๊ด : มีด้วยเหรอ ตอนไหน

น้ำ : ช่วงแรกๆ ที่คบกันใหม่ๆ โกหกว่าไม่มีคนอื่น

อี๊ด : ไม่ได้โกหกหรอก ตอนนั้นยังไม่ได้มีแฟนไง อาจจีบคนอื่นด้วย ยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน ก็มีคุยบ้าง

ทำไมเป็นคนนี้?

อี๊ด : ไม่รู้ยังไง กลายเป็นว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีช่วงนึงเหมือนจะไม่ได้ไปกันต่อ แต่ก็กลับมาต่อกันได้อีก อาจเป็นช่วงที่คุณลาล่า ลูลู่ แยกย้าย วงก็แยกย้ายกัน ไปไหนมาไหนคนเดียว ก็มีเขานี่แหละไปไหนมาไหนด้วยช่วงนั้น เลยเป็นความผูกพันมาเรื่อยๆ

ทำไมคนนี้ต้องเป็นแม่ของลูกเรา?

อี๊ด : ผมเป็นคนตัดสินใจไว ทำอะไรตรงๆ เลย แต่เขามีเหตุผลให้เราพูดคุยก่อนได้ 

อะไรทำให้ตัดสินใจว่าแต่งกับพี่อี๊ด?

น้ำ : เขาเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายค่ะ เป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีอะไรสูง ไม่มีอะไรแย่ ไม่หวือหวา เสมอต้นเสมอปลาย ธรรมชาติของเขา เป็นบ้านๆ อารมณ์ดีมีบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นคนซีเรียสมากกว่า เป็นคนเครียดเรื่องงาน  

ที่บ้านน้ำก็ซีเรียส เพราะเห็นเขาเป็นดารา?

น้ำ : เขากลัวโดนหลอก เขาจะจริงจังเหรอ ประมาณนั้นค่ะ ก็มีห้ามๆ ว่าเตรียมใจหน่อยนะ

อะไรทำให้ครอบครัวยอมรับพี่อี๊ดได้?

น้ำ :   ก็ความเสมอต้นเสมอปลายของเขานี่แหละ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม 

กลัวมั้ยถ้าคบไปจะผิดหวัง?

น้ำ : ก็กลัว แต่มีอะไรก็คุยตรงๆ มากกว่า ไม่เก็บไว้ กังวลเรื่องไหนก็คุยกับเขาเลย 

พี่อี๊ดพิสูจน์ตัวเองยังไง?

อี๊ด : ผมก็ไปหาแม่เขาเลย ผมว่าก็เป็นเรื่องปกตินะ ไปบอกว่าผมคบกับลูกสาวแม่นะครับ แม่ไม่ต้องห่วงนะ อนาคตไม่รู้ แต่ตอนนี้เป็นแบบนี้ๆ แม่ก็บอกว่าแม่ไปอยู่ด้วยได้มั้ยล่ะ (หัวเราะ) คุณแม่เขาจะละเอียดมาก 

กี่ปีแล้ว?

น้ำ : 14 ปี 

เสมอต้นเสมอปลายเหมือนเดิม?

อี๊ด : เราเรียบๆ ไม่ได้หวือหวา ผมชีวิตบ้านๆ อาจไม่ได้ซื้อของอะไรเยอะแยะ ใช้ชีวิตสบายๆ กลางๆ ไว้ 

ทะเลาะกันมั้ย?

อี๊ด : ก็มีงอนนั่นแหละ มีบางครั้งผมอาจโมโห ฟึดฟัด ก็จะขอโทษเขา อาจจะงอนง่าย ทางนี้เขาจะนิ่งๆ ให้เรางอนจนหายไปเอง ไม่มีขอโทษนะ ไม่มีหรอก

ใครหวานกว่ากัน?

อี๊ด : ก็ปกตินะ ผมก็จะเล่นๆ หยอกๆ ตามประสาแหละ ก็มีโรแมนติกบ้าง

นอกจากกุมหัวใจ เขากุมอะไรอีก?

อี๊ด : ผมให้เขาเป็นผู้จัดการให้ด้วย ติดต่องานด้วย อยากให้คนอยู่ใกล้ชิดเรานี่แหละทำงานด้วย แต่ก่อนรับละคร ไปคอนเสิร์ต บอกเขาว่าเวลาใครไปด้วยชอบเป็นห่วง ก็เลยบอกว่าพี่ไปคนเดียว เราไม่ต้องไป เขาก็เข้าใจ ตอนหลังให้เขาฝึกมาเรื่อยๆ 

ตอนแรกไม่ได้อยากทำ?

น้ำ : ใช่ค่ะ เราเป็นคนตรงๆ คุยซิกแซกไม่ค่อยเป็น เขาก็ต้องสอนเยอะอยู่ 

อี๊ด : ไม่ได้ซิกแซกโกงนะ แต่บางครั้งเราจะมีวิธีพูดยังไง มีลูกล่อลูกชนยังไง

เอาภรรยามาดูแลคิวไม่กลัวทะเลาะกันเหรอ?

น้ำ : เรื่องหึงเป็นช่วงแรกๆ ค่ะ เขามีแฟนคลับกลุ่มคนอีสานเยอะ เราเป็นคนภาคกลาง เราไม่เข้าใจวัฒนธรรมคนอีสาน เวลาแฟนคลับเจอกันเขาจะวิ่งเข้าใส่ 

อี๊ด : เขาชื่นชมนั่นแหละ

น้ำ : ถึงเนื้อถึงตัว หอมแก้ม จับนั่นจับนี่ เราเป็นคนภาคกลางเราไม่เข้าใจว่าเฮ้ย มันต้องขนาดนี้กันเหรอ

อี๊ด : มีครั้งนึงไปป่าตอง ผมไม่ได้คิดอะไร พี่น้องก็เต็มเลย เรียกอุ้มผมเข้าไปข้างใน เขาหยอกนั่นแหละ นี่ก็งง สตั้น ไม่ถึง 3-4 วิ ก็เดินออกมา เขาก็นิ่งๆ ผมก็เดินต่อ สังเกตว่าตึงแน่ๆ เกิดอะไรขึ้น เราไม่รู้เราผิดอะไร งงๆ อยู่ ก็เลยต้องมาอธิบาย เขาบอกทำไมทำแบบนี้ เราก็ห๊ะ ทำอะไร เขาบอกทำไมไม่หนี ไม่ขัดขืน (หัวเราะ) ทำไมต้องปล่อยตัวอย่างนั้น ก็บอกว่าแฟนคลับพี่เป็นแบบนี้ เราไปไหนมาไหนถ้าเราคิดไม่ดีมันอยู่ที่ตัวเรามากกว่า เราเป็นคนของประชาชน เขาก็เข้าใจ

ตอนนี้ปรับตัวได้แล้ว?

น้ำ : ใช่ค่ะ สักระยะนึงแล้วค่ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์หึงศิลปินค่ะ?

น้ำ : ก็เหตุการณ์นี้แหละค่ะ

อี๊ด : หลังๆ ผมไปไหนมาไหน ถ้ามีคนมาขอถ่ายรูป เขาจะเดินหนีไปเลย ให้เต็มที่ไปเลย แต่เราก็อ้าว ทำไมไม่รอกันก่อน คนเป็นผู้จัดการต้องบอกว่าขอโทษนะคะ ต้องไปแล้วนะคะ นี่ไปแล้ว (หัวเราะ) 

แฟนคลับเยอะมากจริงๆ?

อี๊ด : เราขี้เล่นไง 

ทุกวันนี้ไม่มีเรื่องหึงหวง?

น้ำ : ไม่มี ไม่มีเลย 

อี๊ด : ตามประสาผู้ชายวอกแวกได้ แต่ไม่มีไปทำอะไรนอกลู่นอกทาง ถ้าไปงานไกลๆ มันเหนื่อย ก็บอกน้ำว่าไม่เอานะ อยากอยู่กับครอบครัวมากกว่า ไม่ได้รวยนะ งานก็อยากมี แต่อยากอยู่กับครอบครัว 

กังวลเพราะมีลูกตอนอายุเยอะ?

อี๊ด : ผมก็น่าจะ 41 

น้ำ : ก็ 37 ค่ะ 

เลยวางแผนเรื่องความมั่นคง?

อี๊ด : ก็วางแผนทั้งแม่ทั้งลูกแหละ เผื่ออะไรเกิดขึ้นไม่รู้ข้างหน้า ก็วางเอาไว้แหละ เรื่องประกันชีวิต เรื่องอะไรต่างๆ แต่เรื่องพินัยกรรมยังไม่ได้เขียนนะ วางอนาคตต่อยอดธุรกิจต่างๆ ให้เขานั่นแหละ 

น้ำห่วงเขามากในเรื่องทำงาน?

น้ำ : เขาเป็นคนซีเรียสค่ะ เครียด ช่วงทำหนังไมเกรนขึ้นหลายรอบ เข้าบ้านมาอาการร่อแร่ทุกวัน ก็ต้องบอกให้เขาผ่อนลงบ้าง บางอย่างเราไม่สามารถแก้ไขได้ทันทีก็ต้องปล่อยให้เวลามันทำงานบ้าง อย่าไปกังวล คิดแล้วคิดอีก 

เคยจินตนาการภาพในอนาคตไว้มั้ย ว่าอยากเห็นลูกเราเป็นยังไง?

อี๊ด : ผมว่าเป็นนักธุรกิจที่เราวางเอาไว้ ส่วนนึงเขาก็ต้องทำเองด้วย อยากให้มาทางค้าขายมากกว่า ที่สำคัญเรื่องภาษาสมัยนี้สำคัญมาก อยากให้เขาเก่งเรื่องภาษา อย่างภาษาจีน ก็วางแผนไว้ตั้งแต่เด็กๆ แต่รัสเซียเอาไว้ก่อน เอาภาษาจีน อังกฤษก่อน 

โตขึ้นอยากเป็นอะไร?

นาวา : นักฟุตบอลครับ เพราะนาวาเตะบอลเก่ง อยากเป็นกองหน้าครับ ชอบทีมสเปนครับ 

อยากมีน้องเพิ่มมั้ย?

นาวา : ไม่ครับ 

อี๊ด : ผมอยากมีอยู่แล้ว แต่น้ำบอกว่าเขาเหนื่อย 

น้ำ : ตอนนี้ 40 กว่าแล้วค่ะ คิดว่าพอแล้ว

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

รัศมีแข แพ็กกระเป๋าบุกแดนปลาดิบ เชียร์ทัพนักกีฬาไทย สู้ศึกเอเชียนเกมส์ 2026

19 กันยายน 2569 เวลา 19:46 น.

Photo : รัศมีแข Rusameekae

19 กันยายน 2569 เปิดฉากแล้วอย่างเป็นทางการ สำหรับ การแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม ภายใต้แนวคิด Harmonic Heart Beat “ท่วงทำนองแห่งหัวใจ ไอจิ-นาโกย่า” โดยมีเป้าหมายส่งพลังหัวใจให้เป็นหนึ่งเดียวไปยังชาวเอเชียทุกคน

ล่าสุด ‘รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น’ นักแสดงและพิธีกรอารมณ์ดี ได้ออกมาโพสต์ภาพผ่านช่องทางโซเชียลส่วนตัว “@rusameekae” แพ็กกระเป๋าเดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่น เกาะติดถึงขอบสนามเชียร์ทัพนักกีฬาประเทศไทย ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 โดยระบุแคปชั่น “ไม่เชียร์นักกีฬาไทย จะให้เชียร์ใครหละคราบบบ #วิถีคิงคอง” และ “ไปเชียร์นักกีฬาไทยกันครับ” โดยในภาพ ‘รัศมีแข’ แต่งกายแบบจัดเต็มสวมเสื้อแจ็คเก็ต – กระเป๋าเดินทางลายธงชาติไทย อีกทั้งยังสวมหมวกที่มีคำว่า THAILAND อีกด้วย

โดยหลังจากที่ ‘รัศมีแข’ ได้ออกมาโพสต์ภาพนี้ออกไปนั้น ชาวเน็ตต่างเข้ามาคอมเมนต์ร่วมส่งกำลังใจกันอย่างคึกคักพร้อมทั้งอวยพรให้ทัพนักกีฬาทีมชาติไทยคว้าชัยชนะมาให้ได้

สำหรับเอเชียนเกมส์ 2026 มี 45 ชาติสมาชิกสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (โอซีเอ) ส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันรวม 20,580 คน แบ่งเป็นนักกีฬา 11,000 คนล เจ้าหน้าที่ทีม 5,780 คน และเจ้าหน้าที่เทคนิค 3,800 คน เจ้าภาพจัดการแข่งขันรวมทั้งหมด 43 ชนิดกีฬา ชิง 469 เหรียญทอง

ทัพไทยส่งนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการแข่งขันรวม 991 คน แบ่งเป็นนักกีฬา 694 คน (ชาย 356 คน, หญิง 338 คน) จาก 42 ชนิดกีฬา พร้อมเจ้าหน้าที่อีก 297 คน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำผลงานให้ดีกว่าเอเชียนเกมส์ 2022 เมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่ง ทัพไทย คว้าได้ 12 เหรียญทอง, 14 เหรียญเงิน และ 32 เหรียญทองแดง เอเชียนเกมส์ 2026 นักกีฬาไทย ตั้งเป้ารวมกันที่ 14 เหรียญทอง จาก 9 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย ตะกร้อ 4 ทอง, เทคบอล 3 ทอง, คูราช 1 ทอง, ยูยิตสู 1 ทอง, เทควันโด 1 ทอง, กอล์ฟ 1 ทอง, กรีฑา 1 ทอง, เรือใบ 1 ทอง, อีสปอร์ต 1 ทอง