กองทัพบกย้ำไม่ประมาท สั่งคุมเข้มพื้นที่ปราสาทคนา หลังกัมพูชาเคยรุกล้ำ

กองทัพบกย้ำไม่ประมาท สั่งคุมเข้มพื้นที่ปราสาทคนา หลังกัมพูชาเคยรุกล้ำ

กองทัพบกย้ำไม่ประมาท สั่งคุมเข้มพื้นที่ปราสาทคนา หลังกัมพูชาเคยรุกล้ำ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

โฆษกกองทัพบก ขอประชาชนเชื่อมั่นทหารดูแลพื้นที่ปราสาทคนาเข้มข้น ขณะ ผบ.ทบ. ย้ำต้องไม่ประมาทในทุกสถานการณ์ เพื่อไม่ให้กัมพูชารุกล้ำอีก

19 มิถุนายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการลงพื้นที่ปราสาทคนา ว่า เป็นการให้กำลังใจทหารในพื้นที่ และเพื่อเป็นการย้ำว่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกนาย ปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มความสามารถในการเฝ้าปกป้องอธิปไตย ไม่ให้มีการรุกล้ำเข้ามาได้

ส่วนปราสาทคนาเป็นพื้นที่เพ่งเล็งของกัมพูชาหรือไม่ โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ก็ต้องถือว่าเป็นที่สำคัญ เนื่องจากเป็นพื้นที่สูง และกัมพูชาเคยรุกล้ำขึ้นมา พร้อมตั้งฐานทหารบริเวณนี้มาซักระยะหนึ่ง ซึ่งในทางทหารพื้นที่สูงถือว่ามีความได้เปรียบ แต่ปัจจุบันพื้นที่ลักษณะนี้ร้อยละ 90 อยู่ในการควบคุมของฝ่ายไทยทั้งหมด ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนสบายใจ

ส่วนที่กัมพูชาสร้างบันไดขึ้นมาบนปราสาทคนาก่อนหน้านี้ ทางทหารไทยก็ได้ทำลายไปแล้ว และที่ผ่านมาปริมาณงานในพื้นที่ชายแดนมีมาก เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถดูแลชายแดนได้ตลอดเวลาและทั่วถึง ดังนั้นหลังจากนี้ต้องเพิ่มความเข้มข้น เพื่อไม่ให้มีการรุกล้ำเข้ามาอีก

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ย้ำว่า ต้องไม่ประมาทต่อสถานการณ์ ดังนั้นการทำงานทุกอย่างอย่างเข้มข้นเหมือนเดิม โดยย้ำความสำคัญกับภารกิจ 3 ด้าน คือ 1.เฝ้าตรวจ เฝ้าระวัง และเตรียมพร้อมตลอดเวลา 2.การปรัยผรุงที่มั่นต่างๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ให้เกิดความปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาเส้นทางต่างๆที่ต้องใช้ลาดตระเวนและใช้เพื่อการส่งกำลัง 3.การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และสุดท้ายทุกภารกิจต้องตั้งอยู่บนความปลอดภัยสูงสุด

ส่วนนโยบายของรัฐบาลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ มีผลต่อการทำหน้าที่ของทหารอย่างไร โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ทหารยังทำงานเหมือนเดิม ซึ่งมีบทบาท 2 ส่วนคือ หน่วยปฏิบัติ และเรื่องของการทูต ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นสากล โดยหากเป็นช่วงเกิดสถานการณ์ก็จะใช้การปฏิบัติทางทหารเป็นหลัก ต่อมาเมื่อเข้าสู่โหมดการทูต ทหารก็ต้องอยู่ในกรอบกติกา ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

มทภ.2 วางคิวเยี่ยมกลุ่มปราสาทชายแดน เผยทำลายบันไดขึ้นปราสาทคนาสิ้นสภาพ

มทภ.2 วางคิวเยี่ยมกลุ่มปราสาทชายแดน เผยทำลายบันไดขึ้นปราสาทคนาสิ้นสภาพ

มทภ.2 วางคิวเยี่ยมกลุ่มปราสาทชายแดน เผยทำลายบันไดขึ้นปราสาทคนาสิ้นสภาพ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

มทภ.2 วางคิวเยี่ยมกลุ่มปราสาทชายแดน เผย ทำลายบันไดขึ้นปราสาทคนาสิ้นสภาพ ย้ำ บางอย่างต้อง ลับลวงพราง พร้อมเกาะติดรถถังล็อตใหม่กัมพูชา ชี้ทุกพื้นที่ล่อแหลม ต้องเตรียมพร้อมทุกมิติ ใครไวกว่า อาวุธมากกว่า โอกาสรบชนะสูง

19 มิถุนายน 2569 ที่ปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พล.ท.วีระยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ว่ากองทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี มีพื้นที่ในความรับผิดชอบกว่า 400 กิโลเมตร ตั้งแต่ช่องบก จ.อุบลราชธานีไปจนถึง หลักเขต28 อ.ละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์

สําหรับปราสาทคนาเป็นโบราณสถานที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน ไล่เรียงมาจาก ประสาทตาเมือน ประสาทตาควาย อําเภอพนม ดงรัก จังหวัดสุรินทร์ รวมไปถึงพื้นที่ภูโคกใหญ่ ช่องบก จ. อุบลราชธานี

สำหรับ ปราสาทคนาเป็นที่หมายแรก ในการยึดพื้นที่เข้าปฏิบัติการทางทหารควบคุมพื้นที่ตามยุทธการศตวรรษ และมีกําลังพลสละชีวิต1นาย และตนได้เดินทางไปเยี่ยมครอบครัววานนี้ เพื่อดูแลความเป็นอยู่ ส่วนบันไดที่เป็นทางเชื่อมมาบนปราสาทคนาของฝ่ายกัมพูชานั้น ที่ผ่านมาทางไทยได้ทำลายไปแล้ว บางอย่างเราไม่ได้บอกไปทั้งหมด เพราะต้องลับลวงพราง พูดไปหมดไม่ได้มันเป็นการปฏิบัติการทางยุทธวิธี แต่เราต้องมีวิธีการตอบโต้ต่อต้าน

นอกจากนี้ตนเตรียมตรวจเยี่ยมปราสาทภูโคกใหญ่ช่องบก ซึ่งมีลักษณะคล้ายปราสาทคนา และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่เราสามารถสร้างถนนไปถึงปราสาท และนำกำลังพลขึ้นไปควบคุมพื้นที่ ซึ่งการสร้างถนนทางกองทัพบกได้มอบงบประมาณมาส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือเป็นการช่วยเหลือจากประชาชน

พลโทวีรยุทธ ย้ำว่า ปัจจุบันได้ยึดควบคุมพื้นที่เอาไว้ทั้งหมด ตลอดแนว พร้อมทั้งยืนยันว่ากำลังพลทั้งหมดทุกเหล่าทัพ ประชาชนต่างเข้ามามีส่วนร่วมปกป้องพื้นที่ ถือเป็นความภาคภูมิใจในความเป็นไทยของเรา ในขณะที่สื่อมวลชนก็เป็นกระบอกเสียง ได้เห็นถึงความสามัคคีของทุกภาคส่วน รวมถึงการสร้างถนนหนทาง นอกจากเป็นการดําเนินการของเหล่าทัพแล้ว ประชาชนก็ยังได้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่ออํานวยความสะดวกในการปฏิบัติภารกิจทางทหาร นอกจากนี้เรื่องปฏิบัติการสงครามข่าวสาร ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ที่เราต้องปฏิบัติร่วมกัน เพื่อตอบโต้ต่อต้านข่าวบิดเบือน เกิดจากการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม 

พล.ท.วีระยุทธ์ ยังระบุต่อว่า ตามภาพข่าว เราอาจจะได้เห็นภาพทหารกัมพูชามีการเคลื่อนย้ายรถถัง หรือยุทธโธปกรณ์ต่างๆ แต่นัยสำคัญในพื้นที่เราได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ ซึ่งอาวุธยุทธโธปกรณ์ทุกชนิดต้องได้รับการฝึก และต้องใช้เวลาทั้งเรื่องการเตรียมความพร้อมของกำลังพล ซึ่งต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน ถึงจะสามารถเคลื่อนย้ายมาได้ เช่น มีถนนลำเลียงและน้ำมันมีเติมหรือไม่

ทั้งนี้ย้ำว่าเราติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา หากเกิดการปะทะรอบ3 ทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาค2 และพื้นที่จันทบุรี-ตราดของกองทัพเรือ ล้วนมีความสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่ล่อแหลมทั้งหมด เราต้องรวบรวมข่าวสารเพื่อประเมินสถานการณ์ ในการเตรียมความพร้อม ทั้งด้านกำลังพล ทรัพยากร การฝึก ใครพร้อมกว่า ไวกว่า มีอาวุธมากกว่า ไปถึงที่หมายได้ไวกว่าก็มีโอกาสตอบโต้เอาชนะได้ 

พล.ท.วีระยุทธ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการสร้างอ่างเก็บน้ำที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ อยู่ในขั้นตอนของการวางแผนกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการทำงบประมาณเสนอโครงการที่จะต้องเตรียมการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

อย่างไรก็ตามได้มีการกำชับกำลังพลให้อยู่ใน ระเบียบวินัย ระมัดระวังเรื่องการตอบโต้หากมีการยั่วยุ ต้องมีการสั่งการ และควบคุมแต่ไม่ใช่ห้าม ต้องมีมาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม ผู้บังคับหน่วยทุกระดับมีอำนาจในการตัดสินใจ แต่ต้องมีการควบคุม เนื่องจากการยั่วยุบางอย่างอาจจะไม่ใช่ที่จะต้องยิงหรือปะทะหรือปะทะเลย อาจจะเป็นการไร้ระเบียบวินัยของฝ่ายตรงข้าม

ดังนั้นเราต้องมีวินัยมากกว่าเพราะหากเราปฏิบัติแล้วจะต้องมีผลสำเร็จ และต้องเหนือกว่าคู่ต่อสู้ หากดำเนินการแล้วไม่มีการควบคุม จะทำให้เกิดความเสียหาย

เปิดภาพ ปราสาทคนา ล่าสุด พบร่องรอยกระสุนจากการสู้รบ รอวันบูรณะ

เปิดภาพ ปราสาทคนา ล่าสุด พบร่องรอยกระสุนจากการสู้รบ รอวันบูรณะ

เปิดภาพ ปราสาทคนา ล่าสุด พบร่องรอยกระสุนจากการสู้รบ รอวันบูรณะ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.56 น.

เปิดภาพ “ปราสาทคนา” ล่าสุด พบร่องรอยกระสุนจากการสู้รบ รอวันบูรณะ หลัง “กรมศิลป์ฯ” เก็บหลักฐานไปพิสูจน์ ผงะ ! เจอที่ซ่องสุมเสบียง “ทหารกัมพูชา” สลักภาษา “กัมปูเจีย ทะเมย” ใช้ไลฟ์สด ขณะบันไดไม้ ถูกทำลายช่วงสู้รบไม่เหลือซาก 

19 มิถุนายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก พร้อมด้วยพลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พาสื่อมวลชนลงพื้นที่ ปราสาทคนา ตั้งอยู่บริเวณสันปันน้ำบนเทือกเขาพนมดงรัก ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อดูผลการปฎิบัติการทางทหารในช่วงการสู้รบรอบที่ 2 ช่วงปลายปีที่ผ่านมา 

โดยจุดแรกเจ้าหน้าที่ได้นำมาดู  จุดจัดเก็บเสบียงของทหารกัมพูชาช่วงการสู้รบ ซึ่งพบว่า มีพวกอาหารกระป๋องเป็นจำนวนมาก เช่น ข้าวกระป๋อง และปลากระป๋อง บ่งบอกให้เห็นว่า ทหารกัมพูชาสามารถอาศัยอยู่ได้ในช่วงการสู้รบ

นอกจากนี้ยังมีการเขียนตัวอักษรภาษากัมพูชา บนแผ่นหินว่า “กัมปูเจีย ทะเมย” แปลว่า กัมพูชาใหม่ และเป็นชื่อเพจเฟซบุ๊กของทหารกัมพูชา ที่มักชอบโพสต์คอนเทนต์ลงในเพจดังกล่าว และมีการใช้เป็นพื้นที่ไลฟ์สด ซึ่งถูกเขียนไว้ช่วงที่ทางกัมพูชาได้คุมพื้นที่อยู่ และยังพบโครงสร้างที่เป็นโรงครัวอาหา  เพื่อรองรับผู้บังคับบัญชา 

จากนั้นแม่ทัพภาคที่ 2 และโฆษกกองทัพบก ได้ร่วมวางดอกไม้เพื่อไว้อะไรแก่ ร้อยตรี เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย บริเวณอนุสาวรีย์ ซึ่งเป็นทหารกล้าที่เสียชีวิตในสมรภูมิการสู้รบ ขณะทำหน้าที่ระวังป้องกันให้กับชุดปฏิบัติการทหารช่างสนามที่ทำการเจาะเส้นทางเข้าสู่ที่หมาย เพื่อเปิดเส้นทางให้กับหน่วยดำเนินกลยุทธ์ แม้จะถูกระดมยิงด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 และอาวุธยิงสนับสนุนจำนวนมาก แต่ด้วยความมุ่งมั่น ร้อยตรี เทิดศักดิ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ จนทหารไทยสามารถเข้าตียึดควบคุมที่หมายปราสาทคนาได้สำเร็จ

จากนั้นได้พาไปดู “ธงประกาศชัยชนะ” ซึ่งเป็นธงเสาไม้ รูปแบบใช้ไม้ค้ำ 3 ท่อน โดยเป็นธงที่ทหารไทยปักไว้เมื่อวันที่สามารถยึดพื้นที่ได้ ซึ่งอยู่ใกล้กับ ศิวลิงค์ และ โญนี เทวสถานในพื้นที่ 

ส่วนบันไดไม้ 1,181 ขั้น ที่ถูกพูดถึงหลายครั้ง ซึ่งเป็นบันไดที่กัมพูชาใช้เป็นทางหลัก ในการเดินขึ้นมาทางปราสาทคนา และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ปัจจุบันกองทัพภาคที่ 2 ได้เผาทำลายบันไดดังกล่าวในช่วงของการสู้รบรอบที่ 2 จากระยะทางทั้งหมดประมาณ 450 เมตร ทำลายไป 250 เมตร เหลือเพียง 200 เมตรเท่านั้น และปัจจุบันทหาร มีการวางแนวรั้วลวดหนาม 2 ชั้น 

ทั้งนี้ภายหลังจากยึดพื้นที่คืนมาได้ทหารไทยยังคงสภาพเดิมเอาไว้ เพื่อเก็บเอาไว้เป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อให้เห็นถึงความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทย

สำหรับปราสาทคนาคำว่า “คนา” หมายถึงมากมายมหาศาล โดยเจ้าของปราสาทแห่งนี้คือ “แม่ทัพหญิง” เป็นผู้ที่มีความเด็ดขาด โดยมีสัญลักษณ์เป็น “ศิวลึงค์” และ “โญนี” ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “โญนี” เนื่องจากเป็นปราสาทของแม่ทัพหญิง โดยตัวประสาทส่วนใหญ่สร้างด้วยดินเผา โดยตัวประสาทประกอบด้วย 3 จุดหลัก คือ มีรั้วกำแพงแก้วศิลาแรง ยาว 39.5 เมตร ล้อมรอบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งในห้วงของการปะทะประสาทแห่งนี้มีร่องรอยที่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบ เช่น พบรอยกระสุนตามต้นไม้ 

โดยสันนิษฐานได้ว่า เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 15 หรือประมาณ 1,100  ปีมาแล้ว ก่อสร้างด้วยอิฐจำนวน 3 หลัง หรือมากกว่านั้น หันหน้า หรือมีทางเข้าด้านทิศตะวันออก มีกำแพงก่อด้วยศิลาแลงล้อมรอบ กำแพงขาดหายเป็นช่วง สามารถวัดขนาดได้ว่า มีความยาวด้านละ 39.50 เมตร ซึ่งตัวปราสาทมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ชิ้นส่วนประกอบอาคารหลุดร่วงแตกหัก เช่น เสาประดับกรอบประตูแปดเหลี่ยม ทับหลังสลักภาพช้างเอราวัณ 3 เศียร ทับหลังสลักภาพบุคคลนั่งชันเข่า ศิวลึงค์ที่มีลักษณะติดกับฐานปรากฏส่วนวิษณุภาคที่มีแปดเหลี่ยม และส่วนรุทรภาคที่แตกหัก จำนวน 3 ชิ้น พบบริเวณกลุ่มปราสาทประธาน และห่างออกไปทางทิศตะวันตก ใกล้กับตัวปราสาทมีหนองน้ำชื่อหนองคะนา และหนองน้ำขนาดเล็กอีกแห่งหนึ่ง

ทั้งนี้กรมศิลปกร โดยสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เคยได้มาดำเนินการสำรวจ ประมาณเดือนกันยายน ปี พ.ศ.2544 ซึ่งปัจจุบันกรมศิลปฯ ได้เข้ามาเก็บหลักฐาน ประกอบไปด้วยรูปพญาครุฑ หลักศิลาสถาน จำนวน 28 ชิ้น เพื่อนำไปศึกษาเตรียมบูรณะปฎิสังขร เนื่องจากว่า ที่ผ่านมา เราไม่มีหลักฐานว่า ปราสาทแห่งนี้ มีลักษณะศิลปกรรมเดิมในลักษณะแบบใด และตัวปราสาทตั้งอยู่แบบไหน ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา

ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้อยู่ในความควบคุมของ หน่วยเฉพาะกิจทหารพราน กรมทหารบกที่ 26 กองกองทัพภาคที่ 2

ส่วนในวันพรุ่งนี้ (20 มิ.ย.69) จะมีพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่กำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธาน

ไม่ผิดข้อบังคับ! สภาฯ แจงประชุมร่วม กมธ. ตรวจสอบ TH-AI Passport ไร้ปัญหา

ไม่ผิดข้อบังคับ! สภาฯ แจงประชุมร่วม กมธ. ตรวจสอบ TH-AI Passport ไร้ปัญหา

ไม่ผิดข้อบังคับ! สภาฯ แจงประชุมร่วม กมธ. ตรวจสอบ TH-AI Passport ไร้ปัญหา

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.51 น.

“สำนักเลขาฯสภาฯ”แจงประชุมร่วม กมธ.2 คณะตรวจสอบ TH-AI Passport ไม่ผิดข้อบังคับ ชี้”มัลลิกา”แค่รับทราบเท่านั้น ยกเคสเคยเกิดขึ้นสมัยประชุมที่แล้วก็ไร้ปัญหา เตรียมวางแนวทางป้องเกิดปัญหาในอนาคต

19 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฏฐกฤษฏ์ วงศ์เจริญ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะโฆษกสำนักงานสภาผู้แทนราษฎร แถลงชี้แจงกรณีที่มีการกล่าวหาว่าการประชุมร่วมกันของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษาการจัดทำและติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ประชุมร่วมกับ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ผิดข้อบังคับและได้รับการอนุญาตจากประธานสภาฯ หรือไม่ ว่า ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอชี้แจงว่า การประชุมดังกล่าวไม่ได้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการพิจารณาการกระทำกิจการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆ ของ กมธ.สามัญ ตามข้อบังคับการประชุมตามที่ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภาฯ ให้พิจารณาเรื่องดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงในกรณีนี้สำนักงานเลขาธิการฯ ได้บันทึกเสนอแต่เพียงว่า กมธ.สามัญทั้ง 35 คณะ ในช่วงวันที่ 15 มิ.ย. – 19 มิ.ย. ทางสำนักงานตรวจสอบแล้วปรากฏว่า เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องที่ต้องให้ น.ส.มัลลิกา ทราบ ซึ่ง น.ส.มัลลิกา ก็รับทราบตามที่สำนักงานเสนอเท่านั้น

นายณัฏฐกฤษฏ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น การประชุมร่วมกันทั้ง 2 คณะดังกล่าว จึงเป็นเรื่องของแต่ละ กมธ.พิจารณา ตามหน้าที่และอำนาจ ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ.2562 ซึ่งไม่ได้เป็นผลมาจากการอนุญาตให้ประชุมร่วมกันของรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทางสำนักงานจะได้กำหนดแนวทางการประชุมร่วมกันของกมธ.ที่ชัดเจนเพื่อให้การประชุมของ กมธ.ไม่ให้เกิดข้อสงสัย และเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และมีประสิทธิภาพตามข้อบังคับการประชุมต่อไป ซึ่งเรื่องนี้จะไม่ได้ออกเป็นระเบียบแต่จะเป็นการหารือเพื่อกำหนดแนวทางออกมาก่อน เพื่อให้เกิดความชัดเจน

เมื่อถามว่า แสดงว่าการประชุมร่วมกันของ กมธ.ฯ 2 คณะ ไม่ผิดข้อบังคับใช่หรือไม่ นายณัฏฐกฤษฏ์ กล่าวว่า ไม่ผิด ถือเป็นการหารือร่วมกัน 2 คณะ และตามข้องบังคับการประชุมสภาฯ​ ที่ผ่านก็เคยมีการประชุมร่วมกันเช่นนี้มาแล้ว เช่น กมธ.การที่ดิน ประชุมร่วมกับ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นสมัยประชุมที่แล้ว ฉะนั้น ตามแนวทางเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มาชี้แจงและเกิดประโยชน์สูงสุดกับงาน กมธ.ก็สามารถทำได้

ก้าวกระโดดการทูต! รศ.ดร.ดุลยภาค ชี้ อนุทิน ดันไทยสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ

ก้าวกระโดดการทูต! รศ.ดร.ดุลยภาค ชี้ อนุทิน ดันไทยสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ

ก้าวกระโดดการทูต! รศ.ดร.ดุลยภาค ชี้ อนุทิน ดันไทยสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.35 น.

นายกสมาคมภูมิภาคศึกษาฯ ชี้ นายกฯ เยือนรัสเซีย ดันบทบาทไทยโดดเด่นบนเวทีอาเซียน-รัสเซีย เน้นการทูตเชิงรุก ขยับสู่ชาติผู้นำในภูมิภาค วางตัวเป็นผู้ประสานทุกขั้วอำนาจ สร้างแต้มบวก การค้า ความมั่นคง

19 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ความเห็นกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ เดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย และได้หารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน โดยมองว่าไทยถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญทั้งในระดับอาเซียนและระดับทวิภาคีกับรัสเซีย

รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ไทยได้รับจากการประชุมครั้งนี้ คือการที่แนวคิด “3RS” ซึ่งนายกรัฐมนตรีนำเสนอได้รับการตอบรับในเวทีระหว่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้นในฐานะประเทศที่สามารถกำหนดวาระความร่วมมือและทำหน้าที่เป็นผู้นำทางความคิดในภูมิภาคได้

นอกจากนี้ แม้การประชุมจะเป็นเวทีอาเซียน-รัสเซีย แต่ภาพที่ปรากฏออกมากลับเป็นการพบปะหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีปูตินอย่างโดดเด่น ซึ่งช่วยยกระดับความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในระดับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะความพยายามของไทยในการผลักดันให้รัสเซียเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากไทย เพื่อสร้างความสมดุลทางการค้าและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

“เดิมทีหลายฝ่ายคาดว่ารัสเซียจะให้ความสำคัญกับเวียดนาม ลาว หรือเมียนมา มากกว่า เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจกับรัสเซียมาอย่างยาวนาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้กลับทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจมากขึ้น และมีคุณค่าทางยุทธศาสตร์ในสายตาของมอสโกเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยโดดเด่นขึ้นมา เป็นผลจากการเตรียมการอย่างรอบคอบของทีมไทยแลนด์ รวมถึงการนำเสนอจุดแข็งของประเทศได้ตรงกับนโยบาย “มุ่งสู่ตะวันออก” (Pivot to Asia) ของรัสเซีย ซึ่งกำลังให้ความสำคัญกับภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น

พร้อมระบุว่า รัสเซียมองประเทศไทยเป็น “Pivot” หรือหมุดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค เนื่องจากไทยตั้งอยู่ในจุดเชื่อมต่อระหว่างเมียนมาและอินโดจีน เป็นศูนย์กลางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และเครือข่ายความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รศ.ดร.ดุลยภาค ยังกล่าวว่า การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีปูตินครั้งนี้ มีความสำคัญในมิติของการเปิดทางสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยเฉพาะแนวคิดการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EAEU)

“ที่ผ่านมาไทยมี FTA กับจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ แต่หากสามารถเชื่อมโยงไปสู่ตลาดยูเรเซียได้ จะเป็นโอกาสใหม่ที่สำคัญมาก เพราะจะเปิดประตูสู่ประเทศต่างๆ ในเอเชียกลาง เช่น คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน และอีกหลายประเทศ ซึ่งมีทั้งทรัพยากร พลังงาน และแร่หายากจำนวนมาก ไทยจะสามารถขยายตลาดและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้อย่างมหาศาล”

ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า ความใกล้ชิดระหว่างไทยกับรัสเซียจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย – สหรัฐอเมริกา เนื่องจากไทยยังคงมีความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ อย่างแน่นแฟ้น โดยเฉพาะในมิติทางทหารและการฝึกร่วมต่างๆ

“การต่างประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่มีตัวเลือกมากขึ้น จากเดิมที่มักถูกมองว่าเป็นการถ่วงดุลระหว่างจีนกับสหรัฐฯ แต่วันนี้รัสเซียเริ่มเข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ ขณะที่ฝรั่งเศสและสหภาพยุโรปก็มีบทบาทมากขึ้นเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ไทยมีพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ในการสร้างสมดุลกับมหาอำนาจได้มากขึ้น” รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุ

สำหรับการเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างต่อเนื่องของนายกรัฐมนตรี นักวิชาการจาก มธ. มองว่า เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “การต่างประเทศเชิงรุก” ที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา และขณะนี้กำลังถูกนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

“นายกรัฐมนตรีไม่ได้เดินทางไปเพียงในฐานะผู้นำประเทศ แต่ยังทำหน้าที่เป็นทั้งนักการทูตและผู้แทนการค้าของไทย นำทีมเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พลังงาน และการต่างประเทศ ไปนำเสนอศักยภาพของประเทศ ดึงดูดการลงทุน และเปิดตลาดใหม่ ๆ ให้กับสินค้าไทย ถือเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ”

รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวทิ้งท้ายว่า บทบาทของนายกรัฐมนตรีบนเวทีอาเซียน – รัสเซีย ครั้งนี้ ถือว่ามีผลงานเชิงรูปธรรม ไม่ได้เพียงเข้าร่วม โดยเฉพาะการผลักดันแนวคิดใหม่ๆ และการสร้างภาพลักษณ์เชิงรุกให้กับประเทศไทยในเวทีโลก อย่างไรก็ตาม ความท้าทายต่อจากนี้คือการผลักดันให้แนวคิดและความร่วมมือที่เกิดขึ้นสามารถพัฒนาเป็นยุทธศาสตร์และผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาวต่อไป

ปกรณ์ เผย เตรียมแก้ กม. คนเข้าเมืองเร่งกระบวนการส่งตัว ผู้ต้องกัก กลับประเทศทันที

ปกรณ์ เผย เตรียมแก้ กม. คนเข้าเมืองเร่งกระบวนการส่งตัว ผู้ต้องกัก กลับประเทศทันที

ปกรณ์ เผย เตรียมแก้ กม. คนเข้าเมืองเร่งกระบวนการส่งตัว ผู้ต้องกัก กลับประเทศทันที

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.47 น.

ปกรณ์ เผย เตรียมแก้กฎหมายคนเข้าเมืองเร่งกระบวนการส่งตัว ผู้ต้องกัก กลับประเทศทันที ลดภาระงบประมาณ-ทันสากล จ่อ หารือมหาดไทย-ตร.สัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ดูการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายคนเข้าเมืองและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ว่า เป็นเรื่องการส่งตัวกลับของคนที่กระทำผิดกฎหมาย เพราะปัจจุบันมีปัญหาว่าพอจับกุมแล้วกลายเป็นผู้ต้องกัก พอดำเนินคดีแล้วส่งตัวกลับไม่ได้ซักทีจนกลายเป็นปัญหาในเรื่องสิทธิมนุษยชน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ต้องกักซึ่งมีจำนวนมาก เพราะประเทศเราเข้าง่าย นายกรัฐมนตรีจึงมีดำริในเรื่องนี้ และในสหภาพยุโรปมีการเปลี่ยนกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยให้มีการรีบส่งตัวกลับ ดังนั้นเราจึงเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสากล  ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง มาตรา 54 และ 55 เพราะกฎหมายปัจจุบันระบุว่า คนที่จะส่งกลับต้องออกเงินเอง ซึ่งชีวิตจริงเขาไม่มีเงิน จึงต้องมีการแก้กฎหมายว่าหากต้องใช้งบประมาณในการส่งตัวกลับเพื่อให้ผลักดันได้อย่างรวดเร็ว และจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ต้องกักถูกลง 

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ตนจะหารือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทยในสัปดาห์หน้า และจะเสนอกฎหมายเพื่อแก้ไขให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ต้องใช้งบประมาณเยอะหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า หากส่งกลับเลยจะถูกกว่าดูแลแล้วส่งกลับ เพราะหากดูแลต้องเสียงบประมาณอีกหลายปี ดังนั้นเมื่อคิดในทางเศรษฐศาสตร์แล้วมันคุ้มกว่า 

เมื่อถามย้ำว่า คาดการณ์ว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่นั้น นายปกรณ์กล่าว ต้องคุยก่อนว่ามีผู้ต้องกักจำนวนเท่าไหร่ แต่คิดว่าการส่งกลับจะหนักในปีแรก แต่หลังจากนั้นคงไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะการเข้าเมืองของเราจะยากขึ้น 

‘ภาวุธ’ ปัดเอี่ยว Forex แจงยิบเงิน 28 ล้าน คือทุนเทรดทองข้ามปี

'ภาวุธ' ปัดเอี่ยว Forex แจงยิบเงิน 28 ล้าน คือทุนเทรดทองข้ามปี

‘ภาวุธ’ ปัดเอี่ยว Forex แจงยิบเงิน 28 ล้าน คือทุนเทรดทองข้ามปี

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.37 น.

วันที่ 19 มิถุนา่ยน 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึง หลัง จากการเเถลงโดย DSI คดี Forex ว่า  จากการเเถลงโดย DSI เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569 เวลา 11.00 น. ผมขอชี้แจง ดังนี้ครับ 

ก่อนเข้ามาทำงานการเมือง ผมเคยประกอบธุรกิจหลากหลาย เช่น การค้าออนไลน์, ระบบชำระเงินออนไลน์, และ Technology Provider อีกมากมาย อีกทั้ง ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจหลากหลายประเภท ซึ่งลูกค้าย่อมมีทั้งบริษัทในประเทศ และบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ตามธรรมชาติของธุรกิจออนไลน์  

อย่างไรก็ดีก่อนที่จะเข้ามาทำงานการเมืองเต็มตัว สำหรับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวนี้ ผมได้ออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมดแล้ว

ดังนั้น ในส่วนของบริษัทที่ถูกอ้างถึง ผมไม่สามารถให้ความเห็นใด ๆ ได้ เนื่องจากผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวแล้ว

ข้อเท็จจริงเรื่องเงินจำนวน 28 ล้านบาท ที่เข้ามาสู่บัญชีธนาคารของผม ผมขอชี้แจง ดังนี้

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมเปิดบัญชีลงทุนซื้อขายทองคำผ่านระบบ Gold Trading กับผู้ให้บริการผ่านตัวเเทน  (Broker) ซึ่งการลงทุนทองคำนี้ เหมือนกับการซื้อขายทองคำผ่านทางออนไลน์ ซึ่งเป็นการลงทุนที่บุคคลทั่วไปจำนวนมากลงทุน 

เงินที่เข้ามาสู่บัญชีผมในกรณีนี้ จึงคาดว่าน่าจะมาจากการลงทุนทองคำ โดยเมื่อผมฝากเงินเข้าไปและทำการซื้อ-ขาย ย่อมมีการฝากและถอนเงินออกจากบัญชีซื้อขายหลายครั้ง แต่ในท้ายที่สุด ในกรณีนี้ ผมขาดทุน และหยุดการลงทุนไปนานแล้ว 

แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่ทราบว่าเงินจำนวน 28 ล้านบาทที่ DSI กล่าวอ้างนี้ มาจากช่วงเวลาใดแน่ชัด และมาจากบัญชีใด เนื่องจาก ผมได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพบว่า ข้อมูลที่ DSI แถลงมานั้นยังอาจจะคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง ซึ่งหาก DSI ต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม ผมพร้อมที่จะนำส่งข้อมูลทั้งหมดให้เพื่อการตรวจสอบและพิสูจน์ความจริงต่อไป

ขณะนี้ เรื่องส่วนตัวของผมกำลังเป็นที่กล่าวถึงและเป็นที่สงสัยของสังคม ผมขอยืนยันว่า ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการชักชวนหรือหลอกลงทุน หรือแสกมเมอร์ หรือการพนันออนไลน์ใด ๆ และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบโดยยืนยันไม่ใช้เอกสิทธิ์ของ สส. และพร้อมเข้าไปชี้เเจงให้ข้อมูลต่อหน่วยงาน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและชัดเจนกับสังคมต่อไป 

ชัยวัฒน์ ควง ธนาธร ลุยอโศก ชี้ค่าครองชีพคนกรุงพุ่ง ชูศูนย์อาหารราคาถูกทั่วเมืองเพื่อคนกรุงเทพฯ

ชัยวัฒน์ ควง ธนาธร ลุยอโศก ชี้ค่าครองชีพคนกรุงพุ่ง ชูศูนย์อาหารราคาถูกทั่วเมืองเพื่อคนกรุงเทพฯ

ชัยวัฒน์ ควง ธนาธร ลุยอโศก ชี้ค่าครองชีพคนกรุงพุ่ง ชูศูนย์อาหารราคาถูกทั่วเมืองเพื่อคนกรุงเทพฯ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.31 น.

ชัยวัฒน์ ควง ธนาธร ลุยอโศก ชี้ค่าครองชีพคนกรุงพุ่ง ชูศูนย์อาหารราคาถูกทั่วเมืองเพื่อคนกรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 10 พรรคประชาชน หาเสียงบริเวณสี่แยกอโศก เขตวัฒนา พร้อมกับ น.ส.ภัคญดา อำนวยเดชกร ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตวัฒนา เบอร์ 1 และ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการพบปะประชาชนในย่านใจกลางเมืองที่มีผู้คนสัญจรอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นโอกาสในการแนะนำนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง รวมถึงแนะนำผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชนในแต่ละเขต หวังว่าประชาชนจะให้โอกาสพรรคประชาชนในช่วงโค้งสุดท้ายของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้

ทั้งนี้ ตนได้แวะเข้าไปในห้างสรรพสินค้า Terminal 21 อโศก เพื่อพบปะประชาชนที่มาใช้บริการ ซึ่งห้างแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องศูนย์อาหารที่มีราคาย่อมเยา ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ทำให้มีผู้มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า จากข้อมูลล่าสุดของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) ได้สะท้อนภาพ ‘วิกฤตค่าครองชีพ’ ของคนกรุงเทพฯ ไว้อย่างน่ากังวล โดยพบว่าราคาข้าวแกงเฉลี่ย 1 จาน เพิ่มขึ้นจาก 31 บาท ในปี 2555 เป็น 68 บาท ในปี 2569 ขณะที่ค่าแรงเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาทเท่านั้น ส่งผลให้คนกรุงเทพฯ ต้องทำงานนานขึ้นจาก 38 นาที เป็น 78 นาที เพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำหรับซื้อข้าวแกง 1 จาน

การได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนในศูนย์อาหารราคาประหยัดของ Terminal 21 อโศก ในวันนี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า หากพ่อค้าแม่ค้ามีพื้นที่ค้าขายในต้นทุนที่เหมาะสม มีค่าเช่าที่ไม่สูงเกินไป ประชาชนก็สามารถเข้าถึงอาหารในราคาที่จับต้องได้

พรรคประชาชนจึงเสนอนโยบายเพิ่มพื้นที่ศูนย์อาหารราคาถูกให้ครบทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพมหานคร โดยกรุงเทพมหานครจะเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนพื้นที่ขายอาหารราคาประหยัดผ่านเครื่องมือและอำนาจที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบทางเท้าและเพิ่มจุดผ่อนผันสำหรับการค้าขายที่ไม่ต้องจ่ายส่วย การสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพทางการค้าและเจรจาขอใช้ประโยชน์พื้นที่ทั้งของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการใช้มาตรการจูงใจ เช่น การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การเช่าอาคารพาณิชย์ร้างเพื่อฟื้นฟูย่านเศรษฐกิจ หรือการให้โบนัสผังเมือง (FAR Bonus) สำหรับโครงการพัฒนาใหม่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ค้าขายและช่วยให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงอาหารราคาถูกได้มากขึ้น

นายชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้กรุงเทพมหานครต้องให้ความสำคัญกับปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกวัน หากปล่อยปละละเลยและมองว่าเป็นเพียงหน้าที่ของรัฐบาลกลาง คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ก็คงไม่ดีขึ้นกว่านี้ พรรคประชาชนจึงขออาสาและขอโอกาสจากชาวกรุงเทพฯ เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยทีมบริหารที่มีวิสัยทัศน์ ทีม ส.ก. ที่เข้าใจปัญหาในแต่ละพื้นที่และพร้อมผลักดันนโยบาย ยึดผลประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้ง และตนเองที่พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้ว่าฯ ของประชาชน เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แคร์คนอย่างแท้จริง
 

ลดอุปสรรคการลงทุน! ปกรณ์ ลุยแก้กฎหมายรอง 7 พันกว่าฉบับ ก่อนชง กรอ.-ครม.

ลดอุปสรรคการลงทุน! ปกรณ์ ลุยแก้กฎหมายรอง 7 พันกว่าฉบับ ก่อนชง กรอ.-ครม.

ลดอุปสรรคการลงทุน! ปกรณ์ ลุยแก้กฎหมายรอง 7 พันกว่าฉบับ ก่อนชง กรอ.-ครม.

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.25 น.

“ปกรณ์”ลุยแก้กฎหมายรอง 7 พันกว่าฉบับ เป็นควิกวิน ลดอุปสรรคการลงทุน ใช้เวลา 2 เดือน ก่อนชง กรอ.-ครม.

19 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.และได้รับมอบหมายรับผิดชอบด้านกฎหมาย ว่า ได้รับคำสั่งมอบหมายเมื่อ 1 – 2 วันนี้ อาจจะต้องมีการเพิ่มเติมนิดหน่อย โดยเพิ่มสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นคณะกรรมการ กรอ.จะได้ครบทุกด้าน ซึ่งจากที่ได้รับการประสานงานมา เบื้องต้นให้ตนดูในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายว่า กฎหมายอะไรที่จะเป็นประโยชน์และเอื้อต่อการลงทุน โดยได้ประสานกับทางคณะกรรมการร่วมพรรคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไว้แล้ว ที่มี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย , สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ว่ามีกฎหมายหรือกฎระเบียบอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาค้าขายในการประกอบธุรกิจ และจะแก้ไขอย่างไร มีข้อเสนออย่างไร ตอนนี้ทราบว่าเขาทำข้อเสนอมาแล้วเบื้องต้น ซึ่งจะทำต่อ และจะใช้คณะทำงานชุดเดียวกัน เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน และไปในทิศทางเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนมากหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายที่ติดขัดจริงๆ ตัวพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ติดขัดมีไม่มากเท่าไหร่ แต่จะมีในส่วนของกฎหมายลำดับรอง คือ กฎกระทรวงต่างๆ ที่มี 7,600 กว่าฉบับ ซึ่งกฎกระทรวงแต่ละฉบับจะมีหลักเกณฑ์ ขั้นตอน วิธีการ ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆ มากมาย เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะเน้นทำ สิ่งแรกคือ จะทำเรื่องกฎหมายลำดับรองก่อน เป็นควิกวิน ตนได้คุยกับ กกร.ในเบื้องต้น และได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมกันแล้ว ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นฝ่ายเลขานุการ โดยจะนำประเด็นที่เขาส่งมาทั้งหมด ไปวิเคราะห์กันว่า อันไหนเป็นเรื่องเร่งด่วน และอันไหนที่ต้องแก้ไขก่อนเป็นอันดับแรก น่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จะได้แนวทางที่จะเสนอ กรอ.หรือเสนอ ครม.ต่อไป ซึ่งการทำกฎหมายไม่จำเป็นต้องระมัดระวังอะไร เราต้องตั้งใจทำ

เปิดมติ ครม. เคาะแผนแม่บทโครงการ SEA พัฒนาพื้นที่สงขลา-ปัตตานี

เปิดมติ ครม. เคาะแผนแม่บทโครงการ SEA พัฒนาพื้นที่สงขลา-ปัตตานี

เปิดมติ ครม. เคาะแผนแม่บทโครงการ SEA พัฒนาพื้นที่สงขลา-ปัตตานี

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.45 น.

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 มีรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบเรื่อง การจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นผู้เสนอ โดยมีรายละเอียดดังนี้

                   1. รับทราบการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี (แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ) ตามที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี 8 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 – 28 สิงหาคม 2568)

                   2. มอบหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ดังนี้

                             1.1 คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 ตุลาคม 2559 และ 7 พฤษภาคม 2562) อนุมัติในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยนำร่องในพื้นที่ (1) อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบ อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร (2) อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ (3) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งต่อมาได้ขยายผลไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตเพื่อยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร ซึ่งต่อมาชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเรียกร้องให้หยุดโครงการ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำ SEA ก่อนเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอให้สร้างการพัฒนาอำเภอจะนะที่ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดทำ SEA เพื่อแสวงหารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม กระจายรายได้ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม

                             1.2 ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (14 ธันวาคม 2564) มอบหมาย ให้ สศช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดให้มีการจัดทำ SEA และแผนแม่บทต่างๆ โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ และให้หน่วยงานของรัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรอผลการประเมิน SEA ให้เป็นที่ยุติก่อนดำเนินการต่อไป

                   2. ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติข้างต้น สศช. ได้ดำเนินการจัดประชุมกลุ่มย่อย (กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2565) เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องจำนวน 4 ครั้ง โดยหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เพื่อให้ได้ร่างข้อสรุปความต้องการของคนในพื้นที่เบื้องต้น และเมื่อวันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2565 สศช. ได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงในพื้นที่และประเมินผลกระทบเบื้องต้นและได้ข้อสรุปว่า ควรทำกระบวนการ SEA เพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของ 2 จังหวัด คือ จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี เนื่องจากทั้ง 2 จังหวัดมีลักษณะทางกายภาพที่สอดคล้องกัน

                   3. ต่อมา สศช.ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินโครงการการจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ วงเงิน 27.95 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2565 – 28 สิงหาคม 2568 โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น การตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนา การจัดทำแผนการติดตามและประเมินผลของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ การจัดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการพัฒนาและการประเมินทางเลือก

                   4. การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วยกระบวนการ SEA มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ การยอมรับร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานจะใช้รูปแบบการวางแผนแบบบูรณาการ ประกอบด้วย 3 กระบวนการสำคัญ ได้แก่

                             4.1 กระบวนการ SEA ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ซึ่งมีผลการดำเนินการสรุปได้ ดังนี้

ขั้นตอน SEAผลการดำเนินการ
(1) การกำหนดขอบเขต(เพื่อกำหนดรูปแบบและขอบเขตของการจัดทำ SEA)– ขอบเขตเชิงพื้นที่ : 2 จังหวัด คือ จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี- ขอบเขตเชิงเวลา : ระยะเวลาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ5 ปี ระหว่างปี 2571 – 2575- การกำหนดกลุ่มของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย : จำนวน 10 กลุ่ม ได้แก่(1) ประชาชนและชุมชน (2) ภาคประชาสังคม (3) หน่วยงานภาคเอกชนและผู้ประกอบการ (4) หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่
(5) อปท. (6) ปกครองท้องที่ (7) สถาบันการศึกษา (8) สื่อ (9) ผู้นำศาสนาและผู้นำทางจิตวิญญาณ และ (10) หน่วยงานภาครัฐส่วนกลาง- แผนการสื่อสารและการมีส่วนร่วม : การกำหนดรูปแบบและวิธีการมีส่วนร่วมที่เหมาะสมตลอดทั้งกระบวนการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วย SEA ในรูปแบบการประชุมกลุ่มย่อย จำนวน 8 ครั้ง- เป้าหมายการพัฒนา : ศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจยั่งยืน บนฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางวัฒนธรรม
(2) การพัฒนาทางเลือก(เพื่อระบุความเป็นไปได้ของกิจกรรมที่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่กำหนดไว้)– ทางเลือกที่ 1 : การพัฒนาตามสภาพปกติ เป็นการพัฒนาจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีตามแผนงานเดิมที่หน่วยงานของรัฐวางไว้เน้นการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเกษตรมูลค่าสูง และการค้าชายแดน- ทางเลือกที่ 2 : การพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางเกษตรครบวงจร มุ่งเน้นการพัฒนาจังหวัดสงขลาและปัตตานีเป็นศูนย์กลางการเกษตรครบวงจร โดยยกระดับภาคเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง- ทางเลือกที่ 3 : การพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวการศึกษา และบริการสุขภาพมูลค่าสูง เป็นการพัฒนาพื้นที่ โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเป็นเมืองไมซ์- ทางเลือกที่ 4 : การพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าและธุรกิจเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การค้าชายแดนและการเป็นเมืองอัจฉริยะ- ทางเลือกที่ 5 : การพัฒนาพื้นที่บนฐานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม มุ่งพัฒนาพื้นที่โดยเน้นการเกษตร ยั่งยืน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และการจัดการภัยพิบัติอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ
(3) การประเมินทางเลือก(เป็นการวิเคราะห์กิจกรรมการพัฒนาเชิงพื้นที่ของทางเลือกข้างต้นเพื่อประเมินทางเลือกร่วมกับผลการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย– การประเมินทางเลือกเบื้องต้น เพื่อคัดเลือกทางเลือกแกนหลักและนำไปปรับแต่งทางเลือกร่วมกับทางเลือกรองเพื่อให้ได้ทางเลือก ที่เหมาะสม โดยมีผลการประเมิน ได้แก่ ทางเลือกแกนหลักเป็นทางเลือกที่ 5 (การพัฒนาพื้นที่บนฐานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม) ส่วนทางเลือกอื่นเป็นทางเลือกรอง- ทางเลือกที่เหมาะสม : 29 กิจกรรมการพัฒนาเชิงพื้นที่ใน 8 ด้านได้แก่ การเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวและบริการ การค้าและคมนาคมขนส่ง- การคาดการณ์และประเมินผลกระทบสะสม : (1) ด้านเศรษฐกิจสะท้อนว่า การพัฒนาเชิงพื้นที่สามารถสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและยกระดับฐานรายได้ของประชาชนในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ (2) ด้านสังคม มีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบสะสมเชิงบวกต่อรายได้ครัวเรือน ความเป็นอยู่ของประชาชน และความเข้มแข็งของสถาบันทางสังคมในพื้นที่ และ (3) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บ่งชี้ถึงข้อจำกัดของความสามารถในการรองรับของทรัพยากรและระบบนิเวศ หากการพัฒนาไม่มีมาตรการกำกับที่เหมาะสม
(4) การกำหนดมาตรการเพื่อความยั่งยืนนำผลการประเมินผลกระทบสะสมมากำหนดมาตรการเพื่อความยั่งยืน รวม 92 มาตรการ 5 ประเภท ดังนี้ประเภทมาตรการจำนวนมาตรการสาระสำคัญสนับสนุน/ ส่งเสริมผลกระทบ50เสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่หลีกเลี่ยง/ ป้องกันผลกระทบ25จัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างตั้งแต่ระยะวางแผนลดผลกระทบ8บรรเทาผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แก้ไขผลกระทบ8ฟื้นฟูพื้นที่ ทรัพยากร และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ได้รับผลกระทบทดแทน/ชดเชยผลกระทบ1ทางเลือกสุดท้าย เช่น การปลูกป่าทดแทน ในอัตราสูงกว่า 1:1 
(5) การจัดทำแผนติดตามและประเมินผล SEA(เพื่อตรวจสอบผลกระทบสะสม ที่เกิดขึ้นจริงและประสิทธิภาพของมาตรการเพื่อความยั่งยืนภายหลังการนำไปปฏิบัติ)– ด้านเศรษฐกิจ : 3 ตัวชี้วัด เช่น อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัว การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน (ผู้รับผิดชอบ : สศช. และสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด)- ด้านสังคม : 3 ตัวชี้วัด เน้นผลกระทบต่อคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรม (ผู้รับผิดชอบ : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด)- ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : 10 ตัวชี้วัด เช่น พื้นที่ป่า ป่าชายเลน พื้นที่กัดเซาะชายฝั่ง ดัชนีคุณภาพอากาศ ดัชนีคุณภาพน้ำผิวดิน สัดส่วนขยะที่จัดการอย่างถูกต้อง (ผู้รับผิดชอบ : สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 16 และหน่วยงานด้านป่าไม้/ทรัพยากรทางทะเล)
(6) การจัดทำรายงาน SEAการรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนและผลการดำเนินงานต่าง ๆ ในกระบวนการ SEA พร้อมผลการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียมาจัดทำเป็นรายงานเพื่อเผยแพร่ให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถตรวจสอบผลการจัดทำที่ผ่านมาได้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงานตลอดกระบวนการ

                             4.2 กระบวนการมีส่วนร่วม : ดำเนินการใน 2 ลักษณะ (1) เป็นทางการ: โดยการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นรวม 8 ครั้ง 45 เวที มีผู้เข้าร่วม 3,931 คน ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้ง 10 กลุ่ม และ (2) ไม่เป็นทางการ : โดยการหารือกลุ่มย่อยรวม 19 ครั้ง 36 เวที มีผู้เข้าร่วม 1,323 คน เพื่อเตรียมความพร้อมและซักซ้อมขั้นตอนการดำเนินกระบวนการ SEA ก่อนเข้าประชุมรับฟังความคิดเห็นในเวทีที่เป็นทางการ

                             4.3 กระบวนการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ : ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสร้างความรับรู้และข้อตกลงร่วมกัน (2) การทบทวนแผนและข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง (3) การกำหนดเป้าหมายการพัฒนาและแนวทางการพัฒนา (4) การจัดทำแผนติดตามและประเมินผล และ (5) การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ซึ่งดำเนินการด้วยกระบวนการ SEA ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น โดยมีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา ทิศทางการพัฒนาและศักยภาพการพัฒนาของพื้นที่อย่างแท้จริงจากแต่ละฝ่าย เพื่อนำมาพัฒนาทางเลือกและประเมินทางเลือกร่วมกันจนได้ทางเลือกที่เหมาะสมเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายและทางเลือกดังกล่าวจะนำไปสู่แนวทางการพัฒนาและแผนงานสำคัญ รวมถึงพื้นที่เป้าหมาย ที่ปรากฏในแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ

                             4.4 แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ มีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้

หัวข้อสาระสำคัญ
เป้าหมายการพัฒนาการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนบนฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางวัฒนธรรมโดยพัฒนาพื้นที่จังหวัดสงขลาเป็นหัวรถจักรทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์และจังหวัดปัตตานีเป็นฐานทรัพยากรอาหารฮาลาล ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจฐานทรัพยากรที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
เป้าหมายการพัฒนาย่อย(1) การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อยกระดับพื้นที่สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้
(2) การยกระดับคุณภาพชีวิต ความเป็นธรรมทางสังคมและสันติสุข  (3) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน
พื้นที่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี
ระยะเวลา5 ปี (ระหว่างปี 2571 – 2575)
ตัวอย่างตัวชี้วัด(1) อัตราการเติบโตของ GPP ภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม อัตราการเติบโตของรายได้จากการท่องเที่ยว และสัดส่วนกำลังติดตั้งไฟฟ้าทดแทนต่อการใช้พลังงานไฟฟ้ารวม(2) ร้อยละของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต่อประชากร อายุ 15 -17 ปี และอันดับความเป็นเมืองน่าอยู่ตามค่าดัชนีความก้าวหน้าของคน(3) ปริมาณการจับสัตว์ต่อหน่วยการลงแรงประมง และสัดส่วนปริมาณขยะที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง
แนวทางการพัฒนา(1) การเกษตร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาปศุสัตว์และสัตว์น้ำให้มีมาตรฐานและมูลค่าสูง(2) อุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการแปรรูปสินค้าเกษตรหลัก(3) การท่องเที่ยวและบริการ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการท่องเที่ยว อาทิ ถนน ท่าเรือ และการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมรวมถึงเมืองเก่าสู่มรดกโลก(4) การค้าและการคมนาคมขนส่ง โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมทุกรูปแบบ (ถนน รถไฟทางคู่)(5) การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศสำคัญทั้งทางบกและทางน้ำ
(6) การลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยจัดการ ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วม/น้ำแล้ง(7) การจัดการขยะและมลพิษสิ่งแวดล้อม โดยการจัดการขยะอย่างครบวงจรด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนตามศักยภาพ
ตัวอย่างแผนงานสำคัญ– แผนงานด้านการยกระดับภาคเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง (ผลิตภัณฑ์ยางพารา)- แผนงานด้านการพัฒนาสินค้าและบริการของ จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีให้มีมาตรฐานฮาลาล (การพัฒนาสินค้าและบริการให้มีมาตรฐานฮาลาล)- แผนงานด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและยั่งยืน (เมืองอัจฉริยะเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ)- แผนงานด้านทรัพยากรมนุษย์ (การพัฒนาโรงเรียนปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้)- แผนงานโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร (ขยายโครงข่ายดิจิทัลและแพลตฟอร์มโลจิสติกส์อัจฉริยะ)
การขับเคลื่อนแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ สู่การปฏิบัติดำเนินการผ่านคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) รวมทั้งคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการในการกำกับ ประสาน และบูรณาการแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ เข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัด/แผนกลุ่มจังหวัดแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด และแผนของ อปท. เพื่อเสนอ ก.น.บ. พิจารณา

                   5. สศช.แจ้งว่า การจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ จะสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และสามารถใช้แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ เป็นกรอบและทิศทางให้กับแผนพัฒนาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ คำนึงถึงความสมดุลของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป