สยามพิวรรธน์ ผนึกกำลัง WFP ชวนคนไทยส่งมอบ 100,000 มื้ออาหาร ผ่านแคมเปญ ‘The Next Bucket: Save Lives & Change Lives’

สยามพิวรรธน์ ผนึกกำลัง WFP  ชวนคนไทยส่งมอบ 100,000 มื้ออาหาร ผ่านแคมเปญ ‘The Next Bucket: Save Lives & Change Lives’

สยามพิวรรธน์ ผนึกกำลัง WFP ชวนคนไทยส่งมอบ 100,000 มื้ออาหาร ผ่านแคมเปญ ‘The Next Bucket: Save Lives & Change Lives’

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.43 น.

เพราะทุกมื้ออาหารสามารถส่งต่อความหมายที่ยิ่งใหญ่ได้ สยามพิวรรธน์ ร่วมกับโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations World Food Programme: WFP) เปิดตัวแคมเปญ “The Next Bucket: Save Lives & Change Lives” เชิญชวนทุกคนร่วมเปลี่ยนมื้ออาหารในชีวิตประจำวันให้เป็นพลังแห่งการให้ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนที่เปราะบาง

โครงการระยะแรกจัดขึ้นระหว่างเดือนมิถุนายน–ธันวาคม 2569 โดยตั้งเป้าส่งมอบ 100,000 มื้ออาหาร เปิดโอกาสให้ลูกค้าและผู้รักการแบ่งปันร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างง่ายดาย ผ่านเมนูพิเศษจากร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการภายในสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม และสยามพรีเมียม เอาท์เล็ต กรุงเทพ หรือบริจาคผ่านแพลตฟอร์ม เทใจ (Taejai) โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสนับสนุนภารกิจของ WFP เพื่อส่งต่อโอกาส สร้างความมั่นคงทางอาหาร และร่วมขับเคลื่อนอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ผู้คนและชุมชนอย่างยั่งยืน

ชลชาติ เมฆสุภะ, ดร.วิรไท สันติประภพ, ศีลวัต สันติวิสัฏฐ์, พาสินี ลิ่มอติบูลย์ และ สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล

แคมเปญ “The Next Bucket: Save Lives & Change Lives” เปิดตัวด้วยความร่วมมือจากร้านสรรพรส ซึ่งจัด Charity Dinner สุดพิเศษเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ภายใต้แนวคิด “The Alchemy of Elements: A Journey of Heritage and Hope ศาสตร์แห่งธาตุปฐมภูมิ: การเดินทางของมรดกภูมิปัญญาและความหวัง” ถ่ายทอดคุณค่าของมรดกอาหารไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความเข้มแข็งของระบบอาหารชุมชน ผ่าน 5 เมนูสร้างสรรค์ ได้แก่ เมี่ยง 4 อารยธรรม, น้ำชุบบนไฟกับขนมครก, หมี่น้ำบ้านราชทูต, มัสมั่นแกะและข้าวพระสุรีย์ และขนมหินฝนทอง โดยได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติมากมาย อาทิ ซิโมน พาร์ชเมนต์ ผู้บริหารจาก WFP, เปาโล ดิโอนิซี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารจากสยามพิวรรธน์ นำโดย ดร.วิรไท  สันติประภพ, พาสินี ลิ่มอติบูลย์, ศีลวัต สันติวิสัฏฐ์, ชฎาทิพ จูตระกูล ฯลฯ มาร่วมงาน

นอกจากนี้ ระหว่างเดือนมิถุนายน–30 กันยายน 2569 ผู้ที่สั่งเมนู “มัสมั่นแกะและข้าวพระสุรีย์” ณ ร้านสรรพรส จะได้ร่วมส่งต่อมื้ออาหารให้แก่เด็กและเยาวชนผู้ขาดโอกาสผ่านโครงการดังกล่าว และพบกับเมนูพิเศษ “แกงเขียวหวานหมูกับโรตี” ร้าน FIKKA ร้านอาหารไลฟ์สไตล์สัญชาติไทย จะเริ่มจำหน่ายระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน-31 ธันวาคม 2569 และร้าน  L’Antica Pizzeria Da Michele Bangkok ร้านพิซซ่าระดับตำนานกว่า 150 ปีจากเมืองเนเปิลส์ จะร่วมจัดกิจกรรมและนำเสนอเมนูพิเศษเพื่อระดมทุนสนับสนุนโครงการต่อไป

ดร.วิรไท สันติประภพ และคณะทำงานจาก WFP

ทั้งนี้ ร้านอาหารภายใน สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม และสยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต กรุงเทพฯ ยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อโอกาสผ่านการรับบริจาคบนแพลตฟอร์ม เทใจ (Taejai) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการระดมทุนเพื่อสังคม โดยรายได้ทั้งหมดจะส่งมอบแก่ WFP เพื่อนำไปสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงทางอาหารและการช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตต่าง ๆ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “The Next Bucket: Save Lives & Change Lives” ผ่านเมนูพิเศษจากร้านสรรพรส, FIKKA และ L’Antica Pizzeria Da Michele Bangkok ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน หรือร่วมบริจาคผ่านแพลตฟอร์ม เทใจ (Taejai) และร้านอาหารที่ร่วมโครงการภายในโกลบอลเดสติเนชั่นของสยามพิวรรธน์ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2569 เพื่อเปลี่ยนทุกมื้ออาหารให้เป็นพลังแห่งความหวัง และร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่ผู้คนและชุมชน โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://taejai.com/th/project/ots-save-lives-change-lives

(2 คนกลาง) ชฎาทิพย์ จูตระกูล ผู้บริหารสยามพิวรรธน์ และเปาโล ดิโอนิซี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี ร่วมรับประทานอาหารมื้อพิเศษพร้อมผู้บริหารจาก WFP และสยามพิวรรธน์

(2 คนกลาง) ชฎาทิพย์ จูตระกูล ผู้บริหารสยามพิวรรธน์ และเปาโล ดิโอนิซี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี ร่วมรับประทานอาหารมื้อพิเศษพร้อมผู้บริหารจาก WFP และสยามพิวรรธน์

ซิโมน พาร์ชเมนต์ Deputy Reginal Director WFP

ซิโมน พาร์ชเมนต์ Deputy Reginal Director WFP

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา, ดร.วิรไท สันติประภพ, ธวัช ธีระนุสรณ์กิจ และวีระยุทธิ์ กุศลส่งเสริม

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา, ดร.วิรไท สันติประภพ, ธวัช ธีระนุสรณ์กิจ และวีระยุทธิ์ กุศลส่งเสริม

วีนัส มนีรอด, อมาวรินทร์ อินทรีย์สุข, นพ.เมธินันท์ อาภรณ์สุวรรณ                         และพญ.ศุภวงษ์เดือน ทองจันทร์

วีนัส มนีรอด, อมาวรินทร์ อินทรีย์สุข, นพ.เมธินันท์ อาภรณ์สุวรรณ และพญ.ศุภวงษ์เดือน ทองจันทร์

เชฟซีตรอง – วลาสุระ ณ ลำปาง แชมป์ MasterChef Thailand Season 6 จากร้านสรรพรส

เชฟซีตรอง – วลาสุระ ณ ลำปาง แชมป์ MasterChef Thailand Season 6 จากร้านสรรพรส

. มัสมั่นแกะและข้าวพระสุรีย์ เมนูพิเศษจากร้านสรรพรสที่ทุกคนสามารถช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

. มัสมั่นแกะและข้าวพระสุรีย์ เมนูพิเศษจากร้านสรรพรสที่ทุกคนสามารถช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ปถวี โชติกีรติเวช และ ธณพร ตันติยานนท์

ปถวี โชติกีรติเวช และ ธณพร ตันติยานนท์

รุ่งนภา เศรษฐบุตร, เนตรเสลา สุตเธียรกุล, วิภาวี จิรังบุญกุล และ ม.ล.อรดิศ สนิทวงศ์

รุ่งนภา เศรษฐบุตร, เนตรเสลา สุตเธียรกุล, วิภาวี จิรังบุญกุล และ ม.ล.อรดิศ สนิทวงศ์

ดร.วิรไท สันติประภพ

ดร.วิรไท สันติประภพ

ซาเมียร์ วันมาลี

ซาเมียร์ วันมาลี

“วิ่ง แลก ใจ” เปลี่ยนทุกก้าวให้หัวใจแข็งแรง สะสมครบ 10 กม. รับฟรี!! โปรแกรมตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

“วิ่ง แลก ใจ” เปลี่ยนทุกก้าวให้หัวใจแข็งแรง สะสมครบ 10 กม. รับฟรี!! โปรแกรมตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

“วิ่ง แลก ใจ” เปลี่ยนทุกก้าวให้หัวใจแข็งแรง สะสมครบ 10 กม. รับฟรี!! โปรแกรมตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.34 น.

สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า ชวนคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพหัวใจผ่านกิจกรรม “วิ่ง แลก ใจ” รณรงค์ให้ทุกคนเริ่มต้นดูแลหัวใจจากกิจกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือเดิน เพียงสะสมระยะทางให้ครบ 10 กิโลเมตร รับฟรี โปรแกรมตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) มูลค่า 550 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2569

กิจกรรม “วิ่ง แลก ใจ” จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพหัวใจมากขึ้น ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายง่ายๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือการเดิน เพราะทุกก้าวที่เริ่มต้นวันนี้ อาจเป็นก้าวสำคัญของการมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงในระยะยาว

สำหรับกติกาการร่วมกิจกรรมสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงวิ่งหรือเดินสะสมระยะทางให้ครบ 10 กิโลเมตร ผ่านแอปพลิเคชันสุขภาพยอดนิยม อาทิ Whoop, Garmin, Strava, Nike Run Club, Runkeeper, Apple Fitness, Samsung Health และแอปพลิเคชันอื่นๆ จากนั้นแสดงหลักฐานระยะสะสมมาที่ LINE Official : @praram9hospital เพื่อแลกรับสิทธิ์ได้ทันที

ICT Silpakorn Showcase 2026 เปิดพื้นที่โชว์ศักยภาพนักศึกษา ผ่านเกม แอนิเมชัน นิเทศศาสตร์ ธุรกิจดิจิทัล และสื่อสร้างสรรค์

ICT Silpakorn Showcase 2026 เปิดพื้นที่โชว์ศักยภาพนักศึกษา ผ่านเกม แอนิเมชัน นิเทศศาสตร์ ธุรกิจดิจิทัล และสื่อสร้างสรรค์

ICT Silpakorn Showcase 2026 เปิดพื้นที่โชว์ศักยภาพนักศึกษา ผ่านเกม แอนิเมชัน นิเทศศาสตร์ ธุรกิจดิจิทัล และสื่อสร้างสรรค์

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.31 น.

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดงาน “ICT Silpakorn Showcase in Collaboration with SICTAS 2026” เพื่อเปิดพื้นที่นำเสนอศักยภาพของนักศึกษา หลักสูตร และแนวทางการเรียนรู้ของคณะ ผ่านผลงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การออกแบบ นิเทศศาสตร์ ธุรกิจดิจิทัล เกม แอนิเมชัน สื่ออินเทอร์แอคทีฟ และคอนเทนต์สร้างสรรค์ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–17 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00–18.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

งาน ICT Silpakorn Showcase จัดขึ้นร่วมกับ SICTAS 2026 ซึ่งเป็นงานประชุมวิชาการและการแสดงผลงานสร้างสรรค์ระดับนานาชาติของมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อเชื่อมโยงผลงานและการเรียนรู้ของนักศึกษาเข้ากับเวทีทางวิชาการและสร้างสรรค์ในระดับที่กว้างขึ้น พร้อมสื่อสารบทบาทของคณะ ICT Silpakorn ในการพัฒนากำลังคนรุ่นใหม่ด้านดิจิทัลคอนเทนต์ สื่อสร้างสรรค์ เทคโนโลยี การออกแบบ การสื่อสาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ภายในงาน ผู้เข้าชมได้พบกับผลงานจากหลากหลายหลักสูตรของคณะ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการออกแบบ เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อธุรกิจ นิเทศศาสตร์ เทคโนโลยีสื่อสร้างสรรค์ และหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา โดยผลงานที่นำมาจัดแสดงสะท้อนการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง ตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การออกแบบ การผลิตสื่อ การเล่าเรื่อง การใช้เทคโนโลยี ไปจนถึงการสร้างผลงานที่สามารถสื่อสารกับผู้ชมและตอบโจทย์โลกดิจิทัลในปัจจุบัน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือโซนผลงานเกมและสื่ออินเทอร์แอคทีฟ ที่นำเสนอผลงานของนักศึกษาผ่านเกมและประสบการณ์ดิจิทัลหลากหลายรูปแบบ เช่น Toy’s Dream เกม 2D side-scrolling puzzle platformer ที่เล่าเรื่องผ่านโลกของของเล่นและจินตนาการ, Parasite เกมไซไฟ-สยองขวัญเชิงปริศนา, Startup! Buddy Doll เกมบริหารจัดการแนวแฟนตาซี และ O.U.R.S เกม 3D action-arcade ที่ใช้กลไกการเล่นแบบอินเทอร์แอคทีฟ นอกจากนี้ยังมีผลงานกลุ่ม Ctrl5Play Interactive 2026 เช่น Ocean Canvas และ Code Canvas ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ทดลองและมีส่วนร่วมกับประสบการณ์ดิจิทัลโดยตรง

ในส่วนของแอนิเมชัน งานนี้มีการจัดฉายผลงานภาพยนตร์แอนิเมชันคัดสรรจากจุลนิพนธ์และผลงานสร้างสรรค์ของนักศึกษา จำนวน 13 เรื่อง ซึ่งสะท้อนทักษะด้านการเล่าเรื่อง การออกแบบตัวละคร ภาพเคลื่อนไหว เทคนิคการผลิต และการสื่อสารผ่านสื่อแอนิเมชัน ผลงานเหล่านี้แสดงให้เห็นกระบวนการทำงานของนักศึกษาตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การเขียนบท การออกแบบภาพ การสร้างตัวละคร ไปจนถึงการผลิตผลงานสำเร็จในระดับจุลนิพนธ์

ด้านนิเทศศาสตร์ มีการจัดแสดงและจัดฉายผลงานคัดสรรจากสาขานิเทศศาสตร์ ทั้งตัวอย่างภาพยนตร์ มิวสิกวิดีโอ โชว์รีลผลงานนักศึกษา และผลงานที่ได้รับรางวัลจากเวทีต่าง ๆ เพื่อสะท้อนศักยภาพด้านการเล่าเรื่อง การผลิตสื่อ การสร้างคอนเทนต์ และการสื่อสารกับผู้ชมในหลากหลายบริบท โดยผลงานในโซนนี้ครอบคลุมการเรียนรู้จาก 5 กลุ่มวิชา ได้แก่ ภาพยนตร์ สื่อทัศน์ การโฆษณา ลูกค้าสัมพันธ์ และวารสารศาสตร์บูรณาการ

อีกหนึ่งพื้นที่สำคัญคือ Digital Design & Business Showcase ซึ่งนำเสนอผลงานจากสาขาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการออกแบบและสาขาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อธุรกิจ ผ่านทั้งจอฉายผลงาน มุมทดลองใช้งานอินเทอร์แอคทีฟ และผลงานด้านการออกแบบเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ประสบการณ์ดิจิทัล และธุรกิจดิจิทัล ตัวอย่างผลงาน เช่น Local Product Digital Platform, EcoCycle Solution, Seennature SME Brand Platform, Smart Equipment Management System และ Digital Media Creation for Business ซึ่งสะท้อนการผสานความรู้ด้านธุรกิจ เทคโนโลยี ข้อมูล และการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างแนวทางแก้ปัญหาและโอกาสใหม่ให้กับองค์กร ผู้ประกอบการ และสังคมดิจิทัล

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีผลงานเด่นด้านดิจิทัลคอนเทนต์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่าง Mythophobia “ผีอาเซียน” หรือ Metaverse of ASEAN Ghosts ซึ่งต่อยอดตำนานและความเชื่อพื้นถิ่นของอาเซียนสู่การสร้างจักรวาลเนื้อหารูปแบบใหม่ โดยผสานวัฒนธรรม การเล่าเรื่อง เทคโนโลยีดิจิทัล และการออกแบบประสบการณ์ เพื่อแสดงให้เห็นแนวทางการนำทุนทางวัฒนธรรมมาพัฒนาเป็นคอนเทนต์สร้างสรรค์ในบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล

งาน ICT Silpakorn Showcase ยังทำหน้าที่เสมือนพื้นที่ Open House ให้ผู้สนใจ นักเรียน ผู้ปกครอง นักศึกษาใหม่ ศิษย์เก่า และประชาชนทั่วไป ได้ทำความรู้จักคณะ ICT Silpakorn อย่างใกล้ชิด ผ่านการชมผลงานจริงของนักศึกษา การพูดคุยกับคณาจารย์และนักศึกษาปัจจุบัน และการเห็นภาพรวมของการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงระหว่าง Creativity, Technology และ Communication

สำหรับนักเรียนที่สนใจศึกษาต่อ งานนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเห็นตัวอย่างผลงานจริงของรุ่นพี่ เข้าใจบรรยากาศการเรียนรู้ และค้นพบแนวทางอาชีพในอนาคต ไม่ว่าจะสนใจเกม แอนิเมชัน ภาพยนตร์ คอนเทนต์ สื่อดิจิทัล ธุรกิจดิจิทัล การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ หรือการสื่อสารสร้างสรรค์ ส่วนผู้ปกครองได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการเรียนในคณะ ICT Silpakorn ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนเทคโนโลยีหรือการใช้เครื่องมือดิจิทัล แต่เป็นการพัฒนาทักษะรอบด้านผ่านการลงมือทำจริง การคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการสร้างผลงานที่สามารถต่อยอดสู่โลกอาชีพได้

ICT Silpakorn Showcase in Collaboration with SICTAS 2026 จึงเป็นมากกว่านิทรรศการผลงานนักศึกษา แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ในฐานะพื้นที่แห่งการหลอมรวมความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และการสื่อสาร เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่พร้อมออกแบบอนาคตของโลกดิจิทัลและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ผู้สนใจสามารถติดตามภาพบรรยากาศ ผลงาน และวิดีโอประมวลภาพจากงาน ICT Silpakorn Showcase in Collaboration with SICTAS 2026 ได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ทั้งนี้สามารถดูภาพกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.facebook.com/share/v/1FkiPnZPnS/?mibextid=wwXIfr

คุณแหน : 20 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 20 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 20 มิถุนายน 2569

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.24 น.

•• ขอแสดงความยินดีกับ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา กรรมการบริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เนื่องในโอกาสที่คณะรัฐมนตรี มีมติแต่งตั้งให้เป็น “กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ”…

•• เก่าไป-ใหม่มา อดีตนายกสมาคมสื่อสารมวลชน มช. ดร.ชลวิทย์ สุขอุดม นัดนายกสมาคมฯ คนใหม่ อกนิษฐ์ มาโนษยวงศ์ รับมอบสมุดธนาคารของสมาคมฯ โดยมีอดีตเลขาธิการฯ ศุลีพร โชควิวัฒนร่วมเป็นสักขีพยาน…หลังจากนั้นได้พากันไปกราบนมัสการหลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร เพื่อเป็นสิริมงคลในการดำเนินการสมาคมฯต่อไป…

•• ขอร่วมไว้อาลัยและขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับ น.ท.มัธยัณห์ ไกรสรทองศรี ในการจากไปของภรรยา พล.อ.ต.หญิงสุภาวดี ไกรสรทองศรี พิธีประชุมเพลิง จัดวันนี้(20 มิ.ย.) 17.00 น. ณ เมรุ 1 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน…พล.อ.ต.หญิงสุภาวดีฯ เป็นอดีตหน้าห้องและนายทหารประจำสำนักงานโฆษกกองทัพอากาศ ในยุค พล.อ.อ.มณฑล สัชฌุกร เป็นโฆษกฯ……ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติสัมปรายภพด้วยเทอญ…

•• ด้วยพลังในดนตรี พลังใจ ศิษย์เก่า มธ.ร่วมสร้างสะพานบุญเพื่อโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จัดกันที่บ้านเขาใหญ่ ของ ชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์ อดีตผู้ว่าฯ การเคหะแห่งชาติ ศิษย์เก่าเศรษฐศาสตร์ มธ. ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธา ร่วมทำบุญบริจาคที่ธนาคารกรุงไทย เลขบัญชี 108-020-223-4 …

•• ทำหน้าที่น้องกตัญญูดูแลพี่สาวที่ป่วยไข้ จนนาทีสุดท้าย ถึงเวลาหาความสำราญส่วนบุคคลบ้าง ยามนี้ ธนิต วิจิตรพันธุ์ ปลีกวิเวกไปอยู่คอนโดที่หัวหิน ซึ่งไม่ได้ไปเซย์ฮัลโหลกุ้ง หอย ปู ปลามานาน 2 ปีเต็ม…อย่างไรก็ดีเจ้าตัวจะกลับเข้า กทม. ทัน 28 มิ.ย. เพื่อใช้สิทธิ์ใช้เสียง เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.และ สก.ตามระบอบประชาธิปไตย…อย่าถามว่า เลือกใคร คุณพี่เกรงว่าจะผิดกฎหมาย จึงขอไม่ชี้นำเป็นอันขาด…

•• วิทเยนทร์ มุตตามระ แห่ง บ.Around The World จำกัด แจ้งมาว่า CSR เพื่อสังคม ในเรื่องการรับบริจาคโลหิตจากผู้มีจิตศรัทธาทุกๆ 3 เดือน นั้น สำหรับ มิ.ย.นี้ กำหนด 26 มิ.ย.09.00-15.00 น. ที่บริษัทฯ…ผู้มีจิตกุศลร่วมบริจาคโทรสอบถามได้ที่โทร.061-421-011-0 และหากอยู่ในรัศมีใกล้บริษัทฯระยะ 5 กิโลเมตร มีรถรับ-ส่งฟรี…

•• นี่ก็มีจิตกุศลเหมือนกัน ครูหมู – มนธิกาญ ธนันกุลจิรา อดีตนักร้องของวงดนตรี กทม. ตอนนี้มาเป็นครูสอนร้องเพลงที่ศูนย์นันทนาการผู้สูงวัย บางขุนเทียน…ครูบอกศิษย์ชราว่าจะมาเป็นนักร้อง ต้องแต่งตัวให้ดูดีคนฟังจะได้เจริญหู เจริญตา เจริญใจ…ถูกใจใช่เลยค่ะ คุณครู !!… ••

บารอนเนส

‘ยุติธรรม’คอนเฟิร์ม เสก โลโซ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ พ้นคุก 24 มิ.ย.นี้

'ยุติธรรม'คอนเฟิร์ม เสก โลโซ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ  พ้นคุก 24 มิ.ย.นี้

‘ยุติธรรม’คอนเฟิร์ม เสก โลโซ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ พ้นคุก 24 มิ.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.51 น.

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 จากกรณีเพจ Facebook ชื่อ “SEK LOSO” ได้โพสต์ข้อความแจ้งเรื่องกำหนดการปล่อยตัวเสก โลโซ ในวันพุธที่ 24 มิ.ย.69 ณ เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี พร้อมระบุว่า ในวันดังกล่าว เวลา 08.00 น. ขอความกรุณาสื่อมวลชนสแตนด์บายบริเวณด้านหน้าเรือนจำเปิดโซนน้ำตก และในเวลา 09.00 น. เสกโลโซ จะได้รับการปล่อยตัวและเดินทางออกจากเรือนจำฯ ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับกรณีของนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือเสก นักโทษเด็ดขาด ในคดีฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองฯ ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ เสพเมทแอมเฟตามีน และ 3,4 เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน กำหนดโทษไว้ 2 ปี 12 เดือน 20 วัน (หักขัง 3 วัน) นับแต่วันที่ 20 พ.ค.2568 ซึ่งจะพ้นโทษ ในวันที่ 31 พ.ค.2571 ได้รับการคัดเลือกเข้าอบรมโครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ หลักสูตร “การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตของผู้ต้องขัง“ ภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (หลักสูตร 5 เดือน) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ณ เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง สังกัดเรือนจำกลางเพชรบุรี ซึ่งมีกำหนดการอบรม ระหว่างวันที่ 23 ม.ค.69 – 23 มิ.ย.69

รายงานภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.69 พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 มีผลใช้บังคับ ทำให้นายเสกสรรค์ ซึ่งมีสถานะเป็นนักโทษเด็ดขาด เข้าเกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ตามมาตรา 9 (2), 10 (2) จึงได้พระราชทานอภัยลดโทษ 5 เดือน 20 วัน จากกำหนดโทษ 2 ปี 12 เดือน 20 วัน จึงคงเหลือกำหนดโทษ 2 ปี 6 เดือน 30 วัน และจะพ้นโทษในวันที่ 13 ธ.ค.2570 ทั้งนี้ เนื่องด้วยนายเสกสรรค์ ได้รับความเห็นชอบให้พักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษจากคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ เมื่อครั้งการประชุมวันที่ 27 พ.ค.69 ที่ผ่านมา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้อนุมัติพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.69 จึงเป็นเหตุให้เรือนจำกลางเพชรบุรี จะดำเนินการปล่อยตัวนายเสกสรรค์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษเพื่อคุมประพฤติ พร้อมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ในวันพุธที่ 24 มิ.ย.69 (หลังจากการปิดอบรมตามโครงการฯ ในวันที่ 23 มิ.ย.69)

รายงานภายในกระทรวงยุติธรรม เผยต่อว่า นายเสกสรรค์ ได้รับโทษจำคุกมาแล้ว 1 ปี 1 เดือน 9 วัน และมีระยะเวลาคุมประพฤติ 1 ปี 5 เดือน 21 วัน โดยในระหว่างการคุมประพฤติ นายเสกสรรค์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมประพฤติ จนกว่าจะพ้นโทษ

เปิดคลังรถหรู 50 คัน ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ จากนักสะสมรถตัวพ่อ สู่จุดเริ่มต้นธุรกิจ

เปิดคลังรถหรู 50 คัน 'ฟิล์ม รัฐภูมิ' จากนักสะสมรถตัวพ่อ สู่จุดเริ่มต้นธุรกิจ

เปิดคลังรถหรู 50 คัน ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ จากนักสะสมรถตัวพ่อ สู่จุดเริ่มต้นธุรกิจ

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.20 น.

เปิดคลังรถหรู 50 คัน! ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ เผยจุดเริ่มต้นธุรกิจ ‘Classic Boy’ ซื้อรถมินิหลักแสนพุ่งสู่หลักล้าน

กลายเป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์อีกครั้ง หลังจากที่ YouTube Life of Cars Bkk – ตามติดชีวิต 4 ล้อ พาชมคลังรถสุดหรูและรถคลาสสิคสะสมกว่า 50 คันของอดีตซุปเปอร์สตาร์หนุ่ม “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” พร้อมเปิดเผยไลฟ์สไตล์การใช้รถ และจุดเริ่มต้นของธุรกิจรีสโตว์รถคลาสสิคที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

ภายในโรงรถส่วนตัวเต็มไปด้วยรถยนต์หลากหลายรูปแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็น  Porsche 911 รถสปอร์ตในฝันตั้งแต่เด็กที่ฟิล์มเล่าว่าเก็บเงินซื้อมาในราคาประมาณ 12 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันราคาตลาดขยับขึ้นไปถึง 14 ล้านบาทแล้ว เจ้าตัวเผยว่าชอบดีไซน์และความเท่ แต่อาจจะกระด้างไปนิดสำหรับถนนเมืองไทย ต่อด้วย Tesla Model 3 รถไฟฟ้าที่ฟิล์มหลงรักในความนุ่มนวลและเทคโนโลยี ซื้อมาช่วงจองแรกๆ ประมาณ 3 ล้านต้นๆ แอบติดจอเพิ่มฝั่งคนขับ และชอบใช้เล่นเกมสร้างเมืองฆ่าเวลาตอนจอดรอ Audi TTS รถสปอร์ตคูเป้ขับสบายนุ่มนวล ขับง่าย เร่งติดมือ เหมาะสำหรับวันสบายๆ Ford Ranger Raptor รถกระบะสายลุยช่วงล่างนุ่มนวล ที่ซื้อไว้สำหรับขนของและเดินทางไปดูแลรีสอร์ทที่จังหวัดกาญจนบุรี ตกแต่งสไตล์แคมป์ปิ้งตามใจคุณพ่อ Volkswagen Caravelle รถตู้ VIP ที่ฟิล์มยอมรับว่าเป็นรถที่ “ใช้งานบ่อยที่สุด” เนื่องจากเป็นคนง่วงนอนง่ายหากต้องขับรถเองนานเกิน 1 ชั่วโมง จึงมักจะนั่งรถตู้ไปกองถ่ายหรือไปประชุมงานเป็นหลัก

ฟิล์มเปิดเผยว่าตนเองเป็นคนที่ “บ้าและหลงรักรถคลาสสิคมาตั้งแต่เด็ก” โดยมีรถสะสมในอู่รวมกว่า 50 คัน จุดพลิกผันเริ่มต้นขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ทีมงานโปรดักชั่นว่างงาน จึงเกิดไอเดียทำรายการเกี่ยวกับรถคลาสสิคชื่อ “Classic Boy” ทางช่อง YouTube

“มินิ คูเปอร์ คันเล็กๆ สมัย 20 ปีที่แล้ว ผมซื้อเก็บไว้แค่ 2 แสนบาท ปัจจุบันคันละ 1.8 ล้านบาท ผมเก็บสะสมและแต่งเองจนรู้ทุกจุด พอทำรายการคนก็เชื่อถือ เริ่มติดต่อส่งรถมารีสโตว์ (Restore) และขอซื้อรถคลาสสิคที่สะสมไว้จนขายหมดเกลี้ยง กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลักที่สร้างเนื้อสร้างตัวให้ผมตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จนต้องสร้างอู่เก็บรถ 2 ชั้นขึ้นมาโดยเฉพาะ” ฟิล์ม รัฐภูมิ กล่าว

ขอบคุณ : Life of Cars Bkk – ตามติดชีวิต 4 ล้อ

บุ๋ม ปนัดดา ฟาดข่าวปลอม ลั่น ใครแช่งขอให้คำนั้นคืนตัว หลังถูกกุข่าวป่วยมะเร็งระยะ 2 อาการทรุดหนัก

บุ๋ม ปนัดดา ฟาดข่าวปลอม ลั่น ใครแช่งขอให้คำนั้นคืนตัว หลังถูกกุข่าวป่วยมะเร็งระยะ 2 อาการทรุดหนัก

บุ๋ม ปนัดดา ฟาดข่าวปลอม ลั่น ใครแช่งขอให้คำนั้นคืนตัว หลังถูกกุข่าวป่วยมะเร็งระยะ 2 อาการทรุดหนัก

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.52 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ทันที เมื่อดารานักแสดงและพิธีกรชื่อดัง “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ออกมาโพสต์ตอบโต้อย่างดุเดือด หลังถูกเพจปลอมกุข่าวลือสร้างความเสียหายเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของเธอเปิดชนวนเหตุเพจกุข่าวปลอมอ้างป่วยมะเร็ง-หมอสั่งงดเยี่ยมจากกรณีที่มีการแชร์โพสต์จากเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “แหม่มโพธิ์ดำ” ซึ่งได้โพสต์ภาพของบุ๋ม ปนัดดา ในสภาพสวมหน้ากากออกซิเจน พร้อมระบุข้อความพาดหัวชวนตกใจว่า “แห่ส่งกำลังใจ นางเอกรุ่นใหญ่ ป่วยมะเร็งระยะ 2 แล้ว เพราะ… ทรุดหนัก..! บุ๋ม ปนัดดา หมอสั่ง งดเยี่ยม”

ภาพดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกและความเป็นห่วงให้กับแฟนคลับเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางงานนี้ “บุ๋ม ปนัดดา” โต้กลับทันควัน แข็งแรงดีไม่ได้เป็นมะเร็ง

หลังจากกระแสข่าวปลอมดังกล่าวแพร่กระจายออกไป บุ๋ม ปนัดดา ได้แคปภาพหน้าจอดังกล่าวมาโพสต์ลงในอินสตาแกรมส่วนตัว (⁠@boompanadda⁠) พร้อมประทับตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ระบุชัดเจนว่า “ข่าวปลอม” เพื่อยืนยันความจริงโดยเธอได้ระบุแคปชันฟาดกลับเพจกุข่าวลืออย่างเจ็บแสบว่า “ชีวิตปนัดดายังสบายดีค่ะ แข็งแรงมากด้วย และไม่ได้เป็นมะเร็งนะคะ #ใครแช่งอะไรไว้ขอให้คำนั้นคืนสู่ตัว #สาธุ #อิหอยหลอด”

คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก

คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก

คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก

วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.18 น.

คนไทยเตรียมเฮ! ‘วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร’ จ่อนั่งแท่นมรดกโลก ‘สุชาติ’ ชูความสำเร็จนโยบายรัฐบาลยกระดับทุนวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก”

วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของประเทศ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ควบคู่กับการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์และการท่องเที่ยวคุณภาพสู่ระดับสากล โดยล่าสุด ได้รับรายงานจาก ดร. รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวง ทส. ว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มได้รับข่าวดีจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–29 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ที่จะพิจารณาการเสนอ “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช” ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในช่วงวันที่ 24–26 กรกฎาคม 2569

นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกได้เสนอแนะให้ขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร เป็นแหล่งมรดกโลก โดยเห็นถึงคุณค่าโดดเด่นในฐานะแหล่งสะท้อนความหลากหลายทางศาสนา ความเชื่อ และจิตวิญญาณที่สืบทอดต่อเนื่องยาวนานกว่า 1,500 ปี รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่อิทธิพลทางศาสนาและศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียภาคพื้นสมุทร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความคืบหน้าดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับจังหวัดนครศรีธรรมราชและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านวิชาการ การอนุรักษ์ และการบริหารจัดการพื้นที่ตามมาตรฐานสากล

นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารได้รับการขึ้นทะเบียน จะเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทย เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 ของประเทศ และเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของภาคใต้ ซึ่งนอกจากจะเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศแล้ว ยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการนำมรดกทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นพลังสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าอันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป

เปิดโครงการต้นแบบ SEA ยกระดับ’จะนะ’ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

เปิดโครงการต้นแบบ SEA ยกระดับ'จะนะ'ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

เปิดโครงการต้นแบบ SEA ยกระดับ’จะนะ’ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.19 น.

เปิดรายละเอียดการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี ยกระดับ “จะนะ” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

19   มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญรับทราบและเห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์         (Strategic Environmental Assessment: SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นวาระแห่งชาติที่มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่าง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคและของประเทศในอนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี (แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ) ตามที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี 8 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 –   28 สิงหาคม 2568)

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ดังนี้

 คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 ตุลาคม 2559 และ 7 พฤษภาคม 2562) อนุมัติในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยนำร่องในพื้นที่ (1) อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบ อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร (2) อำเภอ สุไหงโก – ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ (3) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งต่อมาได้ขยายผลไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตเพื่อยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร ซึ่งต่อมาชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเรียกร้องให้หยุดโครงการ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำ SEA เพื่อเสนอให้ครม.รับทราบเป็นมติครม. หากไม่มีผู้ใดในครม.คัดค้าน ก่อนเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอให้สร้างการพัฒนาอำเภอจะนะที่ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดทำ SEA เพื่อแสวงหารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม กระจายรายได้ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม

ต่อมา สศช. ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินโครงการการจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ วงเงิน 27.95 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2565 – 28 สิงหาคม 2568 โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น การตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาการจัดทำแผนการติดตามและประเมินผลของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ การจัดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการพัฒนาและการประเมินทางเลือก

การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วยกระบวนการ SEA มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ การยอมรับร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานจะใช้รูปแบบการวางแผนแบบบูรณาการ

2. มอบหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีต่อไป

ยกระดับ “จะนะ” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

หัวใจสำคัญของแผนพัฒนาครั้งนี้ คือการผลักดันอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” (เมืองต้นแบบที่ 4) โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นโมเดลการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบครบวงจร มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความกินดีอยู่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

การดำเนินโครงการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว

SEA: รากฐานของความสำเร็จและการยอมรับ

มติ ครม. ที่เห็นชอบให้เดินหน้าผ่านกระบวนการ SEA ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 กลุ่ม รวมกว่า 5,000 คน

กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนาจะเกิดความสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่

เดินหน้าแผนแม่บทฯ สู่ความสำเร็จร่วมกัน

จากความคืบหน้าดังกล่าว ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้

• ยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่

• สร้างรายได้และโอกาสทางอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับ GDP และเศรษฐกิจฐานราก

• พัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรมูลค่าสูงของภาคใต้

โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่สงขลา–ปัตตานี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาพื้นที่ไปสู่ความสันติสุข ความมั่งคั่ง และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานชาวใต้และประชาชนชาวไทยทุกคน

สรรเพชญตรวจสอบตึกรพ.สงขลา

สรรเพชญตรวจสอบตึกรพ.สงขลา

สรรเพชญตรวจสอบตึกรพ.สงขลา

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.58 น.

“สรรเพชญ” ติดตามตึก 9 ชั้น รพ.สงขลา ย้ำไม่ทุบทิ้ง เร่งเดินหน้าโครงการเพื่อประชาชน เร่งรื้อถอนเครนภายใน 3 วันหวั่นกระทบความปลอดภัย

วันนี้ (19 มิ.ย.) ที่โรงพยาบาลสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ 9 ชั้น ของโรงพยาบาลสงขลา หลังประสบปัญหาผู้รับเหมารายเดิมทิ้งงาน ส่งผลให้โครงการล่าช้ากว่ากำหนด โดยมีนายจิรวัฒน์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายแพทย์ปพน ดีไชยเศรษฐ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา พร้อมนพ.รัตนพล ล้อประเสริฐกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลา ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมติดตามและรายงานความคืบหน้าโครงการอย่างใกล้ชิด

นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า  ตนในฐานะตัวแทนของคณะรัฐมนตรี และได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีความห่วงใยในโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ 9 ชั้นแห่งนี้ ถือเป็นโครงการสำคัญด้านสาธารณสุขของจังหวัดสงขลา ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง จึงได้ประสานงานร่วมกับจังหวัดสงขลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้โดยเร็วที่สุด

สำหรับโครงการดังกล่าวมีวงเงินก่อสร้างรวม 426 ล้านบาท ปัจจุบันมีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ต้องบอกเลิกสัญญากับผู้รับเหมารายเดิม เนื่องจากมีความล่าช้าในการส่งมอบงานอย่างต่อเนื่อง จนมีค่าปรับสะสมเกินร้อยละ 10 ของวงเงินสัญญา และระยะเวลาก่อสร้างเกินกว่าที่กำหนดไว้ ส่งผลให้โรงพยาบาลสงขลาสามารถดำเนินการยกเลิกสัญญาตามกฎหมายได้

ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการปรับราคากลางใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนวัสดุก่อสร้างและราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ก่อนเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณา และดำเนินการจัดทำ TOR เพื่อเปิดประมูลหาผู้รับเหมารายใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 และใช้ระยะเวลาก่อสร้างต่ออีกประมาณ 2-3 ปี จึงจะสามารถเปิดใช้งานได้อย่างสมบูรณ์

ด้านความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร วิศวกรของโรงพยาบาลสงขลายืนยันว่า ตัวอาคารที่ก่อสร้างแล้วเสร็จบางส่วนยังมีความมั่นคงแข็งแรงและได้มาตรฐาน สามารถดำเนินงานต่อได้ โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนกังวลเกี่ยวกับเครนและนั่งร้านที่ยังคงอยู่ในพื้นที่นั้น ได้ข้อสรุปให้ผู้รับเหมารายเดิมเข้ารื้อถอนออกโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม หากผู้รับเหมารายเดิมไม่ดำเนินการ จังหวัดสงขลาได้อนุมัติงบประมาณสำรองจ่ายจำนวน 300,000 บาท เพื่อให้โรงพยาบาลดำเนินการรื้อถอนเองทันที เพื่อความปลอดภัยของประชาชน พร้อมดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและค่าปรับจากผู้รับเหมารายเดิมตามกฎหมายต่อไป

นายสรรเพชญ ยังยืนยันว่า “ขอยืนยันตรงนี้ว่ากระแสข่าวเรื่องการทุบตึกทิ้งไม่เป็นความจริง ตึกนี้ไม่มีการทุบทิ้งแน่นอน” พร้อมระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อให้อาคารสามารถเปิดให้บริการประชาชนได้โดยเร็วที่สุด ส่วนแนวทางการใช้ประโยชน์ในอนาคต จะมีการพิจารณาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยและทิศทางการพัฒนาระบบสาธารณสุข อาจมีการปรับพื้นที่บางส่วนเป็นศูนย์รักษาเฉพาะทาง หรือคลินิกพรีเมียม เพื่อรองรับการให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ 9 ชั้น โรงพยาบาลสงขลา เริ่มสัญญาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 และกำหนดแล้วเสร็จวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 โดยจากการตรวจสอบพบความล่าช้าของการส่งมอบงานในหลายงวด จนนำไปสู่การบอกเลิกสัญญาและเตรียมดำเนินการจัดจ้างผู้รับเหมารายใหม่ เพื่อให้โครงการสำคัญของจังหวัดสงขลาแห่งนี้สามารถเดินหน้าต่อและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

015