สส.ภท.ออกโรงโต้! ปม สส.วิ่งรอกเซ็นชื่อหลาย กมธ. รับเบี้ยวันละ 5-6 พัน

สส.ภท.ออกโรงโต้! ปม สส.วิ่งรอกเซ็นชื่อหลาย กมธ. รับเบี้ยวันละ 5-6 พัน

สส.ภท.ออกโรงโต้! ปม สส.วิ่งรอกเซ็นชื่อหลาย กมธ. รับเบี้ยวันละ 5-6 พัน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.42 น.

ไร้ข้อเท็จจริง-ทำเสียเกียรติผู้แทน! “สส.ภูมิใจไทย”ออกโรงโต้ ปม”สส.วิ่งรอกเซ็นชื่อหลาย กมธ.”รับเบี้ยวันละ 5-6 พัน งัดกฎหมายยันเบิกได้ไม่เกิน 2 ครั้ง

18 มิถุนายน 2569 ทึ่รัฐสภา นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ สส.ที่ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการหลายคณะ ถูกตั้งข้อสังเกตมีการเดินเข้าออกห้องประชุมหลายแห่ง เพื่อรับเบี้ยประชุมวันละ 5,000 – 6,000 บาท ว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และอาจส่งผลกระทบต่อเกียรติยศและภาพลักษณ์ของ สส.โดยรวม ทั้งนี้ ตามมาตรา 13 วรรคสาม แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น พ.ศ.2555 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่า สส.สามารถดำรงตำแหน่งเป็นกรรมาธิการได้หลายคณะ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ คณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือคณะอนุกรรมาธิการก็ตาม แต่ในส่วนของเบี้ยประชุมนั้น กฎหมายกำหนดให้สามารถเบิกได้เพียงวันละ 1 ครั้ง และหากมีการประชุมมากกว่า 2 ครั้งในวันเดียวกัน ก็สามารถรับเบี้ยประชุมได้ไม่เกิน 2 ครั้งเท่านั้น

“การกล่าวอ้างว่า สส.บางรายวิ่งเข้าออกห้องประชุมหลายคณะเพื่อรับเบี้ยประชุมจำนวน 5,000 – 6,000 บาทต่อวัน จึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามกฎหมาย เนื่องจากแม้จะเข้าร่วมประชุมหลายคณะ ก็ไม่สามารถเบิกเบี้ยประชุมได้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้” นายฤทธิรงค์ กล่าว

นายฤทธิรงค์ กล่าวต่อว่า การวิพากษ์วิจารณ์หรือให้ข้อมูลต่อสาธารณะควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และควรคำนึงถึงการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน เพราะการกล่าวหาที่คลาดเคลื่อนอาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคม และทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลที่ถูกพาดพิง

เมื่อถามว่า กระแสข่าวดังกล่าวมีมูลความจริงหรือไม่ นายฤทธิรงค์ กล่าวว่า เป็นประเด็นที่สังคมนำไปวิพากษ์วิจารณ์กัน แต่ในทางปฏิบัติสมาชิกแต่ละคนมีวิธีการทำงานแตกต่างกัน ยกตัวอย่างกรณีของตนเองเมื่อวันที่ผ่านมา ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในคณะกรรมาธิการถึง 4 คณะ แต่ตนเลือกเข้าร่วมประชุมเพียง 2 คณะเท่านั้น เนื่องจากเป็นคณะที่ตนให้ความสนใจและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนอีก 2 คณะ หากมีองค์ประชุมครบถ้วนก็สามารถดำเนินการประชุมต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องมีตนเข้าร่วม ทั้งนี้ แม้ในทางสมมุติว่าตนจะลงชื่อเข้าประชุมครบทั้ง 4 คณะในวันเดียวกัน ก็ยังคงได้รับเบี้ยประชุมได้ไม่เกิน 2 ครั้งตามที่กฎหมายกำหนดอยู่ดี ไม่สามารถเบิกเบี้ยประชุมได้ตามจำนวนคณะกรรมาธิการที่เข้าร่วมประชุม

นายฤทธิรงค์ กล่าวด้วยว่า การทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสมาชิกแต่ละคนว่าจะเลือกทุ่มเทเวลาให้กับคณะใดเป็นพิเศษตามความรู้ ความสามารถ และความถนัดของตน เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และไม่ควรนำจำนวนคณะกรรมาธิการที่สมาชิกสังกัดไปเชื่อมโยงว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์จากเบี้ยประชุม เพราะมีกฎหมายควบคุมและกำหนดเพดานการเบิกจ่ายไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว

สว.สำรอง บุกสภาฯ หอบหลักฐาน ใบสั่งเลือก สว. 138 คน ส่งฝ่ายค้าน

สว.สำรอง บุกสภาฯ หอบหลักฐาน ใบสั่งเลือก สว. 138 คน ส่งฝ่ายค้าน

สว.สำรอง บุกสภาฯ หอบหลักฐาน ใบสั่งเลือก สว. 138 คน ส่งฝ่ายค้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.31 น.

“สว.สำรอง”หอบหลักฐาน “ใบสั่งเลือก สว. 138 คน”ส่ง”ฝ่ายค้าน” จี้”กกต.”ทำงานโปร่งใส นำสำนวน”คกก.ไต่สวนชุดที่ 26″เร่งส่งศาลฎีกา ด้าน”พริษฐ์”ชวนจับตาจะยื่นฟ้องหรือยกคำร้อง”229 สว.” ทำหนังสือถามตั้งคณะอนุวินิจฉัยคณะที่ 36 ไม่ใช้คณะที่มีอยู่ เผย”7 เสือ กกต.”อยู่ระหว่างถกข้อมูลรายงานคณะฯ ชุดที่ 26-คณะอนุฯ ชุด 36

18 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) รับมอบหลักฐานจากกลุ่ม สว.สำรอง นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล , น.ส.ณัฐนันท์ ทองดีวงศ์ และนายมนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการการเลือกตั้ง เพื่อมอบแฟ้มหลักฐาน “ลับ” สำคัญที่สุด คดีฮั้ว สว.

โดย นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีการเปิดเผยคลิปบรรยากาศการเลือก สว.ในปี 67 จนทำให้หลายคนตั้งคำถามรวมถึง สว.ที่ทำหน้าที่อยู่ตอนนี้ว่าใครเป็นผู้นำมาเปิด คลิปที่ได้มาใครอนุญาตให้มาเปิด ซึ่งอีกฝ่ายบอกว่าในคลิปไม่สามารถที่จะเหมารวมได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สว.ทั้งหมดกระทำความผิด นี่คือสิ่งที่ สว.สำรอง กำลังขับเคลื่อนต่อสู้เรื่องนี้ แต่ในคลิปที่เกิดขึ้น มีกระบวนการโกง สว.จนประสบผลสำเร็จ 138 คน แต่ที่ผ่านมามีกระบวนการพยายามจะล้มคดีฮั้ว สว.แล้วคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่ถูกต้อง สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรมแล้วหรือไม่ วันนี้จึงได้นำหลักฐาน ที่เก็บมาตลอด 2 ปี ไม่ว่าจะจากสถานที่เกิดเหตุ หรือโรงแรมที่พัก รวมถึงจังหวัดต่างๆ ที่ก่อให้เกิดกระบวนการนี้ นอกจากนี้ โพยที่จะนำเข้าสู่คูหาการเลือกตั้งได้นั้น เรียกว่า สว.3 ที่ได้มาในขั้นตอนระดับจังหวัด แต่ กกต.นำมากล่าวอ้างว่าโพยไม่ผิด สามารถนำเข้าไปในคูหาได้ กกต.กำลังสร้างความสับสนให้กับประชาชน ทั้งที่ กกต.พูดเองว่าการเลือกตั้งเป็นของประชาชน กกต.มีหน้าที่จัดให้ประชาชนมาพบกัน ส่วนการตรวจสอบเพื่อความสุจริตเที่ยงธรรมโปร่งใสให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา นี่คือสิ่งที่ตนทำแล้ว เห็นว่ามีการโกง ทุจริตกันจริง

นายอัครวัฒน์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนนำมาวันนี้คือใบสั่ง ต้องเลือก สว. 138 คน อาจจะมีสมาชิกพรรคการเมืองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ซึ่งคณะกรรมการชุดที่ กกต.ตั้งขึ้นมาก็ได้ออกหมายเรียกหนึ่งในนั้นมีนายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา รวมถึงรัฐมนตรีอีกหลายคน นอกจากนี้ ในโพยนั้นมีชื่อและหมายเลขอย่างชัดเจน เช่น ของ นายมงคล สุระสัจจะ หมายเลข 84 ได้คะแนนมาเป็นลำดับ 1 ในกลุ่มนั้นๆ ได้ 67 คะแนน พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ หมายเลข 7 ได้ 74 คะแนน นั่นหมายความว่าในแต่ละกลุ่มมีการลงคะแนนซ้ำๆ กัน ต้องออกมาชี้แจงให้สังคมรับทราบว่าได้คะแนนเหล่านี้มาอย่างไร เป็นเรื่องที่น่าสงสัยหรือไม่ พร้อมขอให้ กกต.รีบทำสำนวนเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด และโปร่งใสโดยนำสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ส่งศาลฎีกาโดยเร็วที่สุด

จากนั้น นายพริษฐ์ กล่าวขอบคุณการยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม และในฐานะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระฯ ของสภาฯ ที่ตรวจสอบเรื่องนี้จะนำข้อมูลหลักฐานตรวจสอบเพิ่มเติม พร้อมชี้ว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ กกต.จะมีมติทางใดทางหนึ่ง กับการดำเนินการว่าจะยกคำร้องหรือยื่นฟ้องต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไปยังศาลฎีกา ภายใน 90 วัน โดยกรรมาธิการองค์กรอิสระฯ ได้พิจารณาวาระนี้เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.และการเลือกตั้งปี 2569 จากข้อมูลที่ตัวแทน กกต.มาชี้แจงได้เปิดเผยว่าขณะนี้ กกต.อยู่ระหว่างการดำเนินตรวจสอบข้อมูล 2 ชุด คือ 1.รายงานของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีสรุปรายงานว่าให้ยื่นฟ้อง กับ 2.คณะอนุชุดที่ 36 ซึ่งผลสรุปรายงานให้ยกฟ้อง สวนทางกัน ซึ่งกรรมาธิการพยายามตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะทั้ง 2 ชุด เกี่ยวกับความรอบคอบในการพิจารณา เพื่อพิจารณาว่าข้อมูลของคณะไหนมีความน่าเชื่อถือมากกว่ากัน

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ซึ่งคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีการตรวจสอบร่วมกันระหว่าง กกต.และดีเอสไอ ใช้เวลา 120 วันตรวจสอบ มีผลตรวจสอบยาว 90,000 หน้า ยังมีความเห็น ของกรรมการความยาว 1,000 หน้า รวมถึงการสอบพยานบุคคล 100 คน โดย ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ในฐานะประธานคณะสอบสวนชุดที่ 26 ไม่ได้ตอบว่าในสำนวนมีหลักฐานอะไรบ้าง เพียงยืนยันว่ามีประเภทหลักฐานที่หลากหลาย เช่น หลักฐานการนัดหมาย การตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์รวมถึงเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า กรรมาธิการยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าคณะอนุวินิจฉัยที่ 36 มีกรอบเวลาในการพิจารณา จำนวนครั้งในการประชุม และผลสรุปที่ออกมาได้ข้อสรุปอย่างไร และคณะชุดนี้เป็นการตั้งขึ้นพิเศษขึ้นมา ไม่ได้ใช้ 35 คณะที่มีอยู่แล้ว และ 7 คน ที่เป็นอนุกรรมการไม่ได้ใช้คนมาจากคณะอนุที่มีอยู่ 35 ชุด แต่แต่งตั้งคนนอก ทางกรรมาธิการจึงทำหนังสือสอบถามไปยัง กกต.เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมเชิญชวนสังคมตรวจสอบในประเด็นนี้ เพื่อเทียบเคียงมาตรฐานการทำงานของคณะตรวจสอบ 2 ชุด เพื่อที่จะได้สรุปว่าชุดไหนมีพยานหลักฐานหนักแน่นมากกว่ากัน

นายพริษฐ์ กล่าวถึงกรณีที่เลขาธิการ กกต.จะเอาผิดผู้ที่เผยแพร่คลิปวันเลือก สว.ที่ได้นำมาเผยแพร่ว่า หน้าที่ของ กกต.ในตอนนี้คือ การน่าตรวจสอบในทุกเรื่องที่มีความปรากฏหรือเรียกร้องให้ กกต.มีสมาธิในการตรวจสอบ และทำงานอย่างตรงไปตรงมาในคดีฮั้ว สว.

“ตั้งข้อสังเกตในเชิงข้อกฎหมายจริงๆ กกต.มีหน้าที่ในการบันทึกคลิปไว้อยู่แล้วในการเลือก ทั้งระดับอำเภอ จังหวัด ประเทศ หากตรวจสอบว่าคลิปมาจากหน่วยงานไหน รู้ว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่บันทึกคลิปคือ กกต. ไม่นับวันนี้ตัวแทน กกต.ชี้แจงด้วยว่าเคยมีกรณีในอดีต พอมีข้อสงสัยเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนรับความชัดเจน กกต.นำบางส่วนของคลิปมาเผยแพร่ให้ประชาชนรับรู้ จึงต้องถามกลับมากกว่าหาก กกต.มีคลิปเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในมือและมีข้อสงสัยจากสังคม ว่าเกิดอะไรการที่ กกต.จะเลือกเอาบางส่วนตอบข้อสงสัยได้มาเผยแพร่โดยไม่ขัดกฎหมายเชื่อว่า กกต.สามารถดำเนินการได้และทำให้เกิดความโปร่งใสทำให้ข้อหาได้รับคำตอบที่ชัดเจน” นายพริษฐ์ กล่าว

เชิญผู้แทนกลับ! กมธ. ย้ำต้องเป็นอธิบดี ปค.เท่านั้น แจงปม ช่วยน้ำเงินด้วย จ่อใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก

เชิญผู้แทนกลับ! กมธ. ย้ำต้องเป็นอธิบดี ปค.เท่านั้น แจงปม ช่วยน้ำเงินด้วย จ่อใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก

เชิญผู้แทนกลับ! กมธ. ย้ำต้องเป็นอธิบดี ปค.เท่านั้น แจงปม ช่วยน้ำเงินด้วย จ่อใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

กมธ.พัฒนาการเมือง เชิญผู้แทนอธิบดีกรมการปกครองกลับ เหตุให้ข้อมูลเชิงลึกปม ช่วยน้ำเงินด้วย ไม่ได้ ลั่นเจ้าตัวต้องมาเอง จ่อใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก ส่วน กกต.วันนี้มาเอง ถกความรับผิดชอบทางวินัย หากรู้เรื่องแต่ไม่จัดการ

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล โฆษกกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีอธิบดีกรมการปกครอง ไม่เข้าร่วมชี้แจงในกรณี “ช่วยน้ำเงินด้วย” ว่า ในการประชุม ต่อเนื่องมาจากการประชุมครั้งที่แล้ว ซึ่งมีการเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องโดยตรงคืออธิบดีกรมการปกครอง แต่ส่งผู้แทนเข้ามาร่วม ส่วนในวันนี้ได้มีการเชิญคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอธิบดีกรมการปกครองมาอีกครั้ง ซึ่งทางกกต.เดินทางมาด้วยตัวเอง

แต่ในส่วนของอธิบดีกรมการปกครองไม่ได้มา แต่ส่งผู้แทนมาเช่นเดิม ทางประธานกรรมาธิการจึงได้เชิญผู้แทนกลับ เนื่องจากเห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวมีผลได้ผลเสียกับประชาชน มีผลกระทบในวงกว้าง ไม่สามารถที่จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชามารับผิดชอบผลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะในกรรมาธิการมีการประชุมจดชวเลข และทุกอย่างที่พูดจะมีผลผูกพันตามกฎหมาย จึงได้เชิญท่านรองวินัยกลับไป พร้อมชี้แจงด้วยว่าครั้งหน้าถึงอย่างไรทางกรรมาธิการก็จะเชิญอธิบดีกรมการปกครองมาให้ข้อมูลต่อที่ประชุมให้ได้ 

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการพูดคุยกับทางกกต. เป็นอย่างไรบ้าง น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันถึงเรื่องของความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ดูแลโดยตรง ผู้บังคับบัญชาถ้าทราบเรื่องนี้แล้วไม่มีการจัดการไม่มีการตั้งคณะกรรมการควรจะมีความผิดทางวินัยหรือไม่ รวมถึงกรณีที่อธิบดีกรมการปกครองระบุว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้นั้น แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเลยดังนั้นคิดว่าการตรวจสอบที่คุณจะต้องเร่งมือดำเนินการกลับเกิดขึ้นได้ช้ามาก จริงๆ ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

เมื่อถามว่า เนื่องจาก 2 ครั้งแล้วที่อธิบดีกรมการปกครองไม่ได้มาด้วยตัวเอง ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้มีการชี้แจงที่เป็นลายลักษณ์อักษร น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า ไม่ได้ จริงๆ เราไม่ได้อยากใช้วิธีนี้ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วกรรมาธิการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงแล้วเจ้าตัวไม่ได้มา แต่กลับส่งตัวแทนมาแทน ซึ่งไม่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกหรือตอบแทนได้ และไม่สามารถที่จะรับผิดรับผิดชอบแทนผู้บังคับบัญชาได้ เราก็จะมีพ.ร.บ.อำนาจเรียกเจ้าตัวมาได้ในที่สุด แต่คำถามคือท่านจะดื้อแพ่งต่อไปจนถึงเมื่อไหร่ ยืนยันว่ากรรมาธิการจะติดตามเรื่องนี้จนถึงที่สุด ถึงอย่างไรเจ้าตัวก็ต้องมา รวมถึงต้องมีการชี้แจงผ่านเอกสารเพิ่มเติมด้วย ทั้ง 2 ส่วนต้องทำคู่กัน

เมื่อถามต่อว่า มีข้อกำหนดหรือไม่ว่าถ้าเชิญกี่ครั้งแล้วยังไม่มาถึงจะมีอำนาจในการเรียกตัวมาให้ข้อมูล น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า ตอนนี้เราเรียกในครั้งที่ 2 แล้วท่านยังไม่มาแต่ว่าเราจะต้องคุยกัน ในที่ประชุมก่อนว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร แต่สุดท้ายแล้วด้วยพ.ร.บ.อำนาจเรียก ท่านต้องมา

เลขาฯ ครม. เผยที่ประชุมวันนี้นัดพิจารณารายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ยันยังเป็นไปตามปฏิทิน

เลขาฯ ครม. เผยที่ประชุมวันนี้นัดพิจารณารายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ยันยังเป็นไปตามปฏิทิน

เลขาฯ ครม. เผยที่ประชุมวันนี้นัดพิจารณารายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ยันยังเป็นไปตามปฏิทิน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.37 น.

เลขาฯ ครม. เผยที่ประชุมวันนี้นัดพิจารณารายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 เตรียมให้ครม.เห็นชอบครั้งสุดท้ายอังคารหน้า ก่อนเสนอสภาพิจารณาวาระแรก ตามไทม์ไลน์ 1 ก.ค. ยันทุกขั้นตอนยังเป็นไปตามปฏิทิน

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบ นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. ในวันนี้เป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมถึงวาระอื่น ๆ อีก 2-3 เรื่อง

ทั้งนี้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในที่ประชุมครม.วันนี้เป็นการตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ครั้งสุดท้ายในวันอังคารหน้า เพื่อให้ความเห็นชอบ และจากนั้นจะเสนอไปยังสภาเพื่อพิจารณาวาระแรกในวันที่ 1 ก.ค.

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงวาระการประชุมที่มีประมาณ 7 เรื่องในวันนี้ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า เป็นเรื่องต่างๆที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็นำเข้าสู่วาระการประชุมในครั้งนี้ ส่วนร่างกฎหมายงบประมาณปี 2570 เป็นเรื่องที่มีกรอบเวลาตามปฏิทินงบประมาณ จึงต้องมีการจัดเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม และนายกรัฐมนตรีได้อนุญาตให้มีการประชุมในวันนี้

ทั้งนี้ กระบวนการยังคงเป็นไปตามปฏิทินงบประมาณที่กำหนดไว้ โดยมีเป้าหมายให้สามารถนำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระแรกได้ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ตามกำหนด ขณะที่รายละเอียดเชิงลึกของงบประมาณนั้น จะต้องสอบถามจากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณโดยตรง

สุรศักดิ์ เชียร์ อนุทิน ประเมินผลงาน รมต. ชี้สะท้อนชัดเจน แม้มีโควตา-เป็นคนใกล้ชิดก็หลุดได้

สุรศักดิ์ เชียร์ อนุทิน ประเมินผลงาน รมต. ชี้สะท้อนชัดเจน แม้มีโควตา-เป็นคนใกล้ชิดก็หลุดได้

สุรศักดิ์ เชียร์ อนุทิน ประเมินผลงาน รมต. ชี้สะท้อนชัดเจน แม้มีโควตา-เป็นคนใกล้ชิดก็หลุดได้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

สุรศักดิ์ เห็นด้วย อนุทิน ประเมินผลงาน รมต. ชี้สะท้อนชัดเจน แม้มีโควตา-เป็นคนใกล้ชิดก็หลุดได้ ย้ำ ทุกกระทรวงต้องเร่งทำงาน และชี้แจงปชช.ต่อเนื่องหากมีข้อสงสัย

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกรัฐมนตรีจะประเมินผลงานรัฐมนตรีของพรรค ภท. ทุก 1 ปี เพื่อให้เร่งทำผลงานว่า ดี นายกฯ ทำถูกต้องแล้ว ที่จะประเมินทุกกระทรวงว่า ใครเหมาะสมในการทำงาน แน่นอนว่า ถ้ารัฐมนตรีคนไหนไม่เหมาะก็เป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้วที่ผู้นำประเทศ หรือผู้ที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลจำเป็นจะต้องพิจารณาในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ถ้ารัฐมนตรีคนไหนไม่มีประสิทธิภาพ ทำงานไม่ได้มัน ก็หนีไม่พ้นความรับผิดชอบของนายกฯ เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องดีที่นายกฯ จะพิจารณาการทำงานของรัฐมนตรีทุกกระทรวง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือเป็นการกระตุ้นให้รัฐมนตรีได้เร่งทำงานหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า แน่นอน เมื่อมีการประเมินก็ต้องกระตุ้นอยู่แล้ว ความจริงแล้ว

“ผมเชื่อว่า การที่นายกฯพูดแบบนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ทุกคนจะต้องทำงานอย่างเต็มที่ เพราะบางครั้งการเมืองถูกมองเป็นเรื่องของโควตามากจนคิดว่า บางคนอาจจะยังอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไร หรือบางคนอาจจะเป็นบุคคลที่สำคัญ หรืออะไรก็ตาม ซึ่งตรงนี้นายกฯ แสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่มีใครที่จะสามารถยึดเก้าอี้เป็นของตัวเองได้นาน ถ้าไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่นายกฯพิจารณาเป็นหลักอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องว่า ใครจะเป็นคนสนิท หรือก๊วนนั้นใหญ่ ก๊วนนี้เล็ก และเวลาประชุมพรรค นายกฯ จะพูดกับ สส.และรัฐมนตรีเสมอว่า ต้องทำงาน เพราะเราเป็นแกนหลักของรัฐบาล ผลงานที่จะเกิดขึ้น นั่นคือ ความมั่นคงของรัฐบาล แต่ถ้าเราทำงานไม่ได้ รัฐบาลก็จะไม่มีความมั่นคง”

เมื่อถามว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ผ่านมารัฐบาลถูกโจมตีหลายเรื่อง แล้วไม่ค่อยมีใครช่วยออกมาชี้แจงกันหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วเป็นธรรมชาติของทุกที่ ทุกกระทรวงคงจะต้องมีเรื่องที่นักข่าวให้ความสนใจ หรือเรื่องที่ต้องชี้แจงกับประชาชน ตนถือว่า ทุกเรื่องที่โดนโจมตี เป็นโอกาสที่ดีของรัฐมนตรีของกระทรวงนั้นๆ ที่จะออกมาชี้แจงความจริงให้กับประชาชน และเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่รัฐมนตรีทุกคนต้องสื่อสาร เมื่อทำอะไรแล้วถ้าจะเกิดการโจมตีได้ ก็เพราะเกิดจากการสงสัย อาจจะพูดเรื่องที่สงสัยได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีทุกคน สมควรจะให้ข้อมูลที่ชัดเจนและชี้แจง อย่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหรือกระทรวงไหนก็ตามก็ต้องชี้แจง 

เปิดประวัติ ป้อม-ภาวุธ จากเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ สู่ สส.ส้ม เผชิญวิบากกรรม Forex

เปิดประวัติ ป้อม-ภาวุธ จากเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ สู่ สส.ส้ม เผชิญวิบากกรรม Forex

เปิดประวัติ ป้อม-ภาวุธ จากเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซ สู่ สส.ส้ม เผชิญวิบากกรรม Forex

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.06 น.

ในแวดวงการตลาดดิจิทัล ชื่อ “ป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” เป็นที่รู้จักกันมานาน แต่ในแวดวงการเมืองนั้น เริ่มเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง เมื่อพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดตัวให้เป็นทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านดิจิทัล ก่อนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยแม้พรรคประชาชนจะไม่ได้เป็นรัฐบาล และ “ป้อม-ภาวุธ” จะไม่ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่ “ป้อม-ภาวุธ” ก็ได้ก้าวเข้าสู้สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และเป็นทีมงานรัฐมนตรีเงาของพรรคด้วย

“สส.ป้อม-ภาวุธ” เป็นที่รู้จักมากขึ้นในทางการเมือง เมื่อเป็นผู้ริเริ่มตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ที่โด่งดังอยู่ในเวลานี้

“สส.ป้อม-ภาวุธ” ถูกกล่าวถึงมากที่สุด เมื่อเช้าวันที่ 18 มิถุนายน 2569 หลังเริ่มมีข่าวสะพัดว่า เขาคือ นักการเมือง ภ. ที่เกี่ยวพันกับกรณีดีเอสไอ ปฏิบัติการ “Shutdown the laundering” เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ตรวจค้น 24 จุด ยึดหลักฐานเกี่ยวกับการหลอกลวงลงทุนซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) รายใหญ่ โดยมีหลักฐานโยงไปถึงนักการเมือง ภ. และดารา ฟ.

อย่างไรก็ตาม “สส.ป้อม-ภาวุธ” ได้รีบออกมาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว แต่ขอยังไม่ชี้แจงรายละเอียด เพราะขอรอดูข้อมูลอย่างเป็นทางการจากดีเอสไอก่อน

สำหรับ “ป้อม-ภาวุธ” สำเร็จการศึกษา ปริญญาตรี สถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, ปริญญาโท MBA สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท Internet&E-Commerce มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยเป็นซีอีโอ บริษัท อี-ฟราสทรัคเชอร์ จำกัด, บริษัท เพย์ โซลูชั่น จำกัด และผู้ก่อตั้ง-ซีอีโอ ตลาดดอทคอม

“ป้อม-ภาวุธ” นับว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในสายงานการตลาดดิจิทัล ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว ก่อนจะเผชิญกับจุดทดสอบครั้งสำคัญในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

พรรคเศรษฐกิจ ยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’ จี้พบ DSI ก่อนสิ้นสุดเอกสิทธิ์ 11 ก.ค.นี้

พรรคเศรษฐกิจ ยื่นสอบจริยธรรม 'ชนนพัฒฐ์' จี้พบ DSI ก่อนสิ้นสุดเอกสิทธิ์ 11 ก.ค.นี้

พรรคเศรษฐกิจ ยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’ จี้พบ DSI ก่อนสิ้นสุดเอกสิทธิ์ 11 ก.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.50 น.

‘พรรคเศรษฐกิจ’ ยื่นสอบจริยธรรม ‘ชนนพัฒฐ์’ ปมไม่เข้าพบ DSI คดี ‘ฟอกเงิน-พนันออนไลน์’ ซัดแหลกเอาเกียรติยศสส.ทั้งสภามาแลกปกป้องคนคนเดียวพร้อมขอ ’ดีเอสไอ‘ มารอหน้ารัฐสภา 11 ก.ค. รับตัวทันทีหลังหมดเอกสิทธิ์คุ้มครอง

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่รัฐสภา พรรคเศรษฐกิจ นำโดยนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ นายพีรพล กนกวลัย สส.บัญชีรายชื่อ และน.ส.อังสณา เนียมวณิชกุล สส.บัญชีรายชื่อ แถลงภายหลังยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบจริยธรรม ของชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) กรณีไม่เดินทางเข้าชี้แจงต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หลังมีหนังสือขอให้รัฐสภาส่งตัวไปสอบสวนในคดีฟอกเงินและคดีพนันออนไลน์

โดยนายคริส กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 28พ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ดีเอสไอมีหนังสือมายังสภาผู้แทนราษฎร ขอให้นำตัวนายชนนพัฒฐ์ไปสอบสวน จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว พรรคเศรษฐกิจเฝ้าติดตามท่าทีของเจ้าตัวมาโดยตลอด โดยในวันดังกล่าว สภาผู้แทนราษฎรได้ยืนยันหลักการสำคัญในการคุ้มครองเอกสิทธิ์และความเป็นอิสระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ตรวจสอบฝ่ายบริหาร และแสดงความคิดเห็นในสภาได้โดยไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจภายนอก อย่างไรก็ตาม ในการอภิปรายวันนั้น สส.หลายคน รวมถึงตนเอง ได้เรียกร้องให้นายชนนพัฒฐ์แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนของดีเอสไอด้วยตนเอง หากเชื่อมั่นว่าตนไม่ได้กระทำผิดและเห็นว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง ก็ไม่ควรปล่อยให้รัฐสภาต้องถูกมองว่าใช้เอกสิทธิ์เพื่อคุ้มครองบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

นายคริส กล่าวต่อว่า สิ่งที่ประชาชนจำนวนมากเข้าใจผิดในเวลานั้นคือการมองว่าสภาผู้แทนราษฎรปกป้องผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่แท้จริง สภากำลังปกป้องหลักการเรื่องความเป็นอิสระของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่หลังจากผ่านมาหลายสัปดาห์ นายชนนพัฒฐ์กลับยังไม่เดินทางไปพบดีเอสไอเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหา ทั้งที่ยังไม่มีการออกหมายเรียกหรือหมายจับ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าบุคคลดังกล่าวเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเองจริงหรือไม่ ดังนั้นพรรคเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร โดยเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่สง่างาม และอาจเข้าข่ายขาดจริยธรรมทางการเมือง เนื่องจากเป็นการนำเกียรติยศและเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภามาใช้เป็นเกราะคุ้มครองตนเองเพียงคนเดียว

นายคริส กล่าวอีกว่า ในมุมมองของพรรคเศรษฐกิจ นายชนนพัฒฐ์ ควรถูกตรวจสอบด้านจริยธรรมอย่างจริงจัง และหากผลการสอบสวนพบว่ามีความผิด ก็อาจนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ จึงขอให้ประชาชนร่วมติดตามการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมอย่างใกล้ชิด เพราะกรณีนี้เป็นบททดสอบสำคัญว่ามาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองของสภาผู้แทนราษฎรจะถูกบังคับใช้อย่างจริงจังหรือไม่

นายคริส กล่าวด้วยว่า สมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะสิ้นสุดลงในวันที่ 11ก.ค.นี้ หลังจากวันดังกล่าว นายชนนพัฒฐ์จะไม่สามารถอาศัยเอกสิทธิ์คุ้มครองในระหว่างสมัยประชุมได้อีกต่อไป จึงเรียกร้องให้ดีเอสไอเตรียมดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายทันทีเมื่อสภาปิดสมัยประชุม โดยระบุว่า วันที่ 11 กรกฎาคมจะเป็นวันสำคัญที่สังคมจะได้เห็นว่านายชนนพัฒฐ์พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ซึ่งวันนั้นนายชนนพัฒฐ์จะไม่สามารถใช้เอกสิทธิ์ดังกล่าวได้อีกต่อไป จึงขอให้ดีเอสไอมารอที่หน้ารัฐสภา เพราะหลังจากสภาปิดวันที่ 11 เอกสิทธิ์ของนายชนนพัฒฐ์ ไม่มีอีกต่อไป ขอให้หน่วยงานราชการมารอเชิญตัวท่านที่หน้ารัฐสภา

เมื่อถามถึงกรณีที่นายชนนพัฒฐ์ เคยระบุว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมภายหลังปิดสมัยประชุม นายคริส กล่าวว่า หากเป็นไปตามที่ประกาศไว้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.จนถึงขณะนี้ ผ่านมากว่า 3 สัปดาห์และใกล้ครบหนึ่งเดือนแล้ว สส.หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยต่อการยืนยันความบริสุทธิ์ของเจ้าตัว เนื่องจากยังไม่ปรากฏความพยายามในการเข้าชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้พรรคเศรษฐกิจลงมติไม่เห็นชอบให้ดีเอสไอเข้าควบคุมตัวนายชนนพัฒฐ์ภายในรัฐสภา แต่ปัจจุบันกลับออกมาเรียกร้องให้รับผิดชอบต่อข้อกล่าวหา นายคริส ชี้แจงว่า จุดยืนของพรรคไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพราะในวันลงมติดังกล่าว พรรคฝ่ายรัฐบาลยืนยันหลักการเดียวกัน คือการปกป้องเกียรติยศและความเป็นอิสระของรัฐสภา ไม่ใช่การปกป้องตัวบุคคล

นายคริส กล่าวว่า ในการอภิปรายวันนั้น สส.หลายคนได้ส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า แม้สภาจะไม่อนุญาตให้ส่งตัวในระหว่างสมัยประชุม แต่หากนายชนนพัฒฐ์เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง ก็ควรใช้เวลาที่มีอยู่เตรียมข้อมูลและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตนเองโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการชี้แจงต่อดีเอสไอหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น หากยังยืนยันจะรอจนถึงวันที่ 11ก.ค.นี้ พรรคเศรษฐกิจก็ขอให้ดีเอสไอเตรียมดำเนินการทันทีเมื่อเอกสิทธิ์คุ้มครองสิ้นสุดลงหลังปิดสมัยประชุมสภา

สุรศักดิ์ คาด ชงร่างตั้งกระทรวงกีฬาควบท่องเที่ยว-วัฒนธรรม เข้า ครม. ช่วงมิ.ย.-ก.ค.นี้

สุรศักดิ์ คาด ชงร่างตั้งกระทรวงกีฬาควบท่องเที่ยว-วัฒนธรรม เข้า ครม. ช่วงมิ.ย.-ก.ค.นี้

สุรศักดิ์ คาด ชงร่างตั้งกระทรวงกีฬาควบท่องเที่ยว-วัฒนธรรม เข้า ครม. ช่วงมิ.ย.-ก.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.48 น.

สุรศักดิ์ คาด ชงร่างตั้งกระทรวงกีฬาควบท่องเที่ยว-วัฒนธรรม เข้า ครม. ช่วงมิ.ย.-ก.ค.นี้ เผย ก.พ.ร. อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยว และกีฬา กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างเพื่อแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากการกีฬาว่า ร่างการจัดตั้งกระทรวงเป็นการควบรวมกระทรวงและจัดตั้งกระทรวง โดยนำหมวดการท่องเที่ยวไปอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งกระทรวงที่จะเกิดใหม่คือ กระทรวงการกีฬา ส่วนรายละเอียดโครงสร้าง ทั้งเรื่องสินทรัพย์ บุคลากร อัตรากำลัง สำนักงาน และหน่วยงานภายใน จะไปอยู่ที่ส่วนใด รวมถึงชื่อหน่วยงานใหม่ที่เกิดขึ้นภายใต้กระทรวงใหม่ และภารกิจที่จะเติมเข้าไปในกระทรวงใหม่ จะเป็นอย่างไรนั้น จะต้องรับฟังความคิดเห็นของข้าราชการที่เกี่ยวข้องด้วย

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ขั้นตอนกระบวนการอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่จะเสนอร่างดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เมื่อ ครม.เห็นชอบ ก็จะเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรต่อไป ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวคาดว่าจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม. ภายในช่วงเดือนมิ.ย.ถึงเดือนก.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขั้นตอนทั้งหมดนี้ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการนานเท่าใด นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ไทม์ไลน์ของ ก.พ.ร. คิดว่าภายในสิ้นปีนี้น่าจะแล้วเสร็จ และคงเริ่มต้นได้ภายในสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า

นายกสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย ร้อง กมธ.สธ. แก้ปมกฎหมายวิชาชีพล่าช้า

นายกสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย ร้อง กมธ.สธ. แก้ปมกฎหมายวิชาชีพล่าช้า

นายกสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย ร้อง กมธ.สธ. แก้ปมกฎหมายวิชาชีพล่าช้า

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.43 น.

18 มิถุนายน 2569 นายสกลธี ภัททิยกัล ประธาน กมธ.สาธารณสุข สภาฯ รับหนังสือร้องเรียนจาก นายกสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ปมกฎหมายวิชาชีพล่าช้า จี้หยุดปัญหาหมอเถื่อนสวมรอย สร้างผลกระทบนักทัศนมาตร-ประชาชน

นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือร้องเรียน เรื่องผลกระทบจากความล่าช้าในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐต่อนักทัศนมาตรทั่วประเทศที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม จาก ดร.ดนัย ตันเกิดมงคล นายกสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย

โดยหนังสือร้องเรียนชี้ว่า แม้ประเทศไทยจะมีสถาบันการศึกษาเปิดสอนสาขาทัศนมาตรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 และมีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนมาก แต่หน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ยังไม่มีกฎหมายรองรับวิชาชีพทัศนมาตรอย่างชัดเจน ทำให้ขาดคณะกรรมการวิชาชีพโดยตรงและไม่มีความคืบหน้าในการผลักดันสถานะของวิชาชีพ ส่งผลให้ไม่สามารถกำหนดตำแหน่งทางวิชาการและตำแหน่งในทางราชการได้ ทำให้ผู้ที่จบการศึกษาสาขานี้ต้องปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่ไม่ตรงกับวิชาชีพ เกิดความเหลื่อมล้ำในการกำหนดค่าตอบแทน ทั้งในภาครัฐและเอกชน ไม่เอื้อต่อการพัฒนาวิชาชีพและรองรับผู้ที่จบการศึกษาระดับสูงจากต่างประเทศ ขณะที่ขั้นตอนการต่อใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะที่มีความล่าช้าเป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อการทำงานและการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่

จากปัญหาดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อประชาชนในฐานะผู้รับบริการ ที่ขาดความเชื่อมั่นและความปลอดภัย เนื่องจากไม่มีกฎหมายควบคุม ทำให้มีบุคคลภายนอกแอบอ้างสวมรอยเป็นนักทัศนมาตรและหลอกลวงประชาชน อีกทั้งไม่สามารถแยกแยะได้ว่าผู้ให้บริการได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่ นำไปสู่ปัญหาที่ประชาชนไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิเมื่อได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาและผลักดันกฎหมายวิชาชีพทัศนมาตร เพื่อพัฒนาวิชาชีพ ป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ และเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชนผู้เข้ารับบริการ

– 006

กมธ.แรงงาน รับ 3 ข้อเรียกร้อง เร่งรัฐเยียวยาแรงงานเบอร์รี่ป่า

กมธ.แรงงาน รับ 3 ข้อเรียกร้อง เร่งรัฐเยียวยาแรงงานเบอร์รี่ป่า

กมธ.แรงงาน รับ 3 ข้อเรียกร้อง เร่งรัฐเยียวยาแรงงานเบอร์รี่ป่า

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.26 น.

“กมธ.แรงงาน”รับ 3 ข้อเรียกร้อง เร่งรัฐเยียวยาแรงงานเบอร์รี่ป่า จี้ปมนายจ้างค้างค่าแรง พร้อมผลักดันไทยให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO

18 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย น.ส.ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โฆษกคณะ กมธ.และ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะ กมธ.รับยื่นหนังสือ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ 1.เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ติดตามความคืบหน้าการจ่ายเงินประกันรายได้ และเงินช่วยเหลือจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ กรณีแรงงานไทยเก็บเบอร์รี่ป่าในประเทศฟินแลนด์ และสวีเดน ปี 2565 – 2566 จาก นางมลิวรรณ อาธนู เลขานุการสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย

2.เรื่องร้องเรียนกรณีผู้รับเหมาไม่จ่ายค่าแรง ฝ่าฝืน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน โครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จาก นางชนาภา พานิช ตัวแทนลูกจ้างรายวันของบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PLE และ 3.เรื่องสนับสนุนข้อเสนอแนะการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 และการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว ที่เสนอโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 26 พ.ค.69 จาก น.ส.คอรีเยาะ มานุแช ผู้ประสานงานโครงการเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG)

นายวีระพล กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ขอบคุณทุกกลุ่มที่เดินทางมาให้ข้อมูลในวันนี้ เป็นการสะท้อนปัญหาถึงความเดือดร้อนของแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะไปเป็นเรื่องการเก็บผลไม้เบอร์รี่ที่ต่างประเทศ เรื่องนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง เรื่องแรงงานบนแพลตฟอร์มหรือว่าไรเดอร์ ซึ่งขณะนี้ คณะ กมธ.มีอนุ กมธ.เกี่ยวกับแรงงานบนแพลตฟอร์ม จึงจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่อนุ กมธ.ในส่วนของคณะ กมธ.จะรับทั้ง 3 เรื่อง เข้าสู่ขั้นตอน และจะทำงานตามหน้าที่ที่กฎหมายมีให้ต่อไป

ด้าน นายสหัสวัต กล่าวเสริมว่า ข้อเรียกร้องเร่งด่วน 3 ประการ สะท้อนให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของกระทรวงแรงงานอย่างชัดเจน ในประเด็นที่ 1 การชดเชยเงินจาก กองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ กรณีแรงงานเก็บเบอร์รี่ แรงงานกลุ่มนี้ได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ด้วยตนเองก่อนเดินทางไปทำงาน ซึ่งกองทุนฯ มีหน้าที่โดยตรงในการจ่ายเงินประกันรายได้และเยียวยาเมื่อแรงงานประสบปัญหา แต่จนถึงปัจจุบันแรงงานกลับยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือที่เป็นสิทธิอันชอบธรรมของตน หากกรมการจัดหางานปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลการส่งแรงงานไปต่างประเทศอย่างเต็มที่ ปัญหาการออกมาเรียกร้องของแรงงานย่อมไม่เกิดขึ้น ประเด็นที่ 2 ปัญหาการค้างชำระค่าจ้างแรงงานเป็นเวลาข้ามปี เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่งที่ลูกจ้างต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนยาวนานเป็นปี ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจนและสมควรต้องถูกดำเนินคดีทางอาญา กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่ากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานยังขาดการทำงานเชิงรุกในการปกป้องสิทธิของลูกจ้าง

นายสหัสวัต กล่าวว่า ประเด็นที่สุดท้าย การให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 อนุสัญญาทั้งสองฉบับถือเป็นอนุสัญญาหลัก(Core Conventions) ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการร่วมเจรจาต่อรอง ซึ่งขบวนการแรงงานได้เรียกร้องผลักดันมายาวนานกว่า 30 ปี แม้ประเทศไทยจะเป็นสมาชิกรุ่นบุกเบิกของ ILO แต่กลับยังไม่ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาหลักดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังผลักดันตนเองเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป ดังนั้น การยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยให้ทัดเทียมสากลจึงเป็นวาระสำคัญที่จะสร้างความสง่างามให้กับประเทศไทยในเวทีโลก หากกระทรวงแรงงานตระหนักถึงพันธกิจของตน การให้สัตยาบันนี้ควรเกิดขึ้นมานานแล้ว