‘โพยไม่ผิด’แล้วจบจริงหรือ? อดีตผู้พิพากษา ชำแหละปม ฮั้ว สว. ชี้กฎหมายกับพฤติกรรมศาสตร์สวนทาง

'โพยไม่ผิด'แล้วจบจริงหรือ? อดีตผู้พิพากษา ชำแหละปม ฮั้ว สว. ชี้กฎหมายกับพฤติกรรมศาสตร์สวนทาง

‘โพยไม่ผิด’แล้วจบจริงหรือ? อดีตผู้พิพากษา ชำแหละปม ฮั้ว สว. ชี้กฎหมายกับพฤติกรรมศาสตร์สวนทาง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.30 น.

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความระบุว่า “โพยไม่ผิด” แล้วจบจริงหรือ ส่องปมร้อน “ฮั้ว สว.” เมื่อกฎหมายกับพฤติกรรมศาสตร์สวนทางกัน!

กลายเป็นมหากาพย์ระดับประเทศที่สังคมไทยกำลังตั้งคำถามตัวโต ๆ เกี่ยวกับประเด็น “โพยเลือก สว.” ยิ่งล่าสุดเมื่อมีการเปิดคลิปวิดีโอแฉขบวนการเลือกตั้ง สว. จนนำไปสู่การตั้งโต๊ะแถลงข่าวตอบโต้กันอย่างดุเดือด เรื่องนี้จึงไม่ได้มีเพียงแค่มิติตัวบทกฎหมายทื่อ ๆ เท่านั้น แต่ยังมีเงื่อนงำทางพฤติกรรมศาสตร์ และวิกฤตศรัทธาขององค์กรอิสระซ่อนอยู่ชวนให้เราต้องคิดตาม! 

ฝั่ง สว. นำร่องกางตำราโต้: “มีโพยไม่ใช่ความผิด”

การแถลงข่าวของ นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ และ พล.ต.ต.สุนทร ขวัญเพ็ชร สมาชิกวุฒิสภา ถือเป็นหัวใจหลักของฝั่ง สว. เสียงข้างมากที่ยื่นยันว่า “การมีโพยไม่ผิดกฎหมาย”  โดยงัดเหตุผลและกลยุทธ์มาสู้ดังนี้:

• มีคำสั่งศาลคุ้มครอง: อ้างคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า กฎหมายไม่ได้บัญญัติห้ามนำโพยหรือเอกสาร (สว. 3) เข้าสถานที่เลือกตั้ง (อท 13/2568) ดังนั้นประชาชนย่อมมีเสรีภาพที่จะทำได้เพื่อความสะดวกในการจำหมายเลข

• โจมตีที่มาของหลักฐาน: ตั้งคำถามกลับไปยังฝ่ายเปิดโปง (พรรคประชาชน) ว่า ไปเอาคลิปวิดีโอมาจากไหน? ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? หรือขโมยมาจากสำนวนเพื่อเน้นทำคอนเทนต์ “เอาอดไลก์ยอดแชร์” 

• เธอก็ทำ ฉันก็ทำ (Whataboutism): พล.ต.ต.สุนทร แฉกลับว่า ฝั่ง สว. เสียงข้างน้อยเองก็มีโพยและมีการนัดประชุมจัดตั้งที่โรงแรมเช่นกัน ดังนั้นหากจะตรวจสอบ ก็ต้องตรวจให้เป็นธรรม “ทั้งสองฝั่ง” ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ 

ช่องว่างระหว่าง “เทคนิคกฎหมาย” กับ “โลกความจริง”

ในแง่หนึ่ง ข้อโต้แย้งของ กกต. และ สว. มีน้ำหนักทางกฎหมายเชิงเทคนิค (Legal Loophole) เพราะไม่มีกฎหมายแม่บทเขียนห้ามไว้ แต่ในโลกความเป็นจริง สังคมกำลังมองว่า “เรากำลังเดินกันคนละเรื่อง” 

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: โพยก็เหมือน “มีดพับปอกผลไม้” ในทางกฎหมายใคร ๆ ก็พกได้ไม่ผิด แต่ถ้าคนนับร้อยพกมีดรุ่นเดียวกัน เดินเข้าตึกเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน พร้อมมีสลิปโอนเงินโผล่

มา… การบอกว่า “แค่พกมาปอกผลไม้” ย่อมขัดต่อสามัญสำนึก!

ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่อง “กระดาษหนึ่งแผ่น” แต่แยกออกเป็นสองมิติ:

1.โพยในฐานะสิทธิ: ทุกคนจดเพื่อกันลืมได้ (ไม่ผิดกฎหมาย) 

2. โพยในฐานะพยานหลักฐาน: หากโพยนั้นลงล็อกกับคะแนนที่ออกมาอย่างเป็นระบบ (Block Vote) ชนิดที่ขัดหลักสถิติคณิตศาสตร์ บวกรวมกับเส้นทางการเงินแปลก ๆ (เช่น ค่าฉีดทุเรียน, ค่าบูชาไอ้ไข่) โพยนั้นจะกลายเป็น “พิมพ์เขียว” หลักฐานมัดตัวขบวนการจัดตั้งทันที! 

คำชี้แจงของ กกต. กับ “วิกฤตอัมพาตทางความศรัทธา”

ที่ผ่านมา แถลงการณ์ของสำนักงาน กกต. มักตอบเฉพาะมุมกฎหมายว่าตน “ไม่มีอำนาจห้าม” แต่สังคมยังคาใจว่า ทำไมในอดีต กกต. เคยออกระเบียบห้าม (ก่อนโดนศาลปกครองเพิกถอน) สะท้อนว่า กกต. เองก็เคยรู้ว่าพฤติกรรมนี้เสี่ยงต่อการทุจริต แต่พอศาลสั่งเพิกถอน กกต. กลับไม่มีมาตรการเชิงรุกมาป้องกันความเสี่ยงเลย 

ยิ่งไปกว่านั้น การเกิด “มติขัดกันเองภายใน” ระหว่าง:

คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 (+DSI): เห็นว่ามีมูลความผิดชัดเจน เสนอเซ็นสอย สว. 138 คน และส่งผลกระทบอีก 91 ราย รวมทั้งสิ้น 229 ราย

คณะอนุกรรมการชุดที่ 36: กลับมีมติ 5 ต่อ 2 ให้ “ยกคำร้องทั้งหมด”

ประกอบกับข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ กกต. บางท่านมาจาก สว. ชุดที่ถูกล่าวหา ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามถึงกระบวนการ “ฟอกขาว” จนเกิดสภาวะอัมพาตทางความศรัทธา 

ผ่าทางตัน: ทางออกเดียวเพื่อกู้คืนระบบ

หาก กกต. ต้องการหลีกเลี่ยงข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) และกู้ศรัทธากลับคืนมา นักวิชาการและสังคมได้เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมไว้ 3 ข้อ:

1.ส่งคดีให้ศาลฎีกาชี้ขาด: โยนสำนวนและหลักฐาน (รวมถึงโพยที่ริบมาได้) ให้สถาบันตุลาการกระแสหลักเป็นผู้พิจารณา ซึ่งเป็นทางลงที่สง่างามที่สุด 

2. ขยายผลเส้นทางการเงิน: ต้องชี้แจงให้ชัดว่า โพยที่ยึดมาได้โยงไปถึงสลิปการโอนเงินในกลุ่มจัดตั้งหรือไม่ 

3. ใช้บรรทัดฐานดิจิทัลมาเทียบเคียง: ในเมื่อศาลเคยสั่งตัดสิทธิ 10 ปีคดีทุจริตจากการส่งขอคะแนนผ่านแอปฯ Line มาแล้ว โพยกระดาษที่มีเจตนาจัดตั้งก็ไม่ควรถูกยกเว้น 

บทสรุป: คำถามที่ยังรอคำตอบ

บทสรุปของมหากาพย์นี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “โพยผิดกฎหมายไหม” เพราะฝั่ง สว. และ กกต. เคลียร์คัตในมุมแคบ ๆ ไปแล้ว… แต่คำถามตัวโต ๆ ที่ประชาชนยังรอฟังคือ:

“พยานหลักฐานแวดล้อมทั้งหมดที่มีอยู่ เพียงพอหรือยังที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่า วุฒิสภาชุดนี้ได้มาอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และโปร่งใสจริง ๆ ?”

คำตอบสุดท้ายนี้ คงไม่ได้จบลงที่หน้าไมค์บนเวทีแถลงข่าว แต่อยู่ที่ “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” ขององค์กรตรวจสอบ ว่าจะกล้าเปิดเผยความจริงให้สังคมยอมรับได้อย่างแท้จริงหรือไม่! 

นายกฯ-ภริยา ร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ

นายกฯ-ภริยา ร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ

นายกฯ-ภริยา ร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ ประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.09 น.

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นายกรัฐมนตรีและภริยา เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุข ผู้นำรัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย สมัยพิเศษ ในนามของ นายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซียเป็นเจ้าภาพ ณ โรงละครแห่งรัฐตาตาร์ กาเลียสกา คามาล สหพันธรัฐรัสเซีย

‘อนุทิน’สวมบทเซลส์แมน ดึงEECมาดูเอง ขายนักลงทุนทั่วโลก

‘อนุทิน’สวมบทเซลส์แมน ดึงEECมาดูเอง ขายนักลงทุนทั่วโลก

‘อนุทิน’สวมบทเซลส์แมน ดึงEECมาดูเอง ขายนักลงทุนทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘อนุทิน’สวมบทเซลส์แมน ดึงEECมาดูเอง ขายนักลงทุนทั่วโลก ไชยชนกท้าไอซ์สอบ โครงการฉาว’TH-AI’

“ไชยชนก” ยินดีปชน.สอบโครงการ TH-AI Passport ท้ายื่นเลยไม่ต้องรอเริ่มโครงการ ลั่นต้องดูความเหมาะสม จี้ให้รมต.ร่วมรับผิดชอบ เหตุอยู่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวจัดซื้อจัดจ้าง เป็นหน้าที่ขรก.ประจำ ยืนยันตรวจสอบแล้ว คุ้มค่าทั้งรัฐ-ประชาชน เปิดภาพ “ไชยชนก”คุย“รักชนก” ระหว่างประชุมสภา ด้าน “ไอซ์” เปิดมือถือให้ดูหลักฐานบางอย่าง ก่อน“เจ๊มันแกว” เข้าร่วมวงอีกคน

เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ทันทีที่มีการเปิดให้ลงทะเบียน ว่า สามารถยื่นได้เลยไม่ต้องรอให้โครงการเริ่ม ตนได้ให้ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้อง ตามระเบียบทุกอย่าง จึงถือเป็นเรื่องที่ตนไม่กังวล

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตโครงการลักษณะนี้ หากมีข้อผิดพลาดผู้ที่รับผิดชอบคือข้าราชการประจำ แต่ในโครงการนี้รัฐมนตรีจะรับผิดชอบด้วยหรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ต้องดูตามสัดส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง สำหรับตนเองได้เข้ามาดูเรื่องการมอบนโยบาย พร้อมตรวจสอบและรับฟังความเห็นเพิ่มเติมแม้กระทั่งทำประชาพิจารณ์มาแล้ว นำข้อมูลไปเจรจาภาครัฐเพื่อให้มั่นใจว่า ภาครัฐได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น งบประมาณถูกใช้คุ้มค่าและโครงการเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนอื่นที่มีความกังวล ก็ต้องเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ

‘ไชยชนก’ประกาศเดินหน้าTH-AI

“ส่วนตัวคิดว่านโยบายคือรัฐมนตรีไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ แล้วจะให้รัฐมนตรีมาร่วมรับผิดชอบด้วย ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องดูตามความเหมาะสม แต่ผมยืนยันไม่ว่าอย่างไรก็ตามข้อสงสัยต่างๆ มีการสั่งการให้ตรวจสอบ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันแล้ว ผมก็เชื่อมั่นตามที่เขายืนยัน”นายไชยชนก กล่าว เมื่อถามย้ำว่า หากฝ่ายค้านจะเดินหน้าตรวจสอบโครงการนี้ ก็ยินดีใช่หรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้วและจริงๆ ต้องขอบคุณฝ่ายค้าน ทุกอย่างต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ไม่มีทางเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีจะรู้ทุกขั้นตอน ทุกรายละเอียดของโครงการ จึงชอบให้มีการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกโครงการที่ทำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ใช้งบคุ้มค่า/รัฐ-ปชช.ได้ประโยชน์

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาถูกโจมตีในประเด็นนี้เยอะ มองว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าเป็นประเด็นการเมืองอย่างเดียว เพราะเริ่มจากคำถามว่าใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหรือไม่ พอมาถึงจุดนี้ก็เห็นแล้วว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า สุดท้ายก็ถูกโยกไปตั้งคำถามที่ TOR เมื่อเห็นว่าทำตามระเบียบ ก็ไปพูดเรื่องภาคเอกชน จึงต้องติดตามดู แต่ยังยืนยันว่า นโยบายที่มอบไปยึดประโยชน์ของประชาชน ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องราคาให้จ่ายตามจริง หากลงทะเบียนแล้ว 5 ล้านสิทธิ์ แต่มีบางคนไม่ได้ใช้งาน ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายงบประมาณ 1,600 ล้านบาท จึงคิดว่าทุกอย่างเป็นไปในทางที่รัฐและประชาชนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น จึงยืนยันในสิ่งนี้

รมต.-ขรก.มีสัดส่วนรับผิดชอบ

เมื่อถามย้ำว่า สิ่งที่ตั้งคำถามคือไม่อยากให้รัฐมนตรีโยนหรือผลักภาระให้กับข้าราชการประจำหากต้องรับผิดชอบ นายไชยชนกกล่าวว่า ไม่ใช่การโยน เรามีสัดส่วนที่ต้องรับผิดชอบไม่เหมือนกัน สำหรับรัฐมนตรีคือการมอบนโยบายและติดตามว่าโครงการที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล พร้อมย้ำว่าในเมื่อรัฐมนตรีไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เราก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

เปิดภาพ‘ไชยชนก’คุยกับ‘รักชนก’

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ถึงการประชุมร่วมรัฐสภา วาระการพิจารณาพิธีสารและกรอบความตกลงทางการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย มีสมาชิกร่วมอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ส่วนใหญ่สนับสนุนกรอบความร่วมมือของประเทศไทยและคู่ค้า เพื่อผลักดันให้มีการยกระดับทางด้านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ช่วงหนึ่ง นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เดินเข้าไปพูดคุยกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถึงที่นั่งของพรรคประชาชน ก่อนที่ น.ส.รักชนก ได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้นายไชยชนกดู จากนั้น นางนันทนา สงฆ์ประชา ได้เดินเข้ามาร่วมวงด้วย ซึ่งใช้เวลาพูดคุยกันไม่นาน โดยนายไชยชนกได้เดินโอบไหล่ พา นางนันทนากลับไป

‘รักชนก’โพสต์คุยเรื่องจะล้มหรือไม่ล้ม

ด้าน น.ส.รักชนก เผยผ่านเฟซบุ๊กถึงบทสนทนา กับ นายไชยชนก ดังนี้ ได้เจอกันในห้องประชุม ดิฉันเลยถาม คุณไชยชนก 1.พรุ่งนี้ที่ กมธ.ติดตามงบฯ เชิญร่วมประชุมมาไหม ตอบว่าไม่มา ให้ปลัดมา 2.ไม่คิดทบทวนเรื่องยกเลิกโครงการหรอ ไม่ตอบตรงๆ บอกต้องดูตามกฎหมาย 3.เห็นหลักฐานล่าสุด ที่เราเปิดแล้วหรือยัง หลักฐานที่ว่า โครงการเริ่มทำตั้งแต่เดือนตุลาคม ยังไม่เห็นครับ ถึงแม้ว่าดิฉันจะไม่เชื่อว่ายังไม่เห็น แต่ก็เลยเปิดมือถือให้ดูว่า มีหลักฐานที่ยืนยันว่าโครงการนี้เริ่มทำก่อนจะมี TOR ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ นี่คือพฤติกรรมส่อไปในทางคอรัปชันและสส.อีกท่านที่เดินมาคุยกัน แล้วมีรูปจับมือกัน ชื่อพี่มันแกว ดิฉันก็ถามว่า แค่ชวนคุณไชยชนกคุยเอง ถึงกับไม่ไว้ใจเป็นห่วงกันต้องเดินมาคุมเลยหรอ ไม่ทำอะไรหรอกน่า

ประชุมกมธ.18มิ.ย.โชว์หลักฐานใหม่

เรื่องก็มีแค่นี้ ถามว่า ดีกันถึงขนาดจับไม้จับมือก็อยู่กรรมธิการงบมาด้วยกัน 2 ปี ก็พอคุยกันได้อยู่ค่ะ พี่เค้าจะชอบมาบอกว่า แต่งตัวดีๆ เสื้อให้คอสูงไว้ อย่าให้โป๊มาก ก็จะเถียงกันประจำ เพราะส่วนตัวนี่ชอบแบบโป๊นิดหน่อย สำหรับใครที่เห็นรูปแล้ว คิดไปไกลว่า มันจะมีการดีลอะไรกันหรือเปล่า ดิฉันก็ต้องยืนยันว่า โอกาสที่จะได้เจอรัฐมนตรีมันไม่ง่าย ตั้งกระทู้ถามก็ไม่ค่อยจะมาตอบกัน เชิญมาชี้แจงในกรรมาธิการก็ไม่มา ดังนั้นมีโอกาสแบบนี้ที่ได้คุยกัน สำหรับใครที่แซวแล้วส่อไปในเชิงชู้สาว ถ้าคิดว่า แซวกันเล่นๆ อย่าคิดมาก ลองคิดว่าถ้าเป็นน้องสาว เป็นพี่สาว เป็นแม่ เป็นแฟนสาว หรือเป็นใครในชีวิตที่คุณรัก โดนแซวแบบนี้คุณจะชอบไหม หรือคุณจะร่วมผสมโรงด้วยไหม ปล.ฝากทุกท่านติดตามการประชุมร่วม กมธ.ติดตามงบฯxกมธ.กฎหมาย ยุติธรรมฯ เรื่องTH-AI passport พรุ่งนี้ด้วยนะคะ มีหลักฐานใหม่มาเปิดเพิ่มอีก

‘เอกราช’แฉเบื้องหลัง2นกคุยกัน

นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินเข้าไปพูดคุยกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า มีการพูดคุยประมาณ 2 นาที เนื่องด้วยในวันพรุ่งนี้ 18 มิถุนายน 2569 จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะคณะกรรมาธิการ การศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบ ที่ น.ส.รักชนก เป็นประธานกรรมาธิการ ร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ น.ส.รักชนก ได้สอบถามนายไชยชนกว่าในวันพรุ่งนี้ ตามที่กรรมาธิการได้เชิญเข้าชี้แจงจะมาร่วมชี้แจงหรือไม่ โดยนายไชยชนก บอกว่าไม่ได้ไปชี้แจงโดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงแทน

จากนั้น น.ส.รักชนกถามต่อว่าจะยกเลิกโครงการ TH-AI Passport หรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบจากนายไชยชนกว่า ถ้าผิดกฎหมายก็จะยกเลิก ส่วนช่วงที่ น.ส.รักชนกเปิดมือถือ ให้นายไชยชนก ดูเป็นภาพโพสต์เฟซบุ๊กที่ได้โพสต์รายละเอียดและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว ว่ามีข้อมูลความผิดปกติอย่างไร ก่อนที่นายไชยชนก จะดูในมือถือและกล่าวย้ำว่า หากผิดกฎหมายก็จะยกเลิก ขอตรวจสอบก่อน

ปชป.แฉกทม.จัดซื้อตรง4หมื่นโครงการ

ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนเพจ“ส่องรัฐ”ของพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการตรวจสอบข้อมูลโครงการของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผ่านแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” และเพจ “ภาษีไปไหน” โดยระบุว่า จากการสืบค้นข้อมูลสาธารณะพบโครงการของ กทม.ภายใต้การบริหารของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกทม.จำนวน 43,178 โครงการ วงเงินรวมกว่า 52,380 ล้านบาท

นางการดีกล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า 92.8% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างหรือ 40,054 โครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันและมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว คิดเป็นวงเงินรวม 13,370 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่น่าตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการใช้ งบประมาณ ยังพบมีโครงการจำนวน 12.8% ที่มีลักษณะเข้าข่ายผิดสังเกต เนื่องจากวิธีเฉพาะเจาะจงตามกฎหมายกำหนดให้ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วน หรือมีลักษณะเฉพาะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น อีกประเด็นที่น่าจับตา คือ มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างลักษณะดังกล่าวถึง 38,945 โครงการ มีมูลค่างานต่ำกว่า 500,000 บาท จึงตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการซอยย่อยโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามปกติ ซึ่งต้องเปรียบเทียบราคาและเปิดแข่งขันอย่างเหมาะสม

‘อนุชา’ชี้ตีแผ่เพื่อให้ข้อมูลปชช.

ด้าน นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.กล่าวว่าการใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม“ส่องรัฐ”ช่วยให้สามารถมองเห็นแนวโน้มและความเชื่อมโยงข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากเอกสารจัดซื้อจัดจ้างหรือทีโออาร์เพียงอย่างเดียว แม้ กทม.จะมีการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติการเข้าถึงข้อมูลบางชุดยังทำได้ยาก ต้องอาศัยการประสานงานกับหลายหน่วยงานและบางกรณีก็ไม่ได้รับความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลอย่างเต็มที่ จึงเกิดข้อสงสัยว่ามีข้อมูลบางส่วนที่ยังไม่ถูก เปิดเผยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม“ส่องรัฐ”มาเผยแพร่ ไม่ได้ มีเจตนากล่าวหาหรือชี้ว่า มีการกระทำผิดแต่เป็นการนำเสนอข้อมูลเพื่อสะท้อนแนวโน้มความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นและเป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงสังคม ร่วมกันตรวจสอบเชิงลึก โดยเฉพาะในประเด็นการประมูลและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

‘จุลพันธ์’ยันเดินหน้ายื่นร่างแก้รธน.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเเรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงที่ประชุมพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. เรื่องของการเดินหน้าแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญหลังร่างที่ผ่านมาพรรคการเมืองอื่นถอนชื่อ ว่า ที่ผ่านมาเรามีการรณรงค์ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ที่ผ่านมาเราได้ขับเคลื่อนเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มีการเตรียมรายชื่อไว้แล้ว ความพร้อมของร่างที่เเล้วค่อนข้างพร้อม 100% แต่เมื่อหลายพรรคการเมือง มีข้อห่วงใย เราจึงได้ถอยกลับมา และหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีเสียงจากวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด จึงมีกระบวนการที่จะต้องกลับไปทบทวนแก้ไขร่าง ปรับร่างกลับมา ส่วนรายละเอียดจะมีการชี้แจงกับสังคมอีกครั้ง ร่างนี้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ ได้มีการนำเสนอต่อที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ซึ่งทุกคนให้ความเห็นชอบ และจะมีการร่วมลงชื่อเเล้วเพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งจะรรจุวาระประมาณต้นเดือนกรกฎาคมเราจะเตรียมการให้ทัน

นายกฯเล็งขายตรงEECดึงลงทุนทั่วโลก

เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ โรงแรมที่พัก เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ พร้อมเป็น“เซลส์แมน”ทำการตลาดให้ EEC นายกฯกล่าวถึงศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC หรือโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาดให้กับเขต EEC ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จนพร้อมแล้ว จังหวะต่อไปนื้คือการตลาดเพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC ซึ่งผมจะขอสวมบทบาทนักการตลาดให้กับประเทศ เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาาสพบปะเจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ และนักลงทุนและภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้งหลายโอกาส จึงอยากถือโอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นนจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มาก

‘พิพัฒน์’โยนนายกฯแจงดึงEECคุมเอง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบคำสั่งนายกรัฐมนตรีการยกเลิกไม่ให้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ว่า ตนไม่ทราบคำสั่งดังกล่าวซึ่งเป็นการอ่านผ่านในที่ประชุมครม.เพื่อให้รับทราบ เมื่อถามว่าเป็นเพราะว่านายพิพัฒน์ กำกับดูแลไม่ไหวใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ในส่วนนี้ต้องไปถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยเมื่อถามว่าเป็นการลดบทบาทหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่ เพราะถือว่า ทุกคนทำหน้าที่ได้เท่ากัน ซึ่งหลังจากนี้ นายกฯคงจะมอบหมายงานอื่นๆ เมื่อถามว่าจนถึงขณะนี้นายกฯยังไม่ได้แจ้งเหตุผลในการดึง EEC ไปดูแลเองใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ขอให้รอนายกฯกลับจากรัสเซีย

ปัดโยงปมไม่แก้สัญญารถไฟ3สนามบิน

เมื่อถามว่ามีการจับตาที่ถูกลดบทบาท ไม่ได้กำกับดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้นเป็นเพราะปัญหาภายในพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ เราต้องการความสงบ จึงให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ เป็นผู้ดูแล

เมื่อถามย้ำว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการไม่แก้ไขสัญญาของภาคเอกชนกรณีรถไฟเชื่อม 3 สนามบินใช่หรือไม่ รมว.คมนาคมกล่าวว่า ตนไม่ทราบเหตุผลว่าขอให้รอนายกฯเดินทางกลับก่อน

ยืนยันไม่มีรอยร้าวใน‘ภูมิใจไทย’

เมื่อถามว่าจะเป็นรอยร้าวภายในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่าไม่ พวกเราสามารถทำงานได้ทุกเรื่อง ถือว่าบทบาทของใครก็ของคนนั้น ตนทำได้ทุกหน้าที่ไม่ใช่ปัญหาซึ่งคำว่ารอยร้าวไม่มีเกิดขึ้นในพรรคภูมิใจไทย สบายใจได้ เมื่อถามว่าเป็นเพราะพรรคใหญ่ขึ้นหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่าไม่เกี่ยว พรรคใหญ่ก็ต้องดูแลภาพรวมมากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องปกติแล้ว พรรคใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดี ที่จะมาช่วยกันทำงาน

เปิดเบื้องลึก‘หนู’ดึงEEC‘พิพัฒน์’ดูเอง

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยถึงเบื้องหลังคำสั่ง 2 ฉบับที่ครม.รับทราบคือ 1.คำสั่งนายกรัฐมนตรีในการยกเลิกให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก(สกพอ.) หรือสำนักงานอีอีซี และ 2. ยกเลิกการเป็นประธานคณะกรรมการ (ประธานบอร์ด) คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งมาจากการพูดคุยกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายพิพัฒน์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะนำโครงการ EEC กลับมาดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด โดยนายกรัฐมนตรี จะเป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทยโดยนำ EEC เป็นโปรเจกต์นำ(Pilot project) ไปขายกับนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งจะนำเสนอโปรเจกต์ EECในมุมมองใหม่

หวังดัน2โครงการดึงลงทุนจากตปท.

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีตั้งเป้าหมายให้ EEC เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลกและเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งจะต้องมีการประสานงานร่วมกับหลายหน่วยงาน ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจึงเห็นความจำเป็นที่จะดึงการบริหารงาน EEC กลับมาในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง

อีกทั้ง การผลักดันให้ EEC เป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลกเนื่องจากในพื้นที่นี้มีความพร้อมทั้งเรื่องของปศุสัตว์ ประมง เกษตร ผลไม้พืชสวน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก และสามารถเป็นจุดแข็งของ EEC ที่จะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล

ทั้งนี้ รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการดึงดูดการลงทุนใน EEC จะเน้นอุตสาหกรรมหนักแบบเดิมไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องการจัดหาไฟฟ้า และน้ำที่มีต้นทุนในการจัดหาสูง และหากจะเน้นการลงทุนในพื้นที่นี้ในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าสูงมาก รัฐบาลก็มีการกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีราคาสูงกว่าผู้ใช้ประเภทอื่นๆ

ปัดขัดแย้ง-ไม่เกี่ยวปมแก้สัญญารถไฟ

“การดึงงาน EEC กลับมาดูเองของนายกฯ ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายพิพัฒน์ ซึ่งนายพิพัฒน์เป็นผู้มานำเสนอเองว่าการทำงานระหว่างสำนักงานอีอีซี และบีโอไอ มีการปะทะกันมาโดยตลอดนายพิพัฒน์ไม่ชอบทำงานท่ามกลางการปะทะกันในลักษณะนี้จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำกลับไปกำกับดูแลเองดีกว่าและไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นที่นายพิพัฒน์ไม่เห็นด้วยกับการแก้สัญญารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน เพราะคนที่สั่งไม่ให้แก้สัญญาโครงการนี้ก็คือนายกรัฐมนตรีเอง โดยนายกรัฐมนตรีบอกด้วยว่าผมก็ไม่เสี่ยงกับการแก้สัญญาในโครงการนี้เช่นกัน ส่วนเรื่องโครงการดิสนีย์แลนด์ ที่นายพิพัฒน์อยากให้ทำใน EEC นั้น นายกฯก็ตั้งคำถามกับนายพิพัฒน์ว่าเมื่อไหร่จะได้ทำ เพราะยังไม่ได้ศึกษาเรื่องผลตอบแทนโครงการเลยว่าคุ้มค่าหรือไม่” แหล่งข่าว กล่าว

ภท.แจงโยกผู้ว่าฯ2รอง ปัดเล่นละคร ต้องการแก้มาเฟียภูเก็ต แฉบางกลุ่มไม่กลัวก.ม.

ภท.แจงโยกผู้ว่าฯ2รอง ปัดเล่นละคร ต้องการแก้มาเฟียภูเก็ต แฉบางกลุ่มไม่กลัวก.ม.

ภท.แจงโยกผู้ว่าฯ2รอง ปัดเล่นละคร ต้องการแก้มาเฟียภูเก็ต แฉบางกลุ่มไม่กลัวก.ม.

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภท.แจงโยกผู้ว่าฯ2รอง ปัดเล่นละคร ต้องการแก้มาเฟียภูเก็ต แฉบางกลุ่มไม่กลัวก.ม.

ภูมิใจไทย แจงเด้งพ่อเมืองภูเก็ต2 รองผู้ว่าฯ เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ไม่ใช่ละครตบตาชาวบ้าน ขณะที่“วรศิษฎ์” รมช.มหาดไทย ย้ำนายกฯสั่งลุยปราบผู้มีอิทธิพลทุกพื้นที่ แจงเข้มภูเก็ต เหตุยังมีบางกลุ่มไม่กลัวกฎหมาย หวังจากนี้จะดีขึ้น ด้านรองกุ้งกลับเมืองคอนชาวบ้านต้อนรับกระหึ่ม พระให้พรอย่าท้อมาเพื่อเป็นใหญ่กว่าเดิม สื่อภูเก็ตโร่ร้อง กมธ.พัฒนาการเมือง ถูกผู้มีอิทธิพล ฟ้องปิดปาก ลิซ่า-ปชน.ตามถล่มโยกย้ายไม่ยั้ง

วันที่ 17 มิ.ย. 2569 เมื่อเวลา 09.09 น. สำนักข่าวอมรินทร์ รายงานข่าวที่บริเวณลานอุทยานอนุสาวรีย์เจ้าพระยานครน้อย บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช นายธีระพงศ์ ช่วยชู หรือ รองกุ้ง อดีตรองผวจ.ภูเก็ต ซึ่งได้รับคำสั่งให้เดินทางมารับตำแหน่งรองผวจ.นครศรีธรรมราช ได้เดินทางมารับตำแหน่งรอง ผวจ.นครศรีธรรมราชพร้อมภริยา โดยมีกลุ่มพลังมวลชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชจำนวนมาก แห่เดินทางมารอต้อนรับนายธีระพงศ์ อย่างอบอุ่น จนแน่นบริเวณลานอุทยานอนุสาวรีย์เจ้าพระยานครน้อยอย่างคึกคัก

กลับมาเพื่อยิ่งใหญ่กว่าเดิม

บางคนถึงกับโผกอดด้วยความดีใจ และมอบช่อดอกไม้ด้วยความยินดี โดยในจำนวนนี้มีพระครูสถิตกาญจนคุณ หรือ พระแบน เจ้าอาวาสวัดจันดี อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ได้เดินทางมารอต้อนรับและให้พรนายธีระพงศ์ในครั้งนี้ด้วย

โดยกล่าวให้พรว่า “การกลับมาครั้งนี้มาเพื่อยิ่งใหญ่กว่าเดิม และยังบอกว่าบางทีคนเราถอยมากเกิน เพื่อนก็ได้ใจ อย่าไปท้อ ให้สู้ต่อไปอย่างเต็มที่เพื่อบ้านเมือง เราไม่ใช่คนไม่มีสติแต่เราทำงานอย่างมีสติ อาจารย์ขอให้กำลังใจท่านรองฯอย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวอะไร”

นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผวจ.นครศรีธรรมราช ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวนครศรีธรรมราชทุกท่าน ที่เดินทางมาต้อนรับตนอย่างอุบอุ่นในครั้งนี้จะไม่มีวันลืมและจะตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างสุดกำลังความสามารถอย่างเต็มที่ ไม่ต้องห่วง ส่วนประเด็นอื่นๆ ไม่ขอพูดถึง

รองดุลย์ ย้ายไปสงขลา

ด้าน เพจ phukethotnews รายงานว่า นายกองเอก อดุลย์ ชูทอง อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เดินทางไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา ที่ ถ.นางงาม อ.เมือง จ.สงขลา ก่อนเข้ารายงานตัวรับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

โดย นายกองเอก อดุลย์ ให้สัมภาษณ์เปิดใจ ว่า ตลอดเส้นทางการรับราชการ ตนเป็นที่รู้จักในชื่อ “ปลัดอดุลย์” หรือ “รองอดุลย์” ไม่เคยใช้ชื่อเล่น กุ้ง หรือฉายาว่า รองกุ้ง หรือ ปลัดกุ้ง ตามที่มีกระแสข่าวปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ และ ยืนยันไม่ใช่เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวถึงตามกระแสข่าวอย่างแน่นอน ซึ่ง ตนพร้อมปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ ทั้งการกำกับดูแลส่วนราชการ การประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตามภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข”

รู้ตัวว่าต้องถูกย้าย

นายกองเอกอดุลย์ยังบอกว่า หลังได้รับคำสั่งย้ายจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ก็รู้สึกมีความสุขตั้งแต่วันแรกที่ได้รับทราบคำสั่ง แม้จะคาดการณ์ล่วงหน้าอยู่แล้วว่ามีโอกาสถูกย้ายตามที่มีการกล่าวถึงในที่ประชุม แต่ไม่ได้รู้สึกตกใจหรือเสียกำลังใจ ซึ่งตำแหน่งรองผู้ว่าฯ เป็นตำแหน่งที่ประชาชนอยากรู้จัก อยากพบเจอ สิ่งสำคัญคือหลังจากเจอแล้ว เขาอยากเจอเราอีกหรือไม่ หากประชาชนพบแล้วไม่พอใจการทำงาน ตนก็ไม่ควรอยู่ แต่ถ้าพบแล้วอยากพบอีก นั่นคือความสุขของการทำงาน

สำหรับยุคปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์สามารถตรวจสอบการทำงานของข้าราชการได้ตลอดเวลา หากทำอะไรผิดเพียงเล็กน้อยก็จะถูกตรวจสอบทันที จึงยินดีเปิดเผยข้อมูลและพร้อมให้สื่อมวลชนตรวจสอบได้ทุกเรื่อง ส่วนกรณีที่มีการเชื่อมโยงการย้ายกับประเด็นที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงในการประชุมนั้นยืนยันว่าไม่ใช่บุคคลที่ถูกกล่าวถึงและในที่ประชุมวันนั้นมีการพาดพิงถึงบุคคลชื่อรองกุ้งขณะที่มีคนพยายามเชื่อมโยงว่าตนชื่อเล่นกุ้ง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่และหากมีความเข้าใจเช่นนั้นเพื่อความเป็นสุภาพบุรุษก็พร้อมให้ตรวจสอบและพร้อมเดินทางตามคำสั่งราชการ

ตกเป็นเป้าถูกโจมตี

ทั้งนี้ตนตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางโซเชียลมาระยะหนึ่ง เนื่องจากเป็นหนึ่งในผู้ปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในจังหวัดภูเก็ต โดยตน รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ปลัดจังหวัดภูเก็ต และนายอำเภอ เป็นเจ้าหน้าที่ที่ร่วมกันบังคับใช้กฎหมาย ทั้งการจับกุมผู้บุกรุกชายหาดบางเทา การดำเนินคดีกลุ่มบุกรุกป่าไม้บริเวณหาดฟรีด้อม และการตรวจจับอาวุธปืนในสถานบันเทิงที่ป่าตอง ทำให้กลายเป็นเป้าหมายของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย

‘รองผู้ว่า รอมดอน’กลับภูเก็ต

ด้าน นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนใหม่ ซึ่งเป็นขวัญของประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้เดินทางถึงจังหวัดภูเก็ต ภายหลังได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายจากตำแหน่งเดิม โดยก่อนเข้าศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายรอมดอนได้เข้าพบนายนิรัตน์ พงศ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อแนะนำตัวและรายงานตัวเข้ารับตำแหน่ง ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตอยู่ระหว่างการเดินทางไปบรรยายพิเศษให้กับคณะนักศึกษาหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 85 ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองภูเก็ต

ซึ่งวันแรกของการเข้ารับตำแหน่ง นายรอมดอน ยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ระบุเพียง ว่า เนื่องจากเพิ่งเดินทางมารับตำแหน่ง จึงขอรอรับทราบภารกิจและการมอบหมายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตก่อน ว่าจะรับผิดชอบงานด้านใดบ้าง

พร้อมยืนยันว่า มีความตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนชาวภูเก็ตอย่างเต็มที่ และพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัด

ภท.ยันไม่ใช่ละครตบตา

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กรณีให้สัมภาษณ์ถึงการย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ต โดยกล่าวช่วงหนึ่งว่า “วันนี้อย่าทำแค่การเด้งไปนั่น ไปนี่ นี่คือการลงโทษแบบไม่มีใครเชื่อ วัฒนธรรมแบบนี้เลิกได้เลิก ถ้าจะเอากันจริงๆ ถอนรากถอนโคนบอกประชาชนไปเลยว่าผิดอะไร ใครอยู่เบื้องหลัง สาวกันมาให้หมด ถ้านายกรัฐมนตรีจริงใจกับประชาชนจริงเอากันให้ชัด”

นางสาวพลอยทะเลกล่าวย้ำว่า การปรับเปลี่ยนโยกย้ายดังกล่าว เพื่อประโยชน์ทางราชการ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มุ่งแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และตามนโยบายของรัฐบาลทั้งเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล และเรื่องอื่นๆ ในพื้นที่ที่ยังไม่เรียบร้อย มีปัญหาสะสมมายาวนาน ให้ได้รับการแก้ไขปัญหาในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

“ตนเองในฐานะคนภูเก็ต เข้าใจและรับรู้ปัญหาในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาจะเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของข้าราชการซึ่งเป็นกลไกลสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นตำแหน่งพ่อเมือง เป็นแม่ทัพใหญ่คอยบัญชาการในแก้ไขปัญหาต่างๆ ตนเองก็พอรู้จักท่านผู้ว่านายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวรเป็นผูัที่มีความรู้ความสามารถอยู่ในพื้นที่มานาน ตลอดระยะเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งได้ทำงานเพื่อจังหวัดภูเก็ตอย่างเต็มที่ แต่การแก้ไขปัญหาของจังหวัดภูเก็ตยังมีอีกหลายปัญหา ที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องการให้ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว จึงจำเป็นต้องสลับคนใหม่เข้ามาในพื้นที่ เพื่อมุมมองใหม่ๆ สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ต้องแก้ปัญหาภูเก็ตโดยเร็ว

“การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ แต่ย้ายเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ในภูเก็ตได้รับการแก้ไขมากยิ่งเพื่อให้ปัญหาคลี่คลายโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่ละครตบตา หรือเรื่องผลประโยชน์ และวัฒนธรรมการโยกย้าย อย่างที่ น.ส.ภคมน เข้าใจ ตนเองเชื่อว่า ท่านผู้ว่านิรัตน์ เข้าใจเหตุผลการย้ายครั้งนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ซึ่งอาชีพข้าราชการ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ไม่ว่าตำแหน่งไหน อยู่จังหวัดไหน ข้าราชการทุกคนก็ต้องทำงานรับใช้ชาติและประชาชน มุ่งประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

ยังมีบางกลุ่มไม่กลัวกฎหมาย

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เร่งปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ว่า ไม่ใช่แค่ที่ จ.ภูเก็ต แต่ทุกที่ ที่มีประเด็นเรื่องนี้ ทั้ง จ.ภูเก็ต เกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ตอนนี้ทุกคนเร่งทำงานเรื่องนี้กันอยู่ ย้ำว่า เราทำหมดทุกพื้นที่ เพราะสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น เรายอมให้กลุ่มคนบางกลุ่ม หรือใครบางคนมาใช้อำนาจในสิ่งที่ไม่ดีมารังแกคนอื่นไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯมีความรู้สึกติดใจในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เนื่องจากลงพื้นที่เองแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการปราบปราม นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าไม่มีความคืบหน้า สิ่งที่นายกฯลงไปอยู่ในกระบวนการ แต่ปรากฏยังมีคนบางกลุ่มที่ยังมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวกฎหมายอยู่ เลยค่อนข้างที่จะซีเรียส

เมื่อถามว่า หลังจากเดินหน้าดึงคนที่มีปัญหาออกจากพื้นที่แล้ว และส่งคนใหม่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ คิดว่า จะมีความคืบหน้าหรือดีขึ้นหรือไม่ นายวรศิษฏ์กล่าวว่า เราหวังผลดีขึ้นแน่นอนอย่างที่ทุกคนทราบ สถานการณ์ใน จ.ภูเก็ต ขณะนี้มีความวุ่นวายอยู่พอสมควร ฉะนั้น ทีมที่นายกฯส่งเข้าไปทำงาน เราคาดหวังในผลสัมฤทธิ์อย่างมากแน่นอน

เชือดหมดใครมีเอี่ยว

เมื่อถามว่า จะใช้กรอบระยะเวลาดำเนินการเรื่องนี้นานแค่ไหนเพื่อให้เห็นผล นายวรศิษฏ์กล่าวว่า ไม่มีกรอบ ต้องเร็วที่สุด และเท่าที่ได้ยินข้อมูลมา ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายบริหาร ตอนนี้ฝ่ายนิติบัญญัติเองก็เข้ามาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะมีคณะกรรมาธิการหลายคณะจะลงไปตรวจสอบเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนกังวลเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลด้วย และยังอยู่ได้ในพื้นที่ จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร นายวรศิษฏ์ กล่าวว่า ถ้ามีคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องและพิสูจน์ได้ก็รับกันไป เพราะหากคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังอยู่ตรงนั้น ทำให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลสามารถทำงานตรงนั้นได้ ก็อยู่ไม่ได้ นโยบายนายกฯสั่งการมาชัดเจนว่า เรื่องเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องใครทำก็ต้องรับ

สื่อภูเก็ตร้องถูกผู้มีอิทธิพลฟ้อง

ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน รับยื่นหนังสือจาก นายวรพงศ์ ยูระหมานผู้ก่อตั้งเพจข่าวโหดจัง จังหวัดภูเก็ต กรณีถูกผู้กว้างขวางรายหนึ่งฟ้องร้องดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการนำเสนอข่าวปัญหาหาบางเทาในจังหวัดภูเก็ต

ทั้งนี้ นายวรพงศ์ ได้เปิดเผยรายละเอียดมากมาย ซึ่งคนภูเก็ตรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร และอดทนมานานแล้ว

ด้านน.ส.ภคมนกล่าวว่า ผู้มีอิทธิพลดังกล่าวไม่ใช่คนใหม่ แต่เป็นผู้มีอิทธิพลที่มีข่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับข่าวการย้ายรองผู้ว่าซีฟู้ด ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้พูดในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยว่า รองผู้ว่าฯคนดังกล่าว มีคนสนิทเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ และบุกรุกที่สาธารณะ และคนที่ฟ้องสื่อมวลชนท้องถิ่นวันนี้ ก็เป็นคนใกล้ชิดของคนนั้น

น.ส.ภคมนกล่าวอีกว่า การย้ายรองผู้ว่าฯ เป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น แต่ฉากละครสำคัญวันนี้เล่นไม่เนียน ผู้เขียนบททำมาไม่ละเอียด เชื่อว่า หลังจากข่าวนี้ออกไป จะมีคนออกมาบอกว่า เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ไม่ใช่แค่ที่ภูเก็ต แต่ทุกที่ที่มีประเด็นเรื่องนี้ทั้งภูเก็ต เกาะพะงัน สุราษฎร์ธานี และกระบี่ตอนนี้ทุกคนเร่งทำงานเรื่องนี้กันอยู่ ย้ำว่า เราทำหมดทุกพื้นที่ เพราะสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น เรายอมให้
กลุ่มคนบางกลุ่ม หรือใครบางคนมาใช้อำนาจในสิ่งที่ไม่ดีมารังแกคนอื่นไม่ได้”

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์บรูไน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ 4 ด้าน

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์บรูไน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ 4 ด้าน

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์บรูไน พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ 4 ด้าน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.19 น.

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ เดินหน้าความร่วมมือด้านเกษตร อาหาร พลังงาน สาธารณสุข พร้อมชวนบรูไน ลงทุนในไทย สร้างความมั่นคงและการเติบโตร่วมกัน

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ ห้องรับรอง ชั้น 1 โรงแรม Mirage เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ (His Majesty Sultan Haji Hassanal Bolkiah Mu’izzaddin Waddaulah) แห่งบรูไนดารุสซาลาม ระหว่างการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย

ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้าฯ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความซาบซึ้งต่อสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ ที่ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมทั้งกล่าวแสดงความยินดีกับ เจ้าชายอับดุล มาติน ในโอกาสได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของบรูไนฯ ด้านสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ ทรงมีพระราชดำรัสชื่นชมความสัมพันธ์ทางการทูตของไทย-บรูไนฯ มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในทุกระดับ พร้อมร่วมมือส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมในทุกมิติ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความตั้งใจที่จะเดินทางเยือนบรูไนฯ อย่างเป็นทางการในโอกาสที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการเยือนบรูไนฯ ครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับบรูไนอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีในสาขาที่มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

ในด้านการเกษตร นายกรัฐมนตรีแสดงความสนใจต่อการนำเข้าปุ๋ยจากบรูไนฯ เพิ่มมากขึ้น โดยเห็นว่าการกระจายแหล่งนำเข้าปุ๋ยมีความสำคัญต่อการรับมือกับความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยหารือกับฝ่ายบรูไนฯ ในรายละเอียดต่อไป

ด้านความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของบรูไนฯ และแสดงความพร้อมในการส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรคุณภาพของไทยไปยังบรูไนฯ เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารระหว่างทั้งสองประเทศ

ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานระหว่างกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ด้านสาธารณสุข นายกรัฐมนตรียินดีต่อการส่งเสริมความร่วมมือด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลบีเอ็นเอชของไทยกับ Jerudong Park Medical Centre ของบรูไน ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และการส่งต่อผู้ป่วยให้เข้ารับการรักษาในประเทศไทย

ด้านการลงทุน ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีต่อความคืบหน้าของข้อตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับบรูไนฯ (Double Taxation Agreement) ซึ่งมีความพร้อมสำหรับการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศในโอกาสอันใกล้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนภาคเอกชนของบรูไนฯ เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ สำหรับพระมหากรุณาธิคุณและพระราชไมตรีอันแน่นแฟ้นที่ทรงมีต่อประเทศไทย รวมทั้งการทรงสนับสนุนความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศมาโดยตลอด พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการทำงานร่วมกับบรูไนฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง ความมั่งคั่ง และความผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป

พลพีร์ ยันไม่อุ้มคนผิด-ฟอกขาว หลังถูกเพจเปิดภาพคู่ โยงสัมพันธ์รองผู้ว่าฯคนดัง

พลพีร์ ยันไม่อุ้มคนผิด-ฟอกขาว หลังถูกเพจเปิดภาพคู่ โยงสัมพันธ์รองผู้ว่าฯคนดัง

พลพีร์ ยันไม่อุ้มคนผิด-ฟอกขาว หลังถูกเพจเปิดภาพคู่ โยงสัมพันธ์รองผู้ว่าฯคนดัง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.10 น.

“พลพีร์”ยัน”ส่วยภูเก็ต”ไร้เอี่ยว”ภูมิใจไทย” ยันไม่อุ้มคนผิด-ฟอกขาว หลังถูกเพจเปิดภาพคู่ โยงสัมพันธ์”รองผู้ว่าฯคนดัง” ลั่นใครเป็น”กุ๊ย-มาเฟีย”ในพรรค เปิดมาเลย ไม่มีเอาไว้ ด้าน”วรศิษฎ์”ชี้หากเชื่อมโยงจริง ต้องยืนค้ำฟ้า คงไม่ถูกโยกย้าย พร้อมทำงานเต็มที่ เดินหน้าจัดระเบียบทั้งประเทศ

17 มิถุนายน 2569 ที่ จ.ภูเก็ต นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ในฐานะ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีเพจดัง เผยแพร่ภาพคู่ของ นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย กับอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนดัง พร้อมให้จับตาความสัมพันธ์พรรคการเมืองใหญ่ ว่า ต้องบอกว่ายังไม่มีคำกล่าวหาที่ระบุมาถึงพรรคภูมิใจไทยเลย และในโซเชียลมีเดีย ก็มีการนำรูปบุคลากรของพรรคออกมาเผยแพร่ วันนี้ต้องขอยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และหากใครมีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ของพรรค ไม่ว่าจะระดับไหน ทั้งเป็นอดีตผู้สมัคร แคนดิเดต หรือ สส.หรือรัฐมนตรี หากมีหลักฐานว่าเราไปปู้ยี่ปู้ยำ ทำตัวเป็นมาเฟียเป็นกุ๊ย ก็ขอให้มาบอกพวกตน ไม่ว่าเป็นใครในพรรค พวกตนก็ไม่เอาไว้

เมื่อถามว่า ยืนยันได้ใช่หรือไม่ว่าจะไม่เป็นการฟอกขาว นายพลพีร์ กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ วันนี้ออกมาตอบแล้ว สืบแล้ว ว่ากระบวนการยุติธรรมเสร็จสิ้นแล้ว ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ผมไม่ได้สนใจว่าเป็นใคร อาวุโสอย่างไร ผมไม่สนใจว่าการเมืองคุณจะเป็นอย่างไร ผิดก็คือผิด พรรคไม่เอาไว้”

เมื่อถามถึงกรณีที่สังคมกำลังจับตามองว่า 3 รมช.มหาดไทยหน้าใหม่ จะเข้ามาล้างบางทั้งเรื่องส่วยและผู้มีอิทธิพล มีความตั้งใจอย่างไรบ้าง ด้าน นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ในฐานะ สส.สตูล พรรคภูมิใจไทย กล่าวเสริมว่า “แน่นอน ร้อยเปอร์เซ็นต์” ในเรื่องความเชื่อมโยงกับบุคลากรในพรรคภูมิใจไทย หากมีความเชื่อมโยงจริง และมีอิทธิพลจริง ทำไมถึงมีการโยกย้ายเกิดขึ้น ต้องยืนอยู่ค้ำฟ้าในการที่จะไปหาผลประโยชน์ต่อ แต่วันนี้นายกฯ ก็ทำให้เห็นแล้ว และเป็นนโยบาย หากมีประเด็นเกิดขึ้นก็ต้องว่ากันไป

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการทำงานพวกเราก็เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ วันนี้ที่เราลงมาก็เพื่อจัดระเบียบ และช่วยแก้ปัญหาเพราะเข้าใจดีว่าส่วยที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดเล็กๆ น้อยๆ จึงทำให้เกิดเงื่อนไขให้กับกลุ่มผู้ที่ไม่หวังดีมาขูดรีด หากอะไรที่ผิดอยู่ก็ทำให้มันถูก จะได้ไม่ต้องมีเงื่อนไขให้มาแก้ พร้อมย้ำว่า เราทำงานเต็มที่อยู่แล้ว และยึดหลักปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ซึ่งไม่ใช่เฉพาะจังหวัดภูเก็ตแต่ยังรวมถึงจังหวัดอื่นๆ ทุกพื้นที่ด้วย

คืนภูเก็ตให้คนภูเก็ต! 2 รมช.มท.ยกคณะลุยสางปัญหาหาดฟรีดอม

คืนภูเก็ตให้คนภูเก็ต! 2 รมช.มท.ยกคณะลุยสางปัญหาหาดฟรีดอม

คืนภูเก็ตให้คนภูเก็ต! 2 รมช.มท.ยกคณะลุยสางปัญหาหาดฟรีดอม

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.01 น.

“2 รมช.มหาดไทย”ยกคณะลงพื้นที่ภูเก็ต สางปัญหา”หาดฟรีดอม” สั่งสอบ”น.ส.3″หลังอ้างสิทธิเก็บค่าลงหาด ปลุกชวนผู้ประกอบการแจ้งเบาะแสปิดช่องทางส่วย รับปาก”คืนภูเก็ตให้คนภูเก็ต” โวลั่น”พวกผมมาที่นี่ไม่ได้มาทำให้เสร็จ แต่มาทำให้สำเร็จ”

17 มิถุนายน 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย พร้อมด้วย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นำคณะ ประกอบด้วย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพล การรุกที่สาธารณะ นอมินี และส่วยในพื้นที่ โดยทันทีที่มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต มี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มารายงานสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่

จากนั้น คณะได้เดินทางลงพื้นที่จุดแรก คือ หาดฟรีดอม ต.ป่าตอง อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต โดยเมื่อมาถึง มีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ นำโดย นายสัมพันธ์ มีสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ภูเก็ต ได้รายงานรายละเอียดพื้นที่พร้อมนำแผนที่แสดงจุดต่างๆ บนหาดให้คณะได้รับทราบ ก่อนจะพาคณะเดินลงหาดฟรีดอมซึ่งยังเป็นพื้นที่ทางลาดชัน ระยะทางกว่า 300 เมตร เป็นพื้นที่ถนนหินลูกรัง โดยระหว่างทางมีติดแผ่นป้ายเป็น “พื้นที่ตรวจยึด” และบางจุดเจ้าหน้าที่ยังรายงานว่ามีพื้นที่ที่มีผู้ประกอบการบางรายอ้าง 10 ว่าได้เอกสารสิทธิ และเก็บค่าหัวนักท่องเที่ยวเดินลงหาด หัวละ 100 บาท

ขณะที่มีรายงานเพิ่มเติมว่าก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ครั้งล่าสุด จุดนี้มีการกางร่มและเก้าอี้ผ้าใบ รวมถึงมักจะมีการยิงปืนข่มขู่อยู่บ่อยครั้งเวลาจะเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ซึ่งพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ทรัพยากรและที่ดินของรัฐ นอกจากนี้ บริเวณชายหาดยังมีการทำทุ่นไว้ ซึ่งหากไม่ใช่หน้ามรสุมเรือนำเที่ยวจะสามารถเข้ามาส่งนักท่องเที่ยวขึ้นมาที่หาดฟรีดอมแห่งนี้ได้แล้วจะมีการเก็บค่าหัวเช่นเดียวกัน

นายพลพีร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่หาดฟรีดอม ว่า วันนี้ที่ยกคณะมาเพราะต้องการอยากจะมาดูสถานที่จริงเพื่อเข้าใจปัญหาในเบื้องต้นที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานและชี้จุดว่า พื้นที่ส่วนใดของหาดฟรีดอมเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.และพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งทางด้านหลังที่ยืนสัมภาษณ์อยู่นี้เป็นพื้นที่ที่มี เอกสารสิทธิครอบครอง น.ส.3 ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างให้กรมที่ดินทำการตรวจสอบว่าออกเอกสารให้เมื่อใด และออกให้ได้อย่างไร เพราะพื้นที่บริเวณนี้ทั้งหมดเป็นพื้นที่ทั้งของป่าไม้และ ส.ป.ก. ฉะนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่เอกสาร น.ส.3 จะออกให้พื้นที่ตรงนี้ได้ หลังจากนี้จะต้องทำเรื่องไปถึงอธิบดีกรมที่ดินเพื่อให้ตรวจสอบอีกรอบหนึ่งว่าออกเอกสารสิทธิได้อย่างไร ทั้งนี้ พื้นที่อ้างว่ามี น.ส.3 มีการเก็บค่าบริการเดินลงหาด ระยะทางประมาณ 300 เมตร และอีกฝั่งก็จะมี “เสี่ยเล็ก” ที่จะมีเก็บค่าบริการเดินลงหาดเช่นกัน รวมทั้งก่อนหน้านี้ก็มีเริ่มมีราวกันในพื้นที่หาดฟรีดอมที่มีการร่มชายหาด และเก็บค่าบริการ ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควร เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นทรัพย์สินรัฐทั้งหมด ไม่สามารถที่จะทำกิจการทำมาหากินตรงนี้ได้เลย เพราะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายเราจึงมาดูสภาพความเป็นจริงว่านักท่องเที่ยวอยู่กันอย่างไร เที่ยวอย่างไร และมีคนเอาเปรียบนักท่องเที่ยวหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีที่มีที่มีการยิงข่มขู่ใส่เจ้าหน้าที่ จะมีการกำชับฝ่ายปกครองอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า ในเรื่องการยิงคาดว่าน่าจะเป็นการยิงข่มขู่เจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ที่เรากำลังสงสัย ซึ่งทางเราก็มั่นใจว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งอย่างแน่นอน เพราะสภาพแวดล้อมก็สามารถดูได้ด้วยตาเปล่าว่าเป็นอย่างไร แต่เมื่อมีการข่มขู่ขึ้นมาเราก็ต้องทำงานอย่างรอบคอบและระมัดระวังไม่ให้เจ้าหน้าที่ประสบเหตุ แต่ที่ดินทั้งหมดที่กำลังสงสัยก็อยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมายหมดทุกแปลง เหลือแค่พื้นที่หาดฟรีดอมที่มีการอ้างว่ามีเอกสารสิทธิ น.ส.3

เมื่อถามว่า พื้นที่ใน จ.ภูเก็ต นายกรัฐมนตรีได้มีการกำชับอย่างไรบ้าง นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องอะไรที่ผิดคือผิด ซึ่งผู้ประกอบการที่จะไปเจอกับเขาในวันพรุ่งนี้ (18 มิ.ย.) ที่จะต้องดูในเรื่องของกฎกระทรวงและระเบียบต่างๆ เพื่อหาสาเหตุ ว่าทำไมบางธุรกิจยังไม่สามารถขอใบอนุญาตได้หรือเปิดให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ หรือมีอะไรที่ติดขัดตรงไหนจะได้สามารถเข้าไปแก้ไขได้

“สำหรับผู้รู้ตัวว่าประกอบการหรือธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ที่ยังไม่ถูกต้อง ขออนุญาตมาที่คลินิก เพื่อมาลงทะเบียนและมาพูดคุยกับเรา เพราะเราอยากรู้จริงๆ ว่าอุปสรรคการขอใบอนุญาต หรือสิ่วที่ท่านต้องเผชิญ โดนขูดรีด หรือมาเฟีย กุ๊ยที่ไหนก็แล้วแต่ เขาทำอะไรกับพวกท่านบ้างให้มาบอกพวกเรา ซึ่งผมแขะนายวรศิษฐ์ให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะทำให้คนภูเก็ตอยู่ได้ด้วยคนของภูเก็ตเอง ไม่ต้องมีกุ๊ยไม่ต้องมีอิทธิพลไม่ต้องมีมาเฟียไม่ต้องมีใครมาขูดรีดท่านอีกแล้ว นี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้เราทำ เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อปิดภูเก็ต แต่เรามาที่นี่เพื่อต้องการจะทำให้ผู้ประกอบการและชาวภูเก็ตอยู่อย่างมีความสุข” นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวด้วยว่า ยืนยันว่า ประชาชนไม่ต้องกังวลอะไรเลย เพราะเป็นหน้าที่ของตนอยู่แล้ว และในวันนี้ก็มีทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกรมป่าไม้มาร่วมด้วย ขอยืนยันว่าบำบัดทุกข์บำรุงสุขเป็นหน้าที่ของพวกเรา เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเกรงกลัวใครมีอะไรให้มาหาพวกตนได้เลย และมาพูดคุยกัน เพราะบางทีผมอาจจะไม่รู้ถึงปัญหาที่พวกท่านประสบอยู่ หรืออาจอยู่ในขั้นตอนของกฎหมายที่พบท่านได้เผชิญอยู่ เรามาที่นี่เพื่อมาอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาให้ทุกคน ส่วนเรื่องของส่วยที่มีการไปเกี่ยวพันกับข้าราชการและถูกโยงไปถึงระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตนั้น ถ้าทุกอย่างทำถูกต้องตามกฏหมายใครจะมาเก็บอะไร แต่วันนี้ต้องบอกว่าทุกคนใช้ช่องว่างของกฎหมาย ใช้ช่องว่างของข้าราชการ เพื่อไปเอาเปรียบประชาชนและผู้ประกอบการ นั่นคือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีรับไม่ได้ และพวกเรารับไม่ได้ จึงต้องลงมาจัดการด้วยตัวเอง ไม่ใช่มาวันนี้และพรุ่งนี้จบ เรามีแผน 2 แผน 3 แผน 4 และขั้นตอนต่างๆที่ต้องกลับมาอีก เพื่อทำให้มันสำเร็จ

เมื่อถามว่า จะทำร่วมกันไประหว่างการพัฒนาพื้นที่และการแก้ปัญหาส่วยหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าคนที่ต้องการอยากจะประกอบกิจการต่างๆ อย่างถูกกฎหมายมีจำนวนมาก แต่คนที่ไม่อยากให้ถูกกฎหมายเลยก็มี ฉะนั้น เป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องมาอำนวยความสะดวกคนที่อยากอยู่ในระบบ อยากทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนใครที่อยากจะอยู่นอกกฎหมายก็เป็นหน้าที่ของพวกตนที่จะต้องตามจับกุม

เมื่อถามว่า ตอนนี้ที่ผู้บริหารระดับจังหวัดถูกล้างบางเข้ากรุ และชุดใหม่ที่เข้ามาบริหารจะเป็นอย่างไรบ้าง นายพลพีร์ กล่าวว่า วันนี้ไม่ใช่ ประเด็นว่าใครจะมาเป็นพ่อเมือง หรือใครจะมาเป็นรองผู้ว่าฯ หรือตำแหน่งอื่นๆในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนโยบายของนายกรัฐมนตรีชัดเจน ว่าเราต้องทำอะไร และช่วยภูเก็ตอย่างไร หากเรายึดแนวปฏิบัตินี้ก็ไม่มีปัญหากับใคร ส่วนที่สังคมวิจารณ์ว่า รองผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถย้ายผู้ว่าฯ ได้นั้น ที่นายกฯ ให้ตนมา ไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำให้เสร็จ แต่พวกตนมาเพื่อทำให้สำเร็จ ฉะนั้นมันต่างกัน ฉะนั้น ก็ขอให้เวลาพวกตนนิดนึง เพราะรองผู้ว่าฯ ก็เพิ่งจะย้าย ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ก็เพิ่งจะผ่านมติคณะรัฐมนตรี ตนจึงต้องมาเซ็ตระบบกฎหมาย ระเบียบ แต่ที่แน่ๆ ใครอยู่เหนือกฎหมายเราจับหมด

เมื่อถามว่า ที่จะมีการพัฒนาพื้นที่ตรงนี้อย่างไรนั้น ด้าน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ทุกคนทราบอยู่แล้วว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทางกระทรวงฯ เองก็มีแผนที่จะเข้าไปพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้การท่องเที่ยวมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นและดูแลนักท่องเที่ยวได้ดีกว่าเดิม

นายกฯ หนุนเอกชนไทย ขยายโอกาสการค้ารัสเซีย-ยูเรเซีย

นายกฯ หนุนเอกชนไทย ขยายโอกาสการค้ารัสเซีย-ยูเรเซีย

นายกฯ หนุนเอกชนไทย ขยายโอกาสการค้ารัสเซีย-ยูเรเซีย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.40 น.

นายกฯ หนุนเอกชนไทย ขยายโอกาสการค้ารัสเซีย-ยูเรเซีย  ขณะเอกชนชมการทูตไม่เลือกข้าง มาถูกทาง สร้างโอกาสทางธุรกิจ 

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 เวลา 13.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ในการหารือระหว่างอาหารกลางวัน (working lunch) ณ ร้านอาหาร Vishya Zolotaya เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พบกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยในรัสเซีย จำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท CPF Russia จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเกษตร อาหารสัตว์ และการผลิตอาหาร และบริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านการกีฬาและเสื้อผ้ากีฬา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง รับฟังข้อเสนอแนะ และหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณภาคเอกชนไทยที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการแสวงหาโอกาสใหม่ทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดในภูมิภาคที่มีศักยภาพ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัสเซียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เป็นตลาดที่มีศักยภาพและเต็มไปด้วยโอกาส โดยชาวรัสเซียนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอันใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยนอกจากสาขาความร่วมมือดั้งเดิมอย่างพลังงานและการเกษตรแล้ว ไทยยังมองเห็นศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเปิดโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย รวมถึงการผลักดันความร่วมมือกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนไทย พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการไทยใช้ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกในการแสวงหาโอกาสใหม่ สร้างพันธมิตรใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน และขยายบทบาทของไทยในตลาดที่มีศักยภาพ โดยรัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างตรงจุดและตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น พร้อมขอบคุณภาคธุรกิจไทยในรัสเซียที่มีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ และอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจต่อไป

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจไทยในรัสเซียถือเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ รัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ขยายตลาด และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก อันจะนำไปสู่ประโยชน์และความกินดีอยู่ดีของประชาชนในระยะยาว

ในส่วนของภาคเอกชน ได้ขอบคุณรัฐบาลที่ใช้การทูตแบบไม่เลือกข้าง ทำให้เอกชนไทยได้ใช้โอกาสจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในขณะนี้ แม้จะมีอุปสรรคในการทำธุรกรรมการเงินอยู่ แต่หากพิจารณาโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนที่จะเกิดขึ้นกับเอกชนไทยนับว่าใหญ่มาก เพราะนอกจากเป็นตลาดที่มีประชากรประมาณ 150 ล้านคนแล้ว ยังเป็นประตูสู่ประเทศแถบยูเรเซีย จึงขอฝากให้รัฐบาลเดินหน้าเรื่องการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA)

อนุทิน ขีดเส้น 1 ปี พิสูจน์ฝีมือเหล่าบิ๊ก จากสังกัด ภท. ผลงานไม่เข้าเป้าพร้อมเปลี่ยน

อนุทิน ขีดเส้น 1 ปี พิสูจน์ฝีมือเหล่าบิ๊ก จากสังกัด ภท. ผลงานไม่เข้าเป้าพร้อมเปลี่ยน

อนุทิน ขีดเส้น 1 ปี พิสูจน์ฝีมือเหล่าบิ๊ก จากสังกัด ภท. ผลงานไม่เข้าเป้าพร้อมเปลี่ยน

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.04 น.

อนุทิน ขีดเส้น 1 ปี พิสูจน์ฝีมือ รมต.-ปธ.กมธ.14 คณะ-ผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองสังกัดภูมิใจไทย ใครผลงานไม่เข้าเป้าพร้อมปรับเปลี่ยน เปิดทางคนทำงานดีให้พรรคเข้ามาแทน

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ภายหลังพรรคถูกโจมตีจากหลายประเด็นทางการเมือง รวมถึงโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการ TH-AI Passport ปัญหาที่ดินเขากระโดง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลและนอมินีต่างชาติในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ฯลฯ 

ขณะที่รัฐมนตรี ประธานคณะกรรมาธิการ สภาฯ ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย 14 คณะ รวมถึง สส.ของพรรค ยังไม่ได้ออกมาช่วยชี้แจงหรือแสดงผลงานอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก แม้รัฐบาลจะเข้าบริหารประเทศมาแล้วกว่า 2 เดือน ส่งผลให้พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์และกระทบต่อความน่าเชื่อถือ

แหล่งข่าวฯระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้กำชับให้รัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ  สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสัดส่วนของพรรค เร่งขับเคลื่อนการทำงานตามที่พรรคมอบหมายและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ โดยจะมีการประเมินผลการปฏิบัติงานภายในระยะเวลา 1 ปี

“หากผู้ดำรงตำแหน่งรายใดมีผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ จะมีการปรับเปลี่ยนทั้งในระดับรัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ และตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีศักยภาพและมีผลงานโดดเด่นเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน โดยจะไม่ยึดติดกับการจัดสรรโควตาตามแนวทางเดิม”

แหล่งข่าวฯ ยังระบุด้วยว่า การส่งสัญญาณดังกล่าวสะท้อนความต้องการของนายอนุทินที่ต้องการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรในสังกัดพรรค และสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา หลังพรรคเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา