แอน ทองประสม ทรุดกลางสนามศุภฯ หลังเจอ แจ็ค จักรพันธ์ ซัดลูกหลงอัดศีรษะ

แอน ทองประสม ทรุดกลางสนามศุภฯ หลังเจอ แจ็ค จักรพันธ์ ซัดลูกหลงอัดศีรษะ

แอน ทองประสม ทรุดกลางสนามศุภฯ หลังเจอ แจ็ค จักรพันธ์ ซัดลูกหลงอัดศีรษะ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.14 น.

สนามศุภฯ แทบแตก! “แจ็ค จักรพันธ์” พลาดหนักเตะบอลอัดเล็งหัว “แอน ทองประสม” ตัวแม่สปิริตแรง แกล้งสลบทันที เพราะความหล่อเป็นเหตุ 

กลายเป็นชอตไวรัลชั่วข้ามคืน! สำหรับงานมหกรรมฉลองครบรอบ 56 ปี ช่อง 3 “Land Dom” ที่ทำเอาแฟนคลับลุ้นกันตัวโก่งยิ่งกว่าผลบอล เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำเอาคนทั้งสนามตาค้าง! เมื่อนางเอกตัวแม่และผู้จัดฯ ระดับพรีเมียม “แอน ทองประสม” เกือบโดน “น็อก” กลางสนามด้วยลูกฟุตบอลปริศนา!

เหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่ในสคริปต์! เมื่อนักแสดงหนุ่ม “แจ็ค-จักรพันธ์” ตั้งใจจะโชว์ลีลาแข้งเหล็กเตะบอลแจกแฟนคลับตามธรรมเนียม แต่สงสัยจะตื่นเต้นไปหน่อยจนเสียหลัก กลายเป็นลูกบอลพุ่งตรงเข้าหาศีรษะพี่แอนแบบเต็มรัก! ทำเอาหนุ่มแจ็คหน้าถอดสีแบบ 0% รีบพุ่งเข้าไปไหว้ขอโทษขอโพยจนตัวสั่น

แต่ระดับ “แอน ทองประสม” มีหรือจะปล่อยให้บรรยากาศมาคุ ด้วยความเก๋าเกมและสปิริตเกินร้อย พี่แอนรีบแก้ไขสถานการณ์ด้วยการ “ทำท่าแกล้งเป็นลม” ทรุดลงกับพื้นทันที เปลี่ยนวินาทีระทึกขวัญให้กลายเป็นเสียงฮาครืนไปทั้งสนาม เซฟใจรุ่นน้องและเซฟบรรยากาศงานได้อย่างสวยงาม

หลังจบเหตุการณ์ หนุ่มแจ็ครีบโพสต์ระบายความในใจทันทีว่า “ผมขอโทษพี่แอนนะครับ มันเป็นอุบัติเหตุครับ… เครียดเลย” งานนี้พี่แอนไม่ปล่อยให้ต้องนอยด์นาน เข้าไปตอบแบบเท่ๆ ว่า “บอลทำไรพี่ไม่ได้เลยค่ะ นี่มา Hyrox ต่อแล้วนะ!” (แข็งแกร่งกว่าฟุตบอลก็คือพี่แอนนี่แหละ!)

ส่วนฝั่งเพื่อนพ้องวงการบันเทิงก็ไม่พลาดที่จะเข้ามาซ้ำเติม (แบบเอ็นดู) นำทีมโดยตัวตึงอย่าง “บอย ปกรณ์” ที่เข้ามาเมนต์สั้นๆ แต่เจ็บจี๊ดว่า “แจ็ค กูเห็นมึงเล็งนะ” ส่วนสาว “เต้ย จรินทร์พร” ก็เข้ามาคอมเมนต์เห็นอกเห็นใจในความดวงจู๋ของหนุ่มแจ็ค

สรุปสั้นๆว่างานนี้พี่แอนได้คะแนนความสปิริตไปเต็มร้อย ส่วนหนุ่มแจ็ค… ครั้งหน้าก่อนเตะบอล แนะนำให้ไหว้เจ้าที่และไหว้พี่แอนก่อนนะครับลูก!

https://www.tiktok.com/embed/v2/7624958533603282183?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Fentertain%2F957163

อาลัย! ‘ปิ่นนเรศ ศรีนาคาร’ นักแสดงดังจักรๆวงศ์ๆ จากไปอย่างสงบ

อาลัย! ‘ปิ่นนเรศ ศรีนาคาร’ นักแสดงดังจักรๆวงศ์ๆ จากไปอย่างสงบ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.05 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 เฟซบุ๊ก ดาราภาพยนตร์ ได้เผยถึงการจากไปของนักแสดงชื่อดัง ปิ่นนเรศ ศรีนาคาร โดยลูกสาวได้โพสต์แจ้งข่าวเศร้าล่าสุด 

อ้อม-นิศาลักษณ์ ศรีนาคาร โพสต์แจ้งข่าวเศร้า กับการจากไปของคุณพ่อ นักแสดงอาวุโส คุณพ่อปิ่นนเรศ ศรีนาคาร ที่จากไปอย่างสงบเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา(6เมษายน 2569) หลังเพิ่งแอดมิดเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลราชวิถี ด้วยอาการปอดอักเสบ (ต้องเจาะคอ เพื่อให้อ๊อกซิเจน ) 

#กำหนดสวดพระอภิธรรม  ณ ศาลา4 #วัดอุทัยธาราม
 • วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569

เวลา 16.00 น. พิธีรดน้ำศพ

เวลา 18.30 น. สวดพระอภิธรรม

 • วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569

เวลา 18.30 น. สวดพระอภิธรรม

 • วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569

เวลา 18.30 น. สวดพระอภิธรรม

หมายเหตุ: วัดที่ตั้งสวด เมรุเผาเสียใช้การไม่ได้ จึงต้องย้ายมาทำพิธี พิธีฌาปนกิจ อีกวัด

#พิธีฌาปนกิจ วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569 เวลา 16.00 น ณ #วัดดิสหงษาราม #วัดมักกะสัน
 

ส่องลุค เบนซ์ ปุณยาพร นางสงกรานต์ 2569 สวยฉ่ำประดุจภาพวาด เล่าเบื้องหลังสุดพีค

ส่องลุค เบนซ์ ปุณยาพร นางสงกรานต์ 2569 สวยฉ่ำประดุจภาพวาด เล่าเบื้องหลังสุดพีค

ส่องลุค เบนซ์ ปุณยาพร นางสงกรานต์ 2569 สวยฉ่ำประดุจภาพวาด เล่าเบื้องหลังสุดพีค

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.35 น.

กลายเป็นไวรัลรับเทศกาลปีใหม่ไทยทันที เมื่อดาราสาวมากความสามารถอย่าง “เบนซ์ ปุณยาพร” ออกมาเผยภาพเซตล่าสุดผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว สลัดภาพสาวทันสมัยมาสวมชุดไทยเต็มยศ แปลงโฉมเป็น “นางรากษสเทวี” นางสงกรานต์ประจำปี 2569

โดยในปีนี้ นางสงกรานต์นามว่า “นางรากษสเทวี” ทรงพาหุรัด ทัดดอกบัวหลวง อาภรณ์แก้วโมรา ภักษาหารโลหิต พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนูศร เสด็จยืนมาเหนือหลังวรวาหะ หรือ “สุกร” เป็นพาหนะ ซึ่งสาวเบนซ์ก็ถ่ายทอดออกมาได้สวยงาม ทรงพลัง และดูขลังสุดๆ

แต่ที่ทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตอึ้งยิ่งกว่าความสวย คือเบื้องหลังการถ่ายทำ โดยเจ้าตัวเผยว่าเซตนี้เกิดขึ้นแบบสายฟ้าแลบ!

“โทรไปนัดแบบวันเดียวจริงๆ พี่อยากถ่ายเซตนี้ แต่พี่ไม่มีชุดไม่มีเวลามากพอ เพราะต้องไป Live ขายของต่อ”

งานนี้ต้องยกนิ้วให้ทีมงานที่จัดเต็มแบบ Speed Test เพราะใช้เวลาตั้งแต่แต่งหน้า ทำผม จนถึงถ่ายภาพเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงเท่านั้น! จนเจ้าตัวถึงกับออกปากชมว่า “เลิศ ชนะเลิศ!” พร้อมติดแฮชแท็กทิ้งท้ายตามสไตล์ตัวแม่สายขายของว่า #คอลลาเจนเบนซ์ซี่ ทำเอาแฟนๆ เข้าไปกดไลก์และคอมเมนต์ชมในความสวยและสปีดระดับ 5G ของเธอกันเพียบ

ขอบคุณภาพจาก IG : benz_punyaporn 

ไดอาน่าที่รัก 57 ล้านวิว สุรชัย สมบัติเจริญ ปลื้มปริ่ม เพลงรักจากชีวิตจริงกลายเป็นไวรัล

ไดอาน่าที่รัก 57 ล้านวิว สุรชัย สมบัติเจริญ ปลื้มปริ่ม เพลงรักจากชีวิตจริงกลายเป็นไวรัล

ไดอาน่าที่รัก 57 ล้านวิว สุรชัย สมบัติเจริญ ปลื้มปริ่ม เพลงรักจากชีวิตจริงกลายเป็นไวรัล

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.28 น.

วันนี้ 7 เมษายน 2569 กลายเป็นกระแสไวรัลร้อนแรงที่หยุดไม่อยู่จริง ๆ สำหรับเจ้าพ่อเพลงลูกทุ่งรุ่นใหญ่ สุรชัย สมบัติเจริญ ที่ล่าสุดออกมาโพสต์คลิปวิดีโอผ่านเพจเฟซบุ๊ก สมบัติเจริญ สุรชัยไดอาน่า เพื่อกล่าวขอบคุณแฟนเพลงทั้งชาวไทยและต่างชาติ หลังบทเพลง ไดอาน่าที่รัก สร้างปรากฏการณ์ยอดวิวพุ่งสูงถึง 57 ล้านวิวในเวลาอันรวดเร็ว

โดยภายในคลิปวิดีโอ อาแอ๊ด สุรชัย ได้เปิดใจด้วยความตื่นเต้นว่า “ขอบคุณ 57 ล้านวิว ที่มอบให้กับเพลง ไดอาน่าที่รัก ผมแทบช็อก มันเป็นไปได้หรือนี่ ผมไม่คิดไม่ฝันครับ… เพลงนี้ผมเขียนเพื่อให้คนที่ผมรักได้ฟัง เขียนจากใจจากชีวิตจริง ไม่คิดว่าจะพุ่งขนาดนี้ ต้องกราบขอบพระคุณแฟนเพลงทั้งเก่าและใหม่ รวมถึงพี่น้องไทยในต่างแดน ทั้งยุโรป อเมริกา และเพื่อนบ้านอย่างลาวที่ส่งกำลังใจมาให้ล้นหลาม”

สุรชัย สมบัติเจริญ

นอกจากนี้ อาแอ๊ดยังเผยข่าวดีว่าหลังจากนี้เตรียมควงคู่ คุณไดอาน่า ภรรยาสุดที่รัก ออกเดินทางท่องเที่ยวทั้งในอเมริกาและประเทศต่า งๆ เพื่อถ่ายทำวิดีโอและรูปภาพมาฝากแฟนๆ ให้หายคิดถึง พร้อมยืนยันว่าเรื่องราวในครอบครัวจบลงด้วยดี โดยคุณไดอาน่าขอให้หยุดโต้ตอบเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ก่อนจะปิดท้ายคลิปด้วยการโชว์ลูกคอในเพลง ไดอาน่าที่รัก ให้ฟังกันสด ๆ ทำเอาแฟนเพลงเคลิ้มกันทั้งไทม์ไลน์

งานนี้บรรดาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างแห่เข้ามากดไลก์กดแชร์ และคอมเมนต์แสดงความยินดีกับ สุรชัย สมบัติเจริญ หรือ อาแอ๊ด กันอย่างเนืองแน่น เช่น

“สายเลือดที่โดดเด่น ทางการเขียนเพลง ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงไปครับ อ.สุรชัย สมบัติเจริญ”

“ผมอยากให้พี่ เขียนเพลงแนวคุณพ่อครับ แต่พี่ต้องร้องเองน่ะ คือผมชอบแนวเสียงพี่ เสียงพี่ใส หนา กลมกว้างโทนเสียงเหมือนพ่อสุรพล แต่เติมความเปนเอกลักษณ์ของสรุชัย ชอบตรงนี้ครับ”

“สวัสดีค่ะคุณสุรชัยสมบัติเจริญขอให้สุขภาพแข็งแรงแข็งแรงแคล้วคลาดปลอดภัยพระคุ้มครองค่ะติดตามอยู่ค่ะ”

“แปลกคะฟังแล้วเพราะจริงๆทั้งค่ำรอ้งและเสียงทร่ไพเราะและกินใจ”

“สุดยอดครับ พี่กลับมาดังอีกครั้ง เพลงนี้พี่ร้องจากหัวใจ ใส่อารมณ์ ได้เต็มที่ มันคือชีวิตพี่ จึงไพเราะมาก น่าจะทะลุ 100 ล้านวิวอีกไม่นานครับ “

“ขอแสดงความยินดีกับยอดวิวเพลงเพราะด้วยค่ะ”

“สวัสดีค่ะพี่แอ๊ด&มาดามไดอาน่าค่ะ”

“คุณลุง ร้องเพลงไหนก็เพราะค่ะ ชอบๆค่ะ”

“จงมีแต่ความสุขตลอดไปครับทั้งชาติรักสมบัติเจริญตลอดไป”

สุรชัย สมบัติเจริญ
สุรชัย สมบัติเจริญ
สุรชัย สมบัติเจริญ
สุรชัย สมบัติเจริญ
สุรชัย สมบัติเจริญ

เรียกว่าเป็นการคัมแบ็กที่สมศักดิ์ศรีทายาทราชาเพลงลูกทุ่งจริงๆ ส่วนใครที่ยังไม่ได้ฟังเพลงนี้ ระวังจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่องนะจ๊ะ

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สมบัติเจริญ สุรชัยไดอาน่า

เปิดใจ เจเจ ยุวฉัตร อดีตภรรยาคนที่สอง เหน่ง เหม่งจ๋าย เคลียร์ชัดปมแบ่งอัฐิ-ทรัพย์สิน

เปิดใจ เจเจ ยุวฉัตร อดีตภรรยาคนที่สอง เหน่ง เหม่งจ๋าย เคลียร์ชัดปมแบ่งอัฐิ-ทรัพย์สิน

เปิดใจ เจเจ ยุวฉัตร อดีตภรรยาคนที่สอง เหน่ง เหม่งจ๋าย เคลียร์ชัดปมแบ่งอัฐิ-ทรัพย์สิน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.07 น.

เปิดใจ “เจเจ ยุวฉัตร” อดีตภรรยาคนที่สอง ปมแย่งอัฐิ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” พร้อมเคลียร์ชัดประเด็นแบ่งทรัพย์สิน ถึงขั้นไปเคาะโลงบอกกล่าว

กลายเป็นมหากาพย์งานศพ แม้จะเผาไปแล้ว แต่ก็ยังไม่วายมีดราม่า เรื่องการแบ่ง “อัฐิ” ของ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” และที่อยู่ดีๆ กลับกลายมาเป็นประเด็นสังคม เนื่องจากอัฐิของตลกชื่อดัง หลังจากได้ฌาปนกิจแล้ว ผ่านไป 5-6 วัน ยังคงอยู่ที่วัด และที่กลายเป็นดราม่าหนัก เพราะว่าอยู่ในลัง ล่าสุด “เจเจ ยุวฉัตร” อดีตภรรยาคนที่สอง แม่ของ “น้องเพนนี” พร้อมเพื่อนซี้ “แมงปอ ชลธิชา” ได้มาเปิดใจครั้งแรก ผ่านรายการคุยแซ่บโชว์ ทางช่องวัน 31 หลังจากที่ได้ข้อตกลงในการแบ่งอัฐิออกเป็นสองส่วน และได้นำไปลอยอังคารแล้ว พร้อมแจ้งกับประเด็นที่สังคมยังสงสัย เรื่องการแบ่งทรัพย์สินของ ”เหน่ง เหม่งจ๋าย“

ตอนนี้สบายจิตใจเป็นยังไงบ้าง เพราะว่านอกจากการสูญเสียแล้ว ยังมีประเด็นดรามาต่างๆ?

เจเจ : ตอนนี้เจรู้สึกยิ้มได้บ้างแล้ว เพราะว่าเราได้ทำแบบสุดทางแล้ว ได้นำกระดูกเค้าไปลอยอังคาร 

แมงปอ : คือเราในฐานะเพื่อน เราก็โล่งใจเพราะได้นำอัฐิไปลอยอังคารแล้ว แต่ก็ยังเป็นห่วงหลาน น้องเพนนี เพราะเค้าเพิ่งอายุ 13 ปี พอจบงานปุ๊บ น้องเขาก็ยังเศร้าอยู่มาก ไม่ค่อยคุยกับใคร

ย้อนกลับไปเราเคยทราบมาก่อนไหมว่าเค้าไม่สบาย?

เจเจ : คือเคยเห็นตามรายการ ก็ยังคุยกับแมงปอเลยว่า พี่เหน่งผอมลงนะ ป่วยหรือเปล่านะ แต่เราก็ไม่ได้ถามเจ้าตัว เพราะว่าเราเองก็ต้องทำงาน พึ่งมารู้ว่าเค้าป่วยตอน 4-5 วัน ก่อนที่เค้าจะเสีย พอเราทราบปุ๊บ อันดับแรกก็คือให้กำลังใจกันก่อน เพราะโรคที่เค้าเจอ สิ่งสำคัญคือกำลังใจต้องดี เค้าต้องหาย เราก็ทักไปให้กำลังใจเขา ซึ่งเขาก็ยังไม่ได้ตอบเรากลับมา เพราะเขาก็คงยุ่งๆ กับงาน 

และเรามาทราบข่าวอีกทีนึงในวันที่เขาเสียชีวิตแล้ว?

เจเจ : ตื่นเช้ามาในวันที่ 19 คือเราเคลียร์งานที่กรุงเทพฯ เสร็จแล้ว ก็กะว่าจะกลับไปพิษณุโลก ก็รับลูก แล้วเอาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อจะมาหาพ่อเขา มันเป็นช่วงปิดเทอมพอดี แต่พอเราตื่นมา ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า พี่เหน่งเสียแล้วนะ มันจุก ทำไมเราช่วยเขาไม่ได้ (เสียงสั่น) และสิ่งที่หนักอึ้งอีกอย่างหนึ่ง เราไม่กล้าบอกลูกเรา ว่าพ่อเค้าจากไปแล้ว เราก็ตัดสินใจโทรไปหายายของน้องเพนนี ว่าจะบอกลูกยังไงดี ก็เลยคิดว่าจะบอกลูกว่ามาเยี่ยมพ่อก่อน ให้รีบเก็บเสื้อผ้าแล้วรีบมาเลย เรากลัวเค้าเสียใจ แต่น้องเพนนีส่งข้อความมาหาเรา บอกกับเราว่า เห็นในข่าวว่าพ่อเสียแล้ว 

และมีสิ่งหนึ่ง ที่ระหว่างพูดคุยกับน้องอยู่ มันทำให้เราจุกอก?

เจเจ : คือเค้าตัดสายทิ้ง เค้าส่งข้อความกลับมา ว่าอย่าเพิ่งเอาพ่อหนูไปไหนนะ หนูขอ กอดพ่อหนูเป็นครั้งสุดท้ายก่อน แล้วพอเขามาถึงที่วัด เค้าก็มาบอกพ่อเขา เขาพูดว่า หนูขอโทษพ่อ เพราะว่าพ่อเค้าเคยส่งข้อความมาว่า ให้โทรหาพ่อบ้างนะ แต่ด้วยความที่เขาเป็นวัยรุ่น เค้าจะติดเพื่อนมาก ไม่ได้โทรหาพ่อเลย ซึ่งข้อความนั้น คือข้อความสุดท้ายที่พ่อส่งให้ เค้ารู้สึกผิดมาก เค้าจึงอยากขอโทษพ่อ พอเขามาถึงวัด เรารู้เลยว่าเค้าพยามกั้นน้ำตา ซึ่งย้อนกลับไปเพราะพี่เหน่งเคยสอนลูกว่า ให้เข้มแข็ง อย่าอ่อนแอ เราต้องเป็นผู้หญิงแกร่งนะ จะสังเกตได้ว่าเค้าจะไม่ร้องไห้โฮ แต่ตาเค้าจะแดง มีโอกาสไปขอขมาพ่อ เค้าก็บอกว่าหนูขอโทษที่ไม่ได้โทรกลับหาหาพ่อ 

แมงปอ : คือเราพอทราบข่าว เราก็ไปถึงวัดประมาณบ่ายสาม เราก็ตามไป ก็นั่งรอหลาน

ย้อนกลับไปช่วงที่เป็นสามีภรรยากัน เป็นยังไงบ้าง?

เจเจ : เราเป็นสามีภรรยากันมา 17 ปี เราคบกันมาตั้งแต่มหาลัย เพิ่งเลิกรากันไปได้ 4 ปี 

แต่มันก็มีคนบางกลุ่ม  มองว่า เลิกกันไปแล้ว เธอมาทำแบบนี้ต้องการอะไร? 

แมงปอ : คือเราก็เห็น แต่เราก็รู้สึกเฉยๆ เพราะเรารู้ว่าเพื่อนเราไปเพราะอะไร ปล่อยให้เขาพูดกันไป แต่พอจบงาน มันกลับกลายมีดราม่าเกิดขึ้น มีการโพสต์ขึ้นมา กับประโยคที่ว่า ”จบงานแล้ว เลิกสร้างภาพได้แล้ว“ เราก็ยังงงอยู่ว่าเค้าหมายถึงใคร จนมีคนมาบอกเราว่า โพสต์นั้นมีการแก้ไขข้อความนะ ในข้อความที่เค้าแก้ไข เค้าได้วงเล็บไว้ว่า อดีตคนที่สอง ก็คือเพื่อนเรานั่นแหละ เราก็ต้องออกมาปกป้องเพื่อน

มันเหมือนว่าเราโดนหมัดน็อกไหม ?

แมงปอ : คือเรารู้แล้วว่าการที่เพื่อนเราไป เค้าไปโดยที่มีเจตนาที่ดี เราโพสต์เพื่อที่ต้องการอธิบาย เป็นข้อๆ แล้ววันนั้นเค้าก็มีประกาศออกไมค์ ว่าขอสัมภาษณ์เจเจ แต่เพื่อนเราก็หลบออกไปนอกศาลา

เจเจ : เจมองว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของเรา การที่เรามาวันนี้ เราต้องการพาลูกมากราบ และเราก็มาช่วยงาน มาอโหสิกรรมครั้งสุดท้าย 

แต่คนก็มองว่าแมงปอ  มันไม่ใช่เรื่องของเธอนะ เธอออกมาโพสทำไม?

แมงปอ : เราเป็นเพื่อนกันมา 10 กว่าปี ก็อยากจะถามกลับเหมือนกันว่า ถ้าคุณมีคนที่คุณรัก คือเจเจเค้าตัวคนเดียว (กอดกัน) แล้ววันนั้นที่เราโพสต์ เราก็ไม่ได้ปรึกษาเจ เราอยากให้เขาอยู่เฉยๆ เราแค่อยากให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ออกมาอธิบายดีกว่า และอย่างที่อีกฝ่ายโพสต์ เราก็ไม่รู้ว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เราก็มานั่งไล่ลำดับ อย่างเช่นเค้าบอกว่าทำไมจะต้องนั่งประกบกับลูกสาวตลอดเวลา เพื่อให้กล้องจับ อันนี้เราก็งงๆ ก็เด็กมันอายุแค่ 13 อีกอย่างก็ลูกเขา 

เราได้เห็นพี่แมงปอแก้ต่างให้เรา เรารู้สึกยังไง?

เจเจ : ตกใจ เราก็ทักไปหาเขา ก็ไม่คิดว่าเค้าจะออกมาปกป้องเราขนาดนี้ ซึ่งถ้าถามความรู้สึกเรา เราตั้งใจว่าเราจะมองข้าม เราเจตนาว่า เรามาตรงนี้เพราะอะไร

นักข่าวก็โหดอยู่นะ วันนั้นเป๊กก็ดูอยู่ เค้าก็จะสัมภาษณ์คนปัจจุบันทีนึง อดีตทีนึง เค้ายืนตึงกันอยู่อย่างนี้ ก็เข้าใจในการทำใจยากอยู่เหมือนกันนะ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าคนนี้ก็คือแม่ของลูก เค้าเคยอยู่กันมานาน ปัจจุบันก็คือปัจจุบัน ไม่มีใครลบปัจจุบันได้ เพราะได้ยินว่าในงาน เจเจก็พยามจะหลบ เก้าอี้วีไอพีเราก็ไม่ไปนั่ง?

เจเจ : เราก็ไปนั่งหลบ ตรงมุมสำหรับแขก เรามีพื้นที่ของเรา ว่าเราควรอยู่ตรงไหน อะไรช่วยได้เราก็จะช่วย 

ใบปอ : แต่ที่เห็นว่าเจเดินไปเดินมา ไปรับแขก เพราะพี่ๆ ที่มา ก็คือพี่พี่ในวงการตลก เค้าก็รู้จักเจเจอยู่แล้ว 

แล้วอย่างวันที่เผา เห็นว่าลูกสาวร้องไห้โหหนักมาก?

เจเจ : ถือว่าเป็นวันที่เขาร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต เพิ่งเคยเห็นว่าเค้าร้องไห้หนักขนาดนี้ เราก็ยืนมองอยู่ไกลๆ คือเค้าอยู่กับพี่กีตาร์ (ลูกสาวคนแรก) ก็ยืนดูหน้าพ่อเค้าเป็นครั้งสุดท้าย เค้าเสียใจมาก เราเป็นแม่ เราจุกอยู่ในอก เราก็ให้กำลังใจลูกว่า ไม่ต้องคิดมากนะ พ่อเค้าไปสบาย แล้วก็จำไว้ด้วยว่า พ่อเค้ารักลูกมาก 

แมงปอ : เราก็ให้กำลังใจน้อง เราก็บอกว่าพ่อ เค้าไม่เจ็บปวดแล้ว พ่อเค้าไปสบายแล้ว หนูก็ดูแลตัวเองดีๆ ดูแลแม่ด้วย 

เจเจ : อย่างสภาพจิตใจล่าสุด เค้าก็อยู่กับเพื่อน แต่บางทีเค้าก็จะเศร้า เอาอัลบั้มรูปมาเปิดดู เป็นอัลบั้มที่ตั้งแต่เค้าเด็กๆ เค้าแอบดูอยู่คนเดียว 

อย่างดราม่าล่าสุด  เรื่องอัฐิ เราทราบตอนไหน?

เจเจ  : คือพี่ยูริ ภรรยาของพี่บอล โทรเข้ามาหาเรา บอกว่ารู้ไหม ว่ากระดูกเหน่งอยู่ไหน เราก็บอกว่าอยู่ไหน เค้าก็บอกว่าอยู่ที่วัด ซึ่งมันก็ 7-8 วันแล้ว ซึ่งวันนั้นพี่ยูริบังเอิญเค้าไปทำบุญที่วัด เพราะว่าเค้าได้โชคจากพี่เหน่ง เราร้องไห้กันเลย สงสารมาก พี่ยูก็บอกว่าให้เรามาที่วัดเลย ให้เอากระดูก ไปทำตามศาสนาให้ถูกต้อง เจก็ทิ้งงานหมดเลย ก็เลยโพสต์บอกลูกค้า เพราะว่ามันไม่ไหวจริงๆ เราร้องไห้ เราสงสารพี่เหน่ง ถ้าเราช่วยอะไรเค้าได้ เราเต็มใจอยู่แล้ว เรากะว่าเราจะขับรถ เข้ากรุงเทพฯ ไปเอาอัฐิมาทำพิธีที่พิษณุโลก ก่อนหน้านี้ก็คุยกัน กับพี่สาวของพี่เหน่งว่า เราก็ให้เกียรติภรรยาคนปัจจุบันเป็นคนจัดการ ส่วนเราแค่เอารูปและชื่อไปทำบุญกัน 

แมงปอ : คือบ้านปอ ก็มีเชื้อสายจีนเหมือนกัน และการฝากไว้ที่วัด ก็ต้องคุยกันว่าจะเก็บไว้ตรงไหน มีชื่อนามสกุลติดให้เรียบร้อย 

แล้วตอนนี้เรื่องอัฐิความคืบหน้าล่าสุดคือยังไง?

เจเจ : ตอนนี้ก็แบ่งเรียบร้อยแล้ว ก็จะแบ่งเป็นสองส่วน ทางเรานำไปทำตามประเพณีเพื่อความสบายใจ ก็คือไปลอยอังคาร และอัฐิ อีกชุดนึงก็แบ่งไปให้กับภรรยาคนปัจจุบัน และส่วนที่เป็นฟันก็เก็บไว้ให้กับเด็กๆ ซึ่งกีตาร์เค้าก็อยากนำกระดูกของพ่อไปใส่เป็นล็อกเกต เอาไว้แทนใจ ซึ่งพอเปิดออกมา เค้าก็เห็นเลยว่ามีฟัน ซึ่งฟันเป็นส่วนที่เล็กมาก หลายคนเลยคิดว่าเนี่ยแหละคือสิ่งที่พี่เหน่งอยากจะให้ลูกเก็บเอาไว้ แล้วย้อนกลับไป วันที่เราไปรับกระดูก เราก็ไปด้วย แต่เราไม่อยากลงไป เพราะไม่อยากให้เกิดดราม่าอีก เราอยากให้พี่เหน่งเค้าไปแบบสบายที่สุด อยากให้มันจบเร็วมากที่สุด 

อย่างวันลอยอังคาร เห็นว่ามีสายรุ้งด้วย?

แมงปอ : รูปสายรุ้ง แฟนปอเป็นคนถ่าย ครอบเรือ อาจจะสื่อว่าเขาไปสบายแล้ว และไม่มีคลิปนึงที่คล้ายๆได้ยินเสียง ว่าเย้เย้ ซึ่งปอก็คิดว่าแหละคือเสียงพี่เหน่ง

แล้วสรุปเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน ทิศทางคือเป็นยังไง?

เจเจ : ก็อย่างที่บอกตั้งแต่ตอนแรกว่า การที่เจมางานศพ เราไม่ได้ต้องการอะไรเลย แค่ต้องการมาอโหสิกรรม และพาลูกมากราบเท่านั้นเอง แล้วในการแบ่งสมบัติให้ลูกเรานั้น ก็ไม่ได้คุยกันเลยในเรื่องนี้ เพราะว่าเราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่แรกแล้ว เราก็ยังยืนยันเหมือนเดิม เพราะวันที่เราไปงานศพ เราก็ไปเคาะโลง ก็บอกเค้าว่า ที่เค้ามาวันนี้ เค้ามาอโหสิกรรมให้ เขาไม่ต้องการมาเอาอะไรในงานของตัวเองทั้งสิ้นเลย แต่ถ้าตัวเองจะช่วย ก็ช่วยให้เขามีงานเยอะๆ เพื่อให้ได้มีเงินได้เลี้ยงลูกต่อ เท่านั้นเอง

อย่างล่าสุดก็คือ  “บอล เชิญยิ้ม” อาสาจะส่งเสียลูกเราจนจบปริญญา?

เจเจ  : อันนี้คือเป็นเรื่องที่เราซาบซึ้งมาก โทรมาหาเราตั้งแต่แรกว่า ทำงานไปนะ ไม่ต้องเครียด เงินที่ได้มาจากการทำงาน เก็บไว้เป็นค่าขนมลูก ส่วนพี่กับยู จัดการค่าเล่าเรียนให้เอง จะส่งหลานให้เรียนจนจบปริญญาตรี เค้าก็บอกว่าคนที่เหน่งรัก เค้าก็รักด้วย เจก็อยากจะ ขอบคุณพี่บอลพี่ยูริ ดูแลตั้งแต่เหน่ง เจ ตั้งแต่สมัยวัยรุ่น จนมาถึงรุ่นลูก (ยกมือไหว้)

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทางช่องวัน31 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

ผลักดัน‘หนังใหญ่’ ไทย ให้ก้าวไปสู่ ‘มรดกโลก’

ผลักดัน‘หนังใหญ่’ ไทย  ให้ก้าวไปสู่ ‘มรดกโลก’

ผลักดัน‘หนังใหญ่’ ไทย ให้ก้าวไปสู่ ‘มรดกโลก’

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เป็นอีกก้าวที่สำคัญ ที่ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการเสนอรายการ “การฟื้นฟูหนังใหญ่โดยชุมชนหนังใหญ่ในประเทศไทย” เพื่อขอขึ้นทะเบียนต่อองค์การยูเนสโก ในหมวด “แนวปฏิบัติที่ดีในการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นหมวดที่ประเทศไทยยังไม่เคยเสนอมาก่อน
พร้อมกันนี้ ครม.เห็นชอบให้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นผู้ลงนามในเอกสารเพื่อยื่นต่อยูเนสโก ให้ทันภายในวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด

รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า การเสนอ “หนังใหญ่” ในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการใช้การทูตทางวัฒนธรรมถ่ายทอดคุณค่า และภูมิปัญญาของชุมชนไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยเฉพาะการนำเสนอต้นแบบการอนุรักษ์โดยชุมชน ที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า การเสนอขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากระดับชุมชน สู่การนำเสนอในระดับนโยบายและเวทีนานาชาติ เพื่อให้เกิดการยอมรับในฐานะต้นแบบการอนุรักษ์วัฒนธรรม

โดยความพยายามของชุมชนหนังใหญ่ 3 ชุมชน ได้แก่

1.ชุมชนหนังใหญ่วัดขนอน จ.ราชบุรี

2.ชุมชนหนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง
และ 3.ชุมชนหนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ จ.สิงห์บุรี

ในการฟื้นฟูหนังใหญ่ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและนานาชาติ

            ประวัติความเป็นมาของหนังใหญ่ : มหรสพที่เก่าแก่ของไทยชนิดนี้ กล่าวกันว่า มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่หลักฐานการแสดงหนังใหญ่เริ่มมีปรากฏในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง)

ในสมัยรัตนโกสินทร์ ปรากฏหลักฐานในการแสดงหนังใหญ่ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ร.1) โดยระบุว่า ทรงมีบทพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา เพื่อใช้แสดงหนังใหญ่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่แสดงอยู่เรื่องเดียว คือ เรื่องรามเกียรติ์

สมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.2) มีหลักฐานการสร้างตัวหนังใหญ่และบทวรรณคดีที่ใช้ในเรื่องรามเกียรติ์ ใช้แสดงหนังใหญ่ชุดพระนครไหว ซึ่งต่อมาได้มีการนำมาเก็บไว้ ณ โรงละครแห่งชาติหลังเก่า แต่ถูกไฟไหม้เกือบหมด

สมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) พบการทำหนังใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ จ.สิงห์บุรี และหนังใหญ่วัดขนอน จ.ราชบุรี
หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ จ.สิงห์บุรี เป็นมรดกวัฒนธรรมอายุกว่า 100 ปี บุกเบิกโดย “ครูเปีย” นายหนังเร่จากอยุธยา สมัยหลวงพ่อเรืองเจ้าอาวาสองค์แรก (ประมาณ พ.ศ. 2399) โดดเด่นด้วยตัวหนังโบราณชุดรามเกียรติ์ที่แกะสลักอย่างประณีต ปัจจุบันเป็น 1 ใน 2 คณะหนังใหญ่สุดท้ายของไทยที่ยังคงอนุรักษ์สืบทอดกันมา

หนังใหญ่ชุดเดิม: ได้รับมาจากวัดตึก และคณะหนังเร่ ที่นำมาถวายหลวงพ่อเรือง (พระครูสิงหมุนี) และได้มีการฝึกหัดชาวบ้านบางมอญให้เชิดหนัง จนมีชื่อเสียงและได้รับการยกย่อง

ยุคทอง: ในสมัยขุนบางมอญกิจประมวญ (นวม ศุภนคร) คณะหนังใหญ่มีชื่อเสียงโด่งดัง เดินสายแสดงเป็นประจำ จนกระทั่งซบเซาลงจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และอุทกภัยปี 2485 ที่ทำให้ตัวหนังเสียหาย

การอนุรักษ์: ปัจจุบันมีการฟื้นฟูโดยชุมชน ร่วมกับสถาบันการศึกษา มีการซ่อมแซมตัวหนังเก่าและแกะตัวหนังใหม่ทดแทน โดยมีพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่จัดแสดงบนชั้นบนของศาลาการเปรียญ

การเข้าชม: เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ จันทร์-ศุกร์ 09.00 – 16.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ 08.30 – 17.00 น. สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ โทร 036-543-150

วัดขนอนหนังใหญ่ ตั้งอยู่ที่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลายที่มีชื่อเสียงด้านการอนุรักษ์ “หนังใหญ่” สมบัติวัฒนธรรมล้ำค่า ริเริ่มโดย พระครูศรัทธาสุนทร (หลวงปู่กล่อม) ในสมัย ร.5 โดยมีตัวหนังดั้งเดิมกว่า 313 ตัว ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นชุมชนดีเด่นด้านการอนุรักษ์

ความเป็นมา: วัดขนอนก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เดิมชื่อ “วัดกานอน” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี โดยบริเวณนี้ในอดีตเคยเป็นจุดตั้งด่านเก็บภาษีอากรหรือ “ขนอน”

การกำเนิดหนังใหญ่: ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) พระครูศรัทธาสุนทร (หลวงปู่กล่อม) เจ้าอาวาสรูปที่ 10 ได้ริเริ่มสร้างหนังใหญ่ชุดแรกขึ้น ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเดิม และรวบรวมช่างฝีมือมาแกะสลักเรื่องรามเกียรติ์

หนังใหญ่วัดขนอนมีทั้งหมด 313 ตัว (ชุดดั้งเดิม) แสดงเรื่องรามเกียรติ์เป็นหลัก และเป็นวัดเดียวที่มีคณะหนังใหญ่เป็นของตนเองสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

การฟื้นฟู: สมเด็จพระกินาฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริให้เก็บรักษาหนังใหญ่ดั้งเดิมไว้ และทรงจัดสร้างชุดใหม่มาใช้แสดง โดยคณะหนังใหญ่วัดขนอนได้รับการยกย่องเป็นมรดกทางวัฒนธรรมโลกจากยูเนสโก (ACCU) เมื่อปี พ.ศ. 2550
            รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า หนังใหญ่วัดขนอน จ.ราชบุรี เป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบสำคัญของไทย เคยได้รับรางวัลชุมชนที่มีผลงานดีเด่นในการฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ จาก Asia/Pacific Cultural Centre for UNESCO (ACCU) เมื่อเดือน มิ.ย.2550 ในฐานะตัวอย่างการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมที่โดดเด่น สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของชุมชนไทยในการรักษาและฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

หนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง เป็นมรดกวัฒนธรรมอายุกว่า 200 ปี ก่อตั้งโดยพระยาศรีสมุทรโภคชัยโชคชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) เจ้าเมืองระยองคนแรก ซึ่งสั่งซื้อตัวหนังมาจากพัทลุงในปี พ.ศ. 2431 เพื่อจัดแสดงงานสำคัญ ปัจจุบันเก็บรักษาและจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วัดบ้านดอน โดยมีการฟื้นฟูเชิดหนังใหญ่แบบโบราณเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น

จุดเริ่มต้น (พ.ศ. 2431): พระยาศรีสมุทรโภคชัยโชคชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) ได้สั่งซื้อตัวหนังใหญ่จำนวน 200 ตัวมาจากจังหวัดพัทลุง โดยขนส่งทางเรือสำเภาข้ามอ่าวไทย

การเก็บรักษาและสถานที่: เดิมทีหนังใหญ่ชุดนี้ถูกนำไปเก็บไว้ที่วัดจันทอุดม (วัดเก๋ง) ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกซ้อม ต่อมาเมื่อวัดบ้านดอนสร้างเสร็จ จึงย้ายตัวหนังมาเก็บรักษาที่วัดบ้านดอน (ต.เชิงเนิน) เพื่อให้สะดวกต่อการสืบทอด

ช่วงเวลาที่ว่างเว้น: หนังใหญ่เคยเสื่อมความนิยมลงตามยุคสมัย และมีการหยุดเล่นไปช่วงหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการห้ามการละเล่นไทยหลายอย่าง ทำให้หนังใหญ่ถูกเก็บและทิ้งให้ผุพังไปตามกาลเวลา

การฟื้นฟู (พ.ศ. 2523 – ปัจจุบัน): ได้มีการรื้อฟื้นคณะหนังใหญ่ขึ้นมาใหม่ โดยชาวบ้านร่วมกับผู้นำชุมชนในสมัยนั้น (เช่น ครูอำนาจ มณีแสง) นำหนังเก่ามาบูรณะ และจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่ออนุรักษ์หนังเก่าที่เหลืออยู่กว่า 100 ตัว และสร้างตัวหนังชุดใหม่ขึ้นทดแทน

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวด้วยว่า รายการที่นำเสนอต่อยูเนสโกดังกล่าวนี้ มีความพร้อมครบถ้วนทั้งด้านข้อมูล เนื้อหา และการมีส่วนร่วมของชุมชน หากไม่ยื่นต่อยูเนสโกภายในวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ก็จะต้องเลื่อนออกไปอีก 1 ปี ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสสำคัญในการแสดงบทบาทในเวทีโลก

นี่คือจังหวะสำคัญของประเทศไทย ในการยืนยันบทบาทด้านวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

การผลักดันหนังใหญ่ สู่ยูเนสโกในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม หากยังเป็นการยกระดับบทบาทของประเทศไทยในการใช้วัฒนธรรมเป็นพลังสร้างสรรค์ สร้างความเข้าใจ และเชื่อมโยงผู้คนในเวทีโลกอย่างยั่งยืนด้วย
 

ตะลึงทั้งงาน! โอปอล สุชาตา งามดั่งนางในตำนาน กลางงานพนมรุ้ง

ตะลึงทั้งงาน! โอปอล สุชาตา งามดั่งนางในตำนาน กลางงานพนมรุ้ง

ตะลึงทั้งงาน! โอปอล สุชาตา งามดั่งนางในตำนาน กลางงานพนมรุ้ง

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.01 น.

เรียกเสียงฮือฮาได้ทั้งงาน สำหรับการปรากฏตัวของ “โอปอล สุชาตา” ที่มาในลุค “พระนางภูปตินทรลักษมีเทวี” ภายในงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ซึ่งปีนี้ยังคงจัดอย่างยิ่งใหญ่ สะท้อนความงดงามของวัฒนธรรมไทยโบราณ ณ ปราสาทหินพนมรุ้ง

โดย โอปอล ปรากฏตัวในชุดไทยโบราณประยุกต์สีทองอร่าม โดดเด่นด้วยเครื่องทรงสุดวิจิตร ทั้งศิราภรณ์และเครื่องประดับที่ออกแบบอย่างประณีตทุกดีเทล เสริมลุคให้ดูสง่างามราวกับตัวละครในตำนาน สะกดสายตาผู้ร่วมงานและนักท่องเที่ยวได้อย่างอยู่หมัด

คิตตี้ เคลื่อนไหวแล้ว หลัง เอส กันตพงศ์ เปิดใจปมฟ้องหย่า ลูกไม่เรียกพ่อ

คิตตี้ เคลื่อนไหวแล้ว หลัง เอส กันตพงศ์ เปิดใจปมฟ้องหย่า ลูกไม่เรียกพ่อ

คิตตี้ เคลื่อนไหวแล้ว หลัง เอส กันตพงศ์ เปิดใจปมฟ้องหย่า ลูกไม่เรียกพ่อ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.35 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตา สำหรับกรณีของนักแสดงหนุ่ม “เอส กันตพงศ์” ที่ออกมาเปิดใจต่อหน้าสื่อครั้งแรก หลังถูกอดีตภรรยาชาวต่างชาติ “คิตตี้ คริสตินา” ฟ้องหย่า พร้อมยื่นเรื่องต่อศาลเกี่ยวกับสิทธิในการปกครองลูกสาว

ก่อนหน้านี้ คิตตี้ได้ให้เหตุผลของการยุติความสัมพันธ์ว่า ชีวิตรักที่ผ่านมาไม่ราบรื่น อีกทั้งมองว่าความสัมพันธ์ควรเป็นเรื่องของคนสองคน ไม่ควรมีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่าเธอพยายามหาทางออกร่วมกันแล้ว แต่ไม่เคยถูกมองเห็นหรือรับฟัง จึงต้องพึ่งกระบวนการทางกฎหมาย โดยยืนยันว่าไม่ได้ต้องการพาลูกไป แต่ต้องการหาทางออกที่ดีที่สุด

ด้าน เอส กันตพงศ์ เปิดเผยว่า บางประเด็นที่อดีตภรรยาให้สัมภาษณ์นั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง พร้อมระบุว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกฟ้องทั้งเรื่องหย่าและสิทธิการปกครองบุตรแบบ 100% อีกทั้งยอมรับว่าเคยฟ้องกลับ โดยให้เหตุผลว่าเก็บเรื่องนี้มานานหลายปี

นักแสดงหนุ่มยังเผยอีกว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือความรู้สึกของตนในฐานะพ่อ หลังพบว่าลูกเรียกตนว่า “ลุง” ขณะที่เรียกชายอีกคนว่า “พ่อ” จึงตัดสินใจใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิและหน้าที่ของตน

ล่าสุด คิตตี้ คริสตินา ได้เคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรม ด้วยข้อความสั้นๆ ว่า “Truth doesn’t need noise to be heard” (ความจริงไม่จำเป็นต้องส่งเสียงดังเพื่อให้ใครได้ยิน) ท่ามกลางกำลังใจจากผู้ติดตามจำนวนมาก

อนุทิน เข้าทำเนียบฯ พร้อมนำ ครม.เตรียมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ

อนุทิน เข้าทำเนียบฯ พร้อมนำ ครม.เตรียมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ

อนุทิน เข้าทำเนียบฯ พร้อมนำ ครม.เตรียมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

6 เมษายน 2569 เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยทันทีที่มาถึง ได้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) บางส่วน ขึ้นไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนตึกไทยคู่ฟ้า โดยเริ่มที่นรสิงห์ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าระเบียงของตึกไทยคู่ฟ้า ทั้งนี้ หลังจากที่สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนตึกไทยคู่ฟ้าเสร็จ นายกฯ ได้เดินลงไปถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวคณะรัฐมนตรี

จากนั้น ในเวลา 19.00 น. นายกฯ จะนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเวลา 20.00 น. นายกฯ จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล

– 006

ศรัทธาในจังหวะที่ไม่ปกติ! 3 เทคโนแครตในสมรภูมิพลังงาน

ศรัทธาในจังหวะที่ไม่ปกติ! 3 เทคโนแครตในสมรภูมิพลังงาน

ศรัทธาในจังหวะที่ไม่ปกติ! 3 เทคโนแครตในสมรภูมิพลังงาน

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

การก้าวขึ้นมาบริหารประเทศของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล เกิดขึ้นบนฐานความเชื่อที่ชัดจากการเลือกตั้ง นั่นคือการนำ “ทีมมืออาชีพ” เข้ามาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่ง พรรคภูมิใจไทย ใช้เป็นแกนสำคัญในการสร้างความนิยม ความเชื่อนี้ไม่ได้เกิดจากคำโฆษณา แต่ผูกกับรายชื่อบุคคลจริงอย่าง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

บุคคลทั้งสามถูกเรียกว่า “เทคโนแครต” ในความหมายที่ชัดเจน คือคนทำงานที่เติบโตมาจากระบบราชการและภาคธุรกิจ มีประสบการณ์ตรงด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการบริหารองค์กร ไม่ได้เติบโตจากเส้นทางการเมืองโดยตรง และถูกคาดหวังให้ใช้ความเชี่ยวชาญแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

ภาพนี้ทำให้ความนิยมของรัฐบาลไม่ได้มาจากนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ผูกกับ “ศรัทธา” ที่ประชาชนฝากไว้กับความเชี่ยวชาญของบุคคลเหล่านี้ ว่าจะสามารถพาประเทศรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้จริง ศรัทธาจึงกลายเป็นทุนทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม จังหวะการเริ่มต้นไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ค่อย ๆ สะสมผลงาน หลังการเลือกตั้งไม่นาน สถานการณ์พลังงานโลกปรับทิศทางอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดระหว่าง อิหร่าน และ สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับขึ้น และลากต้นทุนทางเศรษฐกิจในประเทศให้เพิ่มขึ้นตามทันที

นี่คือจังหวะที่ “ไม่ปกติ” เพราะรัฐบาลยังไม่ทันเริ่มงานเต็มรูปแบบ แต่ต้องรับมือโจทย์ใหญ่ระดับโลก และทำให้ศรัทธาที่เพิ่งก่อตัว ถูกนำไปวัดผลเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้

เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน ศรัทธาที่ตั้งอยู่บนความคาดหวังจึงถูกดึงเข้าสู่การประเมินจากผลลัพธ์ในระยะสั้นทันที จากเดิมที่ “มืออาชีพ” ถูกมองเป็นคำตอบในภาพรวม กลายเป็นความคาดหวังให้เห็นผลในระดับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันและต้นทุนต่าง ๆ ขยับขึ้นต่อเนื่อง

ผลสำรวจของ นิด้าโพล ซึ่งสำรวจประชาชน 1,310 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน เมื่อความเชื่อมั่นต่อรัฐมนตรีคนนอกทั้งสามรายอยู่ในระดับที่ “ไม่มั่นใจ” มากกว่ามั่นใจในทุกตำแหน่ง

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนการปฏิเสธตัวบุคคล แต่สะท้อนการรอคอย “ผลลัพธ์” ในช่วงเวลาที่แรงกดจากสถานการณ์เกิดขึ้นเร็ว ศรัทธาที่เคยเป็นแรงหนุนในช่วงเลือกตั้งจึงเริ่มถูกประเมินจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

อย่างไรก็ตาม หากมองให้ครบ จะเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่เป็นผลจากธรรมชาติของวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันเป็นตัวแปรที่ผูกกับตลาดโลก ซึ่งรัฐบาลไทยไม่สามารถกำหนดได้โดยตรง สิ่งที่ทำได้คือการบริหารผลกระทบภายในประเทศผ่านมาตรการต่าง ๆ

แต่เครื่องมือเหล่านี้มีข้อจำกัด ทั้งด้านงบประมาณ โครงสร้างราคา และผลกระทบในระยะถัดไป การตัดสินใจต้องชั่งน้ำหนักหลายด้าน ไม่สามารถเร่งให้เห็นผลทันทีโดยไม่มีต้นทุนตามมา

ขณะที่นโยบายต้องใช้เวลาในการออกแบบและดำเนินการ ผลกระทบต่อประชาชนกลับเกิดขึ้นทันที ช่องว่างระหว่างสองจังหวะนี้ทำให้ศรัทธาถูกกดดัน และทำให้การทำงานของ “สามเทคโนแครต” ถูกจับตามองอย่างเข้มข้นกว่าปกติ

เมื่อเชื่อมกับร่างนโยบายที่จะถูกแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 9–10 เมษายน 2569 จะเห็นว่ารัฐบาลวางกรอบไว้ครบในระดับโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การเกษตร และการบริหารภาครัฐ ซึ่งเป็นทิศทางที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่ถูกจับตาไม่ได้อยู่ที่โครงสร้าง หากอยู่ที่การจัดการแรงกดจากพลังงานในระยะใกล้ นี่ทำให้รัฐบาลต้องทำงานสองระดับไปพร้อมกัน คือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และรักษาทิศทางระยะยาว

บทบาทของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ เอกนิติ นิติทัณฑประภาส จึงถูกวัดจากการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์จริง ไม่ใช่แค่แนวคิดบนกระดาษ

สิ่งที่ผลโพลกำลังสะท้อน ไม่ใช่การปฏิเสธแนวทาง “มืออาชีพ” แต่เป็นการบอกว่าศรัทธาต้องการ “หลักฐาน” ที่จับต้องได้ในช่วงเวลาที่วิกฤตกำลังกดทับอยู่

ในภาวะปกติ ความเชี่ยวชาญสามารถพิสูจน์ผ่านเวลา แต่ในจังหวะที่ไม่ปกติ เวลาไม่ได้ยืดหยุ่น ศรัทธาถูกเร่งให้ต้องแสดงผลลัพธ์เร็วขึ้นกว่าที่เคยเป็น

สามเทคโนแครตในสมรภูมิพลังงานจึงต้องรับมือทั้งโจทย์เศรษฐกิจ และแรงกดจากความคาดหวังที่ถูกยกระดับขึ้นพร้อมกัน

โจทย์ของรัฐบาลในช่วงหลังจากนี้อยู่ที่การทำให้มาตรการด้านพลังงานเริ่มส่งผลในระดับที่ประชาชนรับรู้ได้ พร้อมกับอธิบายข้อจำกัดของสถานการณ์โลกให้เข้าใจชัด ว่าส่วนใดจัดการได้ และส่วนใดอยู่เหนือการควบคุม

หากสังคมเห็นทั้งทิศทางและผลลัพธ์ ศรัทธาที่ถูกกดดันในช่วงเริ่มต้นยังมีพื้นที่ให้ฟื้นตัว แต่หากผลลัพธ์ยังไม่ปรากฏ แรงหนุนจากการเลือกตั้งจะค่อย ๆ กลายเป็นแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น

คำตอบของสถานการณ์นี้ไม่ได้อยู่ที่การย้ำว่ามีใครเก่ง แต่อยู่ที่การทำให้เห็นว่า ความเชี่ยวชาญเหล่านั้นสามารถพาประเทศผ่านจังหวะที่ไม่ปกติไปได้อย่างไร

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์